WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 12, 2009

การเลือกตั้งมีแพ้ชนะ ผมไม่คิดอะไรมาก พวกอำมาตย์ฯ เอาศรัทธาแลกมาขนาดนั้น ไม่ชนะก็แปลกล่ะ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



ผลการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. ออกมาแล้ว แม้ว่าจะไม่เป็นทางการ คุณแซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี ก็มาเป็นอันดับสอง ตามฐานคะแนนเสียงเดิมที่คุณประภัสส์ได้ไป ก็แพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ไปตามที่โพลต่างๆ ออกมา

ส่วนการเลือกตั้งซ่อม สส.เขตทั้ง 29 เขตนั้น ปรากฎว่า พรรคชาติไทยพัฒนาได้ 10 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 7 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 5 ที่นั่ง พรรคประชาราช 4 ที่นั่ง และพรรคเพื่อแผ่นดิน 3 ที่นั่ง

พรรคเพื่อไทย ได้มา 5 ที่นั่งเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตรคือพรรคประชาราช ได้มา 4 ที่นั่ง รวมเป็น 9 ที่นั่ง ก็ถือว่าไม่ได้แพ้มากมายอะไรนัก

อย่างน้อยเราก็ยังรักษาระบบเลือกตั้งเอาไว้ได้

ที่จริงการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้นำพรรคพลังประชาชน /ไทยรักไทย โดนกำจัดออกไปมากมายขนาดนั้น ต้องส่งผู้สมัครแถว 3 เข้าต่อสู้กับอิทธิพลทุกอย่างของพวกอำมาตย์ฯ + ศักดินา หากเรายังชนะอยู่อย่างถล่มทลายคงเป็นเรื่องแปลกมาก แต่เราก็แพ้ไม่มากมายนัก

สถานการณ์สงครามยังอยู่ในขั้นยันกันทางยุทธศาสตร์ ผลัดข้างให้ฝ่ายโน้นเป็นรัฐบาล ให้ประชาชนได้ลิ้มลองรัฐบาล "สายอำมาตย์อุปถัมป์” บ้าง " ประเทศชาติจะเข้าสู้ยุค "พระศรีอาริยเมตไตย" โดยการบริหารของรัฐบาลอำมาตย์ฯ อุปถัมป์ได้ไหม หรือย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมของปี 2530-2540 ได้หรือไม่

ถึงอย่างไร เมื่อยังคงมีการเลือกตั้งอยู่เราก็ยังสามารถกลับมาสู้ได้อีกครั้ง พวกเขาจะใช้อิทธิพลมืดเอาชนะได้ตลอดไปก็ให้มันรู้ไป หากเขาใช้ "นโยบายแบบอำมาตย์" ยังสามารถสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนได้ ผมก็โอเคไม่ว่าอะไรกัน

แต่หากพวกเขาพลาดเมื่อไหร่ ก็ล้มทั้งกระดานแน่ และผมเชื่อว่านี่คือ "การพนันครั้งสุดท้าย" ของพวกเขา โดยส่งนายอภิสิทธิ์ เข้ามาเป็น "ผู้บริหารให้ประชาชนได้เห็นว่าลัทธิศักดินาอำมาตย์ฯ" นั้นมีประสิทธิภาพสร้างความกินดีอยู่ดีได้ขนาดไหน หากทำไม่ได้คือ การล้มทั้งกระดาน ตอกตระปูให้ประชาชนถึงเห็นความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลแบบนี้ หลังจากทำลายบ้านเมืองมากว่าสามปี เพื่อให้ได้มีโอกาสบริหารบ้าง

ผมมองว่านี่คือ "การดิ้นยุคท้ายๆ ของพวกเขาแล้ว" ศรัทธาของ "ใครบางคน" ต้องเอาไปเป็น "เชื้อเพลิงขับเคลื่อนให้รัฐบาลอภิสิทธิ์" อยู่ได้ นับว่าเป็นการใช้ศรัทธาที่เปลืองและสูญเปล่าเป็นอย่างยิ่ง ศรัทธาที่สร้างกันมานานหลายทศวรรษ ต้องเอามาค้ำบัลลังค์ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมไม่คิดว่ามันจะคุ้มสำหรับพวกเขา แต่มันคุ้มกับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างยิ่งที่ทำให้ประชาชน หูตาสว่างกันทั่วประเทศ

หากนายอภิสิทธิ์ สามารถบริหารประเทศได้ดีเทียบเท่านายกฯทักษิณ พวกเขาก็ชนะอย่างแน่นอนครับ หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ล้มเหลวในการบริหารประเทศทำได้ไม่เท่ารัฐบาลทักษิณ ก็ตายยกรังแน่นอน

ยิ่งนานพวกเขายิ่งแก่ และหมดอำนาจชี้นำไปเรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าเขาหมดอำนาจชี้นำสังคมไปแล้ว ยากที่จะสร้างศรัทธาที่สูญเสียไปแล้วกลับคืนมาได้ด้วยการโปรประกันดา พวกเขาจึงเหลือเพียง "อิทธิพล" แบบเจ้าพ่อเท่านั้น

แต่เมื่อบารมี+ศรัทธา หมดไปแล้ว อิทธิพลจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ ไม่เคยมีเจ้าพ่อที่ไหนสามารถครอบงำชาวบ้านได้ตลอดไปหรอกครับ

จะเอามาเป็นต้นทุนหาเสียงในอนาคตได้หรือไม่ จะชนะเลือกตั้งด้วยวิธีการใช้อิทธิพลอำนาจมืดได้ทุกครั้งหรือไม่ ก็ลองเสี่ยงดูกันสักตั้ง

ผมรอได้ครับ อย่างน้อยพวกเขาก็ใกล้ตายกันแทบทุกคนแล้ว

ที่จริงเมื่อดูผลการเลือกตั้งแล้ว พวกเขาก็ชนะไม่มากเท่าไหร่ในภาคอีสาน เพราะพรรคเพื่อไทย ไม่ค่อยมีตัวลงแข่งแล้ว พรรคประชาราช ที่มีตัวอยู่ และเป็นฝ่ายค้านก็ได้มาพอสมควร มีเพื่อแผ่นดินแย่งมาได้บ้าง

ส่วนที่เขตที่ ปชป. ได้เสียงเพิ่มขึ้นมาก็เป็นของพรรคชาติไทยเดิมเสียเยอะ และอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่จร ไมใช่ของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว แม้ในบางเขต ปชป. จะแย่งมาได้จากพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่ก็เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีตัวเด่นๆ ส่งแล้วนั่นเอง

สรุปแล้วแนวโน้มโดยรวม คะแนนยังตรึงกันได้อยู่ หากพรรคเพื่อไทย มีตัวบุคคล และมีความพร้อมมากกว่านี้ ไม่อยู่ในช่วงระส่ำระสาย ก็น่าจะแย่งคืนได้ไม่ยาก

สถานการณ์ยังอยู่ในขั้นยันกัน

ที่จริงการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย มีจุดอ่อนมากกมาย หัวหน้าพรรคก็ยังโนเนมอยู่ ประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร

ผู้อาวุโสในพรรคก็เหลือ ดร.เฉลิม อยู่บำรุงคนเดียว

และเพราะต้องรีบด่วนฉุกละหุก คนที่สมัคร อาจไม่ได้ครบ 90 วัน ถูกแกนนำเก่าทรยศ ถูกกระทำอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ควรทำหลังจากนี้คือ การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ปรับปรุงพรรคให้เข็มแข็ง สร้างเครือข่ายฐานเสียงให้หนาแน่น

สรุปเราสู้แบบฉุกละหุกเช่นนี้ ก็ยังไม่ได้แพ้ยับเยิน ก็โอเคครับ

สู้กับเจ้าของประเทศ ยังทนมาได้ถึงยกนี้ ก็นับว่าสุดยอดแล้วครับ

พวกเขาบางคนอาจท้อถอย คิดว่าพวกอำมาตย์ฯ จะครองเมืองได้ตลอดไป และฝ่ายประชาธิปไตยคงพ่ายแพ้อย่างแน่นอน สำหรับผมแล้วคิดว่าไม่มีประเทศไหน ที่สังคมจะถอยหลังกลับไป สังคมต้องพัฒนาไปข้างหน้า ไม่มีทางย้อนหลังกลับและหยุดนิ่งอยู่กับที่ สังคมที่หยุดนิ่งสุดท้ายก็จะถูกทำลายไป

ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเราก็คงยังอยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยไม่ก้าวมาถึงวันนี้หรอก

วันนี้พวกเขา "ต้องเอาพลังทุกอย่างมาสู้กับฝ่ายประชาธิปไตย" กว่าจะตั้งรัฐบาลที่พิกลพิการของนายอภิสิทธิ์ได้ ก็ทุลักทุเล จนต้องแลก "ศรัทธา" ไปเกือบหมดสิ้น

สังคมจะอยู่อย่างนี้ได้ตลอดไปหรือ "ศรัทธา" จะมีเหลือให้แลกต่อไปได้อีกหรือ อีก 5 ปีข้างหน้า พวกเขาจะยังสู้ได้ต่อไปอีกหรือ สิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะยังใช้อิทธิพลศาลทำลายคู่ต่อสู้ได้ตลอดไปอีกหรือไม่

การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการเดิมพันกันระหว่าง "ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์+ Welfare state (ที่พวกโน้นเรียกประชานิยม) กับระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง + ทุนนิยมล้าหลัง ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะมีแต้มต่อในการพนันครั้งนี้

ที่จริงพวกเขาก็ไม่ได้ชนะแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้ "อำนาจมืดผ่านตุลาการภิวัฒน์ " ก็เลยดูเหมือนว่าจะชนะ" แต่คนตัดสินในขั้นสุดท้ายก็ยังคือประชาชน ตอนนี้อยู่ระหว่างสมัยเลือกตั้ง ประชาชนจำนวนมากยังไม่อาจตัดสินได้ ก็ต้องรอไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหญ่

หากพวกเขาชนะเลือกตั้งใหญ่แบบถล่มทลาย ผมถึงจะถือว่า "ฝ่ายประชาธิปไตยอ่อนแรง" ลงอย่างแท้จริง

แต่นี่ "แก่นแท้" คือการเลือกตั้งยังไม่ได้โดนทำลายไป "อำนาจประชาชน" ยังคงอยู่ และเป็นตัวชี้ขาด

ตอนนี้พวกเขาใช้ "คาถาสะกดที่มาอย่างยาวนาน" เท่านั้น แต่คนก็ตาสว่างมากขึ้น สุดท้ายพวกเขาก็ไม่เหลืออะไรที่จะสู้ต่อไปอีก

ผมว่าภาพที่เลวร้ายที่สุด หากพวกอำมาตย์ฯ ชนะคือ การเมืองกลับไปอยู่เหมือนการเมืองช่วงปี 2530-2540 ที่เป็นการเมืองระบบหลายพรรค โดยมีพรรคเพื่อไทยกับ ปชป. เป็นพรรคใหญ่เหมือน ๆ กัน แล้วก็มีพรรคขนาดกลาง เพิ่มขึ้นอีก 2-3 พรรค
หากเป็นอย่างนี้ก็โอเค หากคนไทยพอใจแค่นี้ ก็คงไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้

สรุปคือใครยังศรัทธาระบบทุนนนิยมโลกาภิวัฒน์+รัฐสวัสดิการ ก็เลือกพรรคเพื่อไทย ใครชอบระบบเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเติบโต มีทุนธนาคารเป็นใหญ่ ก็เลือก ปชป. ถึงอย่างไร พรรคเพื่อไทยกับ ปชป. ก็คงโตพอ ๆ กัน โดยเพื่อไทย โตมากกว่า มีเสียงประมาณ 200 เสียง หากพวกอำมาตย์ฯ ไม่ใช่อิทธิพลเถื่อน การเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคเพื่อไทย ก็มีแนวโน้มที่จะได้ตั้งรัฐบาลอีกเหมือนเดิม

นี่คือภาพที่ควรจะตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

ส่วนพรรคเพือนเนวินบวกสมศักดิ์ก็ได้ประมาณ 60-70 เสียง ข้างไหนให้มากกว่าก็ไปข้างนั้น

ผมว่านี่คือภาพความเป็นไปได้สูงสุดแล้วครับสำหรับทุกฝ่าย หากประชาชนไม่หันกลับมาเลือกพรรคใหญ่พรรคเดียวเหมือนเดิม แบบยุคทักษิณ

ปัญหาสำคัญสำหรับพวกอำมาตย์คือ หากพรรค ปชป. หรือพรรคเพื่อไทย พรรคใดได้เสียงเกินครึ่งก็จะมีปัญหากับ "อำมาตย์+ศักดินา ทันที เพราะโดยธรรมชาติ พรรคที่ได้เกินครึ่ง อำนาจต่อรองจะสูงสุด และยากที่ใครจะเข้าไปแทรกแซงได้ โดยสรุปแล้วอิทธิพลและบารมีของระบอบอำมาตรยาธิปไตยก็ลดลงไปอยู่ดี

เพียงแต่ว่าช่วงนี้เกิดการย้อนกลับด้วยอำนาจมืดเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ทักษิณ บุรุษผู้โง่เขลา เบาปัญญา

ที่มา thaifreenews

โดย ...หนุมานมาเอง

บุคคล คนนี้ ประสบความสำเร็จในชีวิตในด้านการงานรวยมีเงินเป็นหมื่นๆล้าน แต่ก็ยังอยาก ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น หรือรักษาธุรกิจ ตัวเองไว้ก็มิทราบได้ แต่การที่เขาก้าวเข้าสู่การเมือง ก็ประกาศสงครามกับคนชั่วๆ ทั้งหลายในชาติบ้านเมือง ซึ่งก่อให้เกิด ผลกรรม ที่กระทำในภายภาคต่อมา โดยนโยบายแต่ละอย่างที่ออกมานั้นผู้ที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งหากินกับรากหญ้า หรือผู้ที่อ่อนแอกว่านั้น ได้สูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัวไปมากมาย

1. ประกาศสงครามกับยาเสพติด นโยบายนี้เมื่อเริ่มดำเนินการ ก่อให้เกิดผลดีแก่ชาติ มหาศาล จากที่ประชาชน เยาวชน ที่ติดยาบ้า มีข่าวจี้ตัวประกันรายวัน พาดหัวหนังสือพิมพ์ อยู่ทุกวัน กลายเป็นการฆ่าตัดตอน โดยฝ่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ หรือ พวกเดียวกันเอง ซึ่งก็ไม่มีใครทราบได้ แต่ก็โดนใส่ร้ายโดย นักสิทธิมนุษยชนว่า โดนฆ่าตัดตอนโดยฝ่ายรัฐบาล แต่ก็โดนประชาชนตบหน้า โดยการสำรวจว่าพอใจในนโยบายและการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลเป็นอันดับ 1 ตลอดการบริหารงานของรัฐบาลแม้ว 1

2. ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งงานนี้ ผู้มีอิทธิพล ในประเทศไทย ก็ไม่มีใคร นอกจากพวกที่มีสีทั้งหลาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้ง ตร ทห ขรก ที่มีอำนาจอยู่ในมือและ ใช้อำนาจโดยมิชอบเป็นผู้เสียหายจากนโยบายนี้ อย่างมาก
จึงก่อเกิดให้มีการปฏิวัติตามมา ในยุคนี้ซึ่งไม่น่าจะมีเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเลยในประเทศไทย

3. จัดระเบียบสังคม งานนี้ต้องยกนิ้วให้กับ รตอ.ปุรชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ที่ดำเนินการจัดระเบียบสังคมให้กับเมืองไทย กับสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ที่มอมเมาเยาวชน ที่ปล่อยปะ ละเลยมานานปล่อยให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปเที่ยว มัวเมากับอบายมุขชนิดนี้ ซึ่งผู้ที่เสียหายจากนโยบายนี้กว้างขวางทั้ง ผู้มีอิทธิพลที่มีสีทั้งหลายที่เรียกเก็บ หัวคิวจากร้านที่อนุญาตให้เปิดเกินเวลา และให้เด็กอายุน้อยเข้า ซึ่งพวกนี้ คุมโดยสีกากี และสีเขียว เสียหายกันมาก


4. 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นนโยบายที่ทำให้หมอที่เปิดคลีนิกเสียหายกันอย่างมาก และการที่จะออกหมายให้หมอสั่งจ่ายยาได้อย่างเดียว ไม่สามารถ ขายยาได้ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ กลุ่มชนชุดสีขาวที่มีรายได้จากส่วนนี้ ต่อต้าน

5. หวยบนดิน ปฎิเสธไม่ได้ว่า หวยใต้ดินนั้นอยู่คู่เมืองไทยมานานไม่มีใครปราบได้ แต่มายุติ ในยุคของนายกคนนี้ ผู้ที่เสียผลประโยชน์ซึ่งมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านต่อปี ย่อมไม่พอใจท่านเป็นธรรมดา เจ้ามือหวย รวมทั้งสีกากีที่มีผลประโยชน์ในด้านนี้ด้วย ก็จะรุมจวกท่านเป็นธรรมดา

6. กองทุนหมู่บ้าน -SME -แปลงสินทรัพย์เป็นทุน การให้เงินหมู่บ้านละล้านและให้ประชาชนจัดการกันเอง การปล่อยกู้ให้ SME ต่างๆ การแปลงสินทรัพย์แผงค้า ร้านเล็ก ให้สามารถกู้ได้กับ ออมสิน เป็นการตัดรายได้ของ ผู้ให้กู้นอกระบบ ที่เอาเปรียบคนจนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งคนพวกนี้ก็จะอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ที่มีฐานะ และทำนาบนหลังคน เป็นอาชีพ อยู่แล้ว ย่อมเกลียดท่านเป็นธรรมดา

7. จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในการกำหนดราคายางกับ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ท่านโดนแน่จากผู้เสียประโยชน์ พ่อค้าคนกลางที่กดราคายางไว้มานาน และช่องทางการหากินจากข้าราชการและนักการเมืองที่ หากินกับยางมาช้านาน

8. ปฏิรูปราชการ จากนโยบายนี้ "เช้าชาม เย็นชาม" เริ่มไม่มีเห็นในระบบราชการไทย ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่เราไปติดต่อสถานที่ราชการ จะรวดเร็วและสะดวกขึ้นกว่าเดิม งานนี่ข้าราชการที่ไม่สามารถ หารายได้จากการเรียกผลประโยชน์จากการติดต่อ เงินใต้โต๊ะก็หายไปเยอะ เช่นการประมูลเลขสวย เที่ยวนึงๆ ได้เงินประมูลเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ผลประโยชน์นี้ คนที่เคยได้ก็ต้องไม่พอใจเป็นธรรมดา

9. สนามบินสุวรรณภู ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า เมื่อมีการย้ายสนามบินไปจากดอนเมือง กลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์นั้นคือใคร ที่อยู่แถวดอนเมือง กลุ่มมาเฟีย อิทธิพลต่างๆ รายได้หดหายไปเยอะ มาก จึงต้องมีมาตรการย้ายเที่ยวบินในประเทศกลับมาดอนเมืองอีก

ยังมีอีกมากมายที่บุรุษที่โง่เขลาคนนี้ ได้สร้างศัตรูไว้อีก ซึ่งเป็นการสร้างความเจ็บแค้นให้กับพวกเขา แต่ยังไงก็แล้วแต่ บุรุษผู้นี้กลับสร้างคุณประโยชน์ ให้กับรากหญ้าที่มีจำนวนมากกว่า ผู้ที่เสียประโยชน์อีกมากมาย จึงทำให้เขาครองใครรากหญ้าที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบาย ทำให้รากหญ้าได้ลืมตาอ้าปากบ้าง แม้จะไม่มากในสายตาคนที่พอจะมีกินหรือเศรษฐีต่างๆ แต่มันก็เพียงพอสำหรับเขา รากหญ้าผู้ด้อยโอกาส ในสังคมไทยที่โดนกดหัวเพราะความด้อยโอกาส ของเขามานาน

"และถึงแม้คุณ จะเป็นบุรุษที่โง่เขลา ที่สร้างแต่ศัตรูทั่วประเทศ กับคนชั่วๆ แต่ยังไง คุณก็เป็นผู้บริหารคนหนึงที่ผมยกให้ว่าเป็น นายก ที่ปฎิรูป ให้ประเทศไทยได้ก้าวเดินไปข้างหน้า อย่างเป็นรูปธรรม และประสบผลสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่เป็นมา "

ที่มา : [url]http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=21817 [/url]


จากคุณ : หนุมานมาเอง

--------------------

อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ
โยคสฺมิญฺจ อโยชนํ
อตฺถํ หิตฺวา ปิยคฺคาหี
ปิเหตตฺตานุโยคินํ ฯ

พยายามในสิ่งที่ไม่ควรพยายาม
ไม่พยายามในสิ่งที่ควรพยายาม
ละเลยสิ่งที่เป็นประโยชน์ ติดอยู่ในปิยารมณ์
คนเช่นนี้ก็ได้แต่ริษยาผู้ที่พยายามช่วยตัวเอง

Exerting oneself in what should be shunned,
Not exerting where one should exert,
Rejecting the good and grasping at the pleasant,
One comes to envy those who exert themselves.

Sunday, January 11, 2009

สัมภาษณ์ จักรภพ เพ็ญแข TPBS 8/1/52 ช่วงที่ 4/4

ที่มา cbnpress

สัมภาษณ์ จักรภพ เพ็ญแข TPBS 9/1/52 ช่วงที่ 3/4

ที่มา cbnpress

สัมภาษณ์ จักรภพ เพ็ญแข TPBS 9/1/52 ช่วงที่ 2/4

ที่มา cbnpress

สัมภาษณ์ จักรภพ เพ็ญแข TPBS 9/1/52 ช่วงที่ 1/4

ที่มา cbnpress

ดูผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมส.ส.29เขต อย่างไม่เป็นทางการ พรรคร่วมรบ.โกยคะแนนเพียบ

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 11 มกราคม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กลาง จัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง รวม 29 คน ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทำให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่เป็น ส.ส.ต้องพ้นจากตำแหน่งไป ประกอบด้วย ลำปาง เขต 1, ลำพูน เขต 1, นครพนม เขต 1, อุดรธานี เขต 2 มหาสารคาม เขต 1, ร้อยเอ็ด เขต 2, อุบลราชธานี เขต 2, ศรีสะเกษ เขต 1 และเขต 2, บุรีรัมย์ เขต 2 และเขต 4, สระบุรี เขต 2, ลพบุรี เขต 1, อุทัยธานี เขต 1, สุพรรณบุรี เขต 1 และเขต 2, นครปฐม เขต 1, ราชบุรี เขต 1, สมุทรปราการ เขต 1, ฉะเชิงเทรา เขต 1, อ่างทอง เขต 1 และกรุงเทพมหานคร เขต 10 ปรากฏว่า บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบเหงา ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นตลอดช่วงเช้า

สำหรับผลการนับคะแนนที่ครบทุกหน่วย 100%แล้วแต่ยังไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย

นครพนม เขต 1 ปรากฎว่า นายสุริยา พรหมดี ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 48,083 เฉือนชนะ น.ส.สุมาลี พูลศิริกุล ผู้สมัครพรรคเพื่อเแผ่นดิน ได้ 46,876 คะแนน

บุรีรัมย์ เขต 2 นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ผู้สมัครพรรคประชาราช หลานนายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีตส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้ 84,673 คะแนน ทิ้งห่างนายจำรัส เวียงสงค์ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้ 41,903 คะแนน

บุรีรัมย์ เขต 4 นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ อดีตส.ส.ไทยรักไทย 2 สมัย ซึ่งคราวนี้ลงสมัครในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มี"กลุ่มเพื่อนเนวิน"หนุนหลัง ได้ 66180 คะแนน ทิ้งห่างนางเจติยา เลี้ยงผ่องพันธ์ พรรคชาติไทยพัฒนา ภรรยานายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธ์ อดีตส.ส.บุรีมย์หลายสมัย และกรรมการบริหารพรรคชาติไทย ได้ 55,524 คะแนน

ศรีสะเกษ เขต 1 นายสุตา พรมดวง ผู้สมัครพรรคประชาราช ได้ 72,693 คะแนน เฉือนชนะนางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา มารดาของนายสิริพงศ์ อดีตส.ส.ศรีสะเกษ กรรมการบริหารพรรคชาติไทย ได้ 64,687 คะแนน

ศรีสะเกษ เขต 2 น.ส.จิรวดี จึงวรานนท์ พรรคประชาราช ได้ 84,346 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งสำคัญ นางมาลินี อินฉัตร พรรครวมใจชาติพัฒนา อดีตส.ส.ศรีสะเกษ เขต 7 บุตรสาวของนางสุนีย์ อินฉัตร อดีตส.ว.ศรีสะเกษ ได้ 76,603 คะแนน

ร้อยเอ็ด เขต 2 นายปิยะรัช หมื่นแสน ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย เพื่อนสนิทของนายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้ 115,944 คะแนน ทิ้งห่างนางรัชนี พลซื่อ ผู้นสมัครพรรคเพื่อแผ่นดินภรรยานายเอกภาพ พลซื่อ ได้ 68,839 คะแนน

มหาสารคาม เขต 1 นายขจิตร ชัยนิคม ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย อดีตส.ส.อุดรธานี 3 สมัย ข้ามจังหวัดมาคว้าเก้าอี้ไปครอง โดยได้ 83,251 คะแนน เฉือนชนะนางกุสุมารวตี ศิริโกมุท พรรคเพื่อแผ่นดิน อดีตส.ส.เจ้าถิ่นตัวเต็งกับคู่แข่งสำคัญคือนายอภิราช บรรณารักษ์ ผู้สมัครพรรคประชาราช ที่ได้คะแนน 57,816 และ 52,716 ตามลำดับ

อุบลราชธานี เขต 2 นายอุดร ทองประเสริฐ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 85,122 คะแนน ทิ้งห่างนายสุขุมรัฏฐ์ สาริบุตร ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้ 52,950 คะแนน

อุบลราชธานี เขต 3 นางอุดร จินตะเวช ผู้สมัครพรรคชาตไทยพัฒนา ได้ 92,114 คะแนน เฉือนชนะนายกิตติพงษ์ เทียมสุวรรณ ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้ 74,189 คะแนน


ฉะเชิงเทรา เขต 1 นายณัชพล ตันเจริญ ผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 52,192 คะแนน ทิ้งห่างนายสิครินทร์ จันทรศร ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้ 42,013 คะแนน ซึ่งถือว่านายณัชพลได้รับชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้อย่างไม่เป็นทางการด้วยวัยเพียง 26 ปี


อุทัยธานี เขต 1 นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ได้คะแนนสูงสุด 84,940 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งคือนายกุลเดช พัวพัฒนกุล ผู้สมัครพรรคประชาราช ได้เพียง 31,878 คะแนน
นราธิวาส เขต 2 นายนิอาริส เจตาภิวัฒน์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 47,132 คะแนน ทิ้งห่างนายอับดุลอาซิ หามะ ผู้สมัครพรรคประชาราช ได้ 28,408 คะแนน


ลพบุรี เขต 1 น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วาณิชย์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 104,959 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งคือนายประสงค์ สอนมานะ พรรคเพื่อไทย ได้เพียง 41,352 คะแนน

สุพรรณบุรี ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ทิ้งคู่แข่งหายห่วงกวาดเรียบ 5 เก้าอี้

เขต 1 ประกอบด้วย นายนพดล มาตรศรี นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ และนายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง ได้ 153,789 คะแนน 148,016 คะแนน และ144,829 คะแนนตามลำดับ

เขต 2 ประกอบด้วย น.ส.พัชรี โพธสุธน ได้ 111,354 คะแนน และนายเจรจา เที่ยงธรรม ได้105,972 คะแนน

อ่างทอง เขต 1 นายภคิน ปริศนานันทกุล ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ลูกชายนายสมศักดิ์ ปริศนานันกุล ได้ 60,693 คะแนน ทิ้งห่างน.ส.พ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย คู่แข่งคนสำคัญจากพรรคเพื่อไทย ได้ 32,006 คะแนน

นครปฐม เขต 1 นายมารุต บุญมี พรรคประชาธิปัตย์ 104,490 คะแนน

สิงห์บุรี เขต 1 นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ 48,539 คะแนน

นราธิวาส เขต 2 นายนิอาริส เจตาภิวัฒน์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 47,132 คะแนน ทิ้งห่างนายอับดุลอาซิ หามะ ผู้สมัครพรรคประชาราช ได้ 28,408 คะแนน


ราชบุรี ปรากฏว่า หมายเลข 1 นายยศศักดิ์ ชีววิญญู พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนสูงสุด 148,373 คะแนน และ หมายลข 2 นายเดชา ตุลาธาร พรรคเพื่อไทย ได้ 37,834 คะแนน

---------------------------------------------------------------


ผลคะแนนเบื้องต้น การเลือกตั้งซ่อมทั้ง 29 เขต (อย่างไม่เป็นทางการ)


ภาคกลาง 10 ที่นั่ง

ฉะเชิงเทรา
เขต 1 หมายเลข 2 นายณัชพล ตันเจริญ พรรคเพื่อแผ่นดิน 52,192 คะแนน


นครปฐม
เขต 1 หมายเลข 1 นายมารุต บุญมี พรรคประชาธิปัตย์ 104,490 คะแนน


ปทุมธานี
เขต1 หมายเลข 1 นางชนากานต์ ยืนยง พรรคประชาราช

ราชบุรี
เขต 1 หมายเลข 1 นายยศศักดิ์ ชีววิญญู พรรคประชาธิปัตย์


ลพบุรี
เขต 1 หมายเลข 1 น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วาณิชย์ พรรคชาติไทยพัฒนา 104,920 คะแนน


สระบุรี
เขต 2 หมายเลข 1 นายองอาจ วงษ์ประยูร พรรคประชาธิปัตย์


สิงห์บุรี
เขต1 หมายเลข 1 นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ 48,539 คะแนน


สุพรรณบุรี
เขต 1 (3 คน)
หมายเลข 1นายนพดล มาตรศรี พรรคชาติไทยพัฒนา
หมายเลข 2 นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง พรรคชาติไทยพัฒนา
หมายเลข 3 นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ พรรคชาติไทยพัฒนา


เขต 2 (2 คน)
หมายเลข 1 น.ส.พัชรี โพธสุธน พรรคชาติไทยพัฒนา
หมายเลข 2 นายเจรจา เที่ยงธรรม พรรคชาติไทยพัฒนา

อ่างทอง
เขต 1 หมายเลข 1 นายภคิน ปริศนานันทกุล พรรคชาติไทยพัฒนา 60,693 คะแนน


อุทัยธานี
เขต 1 หมายเลข 1 นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 84,940 คะแนน


ภาคเหนือ (2 ที่นั่ง)

ลำปาง
เขต 1 หมายเลข 1 นายสมโภช สายเทพ พรรคเพื่อไทย


ภาคอีสาน(12 ที่นั่ง)


นครพนม
เขต 1 นายสุริยา พรหมดี พรรคเพื่อไทย
บุรีรัมย์
เขต 2 นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ประชาราช
เขต 4 นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ เพื่อแผ่นดิน


มหาสารคาม
เขต 1 นางกุสุมารวตี ศิริโกมุท พรรคเพื่อแผ่นดิน


ร้อยเอ็ด
เขต 2 นายปิยะรัช หมื่นแสน พรรคเพื่อไทย


ศรีสะเกษ
เขต 1 นายสุตา พรมดวง พรรคประชาราช
เขต 2 น.ส.จิรวดี จึงวรานนท์ พรรคประชาราช

สรุปคนกรุงใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯกทม.51.10%

ที่มา มติชนออนไลน์

ทวีวัฒนามากสุด-ดุสิตน้อยสุด

เมื่อเวลา 19.20 น. นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยตัวเลข และสถิติของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต ว่า มีผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 2,120,803 คน จากผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 4,150,103 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 51.10 โดยมีผู้ร้องเรียนทั้งหมด 14 เรื่อง

สำหรับเขตที่มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุด คือ เขตทวีวัฒนา มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 31,221 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ 53,364 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 58.51 อันดับ 2 ได้แก่ เขตพญาไท มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 30,984 คน จากผู้มีสิทธิ 55,296 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 56.03% อันดับ 3 เขตบางรัก มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 19,106 คน จากผู้มีสิทธิ 34,146 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 55.95% อันดับ 4 เขตลาดพร้าว มีผู้มาใช้สิทธิ 50,424 คน จากผู้มีสิทธิ 91,088 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 55.36% อันดับที่ 5 เขตสะพานสูง มีผู้มาใช้สิทธิ 34,631 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ 62,804 คน คิดเป็นร้อยละ 55.14

ส่วนเขตที่มีผู้มาใช้สิทธิน้อยที่สุด คือ เขตดุสิต มีผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 38,869 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ 84,610 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 45.94

ผลซ่อมสส.9เขตครบ100%ฝ่ายค้านชนะรัฐบาล5-4

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

หลายเขตนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ครบ 100 % แล้ว โดย เขต 10 กทม. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หมายเลข 3 พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นอันดับหนึ่ง 78,664 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครหมายเลข 1 นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ พรรคเพื่อไทย ได้ 57,105 คะแนน

จ.ร้อยเอ็ด เขต 2 ผู้สมัครหมายเลข 2 นายปิยะรัช หมื่นแสน จากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 116,241 คะแนน อันดับ 2 ผู้สมัคหมายเลข 1 นางรัชนี พลซื่อ จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้คะแนน 68,741 คะแนน อันดับ 3 นางสุนิดษา เวฏสุวัณ สังกัดพรรคความหวังใหม่ ได้คะแนน 2,524 คะแนน

จ.ศรีสะเกษ เขต1 หมายเลข 2 นายสุตา พรหมดวง จากพรรคประชาราชได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 โดยมีคะแนน 72,693 คะแนน ขณะที่เบอร์ 1 ผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนา นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ได้คะแนนเป็นอันดับสองด้วยคะแนนเสียง 64,687 คะแนน ส่วนผู้สมัครหมายเลข3 จากพรรคความหวังใหม่ นาย ไชยยงค์ รัตนวันได้คะแนนเป็นอันดับสาม คะแนน 27623 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ศรีสะเกษ ผู้สมัครหมายเลข2 จากพรรคประชาราช นางสาว จิรวดี จึงวรานนท์หมายเลข 2ได้คะแนน 80,833 คะแนน ส่วนนางมาลิณี อินฉัตรผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรค รวมใจไทยชาติพัฒนาได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ได้คะแนน73”473 คะแนน

จ.อุทัยธานี นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ หมายเลข 1 พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 84,709 คะแนน นายกุลเดช พัวพัฒนกุล หมายเลข 2 พรรคประชาราช ได้ 31,924 คะแนน มีบัตรผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 9,781 ใบ คิดเป็นร้อยละ 7.45 และมีบัตรเสีย จำนวน 4,251 ใบ คิดเป็น ร้อยละ 3.24

จ.ฉะเชิงเทรา เขต 1 นายณัชพล ตันเจริญ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้คะแนนรวม 52,192 คะแนน นำทิ้งห่างจากคู่แข่ง นายสิครินทร์ จันทรศร ผู้สมัครหมายเลข 3 จากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนตามหลังอยู่ที่ 42,013 คะแนน ส่วน นางสุธาทิพย์ ตันเจริญ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคประชาราช มีคะแนนรั้งท้ายอยู่ที่ 5,219 คะแนน ซึ่งถือว่านายณัชพล ตันเจริญ ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้อย่างไม่เป็นทางการด้วยวัยเพียง 26 ปี

จ.นครพนม นายสิริยา พรหมดี หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย ได้ 48,083 คะแนน คว้าชัยชนะ เหนือ นางสาวสุมาลี พูนศิริกุล หมายเลข 1 พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ได้ 46,876 คะแนน แบบเฉียดฉิว

จ.บุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ 2 นายจักรกฤษณ์ ทองศรี หมายเลข 1 พรรคประชาราช ได้ 48,643 คะแนน ชนะ นางจำรัส เวียงสงค์ หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย 14,014 คะแนน

ด้านเขตเลือกตั้งที่ 4 นายพีระพงษ์ เฮงสวัสดิ์ หมายเลข 3 พรรคเพื่อแผ่นดิน 66,180 คะแนน ชนะ นางเจติยา เลี้ยงผ่องพันธ์ พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ได้ 55,524 คะแนน

'เครือข่ายพลเมืองเน็ต'จวกรัฐอย่าแทรกแซงเสรีภาพสื่อฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

เครือข่ายพลเมืองเน็ตจับมือคปส.-เครือข่ายเสรีภาพฯแถลงย้ำจุดยืนปชช.ต้องมีส่วนร่วมดูแลสื่อฯ เตือนรัฐบาลอย่าจับเสรีภาพ สิทธิพลเมืองเป็นตัวประกัน

เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network: TNN) ร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (Freedom AgainstCensorship Thailand: FACT) จัดแถลงข่าวแสดงจุดยืน กรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการจับกุมปราบปรามเว็บไซต์และวิทยุชุมชน ในหัวข้อ “ขอรัฐอย่าจับเสรีภาพ สิทธิพลเมืองเป็นตัวประกัน” ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อพลเมืองของตนเอง ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

จากกรณี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติในการจับกุมปราบปรามสื่อเว็บไซต์และวิทยุชุมชนภายใต้เหตุผลความมั่นคงแห่งชาติ โดยการใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ)

นอกจากนี้ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้มีนโยบายเร่งด่วนในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ในลักษณะ WAR ROOM โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ทหาร ตำรวจ อัยการสูงสุด เพื่อติดตามเฝ้าระวังภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ไอซีทีมีแผนลงทุนโครงการเกี่ยวกับการดูแลเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม จำนวน 80 ล้านบาท อีกทั้งจะมีการดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อเพิ่มอำนาจในการดำเนินการให้กับกระทรวงไอซีที

สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ และบล็อกเกอร์ (www.fringer.org) สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวถึงจุดยืนของทางเครือข่ายว่า การก่ออาชญากรรมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ควรมีเสรีภาพในเรื่องนี้ แต่เสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน หรือการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้ ควรต้องมีการตั้งคำถามต่อรัฐในการดำเนินมาตรการปิดกันเว็บไซต์ถ้ามีเนื้อหาที่เป็นปัญหาเช่น การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คำถามแรกคือนิยามของเนื้อหาที่หมิ่นเป็นอย่างไร วิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จะเป็นอย่างไร กระบวนการดำเนินคดีจะต้องดำเนินการกับใคร

“เราสนับสนุนเสรีภาพในการสื่อสาร แต่ไม่สนับสนุน อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ประเด็นคือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ ไม่ใช่อาชญากรรม” สฤณีกล่าว

คนที่กระทำความผิดในกรณีเหล่านี้คือคนที่สร้างเนื้อหาหรือโพสข้อความ แต่การปิดกั้นเว็บไซต์ไม่ได้ทำให้มีการจับกุมคนที่กระทำความผิดได้ นอกจากนี้ยิ่งปิดคนยิ่งอยากดูอยากรู้ว่าเนื้อหาคืออะไร ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มจำนวนคนที่เข้าไปดูเว็บไซต์เป็นทวีคูณ ตรงนี้เป็นตัวอย่างผลพวงของการเซ็นเซอร์ที่เห็นมากมายในต่างประเทศ

“ถึงที่สุดแล้วก็ต้องถามว่าถ้าเป้าหมายของรัฐคือการกำจัดหรือลดทอนเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การปิดกันเว็บไซต์มันได้ผลจริงหรือ มันจะไม่ทำให้เกิดกรณีเว็บไซต์เลียนแบบจำนวนมากมายมหาศาลและคนเข้าไปดูเช่นนั้นหรือเปล่า” บล็อกเกอร์ชื่อดังกล่าว พร้อมเสนอว่าการไปให้พ้นจากความคลุมเครือ การสร้างความชัดเจน จึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้

ทั้งนี้ ควรมีการแยกแยะระหว่างคนสร้างเนื้อหากับคนเข้าถึงเนื้อหา เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นแค่ช่องทางที่คนใช้ในการติดต่อสื่อสารเท่านั้น ซึ่งรัฐต้องให้ความชัดเจนในเรื่องนี้

“ถ้าจะเปรียบเทียบการสร้างเนื้อหานอกโลกอินเตอร์เน็ตกับในโลกอินเตอร์เน็ต จะทำอย่างไรให้อยู่ในระนาบเดียวกัน รัฐจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าการพยายามจับกุมปราบปรามผู้สร้างเนื้อหาหมิ่นในอินเตอร์เน็ตจะกระทำได้แบบโลกนอกอินเตอร์เน็ต โดยไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร” สฤณีกล่าว

สฤณีกล่าวเน้นย้ำด้วยว่า ทางกลุ่มมีความต้องการผลักดันให้มีการแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีความคลุมเครือในหลายประเด็น แต่มาตรการปิดกันเว็บไซต์ที่ล่าสุดกระทรวงไอซีทีออกมาให้ข่าวว่าอยากจะกระทำได้เลยโดยไม่ต้องขอหมายศาลนั้น โดยส่วนตัวยอมรับไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นมาตรฐานสากลที่การปิดกันเว็บไซต์จะต้องผ่านกระบวนการศาล ซึ่งการปิดกั้นเว็บไซต์เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทันที เป็นเรื่องน่าเศร้าที่กระทรวงไอซีทีจะปรับปรุงให้แย่ลง

สุนิตย์ เชรษฎา สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวถึงกระบวนการปิดกันเว็บไซต์หมิ่นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจะปิดเว็บหมิ่นหรือไม่อย่างไร แต่คำถามคือมันสามารถปัญหาได้จริงหรือเปล่า เพราะอาจเป็นการเพิ่มขึ้นทวีคูณขึ้นไป เหมือนเป็นการขี้ช้างจับตั๊กแตน แต่กรณีนี้อาจเป็นขี่ช้างจับไวรัสหรือเชื้อรา ถือเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

การแก้ปัญหาควรทำทั้งกระบวนการ ให้นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้จริงๆ ถ้าหากกฎหมายไม่ชัดเจนหรือใช้ไม่ได้จริง อาจทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ หรือใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ใช้ข้อหาหมิ่นฯ เป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายกันโดยที่ไม่มีข้อเท็จจริง ซึ่งจะนำไปสู่วัฒนธรรมความกลัวของโลกออนไลน์

สฤณีกล่าวเสริมเรื่องการสร้างความหวาดกลัวในการบังคับใช้กฎหมายว่า ไม่ได้เกิดเพียงกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตโดยทั่วไป แต่มีผลกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ด้วย ตราบใดที่ยังมีความคลุมเครือในเรื่องของนิยามฐานความผิด และวิธีการปฏิบัติงานของรัฐ อาจทำให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเกิดความกลัวและเซ็นเซอร์ตัวเองไปก่อนโดยเกินเลยไป ซึ่งรังแต่จะทำให้เกิดผลเสีย

สุนิตย์กล่าวต่อมาว่า วันนี้เป็นโอกาสดีที่มีรัฐบาลใหม่ และวันนี้ก็เป็นวันเด็ก แทนที่จะพุ่งเป้าในเรื่องการจัดการเว็บหมิ่นเพียงอย่างเดียว ควรเน้นการสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้โดยการเปิดเวทีให้ประชาชน นักวิชาการ และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนของกฎหมาย ที่สำคัญรัฐควรมองเทคโนโลยีในทางบวกมากขึ้น และริเริ่มนโยบายเชิงสร้างสรรค์พัฒนา เช่น จะทำอย่างไรที่เมืองไทยจะมีไอซีทีที่เป็นฐานความรู้ระดับชาติ

CJ Hinke เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) กล่าวว่า ความพยายามของรัฐที่จะเซ็นเซอร์สื่ออินเตอร์เน็ตมีขึ้นในปี 1997 (พ.ศ.2540) ต่อมาในยุครัฐบาลทักษิณก็มีการปิดกั้น จนมาสู่ยุครัฐบาล คมช.ก็ได้เจริญรอยตาม อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีการทีปิดกั้นเว็บไซต์ไปเป็นจำนวนมาก ทั้งโดยกระทรวงไอซีที ตำรวจ และมีผู้ให้บริการระดับประเทศปิดกั้นอีกจำนวนมากซึ่งไม่รู้ว่ามากเท่าไหร่ นอกจากนี้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ทั่วประเทศยังดำเนินการปิดกั้นด้วยตัวเองด้วย ซึ่งไม่ทราบจำนวนแน่ชัด

ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การปิดเว็บไซต์ต้องมีคำสั่งศาล ดังนั้นการปิดเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ส่วนใหญ่ที่ไม่มีคำสั่งศาลก็ถือว่าผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงไอซีทีแถลงว่าได้ดำเนินการปิดกั้นเว็บไปแล้วกว่า 2,300 เว็บไซต์ และได้เตรียมการขออำนาจศาลให้มีการพิจารณาเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บเพิ่มอีก 400 เว็บไซต์ โดยอ้างว่าทั้งหมดเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่คิดว่าจำนวนที่ถูกปิดกั้นจริงๆ น่าจะมากกกว่าที่มีการแถลง

“เราน่าจะมองเรื่องหมิ่นฯ ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง” CJ กล่าว พร้อมแสดงความเห็นว่า เว็บไซต์ คนๆ เดียวก็สร้างๆได้ เพราะฉะนั้นจะเชื่อได้หรือเปล่าว่า ทั่วโลกมีคน 2,300 คน มุ่งแต่ที่จะสร้างเนื้อหาที่หมิ่นฯ ซึ่งคงไม่น่าเป็นไปได้ และคิดว่าเป็นไปได้ยากที่สถาบันกษัตริย์ของไทยที่มีความมั่นคงมายาวนานจะเป็นอันตรายจากการสร้างเว็บไซต์ของคนธรรมดา

CJ กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อมาว่า การที่กระทรวงไอซีที ประกาศว่าจะสร้าง War room คล้ายกับนโยบาย ประกาศสงครามอื่นๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกรวมทั้งรัฐบาลไทยเคยประกาศใช้ เช่น ส่งครามต่อต้านการก่อการร้าย ส่งครามต้านยาเสพติดในประเทศไทย ซึ่งสงครามเหล่านี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่ แต่ให้ผลก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัวในหมู่ประชาชน

“เรามั่นใจไม่ได้ว่า ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตำรวจจะมาเคาะประตูบ้านตอนตีสี่ แล้วแจ้งข้อหา หลังจากที่เราเข้าไปดูเว็บไซต์ที่เราไม่รู้ว่าถูกหรือผิดกฎหมายหรือเปล่า” ตัวแทน FACT กล่าว

CJ กล่าวอีกว่า ในประเทศประชาธิปไตยทุกแห่ง กระบวนการยุติธรรมของศาล เป็นกระบวนการที่โปร่งใส และเปิดเผย อย่างไรก็ตามกระบวนการขอคำสั่งศาลของไอซีทีที่ผ่านมา ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และประชาชนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์ก่อนที่ศาลจะสั่งปิด ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานวิชาการและพลเมือง ถือว่ารัฐทำเรื่องนี้อย่างลับๆ โดยต้นทุนประชาชนเป็นคนจ่าย ซึ่งคิดว่าเงินจำนวนนี้น่าจะไปทำอย่างอื่นได้ดีกว่า เช่น เอาไปดำเนินงานสร้างความสมานฉันท์ สร้างสันติภาพในภาคใต้ หรือการสร้างการศึกษาบนอินเตอร์เน็ต

ความไร้ประสิทธิผลของการปิดกั้นเว็บไซต์ จริงแล้วที่ผ่านมามีลิสต์ทีไอซีทีปิดกั้น แต่ก็มีการหลุดลอดออกมาสู่สาธารณะได้ และมีการเผยแพร่เครื่องมือที่สามารถหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ ทำให้คนที่สนใจอยากรู้พอสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นได้อยู่ดี

“การประกาศทำ War room หมายความว่ากระทรวงไอซีทีพยายามทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะทางสงคราม ซึ่งที่ผ่านมาคิดว่าเรามีความขัดแย้งมากพอแล้วในประเทศ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ข้อมูลต่างๆ ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสรีเราจะได้พยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะว่าถึงที่สุดแล้วการปิดกั้นอินเตอร์เน็ตมันไม่สามารถคุ้มครองปกป้องสถาบันได้” CJ กล่าว

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และยังเป็นสมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวตั้งคำถามในเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและแนวนโยบายต่อการที่ไอซีทีมีแผนลงทุนโครงการเกี่ยวกับการดูแลเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม จำนวนกว่า 80 ล้านบาท ว่า การใช้งบประมาณหลายสิบล้านมาแก้ปัญหานี้ในภาวะที่สังคมมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องการการช่วยเหลือ ถือเป็นเรื่องที่สอดคลองหรือไม่ และจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า

สุภิญญา กล่าวต่อมาโดยยืนยันว่า รัฐจะต้องแยกระหว่างอาชญากรรรมทางคอมพิวเตอร์ออกจากสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร โดยสนับสนุนให้ใช้กฎหมายในการปราบปรามคนทำเว็บล่อลวง การโพสภาพโป๊เปลือยเด็กที่ไม่ได้เต็มใจ การโพสคลิป แอบถ่าย การเป็นแฮคเกอร์ การลักลอบใช้ข้อมูล เช่น เรื่องบัตรเครดิตต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ แต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

“ถ้ารัฐจะเดินหน้าจะปราบปรามอย่างจริงจัง สังคมไทยคงต้องเตรียมการพิเศษมากๆ อาจต้องมีศาลเฉพาะที่มาพิจารณาในเรื่องนี้ อาจต้องสร้างเรือนจำเพิ่ม เพื่อรองรับเรื่องนี้ เพราะจะมี Cyber-dissidents หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐแล้วแสดงในโลกไซเบอร์มากขึ้นจนจับกุมไม่หวาดไม่ไหว” สุภิญญากล่าวถึงผลกระทบของแนวนโยบายต่อสิทธิพลเมือง

สุภิญญากล่าวต่อมาว่า แนวโน้มนี้น่าห่วงในประเทศที่ประชาธิปไตยอ่อนแอ ตามสถิติ ของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalist: CPJ) ซึ่งเป็นองค์กรสื่อในระดับสากล ระบุว่าปัจจุบันกว่า 45 % ของนักข่าวที่ถูกขังคุกเป็นนักข่าวออนไลน์ ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าต่อไปประเทศไทยอาจจะไปแข่งขันทำสถิติกับอีกหลายประเทศว่าแต่ละปีจะมีประชาชนที่ต้องติดคุกเพราะแสดงออกขัดต่อผู้มีอำนาจรัฐในโลกออนไลน์กี่คน

ถือเป็นเรื่องไม่โสภานักสำหรับภาพลักษณ์ประเทศ และจะไม่ส่งผลดีต่อนโยบายการสมานฉันท์ของรัฐบาล เพราะอาจนำไปสู่การต่อต้าน กลายเป็นคลื่นใต้น้ำ หรือพลังเงียบในสังคม ต้องไม่ลืมว่าสถิติคนใช้สื่ออินเทอร์เน็ตปัจจุบันประมาณเกือบ 14 ล้านคนแล้ว คนกลุ่มนี้ถือเป็นพลังที่มีความหมาย รัฐบาลต้องให้ความระมัดระวังและใช้ความละเอียดอ่อนในการดำเนินนโยบายเรื่องนี้

ส่วนเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สุภิญญาแสดงความเห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ร่างที่ผ่าน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีปัญหาในการบังคับใช้ แต่เมื่อได้เห็นร่างกำหมายที่เสนอแก้ไขโดย สส.ประชาธิปัตย์ นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบันก็รู้สึกตกใจ เพราะมีเนื้อหาหลายอย่างน่ากังวลโดยเฉพาะการย้ายอำนาจจากศาลมาอยู่ที่รัฐมนตรีในการคุมสื่อใหม่ได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องฟังใคร สุดท้ายมันหนีไม่พ้นกลายเป็นวาระทางการเมือง และอาจกระทบต่อสิทธิพลเมืองได้

ดังนั้น รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกต้อง อย่างน้อยต้องแก้ไขร่างกฎหมายให้รองรับสิทธิของพลเมืองให้มากขึ้นกว่าเดิม ตามนโยบายที่แถลง ไม่ใช่ออกกฎหมายมีเนื้อหาที่ถดถอยกว่าร่างที่ผ่านโดย สนช.ซึ่งเป็นองค์คณะที่จัดตั้งมาภายหลังการรัฐประหาร และไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

“ในโอกาสที่รัฐบาลมีอำนาจก็ควรเป็นเจ้าภาพในการเปิดเวทีให้แต่ละกลุ่มความคิดได้มานั่งคุยกัน แทนที่จะดำเนินนโยบายเอาอำนาจเข้าตนเองให้มากขึ้น แล้วก็ตีความด้วยตนเองว่าอะไรใช่ ไม่ใช่” สุภิญญากล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาในสังคมซึ่งมีความเห็นต่างเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ทั้งในสังคมออนไลน์และในสังคมที่เป็นจริง

ส่วนสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) กล่าวถึงการใช้กฎหมายความมั่นคงปิดกั้นสถานีวิทยุชุมชนว่า เป็นเรื่องทางการเมืองของรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่การนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้เพื่อยุติการสื่อสารย่อมกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปด้วย ประการสำคัญคือประชาชนย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือเห็นต่างจากรัฐบาลได้ ดังนั้นการใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อปิดสถานีวิทยุชุมชนหรือสถานีวิทยุธุรกิจในท้องถิ่น จะมีเกณฑ์ชี้วัดใดที่จะแยกแยะได้ว่าสถานีใดขัดต่อความมั่งคงของรัฐ

นอกจากนี้การปิดกั้นสื่อนั้น ขัดต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่ยืนยันว่าจะให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในเรื่องสื่อและข้อมูลข่าวสาร ทั้งในด้านการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายที่จะมุ่งให้เกิดความสมานฉันท์จากการปรับปรุงกลไกการสื่อสาร แต่แนวทางของรัฐบาลที่จะทำให้เกิดการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของประชาชน เป็นแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ทางการเมืองตามที่รัฐบาลได้แสดงท่าทีต่อสาธารณะ และจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล

ทั้งนี้ ตัวแทนทั้งสามองค์กรจะเข้ายื่นหนังสือและข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 13 ม.ค.ที่จะถึงนี้ เวลา 8.00 น. โดยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลมีแนวทางผลักดันให้เกิดกลไกการกำกับดูแลกันเองทั้งวิทยุชุมชนและกลุ่มประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อให้เกิดเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งในเรื่องความมั่นคง และกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

2.การปรับแก้กฎหมายสื่อต้องเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2543 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อให้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน


ที่มา:หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท