ที่มา cbnpress
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, January 11, 2009
ดูผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมส.ส.29เขต อย่างไม่เป็นทางการ พรรคร่วมรบ.โกยคะแนนเพียบ
ที่มา มติชนออนไลน์
เมื่อวันที่ 11 มกราคม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กลาง จัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง รวม 29 คน ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทำให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่เป็น ส.ส.ต้องพ้นจากตำแหน่งไป ประกอบด้วย ลำปาง เขต 1, ลำพูน เขต 1, นครพนม เขต 1, อุดรธานี เขต 2 มหาสารคาม เขต 1, ร้อยเอ็ด เขต 2, อุบลราชธานี เขต 2, ศรีสะเกษ เขต 1 และเขต 2, บุรีรัมย์ เขต 2 และเขต 4, สระบุรี เขต 2, ลพบุรี เขต 1, อุทัยธานี เขต 1, สุพรรณบุรี เขต 1 และเขต 2, นครปฐม เขต 1, ราชบุรี เขต 1, สมุทรปราการ เขต 1, ฉะเชิงเทรา เขต 1, อ่างทอง เขต 1 และกรุงเทพมหานคร เขต 10 ปรากฏว่า บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบเหงา ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นตลอดช่วงเช้า
บุรีรัมย์ เขต 2 นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ผู้สมัครพรรคประชาราช หลานนายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีตส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้ 84,673 คะแนน ทิ้งห่างนายจำรัส เวียงสงค์ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้ 41,903 คะแนน
บุรีรัมย์ เขต 4 นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ อดีตส.ส.ไทยรักไทย 2 สมัย ซึ่งคราวนี้ลงสมัครในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มี"กลุ่มเพื่อนเนวิน"หนุนหลัง ได้ 66180 คะแนน ทิ้งห่างนางเจติยา เลี้ยงผ่องพันธ์ พรรคชาติไทยพัฒนา ภรรยานายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธ์ อดีตส.ส.บุรีมย์หลายสมัย และกรรมการบริหารพรรคชาติไทย ได้ 55,524 คะแนน
ศรีสะเกษ เขต 1 นายสุตา พรมดวง ผู้สมัครพรรคประชาราช ได้ 72,693 คะแนน เฉือนชนะนางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา มารดาของนายสิริพงศ์ อดีตส.ส.ศรีสะเกษ กรรมการบริหารพรรคชาติไทย ได้ 64,687 คะแนน
ศรีสะเกษ เขต 2 น.ส.จิรวดี จึงวรานนท์ พรรคประชาราช ได้ 84,346 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งสำคัญ นางมาลินี อินฉัตร พรรครวมใจชาติพัฒนา อดีตส.ส.ศรีสะเกษ เขต 7 บุตรสาวของนางสุนีย์ อินฉัตร อดีตส.ว.ศรีสะเกษ ได้ 76,603 คะแนน
ร้อยเอ็ด เขต 2 นายปิยะรัช หมื่นแสน ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย เพื่อนสนิทของนายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้ 115,944 คะแนน ทิ้งห่างนางรัชนี พลซื่อ ผู้นสมัครพรรคเพื่อแผ่นดินภรรยานายเอกภาพ พลซื่อ ได้ 68,839 คะแนน
มหาสารคาม เขต 1 นายขจิตร ชัยนิคม ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย อดีตส.ส.อุดรธานี 3 สมัย ข้ามจังหวัดมาคว้าเก้าอี้ไปครอง โดยได้ 83,251 คะแนน เฉือนชนะนางกุสุมารวตี ศิริโกมุท พรรคเพื่อแผ่นดิน อดีตส.ส.เจ้าถิ่นตัวเต็งกับคู่แข่งสำคัญคือนายอภิราช บรรณารักษ์ ผู้สมัครพรรคประชาราช ที่ได้คะแนน 57,816 และ 52,716 ตามลำดับ
อุบลราชธานี เขต 2 นายอุดร ทองประเสริฐ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 85,122 คะแนน ทิ้งห่างนายสุขุมรัฏฐ์ สาริบุตร ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้ 52,950 คะแนน
อุบลราชธานี เขต 3 นางอุดร จินตะเวช ผู้สมัครพรรคชาตไทยพัฒนา ได้ 92,114 คะแนน เฉือนชนะนายกิตติพงษ์ เทียมสุวรรณ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้ 74,189 คะแนน
ฉะเชิงเทรา เขต 1 นายณัชพล ตันเจริญ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 52,192 คะแนน ทิ้งห่างนายสิครินทร์ จันทรศร ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้ 42,013 คะแนน ซึ่งถือว่านายณัชพลได้รับชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้อย่างไม่เป็นทางการด้วยวัยเพียง 26 ปี
อุทัยธานี เขต 1 นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ได้คะแนนสูงสุด 84,940 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งคือนายกุลเดช พัวพัฒนกุล ผู้สมัครพรรคประชาราช ได้เพียง 31,878 คะแนน
นราธิวาส เขต 2 นายนิอาริส เจตาภิวัฒน์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 47,132 คะแนน ทิ้งห่างนายอับดุลอาซิ หามะ ผู้สมัครพรรคประชาราช ได้ 28,408 คะแนน
ลพบุรี เขต 1 น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วาณิชย์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 104,959 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งคือนายประสงค์ สอนมานะ พรรคเพื่อไทย ได้เพียง 41,352 คะแนน สุพรรณบุรี ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ทิ้งคู่แข่งหายห่วงกวาดเรียบ 5 เก้าอี้ เขต 1 ประกอบด้วย นายนพดล มาตรศรี นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ และนายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง ได้ 153,789 คะแนน 148,016 คะแนน และ144,829 คะแนนตามลำดับ เขต 2 ประกอบด้วย น.ส.พัชรี โพธสุธน ได้ 111,354 คะแนน และนายเจรจา เที่ยงธรรม ได้105,972 คะแนน
อ่างทอง เขต 1 นายภคิน ปริศนานันทกุล ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ลูกชายนายสมศักดิ์ ปริศนานันกุล ได้ 60,693 คะแนน ทิ้งห่างน.ส.พ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย คู่แข่งคนสำคัญจากพรรคเพื่อไทย ได้ 32,006 คะแนน
นครปฐม เขต 1 นายมารุต บุญมี พรรคประชาธิปัตย์ 104,490 คะแนน
สิงห์บุรี เขต 1 นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ 48,539 คะแนน
นราธิวาส เขต 2 นายนิอาริส เจตาภิวัฒน์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 47,132 คะแนน ทิ้งห่างนายอับดุลอาซิ หามะ ผู้สมัครพรรคประชาราช ได้ 28,408 คะแนน
ราชบุรี ปรากฏว่า หมายเลข 1 นายยศศักดิ์ ชีววิญญู พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนสูงสุด 148,373 คะแนน และ หมายลข 2 นายเดชา ตุลาธาร พรรคเพื่อไทย ได้ 37,834 คะแนน
---------------------------------------------------------------
ผลคะแนนเบื้องต้น การเลือกตั้งซ่อมทั้ง 29 เขต (อย่างไม่เป็นทางการ)
ภาคกลาง 10 ที่นั่ง ฉะเชิงเทรา
เขต 1 หมายเลข 2 นายณัชพล ตันเจริญ พรรคเพื่อแผ่นดิน 52,192 คะแนน
นครปฐม
เขต 1 หมายเลข 1 นายมารุต บุญมี พรรคประชาธิปัตย์ 104,490 คะแนน
ปทุมธานี
เขต1 หมายเลข 1 นางชนากานต์ ยืนยง พรรคประชาราช ราชบุรี
เขต 1 หมายเลข 1 นายยศศักดิ์ ชีววิญญู พรรคประชาธิปัตย์
ลพบุรี
เขต 1 หมายเลข 1 น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วาณิชย์ พรรคชาติไทยพัฒนา 104,920 คะแนน
สระบุรี
เขต 2 หมายเลข 1 นายองอาจ วงษ์ประยูร พรรคประชาธิปัตย์
สิงห์บุรี
เขต1 หมายเลข 1 นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ 48,539 คะแนน
สุพรรณบุรี
เขต 1 (3 คน)
หมายเลข 1นายนพดล มาตรศรี พรรคชาติไทยพัฒนา
หมายเลข 2 นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง พรรคชาติไทยพัฒนา
หมายเลข 3 นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ พรรคชาติไทยพัฒนา
เขต 2 (2 คน)
หมายเลข 1 น.ส.พัชรี โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนา
หมายเลข 2 นายเจรจา เที่ยงธรรม พรรคชาติไทยพัฒนา
อ่างทอง
เขต 1 หมายเลข 1 นายภคิน ปริศนานันทกุล พรรคชาติไทยพัฒนา 60,693 คะแนน
อุทัยธานี
เขต 1 หมายเลข 1 นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 84,940 คะแนน
ภาคเหนือ (2 ที่นั่ง)
ลำปาง
เขต 1 หมายเลข 1 นายสมโภช สายเทพ พรรคเพื่อไทย
ภาคอีสาน(12 ที่นั่ง)
นครพนม
เขต 1 นายสุริยา พรหมดี พรรคเพื่อไทย
บุรีรัมย์
เขต 2 นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ประชาราช
เขต 4 นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ เพื่อแผ่นดิน
มหาสารคาม
เขต 1 นางกุสุมารวตี ศิริโกมุท พรรคเพื่อแผ่นดิน
ร้อยเอ็ด
เขต 2 นายปิยะรัช หมื่นแสน พรรคเพื่อไทย
ศรีสะเกษ
เขต 1 นายสุตา พรมดวง พรรคประชาราช
เขต 2 น.ส.จิรวดี จึงวรานนท์ พรรคประชาราช
สรุปคนกรุงใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯกทม.51.10%
ที่มา มติชนออนไลน์
ทวีวัฒนามากสุด-ดุสิตน้อยสุด
เมื่อเวลา 19.20 น. นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยตัวเลข และสถิติของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต ว่า มีผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 2,120,803 คน จากผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 4,150,103 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 51.10 โดยมีผู้ร้องเรียนทั้งหมด 14 เรื่อง
สำหรับเขตที่มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด คือ เขตทวีวัฒนา มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 31,221 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ 53,364 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 58.51 อันดับ 2 ได้แก่ เขตพญาไท มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 30,984 คน จากผู้มีสิทธิ 55,296 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 56.03% อันดับ 3 เขตบางรัก มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 19,106 คน จากผู้มีสิทธิ 34,146 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 55.95% อันดับ 4 เขตลาดพร้าว มีผู้มาใช้สิทธิ 50,424 คน จากผู้มีสิทธิ 91,088 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 55.36% อันดับที่ 5 เขตสะพานสูง มีผู้มาใช้สิทธิ 34,631 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ 62,804 คน คิดเป็นร้อยละ 55.14
ส่วนเขตที่มีผู้มาใช้สิทธิน้อยที่สุด คือ เขตดุสิต มีผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 38,869 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ 84,610 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 45.94
ผลซ่อมสส.9เขตครบ100%ฝ่ายค้านชนะรัฐบาล5-4
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
หลายเขตนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ครบ 100 % แล้ว โดย เขต 10 กทม. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หมายเลข 3 พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นอันดับหนึ่ง 78,664 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครหมายเลข 1 นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ พรรคเพื่อไทย ได้ 57,105 คะแนน
จ.ร้อยเอ็ด เขต 2 ผู้สมัครหมายเลข 2 นายปิยะรัช หมื่นแสน จากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 116,241 คะแนน อันดับ 2 ผู้สมัคหมายเลข 1 นางรัชนี พลซื่อ จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้คะแนน 68,741 คะแนน อันดับ 3 นางสุนิดษา เวฏสุวัณ สังกัดพรรคความหวังใหม่ ได้คะแนน 2,524 คะแนน
จ.ศรีสะเกษ เขต1 หมายเลข 2 นายสุตา พรหมดวง จากพรรคประชาราชได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 โดยมีคะแนน 72,693 คะแนน ขณะที่เบอร์ 1 ผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนา นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ได้คะแนนเป็นอันดับสองด้วยคะแนนเสียง 64,687 คะแนน ส่วนผู้สมัครหมายเลข3 จากพรรคความหวังใหม่ นาย ไชยยงค์ รัตนวันได้คะแนนเป็นอันดับสาม คะแนน 27623 คะแนน
เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ศรีสะเกษ ผู้สมัครหมายเลข2 จากพรรคประชาราช นางสาว จิรวดี จึงวรานนท์หมายเลข 2ได้คะแนน 80,833 คะแนน ส่วนนางมาลิณี อินฉัตรผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรค รวมใจไทยชาติพัฒนาได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ได้คะแนน73”473 คะแนน
จ.อุทัยธานี นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ หมายเลข 1 พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 84,709 คะแนน นายกุลเดช พัวพัฒนกุล หมายเลข 2 พรรคประชาราช ได้ 31,924 คะแนน มีบัตรผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 9,781 ใบ คิดเป็นร้อยละ 7.45 และมีบัตรเสีย จำนวน 4,251 ใบ คิดเป็น ร้อยละ 3.24
จ.ฉะเชิงเทรา เขต 1 นายณัชพล ตันเจริญ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้คะแนนรวม 52,192 คะแนน นำทิ้งห่างจากคู่แข่ง นายสิครินทร์ จันทรศร ผู้สมัครหมายเลข 3 จากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนตามหลังอยู่ที่ 42,013 คะแนน ส่วน นางสุธาทิพย์ ตันเจริญ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคประชาราช มีคะแนนรั้งท้ายอยู่ที่ 5,219 คะแนน ซึ่งถือว่านายณัชพล ตันเจริญ ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้อย่างไม่เป็นทางการด้วยวัยเพียง 26 ปี
จ.นครพนม นายสิริยา พรหมดี หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย ได้ 48,083 คะแนน คว้าชัยชนะ เหนือ นางสาวสุมาลี พูนศิริกุล หมายเลข 1 พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ได้ 46,876 คะแนน แบบเฉียดฉิว
จ.บุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ 2 นายจักรกฤษณ์ ทองศรี หมายเลข 1 พรรคประชาราช ได้ 48,643 คะแนน ชนะ นางจำรัส เวียงสงค์ หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย 14,014 คะแนน
ด้านเขตเลือกตั้งที่ 4 นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ หมายเลข 3 พรรคเพื่อแผ่นดิน 66,180 คะแนน ชนะ นางเจติยา เลี้ยงผ่องพันธ์ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้ 55,524 คะแนน
'เครือข่ายพลเมืองเน็ต'จวกรัฐอย่าแทรกแซงเสรีภาพสื่อฯ
ที่มา ประชาทรรศน์
เครือข่ายพลเมืองเน็ตจับมือคปส.-เครือข่ายเสรีภาพฯแถลงย้ำจุดยืนปชช.ต้องมีส่วนร่วมดูแลสื่อฯ เตือนรัฐบาลอย่าจับเสรีภาพ สิทธิพลเมืองเป็นตัวประกัน
เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network: TNN) ร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (Freedom AgainstCensorship Thailand: FACT) จัดแถลงข่าวแสดงจุดยืน กรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการจับกุมปราบปรามเว็บไซต์และวิทยุชุมชน ในหัวข้อ “ขอรัฐอย่าจับเสรีภาพ สิทธิพลเมืองเป็นตัวประกัน” ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อพลเมืองของตนเอง ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
จากกรณี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติในการจับกุมปราบปรามสื่อเว็บไซต์และวิทยุชุมชนภายใต้เหตุผลความมั่นคงแห่งชาติ โดยการใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ)
นอกจากนี้ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้มีนโยบายเร่งด่วนในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ในลักษณะ WAR ROOM โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ทหาร ตำรวจ อัยการสูงสุด เพื่อติดตามเฝ้าระวังภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ไอซีทีมีแผนลงทุนโครงการเกี่ยวกับการดูแลเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม จำนวน 80 ล้านบาท อีกทั้งจะมีการดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อเพิ่มอำนาจในการดำเนินการให้กับกระทรวงไอซีที
สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ และบล็อกเกอร์ (www.fringer.org) สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวถึงจุดยืนของทางเครือข่ายว่า การก่ออาชญากรรมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ควรมีเสรีภาพในเรื่องนี้ แต่เสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน หรือการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้ ควรต้องมีการตั้งคำถามต่อรัฐในการดำเนินมาตรการปิดกันเว็บไซต์ถ้ามีเนื้อหาที่เป็นปัญหาเช่น การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คำถามแรกคือนิยามของเนื้อหาที่หมิ่นเป็นอย่างไร วิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จะเป็นอย่างไร กระบวนการดำเนินคดีจะต้องดำเนินการกับใคร
“เราสนับสนุนเสรีภาพในการสื่อสาร แต่ไม่สนับสนุน อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ประเด็นคือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ ไม่ใช่อาชญากรรม” สฤณีกล่าว
คนที่กระทำความผิดในกรณีเหล่านี้คือคนที่สร้างเนื้อหาหรือโพสข้อความ แต่การปิดกั้นเว็บไซต์ไม่ได้ทำให้มีการจับกุมคนที่กระทำความผิดได้ นอกจากนี้ยิ่งปิดคนยิ่งอยากดูอยากรู้ว่าเนื้อหาคืออะไร ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มจำนวนคนที่เข้าไปดูเว็บไซต์เป็นทวีคูณ ตรงนี้เป็นตัวอย่างผลพวงของการเซ็นเซอร์ที่เห็นมากมายในต่างประเทศ
“ถึงที่สุดแล้วก็ต้องถามว่าถ้าเป้าหมายของรัฐคือการกำจัดหรือลดทอนเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การปิดกันเว็บไซต์มันได้ผลจริงหรือ มันจะไม่ทำให้เกิดกรณีเว็บไซต์เลียนแบบจำนวนมากมายมหาศาลและคนเข้าไปดูเช่นนั้นหรือเปล่า” บล็อกเกอร์ชื่อดังกล่าว พร้อมเสนอว่าการไปให้พ้นจากความคลุมเครือ การสร้างความชัดเจน จึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้
ทั้งนี้ ควรมีการแยกแยะระหว่างคนสร้างเนื้อหากับคนเข้าถึงเนื้อหา เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นแค่ช่องทางที่คนใช้ในการติดต่อสื่อสารเท่านั้น ซึ่งรัฐต้องให้ความชัดเจนในเรื่องนี้
“ถ้าจะเปรียบเทียบการสร้างเนื้อหานอกโลกอินเตอร์เน็ตกับในโลกอินเตอร์เน็ต จะทำอย่างไรให้อยู่ในระนาบเดียวกัน รัฐจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าการพยายามจับกุมปราบปรามผู้สร้างเนื้อหาหมิ่นในอินเตอร์เน็ตจะกระทำได้แบบโลกนอกอินเตอร์เน็ต โดยไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร” สฤณีกล่าว
สฤณีกล่าวเน้นย้ำด้วยว่า ทางกลุ่มมีความต้องการผลักดันให้มีการแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีความคลุมเครือในหลายประเด็น แต่มาตรการปิดกันเว็บไซต์ที่ล่าสุดกระทรวงไอซีทีออกมาให้ข่าวว่าอยากจะกระทำได้เลยโดยไม่ต้องขอหมายศาลนั้น โดยส่วนตัวยอมรับไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นมาตรฐานสากลที่การปิดกันเว็บไซต์จะต้องผ่านกระบวนการศาล ซึ่งการปิดกั้นเว็บไซต์เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทันที เป็นเรื่องน่าเศร้าที่กระทรวงไอซีทีจะปรับปรุงให้แย่ลง
สุนิตย์ เชรษฎา สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวถึงกระบวนการปิดกันเว็บไซต์หมิ่นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจะปิดเว็บหมิ่นหรือไม่อย่างไร แต่คำถามคือมันสามารถปัญหาได้จริงหรือเปล่า เพราะอาจเป็นการเพิ่มขึ้นทวีคูณขึ้นไป เหมือนเป็นการขี้ช้างจับตั๊กแตน แต่กรณีนี้อาจเป็นขี่ช้างจับไวรัสหรือเชื้อรา ถือเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
การแก้ปัญหาควรทำทั้งกระบวนการ ให้นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้จริงๆ ถ้าหากกฎหมายไม่ชัดเจนหรือใช้ไม่ได้จริง อาจทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ หรือใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ใช้ข้อหาหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายกันโดยที่ไม่มีข้อเท็จจริง ซึ่งจะนำไปสู่วัฒนธรรมความกลัวของโลกออนไลน์
สฤณีกล่าวเสริมเรื่องการสร้างความหวาดกลัวในการบังคับใช้กฎหมายว่า ไม่ได้เกิดเพียงกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตโดยทั่วไป แต่มีผลกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ด้วย ตราบใดที่ยังมีความคลุมเครือในเรื่องของนิยามฐานความผิด และวิธีการปฏิบัติงานของรัฐ อาจทำให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเกิดความกลัวและเซ็นเซอร์ตัวเองไปก่อนโดยเกินเลยไป ซึ่งรังแต่จะทำให้เกิดผลเสีย
สุนิตย์กล่าวต่อมาว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่มีรัฐบาลใหม่ และวันนี้ก็เป็นวันเด็ก แทนที่จะพุ่งเป้าในเรื่องการจัดการเว็บหมิ่นเพียงอย่างเดียว ควรเน้นการสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้โดยการเปิดเวทีให้ประชาชน นักวิชาการ และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนของกฎหมาย ที่สำคัญรัฐควรมองเทคโนโลยีในทางบวกมากขึ้น และริเริ่มนโยบายเชิงสร้างสรรค์พัฒนา เช่น จะทำอย่างไรที่เมืองไทยจะมีไอซีทีที่เป็นฐานความรู้ระดับชาติ
CJ Hinke เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) กล่าวว่า ความพยายามของรัฐที่จะเซ็นเซอร์สื่ออินเตอร์เน็ตมีขึ้นในปี 1997 (พ.ศ.2540) ต่อมาในยุครัฐบาลทักษิณก็มีการปิดกั้น จนมาสู่ยุครัฐบาล คมช.ก็ได้เจริญรอยตาม อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการทีปิดกั้นเว็บไซต์ไปเป็นจำนวนมาก ทั้งโดยกระทรวงไอซีที ตำรวจ และมีผู้ให้บริการระดับประเทศปิดกั้นอีกจำนวนมากซึ่งไม่รู้ว่ามากเท่าไหร่ นอกจากนี้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ทั่วประเทศยังดำเนินการปิดกั้นด้วยตัวเองด้วย ซึ่งไม่ทราบจำนวนแน่ชัด
ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การปิดเว็บไซต์ต้องมีคำสั่งศาล ดังนั้นการปิดเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ส่วนใหญ่ที่ไม่มีคำสั่งศาลก็ถือว่าผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงไอซีทีแถลงว่าได้ดำเนินการปิดกั้นเว็บไปแล้วกว่า 2,300 เว็บไซต์ และได้เตรียมการขออำนาจศาลให้มีการพิจารณาเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บเพิ่มอีก 400 เว็บไซต์ โดยอ้างว่าทั้งหมดเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่คิดว่าจำนวนที่ถูกปิดกั้นจริงๆ น่าจะมากกกว่าที่มีการแถลง
“เราน่าจะมองเรื่องหมิ่นฯ ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง” CJ กล่าว พร้อมแสดงความเห็นว่า เว็บไซต์ คนๆ เดียวก็สร้างๆได้ เพราะฉะนั้นจะเชื่อได้หรือเปล่าว่า ทั่วโลกมีคน 2,300 คน มุ่งแต่ที่จะสร้างเนื้อหาที่หมิ่นฯ ซึ่งคงไม่น่าเป็นไปได้ และคิดว่าเป็นไปได้ยากที่สถาบันกษัตริย์ของไทยที่มีความมั่นคงมายาวนานจะเป็นอันตรายจากการสร้างเว็บไซต์ของคนธรรมดา
CJ กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อมาว่า การที่กระทรวงไอซีที ประกาศว่าจะสร้าง War room คล้ายกับนโยบาย ประกาศสงครามอื่นๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกรวมทั้งรัฐบาลไทยเคยประกาศใช้ เช่น ส่งครามต่อต้านการก่อการร้าย ส่งครามต้านยาเสพติดในประเทศไทย ซึ่งสงครามเหล่านี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่ แต่ให้ผลก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัวในหมู่ประชาชน
“เรามั่นใจไม่ได้ว่า ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตำรวจจะมาเคาะประตูบ้านตอนตีสี่ แล้วแจ้งข้อหา หลังจากที่เราเข้าไปดูเว็บไซต์ที่เราไม่รู้ว่าถูกหรือผิดกฎหมายหรือเปล่า” ตัวแทน FACT กล่าว
CJ กล่าวอีกว่า ในประเทศประชาธิปไตยทุกแห่ง กระบวนการยุติธรรมของศาล เป็นกระบวนการที่โปร่งใส และเปิดเผย อย่างไรก็ตามกระบวนการขอคำสั่งศาลของไอซีทีที่ผ่านมา ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และประชาชนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์ก่อนที่ศาลจะสั่งปิด ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานวิชาการและพลเมือง ถือว่ารัฐทำเรื่องนี้อย่างลับๆ โดยต้นทุนประชาชนเป็นคนจ่าย ซึ่งคิดว่าเงินจำนวนนี้น่าจะไปทำอย่างอื่นได้ดีกว่า เช่น เอาไปดำเนินงานสร้างความสมานฉันท์ สร้างสันติภาพในภาคใต้ หรือการสร้างการศึกษาบนอินเตอร์เน็ต
ความไร้ประสิทธิผลของการปิดกั้นเว็บไซต์ จริงแล้วที่ผ่านมามีลิสต์ทีไอซีทีปิดกั้น แต่ก็มีการหลุดลอดออกมาสู่สาธารณะได้ และมีการเผยแพร่เครื่องมือที่สามารถหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ ทำให้คนที่สนใจอยากรู้พอสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นได้อยู่ดี
“การประกาศทำ War room หมายความว่ากระทรวงไอซีทีพยายามทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะทางสงคราม ซึ่งที่ผ่านมาคิดว่าเรามีความขัดแย้งมากพอแล้วในประเทศ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ข้อมูลต่างๆ ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสรีเราจะได้พยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะว่าถึงที่สุดแล้วการปิดกั้นอินเตอร์เน็ตมันไม่สามารถคุ้มครองปกป้องสถาบันได้” CJ กล่าว
ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และยังเป็นสมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวตั้งคำถามในเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและแนวนโยบายต่อการที่ไอซีทีมีแผนลงทุนโครงการเกี่ยวกับการดูแลเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม จำนวนกว่า 80 ล้านบาท ว่า การใช้งบประมาณหลายสิบล้านมาแก้ปัญหานี้ในภาวะที่สังคมมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องการการช่วยเหลือ ถือเป็นเรื่องที่สอดคลองหรือไม่ และจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า
สุภิญญา กล่าวต่อมาโดยยืนยันว่า รัฐจะต้องแยกระหว่างอาชญากรรรมทางคอมพิวเตอร์ออกจากสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร โดยสนับสนุนให้ใช้กฎหมายในการปราบปรามคนทำเว็บล่อลวง การโพสภาพโป๊เปลือยเด็กที่ไม่ได้เต็มใจ การโพสคลิป แอบถ่าย การเป็นแฮคเกอร์ การลักลอบใช้ข้อมูล เช่น เรื่องบัตรเครดิตต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ แต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
“ถ้ารัฐจะเดินหน้าจะปราบปรามอย่างจริงจัง สังคมไทยคงต้องเตรียมการพิเศษมากๆ อาจต้องมีศาลเฉพาะที่มาพิจารณาในเรื่องนี้ อาจต้องสร้างเรือนจำเพิ่ม เพื่อรองรับเรื่องนี้ เพราะจะมี Cyber-dissidents หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐแล้วแสดงในโลกไซเบอร์มากขึ้นจนจับกุมไม่หวาดไม่ไหว” สุภิญญากล่าวถึงผลกระทบของแนวนโยบายต่อสิทธิพลเมือง
สุภิญญากล่าวต่อมาว่า แนวโน้มนี้น่าห่วงในประเทศที่ประชาธิปไตยอ่อนแอ ตามสถิติ ของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalist: CPJ) ซึ่งเป็นองค์กรสื่อในระดับสากล ระบุว่าปัจจุบันกว่า 45 % ของนักข่าวที่ถูกขังคุกเป็นนักข่าวออนไลน์ ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าต่อไปประเทศไทยอาจจะไปแข่งขันทำสถิติกับอีกหลายประเทศว่าแต่ละปีจะมีประชาชนที่ต้องติดคุกเพราะแสดงออกขัดต่อผู้มีอำนาจรัฐในโลกออนไลน์กี่คน
ถือเป็นเรื่องไม่โสภานักสำหรับภาพลักษณ์ประเทศ และจะไม่ส่งผลดีต่อนโยบายการสมานฉันท์ของรัฐบาล เพราะอาจนำไปสู่การต่อต้าน กลายเป็นคลื่นใต้น้ำ หรือพลังเงียบในสังคม ต้องไม่ลืมว่าสถิติคนใช้สื่ออินเทอร์เน็ตปัจจุบันประมาณเกือบ 14 ล้านคนแล้ว คนกลุ่มนี้ถือเป็นพลังที่มีความหมาย รัฐบาลต้องให้ความระมัดระวังและใช้ความละเอียดอ่อนในการดำเนินนโยบายเรื่องนี้
ส่วนเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สุภิญญาแสดงความเห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ร่างที่ผ่าน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีปัญหาในการบังคับใช้ แต่เมื่อได้เห็นร่างกำหมายที่เสนอแก้ไขโดย สส.ประชาธิปัตย์ นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบันก็รู้สึกตกใจ เพราะมีเนื้อหาหลายอย่างน่ากังวลโดยเฉพาะการย้ายอำนาจจากศาลมาอยู่ที่รัฐมนตรีในการคุมสื่อใหม่ได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องฟังใคร สุดท้ายมันหนีไม่พ้นกลายเป็นวาระทางการเมือง และอาจกระทบต่อสิทธิพลเมืองได้
ดังนั้น รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกต้อง อย่างน้อยต้องแก้ไขร่างกฎหมายให้รองรับสิทธิของพลเมืองให้มากขึ้นกว่าเดิม ตามนโยบายที่แถลง ไม่ใช่ออกกฎหมายมีเนื้อหาที่ถดถอยกว่าร่างที่ผ่านโดย สนช.ซึ่งเป็นองค์คณะที่จัดตั้งมาภายหลังการรัฐประหาร และไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
“ในโอกาสที่รัฐบาลมีอำนาจก็ควรเป็นเจ้าภาพในการเปิดเวทีให้แต่ละกลุ่มความคิดได้มานั่งคุยกัน แทนที่จะดำเนินนโยบายเอาอำนาจเข้าตนเองให้มากขึ้น แล้วก็ตีความด้วยตนเองว่าอะไรใช่ ไม่ใช่” สุภิญญากล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาในสังคมซึ่งมีความเห็นต่างเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ทั้งในสังคมออนไลน์และในสังคมที่เป็นจริง
ส่วนสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) กล่าวถึงการใช้กฎหมายความมั่นคงปิดกั้นสถานีวิทยุชุมชนว่า เป็นเรื่องทางการเมืองของรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่การนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้เพื่อยุติการสื่อสารย่อมกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปด้วย ประการสำคัญคือประชาชนย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือเห็นต่างจากรัฐบาลได้ ดังนั้นการใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อปิดสถานีวิทยุชุมชนหรือสถานีวิทยุธุรกิจในท้องถิ่น จะมีเกณฑ์ชี้วัดใดที่จะแยกแยะได้ว่าสถานีใดขัดต่อความมั่งคงของรัฐ
นอกจากนี้การปิดกั้นสื่อนั้น ขัดต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่ยืนยันว่าจะให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในเรื่องสื่อและข้อมูลข่าวสาร ทั้งในด้านการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายที่จะมุ่งให้เกิดความสมานฉันท์จากการปรับปรุงกลไกการสื่อสาร แต่แนวทางของรัฐบาลที่จะทำให้เกิดการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของประชาชน เป็นแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ทางการเมืองตามที่รัฐบาลได้แสดงท่าทีต่อสาธารณะ และจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล
ทั้งนี้ ตัวแทนทั้งสามองค์กรจะเข้ายื่นหนังสือและข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 13 ม.ค.ที่จะถึงนี้ เวลา 8.00 น. โดยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลมีแนวทางผลักดันให้เกิดกลไกการกำกับดูแลกันเองทั้งวิทยุชุมชนและกลุ่มประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อให้เกิดเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งในเรื่องความมั่นคง และกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
2.การปรับแก้กฎหมายสื่อต้องเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2543 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อให้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ที่มา:หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท
ขอโทษชาวโลก ฝ่ายประชาธิปไตยพยายามแล้ว แต่ยังไม่ดีพอ
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
11 มกราคม 2552
EXIT POLLชี้คนกรุงให้ประชาธิปัตย์ผู้ว่ากทม.
หลังการปิดหีบเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเวลา 15.00 น. ได้มีการเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้สิทธิหน้าคูหาเลือกตั้ง หรือเอ็กซิทโพล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยพบว่า อันดับ 1 ได้แก่ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ 45.06% อันดับ 2 นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ได้ 28.48% อันดับ 3 มล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้ 16.55% และอันดับ 4 นายแก้วสรร อติโพธิ ได้ 5.66%
ส่วนผลเอกซิทโพลของ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต อันดับ 1 ได้แก่ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ 46.75% อันดับ 2นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ได้ 26.92% อันดับ 3 มล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ได้ 18.50% และอันดับ 4 นายแก้วสรร อติโพธิ ได้6.37%
กษิตบอกกับโลกรัฐบาลปชป.จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ยึดสนามบินอีก
สำนักข่าวAFPรายงานข่าวว่า รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเข้าพบรัฐมนตรีไทยกษิต ภิรมณ์เพื่อพูดคุยอย่างสั้นๆแต่ครอบคุมหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินล่าสุดโดยกลุ่มผู้ประท้วง
การเจรจาที่ "อบอุ่นและเป็นมิตร" เกิดขึ้นตอน 4:30 โมงที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งถูกปิดไป 8 วันในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนโดยผู้ประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาลและหนุนหลังโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย
นักเดินทางประมาณ 350,000 คนถูกละทิ้งไว้เพราะการปิดสนามบิน รวมถึงชาวญี่ปุ่นมากกว่า 5000 คน
โฆษกของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่าคุณกษิตได้ยืนยันว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก
"ผมได้รับรองความมีเสถียรภาพของสังคมไทยกับพวกเขา (ชาวญี่ปุ่น)และรัฐบาลก็มุ่งมั่นที่จะปฎิบัติตามผลประโยชน์ของประชาชน เพราฉะนั้นจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกังวลถึงความไม่พอใจที่จะทำให้มีการประท้วงใดๆอีก" กษิตได้บอกกับสำนักข่าว AFP
"มันเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้เรามีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลที่ทำงาน" เขาเสริม และบรรยายการเจรจาว่า "อบอุ่นและเป็นมิตร"
เราขอโทษต่อชาวโลก คนไทยได้พยายามแล้วที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
ไทยอีนิวส์เห็นว่าการที่ประชาชนกรุงเทพฯรวมกันกว่า45%ที่ลงคะแนนให้นายยุรนันท์ และม.ล.ณัฏฐกรณ์นั้น คือเสียงที่ได้บอกชาวโลกแล้วว่า คนกรุงเทพฯจำนวนกว่ากึ่งหนึ่งที่แสดงทิศทางและความพยายามอย่างชัดเจนว่าเราไม่สนับสนุนพรรคการเมืองที่สนับสนุนอนาธิปไตยในการเข้ายึดสนามบินนานาชาติและทำเนียบรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็มีเสียงไม่มากพอ และเสียงแตกเกินไปที่จะเอาชนะ และบอกเจตนารมณ์ของเราชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยต่อชาวโลก อย่างไรก็ตามเราจะยืนหยัดต่อไป เพื่อให้โลกเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในประชาธิปไตย และสันติวิธี
ชำแหละ..!!! อนาธิปไตย ‘เสื้อแดง’อย่าเอาเยี่ยงอย่าง! บ้านเมืองไร้ขื่อแป ( คอลัมน์ : Cover story )
ที่มา ประชาทรรศน์
สวัสดีผู้รักประชาธิปไตย หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้นั้น หลายท่านขมขื่นรับไม่ได้ ผมติดใจถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นะครับ เป็นการลงทุนที่มาก ซึ่งสิ่งที่ได้ลงทุนไปคือการโหวตในสภาเพื่อเลือก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ซึ่งถ้าเป็นการค้าเรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับ สิ้นเนื้อประดาตัวแน่นอน แต่ปัญหาคือ ผู้ที่จะชดใช้การลงทุนอันแสนแพงนี้ไม่ใช่คุณอภิสิทธิ์ ไม่ใช่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่ใครต่อใคร แต่คนที่ต้องชดใช้คือประเทศไทยนะครับ เพราะก่อนที่จะมีการลงมติ ก่อนที่จะได้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนการโหวตในสภานั้น คนไทยทุกคนต้องรับทราบว่าประเทศไทยได้สูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับสิ่งนี้
ประการที่ 1 สถาบันตุลาการ ได้ถูกนายทุนเข้ามาแย่งชิงอำนาจทางการเมืองอย่างเปิดเผยและมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมทั้ง ประการที่ 2 บรรดาองค์กรอิสระ ทั้งหลายภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไร้ความเป็นธรรมโดยสิ้นเชิง ประการที่ 3 กองทัพ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นการเมือง ในการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง อย่างเปิดเผยโจ๋งครึ่มที่สุดเท่าที่เคยมีมา ไม่มีขวยอาย
ประการที่ 4 สื่อมวลชน เอียงเลือกข้าง ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 6 ตุลาคม หรือพฤษภาทมิฬ สื่อมวลชนยังเลือกข้างประชาธิปไตย แต่ตอนนี้ชัดเจนว่าสื่อมวลชนเอียงกระเท่เร่ 90 เปอร์เซ็นต์ เข้าข้างอำมาตยาธิปไตย ถ้าสื่อมวลชนไม่เป็นกลาง ไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศแล้ว ประเทศชาติจะลำบากแน่นอนครับ ประการที่ 5 ระบบพรรคการเมืองพังพินาศ ไม่เว้นแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ทหารหลายท่านที่ต้องการจะทำการรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ แต่คราวนี้ยึดอำนาจไม่รู้จะยึดที่ไหนได้ ก็ยึดพรรคประชาธิปัตย์
ฉะนั้น อย่าทะนงตัวว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ในประเทศ เพราะพรรคได้ตายไปแล้วจากความรู้สึกของประชาชน ตั้งรัฐบาลหนนี้คนที่ได้ประโยชน์มี 2-3 คน คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ คุณสุเทพได้เป็นรองนายกฯ หรือนายกฯ ตัวจริง ทั้งหมดในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อะไรเลย ตำแหน่งสำคัญพรรคไม่ได้อะไร ทั้งๆ ที่ชุดก่อนจะต้องยึดไว้ แล้วอย่างนี้จะรักษาพรรคได้อย่างไร ไอ้ 80 ล้านบาท ที่พูดๆ กันระวังเป็นเหยื่อสื่อมวลชนกับฝ่ายตรงกันข้ามนะ เขารู้ดี เขาไม่ได้เป็นเหยื่อหรอกครับ แต่เป็นต้นเหตุความเสื่อมของพรรคประชาธิปัตย์เอง
ประการที่ 6 เจตจำนงของประชาชน ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไป เป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าเจตจำนงของประชาชนที่มาเลือกตั้งทั่วไปในระบอบประชาธิปไตยไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เพราะระยะเวลาใน 4 ปีตามวาระ จะสามารถใช้อำนาจนอกระบบบีบให้เปลี่ยนแปลงเจตจำนงนี้ตลอดเวลาเลย
ประการที่ 7 อนาธิปไตย ไร้ขื่อแป กลายเป็นอาวุธที่ชอบธรรมในการโค่นล้มแย่งชิงอำนาจทางการเมือง การปิดทำเนียบรัฐบาล ปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ยึดสนามบินยังว่าดีเลย ประเทศมันย่อยยับไปหมดแล้วครับ ประการที่ 8 หลักคำสอน ของพระพุทธศาสนาที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เสื่อมมนต์ขลังไปคราวนี้ เพราะเห็นชัดๆ ว่าทำชั่วยังได้ดี ได้เป็นรัฐมนตรี ทำลายหลักการแนวคิดของประชาธิปไตยก็ได้เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง ด่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างถึงอกถึงใจผ่านเอเอสทีวี 24 ชั่วโมง ท่านเลยให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตบหน้าประเทศไทยทั้งประเทศ น่าไม่อาย เอาคนอย่างนี้มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แถมยังไปบอกสื่อต่างประเทศว่ายึดสนามบินสนุกดี ไม่รู้หัวใจทำด้วยอะไร
ที่มาของรัฐบาลชุดนี้ แม้กระทั่งองค์ประกอบการเรป็นรัฐบาล เป็นลาภอันไม่ควรได้ ประเทศไทยและทุกคนต้องชดใช้ ถ้าตั้งฉายารัฐบาล ผมขอตั้งว่า “รัฐบาล 4 เสาต่างตอบแทน” ไม่ต้องตกใจ ผมไม่ได้พูดถึงสี่เสาเทเวศร์ แต่เป็น 4 เสาจริง เสาที่ 1 คือ สื่อสารมวลชน คือ ส.สนธิ และ ส.สุทธิชัย ได้รับการปูนบำเหน็จเต็มๆ 90 เปอร์เซ็นต์ มีส่วนอย่างมากในการอุ้มชูเป็นเสาค้ำรัฐบาลให้อยู่ได้ เสาที่ 2 คือ กระบวนการยุติธรรม ไม่ได้หมายถึงศาลยุติธรรม เป็นศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นศาลเดียวในโลกที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญได้ ไม่มีประเทศไหนที่ให้ศาลโค่นล้มผู้นำประเทศ เพราะอำนาจของรัฐบาลมาจากประชาชน คนที่จะให้ผู้นำประเทศออกจากตำแหน่งคือประชาชน หรือองค์กรที่มาจากประชาชนเท่านั้น
การล้มพรรคพลังประชาชนเป็นคุณูปการที่สำคัญกับพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องมีการตอบแทนว่าอย่างน้อยจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ให้บรรดาองค์กรทั้งหลายในบทเฉพาะกาลที่ คมช. ตั้งไว้ อยู่มัน 7 ชั่วโคตร รับรองได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องไม่แก้ไขแน่ๆ
เสาที่ 3 คือ ทหาร ผู้บังชาการเหล่าทัพชัดเจนที่สุด การตอบแทนที่ชัดเจนที่สุด คนระดับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์หอบดอกกุหลาบจากเนเธอร์แลนด์ไปให้อดีตข้าราชการทหาร ขอให้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสียศักดิ์ศรีพรรคประชาธิปัตย์ มีแต่คนจะมาขอ นี่ไปเชิญเขามา อานิสงส์ไปถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แน่นอนว่าได้เป็น ผบ.ทบ. จนปลดเกษียณ ไม่มีใครมาทำร้าย เอื้อไปถึงน้องชาย เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้ง ก็มีคำสั่งย้ายให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ มาเป็น ผบ.ตร.
เสาที่ 4 ค้ำนำรัฐบาล สู่ความเป็นอำนาจ นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยอุปถัมภ์ที่เรียกได้ว่าเป็นพ่อทูนหัวตัวจริงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือ พันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งตอบแทนเรียบร้อยแล้ว โดยตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตบหน้าประเทศ และให้ชาวโลกคิดว่าประเทศไทยมันก็เท่านี้ และต้องตอบแทนเพิ่มคือ ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดีไม่ดี อาจจะถึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำหรับการเมืองใหม่ 70 : 30 และผมว่ารัฐบาลต้องทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับความผิดของพันธมิตรฯ นะครับ ในการก่อความไม่สงบเรียบร้อย ตรงนี้จะยอมได้หรือยอมไม่ได้ แต่ถ้ายังเฉยอยู่เราต้องเป็นผู้ชดใช้เอง
ถ้าจะให้ผมเป็นโหร ผมว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่เกิน 3 เดือน ภายใน 1 เดือนแรก เชื่อว่าโดยสภาของคนที่มีลักษณะเด็กเมื่อวานซืน ด้วยการอุปถัมภ์ของเฒ่าทารกอย่างในปัจจุบัน ผมว่าไปไม่รอด นี่ไม่ได้ดูถูกนะ ด้วยความเคารพ ดังนั้น ผมจึงอยากจะเตือนคนที่รักความเป็นประชาธิปไตย ที่รู้สึกขมขื่น ขอให้เราอดทน คือ เห็นเขาทำอะไรแล้วเราจะทำเทียบเคียงบ้างอย่าเชียวนะครับ เราอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ แต่เรามองในแง่ดี คือทหารไม่สามารถที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหารเต็มรูปแบบได้ แต่ใช้วิธีการปล้นในรูปแบบอย่างนี้ เพื่ออ้างว่ายังอยู่ในครรลองประชาธิปไตย ผมมองในแง่ดีว่ามันสิ้นท่าแล้ว
ดังนั้น การต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยกับอำมาตยาธิปไตย อย่าคิดว่าประชาธิปไตยได้เพลี่ยงพล้ำแล้วนะครับ การที่พรรคพลังประชาชนถูกล้มไป มีการเปลี่ยนขั้วไป อาจเป็นสัญญาณของชัยชนะได้ อย่างน้อยที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ส่อให้เห็นร่องรอยของความแตกสลายแล้ว ถ้าเปรียบพรรคประชาธิปัตย์เป็นจักรวรรดิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำคนสุดท้าย แน่นอนที่สุดมีความเจ็บปวด ชอกช้ำสูญเสีย แต่มองไปข้างหน้า เราจะเห็นแสงสว่าง เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นหนทางสู่ชัยชยะ
เชื่อผมเถอะครับ การที่ทหารสามารถล้มพรรคพลังประชาชนได้ ไม่ใช่ว่าประชาธิปไตยจะพ่ายแพ้ มองในแง่ดีเถอะครับ ถ้ามองในแง่นี้ หนทางของเราจะสว่างไสว คนบางคนทำเพื่อตัวเอง ยึดติดทรัพย์สินอำนาจบารมี ไม่ได้นึกถึงลูกหลาน แต่สิ่งที่นักประชาธิปไตยได้สั่งสมไว้ จะถึงลูกหลาน แน่นอนว่าเราอาจจะไม่ได้รับอะไร เราอาจจะได้รับความเจ็บปวด ขมขื่น เราอาจจะได้แต่ความสูญเสียด้วยซ้ำไป แต่ลูกหลานของเราจะได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ครับ
*****************
ที่มา : ถอดความบางตอนในงานเสวนา "รัฐบาลอนาธิปไตย" นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย นพ.เหวง โตจิราการ นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ 23 ธันวาคม 2551 จัดโดย มูลนิธิกลุ่มวีรชนประชาธิปไตย และ สมาพันธ์ประชาธิปไตย
*****************
หมอเหวง แนะ “เสื้อแดง” ใช้สติปัญญามากกว่าอารมณ์ ( คอลัมน์ : Cover story 2 )
ที่มา ประชาทรรศน์
สถานการณ์ทางการเมืองวันนี้มันคือการต่อสู้ แล้วการต่อสู้มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจนึกนะครับ แต่มันเป็นกฎเกณฑ์ของการต่อสู้ เพราะฉะนั้นการต่อสู้มันคือการต่อสู้ระหว่างระบอบอำมาตยาธิปไตย กับ ประชาธิปไตย ผมจึงขอย้ำว่าเราต้องยึดหลักตรงนี้ก่อน เพราะว่าถ้าเราใช้อารมณ์ชี้นำโดยไม่ใช้ปัญญา มันอันตรายนะครับ การใช้อารมณ์ความรู้สึกนั้นบางครั้งมันอันตรายมาก ผมจะยกตัวอย่าง เช่น บางคนทำร้ายตัวเอง ทำร้ายครอบครัวตัวเอง
ฉะนั้น ผมจึงอยากทำความเข้าใจกันก่อน เพราะว่าหลายคนมองว่าผมทอดทิ้งพี่น้อง หลายคนถามว่าทำไมไม่เห็นผมขึ้นเวทีที่ท้องสนามหลวง คือ ไม่ใช่ว่าทุกคนจำเป็นที่จะต้องไปขึ้นเวทีที่ท้องสนามหลวงนะครับ และทุกคนไม่จำเป็นที่จะต้องแห่กันไปที่ท้องสนามหลวงทั้ง 65 ล้านคน บางท่านมีความจำเป็นที่จะต้องไปท้องสนามหลวง บางท่านมีความจำเป็นที่จะต้องไปขึ้นเวทีปราศรัย แต่นักวิชาการอย่าง อ.คณิน บุญสุวรรณ มาใช้เวทีสัมมนา ใช้การวิเคราะห์อย่างเป็นระบบๆ แบบนี้
ฉะนั้น ผมจึงอยากชี้แจงกับทุกท่านก่อนว่า เราจะต้องตั้งหลัก ตั้งรากฐานให้มั่นก่อนว่าขณะนี้มันเป็นการต่อสู้ ให้ชัดเจนก่อน เพราะว่าการต่อสู้นั้นมันไม่ชนะกันภายในช่วงเวลานิดเดียว มันไม่ใช่ แล้วยิ่งเป็นการต่อสู้ทางสังคมนั้นมันไม่ได้ การต่อสู้แบบนี้มันอาจจะต้องใช้เวลา 10 ปี 20 ปี 30 ปี อย่างที่ อ.คณิน พูดว่า การต่อสู้บางครั้งเราต้องยอมเจ็บปวด บางครั้งเราต้องยอมขมขื่น แต่ผลที่ออกมานั้นมันจะงดงามเสมอ แล้วคนที่บริโภค ซึ่งอาจจะไม่ใช่เราได้ อาจจะเป็นลูกเป็นหลานของเรา แต่ผลนั้นมันงดงามเสมอ แล้วมันคุ้มต่อการลงทุนของพวกเรา
ถ้าเราเข้าใจแบบนี้แล้ว อารมณ์วูบวาบของเราจะหมดไป สิ่งที่พูดนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ในวันนี้ แต่ผมจะพยายามพูดไปเรื่อยๆ ว่าการต่อสู้นั้นมันต้องมีระบบ มีรากฐานนะครับ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าขณะนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างอำมาตยาธิปไตยกับระบอบประชาธิปไตย และการต่อสู้นั้นบางครั้งฝ่ายเราชนะ พอชนะเราจะดีใจมากเลย ดีใจสุดๆ แต่พอบางครั้งเราแพ้ เราจะรู้สึกเศร้าหมอง จนบางครั้งออกมาตีอกชกลม และดีไม่ดีพวกเราทะเลาะกันเอง อันนี้อันตรายมากเลย เพราะฉะนั้นผมต้องขอร้องว่าพวกเราต้องไม่ทะเลาะกันเองนะครับ ในช่วงที่เรากำลังเสียเปรียบนั้นเราอย่าไปโทษนั่นโทษนี่ แต่เราจงวิเคราะห์ให้ได้ว่ามันเกิดจากอะไร
อย่างเช่น ในขณะนี้ผมมองว่าดูคล้ายกับเราเพลี่ยงพล้ำ และมีหลายคนหดหู่ เศร้าหมอง ขณะที่บางคนโกรธเคืองอย่างรุนแรง เรื่องนี้อันตรายนะครับ อันตรายมาก เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นคุณจะสูญเสียสติของคุณทันที คุณจะเสียสติปัญญา แล้วการชี้นำของคุณจะถูกพาไปโดยอารมณ์ ซึ่งคุณจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน พ่ายแพ้แบบเสียหาย แล้วดีไม่ดีพ่ายแพ้แบบอัปยศอีกด้วย
ท่านดูอย่าง “เตียวหุย” สิครับ ใครที่อ่านสามก๊กคงจำกันได้ เตียวหุย ซึ่งใช้อารมณ์ความโกรธสุดท้ายทหารคนใกล้ชิดก็เข้ามาตัดหัวเตียวฮุยในกระโจม แล้วก็ขี่ม้าหนีไปเข้ากับฝ่ายโจโฉ นี่คือประวัติศาสตร์ซึ่งมีเอาไว้ให้เราศึกษา มีไว้ให้เราฉลาด
ฉะนั้น วันนี้ผมเข้าใจครับว่ามีพี่น้องของเราส่วนหนึ่งรู้สึกท้อแท้ห่อเหี่ยวในจิตใจ อีกส่วนรู้สึกโกรธอย่างรุนแรง ทั้งสองส่วนนั้นจะต้องพยายามตั้งสติ ซึ่งภาษาโบราณที่ผมยึดถือมาคือ “จงแปรความเคียดแค้นให้เป็นพลัง” แปลงให้เป็นสติปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้วเราจะคิดจะทำอะไรมันจะดีไปทุกอย่าง แล้วมันจะทำให้เราชนะ ไม่ใช่ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวเอง แล้วยังทำให้เราพ่ายแพ้เอง
ทีนี้กลับมาที่ประเด็นคือ การต่อสู้ระหว่างอำมาตยาธิปไตย กับประชาธิปไตย ขณะนี้เปรียบเสมือนการต่อสู้อีกสมรภูมิรบเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าเรามองแบบนี้แล้วเราก็จะคิดได้ เราก็จะนิ่ง พอนิ่งเราก็จะคิดได้ เราก็จะรู้ว่าสิ่งไหนจะทำให้เราแพ้ สิ่งไหน ตรงไหน จะทำให้เราได้เปรียบ ทำให้เราชนะ ตรงไหนคือจุดอ่อน ตรงไหนคือจุดแข็งของเรา ตรงไหนคือจุดอ่อนของเรา ถ้าเรามองได้อย่างนี้นะ ผมคิดว่าพวกเรามีสติ มีปัญญาทุกคน เราชนะแน่
ดังนั้น ขณะนี้เราต้องมองให้ออก ผมจะขอถามว่า ระหว่างอำมาตยาธิปไตย และประชาธิปไตย อะไรเป็นอนาคตของโลกครับ? ประชาธิปไตยครับ ฉะนั้น ในท้ายที่สุดฝ่ายประชาธิปไตยมันชนะอยู่แล้ว แต่ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ให้เรานอนอยู่เฉยๆ อยู่บ้านนะ ไม่ใช่ให้ประชาธิปไตยออกดอกออกมาเอง ไม่ได้นะ เพียงแต่ต้องการจะบอกกับพวกเราว่าไม่มีทางที่อำมาตยาธิปไตยจะได้ชัยชนะครับ ไม่มีทาง
ข้อที่ 1.ประชาธิปไตยย่อมชนะเสมอ เพียงแต่ว่าในขณะที่อำมาตยาธิปไตยมันยังแข็งแกร่งอยู่นั้น อำมาตยาธิปไตยสามารถที่จะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยบาดเจ็บได้ แต่แม้จะบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน ประชาธิปไตยไม่มีวันตายครับ ถึงบาดเจ็บแค่ไหนจะลุกกลับขึ้นมาสู้ใหม่ และเดินก้าวหน้าต่อสู้บดขยี้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยให้มันหมดไปจากโลกให้ได้
อีกอย่างขณะนี้เราอย่าไปมองว่าฝ่ายตรงข้ามรุ่งโรจน์ เพราะด้านที่เขาดำมืดมี อย่างในพรรคประชาธิปัตย์มีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้นในพรรคเช่นกัน ท่านต้องมองให้เห็นว่าขณะนี้ภายในพรรคประชาธิปัตย์เกิดการแตกแยกขึ้นอย่างรุนแรงเลย ซึ่งถ้าเรามองปัจจัยพวกนี้เราจะเห็นปัจจัยบวกของพวกเราขึ้นมาทันที แล้วท่านอย่าลืมว่าในสมัยหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยแตกออกมาแล้วครั้งหนึ่ง ในสัมย 10 มกราคม ตอนนั้นแตกออกมาก๊กใหญ่ แล้วทำให้พรรคประชาธิปัตย์อ่อนลงไปมากเลยทีเดียว ตรงนี้ประวัติศาสตร์มันมีให้เห็นอยู่แล้ว และผมเชื่อว่าจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้านี้
ตัวพรรคประชาธิปัตย์เองขณะนี้ผมว่าลงทุนไปเยอะ เสี่ยงมากเลยนะครับ เสี่ยงกับพรรคแตกมากๆ ซึ่งแน่นอนเวลาที่เขาพูดเขาไม่พูดเรื่องพรรคแตกหรอกครับ แต่ผมอยากให้เรามองถึงปัจจัยด้านบวกของเราบ้าง ใช่...ด้านบวกเขามีที่จัดตั้งรัฐบาลได้ เป็นธรรมดาของสรรพสิ่งที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ฉะนั้นผมอยากจะให้พวกเราคิดว่ามันกำลังจะเกิดอะไรขึ้นจากนี้ต่อไป
อำมาตยาธิปไตย มันเริ่มต้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 หลังการรัฐประหาร แล้วเขามุ่งหวังว่าจะสร้างอำมาตยาธิปไตยให้เข้มแข็งโดยเร็ว โดยตั้งรัฐบาล คมช. คือ การโค่นทักษิณนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งเท่านั้น แต่จะว่าไปแล้ว การโค่นทักษิณนั้นเป็นประโยชน์ในข้อที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศรู้ว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองให้ขึ้นมาบริหารประเทศได้โดยเลือกนโยบายที่สามารถตอบสนองไปถึงคนจนได้ สิ่งเหล่านี้มันชี้ให้เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเริ่มหยั่งรากลึกลงไปในประเทศไทย พอเป็นเช่นนั้นมันไปเกิดผลกระทบต่ออำมาตยาธิปไตย เขาก็เลยต้องลุกขึ้นมาโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยลงไปเลย
ฉะนั้น การโค่นทักษิณนั้นเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของการรัฐประหาร แต่แก่นแท้ของการรัฐประหารคือ การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย และสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยที่แข็งแกร่งขึ้นมา โดยการสร้างรัฐบาลอำมาตยาธิปไตยขึ้นมา
ตอนแรกเขาหวังไว้ว่าผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 จะได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแทนที่ไทยรักไทย แต่เขาต้องผิดหวังเพราะประชาชนเลือกรัฐบาลพลังประชาชนกลับมา ฉะนั้น เมื่อได้รัฐบาลพลังประชาชนเข้ามามันเลยเป็นที่มาของคดีต่างๆ โดย คตส. จากนั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้ามา กลายเป็นอนาธิปไตยทันที
อนาธิปไตย คืออะไร อนาธิปไตย คือ ภาวะที่บ้านเมืองไม่มีขื่อแป กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ หรือมีบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกระทำย่ำยีต่อกฎหมายได้โดยที่รัฐไม่สามารถทำอะไรได้เลย
นี่คือสิ่งที่อำมาตยาธิปไตยเขามองว่าเขาไม่สามารถทำอะไรประชาธิปไตยได้ เลยต้องปล่อยให้พันธมิตรฯ ออกมาทำลายอีกรอบหนึ่ง แล้วทำให้ประเทศไทยทั้งประเทศตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตย แต่ว่าดาบที่สำคัญที่สุดคือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีของ ท่านสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเราเคารพนะครับ แต่เราตั้งข้อสงสัยว่าทำไม ศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิไปเติมข้อความในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ข้อนี้ผมสงสัย อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญออกมาตอบหน่อย เพราะว่าศาลไปเติมคำว่าอาจจะในกรณีเขาพระวิหาร นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้หลักนิติธรรมในการวินิจฉัยหรือเปล่า เพราะว่าหลักนิติธรรมที่ผมเรียนมานั้นในกรณีที่ไม่มีกฎหมายตราไว้ ให้เอากฎหมายข้อที่ใกล้เคียงมาใช้ ไม่ได้มีข้อไหนเลยที่บอกว่าถ้าไม่มีกฎหมายตราไว้ ให้เอาพจนานุกรมมาใช้ ผมจึงอยากจะถามว่า การที่ท่านเอาพจนานุกรมมาใช้นั้นถูกต้องตามหลักนิติธรรมหรือเปล่า แต่ผมเคารพนะครับ แค่อยากจะถาม
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าอำมาตยาธิปไตยใช้เครื่องมือทั้งหมดของเขาเลยนะครับ จะเห็นได้ว่าการออกมาของเขาแต่ละครั้ง จะออกมาเป็นขบวนการ ดาหน้าออกมาเลย เพราะฉะนั้นเวลาพวกเราจะทำอะไรจะต้องออกมาเป็นขบวนนะครับ ไม่ใช่เอาแต่ความปรารถนาส่วนตนออกมา
ทีนี้...กลับมาที่รัฐบาลนี้ ผมจะขอตั้งชื่อว่า “รัฐบาลมิจฉาธิปไตย” เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาตามครรลองของประชาธิปไตย เพราะว่าเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประชาชนเขาเลือกรัฐบาลประชาธิปไตยมาแล้ว แต่วันนี้ด้วยพลังของอำมาตยาธิปไตยได้ผลักดันให้เกิดรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย เกิดรัฐบาลมิจฉาธิปไตย รัฐบาลอนาธิปไตย ซึ่งผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลระเบิดเวลา ซึ่งขณะนี้ชนวนได้จุดขึ้นแล้ว จากรัฐมนตรีที่บอกว่าการบุกยึดสนามบินแห่งชาติสนุกมาก ดนตรีเพราะ อาหารอร่อย แต่คนไทยทั้งประเทศ คนต่างชาติที่เดือดร้อน ไม่มีใครสนุกกับคุณด้วย
และขอฝากคำถามไปถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ตอบด้วยนะครับว่า การบุกยึดสนามบินแห่งชาติ เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามหลักนิติรัฐและนิติธรรมหรือไม่ เพราะท่านเคยประกาศไว้ว่า รัฐบาลของท่านยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม แล้วคนที่บุกยึดสนามบินเมื่อไรคุณจะไปจับครับ?
///////////////////////////
แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทำลายระบอบ“อนาธิปไตย” ( คอลัมน์ : Cover story )
ที่มา ประชาทรรศน์
ตอนนี้เราได้รัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นรัฐบาลอนาธิปไตย ก็อยากจะยกเอาข้อความบางส่วนของการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
“ผมขอยืนยันว่าในฐานะรัฐบาลนี้จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้ใครนำมาขัดแย้ง หรือดึงลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง”
จริงไหมครับ? ไม่อย่างนั้นจะมี “มาร์ค ม.7 หรือ?” มาดูข้อความต่อไป
“หน้าที่เบื้องต้นของผมคือ การยุติการเมืองที่ล้มเหลว ที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งภาคแบ่งสีของประเทศในขณะนี้ ผมจะขจัดการเมืองที่ล้มเหลวออกไป นำความสมัครสมานสามัคคีกลับมา อาศัยความยุติธรรมนำหน้า”
จริงไหมครับ? การเมืองที่ล้มเหลวก็คือการเมืองที่เริ่มต้นโดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ใช่หรือไม่?
“รัฐบาลภายใต้การนำของผม จะยึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ เคารพความเสมอภาค...ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็นต้นแบบของการพัฒนาไปในวิถีทางประชาธิปไตย”
จริงไหมครับ? สิ่งเหล่านี้ที่นายอภิสิทธิ์พูด เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2551 แล้ว ท่านสุจิตต์ วงษ์เทศ ศิลปินแห่งชาติ ท่านได้เขียนบทกลอนลงในมติชน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2551 ไว้ว่า...
“ดีแต่พูด good but mouth ก็เท่านั้น
การเมืองเก่าเน่าสนั่นเสนอหน้า
สนามการเมืองใหม่ยังไม่มา
เสียเวลาดีแต่พูด good but mouth”
จากบทกลอนนี้จะเห็นได้ว่า ท่านสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษในการแต่งบทกลอน แต่คงอาจจะเห็นว่านายกฯ อภิสิทธิ์ จบมาจากอังกฤษ เลยใช้คำภาษาอังกฤษในการแต่งกลอน แต่ยังคงสำนวนไทยไว้ ซึ่งก็ได้สรุปเกี่ยวกับการเกิดรัฐบาลนี้ และการออกมาให้คำมั่นสัญญาของคุณอภิสิทธิ์ จะเห็นได้ว่ามันเป็นสิ่งที่น่ากลัว และเราคงไม่อยากให้คนที่ “มือถือสาก ปากถือศีล” พูดอย่างแล้วทำอีกอย่าง ขึ้นมาปกครองประเทศ
เพราะฉะนั้น องค์กรต่างๆ ของเราที่ร่วมประชุมกัน จึงเห็นพ้องต้องกันว่า เราน่าจะนำเรื่องราวต่างๆ ที่องค์กรของเราได้รวบรวมไว้ไปนำเสนอต่อเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทยได้รับทราบเรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้ โดยเนื้อหาที่เราจะส่งให้กับเอกอัครราชทูตของประเทศต่างๆ ที่เคารพในระบอบประชาธิปไตยจะมีข้อความดังนี้
“ฯพณฯ คงจะทราบแล้วว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีคณะรัฐมนตรีที่ประกอบด้วย
1.บุคคลที่สนับสนุน หรืออยู่เบื้องหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
2.บุคคลที่อยู่เบื้องหลังการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินแห่งชาติทั้ง 2 แห่ง
3.บุคคลที่ไม่มีความรู้ในการบริหารประเทศ แต่กลับได้ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นเครือญาติหรือพรรคพวกของนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง
4.บุคคลที่เป็นตัวแทนของอิทธิพลมืด ที่อยู่เบื้องหลังอำมาตยาธิปไตย และตุลาการธิปไตย ที่เฟื่องฟูขึ้นในช่วงหลังการรัฐประหารปี 2549 จนประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าปราศจากหลักนิติรัฐ และนิติธรรม ฯลฯ
นี่คือสิ่งที่เราต้องการย้ำเตือนให้กับบรรดาทูตของนานาอารยประเทศที่ยึดมั่นในระบอบระชาธิปไตยทราบ เพื่อให้เขาตระหนักว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้มาตามครรลองของประชาธิปไตย แต่มาด้วยอำนาจมืด อำนาจนอกกฎหมาย โดยเฉพาะอำนาจสีเขียว
สำหรับทางออกของรัฐบาลชุดนี้ ผมขอนำข้อเสนอของ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่เสนอไว้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2551
ข้อที่ 1.เราจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ยกเลิกฉบับหรือมาตราที่เป็นมาตราเสนาธิปไตย ที่ผสมปนเปื้อน ที่ร่างขึ้นมาโดยเนติบริกรและรัฐศาสตร์บริกร (หรือบ๋อย) ที่ต้องการพิทักษ์ไว้เพื่อระบอบอนาธิปไตย อันเป็นการปกครอง “ของอภิชน โดยอภิชน และเพื่ออภิชน” เราต้องไม่เอา และต้องไม่มี ส.ว. โดยบัญชีรายชื่อ และการสรรหา เราต้องไม่เอากฎหมายยุบพรรคการเมือง ใครทำผิดถูกยุบไป ถูกตัดสิทธิไป ยุบคน ยุบนักการเมือง ไม่ใช่ยุบพรรค เราต้องไม่เอาสัดส่วนการมีสิทธิมีเสียงที่ล้าหลังอย่าง 30 : 70 หรือแม้แต่ถอยหลังกลับไปใช้สูตร 50 : 50 เหมือนในอดีตปี 2475 แต่เราต้องยืนหยัดในหลักสากลของนานาอารยประเทศว่า 1 คนต่อ 1 เสียง
ข้อที่ 2.เราต้องทำให้อำนาจตุลาการกลับคืนสู่เหย้า กลับไปสู่ศักดิ์ศรี และความศักดิ์สิทธิ์ยุติธรรม เราต้องไม่ให้ศาลถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในลักษณะตุลาการธิปไตย และเราต้องไม่เอาส่วนเกินของระบบ โดยที่เราต้องยุบศาลรัฐธรรมนูญ
ข้อที่ 3.เราต้องแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้กฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเราต้องทำให้เป็นสถาบันสูงสุด ทรงไว้ซึ่งพระคุณเช่นนานาอารยประเทศ เราต้องช่วยกันไม่ให้สถาบันกษัตริย์ถูกนำไปใช้ ไปอ้าง ในการต่อสู้ในทางการเมือง อย่างเช่นในอดีต สมัย ท่านปรีดี พนมยงค์ หรือสมัย 6 ตุลาคม 2519 และที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
///////////////////////////////


