WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 13, 2009

“จตุพร” เล็งนำเสื้อแดงล้อมบัวแก้ว

ที่มา ไทยรัฐ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการเคลื่อนไหวกลุ่ม นปช.ว่า จะคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่นัดหารือกันในวันนี้ที่ รร.มิโด ถึงข้อสรุปในการเคลื่อนไหวของทั้งกลุ่ม นปช. ความจริงวันนี้ คนเสื้อแดง โดยเป้าหมายหลักเบื้องต้นคือนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย ปลายสัปดาห์นี้จะมีการยื่นหนังสือไปยัง 9 ประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่า รมว.ต่างประเทศเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งนี้เราไม่ได้ขัดขวางการประชุมอาเซียน เพียงแต่เรียกร้อง รมว.ต่างประเทศลาออก ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนตัว กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นเป้าหมายแรกที่กลุ่ม นปช.จะไปปิดล้อม จากนั้นอาจจะไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล โดยเราจะทำการยกระดับการต่อสู้ให้เข้มข้นขึ้น แต่จะไม่ทำแบบกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยึดสนามบินและทำเนียบรัฐบาล สำหรับวันเปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ม.ค.เพื่อพิจารณากรอบประชุมอาเซียนซัมมิตนั้น กลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่มีการไปปิดล้อม ส่วนวันประชุมอาเซียนซัมมิต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตอนนี้กำลังมีการหารือ และเราอาจจัดเป็นแรลลี่ประชาธิปไตยที่มีความยาวที่สุดในโลก เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงมีอยู่ทุกที่ที่ไม่พอใจรัฐบาล

ท้า ปชป.ยุบสภาเลือกทั้งประเทศ

นายจตุพรกล่าวว่า กรณีพรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศชัยชนะเลือกตั้งซ่อมนั้น หากนับจำนวน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมี ส.ส.เป็นอันดับ 2 อยู่ดี หลาย พื้นที่มีการใช้เงิน กลไกภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ อีกทั้งพรรคเพื่อไทยยังติดปัญหาเรื่องการสังกัดพรรค 90 วัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์คิดว่ากระแสพรรคดีจริง หรือคิดว่ากระแสความนิยม พ.ต.ท.ทักษิณลดลง ขอท้าให้ยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนกรณีที่จะถอดยศอดีตนายกฯ ขอท้านายอภิสิทธิ์ให้รีบดำเนินการ อย่าเอาแต่พูดหาคะแนนเสียง ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการปาไข่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คะแนนพรรคเพื่อไทยลดลงนั้น คิดว่าไม่ใช่ประเด็น แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของกลุ่มคนเสื้อแดง อย่างไรก็ตามการปาไข่ยังเลวร้ายน้อยกว่าการยึดสนามบิน การปาไข่พวกตนก็โดนเหมือนกัน แต่ไม่เคยไปร้องแรกแหกกระเชอ สำหรับกรณีที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เรียกร้องให้คนไทยหยุดทะเลาะกันนั้น พล.อ.เปรมควรไปส่งเสียงให้กระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียวกันเสียก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายกระทืบข้างเดียว แล้วมาเรียกร้องให้หยุดทะเลาะกัน

นปช.ลั่นเลิกพึ่งนักการเมือง

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องทิพย์พิมาน โรงแรมมิโด้ ถ.ประดิพัทธ์ มีการประชุมสัมมนาแกนนำองค์กรสมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จาก 15 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีบรรดาแกนนำภาคประชาชนคนสำคัญ อาทิ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนาย ขวัญชัย สาราคำ (ไพรพนา) ฯลฯ เข้าร่วมประชุม

นายจรัลกล่าวว่า ต่อไปนี้เราจะต่อสู้เผด็จการเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่มีการพึ่งนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ที่ไม่กล้าออกมาเผชิญหน้าต่อสู้ เอาแต่หลบอยู่หลังประชาชน รวมทั้งจะไม่ชูธงสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอีก เราอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณถอยห่างจากการเมืองให้มากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่ม คนเสื้อแดงจะไม่ประสบความสำเร็จได้

ยื่นข้อเรียกร้องก่อนเคลื่อนไหว

จากนั้นเวลา 13.30 น. ภายหลังประชุม นายวิภูแถลงแถลงว่า ที่ประชุมมีมติเรียกร้องให้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามร่างรัฐธรรมนูญของ คปพร.ที่ นพ.เหวง โตจิราการ ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยในวันที่ 21 ม.ค. จะจัดตัวแทนของ นปช.ไปยื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ให้บรรจุวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาโดยเร็ว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดจับกุม และดำเนินคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดถนนราชดำเนิน ยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ ให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 เดือน ไม่เช่นนั้น นปช.ทั่วประเทศจะออกมาชุมนุมเรียกร้องอย่างเข้มข้นทุกวันในทุกจังหวัดที่มีความพร้อม นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์จะต้องปลดนายกษิต ภิรมย์ ที่สนับสนุนให้กลุ่มพันธมิตรฯกระทำความรุนแรง ฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองและยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิตจะมีขึ้นในปลายเดือน ก.พ.นี้ ไม่เช่นนั้น นปช.จะจัดชุมนุมใหญ่คู่ขนานกับการประชุมอาเซียนแน่นอน

ศาลฯรับคำร้องย้ายที่แถลงนโยบาย

วันเดียวกัน ที่ศาลฎีกา นายคารม พลทะกลาง ทนายความพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับคำร้องที่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.เขต 2 และ 3 จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาว่าจะมีมติให้แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ม.275 เพื่อไต่สวนและถอดถอนนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีที่ทั้งสามสมคบกันย้ายสถานที่จัดประชุมแถลงนโยบายนายกรัฐมนตรี จากรัฐสภาไปเป็นกระทรวงการต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะนัดประชุมพิจารณาลงมติแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระในวันใด ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ จะเดินทางไปยื่นคำร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเร่งพิจารณาคำร้องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่โดยไม่ชอบ

หยุดคุกคามสื่อ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

โลกในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องยอมรับว่า กว้างใหญ่ไพศาล เพราะการทะลุทะลวงของข้อมูล ข่าวสาร อยู่ที่ไหนในโลก สามารถรับรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน ห่างกันแค่ เศษส่วนของวินาทีเท่านั้นเอง ความเร็วที่ว่านี้เป็นเพียงมิติเดียว แต่มีมิติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมานั่นคือ ความลึก ความคมชัด ทุกคนต้องปรับตัวกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานยังไม่ถึงเดือน ภายใต้กติกา ประชาธิปไตย ที่ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่กลับมีการใช้ปฏิบัติการคุกคามสื่อสารมวลชน ในลักษณะที่จะเอาเป็นเอาตายกันให้ได้ เพียงเพราะ รัฐมนตรี ที่กำกับดูแล อาจจะมีจิตใจคับแคบ มองความสวยสดงดงามในความเห็นแตกต่าง เป็นความน่าเกลียดน่ากลัว!!!

วันนี้บ้านเมืองไทยของเราเปลี่ยนแปลงไปตามโลกใบเล็กๆ แห่งนี้ ข้อมูล ข่าวสาร ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ สื่ออิเล็กโทรนิกส์ ที่ผู้คนเขาขนานนามกันว่า “โลกไซเบอร์” และการเปิดพรมแดนไร้ข้อจำกัดใน “คลื่นความถี่” นั่นคือ “สื่อดาวเทียม” และ “วิทยุชุมชน”
ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะจำกัดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะอ้างกฎหมายความมั่นคง
ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะคุกคามสื่อสารมวลชน

1 เดือนของรัฐบาล ที่พยายามเดินเกม ปิดหู ปิดตา ประชาชน ด้วยการปิดหู ปิดตา ปิดปาก สื่อสารมวลชนหลัก บีบบังคับให้ต้องรายงานข่าวสารในเชิงที่โน้มนำหรือชี้นำกระแส โดยไม่เปิดเสรีในการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างอิสรเสรี จนเกิดเป็นความคับข้องใจจากคนในวิชาชีพ

การกระทำเหล่านี้ ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย และ เป็นการขัดต่อนโยบายรัฐบาลที่กล่าวต่อการประชุมรัฐสภา (นอกสถานที่) อีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีในรัฐบาล พยายามพุ่งเป้าการปิดสื่อสมัยใหม่ ทั้งสื่อสารข้อมูลด้วยอินเตอร์เน็ต หรือ โลกไซเบอร์ ซึ่งปัจจุบันคนทุกชนชั้น เข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกไซเบอร์ กำลังถูกลิดรอน สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ การขู่อาฆาตมาดร้ายกับ วิทยุชุมชน และ ทีวีผ่านดาวเทียม บางฝ่ายอย่างออกหน้าออกตา โดยจะยัดเยียดข้อหา “กระทบกับความมั่นคง”

เหล่านี้คือการ ตอกย้ำ วุฒิภาวะของรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสื่อสารมวลชนภาครัฐ ที่ไม่เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโลก
โบราณว่าเอาไว้ “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด”

หากพวกท่านทำดี จะไปกลัวอะไรกับการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ ประชาชนทุกคนมีวิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เขาสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ กับเหตุผล ที่นำเสนอในสื่อต่างๆ

สื่อกระแสหลักนำเสนอข้อมูลข่าวสารแบบผิดๆ เพี้ยนๆ มีเยอะแยะไปหมด ไปชื่นชมกับการปฏิวัติรัฐประหาร ไปชื่นชมกับรัฐบาลทรราช เขายายเที่ยง

วันนี้คนไทยไม่ได้โง่ เขาฉลาดมากขึ้น และมีพฤติกรรมความรับผิดชอบหวงแหนประชาธิปไตย มากกว่า ชนชั้นปกครอง รัฐบาล หรือ นักการเมือง ที่โกหกตอแหล ไปวันๆ ขอเพียงได้อยู่ในอำนาจนานๆ เท่านั้นเอง ไม่ใส่ใจความลำบากเดือดร้อนของคนในประเทศ กรุณาอย่าปิดหู ปิดตา ปิดปาก ประชาชน ให้ทุกคนทุกฝ่าย มีพื้นที่ในการใช้สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ อย่างเต็มที่ หยุดคุกคามคนที่เห็นแตกต่างได้แล้ว...อย่า! เดินหนีแม้กระทั่งเงาตัวเอง

ความคิดคำนึงต่อการประชุมสุดยอดอาเซียน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำย่อ “อาเซียน” (Association of Southeast Asian Nation) ค่อนข้างมาก เนื่องมาจากแกนนำบางคนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศจะประท้วงการประชุมนี้อย่างแข็งขัน เริ่มจากฝ่ายรัฐบาล หลังจากออกมาแถลงขอร้องให้เห็นแก่ประเทศ เพราะประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพจัดประชุมแล้ว ก็มีมติเลื่อนสถานที่ประชุมไปหัวหิน ส่วนฝ่ายประชาชนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า นปช. จะต้องแถลงต่อรัฐบาล 9 ประเทศสมาชิกว่ารัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีที่มาโดยไม่ชอบธรรมทางการเมือง และจะต้องประท้วงมิให้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าประชุม เพราะเป็นผู้ร่วมยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีลักษณะเป็นผู้ก่อการร้ายสากล มิใช่ล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ในฐานะที่พอรู้เรื่องอาเซียนบ้าง ผมขอแสดงทรรศนะ ท่าทีต่อการประชุมดังกล่าวด้วยคน

คงต้องย้อนหลังไปสักนิด อาเซียน ตั้งขึ้นจากการประชุมผู้นำ 5 ประเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2510 ขณะนั้น ผมเป็นนักศึกษารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มมีความคิดซ้ายหรือสังคมนิยม คนมีความคิดดังกล่าว ส่วนใหญ่จะมีท่าทีต่อต้านการตั้งอาเซียน เพราะเห็นว่าองค์การระหว่างประเทศนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมมือกันต่อต้านประเทศคอมมิวนิสต์ เช่น จีน เวียดนามเหนือ และปราบปรามคอมมิวนิสต์ในแต่ละประเทศ ผมเองก็มีท่าทีเช่นนี้ แต่ต่อมาก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาสนับสนุนอาเซียนเพื่อให้เป็นองค์การภูมิภาคที่แข็งแกร่งมีอำนาจต่อรองและแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์ และให้มีกลไกส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศสมาชิกอาเซียน ผมเคยพูดในที่ประชุมภูมิภาคเกี่ยวกับอาเซียนและสิทธิมนุษยชน ณ กรุงมนิลา เมื่อปี พ.ศ.2548 ว่า 30 กว่าปีที่แล้ว ผมต่อต้านอาเซียน วันนี้ มาพูดสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอวิจารณ์ว่าตราบถึงทุกวันนี้ รัฐบาลประเทศอาเซียน ไม่เฉพาะพม่า ทุกประเทศ รวมทั้งไทย ยังไม่สนใจเคารพสิทธิมนุษยชนของพลเมืองตน

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว อาเซียนครบ 40 ปี และได้ยกร่างกฎบัตรของอาเซียน (Asean Charter) เพื่อเป็นกฎ กติกา และหลักการยึดถือร่วมกันของสมาชิก 10 ประเทศ เพื่อให้กฎบัตรอาเซียนสมบูรณ์ คณะทำงานส่งเสริมการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชน อาเซียนจัดประชุมหลายครั้งเพื่อรวบรวมความคิดเห็น ทำข้อเสนอต่อคณะผู้ยกร่างว่าควรจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอะไรบ้าง ผมเข้าร่วมประชุมดังกล่าวที่จาการ์ตา และเสนอความคิดเห็นว่า อาเซียนตั้งมาจะครบ 40 ปีแล้ว ประชาชนแต่ละประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่ามีองค์การนี้ อย่างในประเทศไทย คนที่รู้จักอาเซียนไม่น่าจะเกินแสนคน ถือเป็นความล้มเหลวของอาเซียน สุดท้าย ผมเสนอความคิดให้นำร่างกฎบัตรอาเซียนมาถามความคิดเห็นของประชาชนก่อนประกาศใช้

กล่าวเฉพาะการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะมีขึ้นปลายเดือนหน้า ซึ่งหลายฝ่ายวิตกกังวลว่า นปช. จะประท้วงอย่างนั้นอย่างนี้ ผมขอทบทวนความทรงจำของผู้วิตกว่า การประท้วงการประชุมนานาชาติ การประชุมภูมิภาคเกิดขึ้นอยู่แทบทุกครั้ง ไม่ว่าการประชุมขององค์การค้าโลก (World Trade Organization) เวทีโลกเศรษฐกิจ (World Economic Forum) เมื่อมีการประชุมเอเชียและยุโรป (ASEM) ในประเทศไทย สมัยรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา บรรดาเอ็นจีโอก็ประท้วง ต่อมา มีการประชุมว่าด้วยการค้าและพัฒนาของสหประชาชาติ (UNCTAD) สมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย และการประชุมเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เอ็นจีโอก็ประท้วงเช่นกัน เพราะฉะนั้นการประท้วงการประชุมองค์การระหว่างประเทศไม่ว่าประเทศไหนเป็นเจ้าภาพ เอ็นจีโอและประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการประชุมด้วยเหตุผลต่างๆ กัน จะเคลื่อนไหวประท้วงอันเป็นสิทธิทางการเมืองของประชาชนอาเซียน

ในช่วงที่ผ่านมา เอ็นจีโอไทยหลายคนก็เคยไปร่วมประท้วงผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าในการประชุมสุดยอดอาเซียนกับเอ็นจีโอประเทศอื่นๆ มาแล้วหลายครั้ง หากมีใครประท้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ให้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ อย่าโวยวายจนเกินเหตุ

ผู้ว่าฯคนใหม่ ...

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีกเป็นฉบับที่ 322 วันอังคารที่ 13 มกราคม 2552 อยู่กับ แทง แทนไท เข้าประจำสถานี สามเหลี่ยมดินแดง แห่งนี้ เพื่อต่อกรกับ “อำมาตยาธิปไตย” “อนาธิปไตย” ทั้งหลายที่ยังตามราวีไม่เลิกรา แม้ว่าบ้านเมืองจะเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเต็มใบแล้วก็ตาม ยังจะพาลพาให้ถอยหลังอยู่เรื่อย ๆ

** ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ จับพลัดจับผลูมาชนะเลือกตั้ง ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจจะลงสมัคร (หากตั้งใจคงจะลงสมัครไปนานแล้ว) ที่จะมาฝังกลบโครงการรถและเรือดับเพลิง จากดำเป็นขาว หรือไม่คงต้องติดตามผลงาน แต่ที่แน่ๆ หากจับผู้ร้ายในคดีรถและเรือดับเพลิง เอาเงินมาคืนหลวงไม่ได้ ให้ท่านผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ไปหาแถวๆ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นั่นแหละ เขาสุมหัวโครงการสุดอัปรีย์แห่งทศวรรษกันอยู่ที่นั่น !!!

** ประเทศไทย ที่มีหลายคนออกแนวเปรียบเทียบประหลาดๆ คล้ายๆ กับว่าเป็น “ประเทศสาระขัน” เผอิญมาเห็นทีท่า มองด้วยตาแล้วต้องขยี้หลายๆ ครั้ง “รัฐบาลหนีทหาร” กำลังจะ “ถอดยศ นรต.” ซึ่งเป็นอดีตผู้นำรัฐบาล คู่แข่งทางการเมือง เปิดเกมการเมืองน้ำเน่า ไม่ดู อีร้าค่าอีรม เล่นกันแรงๆ แบบนี้ มีหวัง บ้านเมืองลุกเป็นไฟ!!! ไหนว่าสมานฉันท์ คุยกันแล้วกับคนใกล้ชิด นี่ไงล่ะที่เขาว่า พรรคการเมืองนี้พูดจาเชื่อถือไม่ได้ ออกข่าวมาหวังจะเคลม ราคาค่างวดอะไรหรือไม่? ยี่ห้อ “เทพเทือก” ไม่ธรรมดานะ ท่านคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั้งกรม

** ต้องชื่นชม บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ยังมีจิตใจเป็นธรรม ออกปากเตือนให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับไปพิจารณาเรื่องการปลดยศใหม่ทุกมิติ หวังว่า “คนหนีทหาร” ควรจะเข้าใจ “ยศ” ที่ได้มานั้น ทหาร ตำรวจ หลายคนเขาได้มาด้วยความทุ่มเท เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไม่ใช่ไปยืนบิดก้น ซ้ายหัน ขวาหัน วันทยาวุธ 7 วัน 10 วัน แถมหนีหน้าที่ แล้วบอกว่า ฝึกทหารแล้ว ไม่ยอมใส่ยศเอาไว้หน้าคำเรียกขานนามตัวเอง เพราะมันไม่มีความภาคภูมิใจ ผิดกับคนที่เขาใช้ชีวิตต่อสู้ ฝึกหนัก 4-5 ปี

** ว่ากันไปทีเดียวเลย เพราะเห็นเป็นพวกเดียวกัน “ยัยปอง” เอ๊ย “อีปอง” พิธีกร ASTV โยนหินถามทาง "สุริยะใส กตะศิลา” ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหมาะนั่งประธานบอร์ดองค์การโทรศัพท์ หลายคนบ่น แหวะ!!! ไม่รู้ไปสนับสนุนได้อย่างไร ความรู้ความสามารถไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากพากันไปม็อบ คราวนี้ใครไม่ยอมมันคงปิดโทรศัพท์ทั่วประเทศ ให้เดือดร้อนกันเป็นทิวแถว งานนี้เป็นสัญญาณให้จ้องมองกันว่า จะมีบอร์ดสายพันธมิตรฯ เข้ามาอยู่ในรัฐวิสาหกิจแห่งใดบ้าง

** สอดส่ายสายตาไปที่ ช่อง 9 อสมท. วิ่งล็อบบี้ ซื้อเวลาถูกๆ ต่อเวลาถูกๆ โดยโฟกัสไปกันที่ โฆษกแว่นหนา ปัญญาอ่อน ชายผิวดำแห่งเวทีพันธมิตรฯ ที่พนักงานลือกันกระหึ่ม ว่าจะได้เข้ามานั่งแป้น เพื่อสนองนโยบาย เอ๊ย ... ไม่ใช่ เพื่อเฉลี่ยสุข ร่วมกันกับ “นักการเมือง” ที่กำกับดูแลอยู่ในขณะนี้มีการต่อสายถึงรายการต่างๆ หลากหลายแขนงทางจอตู้ ให้สวามิภักดิ์ กับ “นกคุ่ม” แห่ง จ.ตรัง และทีมงาน วันหน้าวันหลัง แทง แทนไท รับอาสาจะทำหน้าที่ในการชำแหละ ทีมงาน รัฐมนตรีนกคุ่ม คนนี้ดูบ้าง เพราะตัวเล็กแต่กร่างไม่เลือกที่ แบบนี้น่าจับมาตบกะโหลกสัก...สี่...ห้า ป๊าบ

** ยังไม่ทันไร “ครม.มาร์ค 1” ออกอาการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อสารมวลชนเข้าให้เสียแล้ว โดย เฉพาะสื่อในวงการไซเบอร์ สื่อทีวีดาวเทียม และสื่อวิทยุชุมชน ที่ถูกตั้งเป้าจะขจัดเสี้ยนหนามนี้ไปให้ได้ ใครไม่ทำตามมีหวังโดนเล่นงานด้วยข้อหาคลาสสิก ที่ทุกรัฐบาลพยายามยัดเยียด นั่นคือ “ข้อหากระทบต่อความมั่นคง” และ “ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง” แทง แทนไท ไม่นึกไม่ฝัน สติปัญญารัฐมนตรีคุมสื่อเสียจริงๆ ก่อนหน้านี้ ในสมัยรัฐบาลทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์นี่แหละที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อหานี้ ใช่ไม่ใช่ และยังให้ท้าย สถานีวิทยุ 92.25 และ เอเอสทีวี แต่พอมามีอำนาจรัฐ กลับทำตัวไม่แตกต่าง แบบนี้ ใครที่ทำตัวน่าสำรอก...ยิ่งกว่ากัน

** หันมาดูการเลือกตั้งซ่อมที่สนามใหญ่ 29 ที่นั่ง ซึ่งพรรคพลังประชาชนเคยครองเก้าอี้เก่าอยู่เกินครึ่ง วันนี้พรรคเพื่อไทย กลับได้เก้าอี้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทย ตกต่ำสุดๆ (นี่...ไม่ใช่ทำไม่ดีแล้วตำหนิไม่ได้ บอกไว้ก่อนว่า แทง แทนไท ติเพื่อก่อ) ภายใต้บังเหียนของใคร วันนี้คนมีอำนาจเต็มในพรรค ประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ ยุทธตู้เย็น-ยงยุทธ ติยะไพรัช เจ๊หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เสี่ยเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และ เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ดูผลเลือกตั้งคราวนี้ มองทะลุไปถึงวันข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์ “ฝ่ายค้าน” แล้วสุดสงสารกับ ฯพณฯ “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ใช้ใครไม่ใช้? เชื่อใครไม่เชื่อ? อยู่ดีไม่ว่าดี ไปเลือกเอาพวก...แก้มตุ่ย...

** เป็นเรื่องน่าอับอาย คนจะเป็นแคนดิเดต ผู้นำฝ่ายค้าน ของ พรรคเพื่อไทย ยังหาตัวไม่เจอ ทั้งที่เป็นตำแหน่งสำคัญในวิถีทางรัฐสภา กลับไม่มีคนกล้าจะมาทำหน้าที่ อดทนในระบบเล่นการเมืองในระบอบรัฐสภากลับไม่เล่นกัน กลับไปเล่นการเมืองในโรงแรม มันจะไปได้เรื่องอย่างไร หน้าที่ของฝ่ายค้าน หน้าที่ของนักการเมืองคือ ทำการเมืองในรัฐสภา ส่วนหน้าที่ของภาคประชาชน เขาทำการเมืองนอกรัฐสภา อย่าทำให้ผู้คนออกอาการสับสน เล่นให้ถูกสนาม ไม่ใช่มา แข่งฟุตบอลในสนามแข่งรถ มันจะมั่วกันใหญ่ สนามภาคประชาชน แข็งขันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมาแย่งซีน ไม่ต้องมาแย่งงาน

‘เพื่อไทย’พ่ายหมดยุค‘ทักษิณ’

ที่มา ประชาทรรศน์

* นักวิชาการชี้คนอีสานลำบาก-อยู่ไกลพึ่งไม่ได้

“นักวิชาการ” วิเคราะห์ผลเลือกตั้งซ่อม ชี้ชัดถึงยุคเสื่อมของ “ทักษิณ ชินวัตร” จนทำให้เพื่อไทยได้ ส.ส.กลับมาแค่ไม่กี่ที่นั่ง ระบุประชาชนรากหญ้าโดยเฉพาะคนอีสานกำลังเดือดร้อนหนัก ทำมาหากินลำบากรอความช่วยเหลืออยู่ ยุทธศาสตร์ชูอดีตนายกฯ เป็นจุดขายใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว ที่สำคัญอยู่ไกลจนรู้สึกว่าพึ่งพาไม่ได้ แถมพรรคเพื่อไทยยังไม่มีใครเป็นหลักให้มีความหวัง รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ทำให้ประชาชนบางส่วนเบื่อหน่ายจนเทคะแนนกลับไปให้ ปชป. แนะรัฐบาลต้องรีบพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ถึงจะลอกนโยบายก็ทำให้ดีที่สุด

* ชี้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวยิ่งทำ‘ทักษิณ’เสื่อม

จากผลการเลือกตั้งซ่อมเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่าพรรคร่วมรัฐบาลได้ไป 20 เสียง และฝ่ายค้านได้ไปเพียง 9 เสียง โดยเฉพาะภาคอีสานที่พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าจะได้หลายที่นั่ง และปรามาสว่า ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน จะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากคนอีสาน แต่จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาในทางตรงกันข้าม ทำให้เกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคะแนนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มเสื่อมถอยลงแล้วหรือไม่

คนเสื้อแดงทำคะแนนนิยมลด

ดร.อรัสธรรม พรหมมะ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ทำให้มองได้ว่าประชาชนเปิดโอกาสให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำงาน เนื่องจากส่วนใหญ่มองเห็นว่าบ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้ว วันนี้ประเทศชาติต้องเดินหน้า หากมัวแต่ทะเลาะกันคงไปไม่ถึงไหน

สำหรับพื้นที่ของพรรคพลังประชาชนเดิม ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ส่งผู้สมัครลงไปชิงพื้นที่ แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งนั้น ดร.อรัสธรรม กล่าวว่า เป็นเพราะภาพลักษณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปก่อความวุ่นวายในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมทำให้ประชาชนที่เป็นพลังเงียบเปลี่ยนไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นประชาชนต้องการความสุข ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดพลาดอย่างยิ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง

ชี้ชัดระบอบทักษิณเริ่มแผ่ว

“ผลการเลือกตั้งซ่อม ชี้ให้เห็นว่าระบอบทักษิณเริ่มแผ่วลงไปเรื่อยๆ เพราะช่วงหลังๆ การเคลื่อนไหวต่างๆ ของคนเสื้อแดงเริ่มไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แกนนำต่างๆ ก่อความวุ่นวายส่อให้เห็นถึงการทำเพื่อคนคนเดียว ซึ่งในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจะต้องมีเป้าหมายเพื่อสังคมส่วนรวมจะทำให้ได้รับความนิยม”

นอกจากนี้ ดร.อรัสธรรม กล่าวด้วยว่า คนจนในชนบทเริ่มมีความเครียดมากขึ้น ทั้งจากการเมือง และสภาวะเศรษฐกิจที่ทำมาหากินลำบาก จึงทำให้มองข้ามในเรื่องของตัวบุคคล ดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยชู พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมาเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ได้รับความนิยม

ประชาชนรอทักษิณไม่ไหว

ผศ.ดร. วิบูลย์พงษ์ พูนประสิทธิ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ตนมองว่าเกิดจากพลังเงียบจำนวนมากที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ทำงาน รวมทั้งพรรคเพื่อไทยตอนนี้ก็ขาดผู้นำที่ชัดเจน จนทำให้ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจว่าหากเลือกพรรคเพื่อไทยจะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไร

ส่วนปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มอ่อนแรงลงไป เพราะตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ต่างประเทศ ไม่ได้มาบัญชาการด้วยตัวเอง ซึ่งเวลานี้ประชาชนกำลังลำบาก เศรษฐกิจไม่ดี คนจนหาเช้ากินค่ำ คนเหล่านี้ไม่มีเวลามากพอที่จะรอคอยการช่วยเหลือจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะทุกคนมีภาระหนักรออยู่ข้างหน้า

ปชป.ต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาส

“ตอนนี้เศรษฐกิจแย่ ชาวไร่ชาวนา กำลังลำบาก ค้าขายไม่ได้ พวกเขามีเวลาน้อย หรือบางคนแทบไม่มีเวลาเลย ดังนั้นผมมองว่าหากพรรคประชาธิปัตย์เร่งทำผลงานให้ออกมาเยอะๆ เช่น โครงการประชานิยม ผมมองว่าไม่ได้เสียหายอะไร แม้จะโดนวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนว่าลอกมาจากระบอบทักษิณ แต่หากประชาชนได้ประโยชน์ก็ต้องทำให้ดีที่สุด”

ผศ.ดร. วิบูลย์พงษ์ กล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับโอกาสจากประชาชนแล้ว ซึ่งหากมองในแง่ดีพรรคประชาธิปัตย์ต้องขยันทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น ต้องทำงานให้หนักมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า เพราะประชาชนจะเปรียบเทียบผลงานระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

เพื่อนเนวินพอใจได้คืน4ที่นั่ง

ด้าน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึง กรณีที่ฝ่ายรัฐบาล ได้รับเลือกตั้งซ่อมเข้ามามากขึ้นและบางพื้นที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยว่า ผลการเลือกตั้ง คือ คำพิพากษาของประชาชน กระทรวงมหาดไทย ไม่เคยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาล ชนะการเลือกตั้ง แต่ กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนการเลือกตั้งให้เรียบร้อย และรณรงค์ให้ประชาชน ออกมาใช้สิทธิไม่มีอำนาจบังคับ หรือ สั่งการเป็นกรณีพิเศษ

ส่วนที่ ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวินได้กลับมาประมาณ 4 คน โดยส่วนหนึ่งส่งไปลงในนามพรรคประชาราช เขต 2 บุรีรัมย์-เขต 1 ศรีสะเกษ และเพื่อแผ่นดิน เขต 4 บุรีรัมย์ ซึ่งผลเลือกตั้งมีความชัดเจนเรื่องจำนวนส.ส.ในซีกพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า พลังของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในภาคอีสานเบาลงแล้วหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ในเรื่องนี้ เพราะเป็นการตัดสินใจของประชาชน

เพื่อไทยยอมรับขาดความพร้อม

ทางด้านนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่พรรคเพื่อไทยได้ส.ส.เพิ่ม 5 ที่นั่ง จากที่ส่งผู้สมัครลงทั้งหมด 19 คน ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองใหม่จึงขาดความพร้อม และผู้สมัครติดขัดเรื่องคุณสมบัติในการสังกัดพรรคการเมืองครบ 90 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงแกนนำคนสำคัญก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พร้อมจะเปิดทางให้มีการสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพื่อมาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพราะตนเองไม่มีความถนัดทางด้านการเมือง

ไม่เกี่ยวกระแสทักษิณตก

ส่วนสาเหตุที่พรรคได้จำนวน ส.ส.ในสัดส่วนน้อยไม่เป็นไปตามเป้า เป็นเพราะพรรคไม่มีความพร้อม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกระแสนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าลดลง นอกจากนี้ พรรคยังขาดขุนพลที่มีประสบการณ์ที่จะเข้ามาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง อันเนื่องมาจากมีการยุบพรรคถึง 2 ครั้ง แล้วถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้บุคลากรสำคัญลดลง อีกทั้งตนเองไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจำนวน ส.ส.จะมากหรือน้อยนั้นไม่มีผลต่อการยื่นตรวจสอบรัฐบาล

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวด้วยว่า แม้พรรคจะตกอยู่ในภาวะขาดผู้นำ แต่พรรคไม่หวั่นไหวหรือย่อท้อแต่อย่างใด

ท้าปชป.ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ท้าให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน หากคิดว่ากระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ลดลง ซึ่งหากผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล ทางกลุ่มก็พร้อมยุติการเคลื่อนไหว และพรรคเพื่อไทยก็จะยอมรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ส่วนผลการเลือกตั้งซ่อมที่พรรคเพื่อไทยได้จำนวน ส.ส.ในสัดส่วนที่น้อย เป็นเพราะมีอำนาจรัฐและอำนาจเงินเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ จ.ลำพูน และ จ.สมุทรปราการ

“มาร์ค”ชี้ปชช.เบื่อความขัดแย้ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ที่ฝ่ายค้านจะตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับน้องสาวส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลมีเงินโอนเข้าบัญชีตนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เป็นสิทธิในการตรวจสอบ ส่วน การเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งภาคเหนือและอีสานสะท้อนอะไรหรือไม่นั้น ตนคิดว่าอย่าเพิ่งสรุปอะไรเร็วเกินไป เพราะเป็นเพียงการเลือกตั้งซ่อม แต่คิดว่าโดยรวมทุกภาคทั่วประเทศ ได้ส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายพยายามก้าวให้พ้นความขัดแย้ง และต้องการให้มีการเมืองมาแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาตรงนี้เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลทำงาน

ทะเลาะกันเพื่อใคร?

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*


การประลองกำลังทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. และการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผ่านไปแล้ว ใครแพ้ใครชนะเป็นที่รู้กันแล้ว ก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของประชาชนครับ

จากที่เคยตั้งป้อมห้ำหั่นแบ่งข้างแบ่งค่ายกัน ก็ต้องยอมรับความจริง และต้องอยู่กับความจริง เคารพในความคิดเห็นและความต้องการของพี่น้องประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ
ยอมรับว่านี่คือ การเมืองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน

ย้อนกลับไปดูผลวิจัยเชิงสำรวจของ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรต่อสภาวะความเสี่ยงของประเทศไทยในช่วงปี 2552 กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 18 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู ขอนแก่น สกลนคร เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี ระนอง และ พัทลุง จำนวนทั้งสิ้น 2,443 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 3 – 10 มกราคม 2552 พบว่า

ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 81.8 ยังคงรู้สึกเบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งทางการเมือง ร้อยละ 75.8 เชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะเพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.2 เครียดเรื่องการเมือง อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 71.3 ยังคงมีความหวังว่าประเทศชาติจะสงบสุข และ ร้อยละ 95.8 อยากให้คนไทยรักกัน
สอดคล้องกับเอแบคโพล ที่มีคนเบื่อการเมืองถึง ร้อยละ 81.5

ซึ่งก็น่าจะตรงกับความคิดเห็นของคนไทยทั้งประเทศในตอนนี้ ที่อยากเห็นฝ่ายที่มีหน้าที่มาแก้ปัญหาความเดือดร้อนในตอนนี้ ได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าให้ได้

และอีกความจริงหนึ่งของคนในชาติวันนี้ ที่ต้องยอมรับกันคือ ปัญหาเรื่องปากท้อง การทำมาหากิน จะทำอย่างไรให้คนได้มีกินมีใช้ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้ โดยไม่สร้างปัญหา สร้างภาระให้กับคนอื่น

มาตรการความช่วยเหลือที่รัฐบาลออกมานั้น ต้องเร่งลงมือทำ และต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะคนรากหญ้า คนที่ด้อยโอกาสในชนบท ที่มีคนหนุ่มสาวที่มาหางานทำในเมือง เจอปัญหาตกงาน ต้องเดินทางกลับบ้านไปเป็นจำนวนมาก

หมดเวลาที่เราจะมาทะเลาะกันแล้ว ใครทำผิดก็ต้องได้รับการชดใช้กรรม ถูกลงโทษ ด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างเสมอภาคกัน

การยึดสนามบินสร้างความเสียหายเกือบ 3 แสนล้านบาท เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ มีคนถูกลงโทษ เพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจ เหิมเกริม โดยเร็ว เพื่อเรียกคืนความเชื่อถือศรัทธาในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะเรื่องนี้เป็นความเสียหายอย่างย่อยยับของประเทศ ชื่อเสียงเกียติภูมิของประเทศถูกเหยียบย่ำจมธรณี
การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย 18 ล้าน นี่ก็ต้องหาคนมารับผิดให้ได้

ที่น่าสนใจคือ แกนนำของ กลุ่มพันธมาร เป็น ส.ส.ในสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนหยัดยืนยันว่าจะร่วมหัวจมท้ายกับ ม็อบโกเต๊กซ์ ต่อไป ผมคิดว่าตรงนี้คงสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้พรรคประชาธิปัตย์พอสมควร จากการจับตามองต้องตกเป็นเป้าใหญ่ในการบริหารประเทศ
อันจะมีผลในเชิงเปรียบเทียบได้เป็นอย่างดี

อีก 6 เดือนจากนี้ไป ไม่รู้จะเห็นหน้าเห็นหลังหรือเปล่า แต่ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ต้องทำใจ อีกนานครับกว่าเรื้องนี้จะจบลงได้ เริ่มที่พนักงานสืบสวนสอบสวนต้องใช้เวลาอีกเท่าไร เสร็จแล้วส่งไปให้อัยการฟ้องคดีก็ยังไม่รู้ว่า อัยการจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน และเมื่อไปถึงศาลแล้วกระบวนการขั้นตอนของศาลจะตัดสินว่าอย่างไร

ผมว่าแม้จะอีกยาวนาน แต่ก็ต้องมีความคืบหน้าออกมาเป็นระยะๆ ให้ประชาชนอุ่นใจว่า เรื่องนี้ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้มีการดองคดีเอาไว้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ทอดเวลานานไปไม่ดีแน่
ต้องมาดูว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่ม ”พันธมาร” จะทำเรื่องนี้ออกมาอย่างไร
อย่าให้ต้องเจ็บข้างซ้ายแล้วย้ายมาปวดข้างขวาเด็ดขาด
เพราะนั่นจะเป็นการชี้ชะตารัฐบาล และเป็นคำตอบว่า ต้องการรัฐบาลเพื่อใครเพื่ออะไร

วันนี้เราจะต้องมาคิดกันแล้วว่า จะทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าให้ได้ ต้องฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปให้ได้ สร้างความเชื่อถือบนเวทีโลกให้ได้

เพราะคนไทยมีต้นทุนที่จะฟื้นฟูให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ได้กลับคืนมาสู่ภาวะปกติเร็วกว่าประเทศอื่นๆ ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น
เพราะในทางภูมิศาสตร์เราค่อนข้างได้เปรียบ ทั้งในเรื่องของสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศ ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง
เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร ที่สามารถต่อยอดสินค้าเกษตรเป็นอุตสาหกรรมการส่งออกได้

สำคัญว่าต้องมีสติ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจทุกวันนี้ มันถาโถมมาจากต่างประเทศ เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนกันไปทั่วโลก ผนวกกับสถานการณ์ภายในประเทศของเราเอง

มีวัฒนธรรม มีแหล่งท่องเที่ยว ที่ไม่ได้เป็นสองรองใคร ซึ่งจะนำเม็ดเงินเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล แต่สถานการณ์ภายในประเทศต้องรู้เห็นเป็นใจด้วย

เพราะคงไม่มีใครอยากไปเที่ยวไปพักผ่อน บนความ ความรุนแรงในประเทศที่จะไปแน่ และต้องอย่าประเทศอื่นเขาก็ใช้โอกาสนี้ ช่วงชิงนักท่องเที่ยวไปจากประเทศไทยเหมือนกัน เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่จะเข้าประเทศของเขา และได้รับการยอมรับของนานาประเทศ

แต่ถ้าคิดในทางที่ดี คิดในทางกลับกัน ก็จะเป็นโอกาสที่ดี ที่จะ ”กู้ชาติ”

ผมขออนุญาตใช้คำนี้ เพราะการกู้ชาติจะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายที่เป็นคนไทย ยอมรับครับว่า สถานการณ์วันนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ต้องทำให้ได้
ถ้ายังมีความไม่เข้าใจกัน ยังกีดกัน ขัดขวาง ทำลายล้างกันอยู่ บ้านเมืองจะถดถอยไปมากกว่านี้

เราเคยมีปัญหาอย่างนี้มาแล้ว และเราก็ผ่านพ้นมาได้ ตอนนั้นเป็นเพราะเราช่วยกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ดูแลเอาใจใส่กัน เราเคยทำความฝันให้เป็นความจริงมาแล้ว

อย่างที่บอกแล้วว่า จะดีจะเลวอย่างไร ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีเรือกสวนไร่นา มีแผงเพื่อการค้าขาย เราเคยมี โครงการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน และได้ทำสำเร็จมาแล้ว ทำให้คนมีงานทำ มีรายได้ ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ต้องไปตีชิงวิ่งราวไปสร้างปัญหาให้กับสังคม

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 มีการนำร่อง 8 จังหวัดที่จะทดลองได้แก่ แพร่ สุโขทัย ราชบุรี ระยอง มหาสารคาม สกลนคร ชุมพร และ นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ สปก. รวมทั้งประเทศ 184,329 ไร่ มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ 12,600 ราย และที่สำคัญคือมีความพร้อม ที่จะเข้าสู่กระบวนการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน

ทรัพย์สินแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ ประเภทที่ดิน สิทธิการเช่า ที่สาธารณะ สังหาริมทรัพย์ และ ทรัพย์สินทางปัญญา

วันนี้ต้องให้คนในชาติ กินอิ่มนอนหลับ ลืมตาอ้าปาก ให้มองเห็นอนาคตให้ได้เสียก่อน ต้องให้กำลังใจกัน ต้องช่วยเหลือเอื้ออาทรกันก่อน จากนั้นจะมาห้ำหั่นฟาดฟันกันอย่างไรก็เชิญ เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายก็จะอ้างเหตุผลมาสนับสนุนด้วยกันทั้งนั้น ส่วนจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนก็ต้องฟังกันดู
จะจริงใจ หรือ มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังเบื้องลึก ก็ดูกันไป
แต่ความลับไม่มีในโลกนะครับ ยิ่งมีการรับรู้ รู้เห็นกันหลายคน โอกาสที่ความจะแตกก็ยิ่งมากขึ้นและเร็วขึ้น

เพราะถ้าเกิดการคัดง้างทางความคิด หรือผลประโยชน์ขัดกันในภายหลัง เมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นครับ

วันเด็กผ่านไปหยกๆ เราได้เห็นพัฒนาการของเด็กไทยในวันนี้ มีความรอบรู้ มีความคิดความอ่านที่ดีขึ้นและมากขึ้น คนเหล่านี้จะมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป ทำอย่างไรเราถึงจะทำให้เด็กๆ เหล่านี้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่า มองการขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ รู้จักคิด รู้จักแยกแยะ

ห่วงแต่ว่า ถ้าผู้ใหญ่ในวันนี้ ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดี ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง โดยไม่ฟังเหตุฟังผลกัน ก็ควรจะอายเด็กๆ กันบ้าง ขอให้ห่วงอนาคตของชาติกันบ้าง

โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่สนิทแนบแน่นกับเผด็จการ ต้องหยุดเติมเชื้อใส่ไฟ สร้างปมปัญหาขึ้นมาใหม่ เพื่อตอกย้ำสร้างความแตกแยก เพื่อเอาดีใส่ตัว โยนความชั่วให้คนอื่น ทั้งๆ ที่มีเรื่องพัวพันกับความไม่ชอบมาพากลติดตัวอยู่

แสดงให้เห็นถึงกลไกของเผด็จการ ที่ยังทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่บ้านเมืองต้องถอยหลังไปมาก

ใช้ ‘คน’ ไม่ถูกกับงาน?

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม ผมติดตามดูข่าวการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. และเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. แล้ว รู้สึกเศร้าใจ แต่ต้องยอมรับว่านี่คือ “การเมืองไทย”
ก่อนการเลือกตั้ง ผมก็แอบเดาไว้ในใจแล้วว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้คงจะเป็นตัวชี้วัดอะไรได้หลายอย่าง

แล้วก็จริงๆ อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เพราะหลังจากผลออกมาแบบนี้แล้ว ทุกคนยอมรับว่า วันนี้ “พรรคเพื่อไทย” อ่อนแรงลงไปเยอะ

ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น “จุดขาย” แต่ผลการเลือกตั้งก็ออกเช่นนี้ ทั้งในพื้นที่ภาคอีสาน และพื้นที่ภาคเหนือ

ผมนั่งดูคะแนนของพรรคเพื่อไทยแล้ว แทบไม่เชื่อว่า จ.ลำพูน และ จ.สมุทรปราการ จะแพ้ได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่กระแสของคนเสื้อแดงมาแรงตลอด
หลายคนนั่งวิเคราะห์ให้ฟังว่า เกิดอะไรขึ้น? กับพรรคเพื่อไทย ที่มีแกนนำคนสำคัญชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

บางคนบอกว่า ประชาชนสับสนใน “จุดยืน” ของพรรคเพื่อไทย เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่า ใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อทำหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” อีกทั้งตัวผู้สมัครที่ประชาชนยอมรับในพื้นที่ไม่เด่นมากพอ

กรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม ก็เช่นกัน ที่พรรคเพื่อไทยพยายามสนับสนุนให้เป็นแม่ทัพคนสำคัญ คอยเดินนำหน้า ส.ส. เป็นขวัญกำลังใจ

หากเปรียบ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นสินค้าแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม แทบไม่มีอะไรเป็นจุดขายเลย เหมือนอย่างที่มีหลายคนตั้งฉายาว่า “เป็ดเหลิม” เล่นการเมืองมาหลายปี แต่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นชิ้นเป็นอัน

พ.ต.ท.ทักษิณ อุตส่าห์ไว้วางใจเลือก ร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้นำของพรรคเพื่อไทย หวังจะช่วยขับเคลื่อนให้พรรคประสบความสำเร็จ แต่อย่างที่เห็นๆ ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ผิดกับ “พรรคพลังประชาชน” ที่มีระบบการจัดการที่ดี แถมได้ นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็น “ผู้นำ” จึงทำให้พรรคประสบความสำเร็จ

โบราณบอกว่า “มีเรือดีพายดีใช้ขี่ข้าม อย่าเอาเรือรั่วน้ำมาข้ามขี่ เลือกใช้คนที่ชำนาญการงานดี อย่าเอาคนผีผีมาทำงาน”

นี่เป็นหลักการธรรมดาของการบริหารงาน เป็นหลักการที่ว่าด้วย “การใช้คน ให้ทำงาน” หรือ “put the right man in the right job” ใช้คนให้ถูกกับงาน

หากใช้คนไม่ถูกกับงาน ท่านจะปวดหัวไม่สร่างซา เช่นใช้เด็กอายุ 8 ขวบไปซื้อลอตเตอรี่ ย้ำนักย้ำหนาว่าให้ซื้อเลขท้าย 93 ถ้าไม่มี 93 ก็เอา 39 หรือถ้าไม่มีจริงๆ เอาอะไรก็ได้ เด็กหายไปครู่ใหญ่กลับมาบอกว่าหนูหาทุกแผงแล้วไม่มีเลย เห็นว่าถ้าไม่มีให้เอาอะไรก็ได้ หนูเลยซื้อไอติมมา
การใช้คนให้ถูกกับงานนี่เป็นหัวใจหลักของการบริหาร งานการเมืองก็เหมือนกัน โดยเฉพาะในยามวิกฤติ
ผลการเลือกตั้งซ่อมออกมาแบบนี้แล้ว หลายคนก็ได้แต่บ่น “เสียใจ” และเสียดายคนดีๆ เก่งๆ
หากวันนี้ “พรรคเพื่อไทย” ยังพร้อมจะสู้ต่อ ก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด!

เหตุ ‘เฉลิม’ปฏิเสธหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร


ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง คงทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นหลายกิโลขีด

โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทย นายยุรนันท์ ภมรมนตรี อย่างขาดลอย ในขณะที่ คุณปลื้ม ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล ขวัญใจเด็กแนวผู้มีความเชื่อมั่นและมีความ “นิ่ง” อย่างหาคนเทียบยาก ได้คะแนนมาเป็นที่ 3 ก็ไม่ถือขี่เหร่นักสำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งแรก โดยไม่มีฐานเสียงของพรรคการเมืองอยู่ในมือเลย

3 แสนกว่าคะแนนที่ได้รับถือว่าเป็นคะแนนที่นิยมศรัทธาในตัวคุณปลื้มเพียวๆ คงทำให้คุณปลื้มมีกำลังใจที่จะทำงานการเมืองต่อไป แต่ก็ไม่อยากให้ทิ้งงานสื่อมวลชนที่ทำให้คนรู้จักตัวตนของคุณปลื้ม ผมในฐานะกองเชียร์ข้างเวที ขอให้คุณปลื้มสู้ต่อไป แต่อดเป็นห่วงลึกๆ หากจะทำงานการเมืองในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ไม่มีฐานคะแนนของพรรคการเมืองรองรับ คงลำบากที่จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

กลับมาดูการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ใน 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง ผลที่ออกมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 7 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนาได้ 10 ที่นั่ง พรรคประชาราชได้ 4 ที่นั่ง พรรคเพื่อแผ่นดินได้ 3 ที่นั่ง โดยพรรคเพื่อไทยได้เพียง 5 ที่นั่ง ถือว่าผิดความคาดหมายของผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรคที่ชื่อ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง

เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างนี้ ยิ่งทำให้คนที่เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ยืนกราน นั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย การอ้างว่าไม่อยากจะถูกเว้นวรรคทางการเมือง หากพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบทิ้งอย่างง่ายดาย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทย และ พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นการอ้างได้แต่เชื่ออยาก เพราะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป ยังไม่มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยถูกร้องเรียนกล่าวหาแต่อย่างใด และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดรักษาการ ก็ยังไม่มีใครโดดเด่นที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามจ้องจับผิดได้ แล้วพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบได้อย่างไร

ดังนั้นการปฏิเสธตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอย่างไร้เยื่อใยของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นคนละเรื่องกับการปฏิเสธเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา โดยการปฏิเสธของนายชวนนั้น เป็นการยึดหลักการของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะต้องให้คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้นได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี “เทพประทาน” ที่นักการเมืองทั่วๆ ไปต่างพากันอิจฉา

แต่กรณีการปฏิเสธเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ไม่ได้มีหลักการอะไร เพียงแต่ผู้ที่ปฏิเสธทราบดีว่า อนาคตข้างหน้าเป็นอย่างไร คงไม่อยากเห็นพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคมวลชน ที่ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งเลือกตั้งทุกครั้ง จะได้ ส.ส.เข้าสภาไม่ถึง 10 คน เรียกว่าเป็นพรรคต่ำ 10 มาตลอด

ด้วยเหตุนี้แหละที่คนอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเพิ่งเปิดไวน์ราคาแพงฉลองล่วงหน้ามาแล้วกับการได้รักษาการนายกรัฐมนตรี แต่มาได้เป็นตามที่หวังไว้ และเพิ่งประกาศว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมรู้ดีว่า หากตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเมื่อไร โอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งห่างไกลไปทุกที ประวัติศาสตร์การเมืองไทย คงไม่ย้อนรอยให้หัวหน้าพรรคที่มี ส.ส. 18 เสียง ได้เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างที่ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี เคยทำไว้ เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม เมื่อปี 2518

อดีตและปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หาก ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็น ส.ส. สังกัดพรรคใหญ่ ต้องเป็นลูกพรรคเท่านั้น เช่น เคยเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เคยเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน หากจะให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ ก็ต้องไม่เป็นหัวหน้าพรรค ใช่ไหมครับทั่นดอกเตอร์เหลิมที่เคารพรักอ

ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้น เป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงความนิยมในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลดลงอย่างน่าใจหาย อย่างในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นพื้นที่ที่กลุ่มคนเสื้อแดงคุมพื้นที่แทบจะเรียกได้ว่าเบ็ดเสร็จ แต่ผลการเลือกตั้งต้องเสียพื้นที่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ คงทำให้ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่เคยคุยโม้โอ้อวดว่าสามารถระดมคนได้เป็นแสนคนจะทำโน่นทำนี่ ต่อไปนี้คงเลิกโม้ไปอีกนาน

นอกจากนั้นผลการเลือกตั้งที่ออกมา ยังเป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายกับความขัดแย้งไม่เลิกราในสังคมไทย “เหลืองไปแดงมา” วันนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่อยากจะเห็น

อย่างกรณีผลการเลือกตั้งเขต 1 จ.ลำพูน ที่กลุ่มคนเสื้อแดงไล่ตามราวี นายชวน หลีกภัย วันที่เดินทางไปปราศรัยหาเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ผลที่ออกมาเช่นเดียวกับการเลือกตั้งที่ จ.สมุทรปราการ

วันนี้ผมในฐานะเป็นคนหนึ่งที่สวมเสื้อแดงมาตลอดและวันนี้ก็ยังใส่ตามปกติ จึงอยากจะให้พวกเราคนเสื้อแดงตั้งสติคิดกันสักนิดว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เสื้อแดงที่เราสวมใส่กันนั้น วันเริ่มต้นก็คือแสดงสัญลักษณ์กันรักษาประชาธิปไตย ร่วมกันต่อต้านเผด็จการ มิใช่หรือ

เปิดตัวภูมิใจไทย‘ชวรัตน์’ผงาดหน.พรรค ลือหึ่ง!!เพื่อไทยสมองไหล

ที่มา ประชาทรรศน์

‘ภูมิใจไทย’ จับขั้ว ‘เพื่อนเนวิน-วังน้ำยม’ ระบุตัวเลข ส.ส.เกิน 30 ที่นั่ง ยันรวมก๊วนการเมืองไร้เงื่อนไขต่อรองรัฐบาล ลั่นคนมีอุดมการณ์เดียวกัน ลือหึ่ง!!ภูมิใจไทยผงาดพรรคการเมืองอันดับ 2 ‘เพื่อไทย’ สมองไหล ส.ส.หนีตาย!! ชี้โหวต ‘ชวรัตน์’ นั่งหัวหน้าพรรค พร้อมเปิดตัวสมาชิกพรรคพรุ่งนี้

นายมานิต นบอมรบดี รมช.สาธารณสุขในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเข้าสังกัดพรรคของกลุ่มการเมืองต่างๆอาทิกลุ่มเพื่อนเนวินว่า ในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00น. ที่โรงแ รมสยามซิตี้ จะมีการแถลงเปิดตัวพรรคภูมิใจไทยพร้อมเปิดตัวสมาชิกพรรคเท่าที่ทราบขณะนี้จะมีกลุ่มส.ส.ของนายเนวิน ชิดชอบหรือหลุ่มเพื่อนเนวิน กลุ่มนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตแกนนำกลุ่มมัชฌิมาฯ เดิม และกลุ่มส.ส.ภาคกลางของนายสรอรรถ กลิ่นประทุม ซึ่งเบื้องต้นจะมีส.ส.ราว 30 คน คือ กลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คน กลุ่มมัชฌิมาฯ 7 คน โดยสาเหตุที่ต้องรวมเนื่องจากก่อนหน้านี้มีการสั่งยุบ 3 พรรคการเมืองหลักจึงจำเป็นต้องหาพรรคสังกัดตามกฏหมายภายใน 60 วันนับจากวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เกี่ยวกับการต่อรองขอโควตารัฐมนตรีเพิ่มจากพรรคแกนนำรัฐบาลและเพื่อให้การทำงานการเมืองเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ส่วน ตั้งนายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทยขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค กลุ่มมัชฌิมาฯขัดข้องหรือไม่ นายมานิตตอบว่า นายชวรัตน์ถือว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมผ่านการบริหารงานมาหลายกระทรวง แต่ทั้งหมดก็ขึ้นกับสมาชิกพรรคจะตัดสินใจ ส่วนที่มีการเสนอชื่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเป็นหัวหน้าพรรคนั้น นายชัยเองก็มีตำแหน่งที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนจะมีการเชิญ ส.ส.จากพรรคเพื่อแผ่นดินในส่วนที่สังกัดในกลุ่มของนายสุวิทย์ คุณกิตติ์เข้าร่วมหรือไม่ นายมานิต ตอบว่า ทางกลุ่มได้มีการติดต่อกับส.ส.ทุกคนที่ยังไม่สังกัดพรรคการเมืองร้อยเปอร์เซ็น ซึ่งยังมีอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ทางพรรคพร้อมที่จะเปิดรับและทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพราะยังมีเวลาเหลือพอสมควร

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงการรวมกับกลุ่มมัชฌิมา ว่า ทั้งสองกลุ่มมีแนวคิดและนโยบายที่ตรงกัน จึงง่ายต่อการที่จะมาอยู่ในพรรคเดียวกัน โดยในการหารือของทั้งสองกลุ่มจะมีการพูดคุยถึงกรอบการทำงานและในการเปิดตัว พรรคภูมิใจไทยอบ่างเป็นทางการ ในวันที่14 จะเป็นปรากฏการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบอบในประชาธิปไตย ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยมีส.ส.ในสังกัด ร่วม 40 คน มาจากกลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คน กลุ่มมัชฌิมาฯ 7 คน และที่เหลือให้จับตาดู โดยจะมีส.ส.จากพรรคการมืองอื่นที่ยังไม่มีสังกัดพรรคการเมืองเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคด้วย และขณะนี้ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้กรอกใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกคนแล้ว ทั้งนี้ยืนยันว่าการรวมกลุ่มในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตั้งกลุ่มเพื่อการต่อรองทางการเมือง แต่เป็นการรวบรวม สมาชิกที่มีแนวทางละอุดมการณ์เดียวกัน

นายศุภชัย กล่าวถึงการเลือกหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่าต้องรอการประชุมวิสามัญก่อน คาดว่าจะสามารถประชุมได้ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ ซึ่งกลุ่มจะเสนอชื่อนายชวรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค

'สุเทพ'มั่นใจ “เพื่อนเนวิน”ตั้งพรรคไม่มีปัญหาเรื่องต่อรองผลประโยชน์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเพื่อนเนวินจับมือกับบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ ตั้งพรรคภูมิใจไทย ว่า เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเพราะต้องหาพรรคการเมืองสังกัด ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไร คิดว่าหากการเมืองเข้มแข็งมีพรรคน้อยลงก็จะทำให้การเมืองทำงานได้ดีขึ้น ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะกลายเป็นคู่แข่งในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์หรือมนั้นคิดว่าคงต้องดูกันต่อไป

เมื่อถามว่าจะกลายเป็นการต่อในอนาคตของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่มี เพราะทุกอย่างเรียบร้อยก่อนจัดตั้งครม. แต่ในการต่อรองคงต้องรอให้มีการเลือกตั้งครั้งหน้าจากนั้นค่อยมาต่อรองกันใหม่

ต่อข้อถามว่าการตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มเพื่อนเนวินจะกลายเป็นการกดดันเพื่อผลักดันกฎหมายบางอย่างหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า คงไม่มี เพราะคนที่อยู่ในรัฐบาลก็เข้าใจกรอบการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกลายเป็นการเลี้ยงเสือ หรือเท่ากับมีหอกข้างแคร่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวพร้อมหัวเราะ ว่าไม่มี เสือไม่มี หอกไม่มี

มนุษย์เงินเดือนเฮ!ครม.อนุมัติช่วย 2พันบ.ดีเดย์เม.ย.นี้

ที่มา ประชาทรรศน์

ครม.อนุมัติงบกลางปี'52เพิ่ม 1.15 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมไฟเขียวช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนที่ต่ำกว่า 14,000 บาท อีกคนละ 2 พันเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มจ่ายเม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า วันนี้ได้อนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามการเสนอของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปีงบประมาณ 2552 (งบกลาง)จำนวน 115,000 ล้านบาท โดยได้มีการกำหนดมาตรการตามหลักการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนเพื่อหมุนเวียนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย มาตรการเพิ่มรายได้ ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และบุคลากรภาครัฐ จำนวน 19,000 ล้านบาท มาตรการหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพ 9,000 ล้านบาท มาตรการลดค่าใช้จ่ายประชาชนด้วยการต่ออายุโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน ของรัฐบาลชุดเก่าจำนวน 11,000 ล้านบาท มาตรการลดค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ 1,000 ล้านบาท มาตรการเรียนฟรี จำนวน 19,000 ล้านบาทและมาตรการดูแลประชาชนผู้ว่างงาน แยกเป็นโครงการเฉพาะจำนวน 6,900 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า มาตรการทั้งหมดจะเร่งจัดทำเป็นกฎหมายเพื่อเสนอที่ประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ เพื่อให้ผลักดันมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนมี.ค.

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ รมว.ท่องเที่ยวจัดทำแผนฟื้นฟูด้านการท่องเที่ยว โดยไม่ต้องผูกพันกับงบกลางปี ซึ่งอาจเป็นการลดค่าธรรมเนียม การส่งเสริมให้ข้าราชการจัดสัมมนาในต่างจังหวัด

ขณะที่ นายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณดังกล่าวจะมีการจัดสรรให้ 18 โครงการเน้นไปที่การแก้ปัญหาด้านแรงงาน การช่วยเหลือค่าครองชีพให้ผู้มีรายได้ประจำ และส่วนหนึ่งราว 1.9 หมื่นล้านบาทตั้งไว้เป็นงบชดเชยเงินคงคลังที่จะนำออกมาใช้จ่ายก่อนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการกระ ตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ จะนำเสนอรายละเอียดของการจัดสรรงบประมาณตามกรอบดังกล่าวให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งวันที่ 20 ม.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม นายบัณฑูร ยังกล่าวอีกด้วยว่า ที่ประชุมครม.ยังอนุมัติหลักการแนวทางการช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม(สปส.)และบุคลากรภาครัฐ ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขมีเงินเดือนต่ำกว่า 1.4 หมื่นบาท จะได้รับเงินช่วยค่าครองชีพคนละ 2 พันบาทต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน เริ่มจ่ายได้ในเดือน เม.ย.นี้