WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 12, 2009

“บิ๊กป๊อก” พูดง่ายแต่ทำยาก!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ท่ามกลางความสับสนจากข่าวคราวเรื่องของการถอดยศ อดีตนายกรัฐมนตรี “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองร้อนฉ่า ในทุกมิติ มีทั้งการเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตย ผสม ปนเป ไปกับความเคลื่อนไหวที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรง ในเทศกาล “ปาไข่”

บ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะปกติสุขเท่าไรนัก อันเนื่องมาจากความสับสนทางการเมือง ซึ่งประชาชนหลายคนยากที่จะปรับตัวได้ทันท่วงที

ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และ นักการเมืองบางคน บางฝ่าย มีความคึกคะนอง คิดว่าเป็นชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลายครั้งมีการกระทำอันเป็นการท้าทายพี่น้องประชาชน โดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึงความเห็นที่แตกต่างกัน กับเป้าหมายที่ต้องการจะไปสู่ความสมานฉันท์

พฤติกรรมการเปิดบ้าน เพื่อให้นักการเมืองและทหาร ตบเท้าพรึบพรับ แสดงออกถึงความย้อนยุคในความเป็น “อำมาตยาธิปไตย”

การประกาศท้าทายไม่กลัวฝูงชน ที่ประท้วงไม่พอใจ “ปาไข่” ใส่หน้า บอกโดนปาเท่าไร ไปพื้นที่นี้เท่านั้น พร้อมเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ “จะมากไปแล้ว”

ซ้ำร้ายกว่านั้น !!! คือ “การเติมฟืนใส่กองไฟ” โหมกระพือกับการให้ นายตำรวจ ออกข่าว ปลดยศ “อดีตนายกรัฐมนตรี”
ทั้งหมดนี้คือ เส้นทางสุดแสนจะอันตราย!!! ของ “รัฐบาล มาร์ค 1”

จริงอยู่...กรณีการปลดยศ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเรื่องตัวบุคคล และว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย การหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอาจจะถูกตำหนิว่าเป็นการคลั่งไคล้ตัวบุคคลจนไม่ลืมหูลืมตา !!! มากกว่าระบบ หรือ ประเทศชาติ

แต่ต้องยอมรับว่า อานิสงส์จากการบริหารประเทศ 5 ปีกว่าๆ ได้มีการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไปในทางที่ดีกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ หน้านี้ในทุกมิติ ยกเว้นข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งที่จริงมีข้อครหาลักษณะเช่นนี้ในทุกรัฐบาลของประเทศไทยเหมือนกัน

ต้องยกนิ้วให้...ท่านผู้บัญชาการทหารบก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ออกมากล่าวเตือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้มีการพิจารณาเรื่องการปลดยศ อย่างละเอียดรอบคอบในทุกมิติอีกครั้ง

“บิ๊กป๊อก” สำทับทิ้งท้ายด้วยว่า ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ ทุกฝ่ายต้องมีความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา โดยจะต้องลืมความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติ และเกิดความสงบสุข ในขณะที่สื่อมวลชนก็ต้องช่วยกันชี้แนะ และสื่อสารข้อมูลกับประชาชน รวมถึงแกนนำกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อให้มีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน และมีความคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ มากกว่าประโยชน์ส่วนตัว

“พูดง่าย ทำยาก” แต่อย่างไรเสียต้องขอให้กำลังใจ ทุกท่าน ทุกคน ทุกฝ่าย โดยเฉพาะ ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และ นักการเมือง จะทำอะไรต้องคำนึงถึงความรู้สึกร่วมของคนในชาติ หันหน้าเข้าหากัน บ้านเมืองไทยในยามนี้จะฝ่าพ้นวิกฤติไปได้

ใหญ่ยกแผง!!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ


เข้าตำรา “คนรวยทำอะไรไม่น่าเกลียด” ...เหมือนกันกับที่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ปัสสาวะรดหัวใจคนไทยบางกลุ่ม บางฝ่าย ซ้ำซาก ซับซ้อน จนเกินการซ่อมแซม... เนื่องจากท่านทำอะไร ซอกซอน จนคนเซ็งซัง เกิดความซึมกระทือ ไปหมดแล้ว

แค่ปริศนาอักษรไขว้ ที่ปูนบำเหน็จ ให้กับนักรบดาวไฮด์ปาร์คนอกแถว... “รัฐมนตรีกษิต ภิรมย์” ขึ้นนั่งเล่าเต้ง เป็น “เจ้ากระทรวงบัวแก้ว”
คนก็ด่ากันเอ็ด ไปทั้งเจ็ดย่านน้ำ??
เพราะผู้ที่เข้าข่าย ก่อภัยร้ายแรงระดับสากล...คือไปยึด ทั้งทำเนียบ ปิดสนามบินดอนเมือง ล้อมกรอบสนามบินสุวรรณภูมิ กลับลิงโลด ได้ดีเป็น “เสนาบดี” เสียงั้นแหละ...
ต่อไปนี้ ใครจะมานั่งทำดีให้เมื่อยตุ้ม...สู้ซ่องสุมกองกำลัง ปิดสนามบิน ปิดประเทศดีกว่า
โตเร็ว ยิ่งกว่ากินแล็คตาซอยเสียอีก
จากผลพวงการก้าวหน้าอย่างผิดม่านประเพณี ของ “นายกษิต” ณ คาบเวลานี้

ย่อมเป็นหลักเสื่อมถอย ของ “คนไทย” ต่อไป... ที่นับจากนี้ เขาคงจะไม่งมโข่งหลังขดหลังแข็ง ทำงานด้วยความซื่อตรง ขยันหมั่นเพียรกันอีกแล้ว
สู้ไปปิดสนามบิน เดี๋ยวก็ได้กินตำแหน่ง “รัฐมนตรี” กันแล้วล่ะท่าน!!
จากพฤติการณ์นอกกรอบ ที่ “รมต.กษิต ภิรมย์” ได้ดิบได้ดี...จากการประทับตรา ยี่ห้อ “พันธมิตร” เช่นนี้
จึงทำให้มีคนของ “กลุ่มพันธมิตร” เตรียมชักหางว่าว ขึ้นมาใหญ่ กันบานตะไท

ก็เชื่อกันหรือไม่? ตอนนี้มีข่าวแพลมตาหนูออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมปูนบำเหน็จยกกระจาดให้กลุ่มพันธมิตรฯ กันอย่างมันยกร่องฟักทองแตงไทย

ไม่ว่าจะเป็น “สำราญ รอดเพชร” พิธีกรไฟเตอร์ ผู้บู๊ล้างผลาญ...ที่เปิดฉาก เปิดมุก ยำใหญ่จนประเทศไทยเละเป็นโจ๊ก

ข่าวว่ามีการร่อนการ์ดแดง เทียบเชิญชั้นดี ให้เข้าไปเป็น “ผู้อำนวยการ อสมท.” คุมทีวีช่อง 9 โมเดิร์นไนน์...ใหญ่คับแข้งคับขา ยิ่งกว่า การได้เป็น “ผู้นำพันธมิตรแถวสอง” เสียอีก
และงานนี้ รับประกันซ่อมฟรี ไม่น่าจะเป็นข่าว “ลับ-ลวง-พราง” โจมตีกันอย่างโคมลอย

เพราะก่อนหน้านี้ มีข่าวออกมาว่า “นายกษิต ภิรมย์” คนที่กล่าวว่า “การปิดสนามบินสนุกดี อาหารอร่อย และดนตรีเพราะมาก” จะมาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ”
คนก็ไม่เชื่อ แต่ท้ายที่สุด “นายกฯ อภิสิทธิ์” ก็สะบัดปากกา แต่งตั้งหน้าตาเฉยเลย??
ทำเรื่องฝืนความรู้สึกประชาชนมาครั้งหนึ่งแล้ว จะทำอีกครั้ง จะเป็นไรไป??

แล้วเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่อง “ขี้ผง” แค่ตั้ง “สำราญ รอดเพชร” เข้ามาสะง่อมด้องเป็น “ผู้อำนวยการ อสมท.”... มีหรือ “นายกฯ อภิสิทธิ์” จะไม่กล้าทำ!!

อีกทั้งการที่ “สำราญ รอดเพชร” จะขี่จรวดกวดพายุ ...มานั่งแหมะเป็น “ศิลปินเดี่ยว” ในตำแหน่ง “ผอ.อสมท.” ก็ตั้งเค้าส่งซิกสัญญาณมาตั้งแต่ไก่โห่

เมื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม กลุ่มคนเสื้อเหลือง ...ประกอบด้วย “สำราญ รอดเพชร” “คำนูณ สิทธิสมาน” และ “ประพันธ์ คูณมี” ย่องตอด ดอดเข้าไปให้ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป่ากระหม่อม โอมเพี้ยงมาแล้วถึง 3 จบ

และในวันเดียวกัน ก็เข้าไปคำนับ “ซือแป๋หลักเสื่อม” นายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ...ประหนึ่งเดินสาย เข้าไปคาวระ ก่อนเข้ารับตำแหน่งใหญ่ ก็ไม่ปาน
เพราะถ้าไม่มีอะไรเป็นนัย... “นายหัวชวน” ไม่เปลืองเวลา คงไม่มาสนทนา ให้เสียรังวัดหรอก
นี่เท่ากับว่า ใครที่อยู่สายพันธมิตรฯ หากว่า “โกตั๊บ” ส่งเข้าประกวด ชิงตำแหน่งอะไร...
เป็นต้องสมหวัง ไม่กินแห้วก็แล้วกัน??
เรียกว่าใครจะมาขวาง ไม่มีทางสำเร็จ!!

นอกจาก “สำราญ รอดเพ็ชร” จะได้ “โบนัส” และ “แต๊ะเอีย” ตามที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ต้องตอบความต้องการของ “โกตั๊บ” ที่เรียกร้องมาทุกประการแล้ว...
แม้แต่นายเคราแพะ หนวดดง “สมศักดิ์ โกศัยสุข” 1 ใน 5 คีย์แมนใหญ่ แฟนพันธุ์แท้ แห่งกลุ่มพันธมิตรฯ...
ก็ส้มหล่นทับบาทาบวม(ส์) อ่วมอรทัยเช่นกัน

เมื่อมีข่าว จะได้เข้าไปนั่งโซ้ย เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ “การไฟฟ้า”...หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่เขาใช้เป็นรากฐาน ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก เพื่อโค่น “รัฐบาลทักษิณ” ล้ม “รัฐบาลสมัคร” ไล่“รัฐบาลสมชาย” จนหมดดสภาพ อย่างกับที่เราๆ ท่านๆ เห็นอยู่นั่นแหละ
เรียกว่าถ้าใครเป็น “พันธมิตร”...มีสิทธิ์ใหญ่คับประเทศ ก่อนคนอื่น...

นี่ยังไม่รวมกับการ ที่จะให้ “พิภพ ธงไชย” เข้ามาปักหลัก วางมาตรฐานการเลือกตั้ง แบบ 70 : 30 ตามที่ “โกตั๊บ” วางแปลน หวังให้ “พันธมิตร” เข้ามาครอบงำการเมือง เอาไว้เบ็ดเสร็จ

โดยไม่มีวี่แวว และสัญญาณใดๆ ที่จะจัดการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับ “พันธมิตร” ที่ทำผิดกฎหมาย... ยึดทำเนียบ ปิดพร้อมสนามบินดอนเมือง และ สุวรรณภูมิ
นี่มีแต่จะโอ่ และทุ่มหน้าตัก ส่งเสริมให้ “พันธมิตร” ใหญ่โตกันสลอน???
ในเมื่อ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ทำประเจิดประเจ้อกันอีหรอบนี้...
ท่านนั่นแหละเป็นนายกรัฐมนตรี...ที่จุดไฟให้ “บ้านเมืองนี้มันร้อน”!!!

คำสัญญาจากปาก ‘กษิต’ไม่มีม็อบยึดสนามบินอีกแล้ว

ที่มา ประชาทรรศน์

สำนักข่าว AFP ได้นำเสนอข่าว รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น เข้าพบนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทย เพื่อหารือถึงเรื่องราวทางการเมือง โดยระบุด้วยว่านายกษิต ได้สัญญาว่าจะไม่ให้เกิดการยึดสนามบินขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และหลากหลายแง่มุม

* Japanese foreign minister visits Thailand for political talks
BANGKOK (AFP) — Japanese Foreign Minister Hirofumi Nakasone met Thai counterpart Kasit Piromya on Saturday for brief but wide-ranging talks that dealt with the recent closure of Bangkok's airports by protesters.
The "warm and cordial" discussions took place at 4.30pm (0930 GMT) at Suvarnabhumi international airport, which was closed for eight days from late November by anti-government demonstrators backed by the Thai foreign minister.
Some 350,000 travellers were left stranded by the airport closure, including more than 5,000 Japanese nationals.
A spokesman for the Japanese minister said Kasit had assured them it would not happen again.
"I assured them (the Japanese) of the stability of Thai society and the government is determined to act for the benefit of the people, so there would be no cause for concern or for any type of discontent that could lead to any type of protest," Kasit told AFP.
"It's passe, we have a new government, a working government," he added, describing the talks as "warm and cordial".
The talks centred on bilateral economic cooperation, both sides said.
Kasit said he was keen to secure technology transfer and training agreements with the Japanese to boost Thai small and medium sized businesses.
A spokesman for the Japanese delegation said a problem of import tax being charged on steel entering Thailand for manufacture by Japanese firms, contrary to a bilateral agreement, had also been resolved.
No further details were agreed on the timing of regional talks with the 10 members of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), originally planned for last November but postponed amid political turmoil in the kingdom.
But Kasit said they were likely to be held in late April with the ASEAN +3 members -- Japan, China and South Korea.
Other topics covered by the talks included cooperation in countering Somali pirates, who have seized several Asian ships in recent weeks, and humanitarian cooperation including support for United Nations reforms and Japan's chairmanship of the UN Security Council beginning in February for six months. Nakasone left Bangkok after the meeting to fly to Cambodia for talks with Prime Minister Hun Sen before his final stop in Laos on Sunday.

* รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเยือนไทยหารือทางการเมือง

นายฮิโรฟูมิ นากาโซเน รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น เข้าพบนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยเมื่อวันเสาร์ที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อหารือกรณีกลุ่มผู้ประท้วงปิดล้อมสนามบินในกรุงเทพมหานคร พร้อมเจรจารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกหลายประเด็น

การเข้าพบปะเจรจาของทั้งสองรัฐมนตรีเป็นไปอย่างอบอุ่นและฉันทไมตรี เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ภายหลังจากสนามบินดังกล่าวถูกปิดทำการเป็นเวลา 8 วันตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาล และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบันเป็นผู้คอยสนับสนุน

นักท่องเที่ยวราว 350,000 คน ต้องตกค้างอยู่ในสนามบินดังกล่าวที่ถูกปิดไป ทั้งนี้ในจำนวนนั้นยังรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นกว่า 5,000 คนด้วย

โฆษกประจำตัวของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่านายกษิตได้รับปากอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

“ผมรับรองกับชาวญี่ปุ่นในเรื่องความมีเสถียรภาพด้านสังคม และรัฐบาลก็ได้วางแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ประชาชน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุอันใดที่จะทำให้เกิดความกังวลขึ้น หรือความไม่พอใจที่จะทำให้เกิดมีการประท้วงใดๆ ได้อีก” นายกษิต เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP

“มันผ่านไปแล้ว ขณะนี้เรามีรัฐบาลใหม่ และเป็นรัฐบาลที่ทำงาน” นายกษิตกล่าวเสริมและกล่าวถึงบรรยากาศในการเจรจาว่า “อบอุ่นและเป็นมิตร”
การพูดคุยได้รับความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย

นายกษิตกล่าวว่าได้เร่งทำระบบรักษาความปลอดภัยและกำลังทำข้อตกลงกับประเทศญี่ปุ่นในเรื่องการเผยแพร่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของไทย

โฆษกประจำตัวของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงปัญหาการคิดค่าภาษีส่งออกสินค้าของประเทศไทยประเภทเหล็ก สำหรับเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทของญี่ปุ่น ตรงกันข้ามทั้งสองกลับต้องการให้แยกออกจากกัน

ต่อจากนี้ไม่นานก็จะมีการเจรจาลงความเห็นแนวทางต่างๆ ของ 10 ประเทศที่เป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน และอีก 3 ประเทศคือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยแผนเดิมที่คาดว่าจะมีการประชุมเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน แต่ต้องเลื่อนออกไปเหตุเพราะมีความวุ่นวายในประเทศไทย
แต่นายกษิตกล่าวว่าในการประชุมดังกล่าวมีทีท่าจะมีขึ้นช้าออกไปประมาณเดือนเมษายน

ภายหลังการหารือที่กรุงเทพมหานคร นายนากาโซเนจะเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชาเพื่อเข้าพบนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ก่อนจะเดินทางไปเยือนประเทศลาว

อย่าวิตกเกินเหตุ !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


เมื่อช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา นักข่าวในกองบรรณาธิการ “ประชาทรรศน์” ได้ไปสัมภาษณ์ อ.สุวิทย์ ตันติสุนทรชัย หรือ “โหรเจนชาติ” หมอดูชื่อดังจากหนังสือดวงประกาศิต มาให้แฟนๆ ประชาทรรศน์ได้อ่านกัน

หลายคนอ่านแล้วรู้สึกสบายใจ เพราะก่อนหน้านี้คำทำนายต่างๆ ที่ออกมาจากหมอดูคนอื่นๆ สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้อ่านมาก บางรายก็หดหู่กันไปตามๆ กัน

อ.สุวิทย์ บอกว่าได้วิเคราะห์และตรวจดูจากดวงดาวในหลักวิชาโหราศาสตร์แล้วพบว่าไม่ใช่อย่างที่หลายฝ่ายคาดกา รณ์
โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนชาวรากหญ้า อ.สุวิทย์ บอกว่า ในปี 2552 ชาวรากหญ้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้ก็เพราะว่าได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มากกว่าเดิมมากๆ ซึ่งจะเป็นประชานิยมหรือโครงการอะไรก็ตามจะทำให้กลุ่มนี้ได้ประโยชน์

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ดำเนินนโยบาย "ประชานิยม" คล้ายๆ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินตรงไปสู่รากหญ้า คนชรา คนตกงาน และบัณฑิตใหม่ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายกระจายไปทั่วประเทศ

ขณะที่กระทรวงต่างๆ ก็ช่วยกันอย่างเข้มแข็ง โดยกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ อสม. จำนวน 838,986 คน คนละ 600 บาทต่อเดือน
โดยเริ่มจ่ายในเดือนมีนาคมนี้ จำนวน อสม. มีการใช้เงินเดือนละ 503,391,600 บาท ปีละ 6,040,699,200 บาท

ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะจ่ายค่าครองชีพให้ผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวนประมาณ 6 ล้านคน คนละ 600 บาท ในเร็วๆ นี้ ใช้เงินเดือนละ 3,600 ล้านบาท ปีละ 43,200 ล้านบาท

รวมทั้งรัฐบาลเองก็จะจ่ายเงินให้คนตกงานและบัณฑิตจบใหม่แต่ยังหางานทำไม่ได้จำนวน 500,000 คน คนละ 5,000 บาทต่อเดือน และเป็นค่าจ้างฝึกอบรมวิชาชีพ ใช้เงินเดือนละ 2,500 ล้านบาท ปีละ 30,000 ล้านบาท

รัฐบาลจะใช้วิธีอัดฉีดเงินลงไปเป็นก้อนๆ ทีละระลอก รวมๆ กันแล้วต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 79,240.699 ล้านบาท ภายใน 1 ปีนี้

ทั้งนี้ แม้ว่าชาวรากหญ้าจะได้รับการเหลียวแลมากขึ้น แต่ชาวรากหญ้าก็ต้องระมัดระวัง เรื่องการใช้จ่ายในครัวเรือน ไม่ควรนำเงินไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย หรือประมาทในการใช้ชีวิตจนเกินไป

เพราะการที่รัฐบาลใหม่เข้าไปแก้ไขปัญหานั้นก็ช่วยได้แค่ส่วนหนึ่ง แต่เนื่องจากอิทธิพลของดาวเสาร์ทำให้รัฐบาลทำงานได้ไม่มากนัก
จึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต... แต่ไม่ควรตื่นตะหนกจนเกินไป!

ลือหึ่ง!!ลิ่วล้อพันธมารขอส่วนบุญ 'สำราญ-ยะใส'จ่อฮุบ อสมท.-ทีโอที

ที่มา ประชาทรรศน์

บุญคุณต้องทดแทน ข่าวสะพัด 'มาร์ค' ไฟเขียว ตั้งแกนนำพันธมารกุมบังเหียน อสมท.-ทีโอที "สำราญ-ยะใส" จ่อรับโบนัส "เพื่อไทย" จวกยับ!!ให้คิดถึงประโยชน์ปชช. สับเละไม่เหมาะสม โฆษกปชป.เสียงอ่อย! รับหากตั้งจริงมีผลต่อภาพลักษณ์

ภายหลังที่มีกระแสข่าวว่ามีกระบวนการต่างตอบแทนระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกรณี เตรียมแต่งตั้ง นายสำราญ รอดเพชร แกนนำรุ่นที่ 2 เข้ามาเป็น ผอ.อสมท. แทนนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ที่ถูกปลดไปก่อนหน้านี้ และเคยเป็นคนในเครือผู้จัดการ โดยนายสำราญได้เปิดเผยกับคนใกล้ชิดว่า นายอภิสิทธิ์ไฟเขียวเรียบร้อยแล้ว

ส่วนกระแสข่าวกรณีที่จะแต่งตั้งนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นประธานบอร์ดทีโอทีนั้น ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตน คิดว่ารัฐบาลคงทำเพื่อทดแทนบุญคุณให้กับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งดูแล้วทั้งคู่ไม่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าว ตนจึงอยากให้พรรคประชาธิปปัตย์คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก มากกว่าเป็นบุญคุณที่ต้องทดแทน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทางรัฐบาลจะมีการแต่งตั้งนายสุริยะใส กตะศิลา และนายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตร เป็นประธานบอร์ดทีโอที และ ผอ.อสมท. นั้นหากรัฐบาลกระทำการแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวจริง วันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากแล้ว เพราะความจริงจะฟ้องประชาชนเอง ว่าเป็นการปั่นกระแสตัวเองให้ดูดี การตั้งบุคคลที่มีคดีความ และทำลายประเทศชาติ นั้นเปรียบเสมือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกำลังกระทืบจิตใจของคนไทยและพี่น้องที่กำลังประกอบกิจการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และหากจะเปรียบประเทศไทบยุคนี้ต้องเรียกว่า 2552 ยุคผู้ก่อการร้ายครองเมือง

ด้าน นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้แล้วแต่มติของพรรค ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรค แต่หากมีการแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรฯ เข้าทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจริง ก็ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ก็จะออกมาไม่ดี ซึ่งการแต่งตั้งใครเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ จำเป็นต้องดูที่คุณสมบัติของคนที่จะเข้ามาทำงาน ไม่ควรนำคนที่มีคดีติดตัวเข้ามา เพราะประชาชนไม่เห็นด้วยและจะยิ่งมองภาพของรัฐบาลไปในแง่ลบมากขึ้น รวมถึงอาจทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายตามมา อย่างไรก็ตามตนมองว่าพรรคคงจะไม่เลือกคนที่มีคดีติดตัวมานั่งทำงานแน่นอน

พท.ตอกกลับ!!ปชป.ปิดวิทยุชุมชน"ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง"

ที่มา ประชาทรรศน์

"เพื่อไทย" จวก "ประชาธิปัตย์" ปิดวิทยุชุมชน-เวปไซด์ เป็นการริดรอนสิทธิ์ ย้อน ปชป. เคยพูดเสมอ "พลังประชาชน" แทรกแซงสื่อ วันนี้ "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" ด้าน โฆษกพรรคโต้ วิทยุชุมชนบางแห่งมีเนื้อหาขัดต่อกฎหมายสมควรปิด

การประกาศปิดวิทยุชุมชนที่อ้างว่ามีการนำเสนอรายการที่ไม่เหมาะสม ของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายก โดยอาศัย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 หรือ กฎหมายฮิตเลอร์ เป็นเครื่องมือรวมไปถึงการปิดเว็ปไซด์ต่าง ๆ ด้วยข้ออ้างทำนองเดียวกันจนถึงขั้นมีการตั้ง War Room และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการดังกล่าวถึง 80 ล้านบาท เพื่อการดังกล่าว จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่าส่อเป็นการคุกคามริดรอนสิทธิของประชาชน และเป็นการคุกคามสื่อ ซึ่งขัดต่อนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่แถลงไว้ที่กระทรวงต่างประเทศว่าต้องการสร้างสมานฉันท์

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณีดังกล่าวว่า ตนเข้าใจนายสาทิตย์เพราะเพิ่งได้รับเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกคงจะไฟแรงและอยากแสดงผลงาน แต่อยากให้นึกถึงเมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านนายสาทิตย์มักจะพูดเสมอว่ารัฐบาลสมัยพรรคพลังประชาชนปิดกั้นสื่อ แต่เมื่อตนมาเป็นรัฐบาลกลับทำเสียเอง ในเรื่องการปิดวิทยุชุมชนนั้นจริงๆแล้วมีกฏหมายคุ้มครองอยู่ โดยจะมี กสช. เป็นผู้ดูแล ซึ่งวิทยุชุมชนนั้นกำเนิดขึ้นมาในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และก็อยู่มาเกือบ 10 ปีแล้ว การที่นายสาทิตย์ ทำเช่นนี้ก็ถือเป็นการริดรอนสิทธิ ซึ่งองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องคงไม่ยอมให้นายสาทิตย์ กระทำเรื่องดังกล่าวได้โดยง่ายแน่นอนเพราะองค์กรเหล่านี้มีกฏหมายคุ้มครองอยู่ และที่สำคัญอย่าลืมว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาได้ส่วนหนี่งมาจากการผลักดันของวิทยุชุมชน ฉะนั้นจึงขอเตือนว่าอย่าได้ดีแล้วลืมพรรคพวก

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า สมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล พรรคประธิปัตย์ก็มักจะกล่าวหาว่ารัฐบาลพยายามแทรกแซงสื่อ แต่มาวันนี้นายสาทิตย์ ต้องการปิดวิทยุชุมชน รวมถึงอาจจะปิดเวบไซต์ ซึ่งตนมองว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลัง "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" อย่างไรก็ตามตนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์สามารถทำได้แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความแตกแยกและความวุ่นวาย และอย่าคิดว่าประชาชนโง่ เพราะคนไทยไม่ได้โง่ แต่สิ่งที่รัฐบาลคิดว่าถูก ประชาชนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็ได้

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การปิดวิทยุชุมชนนั้นตนมองว่าไม่ได้เป็นการแทรกแซงสื่อ เพราะเว็ปไซด์และการจัดการของวิทยุชุมชนบางแห่งมีเนื้อหาไม่เหมาะสมและขัดต่อกฎหมาย ส่วนการตั้ง War Room ตนยังไม่ทราบเรื่อง แต่หากเป็นเรื่องจริง ก็ต้องดูเนื้อหาว่าของการนำไปใช้และผลตอบแทนว่าคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไรก็ตามตนมองว่าทุกคนรวมทั้งสื่อมวลชนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย หากมีสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายหรือหมิ่นสถาบัน ก็ควรจะต้องแก้ปัญหาและจัดการกับสิ่งนั้น แต่หากเป็นการริดลอนสิทธิ์หน้าที่การทำงานก็ควรเสนอความคิดหรือข้อขัดแย้งแต่ต้องอยู่ในขอบเขต

'ขุนคลัง'ลุยคลอด5มาตรการกระตุ้นศก.ชงครม.อัดฉีดงบ1แสนล.

ที่มา ประชาทรรศน์

'กรณ์'เดินหน้าออก 5 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เตรียมเสนอครม.อีดฉีดงบกลางปี'52อีก 1 แสนล้านพรุ่งนี้ เพื่อขับเคลื่อนให้ศก.ให้เดินต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้(13 ม.ค.) กระทรวงการคลัง จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติการจัดสรรงบประมาณกลางปี 2552 เพิ่มเป็น 120,000 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะจัดสรรเงินประมาณ 100,000 บาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จากนั้นจะพิจารณาแผนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นวงเงิน 140,000 ล้านบาท เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

นอกจากนี้จะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่สังกัดในทุกกระทรวง วงเงิน 600,000 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้ภายในวันพุธที่ 14 ม.ค.นี้

ส่วนมาตรการภาษีด้านอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะสามารถเสนอครม.พิจารณาได้ภายในปลายเดือนนี้ เพื่อลดภาระประชาชนและแก้ไขปัญหาเฉพาะทางให้เศรษฐกิจเดินหน้า พร้อมให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยสินเชื่อเข้าภาคธุรกิจมากขึ้น โดยจากการหารือร่วมผู้บริหารธนาคาร ยืนยันว่า ยังมีศักยภาพปล่อยกู้ได้อีกหลายแสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รมว.คลัง ยังกล่าวอีกด้วยว่า ได้ส่งสัญญาณให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะพิจารณาอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 14 ม.ค.นี้ และคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเพื่อเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป

ขณะที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้รัฐบาลจำเป็นจะต้องเร่งเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยจำเป็นต้องกู้เงิน 1 แสนล้านบาทเพื่อนำมาเป็นงบประมาณไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ เพราะเป็นการนำเม็ดเงินใส่ในระบบเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้นและนำส่งรายได้กลับมาเป็นภาษีให้รัฐบาล ซึ่งจะทำให้การขาดดุลของประเทศลดน้อยลง ทั้งนี้ส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบนโยบายและการทำงานของรัฐบาลว่าสามารถทำเป็นรูปธรรมได้มากแค่ไหนเพื่อให้การดำเนินนโยบายเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด

‘ใจ’ ใช้โอกาสคนฟ้องตน รณรงค์ยกเลิกกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาไท
11 มกราคม 2552

รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในความผิดฐาน ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยผู้กล่าวหาคือ พันตำรวจโท พันศักดิ์ ศาสนอนันต์ และระบุให้เขาไปรายงานตัวต่อ พันตำรวจโท อุดม เปี่ยมศักดิ์ ที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในวันอังคารที่ 13 ม.ค.52 เวลา 13.00 น.

รศ.ใจระบุว่า หมายเรียกดังกล่าวลงวันที่ 25 ธ.ค.51 แต่เนื่องจากเขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศจึงได้รับทราบในวันนี้ (11 ม.ค.) โดยไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เขาจะแถลงข่าวที่หน้าสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ในเวลา 12.30 น. และพร้อมที่จะตอบคำถามของนักข่าวภายหลังที่ได้เข้าไปพบตำรวจแล้ว นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เรื่องดังกล่าวไปยังสำนักข่าวต่างประเทศ สถานทูตต่างๆ และนักวิชาการที่สนใจประเทศไทยในต่างประเทศอีกด้วย

รศ.ใจกล่าวว่า สถาบันกษัตริย์ได้ถูกนำมาอ้างในการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองต่างๆ เช่น กรณี รัฐประหาร 19 กันยา และกรณีการปิดสนามบินโดยพันธมิตรฯ เป็นต้น และข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นเดชานุภาพถูกใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จนมีนักวิชากรและนักสิทธิมนุษยชนหลายคนมองว่ากฎหมายหมิ่นเดชานุภาพมีผลในด้านลบต่อสถานบันกษัตริย์

“มันเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่นักรัฐศาสตร์ในประเทศไทยจะต้องพยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ในบรรยากาศที่ต้องมีการปกป้องสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ และสิทธิเสรีภาพทั่วไปในระบอบประชาธิปไตย การใช้กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพเพื่อพยายามปิดปากนักวิชาการเป็นการพยายามสร้างบรรยากาศที่ประชาชนจะไม่สามารถรับรู้แลกเปลี่ยนและถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันที่มีความสำคัญกับสังคมไทย” ใจ กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า เขาได้จัดทำบทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่พยายามวิเคราะห์ลักษณะของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปอ่านอย่างเสรีได้ และนำเสนอบทความดังกล่าวในงานประชุมรัฐศาสตร์แห่งชาติที่พึ่งจัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อีกด้วย

เขาระบุว่า เนื่องจากข้อกล่าวหาในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ คำถามสำคัญคือ รัฐบาลใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้และคดีอื่นๆ อีกหลายคดีอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าจะเข้มงวดมากขึ้นในคดีหมิ่นเดชานุภาพ และในวันที่ 23 ธันวาคม 2551 ก็มีการกล่าวหานักข่าว BBC ประจำกรุงเทพในข้อหาเดียวกัน

“เราพร้อมที่จะสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นเดชานุภาพในทุกรูปแบบเพื่อปกป้องเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพในระบบประชาธิปไตย” ใจกล่าว

การ์ตูนมะนาว:คดีร้ายแรง!!?

ที่มา Thai E-News



ปลุกขวัญที่ลอยลาไกล

ที่มา Thai E-News


โดย วิสา คัญทัพ
ที่มา ไทยฟรีนิวส์

พวกเราต้องรู้ว่าสู้กับอะไร จึงต้อง “บากบั่น อดทน” รอจังหวะ รอคอยโอกาส ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา พลังที่ก้าวหน้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้พลังที่ล้าหลัง



โอ ดวงใจ สุดที่รักเอย เพลงนี้ฉันร้องปลอบเธอ
ปลุกขวัญที่ลอยลาไกล ให้คืนมาอย่าหาย ขวัญเอย


คงต้องร้องเพลงปลุกปลอบดวงใจกันแล้วในยามนี้ มอบเป็นพิเศษแด่นักสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย เพราะช่วงนี้หลายคนมีอาการอ่อนอกอ่อนใจ เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ และสิ้นหวัง อย่าปล่อยให้ขวัญลอยหาย สลายไปทางไหนเลยครับ ปลุกขวัญกลับมาเถิด เรื่องยังยาว การต่อสู้ยังยืดเยื้อ จิตร ภูมิศักดิ์ นักรบประชาชนเคยแต่งเพลงปลุกใจไว้ท่อนหนึ่งว่า “บากบั่นอดทน เราผองชนย่อมบรรลุชัย สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่ พ่ายแพ้สู้ใหม่ จนชัยได้มา


ท่องคำนี้ไว้ครับ “สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา” จิตร ภูมิศักดิ์ สู้มาก่อนพวกเราสี่ห้าสิบปี เขียนหนังสือเชิงวิชาการเล่มหนึ่งชื่อ “โฉมหน้าศักดินาไทย” อธิบายพัฒนาการสังคมที่เปลี่ยนผ่านในแต่ละยุค บุรุษผู้นี้สายตายาวไกลมองเห็นล่วงหน้า จนได้ฉายาว่า “ผู้เกิดก่อนกาล” ชี้บอกเราไว้มาสี่ห้าสิบปีแล้วว่า “สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จน...ชัยได้มา อย่าลืมนะครับว่าเราต้อง บากบั่นอดทนด้วย เราผองชนจึงจะบรรลุชัย


อันที่จริงพัฒนาการของระบบสังคมเป็นทฤษฎีที่สรุปจากปรากฏการณ์เป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ตั้งแต่สังคมชุมชนบุพกาล สู่สังคมทาส สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม ระยะผ่านสั้นยาวมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางประเทศในโลกอาจผ่านสังคมศักดินาไปสู่ทุนนิยมนานแล้ว แต่บางประเทศก็ยังไปไม่ถึงไหน หน้าฉากอาจลวงพราง ยินยอมเปิดพื้นที่ให้ “ประชาธิปไตย” บ้าง แต่ถ้าประชาธิปไตยรุกล้ำกล้ำกรายกินเนื้อที่อำมาตยาธิปไตยเข้ามามากก็จะถูกบั่นทอนสกัดกั้น และประชาชนก็ต้องต่อสู้ ยาดแย่งเอามา ได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นห้วงสลับไป แต่ทว่าไม่ถึงที่สุด ไม่ถาวร ไม่เด็ดขาด ฝ่ายประชาชนต้องสะสมชัยไปทีละเล็กละน้อย ค่อยๆเติบโตแข็งแกร่ง กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสันทัดที่จะมองภาพรวมแบบกว้างๆไปพร้อมๆกันด้วย


เราควรเข้าใจการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตยให้ดีเสียก่อนว่า เปลี่ยนผ่านมาสู่มือใคร และกำลังอำนาจใดที่ก่อการปฏิวัติ 2475 คำว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยเมื่อ 76 ปีที่แล้วน่าจะเป็นทิศทางที่ควรจะ “เดินไปสู่” เสียมากกว่า ประชาชนจึงเป็นเพียงข้ออ้างของปัญญาชนหัวก้าวหน้ากับทหารผู้มีปืนและรถถังที่บังคับพระเจ้าแผ่นดินให้สละพระราชอำนาจของพระองค์ ดังปรากฏในข้อความที่เขียนเป็นเงื่อนไขว่าเต็มใจสละให้กับประชาชน มิใช่คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ประชาชนจึงเป็นตัวละครสำคัญสำหรับระบอบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริง เวลานั้น หลับตานึกย้อนยุคไปดู ตาสีตาสายายมียายมา ไพร่ฟ้าหญ้าแพรกอาจจะพูดคำว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ถูกเสียด้วยซ้ำไป


เมื่อเรารู้ว่า ปืนและรถถังคือตัวแทนอำนาจของอำมาตยาธิปไตยมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เราจึงต้องรู้ต่อไปด้วยว่า ใครที่เป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจมักต้องมีอันเป็นไปในท้ายที่สุดอย่างท่านปรีดี พนมยงค์ บุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ถูกทำลายลง พรรคประชาธิปัตย์มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้


36 ปีที่แล้ว เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับเพื่อน เรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ถูกจอมพลถนอม-ประภาส ปล้นไป นั่นเป็นการปล้นจากตนเองเสียด้วยซ้ำ เพราะปล้นขณะตนเองนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองชื่อ สหประชาไทย ประชาธิปไตยยุคนั้นปล้นกันโดยไม่ต้องซ่อนรูป ใครขวางจับติดคุกหรือไม่ก็ลอบฆ่าลอบสังหารกันเอิกเกริก ไปอ่านประวัติศาสตร์ดูเถอะครับ นักการเมืองที่ต่อสู้เผด็จการส่วนมากไม่ได้อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเขาโค่นเผด็จการไปแล้ว พรรคนี้จึงแอบอ้าง “สังคมนิยมอ่อนๆ” ลงเลือกตั้งตามกระแสซึ่งคนนิยมพรรคฝ่ายซ้ายอย่าง สังคมนิยมแห่งประเทศไทย,แนวร่วมสังคมนิยม,และพลังใหม่


พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก่อนนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 สื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สารพัดรุมโจมตี บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีขบวนการนักศึกษาประชาชนด้วยข้อหารุนแรง เช่นเดียวกับทุกวันนี้ที่สื่ออย่างเอเอสทีวีหรือบางสื่อกำลังกระทำอยู่ และสุดท้ายก็เข้าล้อมปราบอย่างป่าเถื่อน เหี้ยมโหด ทารุณที่สุด


หนักหนาสาหัสขนาดไหน เขาทำมาแล้วทั้งนั้น มองย้อนกลับไปดูอดีต จึงจะเห็นปัจจุบัน เมื่อดูอดีตจึงพบว่าประชาชนเติบโต แข็งแกร่ง ขยายตัว กว้างขวางมากขึ้น ฉลาด เรียนรู้ เท่าทันสถานการณ์ ทั้งมีจิตใจพร้อมต่อสู้ทว่า เราต้องรู้ว่าเราต่อสู้กับอะไร เมื่อก่อนสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการทั้งหมด ฝ่ายประชาชนมีหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ มีสถานีวิทยุคลื่นสั้น “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” ในเขตป่าเขาสถานีเดียวที่เป็นกระบอกเสียงต่อสู้ ออกอากาศแค่ชั่วเวลาหนึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้นเอง เปรียบเทียบกับยุคนี้ย่อมห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน ทุกวันนี้เรามีสื่ออินเตอร์เน็ตที่ไม่สามารถควบคุมคุกคามได้ มีทีวีดาวเทียมอิสระ และวิทยุชุมชนมากมายรวมถึงหนังสือพิมพ์ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ายังจำเป็นต้องเพิ่มสื่อเพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชนฝ่ายเราให้กว้างขวางขึ้น แม้จะมีสื่อกระแสหลักบางส่วนต้องถูกกำจัดไป เมื่อพวกเขาเข้าคุมสื่อของรัฐเบ็ดเสร็จ ยิ่งเขาลิดรอนคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของฝ่ายประชาชนไปมากเท่าไร เขายิ่งถูกประณามและมีภาพลบต่อสายตาของชาวโลกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพวกเขาได้มาด้วยการปล้นและรัฐประหารเงียบเป็นที่รับรู้ทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะบิดเบือน สร้างภาพสร้างกระแสประชาสัมพันธ์ความชอบธรรมของตนเองอย่างไรย่อมไม่มีผล


สำหรับประเทศไทย เรายังก้าวไปไม่ถึง “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” ประชาชนยังมิอาจร้องเพลง “นี้คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย สามัคคีให้ถึงวันพรุ่ง”


เรายังอยู่ในห้วงการต่อสู้อันยืดเยื้อ ผ่านมา 76 ปีแล้ว อีก 24 ปีก็จะถึง 100 ปี ผมคิดว่า ชัยชนะขั้นที่หนึ่งจะต้องมาถึงก่อน 100 ปีอย่างแน่นอน หากจะสรุปการต่อสู้ของประชาชนต้องกล่าวว่า เราถูกปล้นประชาธิปไตยไปครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐประหารโดยทหารตัวแทนระบอบอำมาตยาธิปไตย ผมเขียนเป็นกาพย์ยานี ดูให้ดีมีหกฉาก ดังนี้ครับ


ฉากแรก คมช. รุกแข็งข้อ ขึ้นก่อการ
ทำรัฐประหาร โค่นประชาธิปไตย


ฉากสอง แก้หมายหมุด กฎสูงสุดเปลี่ยนแปลงไป
รัฐธรรมนูญไทย วางหมากไว้อย่างแยบยล


ฉากสาม เลือกตั้งแพ้ วางหมากแก้โดยเล่ห์กล
ป่วนเมืองด้วยไพร่พล พันธมิตรฯคิดทำลาย


ฉากสี่ ตุลาการ ผู้เชี่ยวชาญการระบาย
ป้ายผิดที่คิดหมาย ยุบ เลิก ปลด หมดทุกทาง

ฉากห้า บุกปล้นเงียบ โดยราบเรียบ ลับ ลวง พราง
เบื้องหลัง หวังที่วาง ยังไม่เสร็จ สำเร็จผล


ฉากหก ประชาธิปัตย์ อำมาตย์จัดพร้อมไพร่พล
ลุล่วงที่ทวงทน อำนาจรับ ได้กลับคืน.


หกฉากนี้ หากเป็นละครก็เป็นแค่องค์เดียว ถ้าจะว่าจบในตอนก็เป็นได้ แต่ว่ายังไม่จบเรื่อง ยังมีองค์ต่อๆไป เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนไทยผู้รักชาติรักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมยังไม่จบบริบูรณ์ หากท่านทั้งหลายเข้าใจตามนี้ ท่านก็จะไม่หมดหวัง ไม่สิ้นกำลังใจ


1. ทหารยึดอำนาจ ทำลายรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่นับว่าเป็นประชาธิปไตยมากกว่าทุกฉบับลงไป โค่นล้มพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงเลือกตั้งจากประชาชนอย่างท่วมท้น

2. จากนั้นก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายอำมาตย์ทหาร ทั้งยังป่าวร้องหลอกลวงประชาชนว่า ให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขภายหลัง ประชาชนอยากได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยเร็วก็หลงเชื่อ

3. โดยรัฐธรรมนูญ 50 และด้วยอำนาจทั้งหมดของรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ทหาร สรยุทธ จุฬานนท์ คิดว่าพรรคการเมืองฝ่ายตนจะได้ชัยชนะจากการเลือกตั้ง แต่กลับพ่ายแพ้หมดรูป จำเป็นต้องแก้ด้วย “การป่วนเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” รอบใหม่


4. โดยรัฐธรรมนูญ 50 และด้วยกลไกตุลาการ ใบเหลืองใบแดงจัดการ สส. ยุบเลิกปลดหมดทุกทาง

ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรีสองคน ยุบพรรคสังหาร และสารพัดจัดการ พวกที่เป็นฝ่ายตรงข้าม พรรคประชาธิปัตย์

5. เมื่อพรรคที่ตนสนับสนุนไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ต้องปล้นเงียบโดยราบเรียบ ลับ ลวง พราง

6. อำมาตยาธิปไตยบังเกิด ขุนทหารเข้าแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล สำเร็จสมประสงค์ดังปรารถนา

ดูให้ดีละครองค์นี้มีหกฉากเท่านี้เอง เพราะฉะนั้นถึงตรงนี้ พวกเราต้องรู้ว่าสู้กับอะไร จึงต้อง “บากบั่น อดทน” รอจังหวะ รอคอยโอกาส ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา พลังที่ก้าวหน้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้พลังที่ล้าหลัง

“ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรมได้ ความหวังยังพริ้งพราย เก่าตาย มีใหม่เสริม ชีวิตที่ผ่านพบ มีลบย่อมมีเพิ่ม ขอเพียงให้เหมือนเดิม กำลังใจ”