WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 9, 2009

ส.ส.เพื่อไทยจี้นายกฯ ตรวจสอบ ผบ.ตร.กระทำผิดวินัยร้ายแรง

ที่มา MCOT News

รัฐสภา 9 ม.ค. - ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กับพวก 3 คน ถูกตั้งคณะกรรมการสอบ และผลสอบพบว่ามีความผิดโทษฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ไม่ปฏิบัติตามประกาศของกระทรวงการคลัง โดยได้จัดซื้อและจัดจ้างด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ มีเจตนากระทำการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอ็น-เอส-มีเดีย-แอสโซซิเอทส์ จำกัด ได้รับงานการจัดจ้างโฆษณาและเผยแพร่รายการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 3 รายการ

“ผมอยากฝากติดตามเรื่องนี้ และฝากถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่มารับงานนายกรัฐมนตรี ขอให้ติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วย หากยังไม่มีความชัดเจน ผมในฐานะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาเพื่อตรวจสอบ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของรัฐ ในส่วนของงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีงบประมาณถึง 114 ล้านบาท” ร.ต.ท.เชาวริน กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-09 14:56:29

ยุรนันท์ เร่งแก้ปัญหาคั่งค้าง-ดูแลคนฝั่นธนบุรี

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 9 ม.ค. - นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จากพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่หาเสียงเป็นวันที่ 3 ในเขตฝั่งธนบุรี บริเวณตลาดลาดหญ้า โดยมีพ่อค้าแม่ค้าให้การต้อนรับอย่างดี ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขอพรให้ดลใจประชาชนให้เลือกตนเป็นผู้ว่าฯ

นายยุรนันท์ กล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่ฝั่งธนบุรีมา 3 วัน เห็นว่ามีปัญหาเดิม ๆ เช่น คุณภาพชีวิต การจราจรคับคั่ง ที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ถ้าตนเป็นผู้ว่าฯ จะไม่เพิ่มปัญหาใหม่ แต่จะเร่งแก้ปัญหาเดิม และให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำให้คนฝั่งธนบุรีเป็นพลเมืองชั้น 2 อีกต่อไป

นายยุรนันท์ กล่าวด้วยว่า ขอให้คนกรุงใช้หลักเลือกผู้ว่าฯ โดยมองนโยบายที่โดดเด่นกระทบจิตใจ เช่น นโยบายของตนมี 10 ข้อ ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม แก้ปัญหาทุกประเด็น ส่วนการทำงานกับรัฐบาลต่างพรรคการเมืองนั้น ไม่อยากให้มองเรื่องพรรคเป็นหลัก การทำงาน กทม.ก็เป็นการทำงานระดับชาติ เช่นเดียวกับรัฐบาล รัฐบาลต้องมีจิตอาสาในการทำงาน ขณะที่ กทม.ที่เป็นการเมืองท้องถิ่นต้องมีจิตสำนึก เพราะเป็นตัวแทนของประเทศไทยเช่นกัน ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (10 ม.ค.) จะมีขบวนแห่ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิในช่วงเช้า เป็นการหาเสียงครั้งสุดท้ายในสนามเลือกตั้งนี้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-09 14:50:13

คนรักอุดร’ไม่ปลื้มปิดวิทยุชุมชนยืนยันไม่เคยทำผิดกฎหมาย กทช.

ที่มา ประชาทรรศน์

จากกรณีที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเรื่องที่วิทยุชุมชนได้มีการปลุกระดมคนให้ออกมาเคลื่อนไหวนั้น ทำให้ตนเองมีความรู้สึกหนักใจในเรื่องนี้ แต่การเข้าไปดูแลจัดการนั้นติดปัญหา เพราะเป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่จะเข้าไปดูแล แต่ยังไม่มีความชัดเจนอีกทั้ง พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ รัฐบาลไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการ ซึ่งการป้องกันเบื้องต้นทำได้เพียงต้องอาศัยกฎหมายด้านความมั่นคงไปดำเนินการ และขณะนี้ทางตำรวจคงดำเนินการตรวจสอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะบางคลื่นที่มีการปลุกระดมคนให้โค่นล้มรัฐบาล ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน

“สำหรับคลื่นวิทยุชุมชนที่ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการติดตามการนำเสนอเนื้อหา ซึ่งอาจเข้าข่ายมีความผิดด้านความมั่นคง ได้แก่ คลื่นคนรักอุดร และสถานีวิทยุของเครือข่ายกลุ่มคนรักเชียงใหม่” สาทิตย์กล่าว

ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้น ทำให้นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ออกมากล่าวในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ว่าตนขอยืนยันว่าการที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวเช่นนี้ตนเกรงว่าจะทำให้คนเสื้อแดงอุดรฯ นั้นไม่พอใจ

ทั้งนี้ทาง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ก็เคยบอกว่ายังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ สถานีวิทยุชุมชน และ 3 ปีที่ผ่านมาก่อนที่จะมาก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร ที่บ้านหนองเหล็ก ซอย 9 นั้น ก็เป็นความคิดเห็นของสมาชิกโดยรวมที่ช่วยกันนำเงินมาสนับสนุนจนได้เงินกว่า 3 ล้านบาทเพื่อนำมาก่อสร้างสถานีแห่งนี้จนแล้วเสร็จ

“ตอนนี้ผมก็ได้เรียกนักจัดรายการวิทยุชมรมคนรักอุดร FM 97.50 MHz ทุกคน มารับทราบถึงแนวทางการจัดรายการโดยแจ้งให้นักจัดรายการทราบถึงการออนแอร์หน้าไมค์ของสมาชิกให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ไปแตะต้องพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด และขณะนี้ก็คงจะลดบทบาทลง เพราะเกรงว่าสมาชิกคนเสื้อแดงที่อุดรธานีรวมไปถึงสมาชิกชมรมคนรักอุดรจะโทรศัพท์ออนแอร์เข้ามาพูดด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและโจมตีรัฐบาลมากจนเกินขอบเขต” นายขวัญชัยกล่าว

ในวันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการวิทยุชุมชนที่ปลุกปั่นสร้างความแตกแยก ก็คงต้องว่าไปตามกรอบของกฎหมาย รัฐบาลเคารพสิทธิ์ ของสื่อมวลชน แต่สื่อที่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น รัฐบาลก็สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีใครมาแจ้งความแต่ต้องทำอย่างนุ่มนวล พร้อมทั้งยัง เผยว่านายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือในการแก้ปัญหาเว็ปไซต์หมิ่นเบื้องสูง โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งวันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม, กระทรวงไอซีที, กระทรวงยุติธรรม, กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาร่วมหารือ

รั้วของชาติ !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

ไม่รู้ว่าระยะหลังเป็นอย่างไร ผมชอบ นายสมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทยเป็นพิเศษ เพราะไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน จะทำอะไรก็ถูกใจไปเสียหมด
โดยเฉพาะเมื่อนายสมชายดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎรก็ยิ่งชอบมากขึ้น
ด้วยนิสัยของผมที่เกลียด “เผด็จการ” เข้าไส้จึงทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับ “ทหาร” ไปด้วย

ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยปลื้มทหาร เพราะ “หน้าที่” ในการเป็น “รั้วของชาติ” กลับไม่ทำ

แต่อะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ของ “ทหาร” กลับมายุ่งย่าม เช่น เรื่องการเมือง เข้ามาวุ่นวายจนทำให้ประเทศชาติใกล้ “เจ๊ง” เข้าไปทุกวันแล้ว

จำได้ว่า ช่วงหลังการยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ใหม่ๆ มีทหารหลายนายออกมา “แอ็กชั่น” ตามหน้าจอโทรทัศน์มากมาย

ทหารหลายนายให้สัมภาษณ์สร้างภาพว่า รักชาติ – รักแผ่นดิน บางคนได้ดิบได้ดี เพราะออกมา “บู๊” กับคนในเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ จนร่ำรวยไปหลายคน

ผมกล้าพูดได้เลยว่าทหารเหล่านี้ไม่เคยจริงใจต่อประชาชนสักนิดเดียว ที่กล้าออกมา “บู๊” กับคนในเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากอยากได้ตำแหน่ง อยากได้ลาภยศ สรรเสริญ

ผมดีใจมากที่เห็นนายสมชาย ทำหนังสือเชิญ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เข้าชี้แจงกรณีนายทหารเกษียณอายุราชการยังคงพักและใช้น้ำไฟของราชการฟรี

คำถามของนายสมชาย ผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศอยากรู้ แต่ไม่มีโอกาสได้ถาม เพราะอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ว่า “ทหารไทย” เป็นทหารที่สบายและพิเศษที่สุดในโลก

นายสมชายบอกว่า ต้องการสอบถามถึงบ้านพักอาศัยที่มีอยู่ในกองทัพ มีอยู่ในที่ใดบ้าง โดยเรื่องดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสนใจเอาเรื่องนี้มาพิจารณา ทำให้สะสมเป็นปัญหามาโดยตลอด

โดยเฉพาะในกรณีของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้วได้อาศัยอยู่ที่ไหน ยังอยู่ในบ้านพักของกองทัพหรือไม่ และทำได้หรือไม่ จึงขอให้กองทัพช่วยเล่าในภาพรวมให้ทราบ
ในส่วนของกองทัพมีข่าวออกมาบอกว่ามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายท่านเกษียณแล้วไม่ออกจากบ้านพัก

ขณะที่ ตัวแทนจากกกองทัพบก พ.อ.ไมตรี เตชานุบาล รองเจ้ากรมกำลังพลทหารบก ชี้แจงว่าผู้ที่ทำคุณงามความดีให้กับกองทัพบกและประเทศชาติทุกชั้นยศ หากมีปัญหาเรื่องที่พักหากมีความจำเป็นย่อมสามารถให้พักอาศัยต่อไปได้ทุกชั้นยศ

หลายคนสงสัยในคำว่า “ทำคุณงามความดีให้กับกองทัพบกและประเทศชาติ” นั้น มีเกณฑ์การพิจารณาอย่างไร
เพราะการกระทำหลายอย่างของทหาร หากไปถามประชาชน ในฐานะผู้เสียภาษีอากร การกระทำดังกล่าวไม่ถือว่า “ทำคุณงามความดี”
อย่างเช่นการทำรัฐประหาร หรือ การสนับสนุนการทำรัฐประหาร ไม่สมควรที่ให้สิทธิพิเศษใดๆ

อย่าว่าแต่ “บ้านพัก” เลยครับ แผ่นดินไทยก็ไม่สมควรที่จะให้ทหารเหล่านี้อาศัยอยู่ เพราะสร้างแต่ปัญหาให้กับประชาชน!

พท.เล็งซักฟอก!'วิฑูรย์'ฟุ้งมีหลักฐานบริหารงานไม่ชอบเพียบ

ที่มา ประชาทรรศน์

'เพื่อไทย'ประกาศลั่นหากเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ'วิฑูรย์'โดนปลดคนแรกแน่! โวมีข้อมูลการบริหารงานไม่ชอบธรรมอื้อ การันตีคนเสื้อแดงไม่บุกปิดล้อมบ้าน'ยายเนียม'แน่ ยันพร้อมเปิดทาง'อภิสิทธิ์'ร่วมงานศพ

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (9 ม.ค.) ว่า นายสมบัติ รัตโน อดีตส.ส.อุบลราชธานี สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายวิทูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่อาจจะต้องถูกปลดไปพร้อมๆ กับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะตนมีข้อมูลความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานของนายวิฑูรย์ จำนวนมาก รวมทั้งเรื่องจริยธรรมด้วย เพราะนับตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีก็ได้นำผ้าห่มซึ่งจัดซื้อโดยงบประมาณของ กระทรวงพัฒนาสังคมฯไปแจกจ่ายชาวบ้านที่จ.อุบลฯ ซึ่งแจกเฉพาะในเขตเลือกตั้งของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น เพราะไม่ยุติธรรม ชาวบ้านทั้งจังหวัดก็หนาวเหมือนกันหมด เรื่องนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าการแจกผ้าห่มหรือสิ่งของในลักษณะนี้ ทำเพื่อหวังผลในการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำงบประมาณไปจัดอบรมเกี่ยวกับการเกษตร ซึ่งจัดที่สำนักงานของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และมีการจ่ายเงินให้กับผู้ที่มาอบรมด้วย เรื่องนี้อยากให้ กกต. และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบด้วยว่าเป็นการใช้เงินผิดประเภทหรือไม่

ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ออกมาเปิดเผยว่า มีส.ส พรรคเพื่อไทยไปร้องเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ของขวัญยายเนียมนั้น ตยอยากบอกว่าไม่มีใครเขาไปร้องหรอก เรื่องแบบนี้ จะให้เป็นแสนก็ทำไปเถอะ เพราะยายเนียมได้ประโยชน์ ไม่มีใครว่า แต่ที่อยากเรียกร้องคือเรื่องพฤติกรรมกรรมของนายวิฑูรย์ในเรื่องการแจกของเพื่อหวังผลเลือกตั้งมากกว่าถือว่าไม่ยุติธรรม ซึ่งนายกฯควรลงมาดูเรื่องนี้ด้วย เพราะตอนที่รับตำแหน่งได้ประกาศว่าจะดูแลประชาชนให้ทั่วถึงทั้งประเทศ

นายสมบัติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์จะเดินทางไปร่วมงานศพยายเนียมนั้น ก็ขอให้มา เรื่องความเป็นความตายของคนไม่มีใครว่าอะไรอยู่แล้ว และก็รับรองว่าไม่มีกลุ่มเสื้อแดงไปล้อมบ้านยายเนียมอย่างแน่นอน แต่หากเป็นที่สนามบินตนก็ไม่รับประกัน เพราะถือเป็นสิทธิของคนที่เห็นไม่ตรงกับพรรคประชาธิปัตย์ เราคงไปห้ามไม่ได้ และพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่เบื้องหลังด้วย

'วิฑูรย์'หนีกระเจิง!เสื้อแดงเหนือตามตะเพิด!

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิฑูรย์ ได้เดินทางไปที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดลำปาง เพื่อร่วมประชุมสภาผู้สูงอายุของจังหวัดลำปาง โดยใช้ประตูทางเข้าด้านหลังแทนด้านหน้า เนื่องจากมีกลุ่มคนเสื้อแดงในนามกลุ่มคนรักลำปาง 51 มารวมตัวดักรออยู่ก่อนถึงทางเข้า 200 เมตร ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั้งในและรอบบริเวณ

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า กลุ่มเสื้อแดงบางส่วนพยายามที่จะผ่านประตูด้านหน้าเข้าไปภายในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีให้ได้ จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังสกัดกั้นไว้และควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ขณะที่นายวิฑูรย์ ใช้เวลาประชุมประมาณ 45 นาที ก่อนรีบเดินทางกลับทางประตูด้านหลังทันที

สปน.ดอดแจ้งความจี้ตร.เชือดม็อบปล้นชาติ!ทำลายทรัพย์สูญ18ล้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

ผอ.สปน.โร่แจ้งความสน.ดุสิต จี้ตร.เอาผิดม็อบพันธมารบุกทำเนียบฯรื้อทำลายทรัพย์สินราชการเสียหายกว่า 18 ล้านบาท ด้านผบก.น.1 รับลูก!ชี้ถือเป็นคดีอาญา ลุยตั้งทีมสอบสวน ยันการเมืองพลิกขั้วไม่กระทบรูปคดีแน่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (9 ม.ค.) นายมงคล แสงหิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) ที่สน.ดุสิต ให้ดำเนินกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ร่วมกันบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและเข้าไปรื้อทำลายทรัพย์สินใน สปน.พร้อมกับขโมยทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ของ สปน.ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในอาคารที่ทำการ และได้ตรวจสอบและประเมินความเสียหายทั้งหมดประมาณ 18 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะดำเนินคดีเฉพาะของ สปน.เท่านั้นไม่รวมของทำเนียบรัฐบาล ส่วนทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ประมาณ 30 กว่ารายที่กลุ่มพันธมิตรฯทำเสียหายนั้นจะดำเนินแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่สน.ดุสิตดำเนินการในครั้งต่อไป

ด้านพล.ต.ต.อนันต์ เปิดเผยภายหลังรับการแจ้งความว่า คดีนี้ถือเป็นคดีลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ อีกทั้งยังเป็นทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งถือเป็นคดีอาญา มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป โดยทางบก.น.1จะตั้งทีมพนักงานสอบสวน เนื่องจากทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ต้องรวบรวมพยานหลักฐานก่อนถึงจะกำหนดระยะเวลาในการดำเนินคดีได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองจะมีผลต่อการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ ผบก.น.1 กล่าวว่า การเมืองไม่มีผลต่อรูปคดีอย่างแน่นอน ยืนยันเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายวัชระ เพ่งผล ผู้ตรวจราชการสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า ในเบื้องต้นจากการสำรวจความเสียหายพบว่า มีทรัพย์สินในส่วนของทางราชการส่วนกลาง ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบประปา และกล้องวงจรปิดได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก รวมมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีความเสียหายในส่วนทรัพย์สินส่วนตัวของข้าราชการ

นอกจากนี้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอก็ดำเนินการแจ้งความไม่ได้ โดยนายนายนัที เปรมรัศมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่ามีหลักฐานเป็นบัญชีรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งรูปถ่ายจากตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานที่เข้ามาตรวจสอบ ที่ยืนยันได้ว่ามีการบุกรุกพื้นที่และทรัพย์สินสูญหายจริง ดังนั้นตำรวจจะไม่รับแจ้งความไม่ได้

‘เสรีพิศุทธิ์’กัดไม่ปล่อย!! สุมหัว‘เชาวริน’แฉเอกสารลับ-เช็กบิล'พัชรวาท’

ที่มา ประชาทรรศน์

'เชาวริน' ปูดเอกสาร 'ลับมาก' ชำแหละ ‘บิ๊กสีกากี’ ด้าน ‘เสรีพิสุทธิ์’ ขอเอี่ยว!! จี้สอบ 'พัชรวาท' แหกพ.ร.บ.ฮั้ว-ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ย้ำเหตุผู้ผลิตรายการโวย สตช.ยัดไส้จัดซื้อระบบ ‘อี-ออคชั่น’ ยันไม่โปร่งใส แต่เรื่องถูกฝังกลบ!!

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ยื่นกระทู้ถามด่วนถามต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปที่จะมีขึ้นวันที่ 21 ม.ค.นี้ ถึงกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เสนอถอดยศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่ดินรัชดา

ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวว่า ตนตั้งกระทู้ถามด่วนต่อนายกรัฐมนตรี 3 ประเด็น คือ 1.นายกรัฐมนตรีเคยอ่านคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีดังกล่าวหรือไม่ 2.รัฐบาลมีส่วนรู้เห็นกับการออกข่าวของหน่วยงานของรัฐที่มักออกข่าวในทำนองว่า อดีตนายกรัฐมนตรีมีความผิดในคดีทุจริตซื้อที่ดินซึ่งเป็นการกล่าวที่ไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวปรากฏชัดเจนในหน้า 37 ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 142 และมาตรา157

ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีส่วนรู้เห็นย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักความยุติธรรมที่รัฐบาลหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล และ3.รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หากกรณีดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนที่ยังรักและศรัทธาต่อผลงานอดีตนายกรัฐมนตรีออกมาประท้วงหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของ สตช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว ร.ต.ท.เชาวริน ได้นำเอกสารประทับตรา “ลับมาก” โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้ทำถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 23 กันยายน 2551 เพื่อขอทราบความคืบหน้ากรณีที่มีการตรวจสอบพบว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการ ผบ.ตร. กับพวกรวม 3 คน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มาแจกกับสื่อมวลชน โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า ตามที่บริษัทผู้ผลิตรายการรายหนึ่งถูกกีดกันไม่ให้เสนอราคาการจัดจ้างโฆษณาและเผยแพร่รายการของ สตช. จำนวน 3 รายการ

ทั้งนี้ ได้มีการร้องเรียน กล่าวหา พล.ต.อ.พัชรวาท ขณะดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการ สตช. กับพวกรวม 3 คน ได้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ไม่ปฏิบัติตามประกาศของกระทรวงการคลัง ได้จัดซื้อและจัดจ้างด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์โดยมีเจตนากระทำการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอ็น-เอส-มีเดีย-แอสโซซิเอทส์ จำกัด จึงได้แต่ตั้งพล.ต.ท.ทวีพร นามเสถียร ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ภายหลังการตรวจสอบคณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า พล.ต.อ.พัชรวาท กับพวกรวม 3 คน ได้กระทำความผิดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฯ ข้อ 18 (6) และข้อ 21 , ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์การซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ 6 ,12,13 และ16 ,พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และ 12 ,ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 มาตรา 15,152,157 ประกอบมาตรา 83,84,86,90 และ 91 รวมถึงพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2247 มาตรา 86 และ 79 (1) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังระบุว่า ความผิดดังกล่าวถือเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงเสนอนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีให้ทำการตรวจสอบ แต่ยังไม่ทราบความคืบหน้าจึงทำหนังสือถึงนายสมชาย เพื่อขอความคืบหน้าในเรื่องนี้

ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวด้วยว่า หาก สตช.ว่างมาก ตนอยากฝากติดตามเรื่องนี้ และฝากถึงนายอภิสิทธิ์ ในฐานะที่มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขอให้ติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วย เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องผิดวินัยร้ายแรง เมื่อเรื่องของผู้บัญชาการ สตช.ยังไม่มีความชัดเจนแล้วจะไปหาความชัดเจนในเรื่องใดได้ อย่างไรก็ดีหากนายกรัฐมนตรียังไม่สามารถให้ความชัดเจนเรื่องนี้ ตนในฐานะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาเพื่อตรวจสอบ เพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของรัฐ ในส่วนของงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งมีงบประมาณถึง 114 ล้านบาท

สาส์นถึงคนกรุง:โลกจับตาเลือกผู้ว่าเพื่อเกียรติภูมิของชาติ หรือกระทืบซ้ำย่ำรอยพันธมิตร

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 มกราคม 2552

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552 นี้ชาวกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ ก่อนหย่อนบัตรลงคะแนน อย่าลืมว่าประชาชนไทยทั้งประเทศ และที่สำคัญมากคือประชาชนทั่วโลกที่มองไทยเสียหายย่อยยับจากการยึดสนามบิน กำลังเฝ้ามองพวกเราอยู่ว่า..เราได้ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการกอบกู้เกียรติภูมิของชาติคืนมา หรือว่าจะย้ำรอยความผิดพลาดที่พันธมิตรได้กระทำย่ำยีไทยในสายตาชาวโลกไปล่วงหน้าก่อนนี้แล้ว


สาส์นถึง ชาวกรุงเทพมหานคร ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรม

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552 นี้ ไม่ได้มีความหมายเป็นเพียงการเลือกตั้งผู้บริหารของชาวกรุงเทพฯเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ถึงความรักชาติ รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรมของคนกรุงเทพฯ และเกียรติภูมิแห่งชาติซึ่งประชาชนไทยทั้งประเทศ และชาวโลกเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า คนกรุงเทพฯจะได้ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง สมกับเป็นศูนย์กลางของประเทศหรือไม่อีกด้วย

ผลการสำรวจความคิดเห็นของชาวกรุงเทพมหานครเมื่อตอนสิ้นปี2551นั้นได้ชี้ว่า ประชาชนชาวกรุงเทพหมานครได้แสดงถึงจิตใจรักชาติ รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมอย่างยิ่ง เมื่อสะท้อนว่ามีความผิดหวังอย่างที่สุดต่อกลุ่มพันธมิตรที่ได้ใช้อำนาจเถื่อนที่ได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มอำนาจนิยมชื่นชมแนวทางเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตยเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างย่อยยับ

มาบัดนี้ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กลุ่มพันธมิตรได้ประกาศตนอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งในการให้การสนับสนุนคะแนนเสียงต่อผู้สมัครผู้ว่าราชการกทม.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแนวร่วมที่แนบแน่นกับพันธมิตรมาตั้งแต่การบอยคอตไม่ลงเลือกตั้งในปี2549ทำให้บานปลายไปสู่ความแตกร้าวของสังคมไทย สนับสนุนให้กำลังใจแม้ในยามที่พันธมิตรยึดทำเนียบ และแม้แต่ในยามที่พันธมิตรแปรเปลี่ยนพฤติการณ์เป็นกลุ่มก่อการร้ายสากลยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย นำมาซึ่งความผิดหวังของชาวกรุงเทพฯอย่างยิ่ง!

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ชาวกรุงเทพฯทั้งมวล ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม และต้องการกอบกู้เกียรติภูมิของชาติกลับมาโดยไว จักต้องประกาศตัวอย่างเปิดเผยว่า เราจะแปรเปลี่ยนความสงสารที่อำมาตยาธิปไตยและพันธมิตรกระทำย่ำยีต่อประเทศชาติ แปรเปลี่ยนความเห็นใจที่กลไกอำนาจรัฐเถื่อนกระทำย่ำยีต่อสิทธิและเสียงอันแท้จริงของประชาชน และเปลี่ยนความเจ็บใจที่ประชาชนไทยทั้งมวลยังไม่สามารถจะทำอะไรต่อโจรก่อการร้ายสากลยึดสนามบินได้ เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยังปล่อยให้ลอยนวล

จงแปรเปลี่ยนจิตใจรักชาติ รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม มาเป็นการเทคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครผู้ว่าราชการกทม.เบอร์10"แซม"ยุรนันท์ ภมรมนตรี เพื่อสะท้อนถึงเสียงอันแท้จริงของชาวกรุงเทพฯและชาวไทยทั้งประเทศ

พรรคเพื่อไทยได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าได้ยืนหยัดอยู่ข้างประชาธิปไตย ยึดถือประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นศูนย์กลาง และเคารพยึดมั่นต่อหลักประชาธิปไตย ส่วนคุณยุรนันท์และทีมงานก็มีประสบการณ์ทางการเมืองที่พร้อมจะบริหารกรุงเทพมหานคร และมีแนวนโยบายสานต่อจากทีมงานที่ประสบความสำเร็จปลดไทยจากIMF นำเกียรติภูมิกลับสู่ประเทศชาติมาแล้วจึงเป็นที่พึงหวังของชาวกรุงเทพฯได้อย่างแน่นอน

ประการสำคัญ ประชาชนชาวกรุงเทพฯอย่าเสียงแตก เพราะผลการสำรวจนิยมล่าสุดได้ชี้ว่า นายยุรนันท์ยังมีคะแนนไล่หลังผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์อยู่เล็กน้อย เหตุที่เป็นดังนี้เพราะกลุ่มพันธมิตรผนึกกำลังอย่างแน่นเหนียวในการที่จะสนับสนุนผู้สมัครประชาธิปัตย์ และได้ตัดผู้สมัครอิสระอีกรายคือนายแก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเดินนโยบายเดียวกับพันธมิตรอีกรายออกไป เพื่อหวังชัยชนะเหนือฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ขณะที่ชาวกรุงเทพฯฝ่ายประชาธิปไตย ยังเสียงแตกเป็น2ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนหยัดจะเทคะแนนให้เบอร์10 แต่อีกฝ่ายในสัดส่วนใกล้เคียงกันมากยังลังเลใจที่จะมอบคะแนนให้ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้สมัครอิสระ

โดยธาตุแท้และแนวทางนั้นม.ล.ณัฏฐกรณ์ยืนหยัดในแนวทางประชาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่าเมื่อต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อให้คนของฝ่ายประชาธิปไตยได้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งเหนือพวกพันธมิตรที่ชาวกรุงเทพฯผิดหวังนั้น ก็จำเป็นอยู่ดีที่ต้องรอให้โอกาสกับม.ล.ณัฏฐกรณ์ในคราวหน้า ด้วยความหนุ่มแน่น ประสบการณ์ที่ยังต้องสะสมอีกพอสมควร คุณปลื้มจะเป็นตัวเลือกที่สมควรพิจารณาในโอกาสต่อไป ไม่ใช่ครั้งนี้

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552 นี้ชาวกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ ก่อนหย่อนบัตรลงคะแนน อย่าลืมว่าประชาชนไทยทั้งประเทศ และที่สำคัญมากประชาชนทั่วโลกที่มองไทยเสียหายย่อยยับจากการยึดสนามบินกำลังเฝ้ามองพวกเราอยู่ ว่าเราได้ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องกอบกู้เกียรติภูมิของชาติคืนมา หรือว่าจะย้ำรอยความผิดพลาดที่พันธมิตรได้กระทำย่ำยีไปล่วงหน้าก่อนนี้แล้ว

'สงสารประเทศชาติถูกอำมาตยาฯย่ำยี..เห็นใจรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนถูกปล้นชิง..เจ็บใจทำอะไรโจรยึดสนามบินไม่ได้..อย่าได้แต่เงียบ..อย่าเสียงแตก 11มกราคม รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เลือกแซมเบอร์10เป็นผู้ว่ากทม."

การ์ตูนมะนาว:ชมทำเนียบวันเด็ก(ตอน2)

ที่มา Thai E-News





สื่อไทยพยายามโหมกระแสกันใหญ่ว่า กลุ่มเสื้อแดงเสื่อม ทักษิณเสื่อม กล่อมกันใหญ่

ที่มา thaifreenews
บทความโดย..ลูกชาวนาไทย

ผมไม่ค่อยติดตามสื่อไทยมากมายนัก เพราะในฐานะนักเขียนคอลัมน์เหมือนกัน แม้จะเขียนผ่านอินเตอร์เน็ต ผมได้พบความจริงข้อหนึ่งว่า "สื่อก็ไม่ได้รู้มากกว่าเรา" ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายไม่ได้มาจากอากาศ แต่มาจากคนรอบๆ ตัว สื่อที่อ่าน สังคมรอบข้าง รวมทั้ง "ทัศนะคติและค่านิยม" ส่วนตัว ดังนั้น สังคมของคอลัมนิสต์คนนั้นเป็นอย่างไร เขาก็มีข่าวาสารแค่นั้นแหละ ส่วน "ความเห็นของเขา" เป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับ "ความรู้และทฤษฎีที่เขาศึกษามา"

คอลัมนิสต์ ทั้งหลายส่วนใหญ่จบ นิเทศศาสตร์ ดังนั้น ความรู้เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคมวิทยา ย่อมไม่ลึกซึ้งอะไร ความเห็นของคอลัมนิสต์ต่างๆ ผมจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญมากเท่าใดแล้ว พวกเขาได้เปรียบชาวบ้านตรงได้คุยกับคนในสังคมการเมืองมากกว่าเท่านั้น

แต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา 3 ปีนี้ ทำให้ผมเรียนรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า "ข้อมูลวงใน" ไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก เพราะข้อมูลวงในบอกได้แค่ว่า "ใครอยากทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ หรือคิดอะไร" เท่านั้น ซึ่งคนอื่นๆ สถานการณ์ สภาพสังคมแวดล้อม กลายเป็นข้อจำกัดว่าใคร "อยากทำอะไร" มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างนั้นแล้ว ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า "ข้อสมมุติฐาน" ทางทฤษฎี กับ ปรากฏการณ์ หรือ Event ที่เกิดขึ้นนั้น สำคัญที่สุด

จะวิเคราะห์การเมืองได้อย่างถูกต้อง "ข้อสมมุติฐาน" ต้องมาก่อน เหมือน "การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์” ทั้งหลาย สมมุติฐานอาจได้มาจากทฤษฎีทางการเมือง สังคมวิทยาต่างๆ แล้วใช้ "ปรากฏการณ์ หรือ Event" ตรวจสอบ หากสอดคล้องกัน แนวคิดเราก็มีความเป็นไปได้สูง

ตอนนี้สื่อทั้งหลายกำลังพยายามสร้างกระแสว่า ทักษิณแย่แล้ว เสื่อมอิทธิพลลงแล้ว ไม่ว่าอ่านค่ายไหนก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น มันเหมือนกับการ "พยายามสร้างกระแส" อย่างไรอย่างนั้น

ซึ่งความเห็นของสื่อทุกค่าย สวนทางกับข้อสมมุติฐานของผม หรือปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ แทบทั้งสิ้น

การสร้างกระแสแบบนี้ ทำให้คนพวกนี้พลาดมาแล้วมากหมาย ก่อนวันที่ 28 ธันวาคม 2551 ก่อนที่มาร์กจะแถลงนโยบาย คนพวกนี้ก็เชื่อว่า เสื้อแดงหมดพลังแล้ว หมดน้ำยาแล้ว เพราะกลุ่มเนวินไปเข้าข้างรัฐบาลแล้ว แต่พอวันที่ 28 ธันวาคม ปรากฏว่าคนเสื้อแดงออกมาอย่างมากมาย จนนายอภิสิทธิ์ต้องหนีไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศ จนพวกเขาประเมินไม่ได้ว่าคนเสื้อแดงออกมามากได้อย่างไร

ที่จริงพวกสื่อทั้งหลาย ไม่ได้รู้ตัวหรือมีสำนึกเลยว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองสามปีมานี้ สื่อได้เสื่อมไปจนหมดสิ้นแล้ว และสื่อไม่สามารถชี้นำหรือชักจูงสังคมได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อสื่อเลือกข้าง “สื่อจึงไม่ได้อยู่ใกล้ชิด” กับกระแสการเปลี่ยนแปลง หรือเข้าใจการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เมื่อสื่อเข้าข้างอำมาตย์ สื่อก็ไม่มีทางรู้แนวคิด การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จนไม่สามารถจับกระแสได้ว่า คนเสื้อแดงมาจากไหนมากมาย

สื่อพวกนี้ยังตั้งทฤษฎีเดิมๆ ว่า “ทักษิณคือต้นเหตุของปัญหาทั้งหลาย” ทั้งๆ ที่สถานการณ์ตอนนี้ ประชาชนก้าวพ้น “ทักษิณไปแทบหมดสิ้นแล้ว การต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นไปสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ความยุติธรรมและไม่ต้องการการแทรกแซงทางการเมือง รวมทั้งเรื่องชนชั้นแล้ว

เมื่อตั้งสมมุติฐานผิด การคาดการณ์ การวิเคราะห์ของสื่อก็ไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง การไปพยายามสร้างกระแสว่าทักษิณกำลังเสื่อม การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่มีความหมายแล้ว หมดพลังไปแล้ว แล้วพยายามใช้กลยุทธ์ทางการเมืองเดิมๆ คือสร้างกระแสป้ายสีม็อบ ที่ขวางไข่ ผมว่ามันหมดความหมายอย่างสิ้นเชิงแล้ว

การต่อสู้ยกระดับขึ้นไปเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ รวมทั้งพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเปลี่ยนไป คนเลือกเป็นพรรค และผู้เลือกตั้งต้องการรัฐสวัสดิการ ดังนั้น การไปวิเคราะห์แบบเดิมว่ากลุ่มเนวิน จะสร้างพรรคขนาดกลางขึ้น มันคือการนำเอา “ความรู้ประสบการณ์” ทางการเมืองก่อนปี 2540 เข้ามาประเมินสภาพการเมือง ยุคปี 2550 ยุคที่อินเตอร์เน็ตได้กลายเป็น “ช่องทางหนึ่ง” เสริมช่องทางต่างๆ ของการ “รับรู้ของประชาชน” ที่มีมากอยู่แล้ว ให้กระจายมากขึ้น ประชาชนสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นผ่าน “เว็บไซต์” และ “โทรศัพท์มือถือที่มีครอบคลุม” มากขึ้น

ช่องทางการสื่อสารของสังคมไม่ได้จำกัดแบบยุคก่อนปี 2540 จำนวนโทรศัพท์พื้นฐาน + โทรศัพท์มือถือ ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารรวดเร็วขึ้น และเสริมด้วย “อินเตอร์เน็ต” ทำให้สภาพสังคมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนพวกนี้ยังคิดว่าสังคมไทย ยังคงเหมือนก่อนยุคปี 2540 ที่ “การโฆษณาชวนเชื่อ” มอมเมาประชาชน ผ่านสื่อ ผ่านโทรทัศน์ ยังจะได้ผลอยู่อีก

สุดท้ายคนพวกนี้ยังไม่เข้าใจว่า สังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทำไมพวกเขาแพ้ ทำไมพวกเขาทำให้การต่อสู้ “ยกระดับขึ้นไป” จากการไล่ถล่มทักษิณ กลายเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น และทำลายล้างการครอบงำสังคมที่เป็นมากว่าครึ่งศตวรรษ

ทำไม บารมีพวกเขาถึงเสื่อมลง พวกเขายังมึนงงและไม่รู้ตัวอีก