WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 13, 2009

ความคิดของเนวิน ชิดชอบ กับการต่อสู้ของประชาชน โดย วิสา คัญทัพ

ที่มา thaifreenews

เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ

ความคิดของเนวิน ชิดชอบ กับการต่อสู้ของประชาชน

วิสา คัญทัพ

เป็นเรื่องปกติของผู้นำประชาชนคนแล้วคนเล่าที่ยุติการต่อสู้เพื่อประชาชนลงเพราะเขาได้รับประโยชน์อันพึงมีพึงได้เฉพาะตนเป็นที่เรียบร้อย เราต้องไม่คาดหวังว่า เรือทุกลำจะข้ามฟากไปได้ถึงฝั่งฝัน เพราะฝันของแต่ละคนย่อมมีจุดเพียงพอไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองโดยอาชีพ เป้าหมายการเคลื่อนไหวของเขาย่อมดำเนินไปพร้อมกับข้อเท็จจริงแห่งอำนาจ ผลประโยชน์ และการอยู่รอดของพวกพ้องแห่งพลพรรคตน ไม่ว่ายุคใดสมัยใดประชาชนก็ไม่สามารถฝากความหวังในเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาชนไว้กับนักการเมืองได้

เราต้องสันทัดที่จะแยกแยะและทำความเข้าใจกับเรื่องเหล่านี้ให้แจ่มชัด เพื่อจะได้ไม่ท้อแท้ สิ้นหวัง และหมดกำลังใจ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผู้นำประชาชนมาตามเงื่อนไขการต่อสู้ที่เป็นจริงในระยะเวลาที่แน่นอนหนึ่งๆ เขาจะอยู่ข้างความถูกต้องหรืออยู่เคียงข้างประชาชนไปได้นานแค่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะผู้นำประชาชนย่อมเกิดขึ้นเองเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ดังคำกล่าวที่ว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ วันนี้กับวันนั้น วันที่สถานการณ์เปลี่ยนไป ประชาชนจึงมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะตัดสินยอมรับหรือไม่ยอมรับใครเป็นผู้นำของพวกเขา

กล่าวอย่างถึงที่สุด ประชาชนจึงต้องพร้อมพบเจอ การทรยศหักหลังจากผู้คนที่เคยร่วมขบวนการเดียวกัน หรืออาจเรียกให้สวยงามว่า การเปลี่ยนท่วงทำนองวิธีการ ในการเคลื่อนไหว ซึ่งน่าหวาดเสียวไม่น้อย เมื่ออยู่ๆก็หันคมหอกคมดาบย้อนกลับมาทิ่มแทงฝ่ายที่เคยเป็นพวกเดียวกันมาก่อนเช่นนี้

อันที่จริง คำว่า พวกเดียวกัน นี้มองในมุมของนักการเมืองแล้วมีนัยให้คิด พวกเดียวกันเฉพาะเมื่อต้องการใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างอำนาจ เช่นเมื่อยามที่มีการเลือกตั้ง หรือเมื่อยามที่อยากได้เสียงข้างมากมาจัดตั้งรัฐบาล ทว่าเมื่อเสียงข้างน้อยแข็งแกร่งกว่า เพราะการเขียนกฎให้อำนาจอื่นๆยิ่งใหญ่กว่าอำนาจประชาชน เกิดช่องว่างพอจะรอดออกไปร่วมกับอำนาจทหารหรืออำนาจตุลาการใหม่ได้ นักการเมืองพวกนี้ก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสนั้นเอาตัวรอดโดยทันที

กรณีของท่านเนวิน ชิดชอบ เป็นกรณีของนักการเมืองจำพวกนี้ เขาจึงมีคำอธิบายที่ฟังดูเสมือนแสวงหาความสงบสุขและสันติอย่างเต็มที่ ทั้งเรียกการเปลี่ยนขั้วของตัวเองเป็นการทำเพื่อชาติ กระทำไปด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่ง รวมไปถึงการพยายามอธิบายว่า หากเขาไม่ตัดสินใจเช่นนี้ เขาจะเป็นหมายเลข 2 ต่อจากอดีตนายกฯทักษิณที่จะต้องถูกเชือดอย่างรุนแรงจนมิสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ ฟังดูน่าเห็นใจยิ่งนัก

หากเราเข้าใจว่าเนวินเป็นนักการเมือง ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อสังคมธรรม เราก็จะไม่เรียกร้องเนวินเชิงอุดมการณ์หรือการเสียสละใดๆ เราก็จะระงับความโกรธแค้นอันเป็นอารมณ์ขุ่นมัวลงไปได้ ทั้งตาสว่างว่าเนวินไม่ใช่นักการเมืองคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำเช่นนี้ มีนักการเมืองที่กระทำการอย่างนี้มาจนนับไม่ถ้วนจำนวนราย และเราควรต้องติดตามบทบาทของเขาต่อไปว่าจะคิดและทำอะไรต่อไปอีก แต่แน่นอนที่สุด เมื่อร่วมมือกับโจรปล้นประชาธิปไตยก็ย่อมเป็นโจรไปด้วย ประชาชนอย่างเราๆก็ต้องร่วมกันปราบโจรให้คืนอำนาจที่ได้ไปโดยไม่ชอบธรรมนั้นมาเสีย

ถามว่า การเป็นนักการเมืองที่ลื่นไหลเป็นปลาไหลเช่นนี้ ใครเป็นเจ้าลัทธิ คำตอบคือพรรคชาติไทย ถามว่าพรรคใดเป็นนักการเมืองจอมเสียบ ตอบว่า พรรคชาติพัฒนา ถามว่า กรณีชาวนากับงูเห่าเคยเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคไหน ตอบว่า พรรคประชากรไทย นักการเมืองจำพวกนี้ เนวิน ชิดชอบ ไม่ได้เป็นฮีโร่สมัยใหม่แต่อย่างใด ทำซ้ำกับนักการเมืองในอดีตที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ยิ่งถามว่าการตัดสินใจของพรรคการเมืองอื่นๆที่เคยอยู่ขั้วร่วมรัฐบาลพลังประชาชนที่เปลี่ยนมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่างอะไรกับการตัดสินใจของเนวิน ชิดชอบ ตอบได้เลยว่า ไม่มีอะไรแตกต่าง อย่างนี้แล้วเราต้องทำใจยอมรับ มาตรฐานนักการเมืองไทยว่ามีอยู่เพียงเท่านี้ ทั้งยังต้องคิดต่อไปด้วยว่าพวกเขาทำในสิ่งที่ขัดแย้งต่อเสียงเลือกตั้งของประชาชนได้อย่างไร ถ้ามิใช่เพราะเขาไม่เชื่อว่า ประชาชนคือผู้กำหนดผู้แทนราษฎร หากเพราะเขาคือผู้ควบคุมคะแนนเสียงให้ประชาชนมาเลือกผู้แทนราษฎรดังใจที่เขาต้องการ และอย่าลืมเป็นอันขาดว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 50 ภายใต้ กกต.คณะปัจจุบัน เมื่อเขาเลือกข้างใหม่เสียแล้ว ปรากฎการณ์ใบเหลืองใบแดงจะทำร้ายทำลายเขาง่ายๆได้อย่างไร เนวินผู้มีสายตายาวไกลทางการเมืองอาจมองว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ต้องมีขึ้นจากฝีมือการยุบสภาของพรรคประชาธิปัตย์ การสู้ศึกเลือกตั้งในฝักฝ่ายข้างเดียวกับรัฐบาลรักษาการที่ควบคุมกลไกมหาดไทยไว้ในมือ (มีคนของตนเองเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย)เป็นความถนัดและเกิดประโยชน์ยิ่งสำหรับเนวิน ชิดชอบ

ต้องยอมรับนะครับว่า เนวินเป็นนักการเมืองอายุยังน้อย อนาคตยังไกล การถูกตัดสิทธิ์ห้าปีเป็นเวลาอันแสนสั้นสำหรับเขาเมื่อเทียบกับมังกรการเมืองอย่างบรรหาร ศิลปะอาชา เมื่อเขารู้ว่าสู้กับอะไรและอันตรายขนาดไหน ทั้งถูกบังคับให้เป็นคนต่อไปที่ต้องเดินฝ่ากองไฟ ก็แล้วแต่การตัดสินใจครับ เบรฟฮาร์ดอาจกล้าหาญลุยไปตายในกองไฟเป็นวีรบุรุษนักสู้เพื่อสังคมธรรม แต่เนวินอาจคิดว่าตนเองไม่ใช่ เขาเป็นแค่นักการเมืองที่เลือกอยู่รอดเพื่อจะทำงานต่อไป พร้อมยอมรับเสียงกร่นด่าจากทุกทิศทุกทาง

เนวินเหมือนล้อเกวียน เมื่อล้อเกวียนหมุนไป โคลนที่ติดล้อเกวียนก็ต้องหมุนตามไปด้วย โคลนที่ติดล้อเกวียนอย่างแน่นสนิท แม้ล้อเกวียนจะคลอนไหวสะท้านสะเทือนบนเส้นทางอันขรุขระอย่างไรก็ไม่ร่วงหล่น กลยุทธการบัญชาการจากพลาดพลั้งเพลี่ยงพล้ำให้พลิกกลับไปเป็นฝ่ายได้ชัยอีกครั้งหนึ่ง แม้ถูกประณามว่าทรยศหักหลัง มีปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์แห่งสงคราม มีเสียงสะท้อนจากโคลนติดล้อดังก้องมาว่า เนวินแตกหักกับทักษิณด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทำนอง ทำดีไม่ได้ดี เขาถูกนายใหญ่หักดิบหลายครั้ง ทั้งที่ทุ่มทั้งชีวิตสู้เพื่อเจ้านายจนจะเอาตัวไม่รอด มีกรณีที่เป็นรูปธรรมของความขัดแย้งและการตัดสินใจไปคนละทางหลายเรื่อง จนสุดท้ายเนวินเลือกถอนตัวออกมา ด้วยวาจาทีอ้างว่าไม่เคยลืมบุญคุณนายใหญ่ ภาพยนตร์ยังไม่จบครับ หนังชีวิตเป็นเรื่องยาว ต้องติดตามดูกันต่อไป

บนเส้นทางทุกคนต่างต้องก้าวเดิน ไปเพลินๆชีวิตไม่คิดอะไร

ผ่านวัยพึ่ง วัยพบ วัยเพียรเปลี่ยนไป ก่อนสู่วัยพัก และพราก ต้องจากจร

ผมอยากจะบอกพี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ผู้นำการต่อสู้จักต้องไม่ใช่นักการเมืองที่หมุนเวียนเคลื่อนไหวอยู่ในระบบการเมืองประเภท เมื่อแพ้ก็ออกมาสู้กลางถนน เมื่อชนะก็ไปนั่งเป็นรัฐบาล ผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ ส.ส. ไม่ใช่ผู้แทนราษฎร และไม่ควรวนเวียนอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ที่มีผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ทางการเมือง พวกนี้เป็นได้แค่แนวร่วมทางความคิดและแนวร่วมทางการต่อสู้ในบางสถานการณ์เท่านั้น สามารถสนับสนุนทุนรอนปัจจัยในบางช่วงจังหวะที่เขาเห็นว่า แนวทางตรงกัน เข้าทำนอง ผู้มีแรงออกแรง ผู้มีปัญญาใช้ปัญญา ผู้มีเงินออกเงิน โดยการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะต้องมีผู้นำที่มีอิสรภาพในการเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง

คิดไปก็ให้เห็นใจพี่น้องประชาชนไทยที่ไม่มีผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ฉายภาพการนำอย่างสง่างามแจ้งชัดโดดเด่นอย่าง มหาตมะคานธี, เหมาเจ๋อตง,โฮจิมินห์, หรืออองซานซูจี ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยของเรามักมีภาพซ้อนเปื้อนปนอยู่กับความเป็นการเมืองในระบอบเลือกตั้งมากกว่าจะเป็นผู้นำเชิงอุดมคติ เป็นผู้นำที่โคจรอยู่ในแวดวงอำนาจรัฐอันคลอนไหวไปตามอิทธิพลแห่งการเมืองและผลประโยชน์ ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ข้อเรียกร้องที่เป็นประชาธิปไตยอันแท้จริงต้องหยุดชะงักลงเป็นบางช่วงบางตอน แลดูประหนึ่งว่า สองขั้วขัดแย้งกันเพียงเพื่อได้อำนาจเป็นรัฐบาล เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วก็หยุดความพยายามที่จะทำให้ประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์เต็มใบโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เอื้อประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ต้องมองให้ออกว่า การต่อสู้ของฝ่ายประชาชนในปัจจุบันเป็นการต่อสู้ที่ไร้รูปการ กว้างขวางจริง ยิ่งใหญ่ไพศาล ทว่ายังอ่อนด้อยด้านการจัดตั้ง และไร้การนำอันถูกทิศทาง ประชาชนจึงกระจัดกระจายเคลื่อนไหวตามอารมณ์อย่างไร้รูปแบบการเคลื่อนไหวตามอารมณ์หากควบคุมไม่ได้อาจจะเกิดผลลบตามมา สั่งสมผลลบหลายๆครั้งภาพพจน์การต่อสู้ก็เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลียนแบบความรุนแรงจากพันธมิตรโดยไม่ตั้งใจ เป็นไปโดยอารมณ์เคียดแค้นที่พาไปเราต้องเช้าใจว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นการเคลื่อนไหวที่มีรูปการ เพราะเนื้อแท้แล้วอยู่ภายใต้การนำโดยหน่วยงาน,องค์กร,และสถาบันอันหลากหลาย ถึงขั้นทำผิดกฎหมายแล้วก็ยังลอยนวลอยู่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เรายิ่งต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการทำผิดกฎหมายให้มากที่สุด เพราะเราจะไม่ได้รับการอภัยทางนิตินัย เยี่ยงพวกเขาเป็นอันขาด เวลานี้จึงเป็นเวลาอันยากลำบากที่สุดของพวกเรา

ยิ่งสู้นานเท่าไร ยิ่งซึ้งใจประชาชน

ทั้งอึดทั้งอดทน และอัดแน่นด้วยแค้นใน

ยื่นมือเมื่อสัมผัส ก็ร้อยรัดด้วยดวงใจ

ไม่รู้ น้ำอะไร มันซึมไหล จากดวงตา

ยิ่งเห็นเพื่อนว้าเหว่ ลอยทะเลแห่งเวลา

แสงดาวแห่งศรัทธา รอพรายรุ้งจนรุ่งราง

ใจสู้ของผู้คน ที่ทุกข์ทนร่วมแนวทาง

เลือดไทยนี้ไม่จาง และลูกไทยจักไม่ยอม

เพื่อนเอย แม้ลำบาก ต้องทุกข์ยากและตรมตรอม

ยืดเยื้อและอ้อมค้อม ทั้งคดเคี้ยวน้ำเชี่ยววน

เห็นเพื่อน สู้ไม่ถอย ต่อเถื่อนถ่อยด้วยอดทน

ประเดี๋ยวมืดที่มัวมน จะรุ่งแจ้งเห็นแสงทอง.

ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของเราเท่าเส้นห_อย

ที่มา thaifreenews

จากหัวข้อกระทู้ ความหมายก็คือ การที่นายกษิต เคยดูหมิ่น ด่าทอ นายกกัมพูชาในลักษณะค่อนข้างหยาบคาย บนเวทีพันธมิตร ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงขอให้ถอดถอนออกจาก รัฐมนตรีต่างประเทศเพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม และจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับ กัมพูชา

นายสุเทพกล่าวว่า "นายกษิตพูดจาลักษณะนั้นในขณะเป็นคนธรรมดา หากพูดในฐานะรัฐมนตรีผมจะขอเสนอให้ถอดถอนเอง"

ความหมายของนายสุเทพก็คือ ยอมรับว่านายกษิตพูดจาในลักษณะนั้นจริง แต่พูดในขณะที่เป็นคนธรรมดา ตอนนี้เป็นรัฐมนตรีแล้วไม่ได้พูดแล้ว คนละฐานะกัน

ผมอยากให้ย้อนไปดูสมัยนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นถอดถอน และกดดันให้ออกจากรัฐมนตรี โดยกล่าวหาว่า มีทัศนคติที่เป็นอันตราย เพราะได้ให้สัมภาณ์ต่อสำนักข่าวต่างประเทศในทำนองอาฆาตมาดร้ายและหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังสู้คดีกันอยู่ ไม่รู้ว่าหมิ่นจริงหรือไม่ และถ้อยคำก็กำกวมแปลให้ถูกก็ได้ แปลให้ผิดก็ได้ อยู่ที่คนแปล พูดง่ายๆคือยังไม่แน่ว่าจะผิดหรือเปล่า อยู่ที่ใครแปลหรือตีความมากกว่า

เอาหละจะผิดจริงไม่จริงอย่างไรก็ตาม แต่ก็เกิดขึ้นก่อนเป็นรัฐมนตรี ยังทนแรงกดดันของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ไหว ยอมถอยและลาออกเพื่อหวังจะให้ความร้อนมันลดลงเพราะอยากให้รัฐบาลสมัครเดินต่อไปได้ โดยไม่มีตัวเองเป็นเงื่อนไขให้ถูกโจมตี

มาวันนี้กรณีของนายกษิต ลักษณะเป็นการอาฆาตมาดร้ายชัดเจน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อ นายฮุนเซนชัดเจน อย่าแถนะว่า มันร้ายแรงไม่เท่ากัน เพราะฮุนเซนไม่ใช่คนไทย แต่ของนายจักรภพ อันตรายต่อสถาบันฯ ผมไม่เถียงหรอกหากจักรภพผิดจริงก็ควรเป็นแบบนั้น

แต่ถ้าจิตใจมีความเป็นธรรมจริง มีความเป็นสากลจริง ไม่ว่าหมิ่นผู้นำตัวเองหรือผู้นำของต่างประเทศ ก็ต้องลงโทษเช่นกัน ไม่งั้นเวลาฝรั่งถอดผ้าถ่ายรูปกับพระพุทธรรูป หรือหมิ่นสถาบันบ้านเรายังไปขอให้เขาจัดการเลย ชาวกัมพูชาก็เช่นกัน ถ้าเขาขอให้จัดการกับนายกษิต รัฐบาลอภิสิทธิ์จะทำอย่างไร จะตอบว่าอย่างไร หรือจะไม่แคร์ เพราะเป็นแค่เขมร

อภิสิทธิ์ ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำสวยหรู จะสร้างความเป็นธรรมในสังคม หากสังคมเกิดความเป็นธรรม สังคมก็จะสงบเอง อย่าปากว่าตาขยิบไปหน่อยเลย การกระทำมันสวนกับคำพูด สิ่งใหนที่ตัวเองเคยว่าไม่ดีไม่ถุกต้อง วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ทำแบบนั้นทั้งหมด แม้กระทั้งนโยบายประชานิยม ที่เคยเดินเหยียบโชว์นักข่าว ตอนนี้ก็เอามาทำเองแล้ว

ประพฤติกรรมแบบนี้เขาเรียกว่า เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของเราเท่าเส้นขนเพชร ที่เทพไทเอามาโชว์วันก่อน

โดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง

คลิป สุเทพให้สัมภาษณ์
http://www.youtube.com/watch?v=NOBnaM-oFz8

ยุติ – ธรรม

ที่มา thaifreenews

โดยแม่ปังคุง

--------------


ยุติธรรม ยุติสิ้นแล้วซึ่งธรรม
ยุติมโนธรรม แล้วหาย
ยุติความจริง เว้นวาย
ยุติเสื่อมสลาย..คลายศรัทธา

ยุติความรัก ความนับถือ
ยุติภาพที่ร่ำลือ ระบือลั่น
ยุติความฝัน..ให้ตื่นพลัน
ยุติบ่วงบรรจ์ พันธนา

ในวันนี้ขอประกาศ ความเป็นไท
ไม่เป็นไพร่ในที่ไหนอีกแล้วหนา
ขอดำรงคงชีพคืนวิญญา
จะปกปักษ์รักษาประชาธิปไตย

---------------------

สถาบันคนเสื้อแดง คงต้องรีบตั้งขึ้นเพื่อนำการต่อสู้ให้เป็นรูปธรรมแล้ว

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ผมยอมรับว่ามวลชน คนเสื้อแดงจำนวนมากกำลังสับสนกับสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะต่อสู้อย่างไรดี และควรวางบทบาทอย่างไร จะสู้ต่อไปอีกดีหรือไม่ หรือว่าท้อแท้ สิ้นหวัง ผลสุดท้ายก็เลิกสนใจการเมืองไปเลยดีกว่า

บางส่วนของคนเสื้อแดงที่ค่อนข้างเป็นพวกฮาร์ดคอร์หน่อย ก็จะรวมตัวกันออกมาชุมนุม ไล่กระทืบรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ขวางไข่ หรือจะจัดชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการลอกเลียนยุทธวิธีของม็อบพันธมิตรมาใช้นั่นเอง

ทั้งหลายทั้งปวง ผมคิดว่า คนเสื้อแดงยังไม่มีการจัดตั้ง และมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมทั้งยังไม่ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ตัวแปรต่างๆ ให้ชัดเจน ยังไม่มีการตรวจสอบสภาพข้าศึก ประเมินสถานการณ์และวางแนวทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่เหมาะสม เมื่อยังคงสับสน บางกลุ่มที่เคลื่อนไหวภาคสนามก็เลยไปหยิบเอาวิธีการของม็อบพันธมิตรมาใช้ โดยไม่ได้ประเมินว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่ม็อบมีเส้น การไปเอายุทธวิธีของม็อบพันธมิตรมาใช้ รังแต่จะทำให้ถูกปราบ ถูกกระทำเอาโดยง่ายดาย เพราะไม่มีเส้นนั่นเอง

คุณวีระ มุกสิกพงษ์ เคยเสนอเรื่องจะมีการจัดตั้ง “สถาบันคนเสื้อแดง”ขึ้น ในการนัดชุมนุมใหญ่ที่สนามศุภชลาศัย แต่สถานการณ์ก็ผ่านมาพอสมควรแล้ว ผมไม่ทราบว่าได้มีการดำเนินการในส่วนนี้ไปมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นแค่เพียงแนวคิด แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง

เท่าที่ผมทราบ มีการเคลื่อนไหวประสานงานกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองอิสระกลุ่มต่างๆ ทั้งในโลกไซเบอร์ และกลุ่มภาคสนามมากพอสมควร โดยคนที่ไม่อยู่ในภาคการเมือง แต่เป็นประชาชนหรือส่วนทีเราเรียกกันว่า “นักรบไซเบอร์” มากพอสมควร แต่ก็ยังไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะธรรมชาติของกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ที่เราเรียกว่าคนเสื้อแดงนี้มีหลายกลุ่ม และมีความเป็นอิสระค่อนข้างสูง การมารวมตัวกันตามคำเชิญของ “รายการความจริงวันนี้” เป็นแต่เพียงการออกมาร่วมกันอย่างหลวมๆ มีหลายกลุ่มเข้ามาร่วม แต่ยังไม่ได้มีการจัดตั้งองค์กร กำหนดยุทธศาสตร์ สร้างเครือข่ายแต่อย่างใดไม่

ในช่วงนี้กลุ่มภาคสนามบางกลุ่ม ที่ใจร้อน ก็พยายามชักชวนประชาชนไปชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล “เลียนแบบม็อบพันธมิตร” ซึ่งไม่ได้เป็นการยกระดับการต่อสู้ให้สูงขึ้นแต่อย่างใดไม่ แต่กลับไปเหมือนการต่อสู้ของสีเหลืองและสีแดงในปีที่แล้ว ซึ่งประชาชนจำนวนมากกำลังเบื่อหน่ายความวุ่นวายที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

อย่างที่ผมเคยเสนอความเห็นประจำคือ “ม็อบไม่มีทางล้มรัฐบาลได้” ไม่ว่าม็อบจะใหญ่เพียงใด “ม็อบพันธมิตร” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ล้มรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ไม่ได้ แม้จะสร้างความรุนแรงถึงขั้นยึดทำเนียบ และยึดสนามบิน ปิดถนน ต่างๆ ก็ตาม หรือต่อให้ยึดกรุงเทพมหานครได้ รัฐบาลเขาก็เคลื่อนไปทำงานที่อื่นอยู่ดี แต่ที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ล้มลงไป เพราะการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่างหาก หาใช่ม็อบแต่ประการใดไม่

และในที่สุดแล้ว การเมืองไทยยังคงตัดสินกันที่การเลือกตั้ง และจำนวน สส.ในสภาเหมือนเช่นเดิม และขณะนี้รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ยังคงอยู่ แม้จะมีความพิกลพิการ และอำนาจแฝงของพวกอำมาตยาธิปไตยยังคงมีมาก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถชักจูงหรือจูงใจผู้เลือกตั้งได้มากอยู่ดี ดังนั้น เมื่อ “การเลือกตั้ง” ยังคงอยู่ การตัดสินแพ้ชนะ ก็ยังคงอยู่ที่สนามเลือกตั้ง แม้ฝ่ายตรงข้ามจะทำให้เรายากลำบากในการเลือกตั้ง โดยมีองค์กรต่างๆ คอยกลั่นแกล้ง แต่พวกเขาก็ทำไมได้เต็มที่มากมายนัก หากเราชนะที่สนามเลือกตั้ง ก็ยังคงชนะอยู่

ดังนั้น แนวทางการต่อสู้ต่อไป ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ การสร้างความเข็มแข็งในภาคมวลชน เช่นเครือข่าย ต่างๆ มากกว่าที่จะระดมม็อบมาเปิดศึกไม่ชนะไม่เลิก หรือเจ้งเป็นเจ้ง ตายเป็นตาย เหมือนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ม็อบมีเส้น

ในช่วงเวลานี้ แกนนำต่างๆ ของฝ่ายประชาธิปไตย ควรเร่งจัดตั้ง “สถาบันคนเสื้อแดง” โดยเร็ว เพื่อรวบรวมแกนนำต่างๆ ที่เคลื่อนไหวอย่างสะเปะสะปะเข้ามาเป็นกลุ่มก้อน หรืออย่างน้อยก็ต้องมีการประสานงานกัน มีการเสวนา พูดคุยกันในกลุ่มย่อยต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันทางยุทธศาสตร์ และประเมินสถานการณ์ได้แจ่มชัด ไม่ถลำลึกไปในแนวทางที่ฝ่ายอำมาตย์ฯ สร้างกับดักเอาไว้

เมื่อมีสถาบันคนเสื้อแดง หรืออาจเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สถาบันคนรักประชาธิปไตย” หรือชื่ออะไรก็แล้วแต่ ยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็จะเด่นชัดขึ้น มีการวางแผนยุทธศาสตร์และกำหนดให้คนที่ถนัดในแต่ละเรื่องได้ทำงานอย่างตรงกับความสามารถ โดยมี “ทิศทางที่สอดคล้องกัน” นอกจากนี้บางส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวในทางสากลก็ต้องเคลื่อนไหว ส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวภาคสนาม เพื่อจัดม็อบกดดันรัฐบาลก็จะต้องทำ

การจัดชุมนุมทางการเมืองนั้นก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะมันคือการปลุกเร้ามวลชนให้ตื่นตัวอยู่เสมอและสร้างการมีส่วนร่วม แต่จะต้องทำอย่างมียุทธศาสตร์ ชัดเจนและมีพลัง แต่ไม่ใช่เหมือนกับม็อบพันธมิตร และอย่าตั้งเป้าหมายว่าจะโค่นรัฐบาลลงได้ด้วยการใช้ม็อบ

ส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวทางด้านแนวคิด ก็ต้องดำเนินการ เช่นการจัดสัมมนา ประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ที่เป็นแนวร่วมของคนเสื้อแดงอยู่แล้ว รวมทั้งการสร้างผู้นำทางการเมือง และ “ผู้ปฏิบัติงานด้านมวลชน” รุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาให้มาก เพื่อเคลื่อนไหวกับมวลชนต่อไป

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ประชาชนได้เรียนรู้ประชาธิปไตยทางตรงมากแล้ว แม้ไม่อยากเรียนรู้ ก็ต้องถูกบีบให้เรียนรู้ ดังนั้น เมื่อคนตื่นตัวขึ้น การเคลื่อนไหวจัดตั้งต่างๆ ก็จะไม่ยากเท่าใดนัก สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ฝ่ายประชาธิปไตยก็คงจะได้ชัยชนะอย่างไม่ยากนัก หากยังมี การเลือกตั้ง หนทางต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย ก็ยังสดใสและมีความหวังอยู่เสมอ

แต่หากปล่อยให้ประชาชนสับสน และต่อสู้อย่างสะเปะสะปะเหมือนในขณะนี้ ความเบื่อหน่ายก็จะตามมา และเป็นการทำลายขบวนการประชาธิปไตยที่ตื่นตัวขึ้นมากไปโดยปริยาย

หากคุณทักษิณ ยังจะนำการต่อสู้ครั้งนี้ ก็รีบจัดตั้งขึ้นเถอะครับ สถาบันคนเสื้อแดง

Monday, January 12, 2009

คปส.จี้‘สาทิตย์’หยุดคุกคามสื่อ

ที่มา ประชาทรรศน์

ค้านใช้กฎหมายฮิตเลอร์-สวนทางนโยบายรัฐ

“คณะกรรมการปฏิรูปสื่อ” ออกโรงจี้ “สาทิตย์” หยุดแทรกแซง คุกคามสื่อมวลชน หลังรัฐบาล “อภิสิทธิ์” จ่อปิดวิทยุชุมชนที่ต่อต้านรัฐบาล รวมทั้งจ้องปิดเว็บไซต์อีกนับพันแห่ง อ้างทำเพื่อความมั่นคง โดยอาศัยกฎหมายฮิตเลอร์เป็นเครื่องมือ ชี้สวนทางนโยบายรัฐบาลที่รับปากจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เชื่อจะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในบ้านเมือง แนะรัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดกลไกในการตรวจสอบกันเองมากกว่าเพื่อให้เกิดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ด้าน “นักวิชาการ"ห่วงเลือกปฏิบัติ เข้ามาจัดการเฉพาะสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง

“นักวิชาการ”ห่วงเล่นงานแต่พวกวิพากษ์รัฐบาล

การประกาศปิดวิทยุชุมชนที่อ้างว่ามีการนำเสนอรายการไม่เหมาะสม ของ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยอาศัย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือที่เคยถูกขนานนามว่ากฎหมายฮิตเลอร์ เป็นเครื่องมือ รวมไปถึงการปิดเว็บไซต์ต่างๆ ด้วยข้ออ้างทำนองเดียวกันจนถึงขั้นมีการตั้ง War Room และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการดังกล่าวถึง 80 ล้านบาท ได้กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าส่อเป็นการคุกคาม แทรกแซงสื่อมวลชน และยังเป็นการคุกคาม ลิดรอนสิทธิในการแสดงความคิดความเห็นของประชาชน ซึ่งขัดต่อนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสิ่งที่สำคัญสุดก็คือขัดแย้งต่อแนวทางที่รัฐบาลอ้างว่าอยากสร้างสมานฉันท์ และอยากเห็นความสามัคคีเกิดขึ้นในบ้านเมือง

ปิดวิทยุชุมชนรัฐละเมิดเสรีภาพ

นายสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) กล่าวถึงการใช้กฎหมายความมั่นคงปิดกั้นสถานีวิทยุชุมชนว่า เป็นเรื่องทางการเมืองของรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่การนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้เพื่อยุติการสื่อสารย่อมกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปด้วย ประการสำคัญคือประชาชนย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือเห็นต่างจากรัฐบาลได้ ดังนั้นการใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อปิดสถานีวิทยุชุมชนหรือสถานีวิทยุธุรกิจในท้องถิ่น จะมีเกณฑ์ชี้วัดใดที่จะแยกแยะได้ว่าสถานีใดขัดต่อความมั่งคงของรัฐ

นอกจากนี้การปิดกั้นสื่อนั้น ขัดต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่ยืนยันว่าจะให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในเรื่องสื่อและข้อมูลข่าวสาร ทั้งในด้านการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายที่จะมุ่งให้เกิดความสมานฉันท์จากการปรับปรุงกลไกการสื่อสาร แต่แนวทางของรัฐบาลที่จะทำให้เกิดการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของประชาชน เป็นแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ทางการเมืองตามที่รัฐบาลได้แสดงท่าทีต่อสาธารณะ และจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล

ร้องรัฐให้มีการตรวจสอบกันเอง

ทั้งนี้ ตัวแทนทั้งสามองค์กรจะเข้ายื่นหนังสือและข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 13 มกราคม ที่จะถึงนี้ เวลา 8.00 น. โดยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลมีแนวทางผลักดันให้เกิดกลไกการกำกับดูแลกันเองทั้งวิทยุชุมชนและกลุ่มประชาชนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต เพื่อให้เกิดเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งในเรื่องความมั่นคง และกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
2.การปรับแก้กฎหมายสื่อต้องเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2543 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อให้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

อย่างไรก็ดีแม้ว่า กทช. ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจน และยังไม่มีการกำกับดูแล แต่การที่รัฐบาลนี้จะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ออกมาจาก สนช. เข้ามากำกับดูแลนั้นถือเป็นการละเมิดสิทธิ อีกทั้งภาคประชาชนก็เคยคัดค้านกฎหมายความมั่นคงนี้ เพราะมีเนื้อหาเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. เป็นผู้สั่งการให้ กอ.รมน. ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นคนดำเนินการยุติ หรือสั่งห้ามการกระทำใดๆ ที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง เทียบเคียงได้ว่ากฎหมายนี้เป็นดาบอีกเล่มของภาครัฐที่จะออกมาจำกัดสิทธิของสังคมเอง ไม่ว่าจะเสื้อสีไหนก็ตาม

แนะตั้งองค์กรอิสระกำกับดูแล

พร้อมกันนี้ยังเสนอว่า ต้องผลักดันกฎหมายและการจัดตั้งองค์กรอิสระที่จะมากำกับดูแล แต่ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกำกับดูแลกันเอง ซึ่งเกณฑ์ในการกำกับดูแล หรือ code of conduct ของวิทยุชุมชน เป็นกลไกที่ต้องสร้างจากประชาชนขึ้นมา

"เคยได้คุยกับคุณสาทิตย์ (วงศ์หนองเตย) ตั้งแต่ก่อนแถลงนโยบายว่า โจทย์ใหญ่คือรัฐบาลต้องผลักให้เกิดการกำกับดูแลกัน ไม่เช่นนั้นทุกรัฐบาลที่มาก็จะตกอยู่ในฐานะละเมิดสิทธิหรือเข้ามาแทรกแซงเรื่องการสื่อสาร ถูกข้อหาว่าละเมิดสิทธิของประชาชนในการสื่อสาร แน่นอนว่าท้ายสุดไม่ว่าเขาจะเป็นวิทยุชุมชนประเภทใดก็ตาม เขาก็มีสิทธิสื่อสารเรื่องราวของเขาออกมาอยู่ดี"

นายสุเทพระบุถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับองค์กรกำกับว่า มาตรา 78 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงของกิจการวิทยุโทรทัศน์ หรือ พ.ร.บ.วิทยุโทรทัศน์ 2551 ได้กำหนดให้ กทช.เป็นผู้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับกิจการเคเบิลทีวีและวิทยุชุมชน โดยให้ตั้งอนุกรรมการวิทยุโทรทัศน์ขึ้นอีกคณะหนึ่ง เพื่อออกร่างหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้อนุฯ ชุดนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ โดยมีกระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกับสาธารณะ 4 ครั้งแล้ว และกำลังจะจัดอีกครั้งที่อุบลราชธานี หลังจากนั้นจะจัดทำร่างหลักเกณฑ์เพื่อออกใบอนุญาตชั่วคราวไม่เกิน 1 ปีให้กับวิทยุชุมชน ซึ่งก็จะเป็นการคัดสรรว่า วิทยุที่ได้รับใบอนุญาตในกรอบวิทยุชุมชนจริงๆ มีลักษณะหรือหน้าตาแบบไหนบ้าง

เกิดข้อสงสัยเลือกปฏิบัติหรือเปล่า

รศ.กิติมา สุรสนธิ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในช่วงที่มีการขัดแย้งกันสูง และวิทยุชุมชนนำมาใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาล รัฐบาลอาจจะต้องรูสึกอะไรบ้าง และก็เป็นที่มาของการปิดวิทยุชุมชนต่างๆ ซึ่งที่รัฐบาลทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะเกรงว่าประชาชนจะขาดความน่าเชื่อถือในตัวเอง และเสถียรภาพของรัฐบาลอาจจะสั่นคลอนได้ เมื่อประชาชนได้ยินได้ฟังเรื่องของรัฐบาล

ถึงอย่างไร ถ้ารัฐบาลจะปิดวิทยุชุมชนก็ต้องปิดทั้งหมด หากพูดในแง่ของกฎหมายที่ยังไม่มีการรับรอง ต้องปฏิบัติต่อวิทยุชุมชนแต่ละสถานีอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าคิดว่าวิทยุชุมชนเป็นสิ่งผิดกฎหมายจะปิดก็ต้องปิดทั้งหมด ถ้าเลือกที่จะปิดสถานีที่ต่อต้านรัฐบาลและไม่ปิดสถานีที่สนับสนุนรัฐบาล อาจจะทำให้เกิดความสงสัย ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือเปล่า แต่ถ้าคิดว่ายังไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมายแล้วคิดจะอะลุ่มอล่วยก็ต้องปล่อยให้เปิดกันทั้งหมด

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของเนื้อหา แต่ถึงอย่างไรในฐานะสื่อสารมวลชนก็ไม่ต้องการให้อะไรก็ตามมาแทรกแซงสื่ออยู่แล้ว ด้วยบทบาทหน้าที่ของสื่อคือการให้ข้อมูล วิพากษ์วิจารณ์ ให้ความรู้เป็นหน้าที่อยู่แล้ว ที่สำคัญคืออยู่บนความถูกต้อง ไม่ว่ารัฐบาลจะมีสื่อเพื่อการสนับสนุนตัวเอง โดยจริยธรรมและจรรยาบรรณของสื่อก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว

“ถ้ารัฐยังเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็ต้องทำให้มันถูกกฎหมาย ถ้ามาเลือกเปิด เลือกปิด มาควบคุมดูแล ก็ต้องดูว่าหน้าที่คืออะไร ส่วนตัวเราเองก็อยากได้สื่อที่อิสระจริงๆ ซักที” รศ.กิติมากล่าว

นิยามของเนื้อหาหมิ่นเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network: TNN) ร่วมกับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (Freedom Against Censorship Thailand: FACT) จัดแถลงข่าวแสดงจุดยืน กรณีมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการจับกุม ปราบปรามเว็บไซต์และวิทยุชุมชน ในหัวข้อ “ขอรัฐอย่าจับเสรีภาพ สิทธิพลเมือง เป็นตัวประกัน” ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อพลเมืองของตนเอง ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

นางสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ และบล็อกเกอร์ (www.fringer.org) สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวถึงจุดยืนของเครือข่ายว่า การก่ออาชญากรรมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ควรมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน หรือการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้ ควรต้องมีการตั้งคำถามต่อรัฐในการดำเนินมาตรการปิดกันเว็บไซต์ถ้ามีเนื้อหาที่เป็นปัญหาเช่น การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คำถามแรกคือนิยามของเนื้อหาที่หมิ่นเป็นอย่างไร วิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จะเป็นอย่างไร กระบวนการดำเนินคดีจะต้องดำเนินการกับใคร

“เราสนับสนุนเสรีภาพในการสื่อสาร แต่ไม่สนับสนุน อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ประเด็นคือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ ไม่ใช่อาชญากรรม”

ยอมรับไม่ได้เพิ่มอำนาจไอซีที

คนที่กระทำความผิดในกรณีเหล่านี้คือคนที่สร้างเนื้อหาหรือโพสต์ข้อความ แต่การปิดกั้นเว็บไซต์ไม่ได้ทำให้มีการจับกุมคนที่กระทำความผิดได้ นอกจากนี้ยิ่งปิดคนยิ่งอยากดูอยากรู้ว่าเนื้อหาคืออะไร ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มจำนวนคนที่เข้าไปดูเว็บไซต์เป็นทวีคูณ ตรงนี้เป็นตัวอย่างผลพวงของการเซ็นเซอร์ที่เห็นมากมายในต่างประเทศ

“ถึงที่สุดแล้วก็ต้องถามว่าถ้าเป้าหมายของรัฐคือการกำจัดหรือลดทอนเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การปิดกันเว็บไซต์มันได้ผลจริงหรือ มันจะไม่ทำให้เกิดกรณีเว็บไซต์เลียนแบบจำนวนมากมายมหาศาลและคนเข้าไปดูเช่นนั้นหรือเปล่า”

นางสฤณี เน้นย้ำด้วยว่า ทางกลุ่มมีความต้องการผลักดันให้มีการแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีความคลุมเครือในหลายประเด็น รวมทั้งมาตรการปิดกันเว็บไซต์ที่ล่าสุดกระทรวงไอซีทีออกมาให้ข่าวว่าอยากจะกระทำได้เลยโดยไม่ต้องขอหมายศาลนั้น โดยส่วนตัวยอมรับไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นมาตรฐานสากลที่การปิดกั้นเว็บไซต์จะต้องผ่านกระบวนการศาล ซึ่งการปิดกั้นเว็บไซต์เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทันที เป็นเรื่องน่าเศร้าที่กระทรวงไอซีทีจะปรับปรุงให้แย่ลง

ห่วงใช้เป็นเครื่องมือทำลายกัน

นายสุนิตย์ เชรษฐา สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวถึงกระบวนการปิดกันเว็บไซต์หมิ่นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจะปิดเว็บหมิ่นหรือไม่อย่างไร แต่คำถามคือสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า เพราะอาจเป็นการเพิ่มทวีคูณขึ้นไป เหมือนเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่กรณีนี้อาจเป็นขี่ช้างจับไวรัสหรือเชื้อรา ถือเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ทั่วไป แต่มีผลกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ด้วย ตราบใดที่ยังมีความคลุมเครือในเรื่องของนิยามฐานความผิด และวิธีการปฏิบัติงานของรัฐ อาจทำให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเกิดความกลัวและเซ็นเซอร์ตัวเองไปก่อนโดยเกินเลยไป ซึ่งรังแต่จะทำให้เกิดผลเสีย

ซึ่งนายสุนิตย์กล่าวต่อมาว่า นอกจากคิดจัดการเว็บหมิ่นเพียงอย่างเดียว ควรเน้นการสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้โดยการเปิดเวทีให้ประชาชน นักวิชาการ และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนของกฎหมาย ที่สำคัญรัฐควรมองเทคโนโลยีในทางบวกมากขึ้น

ปิดเว็บไม่มีคำสั่งศาลถือว่าผิด

CJ Hinke เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) กล่าวว่า ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การปิดเว็บไซต์ต้องมีคำสั่งศาล ดังนั้นการปิดเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ส่วนใหญ่ที่ไม่มีคำสั่งศาลก็ถือว่าผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงไอซีทีแถลงว่าได้ดำเนินการปิดกั้นเว็บไปแล้วกว่า 2,300 เว็บไซต์ และได้เตรียมการขออำนาจศาลให้มีการพิจารณาเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บเพิ่มอีก 400 เว็บไซต์ โดยอ้างว่าทั้งหมดเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่คิดว่าจำนวนที่ถูกปิดกั้นจริงๆ น่าจะมากกกว่าที่มีการแถลง

นอกจากนี้ การที่กระทรวงไอซีที ประกาศว่าจะสร้าง War room คล้ายกับนโยบาย ประกาศสงครามอื่นๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกรวมทั้งรัฐบาลไทยเคยประกาศใช้ เช่น ส่งครามต่อต้านการก่อการร้าย ส่งครามต้านยาเสพติดในประเทศไทย ซึ่งสงครามเหล่านี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไร แต่ส่งผลก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัวในหมู่ประชาชน

“เรามั่นใจไม่ได้ว่า ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตำรวจจะมาเคาะประตูบ้านตอนตีสี่ แล้วแจ้งข้อหา หลังจากที่เราเข้าไปดูเว็บไซต์ที่เราไม่รู้ว่าถูกหรือผิดกฎหมายหรือเปล่า”

ต้องเผยข้อมูลปิดเว็บต่อสาธารณชน

CJ กล่าวอีกว่า ในประเทศประชาธิปไตยทุกแห่ง กระบวนการยุติธรรมของศาล เป็นกระบวนการที่โปร่งใส และเปิดเผย อย่างไรก็ตามกระบวนการขอคำสั่งศาลของไอซีทีที่ผ่านมา ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และประชาชนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์ก่อนที่ศาลจะสั่งปิด ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานวิชาการและพลเมือง ถือว่ารัฐทำเรื่องนี้อย่างลับๆ โดยต้นทุนประชาชนเป็นคนจ่าย ซึ่งคิดว่าเงินจำนวนนี้น่าจะไปทำอย่างอื่นได้ดีกว่า เช่น เอาไปดำเนินงานสร้างความสมานฉันท์ สร้างสันติภาพในภาคใต้ หรือการสร้างการศึกษาบนอินเตอร์เน็ต

ความไร้ประสิทธิผลของการปิดกั้นเว็บไซต์ จริงแล้วที่ผ่านมามีลิสต์ที่ไอซีทีปิดกั้น แต่ก็มีการหลุดลอดออกมาสู่สาธารณะได้ และมีการเผยแพร่เครื่องมือที่สามารถหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ ทำให้คนที่สนใจอยากรู้พอสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นได้อยู่ดี

“การประกาศทำ War room หมายความว่ากระทรวงไอซีทีพยายามทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะทางสงคราม ซึ่งที่ผ่านมาคิดว่าเรามีความขัดแย้งมากพอแล้วในประเทศ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ข้อมูลต่างๆ ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสรี” CJ กล่าว

ห่วงล้างผลาญงบ80ล้านบาท

ด้าน นางสุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ตั้งคำถามในเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและแนวนโยบายต่อการที่ไอซีทีมีแผนลงทุนโครงการเกี่ยวกับการดูแลเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม จำนวนกว่า 80 ล้านบาท ว่าการใช้งบประมาณหลายสิบล้านมาแก้ปัญหานี้ในภาวะที่สังคมมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องการการช่วยเหลือ ถือเป็นเรื่องที่สอดคล้องหรือไม่ และจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า

นางสุภิญญา กล่าวต่อมาโดยยืนยันว่า รัฐจะต้องแยกระหว่างอาชญากรรรมทางคอมพิวเตอร์ออกจากสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร โดยสนับสนุนให้ใช้กฎหมายในการปราบปรามคนทำเว็บล่อลวง การโพสต์ภาพโป๊เปลือยเด็กที่ไม่ได้เต็มใจ การโพสต์คลิป แอบถ่าย การเป็นแฮ็กเกอร์ การลักลอบใช้ข้อมูล เช่น เรื่องบัตรเครดิตต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ แต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

“ถ้ารัฐจะเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง สังคมไทยคงต้องเตรียมการพิเศษมากๆ อาจต้องมีศาลเฉพาะที่มาพิจารณาในเรื่องนี้ อาจต้องสร้างเรือนจำเพิ่ม เพื่อรองรับเรื่องนี้ เพราะจะมี Cyber-dissidents หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐแล้วแสดงออกในโลกไซเบอร์มากขึ้นจนจับกุมไม่หวาดไม่ไหว”

เชื่อไม่เป็นผลดีต่อการสมานฉันท์

นางสุภิญญากล่าวต่อมาว่า แนวโน้มนี้น่าห่วงในประเทศที่ประชาธิปไตยอ่อนแอ ตามสถิติ ของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalist: CPJ) ซึ่งเป็นองค์กรสื่อในระดับสากล ระบุว่าปัจจุบันกว่า 45 % ของนักข่าวที่ถูกขังคุกเป็นนักข่าวออนไลน์ ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าต่อไปประเทศไทยอาจจะไปแข่งขันทำสถิติกับอีกหลายประเทศว่าแต่ละปีจะมีประชาชนที่ต้องติดคุกเพราะแสดงออกขัดต่อผู้มีอำนาจรัฐในโลกออนไลน์กี่คน

ถือเป็นเรื่องไม่โสภานักสำหรับภาพลักษณ์ประเทศ และจะไม่ส่งผลดีต่อนโยบายการสมานฉันท์ของรัฐบาล เพราะอาจนำไปสู่การต่อต้าน กลายเป็นคลื่นใต้น้ำ หรือพลังเงียบในสังคม ต้องไม่ลืมว่าสถิติคนใช้สื่ออินเตอร์เน็ตปัจจุบันประมาณเกือบ 14 ล้านคนแล้ว คนกลุ่มนี้ถือเป็นพลังที่มีความหมาย รัฐบาลต้องให้ความระมัดระวังและใช้ความละเอียดอ่อนในการดำเนินนโยบาย

ส่วนเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นางสุภิญญา กล่าวว่าร่างที่ผ่าน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีปัญหาในการบังคับใช้ แต่เมื่อได้เห็นร่างกฎหมายที่เสนอแก้ไขโดย ส.ส.ประชาธิปัตย์ นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมคนปัจจุบันก็รู้สึกตกใจ เพราะมีเนื้อหาหลายอย่างน่ากังวลโดยเฉพาะการย้ายอำนาจจากศาลมาอยู่ที่รัฐมนตรีในการคุมสื่อใหม่ได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องฟังใคร สุดท้ายมันหนีไม่พ้นกลายเป็นวาระทางการเมือง และอาจกระทบต่อสิทธิพลเมืองได้

'ม็อบไม่มีเส้น'จี้'มาร์ค'เชือดพันธมารปิดประเทศป่วน!

ที่มา ประชาทรรศน์

วันนี้ (12 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ทำเนียบรัฐบาลมีประชาชนโดยใช้ชื่อกลุ่มว่า'ม็อบไม่มีเส้น'ได้ส่งเอกสารมายังห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล เลขที่1ถนนพิษนุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ10300 โดยมีข้อความว่าหากไม่มีการออกข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่องใดหรือหนังสือพิมพ์ฉบับใดจะแฉความจริงมากกว่านี้ ซึ่งเนื้อหาที่ส่งมานั้นมีคำถามฝากถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทั้งหมด 7 ข้อดังนี้

1.กรณีพันธมิตรฯบุกยึดNBT.บุกรุกสถานที่ราชการในเวลากลางคืนและทำให้เสียทรัพย์ คดีได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ช่วยแถลงต่อสื่อมวลชนด้วย

2.กรณีพันธมิตรฯยึดสนามบิน7 วัน บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์(คดีอาญา)และความเสียหายที่เกิดขึ้น2แสนล้านบาท(คดีแพ่ง)นายกฯได้ดำเนินการอย่างไร

3.กรณีพันธมิตรฯยึดทำเนียบรัฐบาล 3 เดือน คดีอาญา บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ได้ดำเนินการอย่างไรและค่าเสียหายในทางแพ่งอีกประมาณ20ล้านบาทได้ดำเนินการฟ้องร้องไปถึงไหนแล้ว

4.จากคดีทั้ง3 คดีดังกล่าวเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเสื้อแดงปาไข่ใส่หน้านายชวนหรือเสื้อแดงใช้ก้อนอิฐปาใส่รถยนต์ของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ทำไมดำเนินคดีเสร็จไปโดยเร็วโดยผิดสังเกตของหลักกระบวนการยุติธรรม

5.คนทั้งประเทศโดยเฉพาะคนเสื้อแดงหรือรากหญ้าเขารู้กันหมดแล้วพันธมิตรฯเป็นม็อบมีเส้นใหญ่ซะด้วย ถามนายกฯท่านจะอธิบายต่อชาวโลกอย่างไรว่าใครอยู่เบื้องหลังพันธมิตร แล้วม็อบไม่มีเส้นอย่างเสื้อแดงจะทำเหมือนพันะมิตรได้หรือไม่

6.หากนายกฯแถลงเรื่องไม่กระจ่างชัดในข้อที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เอกสารแผ่นนี้ผมจะส่งไปทั่วประเทศไทยให้สังคมได้รับรู้และจะพิสูจน์ความเป็นตัวตนที่แท้จริงของท่านนายกรัฐมนตรี

7.หากท่านนายกฯหรือสื่อมวลชนได้ติดตามในเรื่องนี้แล้ว ผมก้จะทำในสิ่งที่ผมต้องการคือ เมื่อรบกันในรูปแบบไม่ได้ก็รบกันนอกรูปแบบแล้วกัน(สงครามกองโจร) เป็นกองโจรไม่มีเส้นใหญ่เหมือนพันธมิตร แต่ทำให้เพราะจิตใจที่สงสาท่านทักษิณที่ทำให้คนยากจนทั่วประเทศได้อยู่ดีกินดี สวัสดิการทางสังคมดีขึ้นกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่สุดท้ายทำไมท่านทักษิณหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ ตราบใดนายกฯไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้ อย่าหวังเลยว่าความสงบสุขจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย ขณะเดียวกันนักรบไม่มีเส้น รบเดี่ยวผู้นี้ ได้ยืนยันมีตัวตนจริง 083-6285850 หากนายกข้องใจติดต่อโดยตรงก้ได้

นปช.จี้รบ.ปลด"กษิต"ไล่ฟัน"พธม."ลุยแก้รธน.ลั่นไม่หยุดปาไข่

ที่มา ประชาทรรศน์

"กลุ่มคนเสื้อแดง"จี้รัฐบาลดำเนินคดี "พันธมาร"ยึดสนามบิน กดดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไล่ส่ง"กษิต"พ้นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐบาลอาเซียน 10 ประเทศ ประกาศจัดเวทีคู่ขนานการประชุมอาเซียนซับมิท ลั่นไม่หยุดปาไข่

วันนี้ (12 ม.ค.) ที่โรงแรมมิโด้ ประดิพัทธ์ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นำโดย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทยนพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ร่วมด้วยนาย ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรและแนวร่วม นปช. จากจังหวัดต่าง ๆ 15 จังหวัด ร่วมกันแถลงจุดยืนข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและการเคลื่อนไหวของ นปช. 1. รัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยในเปิดสมัยการประชุมรัฐสภา วันที่ 21 มค.นี้ ทางกลุ่มจะเดินทางไปยื่นหนังสื่อต่อ นายชัย ชิดชอบประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้นำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้เคยเสนอไปและบรรจุเป็นวาระอยู่แล้วมาพิจารณา 2. รัฐบาลจะต้องดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ กรณีที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยรัฐบาลจะต้องมีมาตราการที่ชัดเจนภายใน 1 เดือนก่อนการประชุมอาเซียน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการทางกลุ่มจะเข้มข้นในการชุมนุม 3. รัฐบาลจะต้องปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เพราะไม่มีความเหมาะสมเป็นตัวแทนของประเทศ เนื่องจากเป็นอาชญากรสนับสนุนการปิดล้อมสนามบิน

ทั้งนี้ นปช.จะคัดค้านรัฐบาลโดยการ 1.ชุมนุมยื่นหนังสือถึงรัฐบาลอาเซียน 10 ประเทศ ผ่านสถานฑูตไทย 2. จัดการชุมนุมโดยการถือป้าย ต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ผู้นำอาเซี่ยนเดินทางมา 3. จัดเวทีการชุมคู่ขนานกับการประชุมอาเซียน ระหว่างวันและเวลาเดียวกัน 4. นปช.เห็นว่าการแสดงออกถึงความไม่พอใจโดยการปาไข่ของชาวบ้านนั้น เป็นการสื่อความหมายตามข้อเรียกร้องของนปช. และขอให้ใช้ไข่สดแทนไข่เน่า เป็นการต่อสู้อย่างสันติวิธี ต่างจากพันธมิตรที่ใช้ระเบิด รวมทั้งนปช.จะให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี

จากนั้น นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กล่าวว่า ทางกลุ่มจะยังคงยืนยันเดินหน้าการปาไข่ใส่รัฐบาลในทุกที่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่สร้างความเสื่อมเสียแก่ประเทศชาติ ด้วยการไปร่วมขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อีกทั้งเป็นการเร่งรัดรัฐบาลให้รีบดำเนินคดีแกนนำพันธมิตรฯ โดยเร็วที่สุด

ด้าน นายขวัญชัย ไพรพนา กล่าวว่า ขอยืนยันว่าการที่ นปช.ในแต่ละจังหวัดเดินทางรวมตัวกันที่กรุงเทพฯในวันนี้เป็นเพราะตนชี้แจงว่าได้รับการประสานมาจากกรุงเทพฯ ไม่ได้มาจากการนัดรวมตัวของนาย พงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท ทักษิณตามที่เป็นข่าว เรื่องดังกล่าวสื่อมวลชนได้ฟังแล้วนำไปตีความกันเอง

นอกจากนี้ ในตอนท้ายของการแถลงข่าว กลุ่มแกนนำยังได้โชว์ สาธิตการปาไข่ที่ติดรูปภาพหน้าของ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และนายกษิต ภิรมย์ด้วย

'จักรภพ'เล็งฟ้องต่างชาติ!'กษิต'ไร้ศักยภาพคุมบัวแก้ว

วันเดียวกัน นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยถึง 3 แนวทางในการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. ว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตในกลุ่มประเทศอาเซียน 9 แห่ง ซึ่งบื้องต้นได้รับการประสานงานจากประเทศในกลุ่มดังกล่าวแล้วประมาณ 4 -5 ประเทศ ว่าจะมารับหนังสือด้วยตนเอง

ส่วนแนวทางที่ 2 นั้น จะมีการยื่นหนังสือต่อสมาชิกถาวรองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น 5 ประเทศ ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส และประเทศอังกฤษ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และแนวทางสุดท้ายจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขอคำแนะนำจากบางประเทศที่มีประสบการณ์ปกครองแบบเผด็จการซ่อนรูปประชาธิปไตย

Thai Critic Ungpakorn to be Charged with Lèse Majesté

ที่มา Thai E-News


Written by John Berthelsen
Asia Sentinel
MONDAY, 12 JANUARY 2009

The government goes after a prominent academic and government gadfly

Recent Articles by Giles Ungpakorn:


Giles Ji Ungpakorn, a political science professor at Thailand's Chulalongkorn University, has been ordered to appear tomorrow at a Bangkok police station to be charged under the country's stiff lèse majesté laws for insulting the country's monarchy.

Ungpakorn wrote a series of flame-throwing articles which appeared in Asia Sentinel, among other publications, charging that a royalist and anti-democratic alliance made up of what he called the "fascist" People's Alliance for Democracy, the military, the police, the judiciary, most middle-class academics and especially Queen Sirikit of perpetrating a royalist coup that kicked two democratically elected governments out of power.

As Thailand emerges gingerly from two years of political chaos that began with an September 2006 military coup against the democratically elected government of former Prime Minister Thaksin Shinawatra, the government is increasingly using lèse majesté laws, the most restrictive known anywhere in the world, to stifle dissent. Since the 1970s, the laws have grown progressively stricter. Although the law is ostensibly designed to protect King Bhumibol Adulyadej or his family, it is increasingly being used to go after government critics, warranted or not. Charges have been filed against several individuals including the BBC correspondent in Bangkok, Jonathan Head, for reporting on the political situation.

In a first email, Ungpakorn said he had not been told which articles or speeches had resulted in the charge against him, but later said he was being charged over his book, "A Coup for the Rich"and added that he is prepared to fight any charges "in order to defend academic freedom, freedom of expression and democracy in Thailand."

The book was withdrawn from sale by Chulalongkorn and Thammasat Universities. However, Ungpakorn said all 1,000 copies had sold out. He directed readers to his blog http://wdpress.blog.co.uk/ where the book is available in its entirety.

"The monarchy has been quoted and used by various political factions in Thailand to legitimize their actions," he wrote. "The most notable cases are the 19th September 2006 military coup and the illegal protests by the yellow-shirted PAD, which included shutting down the international airports. Lèse majesté charges in Thailand are notorious for being used by different political factions to attack their opponents. Many believe that this law is actually counter-productive to defending the monarchy. This is why it is very important that political scientists attempt to analyze the real role and nature of the Thai monarchy in an atmosphere of freedom and democracy."

The Committee to Protect Journalists has protested the use lèse majesté laws against the press, particularly against BBC reporter Head. But use of the laws goes well byond just journalism. In September, Australian novelist Harry Nicolaides, 41, was arrested at Bangkok's airport on charges that he had defamed the royal family in a 2005 novel when he tried to fly out of Bangkok to Australia. He said he was unaware of the arrest warrant.

He remains in jail despite four appeals.

The blogger Bangkok Pundit in November wrote that police are handling another 30 lese majeste cases including one against social critic Sulak Sivalak, who was arrested at his home in Khon Kaen in November for remarks he had made the previous December. Among the most prominent charged was former Minister in the Prime Minister's Office Jakrapob Penkair, who in a speech to the Foreign Correspondents Club of Thailand in August of 2007 criticized Thailand's patronage system and particularly criticized Prem Tinsulanonda, the president of the Privy Council, a former prime minister and army general who is particularly close to the king.

Reporters Without Borders ranks Thailand 124th among 173 countries for restricting press freedom, recently expressing concern because 2,300 Internet websites were blocked in 2008, in most cases for lèse majesté. Ranongrak Suwanchawee, appointed information minister in the new Democrat government headed by Abhisit Vejjajiva, said on December 29 that blocking lèse-majesté websites would be her ministry's main task.

Ungpakorn comes from a family with an illustrious history of protest. His father, Puey Ungpakorn, joined the Free Thai movement in the United Kingdom and parachuted into Northern Thailand in 1944 but was captured by the Japanese. Later, he became governor of the post-war Bank of Thailand before returning to the Faculty of Economics at Thammasat University. He was ultimately branded a communist and destroyer of unity by the political right. He resigned as rector at Thammasat in protest against the October 1976 massacre of students by rightists and was forced to flee the country.

Giles Ungpakorn urged opponents of the charges against him to write a letter of protest to the prime minister at Government House, Bangkok, Thailand Fax number +66(0)29727751, to write letters of protest to the ambassador of the Royal Thai embassy in opponents' own countries, and to ask that Amnesty International take up all lèse-majesté cases in Thailand.

Recent Articles by Giles Ungpakorn:

นปช.15 จังหวัดแถลงผนึกกำลัง ต้าน “รัฐบาลมาร์คกระสัน” ยื่น 3 ข้อเสนอ “แก้รธน.-เอาผิดพธม.-ปลดกษิต” แลกยุติชุมนุม

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ NEWS
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
12 มกราคม 2552

วันที่ 12 ม.ค. 2552 เวลา 13.30 น. ที่โรงแรมมิโด้ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จาก 15 จังหวัด ได้แก่ จ.ปทุมธานี นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี พัทลุง ตราด พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ พิษณุโลก เชียงราย ลำปางและกรุงเทพฯ จำนวนกว่า 30 คน ร่วมแถลงท่าที และความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล เข้าติดตามทำข่าว และบันทึกภาพ การแถลงความเคลื่อนไหวครั้งนี้หลายนายด้วยกัน

ทั้งนี้กลุ่ม นปช.ได้แจกจ่ายใบสมัคร “สถาบันเสื้อแดง” โดยให้มีการสอบถามรายละเอียดความสามารถพิเศษเพื่อช่วยกิจกรรมตามความสมัครใจ อาทิ นักกฎหมาย เพื่อติดตามยื่นฟ้อง ช่วยเหลือเรื่องคดีความ, อาชีพอิสระ อย่างแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ สามล้อ เพื่อเป็นฝ่ายจรยุทธ์, ทหาร ตำรวจ ดูแลความปลอดภัย และยุทธวิธี เป็นต้น รวมถึงสอบถาม ความสามารถในการจัดตั้งกลุ่มเสื้อแดงในหมู่บ้าน โดยต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนประกอบใบสมัครด้วย

โดยนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำ นปช. กรุงเทพฯ กล่าวว่า จากการหารือของแกนนำ นปช.ทั่วประเทศมีมติรณรงค์เรียกร้องใน 3 ประเด็น คือ

1. ทันทีที่มีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ วันที่ 21 ม.ค.นี้ ตัวแทน นปช. จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับที่เสนอโดย คปพร. ที่ค้างการพิจารณาในสภา เข้าสู่ที่ประชุมสภา เพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเร็วที่สุด เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล

2. เรียกร้องให้รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากยังเพิกเฉย ก็อาจจะเกิดการชุมนุมใหญ่ และเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลขึ้น

3. เรียกร้องให้นายกษิต ภิรมย์ ลาออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์จะต้องปลด นายกษิต ก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพราะ นปช.ไม่ยอมรับอาชญากรก่อการร้ายสากล ยึดสนามบิน เป็นตัวแทนของประเทศ

สำหรับยุทธวิธี จะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ภารกิจเฉพาะหน้า จะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ กระจายในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงการเคลื่อนไหวชุมนุมขนาดใหญ่

ส่วนระยะยาว คือการจัดตั้งให้ความรู้มวลชน ยกระดับความคิดต่อต้านเผด็จการ และปกป้องประชาธิปไตย นายวิภูแถลง ยังกล่าวปฏิเสธว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีการพิจารณาถอดยศตำรวจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ตนก็ขอตั้งคำถามถึงความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายว่า เป็นไปอย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ เพราะหลายกรณีที่เจ้าหน้าตำรวจมีความผิด เช่น กรณีพล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ที่ถูกจำคุกแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการถอดยศ หรือแม้แต่จอมพลถนอม กิตติขจร พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ก็ไม่ได้ถูกถอดยศ

แต่กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ทำไมถึงเลือกปฏิบัติ พวกตนไม่ได้ต้องการปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ต้องการเห็นกฎหมายถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช.กรุงเทพฯ กล่าวว่า กลุ่ม นปช. ไม่ประสงค์จะขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่ไม่ยอมรับ ที่จะให้นายกษิต และรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายให้ประเทศไทย และประเทศอาเซียน เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

โดยต้นเดือน ก.พ.นี้ นปช.จะทำหนังสือ ซึ่งเนื้อหาระบุถึงที่มา และสาระดังกล่าว ถึงสถานทูต 10 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกอาเซียน เพื่อให้ได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่า จะเข้าร่วมประชุมหรือไม่ อีกทั้งในวันประชุม จะมีสมาชิก นปช.บางส่วน ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไปยืนถือป้ายข้อความ ต้อนรับผู้นำประเทศอาเซียนที่สนามบิน แต่กลุ่ม นปช.จะไม่ชุมนุมยึดสนามบิน และสร้างความรุนแรงแน่นอน พร้อมเชื่อว่า จะสามารถควบคุมมวลชน ไม่ให้เกิดความวุ่นวายได้ เพราะเป็นเพียงการเดินทางไปของคนกลุ่มเล็กๆ

นายสมยศ กล่าวว่า นอกจากนี้ นปช.จะจัดเวทีคู่ขนาน ตลอดระยะเวลาการประชุม ซึ่งจะแจ้งสถานที่ให้ทราบภายหลัง อาจจะเป็นที่ กทม. แต่จะไม่จัดที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะไม่ต้องการตกหลุมพรางพรรคประชาธิปัตย์ ที่เลือก อ.หัวหิน เป็นสถานที่จัดประชุม

แต่หากรัฐบาลรับข้อเสนอปลดนายกษิต ก็อาจจะยุติการชุมนุม

ส่วนการปาไข่นั้น ถือเป็นการสื่อความหมายของประชาชน ที่ต่อต้านรัฐบาล และจะทำจนกว่ารัฐบาล จะเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่ง นปช. จะให้ความช่วยเหลือกับชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีต่อไป เพราะเมื่อเทียบกับไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล ที่กลุ่มพันธมิตรฯใช้แล้ว ไม่ถือเป็นอาวุธ

ด้านนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดร กล่าวว่า การต่อสู้วันนี้ ก้าวพ้นคำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มาแล้ว พวกตนจะต่อสู้ในนามภาคประชาชน จะยืนบนลำแข้งตัวเอง ไม่พึ่งพานักการเมืองอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้ เฉพาะที่ จ.อุดรธานี มีคนสมัครเป็นสมาชิกแล้วถึง 2 แสนคน และมีกองทุนที่ได้จากการลงขันของสมาชิกจำนวน 320,000 บาท ซึ่งจะนำไปใช้เป็นทุนในการเริ่มขับเคลื่อน อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนนับจากนี้ไป เพื่อปกป้องประชาธิปไตย และประเทศชาติ และการผนึกกำลังกันครั้งนี้ จะทำให้การ เคลื่อนไหว มีพลังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุกกรณี เช่นการถอดยศตำรวจ แต่ที่ผ่านมา พวกตนถูกทำให้เป็นผู้ร้าย ผ่านการเสนอข่าวของสื่อมวลชน

ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.กรุงเทพฯ กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาล เร่งเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ ภายใน 1 เดือน ไม่ควรเตะถ่วง ด้วยการตั้งคณะกรรมการใดๆ ขึ้นมาสอบสวนอีก เพราะความผิดปรากฎหลักฐาน พยานชัดเจน ซึ่งหน้าที่ตำรวจ สามารถดำเนินการได้ทันทีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ออกมาแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ด้วยการตอบคำถามว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกต้องหรือไม่ ถ้าเห็นว่า เป็นความผิดก็ต้องถูกลงโทษ

สงครามไข่ไก่

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2552 จงรัก ภักดีราช รายงานตัว พร้อมด้วยข่าวสารมากมายที่เทน้ำหนักไปทาง ร้ายมากกว่าดี สำหรับชีวิตของประชาชนคนไทย และ ชีพจรของประเทศไทย ที่นับวันจะเข้าใกล้อาการโคม่าไปทุกวัน เพราะ คนเสื้อแดง กำลังเดินรอยตาม ขบวนการพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิป ไตย แบบก้าวต่อก้าว ชนิดที่เรียกว่า ข้าเลว เพราะเอ็งชั่ว

*เช้าวันนี้ ก็คงรู้กันแล้วว่า “เกมปาไข่” ของคนเสื้อแดง ทำให้ สถานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดีขึ้น หรือ เลวลง โดยดูได้จากผลการเลือกตั้งที่ออกมา ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสาน และภาคเหนือ หากได้มาน้อยกว่าที่เสียไป ไม่ใช่แค่ขาดทุน หากแต่เป็น สัญญาณอันตรายของพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่น่าสยดสยอง แต่หากได้กลับคืนมาครบตามเป้า ที่ต้องเต้นเร่าๆ เห็นจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะ คนเสื้อแดง จะได้ทีโหมเข้าขยี้ทันที

* ขอย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า คนเสื้อแดง ต้องมีสติ และตั้งสติให้ดี ก่อนที่จะพากันเคลื่อนขบวนเข้ารกเข้าพงเข้าดงแห่งความเกลียดชัง ของประชาชนคนทั่วไป ดังเช่นที่ขบวนการพันธมิตรฯ เดินตกอยู่กลางดง จนทุกวันนี้ก็ยังถอนตัวออกมาไม่ได้ ลำพังสมองที่มีอยู่ หากไม่ใช้ควบคู่กับสติ คนเสื้อแดง ก็จะไม่ต่างจากกระทิงบ้า เห็นอะไรขวางหูขวางตาก็จะปรี่รี่เอาหัวเข้าขวิด ทั้งเหนื่อยเปล่า ทั้งหัวแตกฟรี และจะพ่ายแพ้ในที่สุด ทั้ง คนเสื้อแดง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะ ประชาธิปไตย คือการทวงถามสิทธิของตัวเอง โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

* ขอย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า พรรคประชาธิปัตย์ โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะในฐานะ หัวหน้าพรรค หรือในฐานะ นายกรัฐมนตรี ก็แล้วแต่ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปกป้องผู้กระทำความผิด และเป็นผู้สร้างสองมาตรฐาน จำคำ จงรัก ภักดีราช ไว้ให้ดี ว่า สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คนนี้ จะเป็นหอกข้างแคร่ ที่คอยทิ่มแทงรัฐบาล และ นายกรัฐมนตรี จน ไม่กล้าอวดโอ่ เป็นรัฐบาล และผู้นำที่ยืนอยู่ในแนวทางนิติธรรม และนิติรัฐ อีกต่อไป

* น่าเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ตกอยู่ในวงล้อมของบริวารฝ่ายบู๊ ที่จ้องแต่จะ ปะ ฉะ ดะ ไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกเวลา และ ไม่เลือกหน้าอินทร์ หน้าพรหม โดยไม่ดูทิศทางลมให้ดีว่าชั่วโมงนี้ นาทีนี้ ควรจะสู้ซึ่งหน้า หรือ ควรจะสู้พลาง ถอยพลาง เพื่อหาทาง หายุทธศาสตร์ ยุทธวิธีกันใหม่ จำได้ไหม เวียดกง ซึ่งเปรียบเสมือนมด เอาชนะ อเมริกัน ซึ่งตัวโตเท่าช้าง ได้ ด้วยยุทธวิธี “เอ็งมา ข้ามุด เอ็งหยุด ข้าแหย่ เอ็งแย่ ข้าตี” การออกมาท้าต่อยท้าตีในขณะที่อ่อนแอ และเสียเปรียบทุกด้าน เช่นที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มีแต่แพ้กับแพ้ เชื่อผมเถอะ!

* การทำ สงครามไข่ไก่ ได้ผลอย่างมากก็แค่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเลอะเทอะเปรอะเปื้อน และคนเสื้อแดง ได้แค่ความสะใจ แต่ถามว่าชนะหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ชนะ และยิ่งเข้าใกล้ประตูสู่ความพ่ายแพ้ทุกนาทีที่เกม “ปาไข่” ยังคงดำเนินต่อไป ไม่คิดกันบ้างหรือ ทำไม คนระดับ ชวน หลีกภัย จึงไปปรากฏตัวในทุกพื้นที่ที่ คนเสื้อแดง รอ “ปาไข่”

* เมื่อยุทธศาสตร์เอาตัวเข้าล่อ ได้ผล คนเสื้อแดงเดินเข้ามาติดกับดัก บัญญัติ บรรทัดฐาน และแกนนำของประชาธิปัตย์ ก็พากันเดินสาย แยกย้ายกันไปทั่วประเทศ เอาตัวเข้าล่อให้คนเสื้อแดง แสดงพฤติกรรมเกะกะเกเร ให้คนทั้งประเทศได้เห็น เป็น ยุทธวิธีทำลายคนเสื้อแดงอย่างง่ายๆ แบบไม่ต้องลงทุน

* อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า พรรคเพื่อไทย ทุกวันนี้มีกันแค่ 3 คน คือ เฉลิม อยู่บำรุง จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เท่านั้นหรือ? แล้วแกนนำคนอื่นๆ ที่เคยเดินกร่างคับพรรคสมัยเป็นรัฐบาล หายหัวไปไหนหมด แบบนี้เรียกว่า มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ไม่ร่วมต้าน ใช่ไหม ? หากเป็นกันเช่นนี้ ก็ยกตำแหน่ง หัวหน้าพรรค ให้ เฉลิม เลขาธิการพรรค ต้อง จตุพร และ โฆษกพรรค ยกให้ ณัฐวุฒิ น่าจะเหมาะ ใครเห็นแย้ง ยกมือขึ้น

* ที่ต้องเตือนกันดังๆ ก็คือ หากพรรคเพื่อไทย ยังเล่นเป็นแค่ 2 บทบาท คือ ปลุกม็อบคนเสื้อแดง กับ เดินตามคนเสื้อแดง มัวหมกมุ่นกับเกมการเมืองข้างถนน ไม่สนใจการเมืองในรัฐสภา อีกไม่ช้าไม่นาน พรรคเพื่อไทย ที่มี ส.ส. เกือบ 200 คน จะต้องกลายเป็น พรรคการเมืองที่อ่อนแอที่สุด เพราะถูกคนเสื้อแดงบังคับให้เล่นการเมืองข้างถนน เพื่อความสะใจของกองเชียร์ ในขณะที่รัฐบาลจะทำงานด้วยความสบายใจ เพราะ ฝ่ายค้านติดใจการอภิปรายหน้าสภา มากกว่าในห้องประชุมสภา

* บทเรียนสอนใจ วันเกณฑ์ม็อบเสื้อแดง ปิดสภา แต่สกัดกั้นการแถลงนโยบายรัฐบาล ไม่ได้ ทำให้เสียโอกาสอย่างมาก ที่จะใช้เวทีสภา เปิดแผลประชาธิปัตย์ แม้จะไปเปิดโรงแรมห้าดาว เปิดอภิปรายนอกสภา ก็ได้แค่ความสะใจในหมู่พวกเดียวกันเอง ที่ได้ระบายอารมณ์ใส่กัน แต่เมื่อคำนวณค่าใช้จ่าย ค่าเช่าโรงแรม ค่าไฟ ค่าแอร์ ค่าอาหารแล้ว ปรากฏว่า เจ๊งไม่เป็นท่า ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสาระของการอภิปรายไม่ได้กระทบแก้วหูประชาชน แม้แต่น้อย

* จงรัก ภักดีราช กำลังรอดู รายการทีวีสีแดง หรือ ดีทีวี ที่จะเป็นช่องทางการสื่อสารของ คนเสื้อแดง กับพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายคนรัก ทักษิณ จะสนุก หรือ ตื่นเต้น มากน้อยแค่ไหน ยังไม่กล้าคาดเดา แต่ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ โดยไม่ต้องเดา ก็คือ ผู้ดำเนินรายการ และ บริษัทเจ้าของจานดาวเทียม จะถูกฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทกันทุกวัน เหมือนเช่นที่ วีระ มุสิกพงศ์ กับ น้องๆ และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถูกฟ้อง อยู่ในศาลเกือบ 10 คดี ในห้วงเวลาเพียงแค่ 4 เดือนที่ทำรายการในช่อง NBT

* ร่ำลือกันมาหนาหูว่า ยงยุทธ ติยะไพรัช กับ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แตกหักกันชนิดไม่อาจจะร่วมงานกันได้อีกแล้ว นับเป็น ข่าวร้ายซ้ำซากของพรรคเพื่อไทย ที่จนถึงวันนี้ไม่รู้จะฝากความหวังไว้กับใคร ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ก็อยากจะลาออกจากหัวหน้าพรรค วันละ 3 เวลาหลังอาหาร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังหาไม่ได้ ที่สำคัญ ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายประจำเดือนของ ส.ส. เกือบ 200 คน รวมแล้วไม่มากไม่น้อย หย่อนๆ ไม่กี่พัน ครบ 10 ล้านบาท ก็หายหัวไปพร้อมกับคำสัญญา

* เซียนการเมืองทุกคนจับตาดู วันที่ 14 มกราคม นี้ ด้วยใจระทึก เมื่อ พรรคภูมิใจไทย นัดแถลงข่าวใหญ่ เปิดตัว ส.ส. ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก แว่วมาว่า นอกจาก กลุ่มเพื่อนเนวิน จะยกทีมเข้ามาร่วมครบถ้วนทุกคน แล้ว จะ มี ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน ในพรรคการเมืองอื่นๆ มาปรากฏตัว ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ด้วย การเมืองก็แบบนี้ล่ะ น้ำมา ปลากินมด น้ำลด มดกินปลา... ฮาๆๆๆๆ