WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 13, 2009

ทะเลาะกันเพื่อใคร?

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*


การประลองกำลังทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. และการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผ่านไปแล้ว ใครแพ้ใครชนะเป็นที่รู้กันแล้ว ก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของประชาชนครับ

จากที่เคยตั้งป้อมห้ำหั่นแบ่งข้างแบ่งค่ายกัน ก็ต้องยอมรับความจริง และต้องอยู่กับความจริง เคารพในความคิดเห็นและความต้องการของพี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ
ยอมรับว่านี่คือ การเมืองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน

ย้อนกลับไปดูผลวิจัยเชิงสำรวจของ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อสภาวะความเสี่ยงของประเทศไทยในช่วงปี 2552 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 18 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู ขอนแก่น สกลนคร เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ระนอง และ พัทลุง จำนวนทั้งสิ้น 2,443 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 3 – 10 มกราคม 2552 พบว่า

ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 81.8 ยังคงรู้สึกเบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งทางการเมือง ร้อยละ 75.8 เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.2 เครียดเรื่องการเมือง อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 71.3 ยังคงมีความหวังว่าประเทศชาติจะสงบสุข และ ร้อยละ 95.8 อยากให้คนไทยรักกัน
สอดคล้องกับเอแบคโพล ที่มีคนเบื่อการเมืองถึง ร้อยละ 81.5

ซึ่งก็น่าจะตรงกับความคิดเห็นของคนไทยทั้งประเทศในตอนนี้ ที่อยากเห็นฝ่ายที่มีหน้าที่มาแก้ปัญหาความเดือดร้อนในตอนนี้ ได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าให้ได้

และอีกความจริงหนึ่งของคนในชาติวันนี้ ที่ต้องยอมรับกันคือ ปัญหาเรื่องปากท้อง การทำมาหากิน จะทำอย่างไรให้คนได้มีกินมีใช้ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้ โดยไม่สร้างปัญหา สร้างภาระให้กับคนอื่น

มาตรการความช่วยเหลือที่รัฐบาลออกมานั้น ต้องเร่งลงมือทำ และต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะคนรากหญ้า คนที่ด้อยโอกาสในชนบท ที่มีคนหนุ่มสาวที่มาหางานทำในเมือง เจอปัญหาตกงาน ต้องเดินทางกลับบ้านไปเป็นจำนวนมาก

หมดเวลาที่เราจะมาทะเลาะกันแล้ว ใครทำผิดก็ต้องได้รับการชดใช้กรรม ถูกลงโทษ ด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน

การยึดสนามบินสร้างความเสียหายเกือบ 3 แสนล้านบาท เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ มีคนถูกลงโทษ เพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจ เหิมเกริม โดยเร็ว เพื่อเรียกคืนความเชื่อถือศรัทธาในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะเรื่องนี้เป็นความเสียหายอย่างย่อยยับของประเทศ ชื่อเสียงเกียติภูมิของประเทศถูกเหยียบย่ำจมธรณี
การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย 18 ล้าน นี่ก็ต้องหาคนมารับผิดให้ได้

ที่น่าสนใจคือ แกนนำของ กลุ่มพันธมาร เป็น ส.ส.ในสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนหยัดยืนยันว่าจะร่วมหัวจมท้ายกับ ม็อบโกเต๊กซ์ ต่อไป ผมคิดว่าตรงนี้คงสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้พรรคประชาธิปัตย์พอสมควร จากการจับตามองต้องตกเป็นเป้าใหญ่ในการบริหารประเทศ
อันจะมีผลในเชิงเปรียบเทียบได้เป็นอย่างดี

อีก 6 เดือนจากนี้ไป ไม่รู้จะเห็นหน้าเห็นหลังหรือเปล่า แต่ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ต้องทำใจ อีกนานครับกว่าเรื้องนี้จะจบลงได้ เริ่มที่พนักงานสืบสวนสอบสวนต้องใช้เวลาอีกเท่าไร เสร็จแล้วส่งไปให้อัยการฟ้องคดีก็ยังไม่รู้ว่า อัยการจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน และเมื่อไปถึงศาลแล้วกระบวนการขั้นตอนของศาลจะตัดสินว่าอย่างไร

ผมว่าแม้จะอีกยาวนาน แต่ก็ต้องมีความคืบหน้าออกมาเป็นระยะๆ ให้ประชาชนอุ่นใจว่า เรื่องนี้ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้มีการดองคดีเอาไว้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ทอดเวลานานไปไม่ดีแน่
ต้องมาดูว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่ม ”พันธมาร” จะทำเรื่องนี้ออกมาอย่างไร
อย่าให้ต้องเจ็บข้างซ้ายแล้วย้ายมาปวดข้างขวาเด็ดขาด
เพราะนั่นจะเป็นการชี้ชะตารัฐบาล และเป็นคำตอบว่า ต้องการรัฐบาลเพื่อใครเพื่ออะไร

วันนี้เราจะต้องมาคิดกันแล้วว่า จะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าให้ได้ ต้องฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปให้ได้ สร้างความเชื่อถือบนเวทีโลกให้ได้

เพราะคนไทยมีต้นทุนที่จะฟื้นฟูให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ได้กลับคืนมาสู่ภาวะปกติเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น
เพราะในทางภูมิศาสตร์เราค่อนข้างได้เปรียบ ทั้งในเรื่องของสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง
เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร ที่สามารถต่อยอดสินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมการส่งออกได้

สำคัญว่าต้องมีสติ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจทุกวันนี้ มันถาโถมมาจากต่างประเทศ เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนกันไปทั่วโลก ผนวกกับสถานการณ์ภายในประเทศของเราเอง

มีวัฒนธรรม มีแหล่งท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นสองรองใคร ซึ่งจะนำเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล แต่สถานการณ์ภายในประเทศต้องรู้เห็นเป็นใจด้วย

เพราะคงไม่มีใครอยากไปเที่ยวไปพักผ่อน บนความ ความรุนแรงในประเทศที่จะไปแน่ และต้องอย่าประเทศอื่นเขาก็ใช้โอกาสนี้ ช่วงชิงนักท่องเที่ยวไปจากประเทศไทยเหมือนกัน เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่จะเข้าประเทศของเขา และได้รับการยอมรับของนานาประเทศ

แต่ถ้าคิดในทางที่ดี คิดในทางกลับกัน ก็จะเป็นโอกาสที่ดี ที่จะ ”กู้ชาติ”

ผมขออนุญาตใช้คำนี้ เพราะการกู้ชาติจะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เป็นคนไทย ยอมรับครับว่า สถานการณ์วันนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ต้องทำให้ได้
ถ้ายังมีความไม่เข้าใจกัน ยังกีดกัน ขัดขวาง ทำลายล้างกันอยู่ บ้านเมืองจะถดถอยไปมากกว่านี้

เราเคยมีปัญหาอย่างนี้มาแล้ว และเราก็ผ่านพ้นมาได้ ตอนนั้นเป็นเพราะเราช่วยกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ดูแลเอาใจใส่กัน เราเคยทำความฝันให้เป็นความจริงมาแล้ว

อย่างที่บอกแล้วว่า จะดีจะเลวอย่างไร ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีเรือกสวนไร่นา มีแผงเพื่อการค้าขาย เราเคยมี โครงการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน และได้ทำสำเร็จมาแล้ว ทำให้คนมีงานทำ มีรายได้ ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ต้องไปตีชิงวิ่งราวไปสร้างปัญหาให้กับสังคม

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 มีการนำร่อง 8 จังหวัดที่จะทดลองได้แก่ แพร่ สุโขทัย ราชบุรี ระยอง มหาสารคาม สกลนคร ชุมพร และ นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ สปก. รวมทั้งประเทศ 184,329 ไร่ มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ 12,600 ราย และที่สำคัญคือมีความพร้อม ที่จะเข้าสู่กระบวนการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน

ทรัพย์สินแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ ประเภทที่ดิน สิทธิการเช่า ที่สาธารณะ สังหาริมทรัพย์ และ ทรัพย์สินทางปัญญา

วันนี้ต้องให้คนในชาติ กินอิ่มนอนหลับ ลืมตาอ้าปาก ให้มองเห็นอนาคตให้ได้เสียก่อน ต้องให้กำลังใจกัน ต้องช่วยเหลือเอื้ออาทรกันก่อน จากนั้นจะมาห้ำหั่นฟาดฟันกันอย่างไรก็เชิญ เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายก็จะอ้างเหตุผลมาสนับสนุนด้วยกันทั้งนั้น ส่วนจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนก็ต้องฟังกันดู
จะจริงใจ หรือ มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังเบื้องลึก ก็ดูกันไป
แต่ความลับไม่มีในโลกนะครับ ยิ่งมีการรับรู้ รู้เห็นกันหลายคน โอกาสที่ความจะแตกก็ยิ่งมากขึ้นและเร็วขึ้น

เพราะถ้าเกิดการคัดง้างทางความคิด หรือผลประโยชน์ขัดกันในภายหลัง เมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

วันเด็กผ่านไปหยกๆ เราได้เห็นพัฒนาการของเด็กไทยในวันนี้ มีความรอบรู้ มีความคิดความอ่านที่ดีขึ้นและมากขึ้น คนเหล่านี้จะมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ทำอย่างไรเราถึงจะทำให้เด็กๆ เหล่านี้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่า มองการขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ รู้จักคิด รู้จักแยกแยะ

ห่วงแต่ว่า ถ้าผู้ใหญ่ในวันนี้ ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดี ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง โดยไม่ฟังเหตุฟังผลกัน ก็ควรจะอายเด็กๆ กันบ้าง ขอให้ห่วงอนาคตของชาติกันบ้าง

โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่สนิทแนบแน่นกับเผด็จการ ต้องหยุดเติมเชื้อใส่ไฟ สร้างปมปัญหาขึ้นมาใหม่ เพื่อตอกย้ำสร้างความแตกแยก เพื่อเอาดีใส่ตัว โยนความชั่วให้คนอื่น ทั้งๆ ที่มีเรื่องพัวพันกับความไม่ชอบมาพากลติดตัวอยู่

แสดงให้เห็นถึงกลไกของเผด็จการ ที่ยังทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่บ้านเมืองต้องถอยหลังไปมาก

ใช้ ‘คน’ ไม่ถูกกับงาน?

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม ผมติดตามดูข่าวการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. และเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว รู้สึกเศร้าใจ แต่ต้องยอมรับว่านี่คือ “การเมืองไทย”
ก่อนการเลือกตั้ง ผมก็แอบเดาไว้ในใจแล้วว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้คงจะเป็นตัวชี้วัดอะไรได้หลายอย่าง

แล้วก็จริงๆ อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เพราะหลังจากผลออกมาแบบนี้แล้ว ทุกคนยอมรับว่า วันนี้ “พรรคเพื่อไทย” อ่อนแรงลงไปเยอะ

ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น “จุดขาย” แต่ผลการเลือกตั้งก็ออกเช่นนี้ ทั้งในพื้นที่ภาคอีสาน และพื้นที่ภาคเหนือ

ผมนั่งดูคะแนนของพรรคเพื่อไทยแล้ว แทบไม่เชื่อว่า จ.ลำพูน และ จ.สมุทรปราการ จะแพ้ได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่กระแสของคนเสื้อแดงมาแรงตลอด
หลายคนนั่งวิเคราะห์ให้ฟังว่า เกิดอะไรขึ้น? กับพรรคเพื่อไทย ที่มีแกนนำคนสำคัญชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

บางคนบอกว่า ประชาชนสับสนใน “จุดยืน” ของพรรคเพื่อไทย เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่า ใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อทำหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” อีกทั้งตัวผู้สมัครที่ประชาชนยอมรับในพื้นที่ไม่เด่นมากพอ

กรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม ก็เช่นกัน ที่พรรคเพื่อไทยพยายามสนับสนุนให้เป็นแม่ทัพคนสำคัญ คอยเดินนำหน้า ส.ส. เป็นขวัญกำลังใจ

หากเปรียบ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นสินค้าแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม แทบไม่มีอะไรเป็นจุดขายเลย เหมือนอย่างที่มีหลายคนตั้งฉายาว่า “เป็ดเหลิม” เล่นการเมืองมาหลายปี แต่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน

พ.ต.ท.ทักษิณ อุตส่าห์ไว้วางใจเลือก ร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้นำของพรรคเพื่อไทย หวังจะช่วยขับเคลื่อนให้พรรคประสบความสำเร็จ แต่อย่างที่เห็นๆ ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ผิดกับ “พรรคพลังประชาชน” ที่มีระบบการจัดการที่ดี แถมได้ นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็น “ผู้นำ” จึงทำให้พรรคประสบความสำเร็จ

โบราณบอกว่า “มีเรือดีพายดีใช้ขี่ข้าม อย่าเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่ เลือกใช้คนที่ชำนาญการงานดี อย่าเอาคนผีผีมาทำงาน”

นี่เป็นหลักการธรรมดาของการบริหารงาน เป็นหลักการที่ว่าด้วย “การใช้คน ให้ทำงาน” หรือ “put the right man in the right job” ใช้คนให้ถูกกับงาน

หากใช้คนไม่ถูกกับงาน ท่านจะปวดหัวไม่สร่างซา เช่นใช้เด็กอายุ 8 ขวบไปซื้อลอตเตอรี่ ย้ำนักย้ำหนาว่าให้ซื้อเลขท้าย 93 ถ้าไม่มี 93 ก็เอา 39 หรือถ้าไม่มีจริงๆ เอาอะไรก็ได้ เด็กหายไปครู่ใหญ่กลับมาบอกว่าหนูหาทุกแผงแล้วไม่มีเลย เห็นว่าถ้าไม่มีให้เอาอะไรก็ได้ หนูเลยซื้อไอติมมา
การใช้คนให้ถูกกับงานนี่เป็นหัวใจหลักของการบริหาร งานการเมืองก็เหมือนกัน โดยเฉพาะในยามวิกฤติ
ผลการเลือกตั้งซ่อมออกมาแบบนี้แล้ว หลายคนก็ได้แต่บ่น “เสียใจ” และเสียดายคนดีๆ เก่งๆ
หากวันนี้ “พรรคเพื่อไทย” ยังพร้อมจะสู้ต่อ ก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด!

เหตุ ‘เฉลิม’ปฏิเสธหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร


ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง คงทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นหลายกิโลขีด

โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย นายยุรนันท์ ภมรมนตรี อย่างขาดลอย ในขณะที่ คุณปลื้ม ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล ขวัญใจเด็กแนวผู้มีความเชื่อมั่นและมีความ “นิ่ง” อย่างหาคนเทียบยาก ได้คะแนนมาเป็นที่ 3 ก็ไม่ถือขี่เหร่นักสำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งแรก โดยไม่มีฐานเสียงของพรรคการเมืองอยู่ในมือเลย

3 แสนกว่าคะแนนที่ได้รับถือว่าเป็นคะแนนที่นิยมศรัทธาในตัวคุณปลื้มเพียวๆ คงทำให้คุณปลื้มมีกำลังใจที่จะทำงานการเมืองต่อไป แต่ก็ไม่อยากให้ทิ้งงานสื่อมวลชนที่ทำให้คนรู้จักตัวตนของคุณปลื้ม ผมในฐานะกองเชียร์ข้างเวที ขอให้คุณปลื้มสู้ต่อไป แต่อดเป็นห่วงลึกๆ หากจะทำงานการเมืองในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ไม่มีฐานคะแนนของพรรคการเมืองรองรับ คงลำบากที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

กลับมาดูการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ใน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง ผลที่ออกมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 7 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนาได้ 10 ที่นั่ง พรรคประชาราชได้ 4 ที่นั่ง พรรคเพื่อแผ่นดินได้ 3 ที่นั่ง โดยพรรคเพื่อไทยได้เพียง 5 ที่นั่ง ถือว่าผิดความคาดหมายของผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรคที่ชื่อ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง

เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างนี้ ยิ่งทำให้คนที่เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ยืนกราน นั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย การอ้างว่าไม่อยากจะถูกเว้นวรรคทางการเมือง หากพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบทิ้งอย่างง่ายดาย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทย และ พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นการอ้างได้แต่เชื่ออยาก เพราะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป ยังไม่มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยถูกร้องเรียนกล่าวหาแต่อย่างใด และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดรักษาการ ก็ยังไม่มีใครโดดเด่นที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามจ้องจับผิดได้ แล้วพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบได้อย่างไร

ดังนั้นการปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอย่างไร้เยื่อใยของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา โดยการปฏิเสธของนายชวนนั้น เป็นการยึดหลักการของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะต้องให้คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้นได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี “เทพประทาน” ที่นักการเมืองทั่วๆ ไปต่างพากันอิจฉา

แต่กรณีการปฏิเสธเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ไม่ได้มีหลักการอะไร เพียงแต่ผู้ที่ปฏิเสธทราบดีว่า อนาคตข้างหน้าเป็นอย่างไร คงไม่อยากเห็นพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคมวลชน ที่ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งเลือกตั้งทุกครั้ง จะได้ ส.ส.เข้าสภาไม่ถึง 10 คน เรียกว่าเป็นพรรคต่ำ 10 มาตลอด

ด้วยเหตุนี้แหละที่คนอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเพิ่งเปิดไวน์ราคาแพงฉลองล่วงหน้ามาแล้วกับการได้รักษาการนายกรัฐมนตรี แต่มาได้เป็นตามที่หวังไว้ และเพิ่งประกาศว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมรู้ดีว่า หากตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเมื่อไร โอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งห่างไกลไปทุกที ประวัติศาสตร์การเมืองไทย คงไม่ย้อนรอยให้หัวหน้าพรรคที่มี ส.ส. 18 เสียง ได้เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างที่ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำไว้ เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม เมื่อปี 2518

อดีตและปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หาก ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็น ส.ส. สังกัดพรรคใหญ่ ต้องเป็นลูกพรรคเท่านั้น เช่น เคยเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน หากจะให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ ก็ต้องไม่เป็นหัวหน้าพรรค ใช่ไหมครับทั่นดอกเตอร์เหลิมที่เคารพรักอ

ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้น เป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงความนิยมในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลดลงอย่างน่าใจหาย อย่างในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นพื้นที่ที่กลุ่มคนเสื้อแดงคุมพื้นที่แทบจะเรียกได้ว่าเบ็ดเสร็จ แต่ผลการเลือกตั้งต้องเสียพื้นที่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ คงทำให้ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่เคยคุยโม้โอ้อวดว่าสามารถระดมคนได้เป็นแสนคนจะทำโน่นทำนี่ ต่อไปนี้คงเลิกโม้ไปอีกนาน

นอกจากนั้นผลการเลือกตั้งที่ออกมา ยังเป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายกับความขัดแย้งไม่เลิกราในสังคมไทย “เหลืองไปแดงมา” วันนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่อยากจะเห็น

อย่างกรณีผลการเลือกตั้งเขต 1 จ.ลำพูน ที่กลุ่มคนเสื้อแดงไล่ตามราวี นายชวน หลีกภัย วันที่เดินทางไปปราศรัยหาเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ผลที่ออกมาเช่นเดียวกับการเลือกตั้งที่ จ.สมุทรปราการ

วันนี้ผมในฐานะเป็นคนหนึ่งที่สวมเสื้อแดงมาตลอดและวันนี้ก็ยังใส่ตามปกติ จึงอยากจะให้พวกเราคนเสื้อแดงตั้งสติคิดกันสักนิดว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เสื้อแดงที่เราสวมใส่กันนั้น วันเริ่มต้นก็คือแสดงสัญลักษณ์กันรักษาประชาธิปไตย ร่วมกันต่อต้านเผด็จการ มิใช่หรือ

เปิดตัวภูมิใจไทย‘ชวรัตน์’ผงาดหน.พรรค ลือหึ่ง!!เพื่อไทยสมองไหล

ที่มา ประชาทรรศน์

‘ภูมิใจไทย’ จับขั้ว ‘เพื่อนเนวิน-วังน้ำยม’ ระบุตัวเลข ส.ส.เกิน 30 ที่นั่ง ยันรวมก๊วนการเมืองไร้เงื่อนไขต่อรองรัฐบาล ลั่นคนมีอุดมการณ์เดียวกัน ลือหึ่ง!!ภูมิใจไทยผงาดพรรคการเมืองอันดับ 2 ‘เพื่อไทย’ สมองไหล ส.ส.หนีตาย!! ชี้โหวต ‘ชวรัตน์’ นั่งหัวหน้าพรรค พร้อมเปิดตัวสมาชิกพรรคพรุ่งนี้

นายมานิต นบอมรบดี รมช.สาธารณสุขในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเข้าสังกัดพรรคของกลุ่มการเมืองต่างๆอาทิกลุ่มเพื่อนเนวินว่า ในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00น. ที่โรงแ รมสยามซิตี้ จะมีการแถลงเปิดตัวพรรคภูมิใจไทยพร้อมเปิดตัวสมาชิกพรรคเท่าที่ทราบขณะนี้จะมีกลุ่มส.ส.ของนายเนวิน ชิดชอบหรือหลุ่มเพื่อนเนวิน กลุ่มนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตแกนนำกลุ่มมัชฌิมาฯ เดิม และกลุ่มส.ส.ภาคกลางของนายสรอรรถ กลิ่นประทุม ซึ่งเบื้องต้นจะมีส.ส.ราว 30 คน คือ กลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คน กลุ่มมัชฌิมาฯ 7 คน โดยสาเหตุที่ต้องรวมเนื่องจากก่อนหน้านี้มีการสั่งยุบ 3 พรรคการเมืองหลักจึงจำเป็นต้องหาพรรคสังกัดตามกฏหมายภายใน 60 วันนับจากวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เกี่ยวกับการต่อรองขอโควตารัฐมนตรีเพิ่มจากพรรคแกนนำรัฐบาลและเพื่อให้การทำงานการเมืองเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ส่วน ตั้งนายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทยขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค กลุ่มมัชฌิมาฯขัดข้องหรือไม่ นายมานิตตอบว่า นายชวรัตน์ถือว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมผ่านการบริหารงานมาหลายกระทรวง แต่ทั้งหมดก็ขึ้นกับสมาชิกพรรคจะตัดสินใจ ส่วนที่มีการเสนอชื่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเป็นหัวหน้าพรรคนั้น นายชัยเองก็มีตำแหน่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนจะมีการเชิญ ส.ส.จากพรรคเพื่อแผ่นดินในส่วนที่สังกัดในกลุ่มของนายสุวิทย์ คุณกิตติ์เข้าร่วมหรือไม่ นายมานิต ตอบว่า ทางกลุ่มได้มีการติดต่อกับส.ส.ทุกคนที่ยังไม่สังกัดพรรคการเมืองร้อยเปอร์เซ็น ซึ่งยังมีอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ทางพรรคพร้อมที่จะเปิดรับและทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพราะยังมีเวลาเหลือพอสมควร

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงการรวมกับกลุ่มมัชฌิมา ว่า ทั้งสองกลุ่มมีแนวคิดและนโยบายที่ตรงกัน จึงง่ายต่อการที่จะมาอยู่ในพรรคเดียวกัน โดยในการหารือของทั้งสองกลุ่มจะมีการพูดคุยถึงกรอบการทำงานและในการเปิดตัว พรรคภูมิใจไทยอบ่างเป็นทางการ ในวันที่14 จะเป็นปรากฏการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบอบในประชาธิปไตย ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยมีส.ส.ในสังกัด ร่วม 40 คน มาจากกลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คน กลุ่มมัชฌิมาฯ 7 คน และที่เหลือให้จับตาดู โดยจะมีส.ส.จากพรรคการมืองอื่นที่ยังไม่มีสังกัดพรรคการเมืองเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคด้วย และขณะนี้ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้กรอกใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคนแล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่าการรวมกลุ่มในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตั้งกลุ่มเพื่อการต่อรองทางการเมือง แต่เป็นการรวบรวม สมาชิกที่มีแนวทางละอุดมการณ์เดียวกัน

นายศุภชัย กล่าวถึงการเลือกหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่าต้องรอการประชุมวิสามัญก่อน คาดว่าจะสามารถประชุมได้ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ ซึ่งกลุ่มจะเสนอชื่อนายชวรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค

'สุเทพ'มั่นใจ “เพื่อนเนวิน”ตั้งพรรคไม่มีปัญหาเรื่องต่อรองผลประโยชน์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเพื่อนเนวินจับมือกับบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ ตั้งพรรคภูมิใจไทย ว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเพราะต้องหาพรรคการเมืองสังกัด ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไร คิดว่าหากการเมืองเข้มแข็งมีพรรคน้อยลงก็จะทำให้การเมืองทำงานได้ดีขึ้น ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะกลายเป็นคู่แข่งในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์หรือมนั้นคิดว่าคงต้องดูกันต่อไป

เมื่อถามว่าจะกลายเป็นการต่อในอนาคตของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่มี เพราะทุกอย่างเรียบร้อยก่อนจัดตั้งครม. แต่ในการต่อรองคงต้องรอให้มีการเลือกตั้งครั้งหน้าจากนั้นค่อยมาต่อรองกันใหม่

ต่อข้อถามว่าการตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มเพื่อนเนวินจะกลายเป็นการกดดันเพื่อผลักดันกฎหมายบางอย่างหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า คงไม่มี เพราะคนที่อยู่ในรัฐบาลก็เข้าใจกรอบการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลายเป็นการเลี้ยงเสือ หรือเท่ากับมีหอกข้างแคร่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวพร้อมหัวเราะ ว่าไม่มี เสือไม่มี หอกไม่มี

มนุษย์เงินเดือนเฮ!ครม.อนุมัติช่วย 2พันบ.ดีเดย์เม.ย.นี้

ที่มา ประชาทรรศน์

ครม.อนุมัติงบกลางปี'52เพิ่ม 1.15 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมไฟเขียวช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนที่ต่ำกว่า 14,000 บาท อีกคนละ 2 พันเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มจ่ายเม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า วันนี้ได้อนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามการเสนอของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีงบประมาณ 2552 (งบกลาง)จำนวน 115,000 ล้านบาท โดยได้มีการกำหนดมาตรการตามหลักการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนเพื่อหมุนเวียนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย มาตรการเพิ่มรายได้ ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และบุคลากรภาครัฐ จำนวน 19,000 ล้านบาท มาตรการหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพ 9,000 ล้านบาท มาตรการลดค่าใช้จ่ายประชาชนด้วยการต่ออายุโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน ของรัฐบาลชุดเก่าจำนวน 11,000 ล้านบาท มาตรการลดค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ 1,000 ล้านบาท มาตรการเรียนฟรี จำนวน 19,000 ล้านบาทและมาตรการดูแลประชาชนผู้ว่างงาน แยกเป็นโครงการเฉพาะจำนวน 6,900 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า มาตรการทั้งหมดจะเร่งจัดทำเป็นกฎหมายเพื่อเสนอที่ประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เพื่อให้ผลักดันมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนมี.ค.

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ รมว.ท่องเที่ยวจัดทำแผนฟื้นฟูด้านการท่องเที่ยว โดยไม่ต้องผูกพันกับงบกลางปี ซึ่งอาจเป็นการลดค่าธรรมเนียม การส่งเสริมให้ข้าราชการจัดสัมมนาในต่างจังหวัด

ขณะที่ นายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณดังกล่าวจะมีการจัดสรรให้ 18 โครงการเน้นไปที่การแก้ปัญหาด้านแรงงาน การช่วยเหลือค่าครองชีพให้ผู้มีรายได้ประจำ และส่วนหนึ่งราว 1.9 หมื่นล้านบาทตั้งไว้เป็นงบชดเชยเงินคงคลังที่จะนำออกมาใช้จ่ายก่อนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการกระ ตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ จะนำเสนอรายละเอียดของการจัดสรรงบประมาณตามกรอบดังกล่าวให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งวันที่ 20 ม.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม นายบัณฑูร ยังกล่าวอีกด้วยว่า ที่ประชุมครม.ยังอนุมัติหลักการแนวทางการช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม(สปส.)และบุคลากรภาครัฐ ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขมีเงินเดือนต่ำกว่า 1.4 หมื่นบาท จะได้รับเงินช่วยค่าครองชีพคนละ 2 พันบาทต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน เริ่มจ่ายได้ในเดือน เม.ย.นี้

รัฐบาลเมินเฉดหัว'กษิต'แลกหยุดคนเสื้อแดงป่วน!!

ที่มา ประชาทรรศน์

'เทพเทือก'เมินข้อเรียกร้อง'คนเสื้อแดง'ประกาศชัด!ไม่ปลด'กษิต'แลกยุติชุมนุม กร้าวตามป่วนประอาเซียนซัมมิททำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย ดักคอ นปช.ไม่เลียนแบบปิดสนามบินเหมือนพธม. ด้านนายกฯ ประสานเสียง บอกต้องมีเหตุผลในการปลด

จากกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขู่ปิดล้อมกระทรวงการต่างประเทศและทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ก่อนการจัดประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากเห็นว่านายกษิต ไม่มีความชอบธรรมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม และนอกจากนี้ยังเข้าข่ายเป็นผู้ก่อการร้าย หลังเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ

วันนี้ (13 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวยืนยันว่า จะไม่มีการปลดนายกษิต เพื่อแลกกับการยุติการชุมนุมคนกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่หากพบว่านายกษิต กระทำผิดจริง ตนจะเป็นคนเสนอให้ปลดนายกษิต ด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะทำการชุมนุมในการประชุมอาเซียน ว่า สามารถชุมนุมทำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย และควรคำนึงถึงชื่อเสียงของประเทศชาติด้วย

ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงคงจะไม่ปิดสนามบินอย่างเช่นกลุ่มเสื้อเหลืองทำมา และยังไม่จำเป็นไม่ต้องเพิ่มมาตราการรักษาความปลอดภัย ยืนยันพร้อมจะเดินหน้าต่อไปเพื่อชี้แจงกับกลุ่มผู้คัดค้าน

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ กลุ่มเสื้อแดงออกมากดดันให้รัฐบาลปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ว่า ตนขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี หากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อเห็นว่าการทำงานของนายกษิตมีปัญหาเท่านั้น

'ชินวัตร' ไม่สนรบ.ขอกระชากหัว'กษิต'ไม่ลดละ

ด้านนายชินวัตร หาบุญพาด ผู้อำนวยการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ คลื่น 92.75 กล่าวว่า แม้รัฐบาลยืนยันว่า จะไม่ทำการปลดนายกษิต ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่กลุ่มคนเสื่อแดง และตนก็ยังคงยืนยันคำเดิมเช่นกันว่าจะขอต่อต้านนายกษิตต่อไป โดยจะทำการคัดค้านการจัดงานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ โดยจะต้องมีการเรียกร้องกับฑูตในแต่ละประเทศที่เข้าร่วมการประชุม ว่าเราไม่สามารถยอมรับรัฐมนตรีที่เป็นกบฎ และเป็นผู้การร้ายสากลได้ ทั้งนี้เราต้องยืนยันแนวทางการต่อต้านของเราต่อไป

3หัวโจกม็อบมารตีปี๊บ!!รบ.ให้โบนัสเลขา-ที่ปรึกษารมต.

'เทพเทือก' ดื้อตาใส! โดดป้อง 3 กบฏพันธมาร 'สำราญ-พิเชษฐ-ประพันธ์' ยันไม่ใช่โควต้า 'ม็อบโกเต็กซ์' แม้ใส่เสื้อสูท ปชป. ลือหึ่ง!! 'ผลประโยชน์ต่างตอบแทน' แจกเก้าอี้การเมืองปูนบำเหน็จ 'พันธมาร' เหตุก่อพฤติกรรม 'ดิบ-ถ่อย-เถื่อน' โค่นรัฐบาล พปช. 'สาทิตย์' สีข้างถลอก รับดันม็อบมีเส้น ชี้สังคมต้องเข้าใจ 'มาร์ค' ปัดเนียน!! ไม่เห็นชื่อ 'ยะใส' ในลิสต์เลขาฯรมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ให้โควต้ากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ส่วนที่มีรายชื่อแกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แก่ นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นั้นเนื่องจากเป็นอดีตผู้สมัครของพรรคที่เมื่อไม่ได้รับเลือกตั้ง ก็ออกไปเคลื่อนไหวตามแนวความคิดของตนเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นแกนนำคนสำคัญของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน บุคคลเหล่านี้จึงเป็นบุคคลของพรรคไม่ใช่โควต้าพันธมิตรฯ ซึ่งตนเชื่อว่าทุกคนมีความรู้ความสามารถและตนไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นพันธมิตรฯ

มาร์คปัดไม่มีชื่อ'ยะใส'

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นเดียวกันว่าการตั้งทีมที่ปรึกษารัฐมนตรี ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ มีหลักการพิจารณา 2 ด้านคือ คุณสมบัติเหมาะสมต่อตำแหน่งหรือไม่ และเป็นบุคคลที่เคยช่วยงานพรรคประชาธิปตย์ ขณะเดียวกันก็ฟังเสียงของประชาชนด้วย หากมีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องสามารถชี้แจงได้ โดยเฉพาะหากมีการแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนฯ และหากเป็นพันธมิตรฯอย่างเดียว ก็จะชี้แจงให้สังคมเข้าใจยากขึ้น ทั้งนี้ถ้ารัฐบาลจะตั้งใครก็ต้องอธิบายสังคมได้ด้วย

ทั้งนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์สั้นๆ ก่อนเข้าประชุมครม.ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่ยังเห็นรายชื่อของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ปัดที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับรายชื่อของนายสำราญ นายพิเชษฐ และนายประพันธ์ โดยทั้งนี้คาดว่าภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมครม.แล้ว นายกฯอาจจะมีการชี้แจงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

‘มาร์ค’ ลั่น ตั้ง ลิ่วล้อพันธมิตรเป็นเลขาฯที่ปรึกษารัฐมนตรี ไม่ใช่โบนัส

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีการแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะมีการแต่งตั้งบุคคลที่ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตร ว่า วันนี้ที่ประชุมมีการพิจารณาซึ่งมีการอนุมัติการแต่งตั้งหลายกระทรวง ทั้งนี้ตนขอย้ำว่าคนที่ขึ้นเวทีจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม หากไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่หากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการ อีกทั้งตนได้กำชับไปแล้วว่าให้มีการดำเนินกับกลุ่มที่กระทำความผิดทุกกลุ่ม ซึ่งได้มีการสอบถามไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร)ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งก็ได้รับการยืนยันว่ากำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่

เมื่อถามว่านายประพันธ์ คูณมี ก็เป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรเช่นกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายประพันธ์ความจริงแล้วในส่วนของพรรคได้ทำงานการเมืองกับพรรคและเป็นคณะทำงานของพรรคอยู่ ซึ่งทุกคนที่เข้ารับตำแหน่งตรงนี้ได้มีการซักซ้อมถึงแนวทางการทำงานชัดเจน อีกทั้งได้พูดถึงนโยบายที่กำลังเดินหน้าในการที่จะให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ฉะนั้นหากออกนอกลู่แนวทางนี้ก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งนายประพันธ์ก็เป็นบุคคลที่มีความรู้อยู่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรี มีหน้าที่ช่วยรัฐมนตรีท่านนั้นทำงานในด้านนั้น คงไม่มีหน้าที่ในการที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น ทั้งนี้การดำเนินการทุกอย่างอยู่ที่เรื่องของความเป็นธรรม ทางฝ่ายการเมืองของฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหวอยู่ ซึ่งก็สามารถทำได้ อย่างที่ตนได้เรียนไปแล้วว่าหากเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญก็ทำได้ หากทำผิดกฎหมายก็ปฏิบัติเสมอกันไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะนี่คือหัวใจการทำงานของรัฐบาล

ต่อข้อถามว่าประชาชนอาจจะมองว่าเป็นการให้โบนัสกับกลุ่มสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีการให้หรือตอบแทนอะไรทั้งสิ้น ทุกคนเต็มใจเข้ามาทำงาน

'เหลิม'ตอก"นายกฯ - สุเทพ"ใจถึงตั้ง พธม.เป็นเลขา-ที่ปรึกษารมต.

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะประธาน ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงกรณีที่ นายกรัฐมนตรีตั้งแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายคนเป็นเลขานุการรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่า เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ที่จะตัดสินใจ แต่เห็นว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรียิ่งเป็นเรื่องที่ตอกย้ำว่า ปชป.เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อนประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ข้อกล่าวหาของพรรคเพื่อไทย แต่เรื่องนี้คงไม่นำมาเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะน้ำหนักน้อย แต่ถือว่า นายกรัฐมนตรีกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ใจถึงมากที่ตัดสินใจในเรื่องนี้

นปช.รับไม่ได้เตรียมชุมนุมใหญ่

ด้านนายจตุพร พรหทพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งบุคคลที่เคยเป็นแกนนำพันธมิตรเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้นเป็นการท้าทายความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ พยายามตอกย้ำว่าการตั้งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นการยอมรับว่าประชาธิปัตย์เป็นกระบวนการเดียวกันกับกระบวนการที่ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาล

และวันนี้นายอภิสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องยั้งมืออีกแล้ว ควรจะตั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต จำลอง ศรีเมือง นายสมศักด์ โกศัยสุข และบรรดาแกนนำคนอื่นที่มีบทบาทในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ตั้งมาเป็นที่ปรึกษานายกฯเลย ส่วนที่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าแกนนำพันธมิตรที่รัฐบาลตั้งนั้นเคยทำงานที่พรรคประชาธิปปัตยมาก่อน แต่หากมีผลทางคดีว่าผิดจริงก็ต้องออกจากหน้าที่ดังกล่าว นายจตุพรกล่าวว่าในเมื่อบุคคลที่นายกรัฐมนตรีการันตีแต่งตั้งมาจะมีใครกล้าดำเนินคดี เพราะนายอภิสิทธิ์ เองไม่กล้าดำเนินคดีแต่ยังมีการปูนบำเหน็จให้กับบรรดาแกนนำพันธมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าเป็นการเหยียบหน้าประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นการที่นายอภิสิทธิ์แต่งตังบุคคลดังกล่าวก็แสดงว่าเป็นการยอมรับว่าพันธมิตรกับประชาธิปปัตย์เป็นพวกเดียวกัน

นอกจากนี้นายจตุพรยังแสดงภาพที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีนายอภิสิทธิ์นั่งเสมอกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะเข้าเฝ้า ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเพราะนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำตามธรรมเนียมปฏิบัติในฐานะนายกรัฐมนตรี เพราะตามปกติแล้วนายกฯจะต้องนั่งกับพื้นไม่เคยมีนายกฯคนไหนที่จะนั่งเช่นเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์กระทำ

นายจตุพร ย้ำด้วยว่า การชุมนุมของกลุ่มจะไม่กระทำการใดๆ เหมือนที่พันธมิตรฯ กระทำอย่างแน่นอน

ครม.มีมติตั้ง 'ประพันธ์' นั่งที่ปรึกษารมว.กระทรวงวิทย์

นายศุภลักษณ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้ ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อนุมัติแต่งตั้งนายชาญยุทธ โฆศิรินนท์ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เป็นเลขานุการ รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนกระทรวงการคลังอนุมัติแต่งตั้งนายศิโรตม์ เสตะพันธุ เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงการคลัง

กระทรวงพาณิชย์ ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายสัญญา สถิรบุตร เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงพาณิชย์ นายอัครพล ลีลาจินดามัย เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงพาณิชย์ นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ที่ปรึกษารมว.กระทรวงพาณิชย์ และนายประพล มิลินทจินดา เลขานุการรมว.กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ครม.แต่งตั้งนายวีระชัย ถาวรพนต์ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงแรงงาน และนายขภัช นิมมานเหมินท์ เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงแรงงาน

กระทรวงมหาดไทย ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายเกรียงยศ สุดลาภา เป็นที่ปรึกษารมช.มหาดไทย(นายถาวร เสนเนียม) และนายกิจ ก้องธรนินทร์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.มหาดไทย(นายถาวร เสนเนียม) ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งนางประนอม จันทรภักดี เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงสาธารณสุข ส่วนนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงสาธารณสุข และนายประศาสตร์ ทองปากน้ำ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงศึกษาธิการ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายสุธรรม นทีทอง เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายศุรพงศ์ พงศ์เดชขจร เป็นผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ (นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) นายวิชัย ศิริประเสริฐโชค ผู้ช่วยเลขานุการรมว.กระทรวงศึกษาธิการ (น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครม.อนุมัติแต่งตั้งนายธนพล เจิมประไพ เป็นที่ปรึกษารมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายชายชาติ พุคยาภรณ์) กระทรวงยุติธรรม นายพิชัย บุณยเกียรติ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงยุติธรรม และนางภัทรมน เพ็งส้ม เลขานุการรมว.กระทรวงยุติธรรม ส่วนกระทรวงคมนาคม นางกรรณิการ์ เขมาวุฒานนท์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ

กระทรวงวัฒนธรรม ครม.อนุมัติแต่งตั้ง นางสาวมัลลิการ์ บุญมีตระกูล เลขานุการรมว.กระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้ ครม.แต่งตั้ง น.ส.ชมพูนุช นาคทรรพ เป็นที่ปรึกษารมว.กระทรวงการต่างประเทศ และนายชวนนท์ อินทรโกมารย์สุต เป็นเลขานุการรมว.กระทรวงการต่างประเทศ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายพิลาศ พันธโกศล เป็นที่ปรึกษารองนายกฯ (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นางอัญชลี วานิชเทพบุตร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) พล.อ.สุภาษิต วรศาสตร์ ที่ปรึกษารองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) นายสรวงสรรค์ จามจันทร์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เลขานุการรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) นายก้องศักดิ์ ยอดมณี เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล)

วังเวงคดีโจรยึดสนามบิน ลากยาวต่ออีกเดือน เหตุตำรวจไม่รู้ใครผิดต้องโดนจับมั่ง!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 มกราคม 2552

ยึดสนามบินผ่านไปเกือบเดือน โจรก่อการร้ายพันธมิตรเส้นใหญ่ยังลอยนวล นปช.ฮึ่มม็อบใหญ่ไขลานหุ่นเชิดเร่งคดี มาร์คโต้ปากสั่นไม่ได้ดองแต่เพราะมีหลายขั้นตอนเลยอืด ตำรวจช้ากว่าเรือเกลือวันนี้มีประชุมอีกยก สรุปลากยาวอีก3-4สัปดาห์ถึงจะรู้ว่าจะออกหมายจับโจรได้ อ้างถึงแกนนำแห่เป็นใหญ่ในรัฐบาลก็ไม่มีผลต่อคดี


คดีปิดสนามบินเดือนเดียวไม่จบ ลากต่ออีกเดือน

วันนี้ (13 ม.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาณุพงษ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร. เรียกประชุมพนักงานสอบสวนคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 1 ชั่วโมง

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวภายหลังการประชุมว่า วันนี้ได้มีการประชุมเร่งรัดคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และทำเนียบชั่วคราวสนามบินดอนเมือง ซึ่งการดำเนินคดีต่อกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นตำรวจไม่ได้ละเว้นเหรือวางเฉยได้มีการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคดีการบุกยึดสนามบินทั้งสองแห่งนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบสวนพยานบุคคลไปแล้วกว่า 300 ปาก การสอบสวนมีความคืบหน้าไปแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ และทำการสอบสวนต่อไปอีกประมาณ 3-4 สัปดาห์ ก็สามารถออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งผู้ต้องหาที่จะออกหมายจับนั้นดำเนินไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถระบุได้

“ส่วน 5 แกนนำจะถูกออกหมายจับหรือไม่นั้นก็ต้องดูไปตามพยานหลักฐาน ถ้าพยานหลักฐานพาดพิงไปยังแกนนำผู้ใดก็ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ได้สอบพยานบุคคลและพยานต่างๆ อยู่ทั้ง 300 ปาก ต้องมาแยกแยะว่ามีใครยืนยันใครบ้างในรายละเอียด” พล.ต.อ.จงรักกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีพยานหลักฐานเป็นภาพถ่ายชัดเจนว่าแกนนำพันธมิตรฯ เป็นคนนำกลุ่มผู้ชุมนุมไป รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้สั่งให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งภาพถ่ายซีดีต่างๆ ซึ่งหากสื่อมวลชนได้นำไปออกเผยแพร่ตามช่องต่างๆ ก็ให้นำมาประกอบด้วย และลำดับเหตุการณ์มีภาพประกอบทั้งหมด

ต่อข้อถามที่ว่าแกนนำพันธมิตรฯ หลายคนได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรีและเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนหรือไม่ พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า คงไม่เป็นอุปสรรคพนักงานสอบสวน และไม่มีผลต่อการทำงาน ทุกอย่างดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ตามขั้นตอนตามหน้าที่ ซึ่งยืนยันไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามากดดัน นายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าให้ดำเนินการทุกอย่างไปตามกฎหมาย และยืนยันว่าไม่เป็นลักษณะมวยล้มต้มคนดู

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวต่อว่า คดีบุกยึดสนามบินมีทั้งส่วนของตำรวจนครบาล และตำรวจภูธร มีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางคดี และมอบหมายให้สอบสวนพยานอีกหลายปาก และมีผู้เสียหายเพิ่มเข้ามา คือ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 30 ล้าน และการบินไทยเรียกค่าเสียหาย 18,000 ล้านบาท ในส่วนนี้พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องนำคำฟ้องมาพิจารณาประกอบสำนวนการสอบสวนด้วย เพื่อให้ทราบถึงพฤติการณ์ในการกระทำผิดรวมทั้งค่าเสียหายทั้งหมด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากการชุมนุมไม่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมีการละเมิดกฎหมายก็จะต้องถูกดำเนินคดีทั้งสิ้นไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง

คดียึดทำเนียบส่งอัยการตั้งแต่ปลายปี แต่ยังไม่มีแกนนำโดนคุก

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า การดำเนินคดีในส่วนของการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลนั้นได้ดำเนินคดีต่อ 9 แกนนำไปแล้ว ในความผิดฐานกระทำปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล และมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ส่วนความผิดฐานร่วมกันสะสมอาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฎนั้นมีความเห็นสั่งไปฟ้อง เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับในข้อหานี้

“คดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาล พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปให้พนักงานอัยการพิจารณาแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาแล้ว ส่วนคดียิงระเบิด เอ็ม 79 เข้าไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนก็กำลังอยู่ระหว่างทำคดี” รอง ผบ.ตร.กล่าว

นปช.ฮึ่มคดียึดสนามบิน-ยึดทำเนียบยังลอยนวลขีดเส้นมาร์คเร่งดำเนินคดี
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำแนวร่วมต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมนปช.เมื่อวานนี้ โดยมีข้อเรียกสำคัญเรื่องหนึ่งคือ ขอร้องรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลนอมินีของอมาตยาธิปไตย ให้รีบดำเนินการกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กรณียึดทำเนียบ สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ หากไม่เร่งดำเนินการ นปช.จะชุมนุมเคลื่อนไหวเข้มข้นให้รัฐบาลรับผิดชอบ


*มาร์คไม่ขีดเส้นตาย โต้ปากสั่นดองคดี อ้างพธม.หัวหมอเลยทำตามขั้นตอน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลเร่งดำเนินการเฉพาะการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่กลับไม่ยอมดำเนินการกรณีพันธมิตรปิดสนามบิน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "แล้วทราบได้อย่างไรว่าไม่ได้รีบดำเนินการ เพราะความจริงแล้วผมก็คุยกับฝ่ายความมั่นคง ก็ได้ย้ำไปแล้วว่าต้องเร่งสะสางในทุกกรณี รวมถึงกรณีการปิดสนามบินและเรื่องต่างๆ ซึ่งก็เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ไปแจ้งความเรื่องของทรัพย์สินแล้ว ทุกอย่างก็เดินหน้าไป เพราะเรื่องที่ดำเนินการกันอยู่ก็ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร"

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่การดำเนินการล่าช้า เพราะแกนนำพันธมิตรสังกัดพรรคประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่คิดว่าจะล่าช้า เพราะได้บอกกับ ผบ.ตร.ไปแล้วว่าต้องเดินหน้าโดยไม่คำนึงว่าเป็นใคร เมื่อถามย้ำว่า ได้กำหนดกรอบเวลาหรือไม่ว่าคดีปิดสนามบินควรเห็นผลเมื่อไร นายกฯกล่าวว่า อยู่ที่การทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลายเรื่องได้สอบถามไปเพราะเห็นว่าไม่น่าจะซับซ้อน แต่ก็ได้รับคำชี้แจงว่ามีคณะกรรมการพิจารณา รวมถึงฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็มีวิธีการทางกฎหมาย ทำให้ขั้นตอนต่างๆ เพิ่มขึ้น

"ไทยอีนิวส์"จะเกาะติดการดำเนินคดีต่อพันธมิตรแบบวันต่อวันนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยขอเริ่มต้นด้วยการประมวลภาพเหตุการณ์ที่เป็นไฮไลต์ซึ่งโจรพันธมิตรกระหายเลือดก่อขึ้นตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ และยังลอยนวล เพื่อเร่งรัดให้มีการดำเนินคดีเอาผิดกับโจรก่อการร้ายทั้งหัวโจก และสมุนบริวารให้จงได้ แม้ว่าพวกเขาจะได้ชื่อว่า"ม็อบมีเส้น"ก็ตาม


*รุกรานทำร้ายชาวบ้านใกล้เขาพระวิหาร

พันธมิตรเปิดฉากนองเลือดด้วยการยกกองกำลังจะไปยึดเขาพระวิหารตามคำชี้นำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดที่ประกาศให้รบกับกัมพูชาเพื่อยึดเขาพระวิหารคืน แต่ถูกชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เขาพระวิหารทัดทานไว้ว่าอยากอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านแบบสันติภาพมากกว่า ทำให้กองกำลังบ้าคลั่งของพันธมิตรรุกรานโจมตีเกิดเหตุจลาจลขึ้น ฝ่ายชาวบ้านที่รักสันติต้องอาบเลือดไปตามๆกัน

เหตุการณ์ผ่านไป และกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีพันธมิตรรายใดถูกดำเนินคดี




*สังหารณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เสื้อแดงรายแรกที่สังเวยพวกกระหายเลือด

ดึกคืนวันที่1ต่อเนื่องวันที่2กันยายน2551 นชป.ที่จัดชุมนุมย่อยสนามหลวงได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้พันธมิตรยุติการยึดทำเนียบ แต่พันธมิตรกระหายเลือดใช้อาวุธปืนยิงกระหน่ำใส่ และอาวุธหลายอย่างมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงบาดเจ็บและถูกกระทืบซ้ำหลายราย และณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง เป็นศพแรกที่สังเวยความกระหายเลือดของพันธมิตร

งานศพของณรงค์ศักดิ์ผ่านไปแบบเงียบๆ ไร้เกียรติยศใดๆ แต่น่าประหลาดคือรูปหน้าศพเกิดติดไฟไหม้ขึ้นอย่างพิศวง ราวกับว่าทวงความเป็นธรรม จนบัดนี้ยังไม่มีการจับฆาตกรที่สังหารเขาได้แต่อย่างใด ขณะที่พี่สาวของณรงค์ศักดิ์ปฏิเสธจะรับความช่วยเหลือค่าทำศพจากพันธมิตร หรือกลุ่มสว.40คน





*ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรพยายามสังหารตำรวจอย่างโหดเหี้ยม

ผู้ชุมนุมพันธมิตรแปรเปลี่ยนเป็นผู้ก่อการร้ายอย่างสมบูรณ์แบบในวันที่7ตุลาคม2551 เมื่อเข้าปิดล้อมรัฐสภา และจะบุกยึดบชน. โดยภาพที่พันธมิตรเสนอมีแต่เรื่องที่ตำรวจปราบปรามรุนแรง และความเสียหายของฝ่ายตน กระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็มีข้อสรุปเสนอให้ลงโทษตำรวจ ในขณะที่นักข่าวสนามของไทยรัฐรายงานจากสถานที่เกิดเหตุไว้ในบันทึกนักข่าว7ตุลาฯความดังต่อไปนี้

เวลา 11.00 น. การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ได้เริ่มโจมตีแนวสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการขว้างก้อนหิน ขวดน้ำ และใช้ท่อนเหล็ก กับด้ามธงดัดแปลงเป็นปลายหอก ไล่ตีผลักดันออกจากถนนราชวิถี ทำให้ตำรวจที่มีอยู่ประมาณ 2 กองร้อยต้องถอยร่น ตำรวจที่หนีไม่ทันได้แต่นั่งยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร

พฤติกรรมที่ไร้มนุษยธรรมของกลุ่ม ผู้ชุมนุมที่มีป้ายการ์ดอาสาฯ คล้องคอหลายคนปิดกั้นไม่ยอมให้รถพยาบาลฉุกเฉินของ ร.พ. ตำรวจ นำ จ.ส.ต.ทวีป กลั่นเทียม ผบ. หมู่งานบังคับและปราบปราม สภ.อ. กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ แทงด้วยด้ามธงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการปะทะที่แยกอู่ทองในออกจากพื้นที่

พันธมิตรยังได้ใช้รถกระบะพุ่งชนตำรวจ และถอยกลับมาทับหวังฆ่าให้ตายด้วย มีการออกหมายจับ แต่คดียังเงียบจนบัดนี้







*กองกำลังติดอาวุธใช้อาวุธสังหารอย่างโจ่งแจ้งราวบ้านเมืองไร้ขื่อแป

พันธมิตรเริ่มใช้อาวุธปืนมาตั้งแค่คืนวันที่1กันยายน2551 ต่อมาผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศบันทึกภาพได้ว่ามีการใช้อาวุธปืนยิงตำรวจที่รัฐสภาเมื่อวันที่7ตุลาคม2551 แต่ที่เปิดเผนโจ่งแจ้งก็คือการที่TPBSบันทึกภาพพันธมิตรลั่นกระสุนปืนใส่คนขับTAXIที่มาป้องกันการบุกรุกสถานีวิทยุแท็กซี่ที่วิภาวดีซอย3มีผลให้มีผู้บาดเจ็บ12คนในวันที่25พฤศจิกายน2551

ไม่มีความคืบหน้าใดๆในคดีนี้ ผู้ถูกยิงคนหนึ่งบอกว่าเขาไม่คิดว่า"ม็อบเส้นใหญ่"นี้จะโดนดำเนินคดี ขณะที่กลุ่มมือปืนหลังจากลั่นไกสังหารและเผาจักรยายนต์ไปหลายคันก็มุ่งหน้าไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิต่อไป และไม่มีใครทำอะไร เพราะทั้งตำรวจและทหารแทนที่จะจับโจรตามกฎหมายและประกาศฉุกเฉิน กลับไปกดดันให้นายกรัฐมนตรีขณะนั้นลาออก และในภายหลังก็พานักการเมืองขั้วตรงข้ามกับกลุ่มเพื่อนเนวินไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร โดยอ้างว่าทำไปตามที่"บุคคลที่ไม่อาจปฏิเสธได้"ต้องการ






*ก่อการร้ายสากลยึดสนามบินนานาชาติเกือบเดือนยังลอยนวล

พันธมิตรปฏิบัติการม้วนเดียวจบ ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมืองนานกว่า1สัปดาห์ โดยทหาร-ตำรวจเพิกเฉยที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องจบลงที่ให้ศาลยุบ3พรรคการเมือง และผู้มีอำนาจแทรกแซงการเมืองเปลี่ยนขั้วหนุนนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้โดยสารตกค้าง350,000คน มูลค่าเสียหายมากกว่า1แสนล้านบาท และส่งผลกระทบต่อการส่งออก เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่10มกราคม2552พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ยึดทำเนียบรัฐบาล รวมกระทั่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - ดอนเมือง ตำรวจไม่ได้ละเลยและได้สอบสวนมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุใหม่ๆ ซึ่งขณะนี้ได้ตรวจสอบพยานบุคคลไปแล้วกว่า 200 ปาก และมีความคืบหน้าไปแล้วร้อยละ 70 โดยมีการประชุมมาโดยตลอด ซึ่งในวันอังคารนี้จะมีการประชุมกันอีก แต่เหตุที่ต้องใช้ระยะเวลาเพราะเป็นการกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดเกี่ยวกับการมั่วสุม ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และความผิดฐานอื่นๆ ซึ่งถือเป็นความผิดสำคัญ มีอัตราโทษสูง ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะฉะนั้น ตนขอยืนยันว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มิได้ละเว้นการดำเนินการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองและเสื้อแดง




*NO JUSTICE,NO PEACE

ผิดกับกลุ่มเสื้อแดงที่แม้เพียงการปาไข่ใส่นักการเมืองรัฐบาลที่ปล้นชิงอำนาจประชาชนมาอย่างขาดความชอบธรรมก็โดนข้อหาหนักทันใจ หรือเพียงแต่นั่งแท็กซี่ผ่านพรรคประชาธิปัตย์แล้วบีบแตรด่าก็โดนจับสับใส่กุญแจมือ และทหารออกมาพรึบพรับทั้งที่เสื้อแดงมือเปล่าไม่เคยใช้อาวุธหรือความรุนแรง นี่จึงเป็นที่มาของถ้อยประท้วง"ไม่มีความยุติธรรม,ก็ไม่มีสันติภาพ"



การ์ตูนมะนาว:เด็ก2ขวบไม่เข้าใจ

ที่มา Thai E-News



ประมวลภาพเสื้อแดงให้กำลังใจจักรภพ รายงานตัวอัยการสูงสุด นัดสั่งคดี5มีนาคม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ คุณJPLSOFTบอร์ดประชาไท
13 มกราคม2552

นายจักรภพ เพ็ญแข เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อเวลา10.00 น.วันนี้(13ม.ค.)ในคดีถูกกล่าวหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้นัดหมายให้มารายงานตัวอีกภายใน30วันเพื่อสั่งคดี

นายจักรภพยืนยันต่อผู้ไปชุมนุมให้การสนับสนุนว่าเขาไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา และพร้อมสู้คดีพิสูจน์ความถูกต้อง และหลักนิติธรรมของไทย เนื่องจากคดีนี้เห็นว่าในการทำสำนวนของฝ่ายตำรวจยังบกพร่องหลายประเด็น โดยเฉพาะความไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับการแปลถ้อยคำจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จึงเตรียมร้องขอความเป็นธรรมเพื่อขอให้พนักงานอัยการสอบพยานเพิ่มเติม เพื่อให้พยานหลักฐานมีความสมบูรณ์ในการพิจาณาว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในคดีนี้

มีคนเสื้อแดงไปชุมนุมให้กำลังใจราว500คน โดยบางส่วนเป็นคนไทยที่เดินทางมาจากสหรัฐฯ มวลชนตะโกนให้กำลังใจตลอดว่า"จักรภพสู้ๆ"ขณะที่จิ้น กรรมาชน นักร้องเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งยืนหยัดแนวทางประชาธิปไตยนับแต่ยุค14ตุลาฯได้ร้องเพลงปลุกใจให้เผด็จการคืนอำนาจสู่ประชาชน และให้มวลชนร่วมเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตย

แกนนำนปช.หลายคนร่วมมาให้กำลังใจรวมทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ ภายหลังสำนักงานอัยการสูงสุดนัดหมายให้มาฟังคำสั่งคดีใน30วัน นายจักรภพได้เดินทางกลับที่พัก ขณะที่มวลชนเสื้อแดงพากันเดินทางไปต่อที่ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่าจะไปขับไล่นายกษิต ภิรมย์ ฐานเป็นผู้ก่อการร้ายสากลยึดสนามบินสุวรรณภูมิให้ออกจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำรัฐบาลยืนยันจะไม่ปลดนายกษิต และยังจะแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรหลายคนรวมทั้งนายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ให้มีตำแหน่งที่ปรึกษาในคณะรัฐบาล

(ภาพเสื้อแดงให้กำลังใจนายจักรภพที่สำนักงานอัยการสูงสุด)