WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 14, 2009

ระเบิดเวลา

ที่มา Thai E-News

โดย คุณเหล็กใน
ที่มา เวบไซต์ ข่าวสด
14 มกราคม 2552

แม้ไม่ถือเป็นช่วงฮันนีมูน แต่ก็คงไม่ต่างกันนัก สำหรับความรู้สึกของพลพรรคประชาธิปัตย์ ที่สามารถกวาดที่นั่งส.ส.เพิ่มมาได้อีก 7 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งซ่อม บวกกับได้เก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. กลับมาสู่อ้อมอกอีกครั้ง

แต่ช่วงฮันนีมูน และความสุดยอดของพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะอยู่ไม่นานนัก เนื่องจากมีระเบิดเวลาหลายลูก ที่รอเวลาปะทุ

กรณีหนึ่ง คือรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ที่กลุ่มเพื่อนเนวินดัน ชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว

ห้วงนั้นประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้าน ออกมาถล่มเละเทะ ถึงความไม่โปร่งใส และราคาที่แพงเกินจริง

แต่นาทีที่ประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำรัฐบาล และจูบปากกับกลุ่มเพื่อนเนวิน เสียงคัดค้าน ดูเหมือนจะแผ่วเบาอย่างยิ่ง

หากโครงการนี้ได้รับการอนุมัติ ประชาธิปัตย์จะตอบสังคมอย่างไร!?

กรณีหนึ่ง คือการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ จากการยึดทำเนียบฯ และปิดสนามบิน รวมไปถึงคดีความต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีฆ่าม็อบเสื้อแดง เมื่อครั้งปะทะกัน คดียกพวกถล่มวิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ มีภาพการ์ดพันธมิตรถือปืน วิ่งไล่ยิงคู่อริกลางถนนวิภาวดีรังสิต รวมถึงคดีอื่นๆ อีกเพียบ

แม้รัฐบาลจะบอกว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ดูเหมือนคดีเกี่ยวกับม็อบเสื้อแดง ที่ปาหินใส่รถ หรือปาไข่ จะเร่งร้อนมากกว่า!?

ยิ่งคดียึดทำเนียบฯและสนามบิน หากแกนนำพันธมิตรฯ หรือผู้ร่วมก่อการ ซึ่งในระดับโลกถือว่า การยึดสนามบินไม่ต่างจาก"การก่อการร้าย" ไม่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคต

หากม็อบอื่นๆ บุกยึดทำเนียบฯหรือสนามบิน แล้วอ้างถึงพฤติกรรมของพันธมิตรฯ รัฐบาลและกระบวนการยุติธรรมของไทย จะตอบอย่างไร

หรือหากระดมคนได้มากพอ ก็สามารถยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน ทำอะไรที่ละเมิดกฎหมายได้ทุกอย่าง แม้แต่"ฆ่าคนตาย"โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร!?

ยังไม่นับกรณีนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเคยขึ้นเวที พาดพิงด้วยถ้อยคำรุนแรงถึงประเทศต่างๆ ที่มองว่า ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ละคำที่พูดออกมาอย่าว่าแต่เป็นเรื่องระดับประเทศเลย ต่อให้เป็นคนธรรมดา ก็อาจจะเคืองจนไม่มองหน้ากันแล้ว!?

วิดีโอคลิปเหล่านั้น ยังหาดูได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ โดยเฉพาะ"ยูทูบ"

หากประเทศที่ถูกพาดพิงเหล่านั้น ถามถึง

รัฐบาลจะแสดงท่าทีเช่นใด แม้ที่ผ่านมา รัฐบาลประชาธิปัตย์ จะทำเป็น"หูทวนลม" เมื่อถูกถามถึง ทั้งกรณีรถเมล์เอ็นจีวี คดีพันธมิตรฯ และนายกษิต

แต่จะเลี่ยงได้นานแค่ไหน ยังน่าสงสัยอยู่!??

17 มาตรการเลอะเทะ....คิดสุมๆกันเข้ามา ล้วนแต่ถมไปที่ปลายเหตุทั้งนั้น...

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ minimalist
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
14 มกราคม 2552

งานนี้ได้หนาวกันแน่ ถ้า ครม. ห้อยโหน มันอนุมัติตามที่ปล่อยข่าวมาเป็นระลอก ...จากปากคนนั้นที คนโน้นที ...แล้วรอให้นักธุรกิจ นักวิชาการที่เชียร์รัฐบาล ออกมา ยอนิด ยอนี่หน่อย เป็นพิธีว่า กระแสตอบรับ ...แล้วก็จะอนุมัติเข้า ครม.....

แหงหล่ะครับ ...มันเชียร์แน่ ...เพราะอยู่ในกลุ่มเข้าแถวอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยถูกๆ ...แถมวงเงินเปิดทางสูงสุดถึง 100 ล้าน ต่อรายด้วย ...

แล้วยังมีงบซื้อเวลา ปลดคนงาน...โครงการอะไรวะ สินเชื่อชะลอคนว่างงาน ...ชะลอไปยังไง ถ้าเศรษฐกิจไปไม่รอด สุดท้ายมันก็บ่เลี้ยงคนไว้หรอก. .....เรื่องอะไรจะแบกภาระ เงินกู้หมดก็เลิกกัน ...แล้วจะทำยังไง ....เม็ดเงินหมด เศรษฐกิจยังทรงทรุด ...ปลายเหตุทั้งนั้น...

ยังไม่นับที่จะแจกคนละ 2 พัน ให้เด็กตกงาน ...นี่ก็บ้าสุดๆ ...มันจะไปชี้เอาใครว่าตกงาน แล้วจะได้ซักกี่คน ...ถ้าไม่ใช่ลูกนายหัวมาขึ้นทะเบียน กิจการนายหัว มาลงชื่อไว้รับเงิน ....

หรือพวกนักวิชาการ ก็เตรียมรับทรัพย์งบค่าอบรม ...เปิดคอร์สสอน อบรมคนตกงาน ...สอนแล้วก็ตกงานต่อไป ...ไปไหนก็ไป ...ความรู้ให้ไปแล้ว เรื่องของเอ็ง ..ข้าให้ตามทฤษฎี คือให้เครื่องมือจับปลา ...แต่น้ำแห้งหว่ะ ...ปลาไม่มี ..นักวิชาการมันจะมารู้ดีอะไรวะว่า อาชีพไหนดี ..อาชีพไหนทำมาหากินได้ ...แนะนำเขาแล้ว รับประกันความเจ๊งรึปล่าว ...พูดได้ สอนได้ แต่ลองมาทำมาหากินเองดูซิวะ ...ไม่ใช่นั่งกินเงินเดือนรัฐ แล้วแนะนำใครต่อใคร เชี่ยวไปหมด...

เหมือน ธกส. สมัยก่อน เกษตรกรเป็นหนี้หัวโต ก็เพราะทำตามที่มันสอนให้เครื่องมือ ให้อาชีพนี่หล่ะ ...ปลูกนั่น ปลูกนี่ เจ้ากี้เจ้าการไปหมด ...แล้วก็เปิดตูดหายหมด ผลิตออกมา ขายไม่ได้....

งบอัดฉีดเศรษฐกิจที่เห็นฟุ้งๆ เลอะเทะ 17 โครงการอยู่เวลานี้ เห็นแล้วหนาว ...หนาวว่า นี่คืออาหารมื้อสุดท้าย ...สำรับสุดท้าย ของคนไทยไม่ใช่ แถมยังไม่ได้ทั้งประเทศ เพราะอัดฉีดไม่ได้ไม่กี่หมื่นคน ไม่กี่ร้อยรายบริษัท ...ก็หมดตูดแล้ว ....มันไม่ได้ลงไปที่ระบบโครงสร้าง หรือลงไปแก้ที่ต้นเหตุ หยอดน้ำมัน ผลักเครื่องยนต์ ขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจแม้แต่น้อย....

บางระจันเมล็ดพันธุ์แห่งความหาญกล้า

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

ปี พ.ศ. 2308 กองทัพพม่ายกทัพใหญ่มาโจมตีไทยโดยแบ่งทัพออกเป็น 2 สายคือ ทางเหนือโดยแม่ทัพเนเมียวสีหบดี และทางตะวันตกและใต้โดยมังมหานรธา กองทัพอันยิ่งใหญ่ของพม่าในเวลานั้นเข้ามาโจมตีไทยท่ามกลางความแตกแยกของคนในชาติ และความอ่อนแอของการบริหารประเทศโดยผู้ปกครองในเวลานั้น กองทัพของเนเมียวสีหบดีบุกยึดเมืองต่าง ๆ รายทางจากภาคเหนือมาตลอดจนกระทั่งถึง เขตแดนบ้านบางระจัน จ. สิงหบุรี ก็ได้พบกับการต่อต้านของชาวบ้านกลุ่่มหนึ่งที่รวมตัวกันต่อสู้กับพม่าข้าศึกอย่างไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ซึ่งต่อมาได้เรียกชื่อตามหมู่บ้านว่า ชาวบ้านบางระจัน

แม้จะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ........

แม้จะมีเพียงจำนวนน้อยกว่าอย่างเทียบไม่ได้..........

แม้จะมีอาวุธที่ด้อยประสิทธิภาพกว่า.........

แม้ไม่มีผุ้ใดให้การสนับสนุน..........

แต่ชาวบ้านบางระจันผู้เป็นชาวบ้านธรรมดาก็มิได้ย่นระย่อ ต่อกองทัพอันยิ่งใหญ่น่าสะพึงกลัวของพม่าข้าศึก พวกเขากลับจับอาวุธเท่าที่พึงมี และพึงหาได้เข้าโรมรันต่อสู้กับกองทัพอันยิ่งใหญ่ของศัตรู..... ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นและศรัทธาในความรักการเป็นอิสระของตนเอง ไม่ยอมตกเป็นข้าให้พม่าข้าศึกเข้ามากดขี่...... ยอมตายเสียดีกว่าที่จะอยู่อย่างเป็นข้าเขา

ชาวบางระจันรบกับกองทัพพม่า และได้ัขัยชนะมาถึง 7 ครั้ง จนเป็นที่ครัึ่นคร้าม และในที่สุดเนเมียวสีหบดีต้องให้แม่ทัพใหญ่ชาวมอญคือ สุกี้พระนายกอง ยกทัพใหญ่ตั้งค่ายประชิดพร้อมด้วยปืนใหญ่เข้ามาเพื่อโจมตีทำลายค่ายบางระจันให้สิ้นทราก.......

ในขณะที่บางระจันไม่มีปืนใหญ่ต่อสู้กับพม่าที่ยิงกระหน่ำเข้ามา....

ในขณะที่บางระจันได้สูญเสียผู้นำและไพร่พลไปทุก ๆ วันจากการต่อสู้....

ในขณะที่บางระจันถูกกองทัพอันยิ่งใหญ่นับแสนของพม่าข้าศึกรายล้อมเข้ามาทุกทิศทาง...

ในขณะที่บางระจันไม่มีกองทัพจากกรุงศรีอยุธยาหรือจากที่ใด ๆ เข้ามาช่วยเหลือ.......

แต่พวกเขาก็มิได้ทิ้งอาวุธยอมแพ้.....พวกเขามิได้ถอยหนีเพื่อรักษาชีวิตรอด.....พวกเขากลับปลุกปลอบใจซึ่งกันและกัน....พวกเขาสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กันและกัน....พวกเขากอดเกี่ยวกันเป็นใจเดียวกันยืนหยัดสู้ต่อข้าศึกศัตรู

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสู้ไม่ได้......

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสู้แล้วต้องตาย.......

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสู้แล้วก็จะต้องสูญเสียทุกอย่าง.......

และเมื่อการรบครั้งสุดท้ายมาถึงชาวบ้านบางระจันกำลังยืนมองพม่าข้าศึกนับแสนที่ดาหน้ากันเข้ามาพร้อมช้าง, ม้า, และปืนใหญ่ โดยที่พวกเขายืนประจันอยู่หน้าค่ายและมีเพียงดาบ, หอก, ธนู และไพร่พลจำนวนน้อยนิด...... แต่ชาวบางระจันทุกคนก็มิได้มีความหวาดหวั่นต่ออำนาจมหึมานั้น.... จะมีก็แต่เพียงไฟแค้นที่สุมทรวง และอัดแน่นอยู่ในอกที่ระเบิดออกมาเป็นแรงหาญกล้าที่จะเข้าต่อกรกับศัตรูจนตัวตายเท่านั้น........

ชาวบ้านบางระจันผู้มิได้มียศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นแต่เพียงชาวบ้านธรรมดากลับหาญกล้า... ที่จะต่อกรกับอำนาจอันยิ่งใหญ่อย่างเทียบกันไม่ได้ของพม่าข้าศึกอย่างทระนง และสมศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย....... แม้จะต้องตายหมดทั้งค่ายก็ตาม.......

ชาวบางระจันเป็นคนโง่ใช่หรือเปล่า ? ที่ยอมตายอย่างไร้ประโยชน์เช่นนั้น........

ชาวบางระจันเป็นคนบ้าใช่หรือเปล่า ? เพราะในที่สุดก็ป้องกันกรุงศรีฯ ไม่ได้อยู่ดี......

ชาวบางระจันถูกผู้นำหลอกลวงใช่หรือเปล่า ? เพราะเอาชีวิตไปทิ้งอย่างไร้ค่าเช่นนั้น......

ชาวบางระจันถูกล้างสมองใช่หรือเปล่า ? เพราะพวกเขารักษาแผ่นดินเอาไว้ใ้ห้กับคนอื่น....

ไม่ว่าจะมีคำถามอย่างไร...คำตอบก็คือชาวบางระจัน รักและหวงแหน ความมีอิสระ และเสรีภาพที่จะไม่ยอมให้ใครมากดขี่ข่มเหงเอาไปได้ พวกเขา รักและหวงแหน อิสระนี้ยิ่งชีวิต แม้ตัวของพวกเขาจะตายไปแล้วกว่า 200 ปี แต่ชื่อและวีรกรรมของพวกเขา ก็ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำของคนไทย และตราบเท่าที่จะมีประเทศไทยอยู่ วีรกรรมนี้ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป.......

และด้่วยวีรกรรมนี้ได้จุดประกายให้กับคนไทยผู้รักชาติและรักความเป็นอิสระ ได้ลุกขึ้นต่อสู้ขับไล่พม่าข้าศึกออกไปจนพ้นประเทศไทย ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง 6 เดือนหลัีงจากเสียกรุงฯ.....................

วันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมาการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะ.....ผลการเลือกตั้งซ่อม สส. จำนวน 29 คนเพื่อทดแทนคนที่ขาดหายไปซึ่งสรุปออกมาว่าพรรคประชาฺธิปัตย์และพรรคร่วมได้รับคะแนนเสียงเพิ่มไปในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเพียงพอในการเป็นเสียข้างมาก........ ชนิดที่เรียกว่า ช๊อคความรู้สึกของผู้รักประชาธิปไตย ทั้งมวล ผลก็คือ........

พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยหลายคนถอดใจยอมแพ้......

พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยหลายคนหลบมุมบอกไม่เอาแล้วสู้ไปก็ไม่ชนะ........

พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยหลายคนยุติบทบาทบอกว่าไม่ใช่วัีนของเรา.....

พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยหลายคนเปลี่ยนข้างดีกว่าอย่าไปหวังอะไรกับประเทศนี้......

ฯลฯ

พี่น้องชาวประชาธิปไตยทุกท่านครับ....ชาวบางระจันทั้งชายทั้งหญิงไม่เคยวางดาบยอมแพ้

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสู้ไม่ไ่ด้.....

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสู้ไปก็ตาย.....

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสู้ไปก็มีแต่สูญเสีย.....

แต่พวกเขาก็ยังคงสู้เท่าที่พวกเขาสู้ได้.....

พวกเขาสู้ด้วยกำลังใจ และจิตวิญญาณแห่งนักรบแห่งกรุงศรีฯ ........

พวกเขาสู้ด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น......

พวกเขาสู้ที่นี่........พวกเขาสู้ตรงนี้......พวกเขาสู้จนคนสุดท้าย........

แต่พวกเขา.....ไม่....ยอม....แพ้........

พี่น้องชาวประชาธิปไตยทุกท่านที่เข้ามาอ่านพบบทความนี้ พวกท่านคือนักรบไซเบอร์ที่หาญกล้า.......พวกท่านคือชาวบางระจันในโลกไซเบอร์.......พวกท่านคือเมล็ดพันธุ์แห่งประชาธิปไตยที่จะหว่านลงไปด้วยเลือด, หยาดเหงื่อ, และคราบน้ำตา........

ขอให้ทุกท่านคิดถึง บางระจัน

ขอให้ทุกท่านคิดถึง ความหาญกล้าของพวกเขา

ขอให้ทุกท่านคิดถึง ประชาธิปไำตยที่ท่านรักและหวงแหน

ขอให้ทุกท่านคิดถึง ลูกหลานของท่านที่จะต้องคงอยู่ต่อไปในแผ่นดินนี้

แล้วขอให้ทุกท่าน จับมือกัน เกี่ยวร้อยดวงใจเข้าไว้ด้วยกัน เพราะเรา ไม่มีใครอีกแล้วนอกจากกันและกัน เท่านั้น จากนั้นให้เราเดินไปด้วยกันอย่าท้อถอยสู้ในส่วนที่ท่านสู้ได้.....ทำในสิ่งที่ท่านทำได้.....

แม้เราอาจจะต้องทุกข์ยาก.....

แม้เราอาจจะต้องถูกข่มเหง.......

แม้เราอาจจะไม่ได้รัีบความเป็นธรรม.....

แม้เราอาจจะต้องสูญเสียทุกอย่าง........

แต่เราผู้รักประชาธิปไตยทุกคนจะจับมือร่วมกันยืนขี้น มองดูกองทัพอันมหึมาของศัตรู และร้องตะโกนอย่างเต็มกำลังว่า เข้ามาเลยกูไม่กลัวมึง

ปูนนก

เรามาพร้อมใจร้องตะโกนว่ารักทักษิณใครจะทำไม ?????

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ป้าพลอย


ตลกจังน๊ะปากบอกเกลียดทักษิณคำโบราณว่าไว้เกลียดทักษิณแต่ไหง๋ดันขโมยไข่ทักษิณไปกินเสียล่ะพวกประเภทเกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลซดน้ำแกง เกลียดทักษิณแล้วไปเอานโยบายเขามาทำไม 5555? เอาแนวความคิดของตัวเองซี ถึงแม้จะลอกการบ้านของทักษิณมาใช้ คนที่เขารักทักษิณก็ไม่วันยอมตกเป็นทาส อย่างแน่นอนเพราะพวกเรารักทักษิณจนหมดหัวใจไม่สามารถปันใจไปรักคนอื่นได้ รักเดียวใจเดียวพอใจมั๊ยจ๊ะ ชาวเสื้อเหลือง

ความรักของเราทั้งเทิดทูลทั้งบูชาควักหัวใจเอาออกมาให้ดูยังได้ อยากดูมั๊ยล่ะชาวเหลืองที่รัก โหๆๆดิ้นพล่านกันใหญ่เลยหมั่นใส้ใช่มั๊ยละ? ว่าไงชาวเสื้อแดงเราพร้อมใจกันตะโกนให้ก้องโลกดังออกไปให้สุดขอบฟ้าว่าพวก เรารัก นายก ทักษิณ ชินวัตร เพียงผู้เดียวในโลก และนายกทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกไทยคนแรกที่ได้สร้างเกียรติประวัติให้ประเทศอย่างมหาศาล เมื่อครั้งที่ประเทศไทยถูกคลื่นยักษ์สึนามิถล่มไทย

ผลงานในด้านช่วยเหลือประชาชนคนยากจน เข้าถึงประชาชนคนรากหญ้า ยังไม่เคยมีนายกไทยคนไหนได้กระทำเช่น นายกทักษิณ ชินวัตร จนนานาประเทศได้ชื่นชมผลงานและสดุดดีว่าโครงการณ์ของนายกไทยเป็นหนึ่งในจักรวาล เพราะได้นำเอาผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านมาแปรรูปเป็น OTOP เข้าเป็นสินค้าระดับประเทศ และส่งออกยังต่างประเทศ ซึ่งได้ทำรายได้ให้แก่ชาวรากหญ้าเป็นกอบเป็นกำของตัวเองโดยไม่ต้อง ให้พ่อค้าคนกลางมากดราคา อีกทั้งโครงการณ์หวยบนดินที่ได้จากการขายหวย เงินจำนวนนี้ได้เป็นทุนให้แก่นักศึกษาที่หัวดีได้ไปเรียนยังต่างประเทศ

แต่แล้วเพราะความอิจฉาริษยาของใครบางคนจึงได้กำจัดนายกฯไทยคนเก่งให้ออกพ้นเส้นทางเพราะ นายกทักษิณ ชินวัตร เป็นเสมือนราหูที่ไปอมพระจันทร์ที่มีแสงนวลทำให้หม่นหมอง จึงต้องกำจัดราหูตนนี้ให้ออกไป

หลังนายก ทักษิณ ผู้ที่เป็นเสมือนเรือให้คนจนได้ขี่ได้อาศัยนั่ง ล่มลงกลางทะเลเพราะ ถูกเผด็จการเจาะเรือให้น้ำเข้า คนจนทั้งหลายก็พลอยจมน้ำไปด้วยโครงการณ์ OTOP ก็ต้องเป็นหมันโครงการณ์ช่วยเหลือนักศึกษาที่เรียนต่อยังต่างประเทศก็ต้องงด แล้วคนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวิตร เลวร้ายในสายตาพวกคุณตรงไหน?

เคยมีคำพูดของคนที่ชื่อ ทักษิณ ด่าทอพวกที่เกลียดชังเขามั๊ย? เคยได้ยินคำหยาบคายจากปากของคนที่ชื่อทักษิณด่าตอบคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรด่า เขาอย่างสาดเสียเทเสียสารพัดที่ถล่มเขาทั้งครอบครัว คนที่ชื่อทักษิณไม่เคยได้ออกปากตอบโต้แม้แต่สักคำเดียว ทั้งที่เขาควรที่จะโต้ตอบกลับ

ดังนั้นจึงเห็นว่าคนทั้งสองคนนี้มันแตกต่างกันอย่างไร? คนที่มีมันสมองดีๆจะมองออกว่า คนไหนดีคนไหนไม่ดี นอกจากคนที่มีหัวใจมืดบอดที่มองอะไรไม่เห็นเท่านั้น

แล้วคนที่เกลียดทักษิณรู้เรื่องทักษิณทำโน่นทำนี่มาจากใคร? ก็มาจากปากสนธิ ลิ้ม แล้วสนธิ ลิ้ม เป็นใคร ทักษิณเป็นใคร คนไหนที่เราควรจะเชื่อถือมากกว่ากัน

นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนล้มละลายมีหนี้สินท่วมหัวอีกทั้งมีคดีติดตัวหลายคดี

แล้วคนที่ชื่อทักษิณมีตำแหน่งเป็นถึงนายกไทย เป็นนักธุระกิจชื่อดังของไทยไปทั่วโลก แล้วคนใหนน่าเชื่อถือกว่ากันระหว่างคนสองคนนี้? จะเชื่อคนที่ล้มละลายทำกิจการทุกอย่างก็ล่มจมเป็นหนี้ทั่วไป หรือจะเชื่อถืออีกคนหนึ่งที่มีตำแหน่งถึงนายกฯ และมีฐานะที่มั่นคง

ฉะนั้นคนที่ฉลาดต้องเลือกคนที่ทำมาหากินมากกว่า ไม่ใช่เลือกคนที่ใช้แต่ปากปาวๆ ใส่ร้ายป้าสีผู้อื่น แต่ตัวเองเลวครบสูตร แล้วจะเชื่อได้อย่างไรกับคนที่ไม่ได้ใช้มือทำงาน แต่กับใช้ปากทำงาน แล้วเป็นไงคนที่เกลียดคนที่ชื่อทักษิณเห็นผลงานการกระทำ ของสนธิ ลิ้มหรือยังว่าออกมาสวยงามขนาดใหน? ที่พาพลพรรคไปปิดสนามบิน ไปยึดทำเนียบ จนต่างประเทศต่างชื่นชมผลงานกันอย่างสุดๆ เลย

ประเทศชาติมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกนี่คือผลงานคนที่ชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ศาสดาจารย์แห่งชาวเสื้อเหลืองที่ยกย่องให้เป็นผู้บงการชีวิตและความเป็นอยู่ ของคนไทยทั้งประเทศไงสมใจมั๊ยละ

อนิจจาคนไทยทำไมจึงเพี้ยนกันได้ขนาดนี้ แค่ลมปากของเจ๊กลิ้มคนเดียวทำให้บ้านเมืองสั่นคลอนไปทั่ว แล้วนี่คนไทยจะไปปกป้องประเทศได้อย่างไร เมื่อมีข้าศึกใช้ปากเป็นอาวุธแบบ นายสนธิ มากล่อมให้เป็นพรรคพวกเป็นอันต้องยกประเทศให้ข้าศึกแน่นอน เพราะหัวอ่อนไร้ซึ่งมันสมอง นั่นเอง

Tuesday, January 13, 2009

โรคซึมเศร้า

ที่มา เดลินิวส์

เจอหน้าลูกสาวเพื่อนที่ใกล้จบการศึกษาปีนี้ กำลังวิตกว่า จบแล้วจะเดินเตะฝุ่นมั้ย เห็นทางการบอกจะมีคนว่างงานตั้ง 1 ถึง 2 ล้านคน ก็น่าวิตกอยู่หรอก แต่ คุยไปเรื่อย ๆ เลยรู้ว่าเธอประทับใจ บารัค โอบามา มาก ถึงขนาดฟังสุนทรพจน์แล้วน้ำตาซึมไปเลย

เธอเคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐ เลยฟังภาษาอังกฤษเข้าใจได้

โอบามา นอกจากพูดถึงตำนานการต่อสู้ของคนผิวสีใน สหรัฐ จนกระทั่งตัวเองได้ก้าวมาเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์ 200 ปีของสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังสร้างฝันและสร้าง (ความ) หวังให้อเมริกันชนอีก 200 ล้านได้ด้วย

แสดงว่าภาวะผู้นำสูงมาก ดังที่ก็รู้ ๆ กัน คำประกาศแรก ๆ คือ จะเป็นประธานาธิบดีของทุกคน ไม่ว่าผิวสี หรือไม่สี ไม่ว่าเลือกมา หรือไม่เลือกมา นั่นล่ะ

แต่ที่ประทับใจสุด-สุด เธอว่า เป็นคำพูดของ ดาราหญิงจอมบทบาท เมอริล สตรีพ (ที่คว้ารางวัล “ออสการ์” มาแล้ว หากจำไม่ผิด “เอาต์ออฟแอฟริกา” หนังรักโรแมนติก โศกนาฏกรรม ที่เล่นคู่กับพระเอกตลอดกาล โรเบิร์ต เรดฟอร์ด)

เมอริล สตรีพ พูดว่า เธอรู้แน่ว่า สักวัน บารัค โอบามา จะต้องทำอะไรที่ผิดพลาดแน่ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนไม่เคยพลาด (นอกจากคนไม่ทำอะไร ลอยตัวทุกสถานการณ์ แต่ คนแบบนี้ล่ะ ที่คนไทยเชิดชูนัก) แต่หากถึง เวลานั้นเธอและคนอเมริกัน จะยังยืนเคียงข้าง โอบามาและพร้อมจะเรียนรู้ความผิดพลาดนั้นไปด้วยกัน

เมอริล พูดได้น่าซึ้งใจจริง-จริง น่าดีใจที่อเมริกา ที่มีคนอย่าง เมอริล สตรีพ อยู่ด้วย

แล้วเธอก็ขมวดปมแทงใจดำว่า ทำไมคนไทยไม่ค่อยให้อภัยกันเลย คนที่ทำงาน มาก ๆ เวลาทำอะไรพลาดไป ทำไมเอากันถึงตายลูกเดียว เสียดาย พอดีเธอถึงบ้านเลยไม่ได้ถามต่อ ใครงั้นหรือ ???

แต่ถึงจะไม่ได้ถาม ก็ดีใจที่เด็กรุ่นใหม่ ที่ใครชอบมองว่าไร้สาระ สมองกลวง เอาแต่เฮฮา ไม่บ้าบอล ก็เดินช้อป หรือแชตทางเน็ต ไปวัน ๆ ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย พวกเขามีสาระ และอาจมากกว่าผู้ใหญ่อีกมากมาย

ที่มีแต่จ้องจะทำร้าย ทำลายล้างกัน ไม่จบไม่สิ้น ความเมตตาไม่รู้เหือดแห้งไปไหนหมด

บังเอิญเปิดวิทยุฟังรายการหมาแก่ ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ สัมภาษณ์ ดร.ทนง พิทยะ อดีตขุนคลังคนดัง เสนอแนะวิธีแก้เศรษฐกิจ ก็ดีอยู่แล้ว แต่ที่สะดุดคือตรงที่ ดร.ทนง บอก สิ่งที่รัฐบาลมาร์คคงแก้ไม่ได้ คือ โรคซึมเศร้า โดนใจมาก ๆ

เพราะมันจริง ทุกวันนี้คนไทยไม่น้อยป่วยเป็นโรค “ซึมเศร้า” เทศ กาลปีใหม่อาจช่วยให้ลืม ๆ ไปบ้าง แต่พอหมดเทศกาลก็จะกลับมาป่วยกันใหม่ ป่วยเป็นโรค “ซึมเศร้า” ต่อไป

ซึมเศร้าจากอะไร คงไม่ต้องเขียนสาธยายให้มากความแล้ว ทุกคนรู้อยู่เต็มอกว่า เกิดจากอะไร โดยเฉพาะความเป็นธรรมที่ถูกกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ มันเป็นเรื่องที่แสนอัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะไประบายกับใคร นอกจากซุบซิบกันเองในแวดวงที่ยังพอพูดคุยกันได้

คอลัมน์วันนี้อาจเพ้อ ๆ ไป แต่ไม่รู้สิ มันเจอโรค “ซึมเศร้า” กระแทกกระทั้นเข้าให้ เหมือน ดร.ทนง พิทยะ ไม่ผิด จนเกิดอาการเขียนไม่ออก บอกไม่ถูกเหมือนกัน

สวรรค์มีดวงตาเห็นธรรมเมื่อไหร่ อะไร ๆ คงดีขึ้น แต่จบแบบนี้ก็อย่าซึมเศร้าไปด้วยนะ ถ้าหากทุกปัญหามีทางออก สักวันก็มีทางออกจนได้ จะเร็วจะช้าเท่านั้นเอง ???.

ดาวประกายพรึก

“จตุพร” เล็งนำเสื้อแดงล้อมบัวแก้ว

ที่มา ไทยรัฐ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการเคลื่อนไหวกลุ่ม นปช.ว่า จะคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่นัดหารือกันในวันนี้ที่ รร.มิโด ถึงข้อสรุปในการเคลื่อนไหวของทั้งกลุ่ม นปช. ความจริงวันนี้ คนเสื้อแดง โดยเป้าหมายหลักเบื้องต้นคือนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย ปลายสัปดาห์นี้จะมีการยื่นหนังสือไปยัง 9 ประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่า รมว.ต่างประเทศเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งนี้เราไม่ได้ขัดขวางการประชุมอาเซียน เพียงแต่เรียกร้อง รมว.ต่างประเทศลาออก ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนตัว กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นเป้าหมายแรกที่กลุ่ม นปช.จะไปปิดล้อม จากนั้นอาจจะไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล โดยเราจะทำการยกระดับการต่อสู้ให้เข้มข้นขึ้น แต่จะไม่ทำแบบกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยึดสนามบินและทำเนียบรัฐบาล สำหรับวันเปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ม.ค.เพื่อพิจารณากรอบประชุมอาเซียนซัมมิตนั้น กลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่มีการไปปิดล้อม ส่วนวันประชุมอาเซียนซัมมิต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตอนนี้กำลังมีการหารือ และเราอาจจัดเป็นแรลลี่ประชาธิปไตยที่มีความยาวที่สุดในโลก เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงมีอยู่ทุกที่ที่ไม่พอใจรัฐบาล

ท้า ปชป.ยุบสภาเลือกทั้งประเทศ

นายจตุพรกล่าวว่า กรณีพรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศชัยชนะเลือกตั้งซ่อมนั้น หากนับจำนวน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมี ส.ส.เป็นอันดับ 2 อยู่ดี หลาย พื้นที่มีการใช้เงิน กลไกภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ อีกทั้งพรรคเพื่อไทยยังติดปัญหาเรื่องการสังกัดพรรค 90 วัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์คิดว่ากระแสพรรคดีจริง หรือคิดว่ากระแสความนิยม พ.ต.ท.ทักษิณลดลง ขอท้าให้ยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนกรณีที่จะถอดยศอดีตนายกฯ ขอท้านายอภิสิทธิ์ให้รีบดำเนินการ อย่าเอาแต่พูดหาคะแนนเสียง ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการปาไข่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คะแนนพรรคเพื่อไทยลดลงนั้น คิดว่าไม่ใช่ประเด็น แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของกลุ่มคนเสื้อแดง อย่างไรก็ตามการปาไข่ยังเลวร้ายน้อยกว่าการยึดสนามบิน การปาไข่พวกตนก็โดนเหมือนกัน แต่ไม่เคยไปร้องแรกแหกกระเชอ สำหรับกรณีที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เรียกร้องให้คนไทยหยุดทะเลาะกันนั้น พล.อ.เปรมควรไปส่งเสียงให้กระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียวกันเสียก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายกระทืบข้างเดียว แล้วมาเรียกร้องให้หยุดทะเลาะกัน

นปช.ลั่นเลิกพึ่งนักการเมือง

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องทิพย์พิมาน โรงแรมมิโด้ ถ.ประดิพัทธ์ มีการประชุมสัมมนาแกนนำองค์กรสมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จาก 15 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีบรรดาแกนนำภาคประชาชนคนสำคัญ อาทิ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนาย ขวัญชัย สาราคำ (ไพรพนา) ฯลฯ เข้าร่วมประชุม

นายจรัลกล่าวว่า ต่อไปนี้เราจะต่อสู้เผด็จการเพื่อปกป้องประชาธิปไตยของภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่มีการพึ่งนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ที่ไม่กล้าออกมาเผชิญหน้าต่อสู้ เอาแต่หลบอยู่หลังประชาชน รวมทั้งจะไม่ชูธงสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอีก เราอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณถอยห่างจากการเมืองให้มากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่ม คนเสื้อแดงจะไม่ประสบความสำเร็จได้

ยื่นข้อเรียกร้องก่อนเคลื่อนไหว

จากนั้นเวลา 13.30 น. ภายหลังประชุม นายวิภูแถลงแถลงว่า ที่ประชุมมีมติเรียกร้องให้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามร่างรัฐธรรมนูญของ คปพร.ที่ นพ.เหวง โตจิราการ ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยในวันที่ 21 ม.ค. จะจัดตัวแทนของ นปช.ไปยื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ให้บรรจุวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาโดยเร็ว และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดจับกุม และดำเนินคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดถนนราชดำเนิน ยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ ให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 เดือน ไม่เช่นนั้น นปช.ทั่วประเทศจะออกมาชุมนุมเรียกร้องอย่างเข้มข้นทุกวันในทุกจังหวัดที่มีความพร้อม นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์จะต้องปลดนายกษิต ภิรมย์ ที่สนับสนุนให้กลุ่มพันธมิตรฯกระทำความรุนแรง ฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองและยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิตจะมีขึ้นในปลายเดือน ก.พ.นี้ ไม่เช่นนั้น นปช.จะจัดชุมนุมใหญ่คู่ขนานกับการประชุมอาเซียนแน่นอน

ศาลฯรับคำร้องย้ายที่แถลงนโยบาย

วันเดียวกัน ที่ศาลฎีกา นายคารม พลทะกลาง ทนายความพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับคำร้องที่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.เขต 2 และ 3 จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาว่าจะมีมติให้แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ม.275 เพื่อไต่สวนและถอดถอนนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีที่ทั้งสามสมคบกันย้ายสถานที่จัดประชุมแถลงนโยบายนายกรัฐมนตรี จากรัฐสภาไปเป็นกระทรวงการต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะนัดประชุมพิจารณาลงมติแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระในวันใด ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ จะเดินทางไปยื่นคำร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเร่งพิจารณาคำร้องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่โดยไม่ชอบ

หยุดคุกคามสื่อ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

โลกในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องยอมรับว่า กว้างใหญ่ไพศาล เพราะการทะลุทะลวงของข้อมูล ข่าวสาร อยู่ที่ไหนในโลก สามารถรับรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน ห่างกันแค่ เศษส่วนของวินาทีเท่านั้นเอง ความเร็วที่ว่านี้เป็นเพียงมิติเดียว แต่มีมิติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมานั่นคือ ความลึก ความคมชัด ทุกคนต้องปรับตัวกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานยังไม่ถึงเดือน ภายใต้กติกา ประชาธิปไตย ที่ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่กลับมีการใช้ปฏิบัติการคุกคามสื่อสารมวลชน ในลักษณะที่จะเอาเป็นเอาตายกันให้ได้ เพียงเพราะ รัฐมนตรี ที่กำกับดูแล อาจจะมีจิตใจคับแคบ มองความสวยสดงดงามในความเห็นแตกต่าง เป็นความน่าเกลียดน่ากลัว!!!

วันนี้บ้านเมืองไทยของเราเปลี่ยนแปลงไปตามโลกใบเล็กๆ แห่งนี้ ข้อมูล ข่าวสาร ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ สื่ออิเล็กโทรนิกส์ ที่ผู้คนเขาขนานนามกันว่า “โลกไซเบอร์” และการเปิดพรมแดนไร้ข้อจำกัดใน “คลื่นความถี่” นั่นคือ “สื่อดาวเทียม” และ “วิทยุชุมชน”
ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะจำกัดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะอ้างกฎหมายความมั่นคง
ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่จะคุกคามสื่อสารมวลชน

1 เดือนของรัฐบาล ที่พยายามเดินเกม ปิดหู ปิดตา ประชาชน ด้วยการปิดหู ปิดตา ปิดปาก สื่อสารมวลชนหลัก บีบบังคับให้ต้องรายงานข่าวสารในเชิงที่โน้มนำหรือชี้นำกระแส โดยไม่เปิดเสรีในการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างอิสรเสรี จนเกิดเป็นความคับข้องใจจากคนในวิชาชีพ

การกระทำเหล่านี้ ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย และ เป็นการขัดต่อนโยบายรัฐบาลที่กล่าวต่อการประชุมรัฐสภา (นอกสถานที่) อีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีในรัฐบาล พยายามพุ่งเป้าการปิดสื่อสมัยใหม่ ทั้งสื่อสารข้อมูลด้วยอินเตอร์เน็ต หรือ โลกไซเบอร์ ซึ่งปัจจุบันคนทุกชนชั้น เข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกไซเบอร์ กำลังถูกลิดรอน สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ การขู่อาฆาตมาดร้ายกับ วิทยุชุมชน และ ทีวีผ่านดาวเทียม บางฝ่ายอย่างออกหน้าออกตา โดยจะยัดเยียดข้อหา “กระทบกับความมั่นคง”

เหล่านี้คือการ ตอกย้ำ วุฒิภาวะของรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสื่อสารมวลชนภาครัฐ ที่ไม่เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโลก
โบราณว่าเอาไว้ “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด”

หากพวกท่านทำดี จะไปกลัวอะไรกับการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ ประชาชนทุกคนมีวิจารณญาณในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เขาสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ กับเหตุผล ที่นำเสนอในสื่อต่างๆ

สื่อกระแสหลักนำเสนอข้อมูลข่าวสารแบบผิดๆ เพี้ยนๆ มีเยอะแยะไปหมด ไปชื่นชมกับการปฏิวัติรัฐประหาร ไปชื่นชมกับรัฐบาลทรราช เขายายเที่ยง

วันนี้คนไทยไม่ได้โง่ เขาฉลาดมากขึ้น และมีพฤติกรรมความรับผิดชอบหวงแหนประชาธิปไตย มากกว่า ชนชั้นปกครอง รัฐบาล หรือ นักการเมือง ที่โกหกตอแหล ไปวันๆ ขอเพียงได้อยู่ในอำนาจนานๆ เท่านั้นเอง ไม่ใส่ใจความลำบากเดือดร้อนของคนในประเทศ กรุณาอย่าปิดหู ปิดตา ปิดปาก ประชาชน ให้ทุกคนทุกฝ่าย มีพื้นที่ในการใช้สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ อย่างเต็มที่ หยุดคุกคามคนที่เห็นแตกต่างได้แล้ว...อย่า! เดินหนีแม้กระทั่งเงาตัวเอง

ความคิดคำนึงต่อการประชุมสุดยอดอาเซียน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำย่อ “อาเซียน” (Association of Southeast Asian Nation) ค่อนข้างมาก เนื่องมาจากแกนนำบางคนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศจะประท้วงการประชุมนี้อย่างแข็งขัน เริ่มจากฝ่ายรัฐบาล หลังจากออกมาแถลงขอร้องให้เห็นแก่ประเทศ เพราะประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพจัดประชุมแล้ว ก็มีมติเลื่อนสถานที่ประชุมไปหัวหิน ส่วนฝ่ายประชาชนคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า นปช. จะต้องแถลงต่อรัฐบาล 9 ประเทศสมาชิกว่ารัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีที่มาโดยไม่ชอบธรรมทางการเมือง และจะต้องประท้วงมิให้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าประชุม เพราะเป็นผู้ร่วมยึดสนามบินสุวรรณภูมิ มีลักษณะเป็นผู้ก่อการร้ายสากล มิใช่ล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ในฐานะที่พอรู้เรื่องอาเซียนบ้าง ผมขอแสดงทรรศนะ ท่าทีต่อการประชุมดังกล่าวด้วยคน

คงต้องย้อนหลังไปสักนิด อาเซียน ตั้งขึ้นจากการประชุมผู้นำ 5 ประเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2510 ขณะนั้น ผมเป็นนักศึกษารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มมีความคิดซ้ายหรือสังคมนิยม คนมีความคิดดังกล่าว ส่วนใหญ่จะมีท่าทีต่อต้านการตั้งอาเซียน เพราะเห็นว่าองค์การระหว่างประเทศนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมมือกันต่อต้านประเทศคอมมิวนิสต์ เช่น จีน เวียดนามเหนือ และปราบปรามคอมมิวนิสต์ในแต่ละประเทศ ผมเองก็มีท่าทีเช่นนี้ แต่ต่อมาก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาสนับสนุนอาเซียนเพื่อให้เป็นองค์การภูมิภาคที่แข็งแกร่งมีอำนาจต่อรองและแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์ และให้มีกลไกส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศสมาชิกอาเซียน ผมเคยพูดในที่ประชุมภูมิภาคเกี่ยวกับอาเซียนและสิทธิมนุษยชน ณ กรุงมนิลา เมื่อปี พ.ศ.2548 ว่า 30 กว่าปีที่แล้ว ผมต่อต้านอาเซียน วันนี้ มาพูดสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ผมต้องขอวิจารณ์ว่าตราบถึงทุกวันนี้ รัฐบาลประเทศอาเซียน ไม่เฉพาะพม่า ทุกประเทศ รวมทั้งไทย ยังไม่สนใจเคารพสิทธิมนุษยชนของพลเมืองตน

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว อาเซียนครบ 40 ปี และได้ยกร่างกฎบัตรของอาเซียน (Asean Charter) เพื่อเป็นกฎ กติกา และหลักการยึดถือร่วมกันของสมาชิก 10 ประเทศ เพื่อให้กฎบัตรอาเซียนสมบูรณ์ คณะทำงานส่งเสริมการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชน อาเซียนจัดประชุมหลายครั้งเพื่อรวบรวมความคิดเห็น ทำข้อเสนอต่อคณะผู้ยกร่างว่าควรจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอะไรบ้าง ผมเข้าร่วมประชุมดังกล่าวที่จาการ์ตา และเสนอความคิดเห็นว่า อาเซียนตั้งมาจะครบ 40 ปีแล้ว ประชาชนแต่ละประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่ามีองค์การนี้ อย่างในประเทศไทย คนที่รู้จักอาเซียนไม่น่าจะเกินแสนคน ถือเป็นความล้มเหลวของอาเซียน สุดท้าย ผมเสนอความคิดให้นำร่างกฎบัตรอาเซียนมาถามความคิดเห็นของประชาชนก่อนประกาศใช้

กล่าวเฉพาะการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะมีขึ้นปลายเดือนหน้า ซึ่งหลายฝ่ายวิตกกังวลว่า นปช. จะประท้วงอย่างนั้นอย่างนี้ ผมขอทบทวนความทรงจำของผู้วิตกว่า การประท้วงการประชุมนานาชาติ การประชุมภูมิภาคเกิดขึ้นอยู่แทบทุกครั้ง ไม่ว่าการประชุมขององค์การค้าโลก (World Trade Organization) เวทีโลกเศรษฐกิจ (World Economic Forum) เมื่อมีการประชุมเอเชียและยุโรป (ASEM) ในประเทศไทย สมัยรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา บรรดาเอ็นจีโอก็ประท้วง ต่อมา มีการประชุมว่าด้วยการค้าและพัฒนาของสหประชาชาติ (UNCTAD) สมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย และการประชุมเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เอ็นจีโอก็ประท้วงเช่นกัน เพราะฉะนั้นการประท้วงการประชุมองค์การระหว่างประเทศไม่ว่าประเทศไหนเป็นเจ้าภาพ เอ็นจีโอและประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการประชุมด้วยเหตุผลต่างๆ กัน จะเคลื่อนไหวประท้วงอันเป็นสิทธิทางการเมืองของประชาชนอาเซียน

ในช่วงที่ผ่านมา เอ็นจีโอไทยหลายคนก็เคยไปร่วมประท้วงผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าในการประชุมสุดยอดอาเซียนกับเอ็นจีโอประเทศอื่นๆ มาแล้วหลายครั้ง หากมีใครประท้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ ให้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ อย่าโวยวายจนเกินเหตุ

ผู้ว่าฯคนใหม่ ...

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีกเป็นฉบับที่ 322 วันอังคารที่ 13 มกราคม 2552 อยู่กับ แทง แทนไท เข้าประจำสถานี สามเหลี่ยมดินแดง แห่งนี้ เพื่อต่อกรกับ “อำมาตยาธิปไตย” “อนาธิปไตย” ทั้งหลายที่ยังตามราวีไม่เลิกรา แม้ว่าบ้านเมืองจะเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเต็มใบแล้วก็ตาม ยังจะพาลพาให้ถอยหลังอยู่เรื่อย ๆ

** ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ จับพลัดจับผลูมาชนะเลือกตั้ง ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจจะลงสมัคร (หากตั้งใจคงจะลงสมัครไปนานแล้ว) ที่จะมาฝังกลบโครงการรถและเรือดับเพลิง จากดำเป็นขาว หรือไม่คงต้องติดตามผลงาน แต่ที่แน่ๆ หากจับผู้ร้ายในคดีรถและเรือดับเพลิง เอาเงินมาคืนหลวงไม่ได้ ให้ท่านผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ไปหาแถวๆ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นั่นแหละ เขาสุมหัวโครงการสุดอัปรีย์แห่งทศวรรษกันอยู่ที่นั่น !!!

** ประเทศไทย ที่มีหลายคนออกแนวเปรียบเทียบประหลาดๆ คล้ายๆ กับว่าเป็น “ประเทศสาระขัน” เผอิญมาเห็นทีท่า มองด้วยตาแล้วต้องขยี้หลายๆ ครั้ง “รัฐบาลหนีทหาร” กำลังจะ “ถอดยศ นรต.” ซึ่งเป็นอดีตผู้นำรัฐบาล คู่แข่งทางการเมือง เปิดเกมการเมืองน้ำเน่า ไม่ดู อีร้าค่าอีรม เล่นกันแรงๆ แบบนี้ มีหวัง บ้านเมืองลุกเป็นไฟ!!! ไหนว่าสมานฉันท์ คุยกันแล้วกับคนใกล้ชิด นี่ไงล่ะที่เขาว่า พรรคการเมืองนี้พูดจาเชื่อถือไม่ได้ ออกข่าวมาหวังจะเคลม ราคาค่างวดอะไรหรือไม่? ยี่ห้อ “เทพเทือก” ไม่ธรรมดานะ ท่านคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั้งกรม

** ต้องชื่นชม บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ยังมีจิตใจเป็นธรรม ออกปากเตือนให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับไปพิจารณาเรื่องการปลดยศใหม่ทุกมิติ หวังว่า “คนหนีทหาร” ควรจะเข้าใจ “ยศ” ที่ได้มานั้น ทหาร ตำรวจ หลายคนเขาได้มาด้วยความทุ่มเท เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไม่ใช่ไปยืนบิดก้น ซ้ายหัน ขวาหัน วันทยาวุธ 7 วัน 10 วัน แถมหนีหน้าที่ แล้วบอกว่า ฝึกทหารแล้ว ไม่ยอมใส่ยศเอาไว้หน้าคำเรียกขานนามตัวเอง เพราะมันไม่มีความภาคภูมิใจ ผิดกับคนที่เขาใช้ชีวิตต่อสู้ ฝึกหนัก 4-5 ปี

** ว่ากันไปทีเดียวเลย เพราะเห็นเป็นพวกเดียวกัน “ยัยปอง” เอ๊ย “อีปอง” พิธีกร ASTV โยนหินถามทาง "สุริยะใส กตะศิลา” ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหมาะนั่งประธานบอร์ดองค์การโทรศัพท์ หลายคนบ่น แหวะ!!! ไม่รู้ไปสนับสนุนได้อย่างไร ความรู้ความสามารถไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากพากันไปม็อบ คราวนี้ใครไม่ยอมมันคงปิดโทรศัพท์ทั่วประเทศ ให้เดือดร้อนกันเป็นทิวแถว งานนี้เป็นสัญญาณให้จ้องมองกันว่า จะมีบอร์ดสายพันธมิตรฯ เข้ามาอยู่ในรัฐวิสาหกิจแห่งใดบ้าง

** สอดส่ายสายตาไปที่ ช่อง 9 อสมท. วิ่งล็อบบี้ ซื้อเวลาถูกๆ ต่อเวลาถูกๆ โดยโฟกัสไปกันที่ โฆษกแว่นหนา ปัญญาอ่อน ชายผิวดำแห่งเวทีพันธมิตรฯ ที่พนักงานลือกันกระหึ่ม ว่าจะได้เข้ามานั่งแป้น เพื่อสนองนโยบาย เอ๊ย ... ไม่ใช่ เพื่อเฉลี่ยสุข ร่วมกันกับ “นักการเมือง” ที่กำกับดูแลอยู่ในขณะนี้มีการต่อสายถึงรายการต่างๆ หลากหลายแขนงทางจอตู้ ให้สวามิภักดิ์ กับ “นกคุ่ม” แห่ง จ.ตรัง และทีมงาน วันหน้าวันหลัง แทง แทนไท รับอาสาจะทำหน้าที่ในการชำแหละ ทีมงาน รัฐมนตรีนกคุ่ม คนนี้ดูบ้าง เพราะตัวเล็กแต่กร่างไม่เลือกที่ แบบนี้น่าจับมาตบกะโหลกสัก...สี่...ห้า ป๊าบ

** ยังไม่ทันไร “ครม.มาร์ค 1” ออกอาการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อสารมวลชนเข้าให้เสียแล้ว โดย เฉพาะสื่อในวงการไซเบอร์ สื่อทีวีดาวเทียม และสื่อวิทยุชุมชน ที่ถูกตั้งเป้าจะขจัดเสี้ยนหนามนี้ไปให้ได้ ใครไม่ทำตามมีหวังโดนเล่นงานด้วยข้อหาคลาสสิก ที่ทุกรัฐบาลพยายามยัดเยียด นั่นคือ “ข้อหากระทบต่อความมั่นคง” และ “ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง” แทง แทนไท ไม่นึกไม่ฝัน สติปัญญารัฐมนตรีคุมสื่อเสียจริงๆ ก่อนหน้านี้ ในสมัยรัฐบาลทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์นี่แหละที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อหานี้ ใช่ไม่ใช่ และยังให้ท้าย สถานีวิทยุ 92.25 และ เอเอสทีวี แต่พอมามีอำนาจรัฐ กลับทำตัวไม่แตกต่าง แบบนี้ ใครที่ทำตัวน่าสำรอก...ยิ่งกว่ากัน

** หันมาดูการเลือกตั้งซ่อมที่สนามใหญ่ 29 ที่นั่ง ซึ่งพรรคพลังประชาชนเคยครองเก้าอี้เก่าอยู่เกินครึ่ง วันนี้พรรคเพื่อไทย กลับได้เก้าอี้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า พรรคเพื่อไทย ตกต่ำสุดๆ (นี่...ไม่ใช่ทำไม่ดีแล้วตำหนิไม่ได้ บอกไว้ก่อนว่า แทง แทนไท ติเพื่อก่อ) ภายใต้บังเหียนของใคร วันนี้คนมีอำนาจเต็มในพรรค ประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ ยุทธตู้เย็น-ยงยุทธ ติยะไพรัช เจ๊หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เสี่ยเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และ เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ดูผลเลือกตั้งคราวนี้ มองทะลุไปถึงวันข้างหน้า ท่ามกลางสถานการณ์ “ฝ่ายค้าน” แล้วสุดสงสารกับ ฯพณฯ “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ใช้ใครไม่ใช้? เชื่อใครไม่เชื่อ? อยู่ดีไม่ว่าดี ไปเลือกเอาพวก...แก้มตุ่ย...

** เป็นเรื่องน่าอับอาย คนจะเป็นแคนดิเดต ผู้นำฝ่ายค้าน ของ พรรคเพื่อไทย ยังหาตัวไม่เจอ ทั้งที่เป็นตำแหน่งสำคัญในวิถีทางรัฐสภา กลับไม่มีคนกล้าจะมาทำหน้าที่ อดทนในระบบเล่นการเมืองในระบอบรัฐสภากลับไม่เล่นกัน กลับไปเล่นการเมืองในโรงแรม มันจะไปได้เรื่องอย่างไร หน้าที่ของฝ่ายค้าน หน้าที่ของนักการเมืองคือ ทำการเมืองในรัฐสภา ส่วนหน้าที่ของภาคประชาชน เขาทำการเมืองนอกรัฐสภา อย่าทำให้ผู้คนออกอาการสับสน เล่นให้ถูกสนาม ไม่ใช่มา แข่งฟุตบอลในสนามแข่งรถ มันจะมั่วกันใหญ่ สนามภาคประชาชน แข็งขันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมาแย่งซีน ไม่ต้องมาแย่งงาน

‘เพื่อไทย’พ่ายหมดยุค‘ทักษิณ’

ที่มา ประชาทรรศน์

* นักวิชาการชี้คนอีสานลำบาก-อยู่ไกลพึ่งไม่ได้

“นักวิชาการ” วิเคราะห์ผลเลือกตั้งซ่อม ชี้ชัดถึงยุคเสื่อมของ “ทักษิณ ชินวัตร” จนทำให้เพื่อไทยได้ ส.ส.กลับมาแค่ไม่กี่ที่นั่ง ระบุประชาชนรากหญ้าโดยเฉพาะคนอีสานกำลังเดือดร้อนหนัก ทำมาหากินลำบากรอความช่วยเหลืออยู่ ยุทธศาสตร์ชูอดีตนายกฯ เป็นจุดขายใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว ที่สำคัญอยู่ไกลจนรู้สึกว่าพึ่งพาไม่ได้ แถมพรรคเพื่อไทยยังไม่มีใครเป็นหลักให้มีความหวัง รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ทำให้ประชาชนบางส่วนเบื่อหน่ายจนเทคะแนนกลับไปให้ ปชป. แนะรัฐบาลต้องรีบพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ถึงจะลอกนโยบายก็ทำให้ดีที่สุด

* ชี้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวยิ่งทำ‘ทักษิณ’เสื่อม

จากผลการเลือกตั้งซ่อมเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่าพรรคร่วมรัฐบาลได้ไป 20 เสียง และฝ่ายค้านได้ไปเพียง 9 เสียง โดยเฉพาะภาคอีสานที่พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าจะได้หลายที่นั่ง และปรามาสว่า ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน จะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากคนอีสาน แต่จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาในทางตรงกันข้าม ทำให้เกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าคะแนนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มเสื่อมถอยลงแล้วหรือไม่

คนเสื้อแดงทำคะแนนนิยมลด

ดร.อรัสธรรม พรหมมะ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ทำให้มองได้ว่าประชาชนเปิดโอกาสให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ทำงาน เนื่องจากส่วนใหญ่มองเห็นว่าบ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้ว วันนี้ประเทศชาติต้องเดินหน้า หากมัวแต่ทะเลาะกันคงไปไม่ถึงไหน

สำหรับพื้นที่ของพรรคพลังประชาชนเดิม ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ส่งผู้สมัครลงไปชิงพื้นที่ แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้งนั้น ดร.อรัสธรรม กล่าวว่า เป็นเพราะภาพลักษณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปก่อความวุ่นวายในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมทำให้ประชาชนที่เป็นพลังเงียบเปลี่ยนไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นประชาชนต้องการความสุข ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดพลาดอย่างยิ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง

ชี้ชัดระบอบทักษิณเริ่มแผ่ว

“ผลการเลือกตั้งซ่อม ชี้ให้เห็นว่าระบอบทักษิณเริ่มแผ่วลงไปเรื่อยๆ เพราะช่วงหลังๆ การเคลื่อนไหวต่างๆ ของคนเสื้อแดงเริ่มไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน แกนนำต่างๆ ก่อความวุ่นวายส่อให้เห็นถึงการทำเพื่อคนคนเดียว ซึ่งในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจะต้องมีเป้าหมายเพื่อสังคมส่วนรวมจะทำให้ได้รับความนิยม”

นอกจากนี้ ดร.อรัสธรรม กล่าวด้วยว่า คนจนในชนบทเริ่มมีความเครียดมากขึ้น ทั้งจากการเมือง และสภาวะเศรษฐกิจที่ทำมาหากินลำบาก จึงทำให้มองข้ามในเรื่องของตัวบุคคล ดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยชู พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมาเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ได้รับความนิยม

ประชาชนรอทักษิณไม่ไหว

ผศ.ดร. วิบูลย์พงษ์ พูนประสิทธิ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้ตนมองว่าเกิดจากพลังเงียบจำนวนมากที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ทำงาน รวมทั้งพรรคเพื่อไทยตอนนี้ก็ขาดผู้นำที่ชัดเจน จนทำให้ประชาชนเริ่มไม่มั่นใจว่าหากเลือกพรรคเพื่อไทยจะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างไร

ส่วนปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มอ่อนแรงลงไป เพราะตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ต่างประเทศ ไม่ได้มาบัญชาการด้วยตัวเอง ซึ่งเวลานี้ประชาชนกำลังลำบาก เศรษฐกิจไม่ดี คนจนหาเช้ากินค่ำ คนเหล่านี้ไม่มีเวลามากพอที่จะรอคอยการช่วยเหลือจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะทุกคนมีภาระหนักรออยู่ข้างหน้า

ปชป.ต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาส

“ตอนนี้เศรษฐกิจแย่ ชาวไร่ชาวนา กำลังลำบาก ค้าขายไม่ได้ พวกเขามีเวลาน้อย หรือบางคนแทบไม่มีเวลาเลย ดังนั้นผมมองว่าหากพรรคประชาธิปัตย์เร่งทำผลงานให้ออกมาเยอะๆ เช่น โครงการประชานิยม ผมมองว่าไม่ได้เสียหายอะไร แม้จะโดนวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนว่าลอกมาจากระบอบทักษิณ แต่หากประชาชนได้ประโยชน์ก็ต้องทำให้ดีที่สุด”

ผศ.ดร. วิบูลย์พงษ์ กล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับโอกาสจากประชาชนแล้ว ซึ่งหากมองในแง่ดีพรรคประชาธิปัตย์ต้องขยันทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น ต้องทำงานให้หนักมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า เพราะประชาชนจะเปรียบเทียบผลงานระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

เพื่อนเนวินพอใจได้คืน4ที่นั่ง

ด้าน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึง กรณีที่ฝ่ายรัฐบาล ได้รับเลือกตั้งซ่อมเข้ามามากขึ้นและบางพื้นที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยว่า ผลการเลือกตั้ง คือ คำพิพากษาของประชาชน กระทรวงมหาดไทย ไม่เคยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาล ชนะการเลือกตั้ง แต่ กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนการเลือกตั้งให้เรียบร้อย และรณรงค์ให้ประชาชน ออกมาใช้สิทธิไม่มีอำนาจบังคับ หรือ สั่งการเป็นกรณีพิเศษ

ส่วนที่ ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวินได้กลับมาประมาณ 4 คน โดยส่วนหนึ่งส่งไปลงในนามพรรคประชาราช เขต 2 บุรีรัมย์-เขต 1 ศรีสะเกษ และเพื่อแผ่นดิน เขต 4 บุรีรัมย์ ซึ่งผลเลือกตั้งมีความชัดเจนเรื่องจำนวนส.ส.ในซีกพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า พลังของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในภาคอีสานเบาลงแล้วหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ในเรื่องนี้ เพราะเป็นการตัดสินใจของประชาชน

เพื่อไทยยอมรับขาดความพร้อม

ทางด้านนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่พรรคเพื่อไทยได้ส.ส.เพิ่ม 5 ที่นั่ง จากที่ส่งผู้สมัครลงทั้งหมด 19 คน ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองใหม่จึงขาดความพร้อม และผู้สมัครติดขัดเรื่องคุณสมบัติในการสังกัดพรรคการเมืองครบ 90 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงแกนนำคนสำคัญก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พร้อมจะเปิดทางให้มีการสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพื่อมาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพราะตนเองไม่มีความถนัดทางด้านการเมือง

ไม่เกี่ยวกระแสทักษิณตก

ส่วนสาเหตุที่พรรคได้จำนวน ส.ส.ในสัดส่วนน้อยไม่เป็นไปตามเป้า เป็นเพราะพรรคไม่มีความพร้อม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกระแสนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าลดลง นอกจากนี้ พรรคยังขาดขุนพลที่มีประสบการณ์ที่จะเข้ามาช่วยหาเสียงเลือกตั้ง อันเนื่องมาจากมีการยุบพรรคถึง 2 ครั้ง แล้วถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้บุคลากรสำคัญลดลง อีกทั้งตนเองไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจำนวน ส.ส.จะมากหรือน้อยนั้นไม่มีผลต่อการยื่นตรวจสอบรัฐบาล

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวด้วยว่า แม้พรรคจะตกอยู่ในภาวะขาดผู้นำ แต่พรรคไม่หวั่นไหวหรือย่อท้อแต่อย่างใด

ท้าปชป.ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ท้าให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน หากคิดว่ากระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ลดลง ซึ่งหากผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล ทางกลุ่มก็พร้อมยุติการเคลื่อนไหว และพรรคเพื่อไทยก็จะยอมรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ส่วนผลการเลือกตั้งซ่อมที่พรรคเพื่อไทยได้จำนวน ส.ส.ในสัดส่วนที่น้อย เป็นเพราะมีอำนาจรัฐและอำนาจเงินเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ จ.ลำพูน และ จ.สมุทรปราการ

“มาร์ค”ชี้ปชช.เบื่อความขัดแย้ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ที่ฝ่ายค้านจะตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับน้องสาวส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลมีเงินโอนเข้าบัญชีตนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เป็นสิทธิในการตรวจสอบ ส่วน การเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งภาคเหนือและอีสานสะท้อนอะไรหรือไม่นั้น ตนคิดว่าอย่าเพิ่งสรุปอะไรเร็วเกินไป เพราะเป็นเพียงการเลือกตั้งซ่อม แต่คิดว่าโดยรวมทุกภาคทั่วประเทศ ได้ส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายพยายามก้าวให้พ้นความขัดแย้ง และต้องการให้มีการเมืองมาแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาตรงนี้เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลทำงาน