WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 13, 2009

รัฐบาลเมินเฉดหัว'กษิต'แลกหยุดคนเสื้อแดงป่วน!!

ที่มา ประชาทรรศน์

'เทพเทือก'เมินข้อเรียกร้อง'คนเสื้อแดง'ประกาศชัด!ไม่ปลด'กษิต'แลกยุติชุมนุม กร้าวตามป่วนประอาเซียนซัมมิททำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ดักคอ นปช.ไม่เลียนแบบปิดสนามบินเหมือนพธม. ด้านนายกฯ ประสานเสียง บอกต้องมีเหตุผลในการปลด

จากกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขู่ปิดล้อมกระทรวงการต่างประเทศและทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ก่อนการจัดประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากเห็นว่านายกษิต ไม่มีความชอบธรรมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม และนอกจากนี้ยังเข้าข่ายเป็นผู้ก่อการร้าย หลังเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ

วันนี้ (13 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวยืนยันว่า จะไม่มีการปลดนายกษิต เพื่อแลกกับการยุติการชุมนุมคนกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่หากพบว่านายกษิต กระทำผิดจริง ตนจะเป็นคนเสนอให้ปลดนายกษิต ด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะทำการชุมนุมในการประชุมอาเซียน ว่า สามารถชุมนุมทำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย และควรคำนึงถึงชื่อเสียงของประเทศชาติด้วย

ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงคงจะไม่ปิดสนามบินอย่างเช่นกลุ่มเสื้อเหลืองทำมา และยังไม่จำเป็นไม่ต้องเพิ่มมาตราการรักษาความปลอดภัย ยืนยันพร้อมจะเดินหน้าต่อไปเพื่อชี้แจงกับกลุ่มผู้คัดค้าน

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ กลุ่มเสื้อแดงออกมากดดันให้รัฐบาลปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ว่า ตนขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี หากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อเห็นว่าการทำงานของนายกษิตมีปัญหาเท่านั้น

'ชินวัตร' ไม่สนรบ.ขอกระชากหัว'กษิต'ไม่ลดละ

ด้านนายชินวัตร หาบุญพาด ผู้อำนวยการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ คลื่น 92.75 กล่าวว่า แม้รัฐบาลยืนยันว่า จะไม่ทำการปลดนายกษิต ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่กลุ่มคนเสื่อแดง และตนก็ยังคงยืนยันคำเดิมเช่นกันว่าจะขอต่อต้านนายกษิตต่อไป โดยจะทำการคัดค้านการจัดงานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ โดยจะต้องมีการเรียกร้องกับฑูตในแต่ละประเทศที่เข้าร่วมการประชุม ว่าเราไม่สามารถยอมรับรัฐมนตรีที่เป็นกบฎ และเป็นผู้การร้ายสากลได้ ทั้งนี้เราต้องยืนยันแนวทางการต่อต้านของเราต่อไป

3หัวโจกม็อบมารตีปี๊บ!!รบ.ให้โบนัสเลขา-ที่ปรึกษารมต.

'เทพเทือก' ดื้อตาใส! โดดป้อง 3 กบฏพันธมาร 'สำราญ-พิเชษฐ-ประพันธ์' ยันไม่ใช่โควต้า 'ม็อบโกเต็กซ์' แม้ใส่เสื้อสูท ปชป. ลือหึ่ง!! 'ผลประโยชน์ต่างตอบแทน' แจกเก้าอี้การเมืองปูนบำเหน็จ 'พันธมาร' เหตุก่อพฤติกรรม 'ดิบ-ถ่อย-เถื่อน' โค่นรัฐบาล พปช. 'สาทิตย์' สีข้างถลอก รับดันม็อบมีเส้น ชี้สังคมต้องเข้าใจ 'มาร์ค' ปัดเนียน!! ไม่เห็นชื่อ 'ยะใส' ในลิสต์เลขาฯรมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ให้โควต้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ส่วนที่มีรายชื่อแกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แก่ นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นั้นเนื่องจากเป็นอดีตผู้สมัครของพรรคที่เมื่อไม่ได้รับเลือกตั้ง ก็ออกไปเคลื่อนไหวตามแนวความคิดของตนเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นแกนนำคนสำคัญของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน บุคคลเหล่านี้จึงเป็นบุคคลของพรรคไม่ใช่โควต้าพันธมิตรฯ ซึ่งตนเชื่อว่าทุกคนมีความรู้ความสามารถและตนไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นพันธมิตรฯ

มาร์คปัดไม่มีชื่อ'ยะใส'

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นเดียวกันว่าการตั้งทีมที่ปรึกษารัฐมนตรี ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ มีหลักการพิจารณา 2 ด้านคือ คุณสมบัติเหมาะสมต่อตำแหน่งหรือไม่ และเป็นบุคคลที่เคยช่วยงานพรรคประชาธิปตย์ ขณะเดียวกันก็ฟังเสียงของประชาชนด้วย หากมีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องสามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะหากมีการแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนฯ และหากเป็นพันธมิตรฯอย่างเดียว ก็จะชี้แจงให้สังคมเข้าใจยากขึ้น ทั้งนี้ถ้ารัฐบาลจะตั้งใครก็ต้องอธิบายสังคมได้ด้วย

ทั้งนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์สั้นๆ ก่อนเข้าประชุมครม.ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่ยังเห็นรายชื่อของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ปัดที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับรายชื่อของนายสำราญ นายพิเชษฐ และนายประพันธ์ โดยทั้งนี้คาดว่าภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมครม.แล้ว นายกฯอาจจะมีการชี้แจงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

‘มาร์ค’ ลั่น ตั้ง ลิ่วล้อพันธมิตรเป็นเลขาฯที่ปรึกษารัฐมนตรี ไม่ใช่โบนัส

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีการแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีการแต่งตั้งบุคคลที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตร ว่า วันนี้ที่ประชุมมีการพิจารณาซึ่งมีการอนุมัติการแต่งตั้งหลายกระทรวง ทั้งนี้ตนขอย้ำว่าคนที่ขึ้นเวทีจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม หากไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่หากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการ อีกทั้งตนได้กำชับไปแล้วว่าให้มีการดำเนินกับกลุ่มที่กระทำความผิดทุกกลุ่ม ซึ่งได้มีการสอบถามไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร)ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่ากำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่

เมื่อถามว่านายประพันธ์ คูณมี ก็เป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรเช่นกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายประพันธ์ความจริงแล้วในส่วนของพรรคได้ทำงานการเมืองกับพรรคและเป็นคณะทำงานของพรรคอยู่ ซึ่งทุกคนที่เข้ารับตำแหน่งตรงนี้ได้มีการซักซ้อมถึงแนวทางการทำงานชัดเจน อีกทั้งได้พูดถึงนโยบายที่กำลังเดินหน้าในการที่จะให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ฉะนั้นหากออกนอกลู่แนวทางนี้ก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งนายประพันธ์ก็เป็นบุคคลที่มีความรู้อยู่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรี มีหน้าที่ช่วยรัฐมนตรีท่านนั้นทำงานในด้านนั้น คงไม่มีหน้าที่ในการที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น ทั้งนี้การดำเนินการทุกอย่างอยู่ที่เรื่องของความเป็นธรรม ทางฝ่ายการเมืองของฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งก็สามารถทำได้ อย่างที่ตนได้เรียนไปแล้วว่าหากเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญก็ทำได้ หากทำผิดกฎหมายก็ปฏิบัติเสมอกันไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะนี่คือหัวใจการทำงานของรัฐบาล

ต่อข้อถามว่าประชาชนอาจจะมองว่าเป็นการให้โบนัสกับกลุ่มสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีการให้หรือตอบแทนอะไรทั้งสิ้น ทุกคนเต็มใจเข้ามาทำงาน

'เหลิม'ตอก"นายกฯ - สุเทพ"ใจถึงตั้ง พธม.เป็นเลขา-ที่ปรึกษารมต.

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะประธาน ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรีตั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายคนเป็นเลขานุการรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่า เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ที่จะตัดสินใจ แต่เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรียิ่งเป็นเรื่องที่ตอกย้ำว่า ปชป.เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อนประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ข้อกล่าวหาของพรรคเพื่อไทย แต่เรื่องนี้คงไม่นำมาเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะน้ำหนักน้อย แต่ถือว่า นายกรัฐมนตรีกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ใจถึงมากที่ตัดสินใจในเรื่องนี้

นปช.รับไม่ได้เตรียมชุมนุมใหญ่

ด้านนายจตุพร พรหทพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งบุคคลที่เคยเป็นแกนนำพันธมิตรเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้นเป็นการท้าทายความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ พยายามตอกย้ำว่าการตั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นการยอมรับว่าประชาธิปัตย์เป็นกระบวนการเดียวกันกับกระบวนการที่ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาล

และวันนี้นายอภิสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องยั้งมืออีกแล้ว ควรจะตั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต จำลอง ศรีเมือง นายสมศักด์ โกศัยสุข และบรรดาแกนนำคนอื่นที่มีบทบาทในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ตั้งมาเป็นที่ปรึกษานายกฯเลย ส่วนที่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าแกนนำพันธมิตรที่รัฐบาลตั้งนั้นเคยทำงานที่พรรคประชาธิปปัตยมาก่อน แต่หากมีผลทางคดีว่าผิดจริงก็ต้องออกจากหน้าที่ดังกล่าว นายจตุพรกล่าวว่าในเมื่อบุคคลที่นายกรัฐมนตรีการันตีแต่งตั้งมาจะมีใครกล้าดำเนินคดี เพราะนายอภิสิทธิ์ เองไม่กล้าดำเนินคดีแต่ยังมีการปูนบำเหน็จให้กับบรรดาแกนนำพันธมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเป็นการเหยียบหน้าประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการที่นายอภิสิทธิ์แต่งตังบุคคลดังกล่าวก็แสดงว่าเป็นการยอมรับว่าพันธมิตรกับประชาธิปปัตย์เป็นพวกเดียวกัน

นอกจากนี้นายจตุพรยังแสดงภาพที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีนายอภิสิทธิ์นั่งเสมอกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะเข้าเฝ้า ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติในฐานะนายกรัฐมนตรี เพราะตามปกติแล้วนายกฯจะต้องนั่งกับพื้นไม่เคยมีนายกฯคนไหนที่จะนั่งเช่นเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์กระทำ

นายจตุพร ย้ำด้วยว่า การชุมนุมของกลุ่มจะไม่กระทำการใดๆ เหมือนที่พันธมิตรฯ กระทำอย่างแน่นอน

ครม.มีมติตั้ง 'ประพันธ์' นั่งที่ปรึกษารมว.กระทรวงวิทย์

นายศุภลักษณ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อนุมัติแต่งตั้งนายชาญยุทธ โฆศิรินนท์ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนกระทรวงการคลังอนุมัติแต่งตั้งนายศิโรตม์ เสตะพันธุ เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงการคลัง

กระทรวงพาณิชย์ ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายสัญญา สถิรบุตร เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงพาณิชย์ นายอัครพล ลีลาจินดามัย เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงพาณิชย์ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ปรึกษารมว.กระทรวงพาณิชย์ และนายประพล มิลินทจินดา เลขานุการรมว.กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ครม.แต่งตั้งนายวีระชัย ถาวรพนต์ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงแรงงาน และนายขภัช นิมมานเหมินท์ เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงแรงงาน

กระทรวงมหาดไทย ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายเกรียงยศ สุดลาภา เป็นที่ปรึกษารมช.มหาดไทย(นายถาวร เสนเนียม) และนายกิจ ก้องธรนินทร์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย(นายถาวร เสนเนียม) ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งนางประนอม จันทรภักดี เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงสาธารณสุข ส่วนนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงสาธารณสุข และนายประศาสตร์ ทองปากน้ำ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงศึกษาธิการ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายสุธรรม นทีทอง เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายศุรพงศ์ พงศ์เดชขจร เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ (นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) นายวิชัย ศิริประเสริฐโชค ผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ (น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายธนพล เจิมประไพ เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายชายชาติ พุคยาภรณ์) กระทรวงยุติธรรม นายพิชัย บุณยเกียรติ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงยุติธรรม และนางภัทรมน เพ็งส้ม เลขานุการรมว.กระทรวงยุติธรรม ส่วนกระทรวงคมนาคม นางกรรณิการ์ เขมาวุฒานนท์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ

กระทรวงวัฒนธรรม ครม.อนุมัติแต่งตั้ง นางสาวมัลลิการ์ บุญมีตระกูล เลขานุการรมว.กระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้ ครม.แต่งตั้ง น.ส.ชมพูนุช นาคทรรพ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงการต่างประเทศ และนายชวนนท์ อินทรโกมารย์สุต เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงการต่างประเทศ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายพิลาศ พันธโกศล เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นางอัญชลี วานิชเทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) พล.อ.สุภาษิต วรศาสตร์ ที่ปรึกษารองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) นายสรวงสรรค์ จามจันทร์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เลขานุการรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) นายก้องศักดิ์ ยอดมณี เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล)

วังเวงคดีโจรยึดสนามบิน ลากยาวต่ออีกเดือน เหตุตำรวจไม่รู้ใครผิดต้องโดนจับมั่ง!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 มกราคม 2552

ยึดสนามบินผ่านไปเกือบเดือน โจรก่อการร้ายพันธมิตรเส้นใหญ่ยังลอยนวล นปช.ฮึ่มม็อบใหญ่ไขลานหุ่นเชิดเร่งคดี มาร์คโต้ปากสั่นไม่ได้ดองแต่เพราะมีหลายขั้นตอนเลยอืด ตำรวจช้ากว่าเรือเกลือวันนี้มีประชุมอีกยก สรุปลากยาวอีก3-4สัปดาห์ถึงจะรู้ว่าจะออกหมายจับโจรได้ อ้างถึงแกนนำแห่เป็นใหญ่ในรัฐบาลก็ไม่มีผลต่อคดี


คดีปิดสนามบินเดือนเดียวไม่จบ ลากต่ออีกเดือน

วันนี้ (13 ม.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาณุพงษ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร. เรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 1 ชั่วโมง

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ได้มีการประชุมเร่งรัดคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และทำเนียบชั่วคราวสนามบินดอนเมือง ซึ่งการดำเนินคดีต่อกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นตำรวจไม่ได้ละเว้นเหรือวางเฉยได้มีการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคดีการบุกยึดสนามบินทั้งสองแห่งนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบสวนพยานบุคคลไปแล้วกว่า 300 ปาก การสอบสวนมีความคืบหน้าไปแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ และทำการสอบสวนต่อไปอีกประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็สามารถออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งผู้ต้องหาที่จะออกหมายจับนั้นดำเนินไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถระบุได้

“ส่วน 5 แกนนำจะถูกออกหมายจับหรือไม่นั้นก็ต้องดูไปตามพยานหลักฐาน ถ้าพยานหลักฐานพาดพิงไปยังแกนนำผู้ใดก็ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ได้สอบพยานบุคคลและพยานต่างๆ อยู่ทั้ง 300 ปาก ต้องมาแยกแยะว่ามีใครยืนยันใครบ้างในรายละเอียด” พล.ต.อ.จงรักกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีพยานหลักฐานเป็นภาพถ่ายชัดเจนว่าแกนนำพันธมิตรฯ เป็นคนนำกลุ่มผู้ชุมนุมไป รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้สั่งให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งภาพถ่ายซีดีต่างๆ ซึ่งหากสื่อมวลชนได้นำไปออกเผยแพร่ตามช่องต่างๆ ก็ให้นำมาประกอบด้วย และลำดับเหตุการณ์มีภาพประกอบทั้งหมด

ต่อข้อถามที่ว่าแกนนำพันธมิตรฯ หลายคนได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีและเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนหรือไม่ พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า คงไม่เป็นอุปสรรคพนักงานสอบสวน และไม่มีผลต่อการทำงาน ทุกอย่างดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ตามขั้นตอนตามหน้าที่ ซึ่งยืนยันไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามากดดัน นายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าให้ดำเนินการทุกอย่างไปตามกฎหมาย และยืนยันว่าไม่เป็นลักษณะมวยล้มต้มคนดู

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่า คดีบุกยึดสนามบินมีทั้งส่วนของตำรวจนครบาล และตำรวจภูธร มีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางคดี และมอบหมายให้สอบสวนพยานอีกหลายปาก และมีผู้เสียหายเพิ่มเข้ามา คือ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 30 ล้าน และการบินไทยเรียกค่าเสียหาย 18,000 ล้านบาท ในส่วนนี้พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องนำคำฟ้องมาพิจารณาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย เพื่อให้ทราบถึงพฤติการณ์ในการกระทำผิดรวมทั้งค่าเสียหายทั้งหมด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากการชุมนุมไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมีการละเมิดกฎหมายก็จะต้องถูกดำเนินคดีทั้งสิ้นไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง

คดียึดทำเนียบส่งอัยการตั้งแต่ปลายปี แต่ยังไม่มีแกนนำโดนคุก

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า การดำเนินคดีในส่วนของการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลนั้นได้ดำเนินคดีต่อ 9 แกนนำไปแล้ว ในความผิดฐานกระทำปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล และมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ส่วนความผิดฐานร่วมกันสะสมอาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฎนั้นมีความเห็นสั่งไปฟ้อง เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับในข้อหานี้

“คดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาล พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการพิจารณาแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาแล้ว ส่วนคดียิงระเบิด เอ็ม 79 เข้าไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนก็กำลังอยู่ระหว่างทำคดี” รอง ผบ.ตร.กล่าว

นปช.ฮึ่มคดียึดสนามบิน-ยึดทำเนียบยังลอยนวลขีดเส้นมาร์คเร่งดำเนินคดี
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำแนวร่วมต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมนปช.เมื่อวานนี้ โดยมีข้อเรียกสำคัญเรื่องหนึ่งคือ ขอร้องรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลนอมินีของอมาตยาธิปไตย ให้รีบดำเนินการกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กรณียึดทำเนียบ สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ หากไม่เร่งดำเนินการ นปช.จะชุมนุมเคลื่อนไหวเข้มข้นให้รัฐบาลรับผิดชอบ


*มาร์คไม่ขีดเส้นตาย โต้ปากสั่นดองคดี อ้างพธม.หัวหมอเลยทำตามขั้นตอน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเร่งดำเนินการเฉพาะการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่กลับไม่ยอมดำเนินการกรณีพันธมิตรปิดสนามบิน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "แล้วทราบได้อย่างไรว่าไม่ได้รีบดำเนินการ เพราะความจริงแล้วผมก็คุยกับฝ่ายความมั่นคง ก็ได้ย้ำไปแล้วว่าต้องเร่งสะสางในทุกกรณี รวมถึงกรณีการปิดสนามบินและเรื่องต่างๆ ซึ่งก็เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ไปแจ้งความเรื่องของทรัพย์สินแล้ว ทุกอย่างก็เดินหน้าไป เพราะเรื่องที่ดำเนินการกันอยู่ก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร"

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่การดำเนินการล่าช้า เพราะแกนนำพันธมิตรสังกัดพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะล่าช้า เพราะได้บอกกับ ผบ.ตร.ไปแล้วว่าต้องเดินหน้าโดยไม่คำนึงว่าเป็นใคร เมื่อถามย้ำว่า ได้กำหนดกรอบเวลาหรือไม่ว่าคดีปิดสนามบินควรเห็นผลเมื่อไร นายกฯกล่าวว่า อยู่ที่การทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลายเรื่องได้สอบถามไปเพราะเห็นว่าไม่น่าจะซับซ้อน แต่ก็ได้รับคำชี้แจงว่ามีคณะกรรมการพิจารณา รวมถึงฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็มีวิธีการทางกฎหมาย ทำให้ขั้นตอนต่างๆ เพิ่มขึ้น

"ไทยอีนิวส์"จะเกาะติดการดำเนินคดีต่อพันธมิตรแบบวันต่อวันนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยขอเริ่มต้นด้วยการประมวลภาพเหตุการณ์ที่เป็นไฮไลต์ซึ่งโจรพันธมิตรกระหายเลือดก่อขึ้นตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ และยังลอยนวล เพื่อเร่งรัดให้มีการดำเนินคดีเอาผิดกับโจรก่อการร้ายทั้งหัวโจก และสมุนบริวารให้จงได้ แม้ว่าพวกเขาจะได้ชื่อว่า"ม็อบมีเส้น"ก็ตาม


*รุกรานทำร้ายชาวบ้านใกล้เขาพระวิหาร

พันธมิตรเปิดฉากนองเลือดด้วยการยกกองกำลังจะไปยึดเขาพระวิหารตามคำชี้นำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดที่ประกาศให้รบกับกัมพูชาเพื่อยึดเขาพระวิหารคืน แต่ถูกชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เขาพระวิหารทัดทานไว้ว่าอยากอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านแบบสันติภาพมากกว่า ทำให้กองกำลังบ้าคลั่งของพันธมิตรรุกรานโจมตีเกิดเหตุจลาจลขึ้น ฝ่ายชาวบ้านที่รักสันติต้องอาบเลือดไปตามๆกัน

เหตุการณ์ผ่านไป และกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีพันธมิตรรายใดถูกดำเนินคดี




*สังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เสื้อแดงรายแรกที่สังเวยพวกกระหายเลือด

ดึกคืนวันที่1ต่อเนื่องวันที่2กันยายน2551 นชป.ที่จัดชุมนุมย่อยสนามหลวงได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้พันธมิตรยุติการยึดทำเนียบ แต่พันธมิตรกระหายเลือดใช้อาวุธปืนยิงกระหน่ำใส่ และอาวุธหลายอย่างมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงบาดเจ็บและถูกกระทืบซ้ำหลายราย และณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เป็นศพแรกที่สังเวยความกระหายเลือดของพันธมิตร

งานศพของณรงค์ศักดิ์ผ่านไปแบบเงียบๆ ไร้เกียรติยศใดๆ แต่น่าประหลาดคือรูปหน้าศพเกิดติดไฟไหม้ขึ้นอย่างพิศวง ราวกับว่าทวงความเป็นธรรม จนบัดนี้ยังไม่มีการจับฆาตกรที่สังหารเขาได้แต่อย่างใด ขณะที่พี่สาวของณรงค์ศักดิ์ปฏิเสธจะรับความช่วยเหลือค่าทำศพจากพันธมิตร หรือกลุ่มสว.40คน





*ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรพยายามสังหารตำรวจอย่างโหดเหี้ยม

ผู้ชุมนุมพันธมิตรแปรเปลี่ยนเป็นผู้ก่อการร้ายอย่างสมบูรณ์แบบในวันที่7ตุลาคม2551 เมื่อเข้าปิดล้อมรัฐสภา และจะบุกยึดบชน. โดยภาพที่พันธมิตรเสนอมีแต่เรื่องที่ตำรวจปราบปรามรุนแรง และความเสียหายของฝ่ายตน กระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็มีข้อสรุปเสนอให้ลงโทษตำรวจ ในขณะที่นักข่าวสนามของไทยรัฐรายงานจากสถานที่เกิดเหตุไว้ในบันทึกนักข่าว7ตุลาฯความดังต่อไปนี้

เวลา 11.00 น. การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ได้เริ่มโจมตีแนวสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการขว้างก้อนหิน ขวดน้ำ และใช้ท่อนเหล็ก กับด้ามธงดัดแปลงเป็นปลายหอก ไล่ตีผลักดันออกจากถนนราชวิถี ทำให้ตำรวจที่มีอยู่ประมาณ 2 กองร้อยต้องถอยร่น ตำรวจที่หนีไม่ทันได้แต่นั่งยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร

พฤติกรรมที่ไร้มนุษยธรรมของกลุ่ม ผู้ชุมนุมที่มีป้ายการ์ดอาสาฯ คล้องคอหลายคนปิดกั้นไม่ยอมให้รถพยาบาลฉุกเฉินของ ร.พ. ตำรวจ นำ จ.ส.ต.ทวีป กลั่นเทียม ผบ. หมู่งานบังคับและปราบปราม สภ.อ. กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ แทงด้วยด้ามธงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการปะทะที่แยกอู่ทองในออกจากพื้นที่

พันธมิตรยังได้ใช้รถกระบะพุ่งชนตำรวจ และถอยกลับมาทับหวังฆ่าให้ตายด้วย มีการออกหมายจับ แต่คดียังเงียบจนบัดนี้







*กองกำลังติดอาวุธใช้อาวุธสังหารอย่างโจ่งแจ้งราวบ้านเมืองไร้ขื่อแป

พันธมิตรเริ่มใช้อาวุธปืนมาตั้งแค่คืนวันที่1กันยายน2551 ต่อมาผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศบันทึกภาพได้ว่ามีการใช้อาวุธปืนยิงตำรวจที่รัฐสภาเมื่อวันที่7ตุลาคม2551 แต่ที่เปิดเผนโจ่งแจ้งก็คือการที่TPBSบันทึกภาพพันธมิตรลั่นกระสุนปืนใส่คนขับTAXIที่มาป้องกันการบุกรุกสถานีวิทยุแท็กซี่ที่วิภาวดีซอย3มีผลให้มีผู้บาดเจ็บ12คนในวันที่25พฤศจิกายน2551

ไม่มีความคืบหน้าใดๆในคดีนี้ ผู้ถูกยิงคนหนึ่งบอกว่าเขาไม่คิดว่า"ม็อบเส้นใหญ่"นี้จะโดนดำเนินคดี ขณะที่กลุ่มมือปืนหลังจากลั่นไกสังหารและเผาจักรยายนต์ไปหลายคันก็มุ่งหน้าไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิต่อไป และไม่มีใครทำอะไร เพราะทั้งตำรวจและทหารแทนที่จะจับโจรตามกฎหมายและประกาศฉุกเฉิน กลับไปกดดันให้นายกรัฐมนตรีขณะนั้นลาออก และในภายหลังก็พานักการเมืองขั้วตรงข้ามกับกลุ่มเพื่อนเนวินไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร โดยอ้างว่าทำไปตามที่"บุคคลที่ไม่อาจปฏิเสธได้"ต้องการ






*ก่อการร้ายสากลยึดสนามบินนานาชาติเกือบเดือนยังลอยนวล

พันธมิตรปฏิบัติการม้วนเดียวจบ ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมืองนานกว่า1สัปดาห์ โดยทหาร-ตำรวจเพิกเฉยที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องจบลงที่ให้ศาลยุบ3พรรคการเมือง และผู้มีอำนาจแทรกแซงการเมืองเปลี่ยนขั้วหนุนนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้โดยสารตกค้าง350,000คน มูลค่าเสียหายมากกว่า1แสนล้านบาท และส่งผลกระทบต่อการส่งออก เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่10มกราคม2552พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ยึดทำเนียบรัฐบาล รวมกระทั่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - ดอนเมือง ตำรวจไม่ได้ละเลยและได้สอบสวนมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ ซึ่งขณะนี้ได้ตรวจสอบพยานบุคคลไปแล้วกว่า 200 ปาก และมีความคืบหน้าไปแล้วร้อยละ 70 โดยมีการประชุมมาโดยตลอด ซึ่งในวันอังคารนี้จะมีการประชุมกันอีก แต่เหตุที่ต้องใช้ระยะเวลาเพราะเป็นการกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการมั่วสุม ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และความผิดฐานอื่นๆ ซึ่งถือเป็นความผิดสำคัญ มีอัตราโทษสูง ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะฉะนั้น ตนขอยืนยันว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มิได้ละเว้นการดำเนินการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองและเสื้อแดง




*NO JUSTICE,NO PEACE

ผิดกับกลุ่มเสื้อแดงที่แม้เพียงการปาไข่ใส่นักการเมืองรัฐบาลที่ปล้นชิงอำนาจประชาชนมาอย่างขาดความชอบธรรมก็โดนข้อหาหนักทันใจ หรือเพียงแต่นั่งแท็กซี่ผ่านพรรคประชาธิปัตย์แล้วบีบแตรด่าก็โดนจับสับใส่กุญแจมือ และทหารออกมาพรึบพรับทั้งที่เสื้อแดงมือเปล่าไม่เคยใช้อาวุธหรือความรุนแรง นี่จึงเป็นที่มาของถ้อยประท้วง"ไม่มีความยุติธรรม,ก็ไม่มีสันติภาพ"



การ์ตูนมะนาว:เด็ก2ขวบไม่เข้าใจ

ที่มา Thai E-News



ประมวลภาพเสื้อแดงให้กำลังใจจักรภพ รายงานตัวอัยการสูงสุด นัดสั่งคดี5มีนาคม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ คุณJPLSOFTบอร์ดประชาไท
13 มกราคม2552

นายจักรภพ เพ็ญแข เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อเวลา10.00 น.วันนี้(13ม.ค.)ในคดีถูกกล่าวหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้นัดหมายให้มารายงานตัวอีกภายใน30วันเพื่อสั่งคดี

นายจักรภพยืนยันต่อผู้ไปชุมนุมให้การสนับสนุนว่าเขาไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา และพร้อมสู้คดีพิสูจน์ความถูกต้อง และหลักนิติธรรมของไทย เนื่องจากคดีนี้เห็นว่าในการทำสำนวนของฝ่ายตำรวจยังบกพร่องหลายประเด็น โดยเฉพาะความไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับการแปลถ้อยคำจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จึงเตรียมร้องขอความเป็นธรรมเพื่อขอให้พนักงานอัยการสอบพยานเพิ่มเติม เพื่อให้พยานหลักฐานมีความสมบูรณ์ในการพิจาณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในคดีนี้

มีคนเสื้อแดงไปชุมนุมให้กำลังใจราว500คน โดยบางส่วนเป็นคนไทยที่เดินทางมาจากสหรัฐฯ มวลชนตะโกนให้กำลังใจตลอดว่า"จักรภพสู้ๆ"ขณะที่จิ้น กรรมาชน นักร้องเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งยืนหยัดแนวทางประชาธิปไตยนับแต่ยุค14ตุลาฯได้ร้องเพลงปลุกใจให้เผด็จการคืนอำนาจสู่ประชาชน และให้มวลชนร่วมเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตย

แกนนำนปช.หลายคนร่วมมาให้กำลังใจรวมทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ ภายหลังสำนักงานอัยการสูงสุดนัดหมายให้มาฟังคำสั่งคดีใน30วัน นายจักรภพได้เดินทางกลับที่พัก ขณะที่มวลชนเสื้อแดงพากันเดินทางไปต่อที่ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่าจะไปขับไล่นายกษิต ภิรมย์ ฐานเป็นผู้ก่อการร้ายสากลยึดสนามบินสุวรรณภูมิให้ออกจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำรัฐบาลยืนยันจะไม่ปลดนายกษิต และยังจะแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรหลายคนรวมทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ให้มีตำแหน่งที่ปรึกษาในคณะรัฐบาล

(ภาพเสื้อแดงให้กำลังใจนายจักรภพที่สำนักงานอัยการสูงสุด)






ความคิดของเนวิน ชิดชอบ กับการต่อสู้ของประชาชน โดย วิสา คัญทัพ

ที่มา thaifreenews

เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ

ความคิดของเนวิน ชิดชอบ กับการต่อสู้ของประชาชน

วิสา คัญทัพ

เป็นเรื่องปกติของผู้นำประชาชนคนแล้วคนเล่าที่ยุติการต่อสู้เพื่อประชาชนลงเพราะเขาได้รับประโยชน์อันพึงมีพึงได้เฉพาะตนเป็นที่เรียบร้อย เราต้องไม่คาดหวังว่า เรือทุกลำจะข้ามฟากไปได้ถึงฝั่งฝัน เพราะฝันของแต่ละคนย่อมมีจุดเพียงพอไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองโดยอาชีพ เป้าหมายการเคลื่อนไหวของเขาย่อมดำเนินไปพร้อมกับข้อเท็จจริงแห่งอำนาจ ผลประโยชน์ และการอยู่รอดของพวกพ้องแห่งพลพรรคตน ไม่ว่ายุคใดสมัยใดประชาชนก็ไม่สามารถฝากความหวังในเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาชนไว้กับนักการเมืองได้

เราต้องสันทัดที่จะแยกแยะและทำความเข้าใจกับเรื่องเหล่านี้ให้แจ่มชัด เพื่อจะได้ไม่ท้อแท้ สิ้นหวัง และหมดกำลังใจ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผู้นำประชาชนมาตามเงื่อนไขการต่อสู้ที่เป็นจริงในระยะเวลาที่แน่นอนหนึ่งๆ เขาจะอยู่ข้างความถูกต้องหรืออยู่เคียงข้างประชาชนไปได้นานแค่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะผู้นำประชาชนย่อมเกิดขึ้นเองเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ดังคำกล่าวที่ว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ วันนี้กับวันนั้น วันที่สถานการณ์เปลี่ยนไป ประชาชนจึงมีเสรีภาพเต็มที่ที่จะตัดสินยอมรับหรือไม่ยอมรับใครเป็นผู้นำของพวกเขา

กล่าวอย่างถึงที่สุด ประชาชนจึงต้องพร้อมพบเจอ การทรยศหักหลังจากผู้คนที่เคยร่วมขบวนการเดียวกัน หรืออาจเรียกให้สวยงามว่า การเปลี่ยนท่วงทำนองวิธีการ ในการเคลื่อนไหว ซึ่งน่าหวาดเสียวไม่น้อย เมื่ออยู่ๆก็หันคมหอกคมดาบย้อนกลับมาทิ่มแทงฝ่ายที่เคยเป็นพวกเดียวกันมาก่อนเช่นนี้

อันที่จริง คำว่า พวกเดียวกัน นี้มองในมุมของนักการเมืองแล้วมีนัยให้คิด พวกเดียวกันเฉพาะเมื่อต้องการใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างอำนาจ เช่นเมื่อยามที่มีการเลือกตั้ง หรือเมื่อยามที่อยากได้เสียงข้างมากมาจัดตั้งรัฐบาล ทว่าเมื่อเสียงข้างน้อยแข็งแกร่งกว่า เพราะการเขียนกฎให้อำนาจอื่นๆยิ่งใหญ่กว่าอำนาจประชาชน เกิดช่องว่างพอจะรอดออกไปร่วมกับอำนาจทหารหรืออำนาจตุลาการใหม่ได้ นักการเมืองพวกนี้ก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาสนั้นเอาตัวรอดโดยทันที

กรณีของท่านเนวิน ชิดชอบ เป็นกรณีของนักการเมืองจำพวกนี้ เขาจึงมีคำอธิบายที่ฟังดูเสมือนแสวงหาความสงบสุขและสันติอย่างเต็มที่ ทั้งเรียกการเปลี่ยนขั้วของตัวเองเป็นการทำเพื่อชาติ กระทำไปด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่ง รวมไปถึงการพยายามอธิบายว่า หากเขาไม่ตัดสินใจเช่นนี้ เขาจะเป็นหมายเลข 2 ต่อจากอดีตนายกฯทักษิณที่จะต้องถูกเชือดอย่างรุนแรงจนมิสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ ฟังดูน่าเห็นใจยิ่งนัก

หากเราเข้าใจว่าเนวินเป็นนักการเมือง ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อสังคมธรรม เราก็จะไม่เรียกร้องเนวินเชิงอุดมการณ์หรือการเสียสละใดๆ เราก็จะระงับความโกรธแค้นอันเป็นอารมณ์ขุ่นมัวลงไปได้ ทั้งตาสว่างว่าเนวินไม่ใช่นักการเมืองคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำเช่นนี้ มีนักการเมืองที่กระทำการอย่างนี้มาจนนับไม่ถ้วนจำนวนราย และเราควรต้องติดตามบทบาทของเขาต่อไปว่าจะคิดและทำอะไรต่อไปอีก แต่แน่นอนที่สุด เมื่อร่วมมือกับโจรปล้นประชาธิปไตยก็ย่อมเป็นโจรไปด้วย ประชาชนอย่างเราๆก็ต้องร่วมกันปราบโจรให้คืนอำนาจที่ได้ไปโดยไม่ชอบธรรมนั้นมาเสีย

ถามว่า การเป็นนักการเมืองที่ลื่นไหลเป็นปลาไหลเช่นนี้ ใครเป็นเจ้าลัทธิ คำตอบคือพรรคชาติไทย ถามว่าพรรคใดเป็นนักการเมืองจอมเสียบ ตอบว่า พรรคชาติพัฒนา ถามว่า กรณีชาวนากับงูเห่าเคยเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคไหน ตอบว่า พรรคประชากรไทย นักการเมืองจำพวกนี้ เนวิน ชิดชอบ ไม่ได้เป็นฮีโร่สมัยใหม่แต่อย่างใด ทำซ้ำกับนักการเมืองในอดีตที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ยิ่งถามว่าการตัดสินใจของพรรคการเมืองอื่นๆที่เคยอยู่ขั้วร่วมรัฐบาลพลังประชาชนที่เปลี่ยนมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่างอะไรกับการตัดสินใจของเนวิน ชิดชอบ ตอบได้เลยว่า ไม่มีอะไรแตกต่าง อย่างนี้แล้วเราต้องทำใจยอมรับ มาตรฐานนักการเมืองไทยว่ามีอยู่เพียงเท่านี้ ทั้งยังต้องคิดต่อไปด้วยว่าพวกเขาทำในสิ่งที่ขัดแย้งต่อเสียงเลือกตั้งของประชาชนได้อย่างไร ถ้ามิใช่เพราะเขาไม่เชื่อว่า ประชาชนคือผู้กำหนดผู้แทนราษฎร หากเพราะเขาคือผู้ควบคุมคะแนนเสียงให้ประชาชนมาเลือกผู้แทนราษฎรดังใจที่เขาต้องการ และอย่าลืมเป็นอันขาดว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 50 ภายใต้ กกต.คณะปัจจุบัน เมื่อเขาเลือกข้างใหม่เสียแล้ว ปรากฎการณ์ใบเหลืองใบแดงจะทำร้ายทำลายเขาง่ายๆได้อย่างไร เนวินผู้มีสายตายาวไกลทางการเมืองอาจมองว่า การเลือกตั้งครั้งใหม่ต้องมีขึ้นจากฝีมือการยุบสภาของพรรคประชาธิปัตย์ การสู้ศึกเลือกตั้งในฝักฝ่ายข้างเดียวกับรัฐบาลรักษาการที่ควบคุมกลไกมหาดไทยไว้ในมือ (มีคนของตนเองเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย)เป็นความถนัดและเกิดประโยชน์ยิ่งสำหรับเนวิน ชิดชอบ

ต้องยอมรับนะครับว่า เนวินเป็นนักการเมืองอายุยังน้อย อนาคตยังไกล การถูกตัดสิทธิ์ห้าปีเป็นเวลาอันแสนสั้นสำหรับเขาเมื่อเทียบกับมังกรการเมืองอย่างบรรหาร ศิลปะอาชา เมื่อเขารู้ว่าสู้กับอะไรและอันตรายขนาดไหน ทั้งถูกบังคับให้เป็นคนต่อไปที่ต้องเดินฝ่ากองไฟ ก็แล้วแต่การตัดสินใจครับ เบรฟฮาร์ดอาจกล้าหาญลุยไปตายในกองไฟเป็นวีรบุรุษนักสู้เพื่อสังคมธรรม แต่เนวินอาจคิดว่าตนเองไม่ใช่ เขาเป็นแค่นักการเมืองที่เลือกอยู่รอดเพื่อจะทำงานต่อไป พร้อมยอมรับเสียงกร่นด่าจากทุกทิศทุกทาง

เนวินเหมือนล้อเกวียน เมื่อล้อเกวียนหมุนไป โคลนที่ติดล้อเกวียนก็ต้องหมุนตามไปด้วย โคลนที่ติดล้อเกวียนอย่างแน่นสนิท แม้ล้อเกวียนจะคลอนไหวสะท้านสะเทือนบนเส้นทางอันขรุขระอย่างไรก็ไม่ร่วงหล่น กลยุทธการบัญชาการจากพลาดพลั้งเพลี่ยงพล้ำให้พลิกกลับไปเป็นฝ่ายได้ชัยอีกครั้งหนึ่ง แม้ถูกประณามว่าทรยศหักหลัง มีปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งในประวัติศาสตร์แห่งสงคราม มีเสียงสะท้อนจากโคลนติดล้อดังก้องมาว่า เนวินแตกหักกับทักษิณด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทำนอง ทำดีไม่ได้ดี เขาถูกนายใหญ่หักดิบหลายครั้ง ทั้งที่ทุ่มทั้งชีวิตสู้เพื่อเจ้านายจนจะเอาตัวไม่รอด มีกรณีที่เป็นรูปธรรมของความขัดแย้งและการตัดสินใจไปคนละทางหลายเรื่อง จนสุดท้ายเนวินเลือกถอนตัวออกมา ด้วยวาจาทีอ้างว่าไม่เคยลืมบุญคุณนายใหญ่ ภาพยนตร์ยังไม่จบครับ หนังชีวิตเป็นเรื่องยาว ต้องติดตามดูกันต่อไป

บนเส้นทางทุกคนต่างต้องก้าวเดิน ไปเพลินๆชีวิตไม่คิดอะไร

ผ่านวัยพึ่ง วัยพบ วัยเพียรเปลี่ยนไป ก่อนสู่วัยพัก และพราก ต้องจากจร

ผมอยากจะบอกพี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ผู้นำการต่อสู้จักต้องไม่ใช่นักการเมืองที่หมุนเวียนเคลื่อนไหวอยู่ในระบบการเมืองประเภท เมื่อแพ้ก็ออกมาสู้กลางถนน เมื่อชนะก็ไปนั่งเป็นรัฐบาล ผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ ส.ส. ไม่ใช่ผู้แทนราษฎร และไม่ควรวนเวียนอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ที่มีผลประโยชน์อันพึงมีพึงได้ทางการเมือง พวกนี้เป็นได้แค่แนวร่วมทางความคิดและแนวร่วมทางการต่อสู้ในบางสถานการณ์เท่านั้น สามารถสนับสนุนทุนรอนปัจจัยในบางช่วงจังหวะที่เขาเห็นว่า แนวทางตรงกัน เข้าทำนอง ผู้มีแรงออกแรง ผู้มีปัญญาใช้ปัญญา ผู้มีเงินออกเงิน โดยการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะต้องมีผู้นำที่มีอิสรภาพในการเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง

คิดไปก็ให้เห็นใจพี่น้องประชาชนไทยที่ไม่มีผู้นำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ฉายภาพการนำอย่างสง่างามแจ้งชัดโดดเด่นอย่าง มหาตมะคานธี, เหมาเจ๋อตง,โฮจิมินห์, หรืออองซานซูจี ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยของเรามักมีภาพซ้อนเปื้อนปนอยู่กับความเป็นการเมืองในระบอบเลือกตั้งมากกว่าจะเป็นผู้นำเชิงอุดมคติ เป็นผู้นำที่โคจรอยู่ในแวดวงอำนาจรัฐอันคลอนไหวไปตามอิทธิพลแห่งการเมืองและผลประโยชน์ ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ข้อเรียกร้องที่เป็นประชาธิปไตยอันแท้จริงต้องหยุดชะงักลงเป็นบางช่วงบางตอน แลดูประหนึ่งว่า สองขั้วขัดแย้งกันเพียงเพื่อได้อำนาจเป็นรัฐบาล เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วก็หยุดความพยายามที่จะทำให้ประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์เต็มใบโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เอื้อประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ต้องมองให้ออกว่า การต่อสู้ของฝ่ายประชาชนในปัจจุบันเป็นการต่อสู้ที่ไร้รูปการ กว้างขวางจริง ยิ่งใหญ่ไพศาล ทว่ายังอ่อนด้อยด้านการจัดตั้ง และไร้การนำอันถูกทิศทาง ประชาชนจึงกระจัดกระจายเคลื่อนไหวตามอารมณ์อย่างไร้รูปแบบการเคลื่อนไหวตามอารมณ์หากควบคุมไม่ได้อาจจะเกิดผลลบตามมา สั่งสมผลลบหลายๆครั้งภาพพจน์การต่อสู้ก็เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลียนแบบความรุนแรงจากพันธมิตรโดยไม่ตั้งใจ เป็นไปโดยอารมณ์เคียดแค้นที่พาไปเราต้องเช้าใจว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นการเคลื่อนไหวที่มีรูปการ เพราะเนื้อแท้แล้วอยู่ภายใต้การนำโดยหน่วยงาน,องค์กร,และสถาบันอันหลากหลาย ถึงขั้นทำผิดกฎหมายแล้วก็ยังลอยนวลอยู่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เรายิ่งต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการทำผิดกฎหมายให้มากที่สุด เพราะเราจะไม่ได้รับการอภัยทางนิตินัย เยี่ยงพวกเขาเป็นอันขาด เวลานี้จึงเป็นเวลาอันยากลำบากที่สุดของพวกเรา

ยิ่งสู้นานเท่าไร ยิ่งซึ้งใจประชาชน

ทั้งอึดทั้งอดทน และอัดแน่นด้วยแค้นใน

ยื่นมือเมื่อสัมผัส ก็ร้อยรัดด้วยดวงใจ

ไม่รู้ น้ำอะไร มันซึมไหล จากดวงตา

ยิ่งเห็นเพื่อนว้าเหว่ ลอยทะเลแห่งเวลา

แสงดาวแห่งศรัทธา รอพรายรุ้งจนรุ่งราง

ใจสู้ของผู้คน ที่ทุกข์ทนร่วมแนวทาง

เลือดไทยนี้ไม่จาง และลูกไทยจักไม่ยอม

เพื่อนเอย แม้ลำบาก ต้องทุกข์ยากและตรมตรอม

ยืดเยื้อและอ้อมค้อม ทั้งคดเคี้ยวน้ำเชี่ยววน

เห็นเพื่อน สู้ไม่ถอย ต่อเถื่อนถ่อยด้วยอดทน

ประเดี๋ยวมืดที่มัวมน จะรุ่งแจ้งเห็นแสงทอง.

ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของเราเท่าเส้นห_อย

ที่มา thaifreenews

จากหัวข้อกระทู้ ความหมายก็คือ การที่นายกษิต เคยดูหมิ่น ด่าทอ นายกกัมพูชาในลักษณะค่อนข้างหยาบคาย บนเวทีพันธมิตร ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงขอให้ถอดถอนออกจาก รัฐมนตรีต่างประเทศเพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม และจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับ กัมพูชา

นายสุเทพกล่าวว่า "นายกษิตพูดจาลักษณะนั้นในขณะเป็นคนธรรมดา หากพูดในฐานะรัฐมนตรีผมจะขอเสนอให้ถอดถอนเอง"

ความหมายของนายสุเทพก็คือ ยอมรับว่านายกษิตพูดจาในลักษณะนั้นจริง แต่พูดในขณะที่เป็นคนธรรมดา ตอนนี้เป็นรัฐมนตรีแล้วไม่ได้พูดแล้ว คนละฐานะกัน

ผมอยากให้ย้อนไปดูสมัยนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นถอดถอน และกดดันให้ออกจากรัฐมนตรี โดยกล่าวหาว่า มีทัศนคติที่เป็นอันตราย เพราะได้ให้สัมภาณ์ต่อสำนักข่าวต่างประเทศในทำนองอาฆาตมาดร้ายและหมิ่นสถาบันฯ ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังสู้คดีกันอยู่ ไม่รู้ว่าหมิ่นจริงหรือไม่ และถ้อยคำก็กำกวมแปลให้ถูกก็ได้ แปลให้ผิดก็ได้ อยู่ที่คนแปล พูดง่ายๆคือยังไม่แน่ว่าจะผิดหรือเปล่า อยู่ที่ใครแปลหรือตีความมากกว่า

เอาหละจะผิดจริงไม่จริงอย่างไรก็ตาม แต่ก็เกิดขึ้นก่อนเป็นรัฐมนตรี ยังทนแรงกดดันของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ไหว ยอมถอยและลาออกเพื่อหวังจะให้ความร้อนมันลดลงเพราะอยากให้รัฐบาลสมัครเดินต่อไปได้ โดยไม่มีตัวเองเป็นเงื่อนไขให้ถูกโจมตี

มาวันนี้กรณีของนายกษิต ลักษณะเป็นการอาฆาตมาดร้ายชัดเจน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อ นายฮุนเซนชัดเจน อย่าแถนะว่า มันร้ายแรงไม่เท่ากัน เพราะฮุนเซนไม่ใช่คนไทย แต่ของนายจักรภพ อันตรายต่อสถาบันฯ ผมไม่เถียงหรอกหากจักรภพผิดจริงก็ควรเป็นแบบนั้น

แต่ถ้าจิตใจมีความเป็นธรรมจริง มีความเป็นสากลจริง ไม่ว่าหมิ่นผู้นำตัวเองหรือผู้นำของต่างประเทศ ก็ต้องลงโทษเช่นกัน ไม่งั้นเวลาฝรั่งถอดผ้าถ่ายรูปกับพระพุทธรรูป หรือหมิ่นสถาบันบ้านเรายังไปขอให้เขาจัดการเลย ชาวกัมพูชาก็เช่นกัน ถ้าเขาขอให้จัดการกับนายกษิต รัฐบาลอภิสิทธิ์จะทำอย่างไร จะตอบว่าอย่างไร หรือจะไม่แคร์ เพราะเป็นแค่เขมร

อภิสิทธิ์ ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำสวยหรู จะสร้างความเป็นธรรมในสังคม หากสังคมเกิดความเป็นธรรม สังคมก็จะสงบเอง อย่าปากว่าตาขยิบไปหน่อยเลย การกระทำมันสวนกับคำพูด สิ่งใหนที่ตัวเองเคยว่าไม่ดีไม่ถุกต้อง วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ทำแบบนั้นทั้งหมด แม้กระทั้งนโยบายประชานิยม ที่เคยเดินเหยียบโชว์นักข่าว ตอนนี้ก็เอามาทำเองแล้ว

ประพฤติกรรมแบบนี้เขาเรียกว่า เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของเราเท่าเส้นขนเพชร ที่เทพไทเอามาโชว์วันก่อน

โดย คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง

คลิป สุเทพให้สัมภาษณ์
http://www.youtube.com/watch?v=NOBnaM-oFz8

ยุติ – ธรรม

ที่มา thaifreenews

โดยแม่ปังคุง

--------------


ยุติธรรม ยุติสิ้นแล้วซึ่งธรรม
ยุติมโนธรรม แล้วหาย
ยุติความจริง เว้นวาย
ยุติเสื่อมสลาย..คลายศรัทธา

ยุติความรัก ความนับถือ
ยุติภาพที่ร่ำลือ ระบือลั่น
ยุติความฝัน..ให้ตื่นพลัน
ยุติบ่วงบรรจ์ พันธนา

ในวันนี้ขอประกาศ ความเป็นไท
ไม่เป็นไพร่ในที่ไหนอีกแล้วหนา
ขอดำรงคงชีพคืนวิญญา
จะปกปักษ์รักษาประชาธิปไตย

---------------------

สถาบันคนเสื้อแดง คงต้องรีบตั้งขึ้นเพื่อนำการต่อสู้ให้เป็นรูปธรรมแล้ว

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ผมยอมรับว่ามวลชน คนเสื้อแดงจำนวนมากกำลังสับสนกับสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะต่อสู้อย่างไรดี และควรวางบทบาทอย่างไร จะสู้ต่อไปอีกดีหรือไม่ หรือว่าท้อแท้ สิ้นหวัง ผลสุดท้ายก็เลิกสนใจการเมืองไปเลยดีกว่า

บางส่วนของคนเสื้อแดงที่ค่อนข้างเป็นพวกฮาร์ดคอร์หน่อย ก็จะรวมตัวกันออกมาชุมนุม ไล่กระทืบรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ขวางไข่ หรือจะจัดชุมนุมใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการลอกเลียนยุทธวิธีของม็อบพันธมิตรมาใช้นั่นเอง

ทั้งหลายทั้งปวง ผมคิดว่า คนเสื้อแดงยังไม่มีการจัดตั้ง และมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน รวมทั้งยังไม่ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ตัวแปรต่างๆ ให้ชัดเจน ยังไม่มีการตรวจสอบสภาพข้าศึก ประเมินสถานการณ์และวางแนวทางยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่เหมาะสม เมื่อยังคงสับสน บางกลุ่มที่เคลื่อนไหวภาคสนามก็เลยไปหยิบเอาวิธีการของม็อบพันธมิตรมาใช้ โดยไม่ได้ประเมินว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่ม็อบมีเส้น การไปเอายุทธวิธีของม็อบพันธมิตรมาใช้ รังแต่จะทำให้ถูกปราบ ถูกกระทำเอาโดยง่ายดาย เพราะไม่มีเส้นนั่นเอง

คุณวีระ มุกสิกพงษ์ เคยเสนอเรื่องจะมีการจัดตั้ง “สถาบันคนเสื้อแดง”ขึ้น ในการนัดชุมนุมใหญ่ที่สนามศุภชลาศัย แต่สถานการณ์ก็ผ่านมาพอสมควรแล้ว ผมไม่ทราบว่าได้มีการดำเนินการในส่วนนี้ไปมากน้อยแค่ไหน หรือเป็นแค่เพียงแนวคิด แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง

เท่าที่ผมทราบ มีการเคลื่อนไหวประสานงานกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองอิสระกลุ่มต่างๆ ทั้งในโลกไซเบอร์ และกลุ่มภาคสนามมากพอสมควร โดยคนที่ไม่อยู่ในภาคการเมือง แต่เป็นประชาชนหรือส่วนทีเราเรียกกันว่า “นักรบไซเบอร์” มากพอสมควร แต่ก็ยังไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะธรรมชาติของกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ที่เราเรียกว่าคนเสื้อแดงนี้มีหลายกลุ่ม และมีความเป็นอิสระค่อนข้างสูง การมารวมตัวกันตามคำเชิญของ “รายการความจริงวันนี้” เป็นแต่เพียงการออกมาร่วมกันอย่างหลวมๆ มีหลายกลุ่มเข้ามาร่วม แต่ยังไม่ได้มีการจัดตั้งองค์กร กำหนดยุทธศาสตร์ สร้างเครือข่ายแต่อย่างใดไม่

ในช่วงนี้กลุ่มภาคสนามบางกลุ่ม ที่ใจร้อน ก็พยายามชักชวนประชาชนไปชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล “เลียนแบบม็อบพันธมิตร” ซึ่งไม่ได้เป็นการยกระดับการต่อสู้ให้สูงขึ้นแต่อย่างใดไม่ แต่กลับไปเหมือนการต่อสู้ของสีเหลืองและสีแดงในปีที่แล้ว ซึ่งประชาชนจำนวนมากกำลังเบื่อหน่ายความวุ่นวายที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

อย่างที่ผมเคยเสนอความเห็นประจำคือ “ม็อบไม่มีทางล้มรัฐบาลได้” ไม่ว่าม็อบจะใหญ่เพียงใด “ม็อบพันธมิตร” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ล้มรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ไม่ได้ แม้จะสร้างความรุนแรงถึงขั้นยึดทำเนียบ และยึดสนามบิน ปิดถนน ต่างๆ ก็ตาม หรือต่อให้ยึดกรุงเทพมหานครได้ รัฐบาลเขาก็เคลื่อนไปทำงานที่อื่นอยู่ดี แต่ที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ล้มลงไป เพราะการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่างหาก หาใช่ม็อบแต่ประการใดไม่

และในที่สุดแล้ว การเมืองไทยยังคงตัดสินกันที่การเลือกตั้ง และจำนวน สส.ในสภาเหมือนเช่นเดิม และขณะนี้รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ยังคงอยู่ แม้จะมีความพิกลพิการ และอำนาจแฝงของพวกอำมาตยาธิปไตยยังคงมีมาก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถชักจูงหรือจูงใจผู้เลือกตั้งได้มากอยู่ดี ดังนั้น เมื่อ “การเลือกตั้ง” ยังคงอยู่ การตัดสินแพ้ชนะ ก็ยังคงอยู่ที่สนามเลือกตั้ง แม้ฝ่ายตรงข้ามจะทำให้เรายากลำบากในการเลือกตั้ง โดยมีองค์กรต่างๆ คอยกลั่นแกล้ง แต่พวกเขาก็ทำไมได้เต็มที่มากมายนัก หากเราชนะที่สนามเลือกตั้ง ก็ยังคงชนะอยู่

ดังนั้น แนวทางการต่อสู้ต่อไป ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ การสร้างความเข็มแข็งในภาคมวลชน เช่นเครือข่าย ต่างๆ มากกว่าที่จะระดมม็อบมาเปิดศึกไม่ชนะไม่เลิก หรือเจ้งเป็นเจ้ง ตายเป็นตาย เหมือนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ม็อบมีเส้น

ในช่วงเวลานี้ แกนนำต่างๆ ของฝ่ายประชาธิปไตย ควรเร่งจัดตั้ง “สถาบันคนเสื้อแดง” โดยเร็ว เพื่อรวบรวมแกนนำต่างๆ ที่เคลื่อนไหวอย่างสะเปะสะปะเข้ามาเป็นกลุ่มก้อน หรืออย่างน้อยก็ต้องมีการประสานงานกัน มีการเสวนา พูดคุยกันในกลุ่มย่อยต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันทางยุทธศาสตร์ และประเมินสถานการณ์ได้แจ่มชัด ไม่ถลำลึกไปในแนวทางที่ฝ่ายอำมาตย์ฯ สร้างกับดักเอาไว้

เมื่อมีสถาบันคนเสื้อแดง หรืออาจเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “สถาบันคนรักประชาธิปไตย” หรือชื่ออะไรก็แล้วแต่ ยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็จะเด่นชัดขึ้น มีการวางแผนยุทธศาสตร์และกำหนดให้คนที่ถนัดในแต่ละเรื่องได้ทำงานอย่างตรงกับความสามารถ โดยมี “ทิศทางที่สอดคล้องกัน” นอกจากนี้บางส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวในทางสากลก็ต้องเคลื่อนไหว ส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวภาคสนาม เพื่อจัดม็อบกดดันรัฐบาลก็จะต้องทำ

การจัดชุมนุมทางการเมืองนั้นก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะมันคือการปลุกเร้ามวลชนให้ตื่นตัวอยู่เสมอและสร้างการมีส่วนร่วม แต่จะต้องทำอย่างมียุทธศาสตร์ ชัดเจนและมีพลัง แต่ไม่ใช่เหมือนกับม็อบพันธมิตร และอย่าตั้งเป้าหมายว่าจะโค่นรัฐบาลลงได้ด้วยการใช้ม็อบ

ส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวทางด้านแนวคิด ก็ต้องดำเนินการ เช่นการจัดสัมมนา ประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ที่เป็นแนวร่วมของคนเสื้อแดงอยู่แล้ว รวมทั้งการสร้างผู้นำทางการเมือง และ “ผู้ปฏิบัติงานด้านมวลชน” รุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาให้มาก เพื่อเคลื่อนไหวกับมวลชนต่อไป

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ประชาชนได้เรียนรู้ประชาธิปไตยทางตรงมากแล้ว แม้ไม่อยากเรียนรู้ ก็ต้องถูกบีบให้เรียนรู้ ดังนั้น เมื่อคนตื่นตัวขึ้น การเคลื่อนไหวจัดตั้งต่างๆ ก็จะไม่ยากเท่าใดนัก สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ฝ่ายประชาธิปไตยก็คงจะได้ชัยชนะอย่างไม่ยากนัก หากยังมี การเลือกตั้ง หนทางต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย ก็ยังสดใสและมีความหวังอยู่เสมอ

แต่หากปล่อยให้ประชาชนสับสน และต่อสู้อย่างสะเปะสะปะเหมือนในขณะนี้ ความเบื่อหน่ายก็จะตามมา และเป็นการทำลายขบวนการประชาธิปไตยที่ตื่นตัวขึ้นมากไปโดยปริยาย

หากคุณทักษิณ ยังจะนำการต่อสู้ครั้งนี้ ก็รีบจัดตั้งขึ้นเถอะครับ สถาบันคนเสื้อแดง

Monday, January 12, 2009

คปส.จี้‘สาทิตย์’หยุดคุกคามสื่อ

ที่มา ประชาทรรศน์

ค้านใช้กฎหมายฮิตเลอร์-สวนทางนโยบายรัฐ

“คณะกรรมการปฏิรูปสื่อ” ออกโรงจี้ “สาทิตย์” หยุดแทรกแซง คุกคามสื่อมวลชน หลังรัฐบาล “อภิสิทธิ์” จ่อปิดวิทยุชุมชนที่ต่อต้านรัฐบาล รวมทั้งจ้องปิดเว็บไซต์อีกนับพันแห่ง อ้างทำเพื่อความมั่นคง โดยอาศัยกฎหมายฮิตเลอร์เป็นเครื่องมือ ชี้สวนทางนโยบายรัฐบาลที่รับปากจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เชื่อจะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในบ้านเมือง แนะรัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดกลไกในการตรวจสอบกันเองมากกว่าเพื่อให้เกิดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ด้าน “นักวิชาการ"ห่วงเลือกปฏิบัติ เข้ามาจัดการเฉพาะสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง

“นักวิชาการ”ห่วงเล่นงานแต่พวกวิพากษ์รัฐบาล

การประกาศปิดวิทยุชุมชนที่อ้างว่ามีการนำเสนอรายการไม่เหมาะสม ของ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยอาศัย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือที่เคยถูกขนานนามว่ากฎหมายฮิตเลอร์ เป็นเครื่องมือ รวมไปถึงการปิดเว็บไซต์ต่างๆ ด้วยข้ออ้างทำนองเดียวกันจนถึงขั้นมีการตั้ง War Room และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อการดังกล่าวถึง 80 ล้านบาท ได้กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าส่อเป็นการคุกคาม แทรกแซงสื่อมวลชน และยังเป็นการคุกคาม ลิดรอนสิทธิในการแสดงความคิดความเห็นของประชาชน ซึ่งขัดต่อนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสิ่งที่สำคัญสุดก็คือขัดแย้งต่อแนวทางที่รัฐบาลอ้างว่าอยากสร้างสมานฉันท์ และอยากเห็นความสามัคคีเกิดขึ้นในบ้านเมือง

ปิดวิทยุชุมชนรัฐละเมิดเสรีภาพ

นายสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) กล่าวถึงการใช้กฎหมายความมั่นคงปิดกั้นสถานีวิทยุชุมชนว่า เป็นเรื่องทางการเมืองของรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่การนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้เพื่อยุติการสื่อสารย่อมกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปด้วย ประการสำคัญคือประชาชนย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือเห็นต่างจากรัฐบาลได้ ดังนั้นการใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อปิดสถานีวิทยุชุมชนหรือสถานีวิทยุธุรกิจในท้องถิ่น จะมีเกณฑ์ชี้วัดใดที่จะแยกแยะได้ว่าสถานีใดขัดต่อความมั่งคงของรัฐ

นอกจากนี้การปิดกั้นสื่อนั้น ขัดต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่ยืนยันว่าจะให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในเรื่องสื่อและข้อมูลข่าวสาร ทั้งในด้านการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายที่จะมุ่งให้เกิดความสมานฉันท์จากการปรับปรุงกลไกการสื่อสาร แต่แนวทางของรัฐบาลที่จะทำให้เกิดการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารของประชาชน เป็นแนวทางที่จะไม่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ทางการเมืองตามที่รัฐบาลได้แสดงท่าทีต่อสาธารณะ และจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล

ร้องรัฐให้มีการตรวจสอบกันเอง

ทั้งนี้ ตัวแทนทั้งสามองค์กรจะเข้ายื่นหนังสือและข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 13 มกราคม ที่จะถึงนี้ เวลา 8.00 น. โดยมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้ 1.ให้รัฐบาลมีแนวทางผลักดันให้เกิดกลไกการกำกับดูแลกันเองทั้งวิทยุชุมชนและกลุ่มประชาชนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต เพื่อให้เกิดเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งในเรื่องความมั่นคง และกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
2.การปรับแก้กฎหมายสื่อต้องเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2543 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อให้รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

อย่างไรก็ดีแม้ว่า กทช. ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจน และยังไม่มีการกำกับดูแล แต่การที่รัฐบาลนี้จะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ออกมาจาก สนช. เข้ามากำกับดูแลนั้นถือเป็นการละเมิดสิทธิ อีกทั้งภาคประชาชนก็เคยคัดค้านกฎหมายความมั่นคงนี้ เพราะมีเนื้อหาเปิดช่องให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. เป็นผู้สั่งการให้ กอ.รมน. ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นคนดำเนินการยุติ หรือสั่งห้ามการกระทำใดๆ ที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง เทียบเคียงได้ว่ากฎหมายนี้เป็นดาบอีกเล่มของภาครัฐที่จะออกมาจำกัดสิทธิของสังคมเอง ไม่ว่าจะเสื้อสีไหนก็ตาม

แนะตั้งองค์กรอิสระกำกับดูแล

พร้อมกันนี้ยังเสนอว่า ต้องผลักดันกฎหมายและการจัดตั้งองค์กรอิสระที่จะมากำกับดูแล แต่ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกำกับดูแลกันเอง ซึ่งเกณฑ์ในการกำกับดูแล หรือ code of conduct ของวิทยุชุมชน เป็นกลไกที่ต้องสร้างจากประชาชนขึ้นมา

"เคยได้คุยกับคุณสาทิตย์ (วงศ์หนองเตย) ตั้งแต่ก่อนแถลงนโยบายว่า โจทย์ใหญ่คือรัฐบาลต้องผลักให้เกิดการกำกับดูแลกัน ไม่เช่นนั้นทุกรัฐบาลที่มาก็จะตกอยู่ในฐานะละเมิดสิทธิหรือเข้ามาแทรกแซงเรื่องการสื่อสาร ถูกข้อหาว่าละเมิดสิทธิของประชาชนในการสื่อสาร แน่นอนว่าท้ายสุดไม่ว่าเขาจะเป็นวิทยุชุมชนประเภทใดก็ตาม เขาก็มีสิทธิสื่อสารเรื่องราวของเขาออกมาอยู่ดี"

นายสุเทพระบุถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับองค์กรกำกับว่า มาตรา 78 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงของกิจการวิทยุโทรทัศน์ หรือ พ.ร.บ.วิทยุโทรทัศน์ 2551 ได้กำหนดให้ กทช.เป็นผู้ออกใบอนุญาตชั่วคราวให้กับกิจการเคเบิลทีวีและวิทยุชุมชน โดยให้ตั้งอนุกรรมการวิทยุโทรทัศน์ขึ้นอีกคณะหนึ่ง เพื่อออกร่างหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งขณะนี้อนุฯ ชุดนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ โดยมีกระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นกับสาธารณะ 4 ครั้งแล้ว และกำลังจะจัดอีกครั้งที่อุบลราชธานี หลังจากนั้นจะจัดทำร่างหลักเกณฑ์เพื่อออกใบอนุญาตชั่วคราวไม่เกิน 1 ปีให้กับวิทยุชุมชน ซึ่งก็จะเป็นการคัดสรรว่า วิทยุที่ได้รับใบอนุญาตในกรอบวิทยุชุมชนจริงๆ มีลักษณะหรือหน้าตาแบบไหนบ้าง

เกิดข้อสงสัยเลือกปฏิบัติหรือเปล่า

รศ.กิติมา สุรสนธิ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในช่วงที่มีการขัดแย้งกันสูง และวิทยุชุมชนนำมาใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาล รัฐบาลอาจจะต้องรูสึกอะไรบ้าง และก็เป็นที่มาของการปิดวิทยุชุมชนต่างๆ ซึ่งที่รัฐบาลทำเช่นนี้อาจเป็นเพราะเกรงว่าประชาชนจะขาดความน่าเชื่อถือในตัวเอง และเสถียรภาพของรัฐบาลอาจจะสั่นคลอนได้ เมื่อประชาชนได้ยินได้ฟังเรื่องของรัฐบาล

ถึงอย่างไร ถ้ารัฐบาลจะปิดวิทยุชุมชนก็ต้องปิดทั้งหมด หากพูดในแง่ของกฎหมายที่ยังไม่มีการรับรอง ต้องปฏิบัติต่อวิทยุชุมชนแต่ละสถานีอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าคิดว่าวิทยุชุมชนเป็นสิ่งผิดกฎหมายจะปิดก็ต้องปิดทั้งหมด ถ้าเลือกที่จะปิดสถานีที่ต่อต้านรัฐบาลและไม่ปิดสถานีที่สนับสนุนรัฐบาล อาจจะทำให้เกิดความสงสัย ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือเปล่า แต่ถ้าคิดว่ายังไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมายแล้วคิดจะอะลุ่มอล่วยก็ต้องปล่อยให้เปิดกันทั้งหมด

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของเนื้อหา แต่ถึงอย่างไรในฐานะสื่อสารมวลชนก็ไม่ต้องการให้อะไรก็ตามมาแทรกแซงสื่ออยู่แล้ว ด้วยบทบาทหน้าที่ของสื่อคือการให้ข้อมูล วิพากษ์วิจารณ์ ให้ความรู้เป็นหน้าที่อยู่แล้ว ที่สำคัญคืออยู่บนความถูกต้อง ไม่ว่ารัฐบาลจะมีสื่อเพื่อการสนับสนุนตัวเอง โดยจริยธรรมและจรรยาบรรณของสื่อก็ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว

“ถ้ารัฐยังเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็ต้องทำให้มันถูกกฎหมาย ถ้ามาเลือกเปิด เลือกปิด มาควบคุมดูแล ก็ต้องดูว่าหน้าที่คืออะไร ส่วนตัวเราเองก็อยากได้สื่อที่อิสระจริงๆ ซักที” รศ.กิติมากล่าว

นิยามของเนื้อหาหมิ่นเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network: TNN) ร่วมกับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (Freedom Against Censorship Thailand: FACT) จัดแถลงข่าวแสดงจุดยืน กรณีมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการจับกุม ปราบปรามเว็บไซต์และวิทยุชุมชน ในหัวข้อ “ขอรัฐอย่าจับเสรีภาพ สิทธิพลเมือง เป็นตัวประกัน” ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อพลเมืองของตนเอง ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

นางสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนอิสระ และบล็อกเกอร์ (www.fringer.org) สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวถึงจุดยืนของเครือข่ายว่า การก่ออาชญากรรมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่ควรมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน หรือการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นคนละเรื่องกัน ทั้งนี้ ควรต้องมีการตั้งคำถามต่อรัฐในการดำเนินมาตรการปิดกันเว็บไซต์ถ้ามีเนื้อหาที่เป็นปัญหาเช่น การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คำถามแรกคือนิยามของเนื้อหาที่หมิ่นเป็นอย่างไร วิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จะเป็นอย่างไร กระบวนการดำเนินคดีจะต้องดำเนินการกับใคร

“เราสนับสนุนเสรีภาพในการสื่อสาร แต่ไม่สนับสนุน อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ประเด็นคือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ ไม่ใช่อาชญากรรม”

ยอมรับไม่ได้เพิ่มอำนาจไอซีที

คนที่กระทำความผิดในกรณีเหล่านี้คือคนที่สร้างเนื้อหาหรือโพสต์ข้อความ แต่การปิดกั้นเว็บไซต์ไม่ได้ทำให้มีการจับกุมคนที่กระทำความผิดได้ นอกจากนี้ยิ่งปิดคนยิ่งอยากดูอยากรู้ว่าเนื้อหาคืออะไร ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มจำนวนคนที่เข้าไปดูเว็บไซต์เป็นทวีคูณ ตรงนี้เป็นตัวอย่างผลพวงของการเซ็นเซอร์ที่เห็นมากมายในต่างประเทศ

“ถึงที่สุดแล้วก็ต้องถามว่าถ้าเป้าหมายของรัฐคือการกำจัดหรือลดทอนเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การปิดกันเว็บไซต์มันได้ผลจริงหรือ มันจะไม่ทำให้เกิดกรณีเว็บไซต์เลียนแบบจำนวนมากมายมหาศาลและคนเข้าไปดูเช่นนั้นหรือเปล่า”

นางสฤณี เน้นย้ำด้วยว่า ทางกลุ่มมีความต้องการผลักดันให้มีการแก้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีความคลุมเครือในหลายประเด็น รวมทั้งมาตรการปิดกันเว็บไซต์ที่ล่าสุดกระทรวงไอซีทีออกมาให้ข่าวว่าอยากจะกระทำได้เลยโดยไม่ต้องขอหมายศาลนั้น โดยส่วนตัวยอมรับไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นมาตรฐานสากลที่การปิดกั้นเว็บไซต์จะต้องผ่านกระบวนการศาล ซึ่งการปิดกั้นเว็บไซต์เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทันที เป็นเรื่องน่าเศร้าที่กระทรวงไอซีทีจะปรับปรุงให้แย่ลง

ห่วงใช้เป็นเครื่องมือทำลายกัน

นายสุนิตย์ เชรษฐา สมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (TNN) กล่าวถึงกระบวนการปิดกันเว็บไซต์หมิ่นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การจะปิดเว็บหมิ่นหรือไม่อย่างไร แต่คำถามคือสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า เพราะอาจเป็นการเพิ่มทวีคูณขึ้นไป เหมือนเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่กรณีนี้อาจเป็นขี่ช้างจับไวรัสหรือเชื้อรา ถือเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ทั่วไป แต่มีผลกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ด้วย ตราบใดที่ยังมีความคลุมเครือในเรื่องของนิยามฐานความผิด และวิธีการปฏิบัติงานของรัฐ อาจทำให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเกิดความกลัวและเซ็นเซอร์ตัวเองไปก่อนโดยเกินเลยไป ซึ่งรังแต่จะทำให้เกิดผลเสีย

ซึ่งนายสุนิตย์กล่าวต่อมาว่า นอกจากคิดจัดการเว็บหมิ่นเพียงอย่างเดียว ควรเน้นการสร้างความชัดเจนในเรื่องนี้โดยการเปิดเวทีให้ประชาชน นักวิชาการ และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนของกฎหมาย ที่สำคัญรัฐควรมองเทคโนโลยีในทางบวกมากขึ้น

ปิดเว็บไม่มีคำสั่งศาลถือว่าผิด

CJ Hinke เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) กล่าวว่า ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ การปิดเว็บไซต์ต้องมีคำสั่งศาล ดังนั้นการปิดเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ส่วนใหญ่ที่ไม่มีคำสั่งศาลก็ถือว่าผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปัจจุบันกระทรวงไอซีทีแถลงว่าได้ดำเนินการปิดกั้นเว็บไปแล้วกว่า 2,300 เว็บไซต์ และได้เตรียมการขออำนาจศาลให้มีการพิจารณาเพื่อระงับการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บเพิ่มอีก 400 เว็บไซต์ โดยอ้างว่าทั้งหมดเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่คิดว่าจำนวนที่ถูกปิดกั้นจริงๆ น่าจะมากกกว่าที่มีการแถลง

นอกจากนี้ การที่กระทรวงไอซีที ประกาศว่าจะสร้าง War room คล้ายกับนโยบาย ประกาศสงครามอื่นๆ ที่รัฐบาลทั่วโลกรวมทั้งรัฐบาลไทยเคยประกาศใช้ เช่น ส่งครามต่อต้านการก่อการร้าย ส่งครามต้านยาเสพติดในประเทศไทย ซึ่งสงครามเหล่านี้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไร แต่ส่งผลก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัวในหมู่ประชาชน

“เรามั่นใจไม่ได้ว่า ภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ตำรวจจะมาเคาะประตูบ้านตอนตีสี่ แล้วแจ้งข้อหา หลังจากที่เราเข้าไปดูเว็บไซต์ที่เราไม่รู้ว่าถูกหรือผิดกฎหมายหรือเปล่า”

ต้องเผยข้อมูลปิดเว็บต่อสาธารณชน

CJ กล่าวอีกว่า ในประเทศประชาธิปไตยทุกแห่ง กระบวนการยุติธรรมของศาล เป็นกระบวนการที่โปร่งใส และเปิดเผย อย่างไรก็ตามกระบวนการขอคำสั่งศาลของไอซีทีที่ผ่านมา ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และประชาชนก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์ก่อนที่ศาลจะสั่งปิด ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการตรวจสอบจากหน่วยงานวิชาการและพลเมือง ถือว่ารัฐทำเรื่องนี้อย่างลับๆ โดยต้นทุนประชาชนเป็นคนจ่าย ซึ่งคิดว่าเงินจำนวนนี้น่าจะไปทำอย่างอื่นได้ดีกว่า เช่น เอาไปดำเนินงานสร้างความสมานฉันท์ สร้างสันติภาพในภาคใต้ หรือการสร้างการศึกษาบนอินเตอร์เน็ต

ความไร้ประสิทธิผลของการปิดกั้นเว็บไซต์ จริงแล้วที่ผ่านมามีลิสต์ที่ไอซีทีปิดกั้น แต่ก็มีการหลุดลอดออกมาสู่สาธารณะได้ และมีการเผยแพร่เครื่องมือที่สามารถหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ ทำให้คนที่สนใจอยากรู้พอสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นได้อยู่ดี

“การประกาศทำ War room หมายความว่ากระทรวงไอซีทีพยายามทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะทางสงคราม ซึ่งที่ผ่านมาคิดว่าเรามีความขัดแย้งมากพอแล้วในประเทศ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ข้อมูลต่างๆ ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสรี” CJ กล่าว

ห่วงล้างผลาญงบ80ล้านบาท

ด้าน นางสุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ตั้งคำถามในเรื่องความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและแนวนโยบายต่อการที่ไอซีทีมีแผนลงทุนโครงการเกี่ยวกับการดูแลเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม จำนวนกว่า 80 ล้านบาท ว่าการใช้งบประมาณหลายสิบล้านมาแก้ปัญหานี้ในภาวะที่สังคมมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งมีหลายเรื่องที่ต้องการการช่วยเหลือ ถือเป็นเรื่องที่สอดคล้องหรือไม่ และจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า

นางสุภิญญา กล่าวต่อมาโดยยืนยันว่า รัฐจะต้องแยกระหว่างอาชญากรรรมทางคอมพิวเตอร์ออกจากสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร โดยสนับสนุนให้ใช้กฎหมายในการปราบปรามคนทำเว็บล่อลวง การโพสต์ภาพโป๊เปลือยเด็กที่ไม่ได้เต็มใจ การโพสต์คลิป แอบถ่าย การเป็นแฮ็กเกอร์ การลักลอบใช้ข้อมูล เช่น เรื่องบัตรเครดิตต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ แต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

“ถ้ารัฐจะเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง สังคมไทยคงต้องเตรียมการพิเศษมากๆ อาจต้องมีศาลเฉพาะที่มาพิจารณาในเรื่องนี้ อาจต้องสร้างเรือนจำเพิ่ม เพื่อรองรับเรื่องนี้ เพราะจะมี Cyber-dissidents หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐแล้วแสดงออกในโลกไซเบอร์มากขึ้นจนจับกุมไม่หวาดไม่ไหว”

เชื่อไม่เป็นผลดีต่อการสมานฉันท์

นางสุภิญญากล่าวต่อมาว่า แนวโน้มนี้น่าห่วงในประเทศที่ประชาธิปไตยอ่อนแอ ตามสถิติ ของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalist: CPJ) ซึ่งเป็นองค์กรสื่อในระดับสากล ระบุว่าปัจจุบันกว่า 45 % ของนักข่าวที่ถูกขังคุกเป็นนักข่าวออนไลน์ ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าต่อไปประเทศไทยอาจจะไปแข่งขันทำสถิติกับอีกหลายประเทศว่าแต่ละปีจะมีประชาชนที่ต้องติดคุกเพราะแสดงออกขัดต่อผู้มีอำนาจรัฐในโลกออนไลน์กี่คน

ถือเป็นเรื่องไม่โสภานักสำหรับภาพลักษณ์ประเทศ และจะไม่ส่งผลดีต่อนโยบายการสมานฉันท์ของรัฐบาล เพราะอาจนำไปสู่การต่อต้าน กลายเป็นคลื่นใต้น้ำ หรือพลังเงียบในสังคม ต้องไม่ลืมว่าสถิติคนใช้สื่ออินเตอร์เน็ตปัจจุบันประมาณเกือบ 14 ล้านคนแล้ว คนกลุ่มนี้ถือเป็นพลังที่มีความหมาย รัฐบาลต้องให้ความระมัดระวังและใช้ความละเอียดอ่อนในการดำเนินนโยบาย

ส่วนเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ นางสุภิญญา กล่าวว่าร่างที่ผ่าน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีปัญหาในการบังคับใช้ แต่เมื่อได้เห็นร่างกฎหมายที่เสนอแก้ไขโดย ส.ส.ประชาธิปัตย์ นำโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมคนปัจจุบันก็รู้สึกตกใจ เพราะมีเนื้อหาหลายอย่างน่ากังวลโดยเฉพาะการย้ายอำนาจจากศาลมาอยู่ที่รัฐมนตรีในการคุมสื่อใหม่ได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องฟังใคร สุดท้ายมันหนีไม่พ้นกลายเป็นวาระทางการเมือง และอาจกระทบต่อสิทธิพลเมืองได้