WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 12, 2009

'ม็อบไม่มีเส้น'จี้'มาร์ค'เชือดพันธมารปิดประเทศป่วน!

ที่มา ประชาทรรศน์

วันนี้ (12 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ทำเนียบรัฐบาลมีประชาชนโดยใช้ชื่อกลุ่มว่า'ม็อบไม่มีเส้น'ได้ส่งเอกสารมายังห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล เลขที่1ถนนพิษนุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ10300 โดยมีข้อความว่าหากไม่มีการออกข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่องใดหรือหนังสือพิมพ์ฉบับใดจะแฉความจริงมากกว่านี้ ซึ่งเนื้อหาที่ส่งมานั้นมีคำถามฝากถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทั้งหมด 7 ข้อดังนี้

1.กรณีพันธมิตรฯบุกยึดNBT.บุกรุกสถานที่ราชการในเวลากลางคืนและทำให้เสียทรัพย์ คดีได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ช่วยแถลงต่อสื่อมวลชนด้วย

2.กรณีพันธมิตรฯยึดสนามบิน7 วัน บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์(คดีอาญา)และความเสียหายที่เกิดขึ้น2แสนล้านบาท(คดีแพ่ง)นายกฯได้ดำเนินการอย่างไร

3.กรณีพันธมิตรฯยึดทำเนียบรัฐบาล 3 เดือน คดีอาญา บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ได้ดำเนินการอย่างไรและค่าเสียหายในทางแพ่งอีกประมาณ20ล้านบาทได้ดำเนินการฟ้องร้องไปถึงไหนแล้ว

4.จากคดีทั้ง3 คดีดังกล่าวเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเสื้อแดงปาไข่ใส่หน้านายชวนหรือเสื้อแดงใช้ก้อนอิฐปาใส่รถยนต์ของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ทำไมดำเนินคดีเสร็จไปโดยเร็วโดยผิดสังเกตของหลักกระบวนการยุติธรรม

5.คนทั้งประเทศโดยเฉพาะคนเสื้อแดงหรือรากหญ้าเขารู้กันหมดแล้วพันธมิตรฯเป็นม็อบมีเส้นใหญ่ซะด้วย ถามนายกฯท่านจะอธิบายต่อชาวโลกอย่างไรว่าใครอยู่เบื้องหลังพันธมิตร แล้วม็อบไม่มีเส้นอย่างเสื้อแดงจะทำเหมือนพันะมิตรได้หรือไม่

6.หากนายกฯแถลงเรื่องไม่กระจ่างชัดในข้อที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เอกสารแผ่นนี้ผมจะส่งไปทั่วประเทศไทยให้สังคมได้รับรู้และจะพิสูจน์ความเป็นตัวตนที่แท้จริงของท่านนายกรัฐมนตรี

7.หากท่านนายกฯหรือสื่อมวลชนได้ติดตามในเรื่องนี้แล้ว ผมก้จะทำในสิ่งที่ผมต้องการคือ เมื่อรบกันในรูปแบบไม่ได้ก็รบกันนอกรูปแบบแล้วกัน(สงครามกองโจร) เป็นกองโจรไม่มีเส้นใหญ่เหมือนพันธมิตร แต่ทำให้เพราะจิตใจที่สงสาท่านทักษิณที่ทำให้คนยากจนทั่วประเทศได้อยู่ดีกินดี สวัสดิการทางสังคมดีขึ้นกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่สุดท้ายทำไมท่านทักษิณหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ ตราบใดนายกฯไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้ อย่าหวังเลยว่าความสงบสุขจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย ขณะเดียวกันนักรบไม่มีเส้น รบเดี่ยวผู้นี้ ได้ยืนยันมีตัวตนจริง 083-6285850 หากนายกข้องใจติดต่อโดยตรงก้ได้

นปช.จี้รบ.ปลด"กษิต"ไล่ฟัน"พธม."ลุยแก้รธน.ลั่นไม่หยุดปาไข่

ที่มา ประชาทรรศน์

"กลุ่มคนเสื้อแดง"จี้รัฐบาลดำเนินคดี "พันธมาร"ยึดสนามบิน กดดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไล่ส่ง"กษิต"พ้นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐบาลอาเซียน 10 ประเทศ ประกาศจัดเวทีคู่ขนานการประชุมอาเซียนซับมิท ลั่นไม่หยุดปาไข่

วันนี้ (12 ม.ค.) ที่โรงแรมมิโด้ ประดิพัทธ์ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นำโดย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทยนพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ร่วมด้วยนาย ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรและแนวร่วม นปช. จากจังหวัดต่าง ๆ 15 จังหวัด ร่วมกันแถลงจุดยืนข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและการเคลื่อนไหวของ นปช. 1. รัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยในเปิดสมัยการประชุมรัฐสภา วันที่ 21 มค.นี้ ทางกลุ่มจะเดินทางไปยื่นหนังสื่อต่อ นายชัย ชิดชอบประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้นำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้เคยเสนอไปและบรรจุเป็นวาระอยู่แล้วมาพิจารณา 2. รัฐบาลจะต้องดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ กรณีที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยรัฐบาลจะต้องมีมาตราการที่ชัดเจนภายใน 1 เดือนก่อนการประชุมอาเซียน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการทางกลุ่มจะเข้มข้นในการชุมนุม 3. รัฐบาลจะต้องปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เพราะไม่มีความเหมาะสมเป็นตัวแทนของประเทศ เนื่องจากเป็นอาชญากรสนับสนุนการปิดล้อมสนามบิน

ทั้งนี้ นปช.จะคัดค้านรัฐบาลโดยการ 1.ชุมนุมยื่นหนังสือถึงรัฐบาลอาเซียน 10 ประเทศ ผ่านสถานฑูตไทย 2. จัดการชุมนุมโดยการถือป้าย ต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ผู้นำอาเซี่ยนเดินทางมา 3. จัดเวทีการชุมคู่ขนานกับการประชุมอาเซียน ระหว่างวันและเวลาเดียวกัน 4. นปช.เห็นว่าการแสดงออกถึงความไม่พอใจโดยการปาไข่ของชาวบ้านนั้น เป็นการสื่อความหมายตามข้อเรียกร้องของนปช. และขอให้ใช้ไข่สดแทนไข่เน่า เป็นการต่อสู้อย่างสันติวิธี ต่างจากพันธมิตรที่ใช้ระเบิด รวมทั้งนปช.จะให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี

จากนั้น นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า ทางกลุ่มจะยังคงยืนยันเดินหน้าการปาไข่ใส่รัฐบาลในทุกที่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่สร้างความเสื่อมเสียแก่ประเทศชาติ ด้วยการไปร่วมขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อีกทั้งเป็นการเร่งรัดรัฐบาลให้รีบดำเนินคดีแกนนำพันธมิตรฯ โดยเร็วที่สุด

ด้าน นายขวัญชัย ไพรพนา กล่าวว่า ขอยืนยันว่าการที่ นปช.ในแต่ละจังหวัดเดินทางรวมตัวกันที่กรุงเทพฯในวันนี้เป็นเพราะตนชี้แจงว่าได้รับการประสานมาจากกรุงเทพฯ ไม่ได้มาจากการนัดรวมตัวของนาย พงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท ทักษิณตามที่เป็นข่าว เรื่องดังกล่าวสื่อมวลชนได้ฟังแล้วนำไปตีความกันเอง

นอกจากนี้ ในตอนท้ายของการแถลงข่าว กลุ่มแกนนำยังได้โชว์ สาธิตการปาไข่ที่ติดรูปภาพหน้าของ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายกษิต ภิรมย์ด้วย

'จักรภพ'เล็งฟ้องต่างชาติ!'กษิต'ไร้ศักยภาพคุมบัวแก้ว

วันเดียวกัน นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยถึง 3 แนวทางในการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. ว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตในกลุ่มประเทศอาเซียน 9 แห่ง ซึ่งบื้องต้นได้รับการประสานงานจากประเทศในกลุ่มดังกล่าวแล้วประมาณ 4 -5 ประเทศ ว่าจะมารับหนังสือด้วยตนเอง

ส่วนแนวทางที่ 2 นั้น จะมีการยื่นหนังสือต่อสมาชิกถาวรองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น 5 ประเทศ ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส และประเทศอังกฤษ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และแนวทางสุดท้ายจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขอคำแนะนำจากบางประเทศที่มีประสบการณ์ปกครองแบบเผด็จการซ่อนรูปประชาธิปไตย

Thai Critic Ungpakorn to be Charged with Lèse Majesté

ที่มา Thai E-News


Written by John Berthelsen
Asia Sentinel
MONDAY, 12 JANUARY 2009

The government goes after a prominent academic and government gadfly

Recent Articles by Giles Ungpakorn:


Giles Ji Ungpakorn, a political science professor at Thailand's Chulalongkorn University, has been ordered to appear tomorrow at a Bangkok police station to be charged under the country's stiff lèse majesté laws for insulting the country's monarchy.

Ungpakorn wrote a series of flame-throwing articles which appeared in Asia Sentinel, among other publications, charging that a royalist and anti-democratic alliance made up of what he called the "fascist" People's Alliance for Democracy, the military, the police, the judiciary, most middle-class academics and especially Queen Sirikit of perpetrating a royalist coup that kicked two democratically elected governments out of power.

As Thailand emerges gingerly from two years of political chaos that began with an September 2006 military coup against the democratically elected government of former Prime Minister Thaksin Shinawatra, the government is increasingly using lèse majesté laws, the most restrictive known anywhere in the world, to stifle dissent. Since the 1970s, the laws have grown progressively stricter. Although the law is ostensibly designed to protect King Bhumibol Adulyadej or his family, it is increasingly being used to go after government critics, warranted or not. Charges have been filed against several individuals including the BBC correspondent in Bangkok, Jonathan Head, for reporting on the political situation.

In a first email, Ungpakorn said he had not been told which articles or speeches had resulted in the charge against him, but later said he was being charged over his book, "A Coup for the Rich"and added that he is prepared to fight any charges "in order to defend academic freedom, freedom of expression and democracy in Thailand."

The book was withdrawn from sale by Chulalongkorn and Thammasat Universities. However, Ungpakorn said all 1,000 copies had sold out. He directed readers to his blog http://wdpress.blog.co.uk/ where the book is available in its entirety.

"The monarchy has been quoted and used by various political factions in Thailand to legitimize their actions," he wrote. "The most notable cases are the 19th September 2006 military coup and the illegal protests by the yellow-shirted PAD, which included shutting down the international airports. Lèse majesté charges in Thailand are notorious for being used by different political factions to attack their opponents. Many believe that this law is actually counter-productive to defending the monarchy. This is why it is very important that political scientists attempt to analyze the real role and nature of the Thai monarchy in an atmosphere of freedom and democracy."

The Committee to Protect Journalists has protested the use lèse majesté laws against the press, particularly against BBC reporter Head. But use of the laws goes well byond just journalism. In September, Australian novelist Harry Nicolaides, 41, was arrested at Bangkok's airport on charges that he had defamed the royal family in a 2005 novel when he tried to fly out of Bangkok to Australia. He said he was unaware of the arrest warrant.

He remains in jail despite four appeals.

The blogger Bangkok Pundit in November wrote that police are handling another 30 lese majeste cases including one against social critic Sulak Sivalak, who was arrested at his home in Khon Kaen in November for remarks he had made the previous December. Among the most prominent charged was former Minister in the Prime Minister's Office Jakrapob Penkair, who in a speech to the Foreign Correspondents Club of Thailand in August of 2007 criticized Thailand's patronage system and particularly criticized Prem Tinsulanonda, the president of the Privy Council, a former prime minister and army general who is particularly close to the king.

Reporters Without Borders ranks Thailand 124th among 173 countries for restricting press freedom, recently expressing concern because 2,300 Internet websites were blocked in 2008, in most cases for lèse majesté. Ranongrak Suwanchawee, appointed information minister in the new Democrat government headed by Abhisit Vejjajiva, said on December 29 that blocking lèse-majesté websites would be her ministry's main task.

Ungpakorn comes from a family with an illustrious history of protest. His father, Puey Ungpakorn, joined the Free Thai movement in the United Kingdom and parachuted into Northern Thailand in 1944 but was captured by the Japanese. Later, he became governor of the post-war Bank of Thailand before returning to the Faculty of Economics at Thammasat University. He was ultimately branded a communist and destroyer of unity by the political right. He resigned as rector at Thammasat in protest against the October 1976 massacre of students by rightists and was forced to flee the country.

Giles Ungpakorn urged opponents of the charges against him to write a letter of protest to the prime minister at Government House, Bangkok, Thailand Fax number +66(0)29727751, to write letters of protest to the ambassador of the Royal Thai embassy in opponents' own countries, and to ask that Amnesty International take up all lèse-majesté cases in Thailand.

Recent Articles by Giles Ungpakorn:

นปช.15 จังหวัดแถลงผนึกกำลัง ต้าน “รัฐบาลมาร์คกระสัน” ยื่น 3 ข้อเสนอ “แก้รธน.-เอาผิดพธม.-ปลดกษิต” แลกยุติชุมนุม

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ NEWS
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
12 มกราคม 2552

วันที่ 12 ม.ค. 2552 เวลา 13.30 น. ที่โรงแรมมิโด้ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จาก 15 จังหวัด ได้แก่ จ.ปทุมธานี นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี พัทลุง ตราด พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ พิษณุโลก เชียงราย ลำปางและกรุงเทพฯ จำนวนกว่า 30 คน ร่วมแถลงท่าที และความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล เข้าติดตามทำข่าว และบันทึกภาพ การแถลงความเคลื่อนไหวครั้งนี้หลายนายด้วยกัน

ทั้งนี้กลุ่ม นปช.ได้แจกจ่ายใบสมัคร “สถาบันเสื้อแดง” โดยให้มีการสอบถามรายละเอียดความสามารถพิเศษเพื่อช่วยกิจกรรมตามความสมัครใจ อาทิ นักกฎหมาย เพื่อติดตามยื่นฟ้อง ช่วยเหลือเรื่องคดีความ, อาชีพอิสระ อย่างแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ สามล้อ เพื่อเป็นฝ่ายจรยุทธ์, ทหาร ตำรวจ ดูแลความปลอดภัย และยุทธวิธี เป็นต้น รวมถึงสอบถาม ความสามารถในการจัดตั้งกลุ่มเสื้อแดงในหมู่บ้าน โดยต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนประกอบใบสมัครด้วย

โดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำ นปช. กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากการหารือของแกนนำ นปช.ทั่วประเทศมีมติรณรงค์เรียกร้องใน 3 ประเด็น คือ

1. ทันทีที่มีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ วันที่ 21 ม.ค.นี้ ตัวแทน นปช. จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับที่เสนอโดย คปพร. ที่ค้างการพิจารณาในสภา เข้าสู่ที่ประชุมสภา เพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเร็วที่สุด เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล

2. เรียกร้องให้รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากยังเพิกเฉย ก็อาจจะเกิดการชุมนุมใหญ่ และเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลขึ้น

3. เรียกร้องให้นายกษิต ภิรมย์ ลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์จะต้องปลด นายกษิต ก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพราะ นปช.ไม่ยอมรับอาชญากรก่อการร้ายสากล ยึดสนามบิน เป็นตัวแทนของประเทศ

สำหรับยุทธวิธี จะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ภารกิจเฉพาะหน้า จะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ กระจายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงการเคลื่อนไหวชุมนุมขนาดใหญ่

ส่วนระยะยาว คือการจัดตั้งให้ความรู้มวลชน ยกระดับความคิดต่อต้านเผด็จการ และปกป้องประชาธิปไตย นายวิภูแถลง ยังกล่าวปฏิเสธว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีการพิจารณาถอดยศตำรวจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ตนก็ขอตั้งคำถามถึงความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายว่า เป็นไปอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะหลายกรณีที่เจ้าหน้าตำรวจมีความผิด เช่น กรณีพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ที่ถูกจำคุกแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการถอดยศ หรือแม้แต่จอมพลถนอม กิตติขจร พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ก็ไม่ได้ถูกถอดยศ

แต่กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ทำไมถึงเลือกปฏิบัติ พวกตนไม่ได้ต้องการปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ต้องการเห็นกฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช.กรุงเทพฯ กล่าวว่า กลุ่ม นปช. ไม่ประสงค์จะขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่ไม่ยอมรับ ที่จะให้นายกษิต และรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายให้ประเทศไทย และประเทศอาเซียน เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

โดยต้นเดือน ก.พ.นี้ นปช.จะทำหนังสือ ซึ่งเนื้อหาระบุถึงที่มา และสาระดังกล่าว ถึงสถานทูต 10 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกอาเซียน เพื่อให้ได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่า จะเข้าร่วมประชุมหรือไม่ อีกทั้งในวันประชุม จะมีสมาชิก นปช.บางส่วน ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไปยืนถือป้ายข้อความ ต้อนรับผู้นำประเทศอาเซียนที่สนามบิน แต่กลุ่ม นปช.จะไม่ชุมนุมยึดสนามบิน และสร้างความรุนแรงแน่นอน พร้อมเชื่อว่า จะสามารถควบคุมมวลชน ไม่ให้เกิดความวุ่นวายได้ เพราะเป็นเพียงการเดินทางไปของคนกลุ่มเล็กๆ

นายสมยศ กล่าวว่า นอกจากนี้ นปช.จะจัดเวทีคู่ขนาน ตลอดระยะเวลาการประชุม ซึ่งจะแจ้งสถานที่ให้ทราบภายหลัง อาจจะเป็นที่ กทม. แต่จะไม่จัดที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะไม่ต้องการตกหลุมพรางพรรคประชาธิปัตย์ ที่เลือก อ.หัวหิน เป็นสถานที่จัดประชุม

แต่หากรัฐบาลรับข้อเสนอปลดนายกษิต ก็อาจจะยุติการชุมนุม

ส่วนการปาไข่นั้น ถือเป็นการสื่อความหมายของประชาชน ที่ต่อต้านรัฐบาล และจะทำจนกว่ารัฐบาล จะเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่ง นปช. จะให้ความช่วยเหลือกับชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีต่อไป เพราะเมื่อเทียบกับไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล ที่กลุ่มพันธมิตรฯใช้แล้ว ไม่ถือเป็นอาวุธ

ด้านนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดร กล่าวว่า การต่อสู้วันนี้ ก้าวพ้นคำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มาแล้ว พวกตนจะต่อสู้ในนามภาคประชาชน จะยืนบนลำแข้งตัวเอง ไม่พึ่งพานักการเมืองอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้ เฉพาะที่ จ.อุดรธานี มีคนสมัครเป็นสมาชิกแล้วถึง 2 แสนคน และมีกองทุนที่ได้จากการลงขันของสมาชิกจำนวน 320,000 บาท ซึ่งจะนำไปใช้เป็นทุนในการเริ่มขับเคลื่อน อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนนับจากนี้ไป เพื่อปกป้องประชาธิปไตย และประเทศชาติ และการผนึกกำลังกันครั้งนี้ จะทำให้การ เคลื่อนไหว มีพลังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุกกรณี เช่นการถอดยศตำรวจ แต่ที่ผ่านมา พวกตนถูกทำให้เป็นผู้ร้าย ผ่านการเสนอข่าวของสื่อมวลชน

ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.กรุงเทพฯ กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ ภายใน 1 เดือน ไม่ควรเตะถ่วง ด้วยการตั้งคณะกรรมการใดๆ ขึ้นมาสอบสวนอีก เพราะความผิดปรากฎหลักฐาน พยานชัดเจน ซึ่งหน้าที่ตำรวจ สามารถดำเนินการได้ทันทีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ออกมาแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ด้วยการตอบคำถามว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกต้องหรือไม่ ถ้าเห็นว่า เป็นความผิดก็ต้องถูกลงโทษ

สงครามไข่ไก่

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2552 จงรัก ภักดีราช รายงานตัว พร้อมด้วยข่าวสารมากมายที่เทน้ำหนักไปทาง ร้ายมากกว่าดี สำหรับชีวิตของประชาชนคนไทย และ ชีพจรของประเทศไทย ที่นับวันจะเข้าใกล้อาการโคม่าไปทุกวัน เพราะ คนเสื้อแดง กำลังเดินรอยตาม ขบวนการพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิป ไตย แบบก้าวต่อก้าว ชนิดที่เรียกว่า ข้าเลว เพราะเอ็งชั่ว

*เช้าวันนี้ ก็คงรู้กันแล้วว่า “เกมปาไข่” ของคนเสื้อแดง ทำให้ สถานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดีขึ้น หรือ เลวลง โดยดูได้จากผลการเลือกตั้งที่ออกมา ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสาน และภาคเหนือ หากได้มาน้อยกว่าที่เสียไป ไม่ใช่แค่ขาดทุน หากแต่เป็น สัญญาณอันตรายของพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่น่าสยดสยอง แต่หากได้กลับคืนมาครบตามเป้า ที่ต้องเต้นเร่าๆ เห็นจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะ คนเสื้อแดง จะได้ทีโหมเข้าขยี้ทันที

* ขอย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า คนเสื้อแดง ต้องมีสติ และตั้งสติให้ดี ก่อนที่จะพากันเคลื่อนขบวนเข้ารกเข้าพงเข้าดงแห่งความเกลียดชัง ของประชาชนคนทั่วไป ดังเช่นที่ขบวนการพันธมิตรฯ เดินตกอยู่กลางดง จนทุกวันนี้ก็ยังถอนตัวออกมาไม่ได้ ลำพังสมองที่มีอยู่ หากไม่ใช้ควบคู่กับสติ คนเสื้อแดง ก็จะไม่ต่างจากกระทิงบ้า เห็นอะไรขวางหูขวางตาก็จะปรี่รี่เอาหัวเข้าขวิด ทั้งเหนื่อยเปล่า ทั้งหัวแตกฟรี และจะพ่ายแพ้ในที่สุด ทั้ง คนเสื้อแดง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะ ประชาธิปไตย คือการทวงถามสิทธิของตัวเอง โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

* ขอย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะในฐานะ หัวหน้าพรรค หรือในฐานะ นายกรัฐมนตรี ก็แล้วแต่ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปกป้องผู้กระทำความผิด และเป็นผู้สร้างสองมาตรฐาน จำคำ จงรัก ภักดีราช ไว้ให้ดี ว่า สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คนนี้ จะเป็นหอกข้างแคร่ ที่คอยทิ่มแทงรัฐบาล และ นายกรัฐมนตรี จน ไม่กล้าอวดโอ่ เป็นรัฐบาล และผู้นำที่ยืนอยู่ในแนวทางนิติธรรม และนิติรัฐ อีกต่อไป

* น่าเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ตกอยู่ในวงล้อมของบริวารฝ่ายบู๊ ที่จ้องแต่จะ ปะ ฉะ ดะ ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกเวลา และ ไม่เลือกหน้าอินทร์ หน้าพรหม โดยไม่ดูทิศทางลมให้ดีว่าชั่วโมงนี้ นาทีนี้ ควรจะสู้ซึ่งหน้า หรือ ควรจะสู้พลาง ถอยพลาง เพื่อหาทาง หายุทธศาสตร์ ยุทธวิธีกันใหม่ จำได้ไหม เวียดกง ซึ่งเปรียบเสมือนมด เอาชนะ อเมริกัน ซึ่งตัวโตเท่าช้าง ได้ ด้วยยุทธวิธี “เอ็งมา ข้ามุด เอ็งหยุด ข้าแหย่ เอ็งแย่ ข้าตี” การออกมาท้าต่อยท้าตีในขณะที่อ่อนแอ และเสียเปรียบทุกด้าน เช่นที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มีแต่แพ้กับแพ้ เชื่อผมเถอะ!

* การทำ สงครามไข่ไก่ ได้ผลอย่างมากก็แค่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเลอะเทอะเปรอะเปื้อน และคนเสื้อแดง ได้แค่ความสะใจ แต่ถามว่าชนะหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ชนะ และยิ่งเข้าใกล้ประตูสู่ความพ่ายแพ้ทุกนาทีที่เกม “ปาไข่” ยังคงดำเนินต่อไป ไม่คิดกันบ้างหรือ ทำไม คนระดับ ชวน หลีกภัย จึงไปปรากฏตัวในทุกพื้นที่ที่ คนเสื้อแดง รอ “ปาไข่”

* เมื่อยุทธศาสตร์เอาตัวเข้าล่อ ได้ผล คนเสื้อแดงเดินเข้ามาติดกับดัก บัญญัติ บรรทัดฐาน และแกนนำของประชาธิปัตย์ ก็พากันเดินสาย แยกย้ายกันไปทั่วประเทศ เอาตัวเข้าล่อให้คนเสื้อแดง แสดงพฤติกรรมเกะกะเกเร ให้คนทั้งประเทศได้เห็น เป็น ยุทธวิธีทำลายคนเสื้อแดงอย่างง่ายๆ แบบไม่ต้องลงทุน

* อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า พรรคเพื่อไทย ทุกวันนี้มีกันแค่ 3 คน คือ เฉลิม อยู่บำรุง จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เท่านั้นหรือ? แล้วแกนนำคนอื่นๆ ที่เคยเดินกร่างคับพรรคสมัยเป็นรัฐบาล หายหัวไปไหนหมด แบบนี้เรียกว่า มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ไม่ร่วมต้าน ใช่ไหม ? หากเป็นกันเช่นนี้ ก็ยกตำแหน่ง หัวหน้าพรรค ให้ เฉลิม เลขาธิการพรรค ต้อง จตุพร และ โฆษกพรรค ยกให้ ณัฐวุฒิ น่าจะเหมาะ ใครเห็นแย้ง ยกมือขึ้น

* ที่ต้องเตือนกันดังๆ ก็คือ หากพรรคเพื่อไทย ยังเล่นเป็นแค่ 2 บทบาท คือ ปลุกม็อบคนเสื้อแดง กับ เดินตามคนเสื้อแดง มัวหมกมุ่นกับเกมการเมืองข้างถนน ไม่สนใจการเมืองในรัฐสภา อีกไม่ช้าไม่นาน พรรคเพื่อไทย ที่มี ส.ส. เกือบ 200 คน จะต้องกลายเป็น พรรคการเมืองที่อ่อนแอที่สุด เพราะถูกคนเสื้อแดงบังคับให้เล่นการเมืองข้างถนน เพื่อความสะใจของกองเชียร์ ในขณะที่รัฐบาลจะทำงานด้วยความสบายใจ เพราะ ฝ่ายค้านติดใจการอภิปรายหน้าสภา มากกว่าในห้องประชุมสภา

* บทเรียนสอนใจ วันเกณฑ์ม็อบเสื้อแดง ปิดสภา แต่สกัดกั้นการแถลงนโยบายรัฐบาล ไม่ได้ ทำให้เสียโอกาสอย่างมาก ที่จะใช้เวทีสภา เปิดแผลประชาธิปัตย์ แม้จะไปเปิดโรงแรมห้าดาว เปิดอภิปรายนอกสภา ก็ได้แค่ความสะใจในหมู่พวกเดียวกันเอง ที่ได้ระบายอารมณ์ใส่กัน แต่เมื่อคำนวณค่าใช้จ่าย ค่าเช่าโรงแรม ค่าไฟ ค่าแอร์ ค่าอาหารแล้ว ปรากฏว่า เจ๊งไม่เป็นท่า ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสาระของการอภิปรายไม่ได้กระทบแก้วหูประชาชน แม้แต่น้อย

* จงรัก ภักดีราช กำลังรอดู รายการทีวีสีแดง หรือ ดีทีวี ที่จะเป็นช่องทางการสื่อสารของ คนเสื้อแดง กับพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายคนรัก ทักษิณ จะสนุก หรือ ตื่นเต้น มากน้อยแค่ไหน ยังไม่กล้าคาดเดา แต่ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ โดยไม่ต้องเดา ก็คือ ผู้ดำเนินรายการ และ บริษัทเจ้าของจานดาวเทียม จะถูกฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทกันทุกวัน เหมือนเช่นที่ วีระ มุสิกพงศ์ กับ น้องๆ และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถูกฟ้อง อยู่ในศาลเกือบ 10 คดี ในห้วงเวลาเพียงแค่ 4 เดือนที่ทำรายการในช่อง NBT

* ร่ำลือกันมาหนาหูว่า ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แตกหักกันชนิดไม่อาจจะร่วมงานกันได้อีกแล้ว นับเป็น ข่าวร้ายซ้ำซากของพรรคเพื่อไทย ที่จนถึงวันนี้ไม่รู้จะฝากความหวังไว้กับใคร ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ก็อยากจะลาออกจากหัวหน้าพรรค วันละ 3 เวลาหลังอาหาร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังหาไม่ได้ ที่สำคัญ ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายประจำเดือนของ ส.ส. เกือบ 200 คน รวมแล้วไม่มากไม่น้อย หย่อนๆ ไม่กี่พัน ครบ 10 ล้านบาท ก็หายหัวไปพร้อมกับคำสัญญา

* เซียนการเมืองทุกคนจับตาดู วันที่ 14 มกราคม นี้ ด้วยใจระทึก เมื่อ พรรคภูมิใจไทย นัดแถลงข่าวใหญ่ เปิดตัว ส.ส. ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก แว่วมาว่า นอกจาก กลุ่มเพื่อนเนวิน จะยกทีมเข้ามาร่วมครบถ้วนทุกคน แล้ว จะ มี ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน ในพรรคการเมืองอื่นๆ มาปรากฏตัว ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ด้วย การเมืองก็แบบนี้ล่ะ น้ำมา ปลากินมด น้ำลด มดกินปลา... ฮาๆๆๆๆ

“บิ๊กป๊อก” พูดง่ายแต่ทำยาก!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ท่ามกลางความสับสนจากข่าวคราวเรื่องของการถอดยศ อดีตนายกรัฐมนตรี “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองร้อนฉ่า ในทุกมิติ มีทั้งการเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตย ผสม ปนเป ไปกับความเคลื่อนไหวที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรง ในเทศกาล “ปาไข่”

บ้านเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะปกติสุขเท่าไรนัก อันเนื่องมาจากความสับสนทางการเมือง ซึ่งประชาชนหลายคนยากที่จะปรับตัวได้ทันท่วงที

ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และ นักการเมืองบางคน บางฝ่าย มีความคึกคะนอง คิดว่าเป็นชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลายครั้งมีการกระทำอันเป็นการท้าทายพี่น้องประชาชน โดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึงความเห็นที่แตกต่างกัน กับเป้าหมายที่ต้องการจะไปสู่ความสมานฉันท์

พฤติกรรมการเปิดบ้าน เพื่อให้นักการเมืองและทหาร ตบเท้าพรึบพรับ แสดงออกถึงความย้อนยุคในความเป็น “อำมาตยาธิปไตย”

การประกาศท้าทายไม่กลัวฝูงชน ที่ประท้วงไม่พอใจ “ปาไข่” ใส่หน้า บอกโดนปาเท่าไร ไปพื้นที่นี้เท่านั้น พร้อมเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ “จะมากไปแล้ว”

ซ้ำร้ายกว่านั้น !!! คือ “การเติมฟืนใส่กองไฟ” โหมกระพือกับการให้ นายตำรวจ ออกข่าว ปลดยศ “อดีตนายกรัฐมนตรี”
ทั้งหมดนี้คือ เส้นทางสุดแสนจะอันตราย!!! ของ “รัฐบาล มาร์ค 1”

จริงอยู่...กรณีการปลดยศ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเรื่องตัวบุคคล และว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย การหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอาจจะถูกตำหนิว่าเป็นการคลั่งไคล้ตัวบุคคลจนไม่ลืมหูลืมตา !!! มากกว่าระบบ หรือ ประเทศชาติ

แต่ต้องยอมรับว่า อานิสงส์จากการบริหารประเทศ 5 ปีกว่าๆ ได้มีการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไปในทางที่ดีกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ หน้านี้ในทุกมิติ ยกเว้นข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งที่จริงมีข้อครหาลักษณะเช่นนี้ในทุกรัฐบาลของประเทศไทยเหมือนกัน

ต้องยกนิ้วให้...ท่านผู้บัญชาการทหารบก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ออกมากล่าวเตือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้มีการพิจารณาเรื่องการปลดยศ อย่างละเอียดรอบคอบในทุกมิติอีกครั้ง

“บิ๊กป๊อก” สำทับทิ้งท้ายด้วยว่า ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ ทุกฝ่ายต้องมีความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา โดยจะต้องลืมความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติ และเกิดความสงบสุข ในขณะที่สื่อมวลชนก็ต้องช่วยกันชี้แนะ และสื่อสารข้อมูลกับประชาชน รวมถึงแกนนำกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อให้มีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน และมีความคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ มากกว่าประโยชน์ส่วนตัว

“พูดง่าย ทำยาก” แต่อย่างไรเสียต้องขอให้กำลังใจ ทุกท่าน ทุกคน ทุกฝ่าย โดยเฉพาะ ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และ นักการเมือง จะทำอะไรต้องคำนึงถึงความรู้สึกร่วมของคนในชาติ หันหน้าเข้าหากัน บ้านเมืองไทยในยามนี้จะฝ่าพ้นวิกฤติไปได้

ใหญ่ยกแผง!!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ


เข้าตำรา “คนรวยทำอะไรไม่น่าเกลียด” ...เหมือนกันกับที่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ปัสสาวะรดหัวใจคนไทยบางกลุ่ม บางฝ่าย ซ้ำซาก ซับซ้อน จนเกินการซ่อมแซม... เนื่องจากท่านทำอะไร ซอกซอน จนคนเซ็งซัง เกิดความซึมกระทือ ไปหมดแล้ว

แค่ปริศนาอักษรไขว้ ที่ปูนบำเหน็จ ให้กับนักรบดาวไฮด์ปาร์คนอกแถว... “รัฐมนตรีกษิต ภิรมย์” ขึ้นนั่งเล่าเต้ง เป็น “เจ้ากระทรวงบัวแก้ว”
คนก็ด่ากันเอ็ด ไปทั้งเจ็ดย่านน้ำ??
เพราะผู้ที่เข้าข่าย ก่อภัยร้ายแรงระดับสากล...คือไปยึด ทั้งทำเนียบ ปิดสนามบินดอนเมือง ล้อมกรอบสนามบินสุวรรณภูมิ กลับลิงโลด ได้ดีเป็น “เสนาบดี” เสียงั้นแหละ...
ต่อไปนี้ ใครจะมานั่งทำดีให้เมื่อยตุ้ม...สู้ซ่องสุมกองกำลัง ปิดสนามบิน ปิดประเทศดีกว่า
โตเร็ว ยิ่งกว่ากินแล็คตาซอยเสียอีก
จากผลพวงการก้าวหน้าอย่างผิดม่านประเพณี ของ “นายกษิต” ณ คาบเวลานี้

ย่อมเป็นหลักเสื่อมถอย ของ “คนไทย” ต่อไป... ที่นับจากนี้ เขาคงจะไม่งมโข่งหลังขดหลังแข็ง ทำงานด้วยความซื่อตรง ขยันหมั่นเพียรกันอีกแล้ว
สู้ไปปิดสนามบิน เดี๋ยวก็ได้กินตำแหน่ง “รัฐมนตรี” กันแล้วล่ะท่าน!!
จากพฤติการณ์นอกกรอบ ที่ “รมต.กษิต ภิรมย์” ได้ดิบได้ดี...จากการประทับตรา ยี่ห้อ “พันธมิตร” เช่นนี้
จึงทำให้มีคนของ “กลุ่มพันธมิตร” เตรียมชักหางว่าว ขึ้นมาใหญ่ กันบานตะไท

ก็เชื่อกันหรือไม่? ตอนนี้มีข่าวแพลมตาหนูออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมปูนบำเหน็จยกกระจาดให้กลุ่มพันธมิตรฯ กันอย่างมันยกร่องฟักทองแตงไทย

ไม่ว่าจะเป็น “สำราญ รอดเพชร” พิธีกรไฟเตอร์ ผู้บู๊ล้างผลาญ...ที่เปิดฉาก เปิดมุก ยำใหญ่จนประเทศไทยเละเป็นโจ๊ก

ข่าวว่ามีการร่อนการ์ดแดง เทียบเชิญชั้นดี ให้เข้าไปเป็น “ผู้อำนวยการ อสมท.” คุมทีวีช่อง 9 โมเดิร์นไนน์...ใหญ่คับแข้งคับขา ยิ่งกว่า การได้เป็น “ผู้นำพันธมิตรแถวสอง” เสียอีก
และงานนี้ รับประกันซ่อมฟรี ไม่น่าจะเป็นข่าว “ลับ-ลวง-พราง” โจมตีกันอย่างโคมลอย

เพราะก่อนหน้านี้ มีข่าวออกมาว่า “นายกษิต ภิรมย์” คนที่กล่าวว่า “การปิดสนามบินสนุกดี อาหารอร่อย และดนตรีเพราะมาก” จะมาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ”
คนก็ไม่เชื่อ แต่ท้ายที่สุด “นายกฯ อภิสิทธิ์” ก็สะบัดปากกา แต่งตั้งหน้าตาเฉยเลย??
ทำเรื่องฝืนความรู้สึกประชาชนมาครั้งหนึ่งแล้ว จะทำอีกครั้ง จะเป็นไรไป??

แล้วเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่อง “ขี้ผง” แค่ตั้ง “สำราญ รอดเพชร” เข้ามาสะง่อมด้องเป็น “ผู้อำนวยการ อสมท.”... มีหรือ “นายกฯ อภิสิทธิ์” จะไม่กล้าทำ!!

อีกทั้งการที่ “สำราญ รอดเพชร” จะขี่จรวดกวดพายุ ...มานั่งแหมะเป็น “ศิลปินเดี่ยว” ในตำแหน่ง “ผอ.อสมท.” ก็ตั้งเค้าส่งซิกสัญญาณมาตั้งแต่ไก่โห่

เมื่อ 3 หนุ่ม 3 มุม กลุ่มคนเสื้อเหลือง ...ประกอบด้วย “สำราญ รอดเพชร” “คำนูณ สิทธิสมาน” และ “ประพันธ์ คูณมี” ย่องตอด ดอดเข้าไปให้ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป่ากระหม่อม โอมเพี้ยงมาแล้วถึง 3 จบ

และในวันเดียวกัน ก็เข้าไปคำนับ “ซือแป๋หลักเสื่อม” นายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ...ประหนึ่งเดินสาย เข้าไปคาวระ ก่อนเข้ารับตำแหน่งใหญ่ ก็ไม่ปาน
เพราะถ้าไม่มีอะไรเป็นนัย... “นายหัวชวน” ไม่เปลืองเวลา คงไม่มาสนทนา ให้เสียรังวัดหรอก
นี่เท่ากับว่า ใครที่อยู่สายพันธมิตรฯ หากว่า “โกตั๊บ” ส่งเข้าประกวด ชิงตำแหน่งอะไร...
เป็นต้องสมหวัง ไม่กินแห้วก็แล้วกัน??
เรียกว่าใครจะมาขวาง ไม่มีทางสำเร็จ!!

นอกจาก “สำราญ รอดเพ็ชร” จะได้ “โบนัส” และ “แต๊ะเอีย” ตามที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ต้องตอบความต้องการของ “โกตั๊บ” ที่เรียกร้องมาทุกประการแล้ว...
แม้แต่นายเคราแพะ หนวดดง “สมศักดิ์ โกศัยสุข” 1 ใน 5 คีย์แมนใหญ่ แฟนพันธุ์แท้ แห่งกลุ่มพันธมิตรฯ...
ก็ส้มหล่นทับบาทาบวม(ส์) อ่วมอรทัยเช่นกัน

เมื่อมีข่าว จะได้เข้าไปนั่งโซ้ย เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ “การไฟฟ้า”...หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่เขาใช้เป็นรากฐาน ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก เพื่อโค่น “รัฐบาลทักษิณ” ล้ม “รัฐบาลสมัคร” ไล่“รัฐบาลสมชาย” จนหมดดสภาพ อย่างกับที่เราๆ ท่านๆ เห็นอยู่นั่นแหละ
เรียกว่าถ้าใครเป็น “พันธมิตร”...มีสิทธิ์ใหญ่คับประเทศ ก่อนคนอื่น...

นี่ยังไม่รวมกับการ ที่จะให้ “พิภพ ธงไชย” เข้ามาปักหลัก วางมาตรฐานการเลือกตั้ง แบบ 70 : 30 ตามที่ “โกตั๊บ” วางแปลน หวังให้ “พันธมิตร” เข้ามาครอบงำการเมือง เอาไว้เบ็ดเสร็จ

โดยไม่มีวี่แวว และสัญญาณใดๆ ที่จะจัดการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับ “พันธมิตร” ที่ทำผิดกฎหมาย... ยึดทำเนียบ ปิดพร้อมสนามบินดอนเมือง และ สุวรรณภูมิ
นี่มีแต่จะโอ่ และทุ่มหน้าตัก ส่งเสริมให้ “พันธมิตร” ใหญ่โตกันสลอน???
ในเมื่อ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ทำประเจิดประเจ้อกันอีหรอบนี้...
ท่านนั่นแหละเป็นนายกรัฐมนตรี...ที่จุดไฟให้ “บ้านเมืองนี้มันร้อน”!!!

คำสัญญาจากปาก ‘กษิต’ไม่มีม็อบยึดสนามบินอีกแล้ว

ที่มา ประชาทรรศน์

สำนักข่าว AFP ได้นำเสนอข่าว รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น เข้าพบนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทย เพื่อหารือถึงเรื่องราวทางการเมือง โดยระบุด้วยว่านายกษิต ได้สัญญาว่าจะไม่ให้เกิดการยึดสนามบินขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และหลากหลายแง่มุม

* Japanese foreign minister visits Thailand for political talks
BANGKOK (AFP) — Japanese Foreign Minister Hirofumi Nakasone met Thai counterpart Kasit Piromya on Saturday for brief but wide-ranging talks that dealt with the recent closure of Bangkok's airports by protesters.
The "warm and cordial" discussions took place at 4.30pm (0930 GMT) at Suvarnabhumi international airport, which was closed for eight days from late November by anti-government demonstrators backed by the Thai foreign minister.
Some 350,000 travellers were left stranded by the airport closure, including more than 5,000 Japanese nationals.
A spokesman for the Japanese minister said Kasit had assured them it would not happen again.
"I assured them (the Japanese) of the stability of Thai society and the government is determined to act for the benefit of the people, so there would be no cause for concern or for any type of discontent that could lead to any type of protest," Kasit told AFP.
"It's passe, we have a new government, a working government," he added, describing the talks as "warm and cordial".
The talks centred on bilateral economic cooperation, both sides said.
Kasit said he was keen to secure technology transfer and training agreements with the Japanese to boost Thai small and medium sized businesses.
A spokesman for the Japanese delegation said a problem of import tax being charged on steel entering Thailand for manufacture by Japanese firms, contrary to a bilateral agreement, had also been resolved.
No further details were agreed on the timing of regional talks with the 10 members of the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN), originally planned for last November but postponed amid political turmoil in the kingdom.
But Kasit said they were likely to be held in late April with the ASEAN +3 members -- Japan, China and South Korea.
Other topics covered by the talks included cooperation in countering Somali pirates, who have seized several Asian ships in recent weeks, and humanitarian cooperation including support for United Nations reforms and Japan's chairmanship of the UN Security Council beginning in February for six months. Nakasone left Bangkok after the meeting to fly to Cambodia for talks with Prime Minister Hun Sen before his final stop in Laos on Sunday.

* รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเยือนไทยหารือทางการเมือง

นายฮิโรฟูมิ นากาโซเน รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น เข้าพบนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยเมื่อวันเสาร์ที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อหารือกรณีกลุ่มผู้ประท้วงปิดล้อมสนามบินในกรุงเทพมหานคร พร้อมเจรจารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวอีกหลายประเด็น

การเข้าพบปะเจรจาของทั้งสองรัฐมนตรีเป็นไปอย่างอบอุ่นและฉันทไมตรี เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ภายหลังจากสนามบินดังกล่าวถูกปิดทำการเป็นเวลา 8 วันตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงที่ต่อต้านรัฐบาล และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบันเป็นผู้คอยสนับสนุน

นักท่องเที่ยวราว 350,000 คน ต้องตกค้างอยู่ในสนามบินดังกล่าวที่ถูกปิดไป ทั้งนี้ในจำนวนนั้นยังรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นกว่า 5,000 คนด้วย

โฆษกประจำตัวของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่านายกษิตได้รับปากอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

“ผมรับรองกับชาวญี่ปุ่นในเรื่องความมีเสถียรภาพด้านสังคม และรัฐบาลก็ได้วางแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ประชาชน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุอันใดที่จะทำให้เกิดความกังวลขึ้น หรือความไม่พอใจที่จะทำให้เกิดมีการประท้วงใดๆ ได้อีก” นายกษิต เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP

“มันผ่านไปแล้ว ขณะนี้เรามีรัฐบาลใหม่ และเป็นรัฐบาลที่ทำงาน” นายกษิตกล่าวเสริมและกล่าวถึงบรรยากาศในการเจรจาว่า “อบอุ่นและเป็นมิตร”
การพูดคุยได้รับความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย

นายกษิตกล่าวว่าได้เร่งทำระบบรักษาความปลอดภัยและกำลังทำข้อตกลงกับประเทศญี่ปุ่นในเรื่องการเผยแพร่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของไทย

โฆษกประจำตัวของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึงปัญหาการคิดค่าภาษีส่งออกสินค้าของประเทศไทยประเภทเหล็ก สำหรับเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทของญี่ปุ่น ตรงกันข้ามทั้งสองกลับต้องการให้แยกออกจากกัน

ต่อจากนี้ไม่นานก็จะมีการเจรจาลงความเห็นแนวทางต่างๆ ของ 10 ประเทศที่เป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียน และอีก 3 ประเทศคือจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี โดยแผนเดิมที่คาดว่าจะมีการประชุมเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน แต่ต้องเลื่อนออกไปเหตุเพราะมีความวุ่นวายในประเทศไทย
แต่นายกษิตกล่าวว่าในการประชุมดังกล่าวมีทีท่าจะมีขึ้นช้าออกไปประมาณเดือนเมษายน

ภายหลังการหารือที่กรุงเทพมหานคร นายนากาโซเนจะเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชาเพื่อเข้าพบนายฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ก่อนจะเดินทางไปเยือนประเทศลาว

อย่าวิตกเกินเหตุ !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


เมื่อช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา นักข่าวในกองบรรณาธิการ “ประชาทรรศน์” ได้ไปสัมภาษณ์ อ.สุวิทย์ ตันติสุนทรชัย หรือ “โหรเจนชาติ” หมอดูชื่อดังจากหนังสือดวงประกาศิต มาให้แฟนๆ ประชาทรรศน์ได้อ่านกัน

หลายคนอ่านแล้วรู้สึกสบายใจ เพราะก่อนหน้านี้คำทำนายต่างๆ ที่ออกมาจากหมอดูคนอื่นๆ สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้อ่านมาก บางรายก็หดหู่กันไปตามๆ กัน

อ.สุวิทย์ บอกว่าได้วิเคราะห์และตรวจดูจากดวงดาวในหลักวิชาโหราศาสตร์แล้วพบว่าไม่ใช่อย่างที่หลายฝ่ายคาดกา รณ์
โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนชาวรากหญ้า อ.สุวิทย์ บอกว่า ในปี 2552 ชาวรากหญ้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน

ทั้งนี้ก็เพราะว่าได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มากกว่าเดิมมากๆ ซึ่งจะเป็นประชานิยมหรือโครงการอะไรก็ตามจะทำให้กลุ่มนี้ได้ประโยชน์

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ดำเนินนโยบาย "ประชานิยม" คล้ายๆ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินตรงไปสู่รากหญ้า คนชรา คนตกงาน และบัณฑิตใหม่ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายกระจายไปทั่วประเทศ

ขณะที่กระทรวงต่างๆ ก็ช่วยกันอย่างเข้มแข็ง โดยกระทรวงสาธารณสุขบอกว่าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ อสม. จำนวน 838,986 คน คนละ 600 บาทต่อเดือน
โดยเริ่มจ่ายในเดือนมีนาคมนี้ จำนวน อสม. มีการใช้เงินเดือนละ 503,391,600 บาท ปีละ 6,040,699,200 บาท

ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะจ่ายค่าครองชีพให้ผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวนประมาณ 6 ล้านคน คนละ 600 บาท ในเร็วๆ นี้ ใช้เงินเดือนละ 3,600 ล้านบาท ปีละ 43,200 ล้านบาท

รวมทั้งรัฐบาลเองก็จะจ่ายเงินให้คนตกงานและบัณฑิตจบใหม่แต่ยังหางานทำไม่ได้จำนวน 500,000 คน คนละ 5,000 บาทต่อเดือน และเป็นค่าจ้างฝึกอบรมวิชาชีพ ใช้เงินเดือนละ 2,500 ล้านบาท ปีละ 30,000 ล้านบาท

รัฐบาลจะใช้วิธีอัดฉีดเงินลงไปเป็นก้อนๆ ทีละระลอก รวมๆ กันแล้วต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 79,240.699 ล้านบาท ภายใน 1 ปีนี้

ทั้งนี้ แม้ว่าชาวรากหญ้าจะได้รับการเหลียวแลมากขึ้น แต่ชาวรากหญ้าก็ต้องระมัดระวัง เรื่องการใช้จ่ายในครัวเรือน ไม่ควรนำเงินไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย หรือประมาทในการใช้ชีวิตจนเกินไป

เพราะการที่รัฐบาลใหม่เข้าไปแก้ไขปัญหานั้นก็ช่วยได้แค่ส่วนหนึ่ง แต่เนื่องจากอิทธิพลของดาวเสาร์ทำให้รัฐบาลทำงานได้ไม่มากนัก
จึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต... แต่ไม่ควรตื่นตะหนกจนเกินไป!

ลือหึ่ง!!ลิ่วล้อพันธมารขอส่วนบุญ 'สำราญ-ยะใส'จ่อฮุบ อสมท.-ทีโอที

ที่มา ประชาทรรศน์

บุญคุณต้องทดแทน ข่าวสะพัด 'มาร์ค' ไฟเขียว ตั้งแกนนำพันธมารกุมบังเหียน อสมท.-ทีโอที "สำราญ-ยะใส" จ่อรับโบนัส "เพื่อไทย" จวกยับ!!ให้คิดถึงประโยชน์ปชช. สับเละไม่เหมาะสม โฆษกปชป.เสียงอ่อย! รับหากตั้งจริงมีผลต่อภาพลักษณ์

ภายหลังที่มีกระแสข่าวว่ามีกระบวนการต่างตอบแทนระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกรณี เตรียมแต่งตั้ง นายสำราญ รอดเพชร แกนนำรุ่นที่ 2 เข้ามาเป็น ผอ.อสมท. แทนนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ที่ถูกปลดไปก่อนหน้านี้ และเคยเป็นคนในเครือผู้จัดการ โดยนายสำราญได้เปิดเผยกับคนใกล้ชิดว่า นายอภิสิทธิ์ไฟเขียวเรียบร้อยแล้ว

ส่วนกระแสข่าวกรณีที่จะแต่งตั้งนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นประธานบอร์ดทีโอทีนั้น ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตน คิดว่ารัฐบาลคงทำเพื่อทดแทนบุญคุณให้กับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งดูแล้วทั้งคู่ไม่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าว ตนจึงอยากให้พรรคประชาธิปปัตย์คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก มากกว่าเป็นบุญคุณที่ต้องทดแทน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทางรัฐบาลจะมีการแต่งตั้งนายสุริยะใส กตะศิลา และนายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตร เป็นประธานบอร์ดทีโอที และ ผอ.อสมท. นั้นหากรัฐบาลกระทำการแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวจริง วันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากแล้ว เพราะความจริงจะฟ้องประชาชนเอง ว่าเป็นการปั่นกระแสตัวเองให้ดูดี การตั้งบุคคลที่มีคดีความ และทำลายประเทศชาติ นั้นเปรียบเสมือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกำลังกระทืบจิตใจของคนไทยและพี่น้องที่กำลังประกอบกิจการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และหากจะเปรียบประเทศไทบยุคนี้ต้องเรียกว่า 2552 ยุคผู้ก่อการร้ายครองเมือง

ด้าน นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้แล้วแต่มติของพรรค ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรค แต่หากมีการแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรฯ เข้าทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจริง ก็ต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ก็จะออกมาไม่ดี ซึ่งการแต่งตั้งใครเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ จำเป็นต้องดูที่คุณสมบัติของคนที่จะเข้ามาทำงาน ไม่ควรนำคนที่มีคดีติดตัวเข้ามา เพราะประชาชนไม่เห็นด้วยและจะยิ่งมองภาพของรัฐบาลไปในแง่ลบมากขึ้น รวมถึงอาจทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายตามมา อย่างไรก็ตามตนมองว่าพรรคคงจะไม่เลือกคนที่มีคดีติดตัวมานั่งทำงานแน่นอน