WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 12, 2009

พท.ตอกกลับ!!ปชป.ปิดวิทยุชุมชน"ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"

ที่มา ประชาทรรศน์

"เพื่อไทย" จวก "ประชาธิปัตย์" ปิดวิทยุชุมชน-เวปไซด์ เป็นการริดรอนสิทธิ์ ย้อน ปชป. เคยพูดเสมอ "พลังประชาชน" แทรกแซงสื่อ วันนี้ "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" ด้าน โฆษกพรรคโต้ วิทยุชุมชนบางแห่งมีเนื้อหาขัดต่อกฎหมายสมควรปิด

การประกาศปิดวิทยุชุมชนที่อ้างว่ามีการนำเสนอรายการที่ไม่เหมาะสม ของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายก โดยอาศัย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 หรือ กฎหมายฮิตเลอร์ เป็นเครื่องมือรวมไปถึงการปิดเว็ปไซด์ต่าง ๆ ด้วยข้ออ้างทำนองเดียวกันจนถึงขั้นมีการตั้ง War Room และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการดังกล่าวถึง 80 ล้านบาท เพื่อการดังกล่าว จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่าส่อเป็นการคุกคามริดรอนสิทธิของประชาชน และเป็นการคุกคามสื่อ ซึ่งขัดต่อนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่แถลงไว้ที่กระทรวงต่างประเทศว่าต้องการสร้างสมานฉันท์

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีดังกล่าวว่า ตนเข้าใจนายสาทิตย์เพราะเพิ่งได้รับเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกคงจะไฟแรงและอยากแสดงผลงาน แต่อยากให้นึกถึงเมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านนายสาทิตย์มักจะพูดเสมอว่ารัฐบาลสมัยพรรคพลังประชาชนปิดกั้นสื่อ แต่เมื่อตนมาเป็นรัฐบาลกลับทำเสียเอง ในเรื่องการปิดวิทยุชุมชนนั้นจริงๆแล้วมีกฏหมายคุ้มครองอยู่ โดยจะมี กสช. เป็นผู้ดูแล ซึ่งวิทยุชุมชนนั้นกำเนิดขึ้นมาในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และก็อยู่มาเกือบ 10 ปีแล้ว การที่นายสาทิตย์ ทำเช่นนี้ก็ถือเป็นการริดรอนสิทธิ ซึ่งองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องคงไม่ยอมให้นายสาทิตย์ กระทำเรื่องดังกล่าวได้โดยง่ายแน่นอนเพราะองค์กรเหล่านี้มีกฏหมายคุ้มครองอยู่ และที่สำคัญอย่าลืมว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาได้ส่วนหนี่งมาจากการผลักดันของวิทยุชุมชน ฉะนั้นจึงขอเตือนว่าอย่าได้ดีแล้วลืมพรรคพวก

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า สมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล พรรคประธิปัตย์ก็มักจะกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามแทรกแซงสื่อ แต่มาวันนี้นายสาทิตย์ ต้องการปิดวิทยุชุมชน รวมถึงอาจจะปิดเวบไซต์ ซึ่งตนมองว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลัง "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" อย่างไรก็ตามตนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์สามารถทำได้แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความแตกแยกและความวุ่นวาย และอย่าคิดว่าประชาชนโง่ เพราะคนไทยไม่ได้โง่ แต่สิ่งที่รัฐบาลคิดว่าถูก ประชาชนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็ได้

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การปิดวิทยุชุมชนนั้นตนมองว่าไม่ได้เป็นการแทรกแซงสื่อ เพราะเว็ปไซด์และการจัดการของวิทยุชุมชนบางแห่งมีเนื้อหาไม่เหมาะสมและขัดต่อกฎหมาย ส่วนการตั้ง War Room ตนยังไม่ทราบเรื่อง แต่หากเป็นเรื่องจริง ก็ต้องดูเนื้อหาว่าของการนำไปใช้และผลตอบแทนว่าคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไรก็ตามตนมองว่าทุกคนรวมทั้งสื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย หากมีสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายหรือหมิ่นสถาบัน ก็ควรจะต้องแก้ปัญหาและจัดการกับสิ่งนั้น แต่หากเป็นการริดลอนสิทธิ์หน้าที่การทำงานก็ควรเสนอความคิดหรือข้อขัดแย้งแต่ต้องอยู่ในขอบเขต

'ขุนคลัง'ลุยคลอด5มาตรการกระตุ้นศก.ชงครม.อัดฉีดงบ1แสนล.

ที่มา ประชาทรรศน์

'กรณ์'เดินหน้าออก 5 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เตรียมเสนอครม.อีดฉีดงบกลางปี'52อีก 1 แสนล้านพรุ่งนี้ เพื่อขับเคลื่อนให้ศก.ให้เดินต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้(13 ม.ค.) กระทรวงการคลัง จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติการจัดสรรงบประมาณกลางปี 2552 เพิ่มเป็น 120,000 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะจัดสรรเงินประมาณ 100,000 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จากนั้นจะพิจารณาแผนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นวงเงิน 140,000 ล้านบาท เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

นอกจากนี้จะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่สังกัดในทุกกระทรวง วงเงิน 600,000 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้ภายในวันพุธที่ 14 ม.ค.นี้

ส่วนมาตรการภาษีด้านอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะสามารถเสนอครม.พิจารณาได้ภายในปลายเดือนนี้ เพื่อลดภาระประชาชนและแก้ไขปัญหาเฉพาะทางให้เศรษฐกิจเดินหน้า พร้อมให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยสินเชื่อเข้าภาคธุรกิจมากขึ้น โดยจากการหารือร่วมผู้บริหารธนาคาร ยืนยันว่า ยังมีศักยภาพปล่อยกู้ได้อีกหลายแสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รมว.คลัง ยังกล่าวอีกด้วยว่า ได้ส่งสัญญาณให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะพิจารณาอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 14 ม.ค.นี้ และคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเพื่อเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป

ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้รัฐบาลจำเป็นจะต้องเร่งเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยจำเป็นต้องกู้เงิน 1 แสนล้านบาทเพื่อนำมาเป็นงบประมาณไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ เพราะเป็นการนำเม็ดเงินใส่ในระบบเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้นและนำส่งรายได้กลับมาเป็นภาษีให้รัฐบาล ซึ่งจะทำให้การขาดดุลของประเทศลดน้อยลง ทั้งนี้ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบนโยบายและการทำงานของรัฐบาลว่าสามารถทำเป็นรูปธรรมได้มากแค่ไหนเพื่อให้การดำเนินนโยบายเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด

‘ใจ’ ใช้โอกาสคนฟ้องตน รณรงค์ยกเลิกกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไท
11 มกราคม 2552

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในความผิดฐาน ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยผู้กล่าวหาคือ พันตำรวจโท พันศักดิ์ ศาสนอนันต์ และระบุให้เขาไปรายงานตัวต่อ พันตำรวจโท อุดม เปี่ยมศักดิ์ ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในวันอังคารที่ 13 ม.ค.52 เวลา 13.00 น.

รศ.ใจระบุว่า หมายเรียกดังกล่าวลงวันที่ 25 ธ.ค.51 แต่เนื่องจากเขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศจึงได้รับทราบในวันนี้ (11 ม.ค.) โดยไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เขาจะแถลงข่าวที่หน้าสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในเวลา 12.30 น. และพร้อมที่จะตอบคำถามของนักข่าวภายหลังที่ได้เข้าไปพบตำรวจแล้ว นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เรื่องดังกล่าวไปยังสำนักข่าวต่างประเทศ สถานทูตต่างๆ และนักวิชาการที่สนใจประเทศไทยในต่างประเทศอีกด้วย

รศ.ใจกล่าวว่า สถาบันกษัตริย์ได้ถูกนำมาอ้างในการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กรณี รัฐประหาร 19 กันยา และกรณีการปิดสนามบินโดยพันธมิตรฯ เป็นต้น และข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นเดชานุภาพถูกใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จนมีนักวิชากรและนักสิทธิมนุษยชนหลายคนมองว่ากฎหมายหมิ่นเดชานุภาพมีผลในด้านลบต่อสถานบันกษัตริย์

“มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นักรัฐศาสตร์ในประเทศไทยจะต้องพยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ในบรรยากาศที่ต้องมีการปกป้องสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ และสิทธิเสรีภาพทั่วไปในระบอบประชาธิปไตย การใช้กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพเพื่อพยายามปิดปากนักวิชาการเป็นการพยายามสร้างบรรยากาศที่ประชาชนจะไม่สามารถรับรู้แลกเปลี่ยนและถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันที่มีความสำคัญกับสังคมไทย” ใจ กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า เขาได้จัดทำบทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่พยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปอ่านอย่างเสรีได้ และนำเสนอบทความดังกล่าวในงานประชุมรัฐศาสตร์แห่งชาติที่พึ่งจัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อีกด้วย

เขาระบุว่า เนื่องจากข้อกล่าวหาในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคดีอื่นๆ อีกหลายคดีอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในคดีหมิ่นเดชานุภาพ และในวันที่ 23 ธันวาคม 2551 ก็มีการกล่าวหานักข่าว BBC ประจำกรุงเทพในข้อหาเดียวกัน

“เราพร้อมที่จะสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นเดชานุภาพในทุกรูปแบบเพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย” ใจกล่าว

การ์ตูนมะนาว:คดีร้ายแรง!!?

ที่มา Thai E-News



ปลุกขวัญที่ลอยลาไกล

ที่มา Thai E-News


โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา ไทยฟรีนิวส์

พวกเราต้องรู้ว่าสู้กับอะไร จึงต้อง “บากบั่น อดทน” รอจังหวะ รอคอยโอกาส ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา พลังที่ก้าวหน้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้พลังที่ล้าหลัง



โอ ดวงใจ สุดที่รักเอย เพลงนี้ฉันร้องปลอบเธอ
ปลุกขวัญที่ลอยลาไกล ให้คืนมาอย่าหาย ขวัญเอย


คงต้องร้องเพลงปลุกปลอบดวงใจกันแล้วในยามนี้ มอบเป็นพิเศษแด่นักสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย เพราะช่วงนี้หลายคนมีอาการอ่อนอกอ่อนใจ เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ และสิ้นหวัง อย่าปล่อยให้ขวัญลอยหาย สลายไปทางไหนเลยครับ ปลุกขวัญกลับมาเถิด เรื่องยังยาว การต่อสู้ยังยืดเยื้อ จิตร ภูมิศักดิ์ นักรบประชาชนเคยแต่งเพลงปลุกใจไว้ท่อนหนึ่งว่า “บากบั่นอดทน เราผองชนย่อมบรรลุชัย สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่ พ่ายแพ้สู้ใหม่ จนชัยได้มา


ท่องคำนี้ไว้ครับ “สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา” จิตร ภูมิศักดิ์ สู้มาก่อนพวกเราสี่ห้าสิบปี เขียนหนังสือเชิงวิชาการเล่มหนึ่งชื่อ “โฉมหน้าศักดินาไทย” อธิบายพัฒนาการสังคมที่เปลี่ยนผ่านในแต่ละยุค บุรุษผู้นี้สายตายาวไกลมองเห็นล่วงหน้า จนได้ฉายาว่า “ผู้เกิดก่อนกาล” ชี้บอกเราไว้มาสี่ห้าสิบปีแล้วว่า “สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จน...ชัยได้มา อย่าลืมนะครับว่าเราต้อง บากบั่นอดทนด้วย เราผองชนจึงจะบรรลุชัย


อันที่จริงพัฒนาการของระบบสังคมเป็นทฤษฎีที่สรุปจากปรากฏการณ์เป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ตั้งแต่สังคมชุมชนบุพกาล สู่สังคมทาส สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม ระยะผ่านสั้นยาวมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางประเทศในโลกอาจผ่านสังคมศักดินาไปสู่ทุนนิยมนานแล้ว แต่บางประเทศก็ยังไปไม่ถึงไหน หน้าฉากอาจลวงพราง ยินยอมเปิดพื้นที่ให้ “ประชาธิปไตย” บ้าง แต่ถ้าประชาธิปไตยรุกล้ำกล้ำกรายกินเนื้อที่อำมาตยาธิปไตยเข้ามามากก็จะถูกบั่นทอนสกัดกั้น และประชาชนก็ต้องต่อสู้ ยาดแย่งเอามา ได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นห้วงสลับไป แต่ทว่าไม่ถึงที่สุด ไม่ถาวร ไม่เด็ดขาด ฝ่ายประชาชนต้องสะสมชัยไปทีละเล็กละน้อย ค่อยๆเติบโตแข็งแกร่ง กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสันทัดที่จะมองภาพรวมแบบกว้างๆไปพร้อมๆกันด้วย


เราควรเข้าใจการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตยให้ดีเสียก่อนว่า เปลี่ยนผ่านมาสู่มือใคร และกำลังอำนาจใดที่ก่อการปฏิวัติ 2475 คำว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยเมื่อ 76 ปีที่แล้วน่าจะเป็นทิศทางที่ควรจะ “เดินไปสู่” เสียมากกว่า ประชาชนจึงเป็นเพียงข้ออ้างของปัญญาชนหัวก้าวหน้ากับทหารผู้มีปืนและรถถังที่บังคับพระเจ้าแผ่นดินให้สละพระราชอำนาจของพระองค์ ดังปรากฏในข้อความที่เขียนเป็นเงื่อนไขว่าเต็มใจสละให้กับประชาชน มิใช่คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ประชาชนจึงเป็นตัวละครสำคัญสำหรับระบอบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริง เวลานั้น หลับตานึกย้อนยุคไปดู ตาสีตาสายายมียายมา ไพร่ฟ้าหญ้าแพรกอาจจะพูดคำว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ถูกเสียด้วยซ้ำไป


เมื่อเรารู้ว่า ปืนและรถถังคือตัวแทนอำนาจของอำมาตยาธิปไตยมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เราจึงต้องรู้ต่อไปด้วยว่า ใครที่เป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจมักต้องมีอันเป็นไปในท้ายที่สุดอย่างท่านปรีดี พนมยงค์ บุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ถูกทำลายลง พรรคประชาธิปัตย์มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้


36 ปีที่แล้ว เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับเพื่อน เรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ถูกจอมพลถนอม-ประภาส ปล้นไป นั่นเป็นการปล้นจากตนเองเสียด้วยซ้ำ เพราะปล้นขณะตนเองนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองชื่อ สหประชาไทย ประชาธิปไตยยุคนั้นปล้นกันโดยไม่ต้องซ่อนรูป ใครขวางจับติดคุกหรือไม่ก็ลอบฆ่าลอบสังหารกันเอิกเกริก ไปอ่านประวัติศาสตร์ดูเถอะครับ นักการเมืองที่ต่อสู้เผด็จการส่วนมากไม่ได้อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเขาโค่นเผด็จการไปแล้ว พรรคนี้จึงแอบอ้าง “สังคมนิยมอ่อนๆ” ลงเลือกตั้งตามกระแสซึ่งคนนิยมพรรคฝ่ายซ้ายอย่าง สังคมนิยมแห่งประเทศไทย,แนวร่วมสังคมนิยม,และพลังใหม่


พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก่อนนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 สื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สารพัดรุมโจมตี บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีขบวนการนักศึกษาประชาชนด้วยข้อหารุนแรง เช่นเดียวกับทุกวันนี้ที่สื่ออย่างเอเอสทีวีหรือบางสื่อกำลังกระทำอยู่ และสุดท้ายก็เข้าล้อมปราบอย่างป่าเถื่อน เหี้ยมโหด ทารุณที่สุด


หนักหนาสาหัสขนาดไหน เขาทำมาแล้วทั้งนั้น มองย้อนกลับไปดูอดีต จึงจะเห็นปัจจุบัน เมื่อดูอดีตจึงพบว่าประชาชนเติบโต แข็งแกร่ง ขยายตัว กว้างขวางมากขึ้น ฉลาด เรียนรู้ เท่าทันสถานการณ์ ทั้งมีจิตใจพร้อมต่อสู้ทว่า เราต้องรู้ว่าเราต่อสู้กับอะไร เมื่อก่อนสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการทั้งหมด ฝ่ายประชาชนมีหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ มีสถานีวิทยุคลื่นสั้น “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” ในเขตป่าเขาสถานีเดียวที่เป็นกระบอกเสียงต่อสู้ ออกอากาศแค่ชั่วเวลาหนึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้นเอง เปรียบเทียบกับยุคนี้ย่อมห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน ทุกวันนี้เรามีสื่ออินเตอร์เน็ตที่ไม่สามารถควบคุมคุกคามได้ มีทีวีดาวเทียมอิสระ และวิทยุชุมชนมากมายรวมถึงหนังสือพิมพ์ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ายังจำเป็นต้องเพิ่มสื่อเพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชนฝ่ายเราให้กว้างขวางขึ้น แม้จะมีสื่อกระแสหลักบางส่วนต้องถูกกำจัดไป เมื่อพวกเขาเข้าคุมสื่อของรัฐเบ็ดเสร็จ ยิ่งเขาลิดรอนคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของฝ่ายประชาชนไปมากเท่าไร เขายิ่งถูกประณามและมีภาพลบต่อสายตาของชาวโลกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพวกเขาได้มาด้วยการปล้นและรัฐประหารเงียบเป็นที่รับรู้ทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะบิดเบือน สร้างภาพสร้างกระแสประชาสัมพันธ์ความชอบธรรมของตนเองอย่างไรย่อมไม่มีผล


สำหรับประเทศไทย เรายังก้าวไปไม่ถึง “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” ประชาชนยังมิอาจร้องเพลง “นี้คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย สามัคคีให้ถึงวันพรุ่ง”


เรายังอยู่ในห้วงการต่อสู้อันยืดเยื้อ ผ่านมา 76 ปีแล้ว อีก 24 ปีก็จะถึง 100 ปี ผมคิดว่า ชัยชนะขั้นที่หนึ่งจะต้องมาถึงก่อน 100 ปีอย่างแน่นอน หากจะสรุปการต่อสู้ของประชาชนต้องกล่าวว่า เราถูกปล้นประชาธิปไตยไปครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐประหารโดยทหารตัวแทนระบอบอำมาตยาธิปไตย ผมเขียนเป็นกาพย์ยานี ดูให้ดีมีหกฉาก ดังนี้ครับ


ฉากแรก คมช. รุกแข็งข้อ ขึ้นก่อการ
ทำรัฐประหาร โค่นประชาธิปไตย


ฉากสอง แก้หมายหมุด กฎสูงสุดเปลี่ยนแปลงไป
รัฐธรรมนูญไทย วางหมากไว้อย่างแยบยล


ฉากสาม เลือกตั้งแพ้ วางหมากแก้โดยเล่ห์กล
ป่วนเมืองด้วยไพร่พล พันธมิตรฯคิดทำลาย


ฉากสี่ ตุลาการ ผู้เชี่ยวชาญการระบาย
ป้ายผิดที่คิดหมาย ยุบ เลิก ปลด หมดทุกทาง

ฉากห้า บุกปล้นเงียบ โดยราบเรียบ ลับ ลวง พราง
เบื้องหลัง หวังที่วาง ยังไม่เสร็จ สำเร็จผล


ฉากหก ประชาธิปัตย์ อำมาตย์จัดพร้อมไพร่พล
ลุล่วงที่ทวงทน อำนาจรับ ได้กลับคืน.


หกฉากนี้ หากเป็นละครก็เป็นแค่องค์เดียว ถ้าจะว่าจบในตอนก็เป็นได้ แต่ว่ายังไม่จบเรื่อง ยังมีองค์ต่อๆไป เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนไทยผู้รักชาติรักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมยังไม่จบบริบูรณ์ หากท่านทั้งหลายเข้าใจตามนี้ ท่านก็จะไม่หมดหวัง ไม่สิ้นกำลังใจ


1. ทหารยึดอำนาจ ทำลายรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่นับว่าเป็นประชาธิปไตยมากกว่าทุกฉบับลงไป โค่นล้มพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงเลือกตั้งจากประชาชนอย่างท่วมท้น

2. จากนั้นก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายอำมาตย์ทหาร ทั้งยังป่าวร้องหลอกลวงประชาชนว่า ให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขภายหลัง ประชาชนอยากได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยเร็วก็หลงเชื่อ

3. โดยรัฐธรรมนูญ 50 และด้วยอำนาจทั้งหมดของรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ทหาร สรยุทธ จุฬานนท์ คิดว่าพรรคการเมืองฝ่ายตนจะได้ชัยชนะจากการเลือกตั้ง แต่กลับพ่ายแพ้หมดรูป จำเป็นต้องแก้ด้วย “การป่วนเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” รอบใหม่


4. โดยรัฐธรรมนูญ 50 และด้วยกลไกตุลาการ ใบเหลืองใบแดงจัดการ สส. ยุบเลิกปลดหมดทุกทาง

ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรีสองคน ยุบพรรคสังหาร และสารพัดจัดการ พวกที่เป็นฝ่ายตรงข้าม พรรคประชาธิปัตย์

5. เมื่อพรรคที่ตนสนับสนุนไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ต้องปล้นเงียบโดยราบเรียบ ลับ ลวง พราง

6. อำมาตยาธิปไตยบังเกิด ขุนทหารเข้าแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล สำเร็จสมประสงค์ดังปรารถนา

ดูให้ดีละครองค์นี้มีหกฉากเท่านี้เอง เพราะฉะนั้นถึงตรงนี้ พวกเราต้องรู้ว่าสู้กับอะไร จึงต้อง “บากบั่น อดทน” รอจังหวะ รอคอยโอกาส ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา พลังที่ก้าวหน้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้พลังที่ล้าหลัง

“ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรมได้ ความหวังยังพริ้งพราย เก่าตาย มีใหม่เสริม ชีวิตที่ผ่านพบ มีลบย่อมมีเพิ่ม ขอเพียงให้เหมือนเดิม กำลังใจ”

การเลือกตั้งมีแพ้ชนะ ผมไม่คิดอะไรมาก พวกอำมาตย์ฯ เอาศรัทธาแลกมาขนาดนั้น ไม่ชนะก็แปลกล่ะ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



ผลการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. ออกมาแล้ว แม้ว่าจะไม่เป็นทางการ คุณแซม ยุรนันท์ ภมรมนตรี ก็มาเป็นอันดับสอง ตามฐานคะแนนเสียงเดิมที่คุณประภัสส์ได้ไป ก็แพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ไปตามที่โพลต่างๆ ออกมา

ส่วนการเลือกตั้งซ่อม สส.เขตทั้ง 29 เขตนั้น ปรากฎว่า พรรคชาติไทยพัฒนาได้ 10 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 7 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 5 ที่นั่ง พรรคประชาราช 4 ที่นั่ง และพรรคเพื่อแผ่นดิน 3 ที่นั่ง

พรรคเพื่อไทย ได้มา 5 ที่นั่งเมื่อรวมกับพรรคพันธมิตรคือพรรคประชาราช ได้มา 4 ที่นั่ง รวมเป็น 9 ที่นั่ง ก็ถือว่าไม่ได้แพ้มากมายอะไรนัก

อย่างน้อยเราก็ยังรักษาระบบเลือกตั้งเอาไว้ได้

ที่จริงการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้นำพรรคพลังประชาชน /ไทยรักไทย โดนกำจัดออกไปมากมายขนาดนั้น ต้องส่งผู้สมัครแถว 3 เข้าต่อสู้กับอิทธิพลทุกอย่างของพวกอำมาตย์ฯ + ศักดินา หากเรายังชนะอยู่อย่างถล่มทลายคงเป็นเรื่องแปลกมาก แต่เราก็แพ้ไม่มากมายนัก

สถานการณ์สงครามยังอยู่ในขั้นยันกันทางยุทธศาสตร์ ผลัดข้างให้ฝ่ายโน้นเป็นรัฐบาล ให้ประชาชนได้ลิ้มลองรัฐบาล "สายอำมาตย์อุปถัมป์” บ้าง " ประเทศชาติจะเข้าสู้ยุค "พระศรีอาริยเมตไตย" โดยการบริหารของรัฐบาลอำมาตย์ฯ อุปถัมป์ได้ไหม หรือย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมของปี 2530-2540 ได้หรือไม่

ถึงอย่างไร เมื่อยังคงมีการเลือกตั้งอยู่เราก็ยังสามารถกลับมาสู้ได้อีกครั้ง พวกเขาจะใช้อิทธิพลมืดเอาชนะได้ตลอดไปก็ให้มันรู้ไป หากเขาใช้ "นโยบายแบบอำมาตย์" ยังสามารถสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนได้ ผมก็โอเคไม่ว่าอะไรกัน

แต่หากพวกเขาพลาดเมื่อไหร่ ก็ล้มทั้งกระดานแน่ และผมเชื่อว่านี่คือ "การพนันครั้งสุดท้าย" ของพวกเขา โดยส่งนายอภิสิทธิ์ เข้ามาเป็น "ผู้บริหารให้ประชาชนได้เห็นว่าลัทธิศักดินาอำมาตย์ฯ" นั้นมีประสิทธิภาพสร้างความกินดีอยู่ดีได้ขนาดไหน หากทำไม่ได้คือ การล้มทั้งกระดาน ตอกตระปูให้ประชาชนถึงเห็นความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลแบบนี้ หลังจากทำลายบ้านเมืองมากว่าสามปี เพื่อให้ได้มีโอกาสบริหารบ้าง

ผมมองว่านี่คือ "การดิ้นยุคท้ายๆ ของพวกเขาแล้ว" ศรัทธาของ "ใครบางคน" ต้องเอาไปเป็น "เชื้อเพลิงขับเคลื่อนให้รัฐบาลอภิสิทธิ์" อยู่ได้ นับว่าเป็นการใช้ศรัทธาที่เปลืองและสูญเปล่าเป็นอย่างยิ่ง ศรัทธาที่สร้างกันมานานหลายทศวรรษ ต้องเอามาค้ำบัลลังค์ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมไม่คิดว่ามันจะคุ้มสำหรับพวกเขา แต่มันคุ้มกับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างยิ่งที่ทำให้ประชาชน หูตาสว่างกันทั่วประเทศ

หากนายอภิสิทธิ์ สามารถบริหารประเทศได้ดีเทียบเท่านายกฯทักษิณ พวกเขาก็ชนะอย่างแน่นอนครับ หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ล้มเหลวในการบริหารประเทศทำได้ไม่เท่ารัฐบาลทักษิณ ก็ตายยกรังแน่นอน

ยิ่งนานพวกเขายิ่งแก่ และหมดอำนาจชี้นำไปเรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าเขาหมดอำนาจชี้นำสังคมไปแล้ว ยากที่จะสร้างศรัทธาที่สูญเสียไปแล้วกลับคืนมาได้ด้วยการโปรประกันดา พวกเขาจึงเหลือเพียง "อิทธิพล" แบบเจ้าพ่อเท่านั้น

แต่เมื่อบารมี+ศรัทธา หมดไปแล้ว อิทธิพลจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ ไม่เคยมีเจ้าพ่อที่ไหนสามารถครอบงำชาวบ้านได้ตลอดไปหรอกครับ

จะเอามาเป็นต้นทุนหาเสียงในอนาคตได้หรือไม่ จะชนะเลือกตั้งด้วยวิธีการใช้อิทธิพลอำนาจมืดได้ทุกครั้งหรือไม่ ก็ลองเสี่ยงดูกันสักตั้ง

ผมรอได้ครับ อย่างน้อยพวกเขาก็ใกล้ตายกันแทบทุกคนแล้ว

ที่จริงเมื่อดูผลการเลือกตั้งแล้ว พวกเขาก็ชนะไม่มากเท่าไหร่ในภาคอีสาน เพราะพรรคเพื่อไทย ไม่ค่อยมีตัวลงแข่งแล้ว พรรคประชาราช ที่มีตัวอยู่ และเป็นฝ่ายค้านก็ได้มาพอสมควร มีเพื่อแผ่นดินแย่งมาได้บ้าง

ส่วนที่เขตที่ ปชป. ได้เสียงเพิ่มขึ้นมาก็เป็นของพรรคชาติไทยเดิมเสียเยอะ และอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่จร ไมใช่ของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว แม้ในบางเขต ปชป. จะแย่งมาได้จากพรรคเพื่อไทยก็ตาม แต่ก็เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีตัวเด่นๆ ส่งแล้วนั่นเอง

สรุปแล้วแนวโน้มโดยรวม คะแนนยังตรึงกันได้อยู่ หากพรรคเพื่อไทย มีตัวบุคคล และมีความพร้อมมากกว่านี้ ไม่อยู่ในช่วงระส่ำระสาย ก็น่าจะแย่งคืนได้ไม่ยาก

สถานการณ์ยังอยู่ในขั้นยันกัน

ที่จริงการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย มีจุดอ่อนมากกมาย หัวหน้าพรรคก็ยังโนเนมอยู่ ประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร

ผู้อาวุโสในพรรคก็เหลือ ดร.เฉลิม อยู่บำรุงคนเดียว

และเพราะต้องรีบด่วนฉุกละหุก คนที่สมัคร อาจไม่ได้ครบ 90 วัน ถูกแกนนำเก่าทรยศ ถูกกระทำอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ควรทำหลังจากนี้คือ การพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ปรับปรุงพรรคให้เข็มแข็ง สร้างเครือข่ายฐานเสียงให้หนาแน่น

สรุปเราสู้แบบฉุกละหุกเช่นนี้ ก็ยังไม่ได้แพ้ยับเยิน ก็โอเคครับ

สู้กับเจ้าของประเทศ ยังทนมาได้ถึงยกนี้ ก็นับว่าสุดยอดแล้วครับ

พวกเขาบางคนอาจท้อถอย คิดว่าพวกอำมาตย์ฯ จะครองเมืองได้ตลอดไป และฝ่ายประชาธิปไตยคงพ่ายแพ้อย่างแน่นอน สำหรับผมแล้วคิดว่าไม่มีประเทศไหน ที่สังคมจะถอยหลังกลับไป สังคมต้องพัฒนาไปข้างหน้า ไม่มีทางย้อนหลังกลับและหยุดนิ่งอยู่กับที่ สังคมที่หยุดนิ่งสุดท้ายก็จะถูกทำลายไป

ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเราก็คงยังอยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยไม่ก้าวมาถึงวันนี้หรอก

วันนี้พวกเขา "ต้องเอาพลังทุกอย่างมาสู้กับฝ่ายประชาธิปไตย" กว่าจะตั้งรัฐบาลที่พิกลพิการของนายอภิสิทธิ์ได้ ก็ทุลักทุเล จนต้องแลก "ศรัทธา" ไปเกือบหมดสิ้น

สังคมจะอยู่อย่างนี้ได้ตลอดไปหรือ "ศรัทธา" จะมีเหลือให้แลกต่อไปได้อีกหรือ อีก 5 ปีข้างหน้า พวกเขาจะยังสู้ได้ต่อไปอีกหรือ สิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะยังใช้อิทธิพลศาลทำลายคู่ต่อสู้ได้ตลอดไปอีกหรือไม่

การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการเดิมพันกันระหว่าง "ระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัฒน์+ Welfare state (ที่พวกโน้นเรียกประชานิยม) กับระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง + ทุนนิยมล้าหลัง ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะมีแต้มต่อในการพนันครั้งนี้

ที่จริงพวกเขาก็ไม่ได้ชนะแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้ "อำนาจมืดผ่านตุลาการภิวัฒน์ " ก็เลยดูเหมือนว่าจะชนะ" แต่คนตัดสินในขั้นสุดท้ายก็ยังคือประชาชน ตอนนี้อยู่ระหว่างสมัยเลือกตั้ง ประชาชนจำนวนมากยังไม่อาจตัดสินได้ ก็ต้องรอไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหญ่

หากพวกเขาชนะเลือกตั้งใหญ่แบบถล่มทลาย ผมถึงจะถือว่า "ฝ่ายประชาธิปไตยอ่อนแรง" ลงอย่างแท้จริง

แต่นี่ "แก่นแท้" คือการเลือกตั้งยังไม่ได้โดนทำลายไป "อำนาจประชาชน" ยังคงอยู่ และเป็นตัวชี้ขาด

ตอนนี้พวกเขาใช้ "คาถาสะกดที่มาอย่างยาวนาน" เท่านั้น แต่คนก็ตาสว่างมากขึ้น สุดท้ายพวกเขาก็ไม่เหลืออะไรที่จะสู้ต่อไปอีก

ผมว่าภาพที่เลวร้ายที่สุด หากพวกอำมาตย์ฯ ชนะคือ การเมืองกลับไปอยู่เหมือนการเมืองช่วงปี 2530-2540 ที่เป็นการเมืองระบบหลายพรรค โดยมีพรรคเพื่อไทยกับ ปชป. เป็นพรรคใหญ่เหมือน ๆ กัน แล้วก็มีพรรคขนาดกลาง เพิ่มขึ้นอีก 2-3 พรรค
หากเป็นอย่างนี้ก็โอเค หากคนไทยพอใจแค่นี้ ก็คงไม่มีอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้

สรุปคือใครยังศรัทธาระบบทุนนนิยมโลกาภิวัฒน์+รัฐสวัสดิการ ก็เลือกพรรคเพื่อไทย ใครชอบระบบเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องเติบโต มีทุนธนาคารเป็นใหญ่ ก็เลือก ปชป. ถึงอย่างไร พรรคเพื่อไทยกับ ปชป. ก็คงโตพอ ๆ กัน โดยเพื่อไทย โตมากกว่า มีเสียงประมาณ 200 เสียง หากพวกอำมาตย์ฯ ไม่ใช่อิทธิพลเถื่อน การเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคเพื่อไทย ก็มีแนวโน้มที่จะได้ตั้งรัฐบาลอีกเหมือนเดิม

นี่คือภาพที่ควรจะตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

ส่วนพรรคเพือนเนวินบวกสมศักดิ์ก็ได้ประมาณ 60-70 เสียง ข้างไหนให้มากกว่าก็ไปข้างนั้น

ผมว่านี่คือภาพความเป็นไปได้สูงสุดแล้วครับสำหรับทุกฝ่าย หากประชาชนไม่หันกลับมาเลือกพรรคใหญ่พรรคเดียวเหมือนเดิม แบบยุคทักษิณ

ปัญหาสำคัญสำหรับพวกอำมาตย์คือ หากพรรค ปชป. หรือพรรคเพื่อไทย พรรคใดได้เสียงเกินครึ่งก็จะมีปัญหากับ "อำมาตย์+ศักดินา ทันที เพราะโดยธรรมชาติ พรรคที่ได้เกินครึ่ง อำนาจต่อรองจะสูงสุด และยากที่ใครจะเข้าไปแทรกแซงได้ โดยสรุปแล้วอิทธิพลและบารมีของระบอบอำมาตรยาธิปไตยก็ลดลงไปอยู่ดี

เพียงแต่ว่าช่วงนี้เกิดการย้อนกลับด้วยอำนาจมืดเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ทักษิณ บุรุษผู้โง่เขลา เบาปัญญา

ที่มา thaifreenews

โดย ...หนุมานมาเอง

บุคคล คนนี้ ประสบความสำเร็จในชีวิตในด้านการงานรวยมีเงินเป็นหมื่นๆล้าน แต่ก็ยังอยาก ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น หรือรักษาธุรกิจ ตัวเองไว้ก็มิทราบได้ แต่การที่เขาก้าวเข้าสู่การเมือง ก็ประกาศสงครามกับคนชั่วๆ ทั้งหลายในชาติบ้านเมือง ซึ่งก่อให้เกิด ผลกรรม ที่กระทำในภายภาคต่อมา โดยนโยบายแต่ละอย่างที่ออกมานั้นผู้ที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งหากินกับรากหญ้า หรือผู้ที่อ่อนแอกว่านั้น ได้สูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัวไปมากมาย

1. ประกาศสงครามกับยาเสพติด นโยบายนี้เมื่อเริ่มดำเนินการ ก่อให้เกิดผลดีแก่ชาติ มหาศาล จากที่ประชาชน เยาวชน ที่ติดยาบ้า มีข่าวจี้ตัวประกันรายวัน พาดหัวหนังสือพิมพ์ อยู่ทุกวัน กลายเป็นการฆ่าตัดตอน โดยฝ่ายที่เป็นเจ้าหน้าที่ หรือ พวกเดียวกันเอง ซึ่งก็ไม่มีใครทราบได้ แต่ก็โดนใส่ร้ายโดย นักสิทธิมนุษยชนว่า โดนฆ่าตัดตอนโดยฝ่ายรัฐบาล แต่ก็โดนประชาชนตบหน้า โดยการสำรวจว่าพอใจในนโยบายและการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลเป็นอันดับ 1 ตลอดการบริหารงานของรัฐบาลแม้ว 1

2. ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งงานนี้ ผู้มีอิทธิพล ในประเทศไทย ก็ไม่มีใคร นอกจากพวกที่มีสีทั้งหลาย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้ง ตร ทห ขรก ที่มีอำนาจอยู่ในมือและ ใช้อำนาจโดยมิชอบเป็นผู้เสียหายจากนโยบายนี้ อย่างมาก
จึงก่อเกิดให้มีการปฏิวัติตามมา ในยุคนี้ซึ่งไม่น่าจะมีเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเลยในประเทศไทย

3. จัดระเบียบสังคม งานนี้ต้องยกนิ้วให้กับ รตอ.ปุรชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ที่ดำเนินการจัดระเบียบสังคมให้กับเมืองไทย กับสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ที่มอมเมาเยาวชน ที่ปล่อยปะ ละเลยมานานปล่อยให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปเที่ยว มัวเมากับอบายมุขชนิดนี้ ซึ่งผู้ที่เสียหายจากนโยบายนี้กว้างขวางทั้ง ผู้มีอิทธิพลที่มีสีทั้งหลายที่เรียกเก็บ หัวคิวจากร้านที่อนุญาตให้เปิดเกินเวลา และให้เด็กอายุน้อยเข้า ซึ่งพวกนี้ คุมโดยสีกากี และสีเขียว เสียหายกันมาก


4. 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นนโยบายที่ทำให้หมอที่เปิดคลีนิกเสียหายกันอย่างมาก และการที่จะออกหมายให้หมอสั่งจ่ายยาได้อย่างเดียว ไม่สามารถ ขายยาได้ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ กลุ่มชนชุดสีขาวที่มีรายได้จากส่วนนี้ ต่อต้าน

5. หวยบนดิน ปฎิเสธไม่ได้ว่า หวยใต้ดินนั้นอยู่คู่เมืองไทยมานานไม่มีใครปราบได้ แต่มายุติ ในยุคของนายกคนนี้ ผู้ที่เสียผลประโยชน์ซึ่งมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านต่อปี ย่อมไม่พอใจท่านเป็นธรรมดา เจ้ามือหวย รวมทั้งสีกากีที่มีผลประโยชน์ในด้านนี้ด้วย ก็จะรุมจวกท่านเป็นธรรมดา

6. กองทุนหมู่บ้าน -SME -แปลงสินทรัพย์เป็นทุน การให้เงินหมู่บ้านละล้านและให้ประชาชนจัดการกันเอง การปล่อยกู้ให้ SME ต่างๆ การแปลงสินทรัพย์แผงค้า ร้านเล็ก ให้สามารถกู้ได้กับ ออมสิน เป็นการตัดรายได้ของ ผู้ให้กู้นอกระบบ ที่เอาเปรียบคนจนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งคนพวกนี้ก็จะอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ที่มีฐานะ และทำนาบนหลังคน เป็นอาชีพ อยู่แล้ว ย่อมเกลียดท่านเป็นธรรมดา

7. จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในการกำหนดราคายางกับ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ท่านโดนแน่จากผู้เสียประโยชน์ พ่อค้าคนกลางที่กดราคายางไว้มานาน และช่องทางการหากินจากข้าราชการและนักการเมืองที่ หากินกับยางมาช้านาน

8. ปฏิรูปราชการ จากนโยบายนี้ "เช้าชาม เย็นชาม" เริ่มไม่มีเห็นในระบบราชการไทย ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่เราไปติดต่อสถานที่ราชการ จะรวดเร็วและสะดวกขึ้นกว่าเดิม งานนี่ข้าราชการที่ไม่สามารถ หารายได้จากการเรียกผลประโยชน์จากการติดต่อ เงินใต้โต๊ะก็หายไปเยอะ เช่นการประมูลเลขสวย เที่ยวนึงๆ ได้เงินประมูลเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท ผลประโยชน์นี้ คนที่เคยได้ก็ต้องไม่พอใจเป็นธรรมดา

9. สนามบินสุวรรณภู ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า เมื่อมีการย้ายสนามบินไปจากดอนเมือง กลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์นั้นคือใคร ที่อยู่แถวดอนเมือง กลุ่มมาเฟีย อิทธิพลต่างๆ รายได้หดหายไปเยอะ มาก จึงต้องมีมาตรการย้ายเที่ยวบินในประเทศกลับมาดอนเมืองอีก

ยังมีอีกมากมายที่บุรุษที่โง่เขลาคนนี้ ได้สร้างศัตรูไว้อีก ซึ่งเป็นการสร้างความเจ็บแค้นให้กับพวกเขา แต่ยังไงก็แล้วแต่ บุรุษผู้นี้กลับสร้างคุณประโยชน์ ให้กับรากหญ้าที่มีจำนวนมากกว่า ผู้ที่เสียประโยชน์อีกมากมาย จึงทำให้เขาครองใครรากหญ้าที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบาย ทำให้รากหญ้าได้ลืมตาอ้าปากบ้าง แม้จะไม่มากในสายตาคนที่พอจะมีกินหรือเศรษฐีต่างๆ แต่มันก็เพียงพอสำหรับเขา รากหญ้าผู้ด้อยโอกาส ในสังคมไทยที่โดนกดหัวเพราะความด้อยโอกาส ของเขามานาน

"และถึงแม้คุณ จะเป็นบุรุษที่โง่เขลา ที่สร้างแต่ศัตรูทั่วประเทศ กับคนชั่วๆ แต่ยังไง คุณก็เป็นผู้บริหารคนหนึงที่ผมยกให้ว่าเป็น นายก ที่ปฎิรูป ให้ประเทศไทยได้ก้าวเดินไปข้างหน้า อย่างเป็นรูปธรรม และประสบผลสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่เป็นมา "

ที่มา : [url]http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=21817 [/url]


จากคุณ : หนุมานมาเอง

--------------------

อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ
โยคสฺมิญฺจ อโยชนํ
อตฺถํ หิตฺวา ปิยคฺคาหี
ปิเหตตฺตานุโยคินํ ฯ

พยายามในสิ่งที่ไม่ควรพยายาม
ไม่พยายามในสิ่งที่ควรพยายาม
ละเลยสิ่งที่เป็นประโยชน์ ติดอยู่ในปิยารมณ์
คนเช่นนี้ก็ได้แต่ริษยาผู้ที่พยายามช่วยตัวเอง

Exerting oneself in what should be shunned,
Not exerting where one should exert,
Rejecting the good and grasping at the pleasant,
One comes to envy those who exert themselves.