WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 11, 2009

ขอโทษชาวโลก ฝ่ายประชาธิปไตยพยายามแล้ว แต่ยังไม่ดีพอ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
11 มกราคม 2552

EXIT POLLชี้คนกรุงให้ประชาธิปัตย์ผู้ว่ากทม.
หลังการปิดหีบเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเวลา 15.00 น. ได้มีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้สิทธิหน้าคูหาเลือกตั้ง หรือเอ็กซิทโพล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยพบว่า อันดับ 1 ได้แก่ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ 45.06% อันดับ 2 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ได้ 28.48% อันดับ 3 มล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้ 16.55% และอันดับ 4 นายแก้วสรร อติโพธิ ได้ 5.66%

ส่วนผลเอกซิทโพลของ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต อันดับ 1 ได้แก่ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ 46.75% อันดับ 2นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ได้ 26.92% อันดับ 3 มล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้ 18.50% และอันดับ 4 นายแก้วสรร อติโพธิ ได้6.37%

กษิตบอกกับโลกรัฐบาลปชป.จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ยึดสนามบินอีก

สำนักข่าวAFPรายงานข่าวว่า รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเข้าพบรัฐมนตรีไทยกษิต ภิรมณ์เพื่อพูดคุยอย่างสั้นๆแต่ครอบคุมหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินล่าสุดโดยกลุ่มผู้ประท้วง

การเจรจาที่ "อบอุ่นและเป็นมิตร" เกิดขึ้นตอน 4:30 โมงที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งถูกปิดไป 8 วันในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนโดยผู้ประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาลและหนุนหลังโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย

นักเดินทางประมาณ 350,000 คนถูกละทิ้งไว้เพราะการปิดสนามบิน รวมถึงชาวญี่ปุ่นมากกว่า 5000 คน

โฆษกของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่าคุณกษิตได้ยืนยันว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก

"ผมได้รับรองความมีเสถียรภาพของสังคมไทยกับพวกเขา (ชาวญี่ปุ่น)และรัฐบาลก็มุ่งมั่นที่จะปฎิบัติตามผลประโยชน์ของประชาชน เพราฉะนั้นจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกังวลถึงความไม่พอใจที่จะทำให้มีการประท้วงใดๆอีก" กษิตได้บอกกับสำนักข่าว AFP

"มันเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้เรามีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลที่ทำงาน" เขาเสริม และบรรยายการเจรจาว่า "อบอุ่นและเป็นมิตร"

เราขอโทษต่อชาวโลก คนไทยได้พยายามแล้วที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ไทยอีนิวส์เห็นว่าการที่ประชาชนกรุงเทพฯรวมกันกว่า45%ที่ลงคะแนนให้นายยุรนันท์ และม.ล.ณัฏฐกรณ์นั้น คือเสียงที่ได้บอกชาวโลกแล้วว่า คนกรุงเทพฯจำนวนกว่ากึ่งหนึ่งที่แสดงทิศทางและความพยายามอย่างชัดเจนว่าเราไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่สนับสนุนอนาธิปไตยในการเข้ายึดสนามบินนานาชาติและทำเนียบรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็มีเสียงไม่มากพอ และเสียงแตกเกินไปที่จะเอาชนะ และบอกเจตนารมณ์ของเราชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยต่อชาวโลก อย่างไรก็ตามเราจะยืนหยัดต่อไป เพื่อให้โลกเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในประชาธิปไตย และสันติวิธี

การ์ตูนมะนาว:พยัคฆ์ร้ายOOไข่

ที่มา Thai E-News



ชำแหละ..!!! อนาธิปไตย ‘เสื้อแดง’อย่าเอาเยี่ยงอย่าง! บ้านเมืองไร้ขื่อแป ( คอลัมน์ : Cover story )

ที่มา ประชาทรรศน์

อ.คณิน บุญสุวรรณ ให้ทรรศนะเกี่ยวกับ “อนาธิปไตย” คือ การทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะไร้ขื่อแป จนยุ่งเหยิงยากจะแก้ไขเยียวยา เตือนเสื้อแดง คนรักประชาธิปไตย แม้รู้สึกขมขื่น แต่ขอให้อดทน อย่าเห็นเขาทำอะไรแล้วเราจะทำเทียบเคียงบ้าง อยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ชี้ “ทหาร” สิ้นท่า ปฏิวัตินอกรูปแบบ

สวัสดีผู้รักประชาธิปไตย หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้น หลายท่านขมขื่นรับไม่ได้ ผมติดใจถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นะครับ เป็นการลงทุนที่มาก ซึ่งสิ่งที่ได้ลงทุนไปคือการโหวตในสภาเพื่อเลือก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ซึ่งถ้าเป็นการค้าเรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับ สิ้นเนื้อประดาตัวแน่นอน แต่ปัญหาคือ ผู้ที่จะชดใช้การลงทุนอันแสนแพงนี้ไม่ใช่คุณอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่ใครต่อใคร แต่คนที่ต้องชดใช้คือประเทศไทยนะครับ เพราะก่อนที่จะมีการลงมติ ก่อนที่จะได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนการโหวตในสภานั้น คนไทยทุกคนต้องรับทราบว่าประเทศไทยได้สูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับสิ่งนี้
ประการที่ 1 สถาบันตุลาการ ได้ถูกนายทุนเข้ามาแย่งชิงอำนาจทางการเมืองอย่างเปิดเผยและมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมทั้ง ประการที่ 2 บรรดาองค์กรอิสระ ทั้งหลายภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไร้ความเป็นธรรมโดยสิ้นเชิง ประการที่ 3 กองทัพ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นการเมือง ในการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง อย่างเปิดเผยโจ๋งครึ่มที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่มีขวยอาย
ประการที่ 4 สื่อมวลชน เอียงเลือกข้าง ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม หรือพฤษภาทมิฬ สื่อมวลชนยังเลือกข้างประชาธิปไตย แต่ตอนนี้ชัดเจนว่าสื่อมวลชนเอียงกระเท่เร่ 90 เปอร์เซ็นต์ เข้าข้างอำมาตยาธิปไตย ถ้าสื่อมวลชนไม่เป็นกลาง ไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศแล้ว ประเทศชาติจะลำบากแน่นอนครับ ประการที่ 5 ระบบพรรคการเมืองพังพินาศ ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ทหารหลายท่านที่ต้องการจะทำการรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ แต่คราวนี้ยึดอำนาจไม่รู้จะยึดที่ไหนได้ ก็ยึดพรรคประชาธิปัตย์
ฉะนั้น อย่าทะนงตัวว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ในประเทศ เพราะพรรคได้ตายไปแล้วจากความรู้สึกของประชาชน ตั้งรัฐบาลหนนี้คนที่ได้ประโยชน์มี 2-3 คน คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ คุณสุเทพได้เป็นรองนายกฯ หรือนายกฯ ตัวจริง ทั้งหมดในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อะไรเลย ตำแหน่งสำคัญพรรคไม่ได้อะไร ทั้งๆ ที่ชุดก่อนจะต้องยึดไว้ แล้วอย่างนี้จะรักษาพรรคได้อย่างไร ไอ้ 80 ล้านบาท ที่พูดๆ กันระวังเป็นเหยื่อสื่อมวลชนกับฝ่ายตรงกันข้ามนะ เขารู้ดี เขาไม่ได้เป็นเหยื่อหรอกครับ แต่เป็นต้นเหตุความเสื่อมของพรรคประชาธิปัตย์เอง
ประการที่ 6 เจตจำนงของประชาชน ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป เป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าเจตจำนงของประชาชนที่มาเลือกตั้งทั่วไปในระบอบประชาธิปไตยไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เพราะระยะเวลาใน 4 ปีตามวาระ จะสามารถใช้อำนาจนอกระบบบีบให้เปลี่ยนแปลงเจตจำนงนี้ตลอดเวลาเลย
ประการที่ 7 อนาธิปไตย ไร้ขื่อแป กลายเป็นอาวุธที่ชอบธรรมในการโค่นล้มแย่งชิงอำนาจทางการเมือง การปิดทำเนียบรัฐบาล ปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ยึดสนามบินยังว่าดีเลย ประเทศมันย่อยยับไปหมดแล้วครับ ประการที่ 8 หลักคำสอน ของพระพุทธศาสนาที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เสื่อมมนต์ขลังไปคราวนี้ เพราะเห็นชัดๆ ว่าทำชั่วยังได้ดี ได้เป็นรัฐมนตรี ทำลายหลักการแนวคิดของประชาธิปไตยก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง ด่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างถึงอกถึงใจผ่านเอเอสทีวี 24 ชั่วโมง ท่านเลยให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตบหน้าประเทศไทยทั้งประเทศ น่าไม่อาย เอาคนอย่างนี้มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แถมยังไปบอกสื่อต่างประเทศว่ายึดสนามบินสนุกดี ไม่รู้หัวใจทำด้วยอะไร
ที่มาของรัฐบาลชุดนี้ แม้กระทั่งองค์ประกอบการเรป็นรัฐบาล เป็นลาภอันไม่ควรได้ ประเทศไทยและทุกคนต้องชดใช้ ถ้าตั้งฉายารัฐบาล ผมขอตั้งว่า “รัฐบาล 4 เสาต่างตอบแทน” ไม่ต้องตกใจ ผมไม่ได้พูดถึงสี่เสาเทเวศร์ แต่เป็น 4 เสาจริง เสาที่ 1 คือ สื่อสารมวลชน คือ ส.สนธิ และ ส.สุทธิชัย ได้รับการปูนบำเหน็จเต็มๆ 90 เปอร์เซ็นต์ มีส่วนอย่างมากในการอุ้มชูเป็นเสาค้ำรัฐบาลให้อยู่ได้ เสาที่ 2 คือ กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้หมายถึงศาลยุติธรรม เป็นศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นศาลเดียวในโลกที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญได้ ไม่มีประเทศไหนที่ให้ศาลโค่นล้มผู้นำประเทศ เพราะอำนาจของรัฐบาลมาจากประชาชน คนที่จะให้ผู้นำประเทศออกจากตำแหน่งคือประชาชน หรือองค์กรที่มาจากประชาชนเท่านั้น
การล้มพรรคพลังประชาชนเป็นคุณูปการที่สำคัญกับพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องมีการตอบแทนว่าอย่างน้อยจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ให้บรรดาองค์กรทั้งหลายในบทเฉพาะกาลที่ คมช. ตั้งไว้ อยู่มัน 7 ชั่วโคตร รับรองได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องไม่แก้ไขแน่ๆ
เสาที่ 3 คือ ทหาร ผู้บังชาการเหล่าทัพชัดเจนที่สุด การตอบแทนที่ชัดเจนที่สุด คนระดับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์หอบดอกกุหลาบจากเนเธอร์แลนด์ไปให้อดีตข้าราชการทหาร ขอให้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสียศักดิ์ศรีพรรคประชาธิปัตย์ มีแต่คนจะมาขอ นี่ไปเชิญเขามา อานิสงส์ไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แน่นอนว่าได้เป็น ผบ.ทบ. จนปลดเกษียณ ไม่มีใครมาทำร้าย เอื้อไปถึงน้องชาย เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้ง ก็มีคำสั่งย้ายให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ มาเป็น ผบ.ตร.
เสาที่ 4 ค้ำนำรัฐบาล สู่ความเป็นอำนาจ นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยอุปถัมภ์ที่เรียกได้ว่าเป็นพ่อทูนหัวตัวจริงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือ พันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งตอบแทนเรียบร้อยแล้ว โดยตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตบหน้าประเทศ และให้ชาวโลกคิดว่าประเทศไทยมันก็เท่านี้ และต้องตอบแทนเพิ่มคือ ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดีไม่ดี อาจจะถึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำหรับการเมืองใหม่ 70 : 30 และผมว่ารัฐบาลต้องทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับความผิดของพันธมิตรฯ นะครับ ในการก่อความไม่สงบเรียบร้อย ตรงนี้จะยอมได้หรือยอมไม่ได้ แต่ถ้ายังเฉยอยู่เราต้องเป็นผู้ชดใช้เอง
ถ้าจะให้ผมเป็นโหร ผมว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่เกิน 3 เดือน ภายใน 1 เดือนแรก เชื่อว่าโดยสภาของคนที่มีลักษณะเด็กเมื่อวานซืน ด้วยการอุปถัมภ์ของเฒ่าทารกอย่างในปัจจุบัน ผมว่าไปไม่รอด นี่ไม่ได้ดูถูกนะ ด้วยความเคารพ ดังนั้น ผมจึงอยากจะเตือนคนที่รักความเป็นประชาธิปไตย ที่รู้สึกขมขื่น ขอให้เราอดทน คือ เห็นเขาทำอะไรแล้วเราจะทำเทียบเคียงบ้างอย่าเชียวนะครับ เราอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ แต่เรามองในแง่ดี คือทหารไม่สามารถที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหารเต็มรูปแบบได้ แต่ใช้วิธีการปล้นในรูปแบบอย่างนี้ เพื่ออ้างว่ายังอยู่ในครรลองประชาธิปไตย ผมมองในแง่ดีว่ามันสิ้นท่าแล้ว
ดังนั้น การต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยกับอำมาตยาธิปไตย อย่าคิดว่าประชาธิปไตยได้เพลี่ยงพล้ำแล้วนะครับ การที่พรรคพลังประชาชนถูกล้มไป มีการเปลี่ยนขั้วไป อาจเป็นสัญญาณของชัยชนะได้ อย่างน้อยที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ส่อให้เห็นร่องรอยของความแตกสลายแล้ว ถ้าเปรียบพรรคประชาธิปัตย์เป็นจักรวรรดิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำคนสุดท้าย แน่นอนที่สุดมีความเจ็บปวด ชอกช้ำสูญเสีย แต่มองไปข้างหน้า เราจะเห็นแสงสว่าง เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นหนทางสู่ชัยชยะ
เชื่อผมเถอะครับ การที่ทหารสามารถล้มพรรคพลังประชาชนได้ ไม่ใช่ว่าประชาธิปไตยจะพ่ายแพ้ มองในแง่ดีเถอะครับ ถ้ามองในแง่นี้ หนทางของเราจะสว่างไสว คนบางคนทำเพื่อตัวเอง ยึดติดทรัพย์สินอำนาจบารมี ไม่ได้นึกถึงลูกหลาน แต่สิ่งที่นักประชาธิปไตยได้สั่งสมไว้ จะถึงลูกหลาน แน่นอนว่าเราอาจจะไม่ได้รับอะไร เราอาจจะได้รับความเจ็บปวด ขมขื่น เราอาจจะได้แต่ความสูญเสียด้วยซ้ำไป แต่ลูกหลานของเราจะได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ครับ

*****************
ที่มา : ถอดความบางตอนในงานเสวนา "รัฐบาลอนาธิปไตย" นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย นพ.เหวง โตจิราการ นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ 23 ธันวาคม 2551 จัดโดย มูลนิธิกลุ่มวีรชนประชาธิปไตย และ สมาพันธ์ประชาธิปไตย
*****************

หมอเหวง แนะ “เสื้อแดง” ใช้สติปัญญามากกว่าอารมณ์ ( คอลัมน์ : Cover story 2 )

ที่มา ประชาทรรศน์

นพ.เหวง โตจิราการ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย แนะคนในเสื้อสีแดงหยุดใช้ความรุนแรง เพราะเป็นอันตรายมาก บอกการชี้นำที่ถูกพาไปโดยอารมณ์จนทำให้พ่ายแพ้แบบอัปยศ!!! ชี้กระบวนการยุติธรรม ในประเทศไทยมีคำถามที่น่าเคลือบแคลงสงสัยเยอะแยะ ขอคำตอบจากปาก นายกฯ ม.7 ปิดสนามบินแห่งชาติ เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามหลักนิติรัฐและนิติธรรมหรือไม่?

สถานการณ์ทางการเมืองวันนี้มันคือการต่อสู้ แล้วการต่อสู้มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจนึกนะครับ แต่มันเป็นกฎเกณฑ์ของการต่อสู้ เพราะฉะนั้นการต่อสู้มันคือการต่อสู้ระหว่างระบอบอำมาตยาธิปไตย กับ ประชาธิปไตย ผมจึงขอย้ำว่าเราต้องยึดหลักตรงนี้ก่อน เพราะว่าถ้าเราใช้อารมณ์ชี้นำโดยไม่ใช้ปัญญา มันอันตรายนะครับ การใช้อารมณ์ความรู้สึกนั้นบางครั้งมันอันตรายมาก ผมจะยกตัวอย่าง เช่น บางคนทำร้ายตัวเอง ทำร้ายครอบครัวตัวเอง
ฉะนั้น ผมจึงอยากทำความเข้าใจกันก่อน เพราะว่าหลายคนมองว่าผมทอดทิ้งพี่น้อง หลายคนถามว่าทำไมไม่เห็นผมขึ้นเวทีที่ท้องสนามหลวง คือ ไม่ใช่ว่าทุกคนจำเป็นที่จะต้องไปขึ้นเวทีที่ท้องสนามหลวงนะครับ และทุกคนไม่จำเป็นที่จะต้องแห่กันไปที่ท้องสนามหลวงทั้ง 65 ล้านคน บางท่านมีความจำเป็นที่จะต้องไปท้องสนามหลวง บางท่านมีความจำเป็นที่จะต้องไปขึ้นเวทีปราศรัย แต่นักวิชาการอย่าง อ.คณิน บุญสุวรรณ มาใช้เวทีสัมมนา ใช้การวิเคราะห์อย่างเป็นระบบๆ แบบนี้
ฉะนั้น ผมจึงอยากชี้แจงกับทุกท่านก่อนว่า เราจะต้องตั้งหลัก ตั้งรากฐานให้มั่นก่อนว่าขณะนี้มันเป็นการต่อสู้ ให้ชัดเจนก่อน เพราะว่าการต่อสู้นั้นมันไม่ชนะกันภายในช่วงเวลานิดเดียว มันไม่ใช่ แล้วยิ่งเป็นการต่อสู้ทางสังคมนั้นมันไม่ได้ การต่อสู้แบบนี้มันอาจจะต้องใช้เวลา 10 ปี 20 ปี 30 ปี อย่างที่ อ.คณิน พูดว่า การต่อสู้บางครั้งเราต้องยอมเจ็บปวด บางครั้งเราต้องยอมขมขื่น แต่ผลที่ออกมานั้นมันจะงดงามเสมอ แล้วคนที่บริโภค ซึ่งอาจจะไม่ใช่เราได้ อาจจะเป็นลูกเป็นหลานของเรา แต่ผลนั้นมันงดงามเสมอ แล้วมันคุ้มต่อการลงทุนของพวกเรา
ถ้าเราเข้าใจแบบนี้แล้ว อารมณ์วูบวาบของเราจะหมดไป สิ่งที่พูดนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ในวันนี้ แต่ผมจะพยายามพูดไปเรื่อยๆ ว่าการต่อสู้นั้นมันต้องมีระบบ มีรากฐานนะครับ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าขณะนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างอำมาตยาธิปไตยกับระบอบประชาธิปไตย และการต่อสู้นั้นบางครั้งฝ่ายเราชนะ พอชนะเราจะดีใจมากเลย ดีใจสุดๆ แต่พอบางครั้งเราแพ้ เราจะรู้สึกเศร้าหมอง จนบางครั้งออกมาตีอกชกลม และดีไม่ดีพวกเราทะเลาะกันเอง อันนี้อันตรายมากเลย เพราะฉะนั้นผมต้องขอร้องว่าพวกเราต้องไม่ทะเลาะกันเองนะครับ ในช่วงที่เรากำลังเสียเปรียบนั้นเราอย่าไปโทษนั่นโทษนี่ แต่เราจงวิเคราะห์ให้ได้ว่ามันเกิดจากอะไร
อย่างเช่น ในขณะนี้ผมมองว่าดูคล้ายกับเราเพลี่ยงพล้ำ และมีหลายคนหดหู่ เศร้าหมอง ขณะที่บางคนโกรธเคืองอย่างรุนแรง เรื่องนี้อันตรายนะครับ อันตรายมาก เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะสูญเสียสติของคุณทันที คุณจะเสียสติปัญญา แล้วการชี้นำของคุณจะถูกพาไปโดยอารมณ์ ซึ่งคุณจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน พ่ายแพ้แบบเสียหาย แล้วดีไม่ดีพ่ายแพ้แบบอัปยศอีกด้วย
ท่านดูอย่าง “เตียวหุย” สิครับ ใครที่อ่านสามก๊กคงจำกันได้ เตียวหุย ซึ่งใช้อารมณ์ความโกรธสุดท้ายทหารคนใกล้ชิดก็เข้ามาตัดหัวเตียวฮุยในกระโจม แล้วก็ขี่ม้าหนีไปเข้ากับฝ่ายโจโฉ นี่คือประวัติศาสตร์ซึ่งมีเอาไว้ให้เราศึกษา มีไว้ให้เราฉลาด
ฉะนั้น วันนี้ผมเข้าใจครับว่ามีพี่น้องของเราส่วนหนึ่งรู้สึกท้อแท้ห่อเหี่ยวในจิตใจ อีกส่วนรู้สึกโกรธอย่างรุนแรง ทั้งสองส่วนนั้นจะต้องพยายามตั้งสติ ซึ่งภาษาโบราณที่ผมยึดถือมาคือ “จงแปรความเคียดแค้นให้เป็นพลัง” แปลงให้เป็นสติปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้วเราจะคิดจะทำอะไรมันจะดีไปทุกอย่าง แล้วมันจะทำให้เราชนะ ไม่ใช่ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวเอง แล้วยังทำให้เราพ่ายแพ้เอง
ทีนี้กลับมาที่ประเด็นคือ การต่อสู้ระหว่างอำมาตยาธิปไตย กับประชาธิปไตย ขณะนี้เปรียบเสมือนการต่อสู้อีกสมรภูมิรบเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเรามองแบบนี้แล้วเราก็จะคิดได้ เราก็จะนิ่ง พอนิ่งเราก็จะคิดได้ เราก็จะรู้ว่าสิ่งไหนจะทำให้เราแพ้ สิ่งไหน ตรงไหน จะทำให้เราได้เปรียบ ทำให้เราชนะ ตรงไหนคือจุดอ่อน ตรงไหนคือจุดแข็งของเรา ตรงไหนคือจุดอ่อนของเรา ถ้าเรามองได้อย่างนี้นะ ผมคิดว่าพวกเรามีสติ มีปัญญาทุกคน เราชนะแน่
ดังนั้น ขณะนี้เราต้องมองให้ออก ผมจะขอถามว่า ระหว่างอำมาตยาธิปไตย และประชาธิปไตย อะไรเป็นอนาคตของโลกครับ? ประชาธิปไตยครับ ฉะนั้น ในท้ายที่สุดฝ่ายประชาธิปไตยมันชนะอยู่แล้ว แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ให้เรานอนอยู่เฉยๆ อยู่บ้านนะ ไม่ใช่ให้ประชาธิปไตยออกดอกออกมาเอง ไม่ได้นะ เพียงแต่ต้องการจะบอกกับพวกเราว่าไม่มีทางที่อำมาตยาธิปไตยจะได้ชัยชนะครับ ไม่มีทาง
ข้อที่ 1.ประชาธิปไตยย่อมชนะเสมอ เพียงแต่ว่าในขณะที่อำมาตยาธิปไตยมันยังแข็งแกร่งอยู่นั้น อำมาตยาธิปไตยสามารถที่จะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยบาดเจ็บได้ แต่แม้จะบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน ประชาธิปไตยไม่มีวันตายครับ ถึงบาดเจ็บแค่ไหนจะลุกกลับขึ้นมาสู้ใหม่ และเดินก้าวหน้าต่อสู้บดขยี้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยให้มันหมดไปจากโลกให้ได้
อีกอย่างขณะนี้เราอย่าไปมองว่าฝ่ายตรงข้ามรุ่งโรจน์ เพราะด้านที่เขาดำมืดมี อย่างในพรรคประชาธิปัตย์มีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นในพรรคเช่นกัน ท่านต้องมองให้เห็นว่าขณะนี้ภายในพรรคประชาธิปัตย์เกิดการแตกแยกขึ้นอย่างรุนแรงเลย ซึ่งถ้าเรามองปัจจัยพวกนี้เราจะเห็นปัจจัยบวกของพวกเราขึ้นมาทันที แล้วท่านอย่าลืมว่าในสมัยหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยแตกออกมาแล้วครั้งหนึ่ง ในสัมย 10 มกราคม ตอนนั้นแตกออกมาก๊กใหญ่ แล้วทำให้พรรคประชาธิปัตย์อ่อนลงไปมากเลยทีเดียว ตรงนี้ประวัติศาสตร์มันมีให้เห็นอยู่แล้ว และผมเชื่อว่าจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้านี้
ตัวพรรคประชาธิปัตย์เองขณะนี้ผมว่าลงทุนไปเยอะ เสี่ยงมากเลยนะครับ เสี่ยงกับพรรคแตกมากๆ ซึ่งแน่นอนเวลาที่เขาพูดเขาไม่พูดเรื่องพรรคแตกหรอกครับ แต่ผมอยากให้เรามองถึงปัจจัยด้านบวกของเราบ้าง ใช่...ด้านบวกเขามีที่จัดตั้งรัฐบาลได้ เป็นธรรมดาของสรรพสิ่งที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ฉะนั้นผมอยากจะให้พวกเราคิดว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้นจากนี้ต่อไป
อำมาตยาธิปไตย มันเริ่มต้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 หลังการรัฐประหาร แล้วเขามุ่งหวังว่าจะสร้างอำมาตยาธิปไตยให้เข้มแข็งโดยเร็ว โดยตั้งรัฐบาล คมช. คือ การโค่นทักษิณนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งเท่านั้น แต่จะว่าไปแล้ว การโค่นทักษิณนั้นเป็นประโยชน์ในข้อที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศรู้ว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองให้ขึ้นมาบริหารประเทศได้โดยเลือกนโยบายที่สามารถตอบสนองไปถึงคนจนได้ สิ่งเหล่านี้มันชี้ให้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเริ่มหยั่งรากลึกลงไปในประเทศไทย พอเป็นเช่นนั้นมันไปเกิดผลกระทบต่ออำมาตยาธิปไตย เขาก็เลยต้องลุกขึ้นมาโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยลงไปเลย
ฉะนั้น การโค่นทักษิณนั้นเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของการรัฐประหาร แต่แก่นแท้ของการรัฐประหารคือ การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย และสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยที่แข็งแกร่งขึ้นมา โดยการสร้างรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยขึ้นมา
ตอนแรกเขาหวังไว้ว่าผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 จะได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแทนที่ไทยรักไทย แต่เขาต้องผิดหวังเพราะประชาชนเลือกรัฐบาลพลังประชาชนกลับมา ฉะนั้น เมื่อได้รัฐบาลพลังประชาชนเข้ามามันเลยเป็นที่มาของคดีต่างๆ โดย คตส. จากนั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้ามา กลายเป็นอนาธิปไตยทันที
อนาธิปไตย คืออะไร อนาธิปไตย คือ ภาวะที่บ้านเมืองไม่มีขื่อแป กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ หรือมีบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกระทำย่ำยีต่อกฎหมายได้โดยที่รัฐไม่สามารถทำอะไรได้เลย
นี่คือสิ่งที่อำมาตยาธิปไตยเขามองว่าเขาไม่สามารถทำอะไรประชาธิปไตยได้ เลยต้องปล่อยให้พันธมิตรฯ ออกมาทำลายอีกรอบหนึ่ง แล้วทำให้ประเทศไทยทั้งประเทศตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตย แต่ว่าดาบที่สำคัญที่สุดคือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีของ ท่านสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเราเคารพนะครับ แต่เราตั้งข้อสงสัยว่าทำไม ศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิไปเติมข้อความในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ข้อนี้ผมสงสัย อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญออกมาตอบหน่อย เพราะว่าศาลไปเติมคำว่าอาจจะในกรณีเขาพระวิหาร นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้หลักนิติธรรมในการวินิจฉัยหรือเปล่า เพราะว่าหลักนิติธรรมที่ผมเรียนมานั้นในกรณีที่ไม่มีกฎหมายตราไว้ ให้เอากฎหมายข้อที่ใกล้เคียงมาใช้ ไม่ได้มีข้อไหนเลยที่บอกว่าถ้าไม่มีกฎหมายตราไว้ ให้เอาพจนานุกรมมาใช้ ผมจึงอยากจะถามว่า การที่ท่านเอาพจนานุกรมมาใช้นั้นถูกต้องตามหลักนิติธรรมหรือเปล่า แต่ผมเคารพนะครับ แค่อยากจะถาม
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าอำมาตยาธิปไตยใช้เครื่องมือทั้งหมดของเขาเลยนะครับ จะเห็นได้ว่าการออกมาของเขาแต่ละครั้ง จะออกมาเป็นขบวนการ ดาหน้าออกมาเลย เพราะฉะนั้นเวลาพวกเราจะทำอะไรจะต้องออกมาเป็นขบวนนะครับ ไม่ใช่เอาแต่ความปรารถนาส่วนตนออกมา
ทีนี้...กลับมาที่รัฐบาลนี้ ผมจะขอตั้งชื่อว่า “รัฐบาลมิจฉาธิปไตย” เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาตามครรลองของประชาธิปไตย เพราะว่าเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประชาชนเขาเลือกรัฐบาลประชาธิปไตยมาแล้ว แต่วันนี้ด้วยพลังของอำมาตยาธิปไตยได้ผลักดันให้เกิดรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย เกิดรัฐบาลมิจฉาธิปไตย รัฐบาลอนาธิปไตย ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลระเบิดเวลา ซึ่งขณะนี้ชนวนได้จุดขึ้นแล้ว จากรัฐมนตรีที่บอกว่าการบุกยึดสนามบินแห่งชาติสนุกมาก ดนตรีเพราะ อาหารอร่อย แต่คนไทยทั้งประเทศ คนต่างชาติที่เดือดร้อน ไม่มีใครสนุกกับคุณด้วย
และขอฝากคำถามไปถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ตอบด้วยนะครับว่า การบุกยึดสนามบินแห่งชาติ เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามหลักนิติรัฐและนิติธรรมหรือไม่ เพราะท่านเคยประกาศไว้ว่า รัฐบาลของท่านยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม แล้วคนที่บุกยึดสนามบินเมื่อไรคุณจะไปจับครับ?
///////////////////////////

แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทำลายระบอบ“อนาธิปไตย” ( คอลัมน์ : Cover story )

ที่มา ประชาทรรศน์

นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย แนะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำชาติไปสู่กระบวนการฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และ ทำลายโครงสร้างฝ่ายที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวทำลายบ้านเมืองในลักษณะ “อนาธิปไตย” เพื่อนำชาติกลับมายืนอยู่ในจุดเดิม เตรียมฉีกหน้า “อภิสิทธิ์” ต่อทูตนานาชาติ สนับสนุนคนปิดสนามบิน และกระบวนการนอกเหนือ ปชต.

ตอนนี้เราได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นรัฐบาลอนาธิปไตย ก็อยากจะยกเอาข้อความบางส่วนของการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
“ผมขอยืนยันว่าในฐานะรัฐบาลนี้จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ใครนำมาขัดแย้ง หรือดึงลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง”
จริงไหมครับ? ไม่อย่างนั้นจะมี “มาร์ค ม.7 หรือ?” มาดูข้อความต่อไป
“หน้าที่เบื้องต้นของผมคือ การยุติการเมืองที่ล้มเหลว ที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาคแบ่งสีของประเทศในขณะนี้ ผมจะขจัดการเมืองที่ล้มเหลวออกไป นำความสมัครสมานสามัคคีกลับมา อาศัยความยุติธรรมนำหน้า”
จริงไหมครับ? การเมืองที่ล้มเหลวก็คือการเมืองที่เริ่มต้นโดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ใช่หรือไม่?
“รัฐบาลภายใต้การนำของผม จะยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ เคารพความเสมอภาค...ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นต้นแบบของการพัฒนาไปในวิถีทางประชาธิปไตย”
จริงไหมครับ? สิ่งเหล่านี้ที่นายอภิสิทธิ์พูด เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 แล้ว ท่านสุจิตต์ วงษ์เทศ ศิลปินแห่งชาติ ท่านได้เขียนบทกลอนลงในมติชน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2551 ไว้ว่า...
“ดีแต่พูด good but mouth ก็เท่านั้น
การเมืองเก่าเน่าสนั่นเสนอหน้า
สนามการเมืองใหม่ยังไม่มา
เสียเวลาดีแต่พูด good but mouth”
จากบทกลอนนี้จะเห็นได้ว่า ท่านสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษในการแต่งบทกลอน แต่คงอาจจะเห็นว่านายกฯ อภิสิทธิ์ จบมาจากอังกฤษ เลยใช้คำภาษาอังกฤษในการแต่งกลอน แต่ยังคงสำนวนไทยไว้ ซึ่งก็ได้สรุปเกี่ยวกับการเกิดรัฐบาลนี้ และการออกมาให้คำมั่นสัญญาของคุณอภิสิทธิ์ จะเห็นได้ว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเราคงไม่อยากให้คนที่ “มือถือสาก ปากถือศีล” พูดอย่างแล้วทำอีกอย่าง ขึ้นมาปกครองประเทศ
เพราะฉะนั้น องค์กรต่างๆ ของเราที่ร่วมประชุมกัน จึงเห็นพ้องต้องกันว่า เราน่าจะนำเรื่องราวต่างๆ ที่องค์กรของเราได้รวบรวมไว้ไปนำเสนอต่อเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทยได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้ โดยเนื้อหาที่เราจะส่งให้กับเอกอัครราชทูตของประเทศต่างๆ ที่เคารพในระบอบประชาธิปไตยจะมีข้อความดังนี้
“ฯพณฯ คงจะทราบแล้วว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีคณะรัฐมนตรีที่ประกอบด้วย
1.บุคคลที่สนับสนุน หรืออยู่เบื้องหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
2.บุคคลที่อยู่เบื้องหลังการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินแห่งชาติทั้ง 2 แห่ง
3.บุคคลที่ไม่มีความรู้ในการบริหารประเทศ แต่กลับได้ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นเครือญาติหรือพรรคพวกของนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง
4.บุคคลที่เป็นตัวแทนของอิทธิพลมืด ที่อยู่เบื้องหลังอำมาตยาธิปไตย และตุลาการธิปไตย ที่เฟื่องฟูขึ้นในช่วงหลังการรัฐประหารปี 2549 จนประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าปราศจากหลักนิติรัฐ และนิติธรรม ฯลฯ
นี่คือสิ่งที่เราต้องการย้ำเตือนให้กับบรรดาทูตของนานาอารยประเทศที่ยึดมั่นในระบอบระชาธิปไตยทราบ เพื่อให้เขาตระหนักว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้มาตามครรลองของประชาธิปไตย แต่มาด้วยอำนาจมืด อำนาจนอกกฎหมาย โดยเฉพาะอำนาจสีเขียว
สำหรับทางออกของรัฐบาลชุดนี้ ผมขอนำข้อเสนอของ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่เสนอไว้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551
ข้อที่ 1.เราจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ยกเลิกฉบับหรือมาตราที่เป็นมาตราเสนาธิปไตย ที่ผสมปนเปื้อน ที่ร่างขึ้นมาโดยเนติบริกรและรัฐศาสตร์บริกร (หรือบ๋อย) ที่ต้องการพิทักษ์ไว้เพื่อระบอบอนาธิปไตย อันเป็นการปกครอง “ของอภิชน โดยอภิชน และเพื่ออภิชน” เราต้องไม่เอา และต้องไม่มี ส.ว. โดยบัญชีรายชื่อ และการสรรหา เราต้องไม่เอากฎหมายยุบพรรคการเมือง ใครทำผิดถูกยุบไป ถูกตัดสิทธิไป ยุบคน ยุบนักการเมือง ไม่ใช่ยุบพรรค เราต้องไม่เอาสัดส่วนการมีสิทธิมีเสียงที่ล้าหลังอย่าง 30 : 70 หรือแม้แต่ถอยหลังกลับไปใช้สูตร 50 : 50 เหมือนในอดีตปี 2475 แต่เราต้องยืนหยัดในหลักสากลของนานาอารยประเทศว่า 1 คนต่อ 1 เสียง
ข้อที่ 2.เราต้องทำให้อำนาจตุลาการกลับคืนสู่เหย้า กลับไปสู่ศักดิ์ศรี และความศักดิ์สิทธิ์ยุติธรรม เราต้องไม่ให้ศาลถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในลักษณะตุลาการธิปไตย และเราต้องไม่เอาส่วนเกินของระบบ โดยที่เราต้องยุบศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อที่ 3.เราต้องแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้กฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเราต้องทำให้เป็นสถาบันสูงสุด ทรงไว้ซึ่งพระคุณเช่นนานาอารยประเทศ เราต้องช่วยกันไม่ให้สถาบันกษัตริย์ถูกนำไปใช้ ไปอ้าง ในการต่อสู้ในทางการเมือง อย่างเช่นในอดีต สมัย ท่านปรีดี พนมยงค์ หรือสมัย 6 ตุลาคม 2519 และที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
///////////////////////////////

อย่าดีแต่ปาก ( คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ )

ที่มา ประชาทรรศน์

เปิดศักราชปีใหม่ได้ไม่แฮปปี้เท่าไร สำหรับคนไทยทั้งชาติ กับข่าวไฟไหม้ ซานติก้า-อาคารเสือป่า-และรถน้ำมันคว่ำกลางเมืองกรุง
นี้ไม่นับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องที่คนไทยจะต้องเจอในปีนี้ และก็เป็นอาการประชาชนส่งเสียงสะท้อนผ่านโพลของสวนดุสิตโพล ที่เผยผลสำรวจความต้องการของประชาชนต่อ รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ให้เร่งทำมากที่สุด
โดยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,016 คน ระหว่างวันที่ 2 - 5 มกราคม 2552 สรุปผลการสำรวจได้ดังนี้

อันดับ 1 เศรษฐกิจของชาติในภาพรวม ร้อยละ 25.83

อันดับ 2 ความขัดแย้งของคนในชาติ ร้อยละ 21.30
อันดับ 3 แก้ปัญหาการว่างงาน ร้อยละ 12.50
อันดับ 4 การจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง ร้อยละ 8.48
อันดับ 5 สินค้าราคาแพง ร้อยละ 7.24
อันดับ 6 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน/โจร/ผู้ร้าย/อาชญากรรม ร้อยละ 5.95
อันดับ 7 ยาเสพติด ร้อยละ 5.45
อันดับ 8 ปัญหาหนี้สินของประชาชน ร้อยละ 4.88
อันดับ 9 การปฏิบัติตนของนักการเมือง ร้อยละ 4.59
อันดับ10 คุณธรรมจริยธรรมของคนในสังคม ร้อยละ 3.78

หากดูจากผลโพลแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยรู้สึกกังวลต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นมากที่สุด
โดยจะเห็นได้จาก 3 ใน 5 ข้อ ที่ติดอันดับความต้องการที่คนไทยหวังจากรัฐบาลมากที่สุด คือ ความหวาดระแวงในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการตกงาน และปัญหาสินค้าราคาแพง
ฉะนั้น ภารกิจหลักของรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ และบรรดารัฐมนตรีที่ดูแลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จะต้องเร่งโชว์ฝีมือ ช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุด
เพราะไม่มีอะไรที่ซื้อใจคนไทย ได้เท่ากับการมีน้ำใจช่วยเหลือเขาในยามที่ทุกข์ยากอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยทำเอาไว้สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี
หากมั่วแต่ปากดี! เล่นการเมืองแต่ปาก “เอาดีใส่ตัว...เอาชั่วใส่คนอื่น” อย่างที่กำลังพยายามทำอยู่ในขณะนี้ มิฉะนั้นบทเรียน 8 ปีในฐานะฝ่ายค้านคงน้อยไปสำหรับพรรคประชาธิปัตย์...!!!

โอ๊คช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียง ที่สมุทรปราการ

ที่มา cbnpress

พงศ์เทพนัดหารือแนวทางเสื้อแดงเคลื่อนไหว12 มค.นี้

ที่มา cbnpress

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 12 มกราคม ช่วงเวลา 9 โมงเช้า กลุ่มแกนนำเสื้อแดงจากทั่วประเทศจะมาร่วมชุมนุมกันเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง ที่โรงแรมลิโด้ สะพานควาย หลังจากนั้นจะมีการแถลงข่าวในช่วงเวลา 13.00 น. เนื่องจากขณะนี้ภาพของกลุ่มเสื้อแดงถูกกระทำให้เป็นเหมือนผู้ร้ายเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

นายขวัญชัย กล่าวว่า ได้รับการประสานมาจากทีมของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะได้มีการนัดหารือถึงการเคลื่อนไหวทั้งหมด ซึ่งตนก็ได้ตอบตกลงไปแล้วว่าจะไปร่วมประชุมในครั้งนี้อย่างแน่นอน

“ ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ต่างคนต่างทำ เราจึงต้องไปคุยกัน เพื่อหาเจ้าภาพ หาแกนนำว่าจะเคลื่อนไหไปในทิศทางใด และวางระบบทีมงาน ที่อาจจะแบ่งเป็นทีมส่วนกลาง และภาคต่าง ๆ เพื่อความคล่องตัว และทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นเซ็นเตอร์ ให้กับทุกภาคทั้งเหนือ อีสาน เป็นแบบทองเนื้อเดียวกัน ซึ่งขณะนี้โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เราก็ต้องแอคชั่นอย่างแน่นอน ผมไม่แอคชั่นมันไม่ได้ ผมก็ต้องออก แต่ดูเหมือนตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องว่าเสื้อแดงใช้ความรุนแรง เป็นเสื้อแดงเทียมที่แฝงเข้ามา ทำให้เสื้อแดงแตกแยกกัน เป็นกลุ่มคนที่ไม่หวังดีกับพวกเรา และคราวนี้หากมีเสื้อเหลืองออกมาอีก ผมขอบอกเลยว่าเจอของจริงอย่างแน่นอน ที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เห็นอย่างแน่นอนว่าประเมินคนอีสานผิด ” นายขัวญชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวถาม ว่าพ.ต.ท. ทักษิณ ได้โทรศัพท์มาพูดคุยในช่วงนี้บ้างหรือไม่ นายขวัญชัย กล่าวว่า ในตอนนี้นายกทักษิณค่อนข้างเงียบ ไม่ได้โทรศัพท์มาหาตนแต่อย่างใด มีเฉพาะก็แต่เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ที่โอ๊ค (พานทองแท้ ชินวัตร) ได้เดินทางมาหาเสียงที่อุดรธานี พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์มาฝากโอ้คกับผมว่า “ ฝากดูแลหลานด้วย ” ตนคิดว่าตอนนี้ พวกเราควรจะรักษาพ.ต.ท.ทักษิณไว้เพื่อไม่เป็นเป้าหมายทางการเมืองมากเกินไป ควรหันไปชูธงปกป้องประชาธิปไตยมากกว่า

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาชูธงทักษิณ มาตลอด นายขวัญชัย กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าเราฝืนยังชูธงทักษิณ ก็เท่ากับทำลายทักษิณ เพราะเรารู้ว่าเป้าของพวกเขาคืออะไร เราก็อย่าเอาทักษิณเข้ามายุ่ง หากเราชูธงปกป้องประชาธิปไตย เราก็จะได้แนวร่วมของคนหลากหลายมากขึ้น ว่าจุดยืนของเราคือปกป้องประชาธิปไตย ส่วนอานิสงค์อันนั้นก็จะได้รับถึงท่านทักษิณก็อีกเรื่องหนึ่ง

“เพื่อไทย”รับข้อเสนอ “มาร์ค”จัดรายการ “ผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน”

ที่มา ประชาทรรศน์

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดทางให้เวลาฝ่ายค้านจัดวิทยุรายการ “ผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน” ว่า ในส่วนของฝ่ายค้านหากรัฐบาลมีการเสนอเวลาให้จริงๆพรรคฝ่ายค้านยินดีที่จะรับข้อเสนอดังกล่าว แต่ขอถามว่าวิทยุคลื่นใดจะให้ช่วงเวลา และถ้าจะให้ไม่ใช่ฝ่ายค้านจัดช่วงตี 2 รวมถึงถ้ารัฐบาลใจกว้างจริงๆควรที่จะให้เวลาไม่น้อยกว่าที่รัฐบาลจัด เพราะประชาชนจะได้รับรู้ข้อมูลอย่างเต็มที่

พ.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า อย่างไรก็ตามหากฝ่ายค้านได้มีโอกาสจัดรายการ ฝ่ายค้านพบประชาชนจริง เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์มาก เพียงแต่รัฐบาลอย่ามาหลอกลวงเนื่องจากเห็นว่าฝ่ายค้านรุกคืบหนัก จึงมาขุดบ่อล่อปลา ขอรัฐบาลอย่ามาลับลวงพรางเท่านั้น ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าแม้ว่ารัฐบาลจะให้เวลาฝ่ายค้านแต่ฝ่ายค้านยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านที่จะมาจัดรายการนั้น เรื่องนี้ในส่วนของฝ่ายค้านนั้นมีผู้นำฝ่ายค้านแน่นอน และที่ไม่สามารถเลือกผู้นำฝ่ายค้านได้เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา เพราะมีการกำหนดว่าผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้หากรัฐบาลไม่ทราบว่าจะติดต่อใครให้มาติดต่อตนหรือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยได้

พ.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า สำหรับรูปแบบรายการวิทยุที่จะให้ฝ่ายค้านจัดควรเปิดเสรีที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ อย่ามาตั้งกรอบให้ อย่ามาลับลวงพราง เพราะเห็นว่ากระแสสังคมกดดันจึงทำเป็นใจดี ใจกว้างให้เวลาวิทยากับฝ่ายค้านในการจัดรายการ

“ขอฝากไปยังรัฐบาลหากมีความจริงใจกับฝ่ายค้านในการที่ให้เวลาจัดรายการวิทยุ ไม่ควรที่จะจำกัดเฉพาะผู้นำฝ่ายค้านเท่านั้น แต่ควรให้ฝ่ายค้านจัดสรรบุคคลในการจัดรายการหากเห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีประเด็นที่เหมาะสมกับใคร ตรงนี้ควรเปิดใจกว้างอย่าเพียงอ้าปากแล้วเห็นลิ้นไก่ ควรจริงใจอย่าเสแสร้างแกล้งทำเป็นใจกว้าง”พ.ต.ท.สมชาย กล่าว

บุตรชาย-บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 11 ม.ค.- บรรยากาศในการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 15 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด โรงเรียนพิมลวิทย์ นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และ น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีสิทธิเลือกตั้งเป็นลำดับที่ 555 , 556 และ 557 เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว หลังจากลงคะแนนแต่ละคนต่างเร่งเดินขึ้นรถทันที โดยนายพานทองแท้ กล่าวยืนยันไม่มีความคิดที่จะเล่นการเมือง การลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดสมุทรปราการนั้น เนื่องจากคิดถึงประชาชน ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้สบายดีมีการพูดคุยทางโทรศัพท์กันเสมอ ส่วนคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดา ก็จะเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งเช่นกัน แต่ไม่ได้มาด้วยกันเนื่องจากคนละเขต.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-11 13:04:18