WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 14, 2009

ส่งสำนวนคดี 'จักรภพ' หมิ่นสถาบัน

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 13 ม.ค. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อเวลา 10.00 น. พนักงานสอบสวนกองปราบปรามนำสำนวนการสอบสวน พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำกลุ่ม นปช. ผู้ต้องหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กรณีเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 50 นายจักรภพบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปมอบให้แก่นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา พิจารณาสำนวน โดยมีนายจักรภพไปรายงานตัวด้วย ท่ามกลางกลุ่ม นปช.ที่ไปให้กำลังใจราว 300 คน หลังจากนั้นนายกายสิทธิ์สั่งการให้นายอำนาจ มุทิตาเจริญ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นผู้รับผิดชอบพิจารณาสำนวน และมีคำสั่งให้นายจักรภพมานัดฟังคำสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ในวันที่ 5 มี.ค. เวลา 10.30 น.

นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 พิจารณาสำนวน เนื่องจากคดีลักษณะนี้เป็นคดีที่มีความละเอียดอ่อน จึงจำเป็นต้องตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาสั่งคดี คาดว่าจะมีพนักงานอัยการร่วมพิจารณาราว 5-7 คน และจะคัดเลือกอัยการมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษร่วมแปลความด้วย

ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา หากถามว่า มั่นใจแค่ไหน ขอตอบว่า สำนวนของพนักงานสอบสวนระบุว่าคดีนี้ไม่พบว่ามีความผิดตามตัวอักษร แต่มีเจตนาไม่ดีจึงผิด ดังนั้น จะยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมจากอัยการ และจะขอให้มีการสอบสวนพยานเพิ่มเติม คดีนี้เกี่ยวข้องกับการแปลถ้อยคำจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จึงควรนำคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับมาแปลความ

ศาลไม่รับคำฟ้อง ‘อำนวย’ ฟ้องคดี ป.ป.ช.

ที่มา ไทยรัฐ

ช่วงเย็นวันที่ 13 ม.ค. ที่ศาลอาญา ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้องนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.กับพวกเป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีที่ ป.ป.ช.แต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเรื่องสั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุมพื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยมิชอบ ศาลตรวจพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่าฟ้องคดีไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง และงดการไต่สวนมูลฟ้อง

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยภายหลังประชุม ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคดีเหตุการณ์สลาย การชุมนุมวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่บริเวณรัฐสภา โดยมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ใช้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ทั้งคณะทำหน้าที่เป็นอนุกรรมการ และให้ตนเป็นประธาน จะได้มีอำนาจเต็มเรียกบุคคลเข้ามาให้ข้อมูล คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน โดยในวันที่ 14 ม.ค.นี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ จะเข้าให้ข้อมูล ส่วนกรณีที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ยื่นฟ้อง ป.ป.ช.นั้น ทราบว่าศาลยกคำร้องแล้ว ดังนั้น ป.ป.ช.จึงมีอำนาจเต็มที่จะตรวจสอบ เมื่อถามว่า ตำรวจอ้างว่าได้รับคำสั่งจากฝ่ายการเมืองให้ปฏิบัติหน้าที่ นายวิชาตอบว่า ต้องดูขอบเขตการปฏิบัติงานเป็นหลัก หากเกี่ยวกับใครบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบ

“เกียร์ว่าง”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย ณัฐณิชา


หลังปรากฏการณ์ปาไข่ ตีนตบของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ตามราวี จองล้างจองผลาญคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่โดนหนักกว่าเพื่อน ไม่เว้นแม้กระทั่ง นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค ดีกรีระดับอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค ที่โดนปาไข่ใส่เข้าเต็มๆที่ใบหน้า

แม้นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์จะพยายามสร้างภาพให้ดูเหมือนว่า ไม่โกรธ ไม่อาฆาต ไม่เอาเรื่องกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมออกมาแก้เกี้ยวว่าเป็นมวลชนจัดตั้งมา ไม่ถือสาหาความใดๆทั้งสิ้น

แต่การออกมากระตือรือร้น กุลีกุจอ ออกรับแทนของนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยการกระทรวงมหาดไทย และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ออกมาตำหนิ ติเตียนข้าราชการประจำว่า

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะข้าราชการใส่เกียร์ว่าง และพร้อมจะจัดการอย่างเด็ดขาด กับข้าราชการประจำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ดำเนินการใดๆ กับกลุ่มคนเสื้อแดง ประหนึ่งว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ”

และยิ่งมาตอกย้ำด้วยท่าทีของนาย“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ประมุขฝ่ายบริหาร ที่ออกมาย้ำว่า “ต้องมีการดำเนินการเอาผิดกับคนกระทำ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง”

การออกมาพูดในเชิงตำหนิ ติเตียนดังกล่าวของฝ่ายบริหารนั้น ทำให้ข้าราชการประจำ ต้องรีบลนลานไล่บี้เอาผิดกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็ยิ่งเหมือนทำตัวเป็นศัตรูกับชาวบ้านที่แสดงออกทางการเมือง

เพราะในสายตาของชาวบ้านที่ไปแสดงออกด้วยการกระทำเช่นนั้น พวกเขาเหล่านั้นมั่นใจว่านี่คือเรื่องการเมือง ดังนั้นพวกเขาจึงยังเชื่อในคำพูดของพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ว่า“การเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง”

การออกมาพูดในเชิงตำหนิ ติเตียนดังกล่าวของฝ่ายบริหารนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่อย่างใด? และถือว่าถูกต้องเสียด้วยซ้ำไป ในแง่ของกฏหมายในแง่ของนิติศาสตร์

เพียงแต่ว่า ในสังคมไทยที่อุดมไปด้วยความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในขณะนี้ เหมาะหรือไม่? ที่ฝ่ายบริหารที่เป็นข้าราชการการเมือง จะนำประเด็นนี้มาเป็นเครื่องมือในการเช็คบิลข้าราชการประจำ ที่ไม่ใช่พวกของตนเอง

เพราะเรื่องนี้ถ้ามองกันให้ดี จะเห็นเจตนาได้ชัดว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่27 ของประเทศไทย ต้องการอะไร?

เนื่องด้วย ถ้าเป็นเจตนาดีที่จะพิทักษ์รักษากฏกติกาของบ้านเมืองจริง เหตุไฉน? ตอนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ และยังมีสมาชิกพรรคคนอื่นๆร่วมขบวนการ) ทำการย่ำยีกฏหมาย ฉีกกติกาครรลองของบ้านเมือง ตามโห่ไล่ ขว้างปาสิ่งของใส่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่25 หรือกระทำพฤติกรรมดังกล่าวลามเรื่องมาจนสมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่26

ไม่เห็นมีใคร?ในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นนายถาวร เสนเนียม , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือหัวหน้าพรรควัยละอ่อนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือแม้กระทั่งตัวนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคเองก็ตาม ออกมาจี้ให้รัฐบาลในขณะนั้น ดำเนินการเอาผิดกับพฤติกรรมการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าว

และนอกจากจะไม่ออกมาจี้รัฐบาลในขณะนั้นให้ดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว ยังมีพฤติกรรมแอบช่วยเหลือ สนับสนุนการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะตัวนายถาวร เสนเนียมเอง ที่มีภาพปรากฏทางสื่ออยู่เนืองๆ ว่า ไปร่วมดำเนินกิจกรรมกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวอยู่อย่างมิได้ขาด

ดังนั้น การที่เพิ่งออกมาไล่บี้เอาผิดกับการกระทำในลักษณะนี้ของนักการฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ดี,รองนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือแม้กระทั่งเป็นแค่รัฐมนตรีช่วยกระทรวงใด?ก็ตาม การสวมหัวโขนฝ่ายบริหาร หรือการนั่งทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่สิ่งที่แบ่งแยกสมองให้ไม่รู้ว่า สิ่งใด?ถูก สิ่งใด?ผิด

ไม่ใช่ว่าพอตัวเองเป็นฝ่ายค้าน การกระทำในลักษณะเช่นนี้(โห่ไล่ ขว้างปาสิ่งของใส่ฝ่ายที่ตนเองไม่ต้องการ)เป็นสิ่งถูกต้อง ถึงขนาดต้องเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือ ปกป้องการกระทำดังกล่าว

แต่พอตนเองพลิกขั้วกลับมาเป็นฝ่ายบริหารรัฐบาล การกระทำในลักษณะเดียวกันนี้ กลับกลายมาเป็นสิ่งผิดไม่ใช่เรื่องการเมือง พอข้าราชการประจำไม่ดำเนินการใดๆ(อาจจะเพราะกลัวพิษการเมือง)ถึงกับเต้นผาง ต้องออกมากระตุ้นใส่เกียร์กันเป็นการใหญ่

ไม่ได้บอกว่าการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นสิ่งถูกต้องทำได้ตามสิทธิ์เสรี แต่ที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ พฤติกรรมอันน่าขยะแขยงของนักการเมืองบางประเภท ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคน ทะลึ่งออกมาการันตีหลอกชาวบ้านว่าเป็นคนดี

เห็นชัดๆ ถ้าพวกตัวเองทำ(ที่ต้องย้ำว่าพวกตัวเอง เพราะนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์) เป็นสิ่งถูกต้อง ทำได้ตามสิทธิ์ เพราะเป็นสิทธิ์ส่วนตัว

แต่พอถูกกระทำกับตนเอง ไหงจะเป็นจะตาย ขึ้นมาในทันที การออกมาไล่บี้ข้าราชการประจำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือแม้กระทั่งม๊อบ 7 ตุลาฯปิดสภาฯ อย่างนายถาวร เสนเนียม เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือในการสร้างภาพว่าไม่เอาเรื่อง ไม่เอาความ ไม่ติดใจเอาผิด เอาความของนายชวน หลีกภัย โดยสิ้นเชิง

เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปกระทำพฤติกรรมดังกล่าว ก็เลียนแบบมาจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือนายถาวร เสนเนียม เคยการันตีว่าสามารถทำได้ตามสิทธิส่วนบุคคล

และถ้าจะพูดเรื่องเกียร์ว่างแล้ว ข้าราชการประจำก็ฝากย้อนถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือนายถาวร เสนเนียม เช่นกันว่าทำไม? ไม่เห็นให้นโยบายให้เร่งดำเนินการเอาผิดกับการยึดทำเนียบรัฐบาล , การยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือแม้แต่การเอาผิดกับบุคคลที่ยิงอาวุธปืนใส่กลุ่มบุคคลผู้ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ หน้าถนนวิภาวดีรังสิตซอย3 ที่มีผู้บาดเจ็ยสาหัสหลายราย และมีภาพข่าวปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน หรือแม้กระทั่งตำรวจเองก็เถอะ ไม่เห็นมีใคร?ไปไล่บี้เอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ใช้ด้ามปืนแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจปางตาย หรือขับรถพุ่งชนแล้วถอยกลับมาเหยียบซ้ำ เจตนาฆ่าชัดเจน ทำไม?

หรือสติปัญญา วิสัยทัศน์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงหรือนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นว่าการ“โห่ฮา ปาไข่” เป็นเรื่องใหญ่กว่าการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนกว่าการดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มก่อการร้ายที่บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนไม่เพียงแค่ทำให้คนไทยเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่นานาชาติก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย
ถ้าสมองของผู้บริหารรัฐบาล“เทพประทาน” มีเพียงแค่นี้ก็เอวังล่ะกันประเทศไทย

ไม่ต้องไปไล่บี้เอาผิดกับข้าราชการประจำว่าเขาใส่เกียร์ว่างหรอก พวกท่านนั่นแหละที่นอกจากจะใส่เกียร์ว่างแล้ว ยังเพี้ยนถึงขนาดมองไม่ออกว่าเรื่องใด?ควรไปไล่บี้กว่ากัน

ภูมิใจไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

วันนี้เป็นวันแรม 4 ค่ำ เดือน 2 ถือเป็นฤกษ์ดี ที่จะมีการเปิดตัว พรรคภูมิใจไทย อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความคุกรุ่นทางการเมือง ที่ฝุ่นควันยังไม่จางหายไปสักเท่าไร นักการเมืองหลากหลายคนต่างจ้องมองว่าพรรคการเมืองจะเติบโตได้ขนาดไหนอย่างไร ภายใต้สถานการณ์การกุมบังเหียนของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จับมือกับกลุ่ม “วังบัวบาน” สมศักดิ์ เทพสุทิน และแนวร่วม ทางการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมสหายเก่า นักการเมืองบางส่วนจาก “กลุ่ม 16” เซียนการเมืองต่างจับจ้องเพื่อ วิเคราะห์ความพร้อมของ พรรคภูมิใจไทย เทียบกับ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีรากหน่อของ พรรคพลังประชาชนเดิม เซียนการเมืองแทบไม่เชื่อสายตา

พรรคการเมืองหลายๆ พรรค ที่กำลังตั้งใหม่ในเวลานี้ น่าจะเปิดตัวได้ฟอร์มใหญ่กว่า พรรคภูมิใจไทย เพราะมีจำนวน ส.ส. อดีตรัฐมนตรี และ อดีตนายกรัฐมนตรี คอยหนุนหลัง

แต่...ปรากฏว่า ไม่มีใครสนใจที่จะเปิดตัวพรรคการเมืองให้ใหญ่โต ทั้งที่บางพรรคคุยโวกันนักหนาว่าจะมีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้พรรคเก่าที่ถูกยุบไป แต่จนถึงขณะนี้ แม้กระทั่ง ตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยังไม่มีใครอยากจะมานั่ง !!! นายทุนพรรค คงนั่งบ่นทั้งวี่วัน เลือกตั้งยังแพ้ 26 คน ได้มา 5 ที่นั่ง หมดฟอร์ม ทำไม 3-4 คน พวกนี้มัน..ไม่..เอา..ไหน ซะเลยทีเดียว!!!
ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย กลับมีแคนดิเดตหัวหน้าพรรคถึง 2 คน คือ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และ ชัย ชิดชอบ !!! หนำซ้ำการเลือกตั้งซ่อมยังเข้าเป้า เพิ่มเสียงให้รัฐบาล ขยี้คะแนนกันแบบไม่เห็นฝุ่น...
หันไปดูความพร้อมทางกายภาพ
ภายใต้บังเหียนของ ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน ปรากฏชัดแจ้งว่า มีความคึกคักในการที่จะเปิดตัวพรรคอย่างยิ่งใหญ่
การเปิด เว็บไซต์ ภายใต้ชื่อ http://www.bhumjaithai.com เตรียมที่จะถ่ายทอดสด ในพิธีการเปิดตัวพรรค ซึ่งคาดหมายว่าจะมีพิธีเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ไม่เสียชื่อ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่แสดงความกล้าหาญทางการเมืองครั้งสำคัญ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ กลับขั้วทางการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติ

มีการเตรียมการอีกหลายอย่าง ที่ทางพรรคได้ขอปิดเป็นความลับ แต่ เห็นว่าลับๆ ควรจะนำมาเปิดเผย นั่นคือ การแสดงความพร้อมเพรียงและความเป็นเอกภาพของ ส.ส. ในพรรค เช่น การตัดชุดสูทใหม่ให้เหมือนกันทั้งหมดเพื่อถ่ายรูปร่วมกัน การทำเอกสารและของชำร่วยมอบเป็นที่ระลึกให้ผู้มาร่วมงาน และ การแถลงข่าวที่เน้นความอลังการงานสร้าง
การเปิดตัว สโลแกนของพรรค ที่ว่า “ประชานิยม สังคมเป็นสุข” เป็นข้อความที่ท้าทายความเชื่อ ความรู้สึก ยืนยันในเจตนาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้า ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย 63 ล้านคน ด้วยวิธีการที่ ประชาชน ชื่นชอบ

การเปิดตัว พรรคภูมิใจไทย แม้ยากจะเปรียบเทียบทั้งกำลังคนและกำลังทุนทรัพย์ หากจะเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองในอดีตที่เคยยิ่งใหญ่ แต่เห็นเลาๆ แล้วว่า พรรคการเมืองนี้ น่าจะมีพลังแห่งการทำงานทางการเมือง ด้วยความเป็น เอกภาพ และมีจิตวิญญาณ ร่วมกันของคนในกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงฝีมือ ในการทำงาน ความสนใจ ความเอาใจใส่ กับการทำงานทางการเมือง ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กับพรรคการเมือง ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในขณะนี้

จึงขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลภิภพ โปรดช่วยอำนวยพร ให้กับมวลหมู่สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ทำหน้าที่ยืนหยัดรับใช้ประชาชนและประเทศชาติต่อไป เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบสุขได้สำเร็จ และให้พรรคการเมืองอยู่ยั่งยืนยงต่อไป หลังพลิกประวัติศาสตร์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ลือลั่นสนั่นเมือง มาแล้ว ....

พรรคอันดับสอง !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชฌาวดี


แทบไม่น่าเชื่อว่าบรรดาสื่อมวลชนจะให้ความสนอก สนใจการเปิดตัวพรรคใหม่ที่ชื่อว่า “พรรคภูมิใจไทย” ขนาดนี้
เนื่องจากตลอดทั้งวันที่ 13 มกราคม ก่อนการเปิดตัวพรรค 1 วันมีการรายงานข่าวจากสื่อต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่า “พรรคภูมิใจไทย” ที่สื่อมวลชนจับตาเป็นพิเศษนั้น ต้องมีความสำคัญทางการเมืองชนิดที่นักข่าวทุกคน “ตกข่าว” นี้ไม่ได้เด็ดขาด

เพราะการกำเนิดของพรรคภูมิใจไทย เป็นการรวมตัวกันของ ส.ส. ที่จะมาจาก พรรคมัชฌิมาธิปไตย และ กลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งจะทำให้พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. ถึง 40 เสียง

นั่นก็หมายถึง “พรรคภูมิใจไทย” กลายเป็นพรรคอันดับ 2 ในทันที
แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ขณะนี้ค่อนข้างชัวร์แล้วว่าจะมี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าพรรค

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จาก พรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม เป็นเลขาธิการพรรค
อย่างไรก็ตาม ในงานเปิดตัวพรรควันที่ 14 มกราคม ที่โรงแรมสยามซิตี้ จะมีรายการ “บิ๊กเซอร์ไพร์” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เพราะหลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เมื่อวันที่ 11 มกราคม ทำให้สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป บรรดา ส.ส. ที่ยัง ลังเลการเข้าสังกัด “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งยังมีหลงเหลืออยู่บางส่วน ก็อาจเข้าร่วมด้วย เนื่องจากสภาพของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ “หมดรูป” ไปแล้ว

ดูได้จาก การประชุมของพรรคเพื่อไทยที่มีมติให้เลื่อนการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคออกไป และให้แต่งตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธานสส. ของพรรค ทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรคในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา
แค่เห็นชื่อตำแหน่ง ประธาน ส.ส. ก็เดาออกแล้วว่า สถานการณ์ภายในพรรคเป็นอย่างไรบ้าง

แถมออกอาการร้อนรนอย่างที่เห็น เพราะไปดึง พล.อ.เชษฐา ฐษนะจาโร อดีตหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย หวังกู้ภาพลักษณ์กลับคืนมา
เป็นอันว่าตอนนี้ “พรรคเพื่อไทย” กลายเป็นพรรคที่ไม่น่าสนใจไปแล้ว

ขณะเดียวกันว่ากันว่า“บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในงานวันเปิดตัว“พรรคภูมิใจไทย” จะมีการปรากฏตัวของ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และ นายสุชาติ ตันเจริญ

ความน่าสนใจของพรรคภูมิใจไทยนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวบุคคล เพราะในส่วนของนโยบายด้านการเมืองการปกครอง ก็เน้นว่าต้องยึดมั่นและดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และที่สำคัญคือการเร่งรัดการแก้ไขกฎหมายการกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระเต็มที่ในการบริหารงาน

หันไปดู สโลแกนของพรรคภูมิใจไทยได้ใช้คำว่า “ประชานิยม...สังคมเป็นสุข” โดยใช้โลโก้เป็นรูปริ้ว 2 ริ้ว สีแดงและสีน้ำเงิน ประกบเข้าด้วยกันเป็นรูปหัวใจล้อมรอบแผนที่ประเทศไทยที่ใช้สีแดงทั้งหมด

การเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้ หวังว่าจะสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย และ เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤติได้อย่างแท้จริง!

บำเหน็จรางวัลแกนนำพันธมิตรฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร


๐๐ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กากเดนของเผด็จการ ผลงานอัปยศของปีศาจคาบไปป์ ฉบับวันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ.2552 เอกฉัตร กลับมาเข้าเวรรายงานข่าวตามปกติ ท่ามกลางอากาศรอบกายหนาวกว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ประชาชนในหลายจังหวัดประสบภัยหนาว ในขณะที่สถานการณ์การเมืองยังร้อนรุ่ม ในห้วงเวลาการเมืองกลับข้าง เหลืองไปแดงมา ยังไม่มีใครหยั่งรู้ได้ว่า จะจบลงอย่างไร เมื่อคนเสื้อแดงรวมตัวกันเป็นยุทธการเอาคืน เสื้อเหลืองเคยทำอย่างไร เสื้อแดง ก็จะทำอย่างนั้น ทำให้หลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อคนเสื้อแดงยังไร้แกนนำที่เข้มแข็งที่จะทำให้แดงมีพลังเพียงพอที่จะเปิดเกมเจราจาต่อรองได้

๐๐ ประสาคนสวมเสื้อสีเดียวกัน ก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้เกิดวันแดงเดือด เพราะหวั่นว่าจะเกิดวันแดงดับ สถานการณ์วันนี้ กิจกรรมที่พึงกระทำคือสิ่งที่ทำมาตลอด นั่นคือ ประคับประคองระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และกระทุ้งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ดีกว่าเห็นดีเห็นงามกับยุทธการปาไข่ ซึ่งสิ่งที่ทำไป ผลที่ออกมาแล้ว เป็นลบมากกว่าบวก

๐๐ ผลการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ที่มั่นใจว่าต้องได้แน่ เหตุหนึ่งมาจากยุทธการปาไข่ใส่ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และยุทธการตามราวีของ “ตีนตบ” ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เดินทางไปราชการ ทำให้คนที่วางตัวเป็นกลาง ไม่เหลืองไม่แดง ไม่อยากเห็นการเมืองไทยเลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ จึงแสดงออกโดยการกากบาทเลือกพรรคซีกรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลเข้มแข็งขึ้น อย่างที่ จ.สมุทรปราการ พื้นที่ของคนเสื้อแดงแน่นหนา แต่ น.ส.สรชา วีรชาติวัฒนา จากพรรคประชาธิปัตย์ สามารถชนะ นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้คงทำให้ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เลิกคุยโม้เสียทีว่าจะสามารถระดมคนได้เป็นแสนๆ คน เพื่อทำโน่นทำนี่ แต่สุดท้าย ยังไม่เคยทำอะไรสักที ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พิสูจน์ชัดแล้วว่า บ่มิไก๊ มีแต่ราคาคุย

๐๐ พื้นที่ปักษ์ใต้ พรรคประชาธิปัตย์ ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัคร ยังได้รับเลือกตั้ง ไม่ต่างจากจังหวัดสุพรรณบุรี นอมินีของ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ส่งลูกหลานแกนนำพรรคลงสมัครในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ชนะรวดทั้ง 5 คน ในเขต 1 เขต 2 ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ที่ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรค เคยคุยไว้ ทำได้แค่เป็นผู้สมัคร ไม่ได้ลุ้นแม้แต่คนเดียว

๐๐ เอกฉัตร ยกมือสนับสนุนสุดตัวกับมติของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งสุมเศียรประชุมกันพร้อมหน้า อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย นพ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายสมยศ พฤษภาเกษมสุข นายชินวัฒน์ หาบุญพาด และ นายขวัญชัย ไพรพนา ลงมติ 3 ประเด็น หนึ่ง จี้ให้รัฐบาลดำเนินการ หนึ่ง ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปีศาจคาบไปป์ แล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 สอง รัฐบาลต้องดำเนินการจับกุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ก่อคดียึดทำเนียบรัฐบาล และ สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีอาวุธนานาชนิด และ สาม รัฐบาลต้องปลด นายกษิต ภิรมย์ ศิษย์ประสงค์ พ้นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในขบวนการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะที่นั่น อาหารอร่อย นักร้องดี ดนตรีเพราะ

๐๐ มติทั้ง 3 ประเด็นของ นปช. ตรงกับแนวทางของ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ที่เรายึดมั่นมาตลอด ตั้งแต่การเมืองจะกลับขั้ว เหลืองไปแดงมา อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปีศาจคาบไปป์ จริงๆ แล้ว วันนี้หากรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่แสดงอาการกล้าๆ กลัวๆ ป่านนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะอยู่ในขั้นตอนของแปรญัตติเป็นอย่างน้อย

๐๐ ประเด็นที่สอง เป็นคดีอาญาที่เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว ประชาชนทั่วโลกรับรู้กันทั่ว ส่วนคนไทยนอกจากได้รับรู้แล้ว ยังได้รับความเจ็บปวดตามมา เมื่อประเทศต้องประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจสองเด้ง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวไทย ยังอยู่ในอาการโคม่า สองปีข้างหน้า ยังไม่รู้ว่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวได้แค่ไหน คนต่างชาติไม่ได้ลืมง่ายเหมือนคนไทย การเร่งรัดดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว เป็นการล้างข้อครหาให้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้บ้าง ไม่ได้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเปิดเผย แต่หนุนกันลับๆ

๐๐ เท่าที่ฟัง นักจ้อหน้าจอ พล.ต.อ.จงรัก จุทานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่าคดีนี้ สอบปากคำพยานไปแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก 30 เปอร์เซ็นต์ ขอให้สอบให้เสร็จในชาตินี้เถอะขอรับ พยานบุคคลสามารถพลิกลิ้นกันได้ แต่หลักฐานที่เห็นอยู่ทนโท่ จนถึงวันนี้ระเบิดที่ซุกซ่อนอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ไม่รู้ว่าเคลียร์หมดหรือยัง และที่หลายคนลืมไปแล้วคือ ฮาร์ดดิสก์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ที่รวมข้อมูลของประเทศที่หายไป มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท วันนี้ไปเจรจาขอคืนได้หรือยัง

๐๐ ประเด็นที่สามเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าสองเรื่อง การให้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมเนรคุณปลด นายกษิต ภิริมย์ ศิษย์ประสงค์ ผู้มีพระคุณที่เป็นหนึ่งในขบวนการยึดสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำให้ประเทศหายนะถึงที่สุด เมื่อมีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จึงทำให้เกิดรัฐบาลชุดนี้ จะปลดผู้มีพระคุณไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ สำหรับคนไทย

๐๐ นอกจากจะทำใจไม่ได้ที่จะเนรคุณผู้ร่วมกันยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิ ยังมีแกนนำพันธมิตรฯ อีกหลายคนที่รอคิวรับบำเหน็จรางวัล ไม่ได้ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี ก็เป็นที่ปรึกษารับเงินเดือน ทั้ง นายพิเชฐ พัฒนโชติ นายประพันธ์ คูณมี แต่ที่โดดเด่น คงจะไม่มีใครเกิน นายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 เอกฉัตร อ่านจากข่าว ดีใจกับพี่สำราญจนขนลุกขนชัน หากได้เป็นผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ อสมท. ตรงกับสเป็กกับงาน ต่อไปนี้ ช่อง 9 จะได้รับสัญญาณถ่ายทอดจาก เอเอสทีวี ไม่ต้องเสียเวลายกพลไปยึดสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที หากจะปลุกระดมให้ปรเะชาชนทำอะไรตามใจต้องการ สบายกว่ากันเยอะเลย สบายกว่า ชะเอย

พิษวิกฤตศก.โลก!"หอการค้า"คาด!ส่งออกปี52ติดลบ

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้อำนวยศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินอุปสรรคภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยปี 52 คาดส่งออกปีนี้มีโอกาสติดลบ 1.6% คิดเป็นมูลค่าส่งออก 173,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า จากการประเมินอุปสรรคภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยปี 52 คาดว่าการส่งออกปีนี้มีโอกาสติดลบ 1.6% คิดเป็นมูลค่าส่งออก 173,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในครึ่งปีแรกจะติดลบถึง 10.2% จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ประเทศคู่ค้าทั่วโลกชะลอการสั่งซื้อ แต่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นกลับมาเป็นบวก 6.9% ในครึ่งปีหลัง

การส่งออกไปตลาดหลักจะได้รับผลกระทบติดลบหนักถึง 0.7% แบ่งเป็นสหรัฐฯ -6.3% สหภาพยุโรป -3.5% แต่ญี่ปุ่นโต 0.6% อาเซียนโต 4.3% ส่วนตลาดใหม่โต 9.7% แบ่งเป็นตะวันออกกลาง 8.3% แอฟริกา 17.8% ยุโรปตะวันออก 20.2% เอเชียใต้ 2.6% จีน 2.7%

ส่วนการนำเข้าปีนี้ คาดว่าจะติดลบ 6.7% มีมูลค่า 167,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงตามทิศทางการส่งออกและการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ดุลการค้าจะเป็นบวก 5,900 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ 3,690 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะดุลบริการลดลงจากการท่องเที่ยว

"ผลการศึกษาได้สรุปแนวทางเป็น 3 กรณี และคาดว่าโอกาสที่ส่งออกจะติดลบ 1.6% มีสูงถึง 50% ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐาน GDPโลกขยายตัวเพียง 0.9% อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/เหรียญสหรัฐ และราคาน้ำมัน 51.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะติดลบเพิ่มเป็น 6.4% ได้หากสถานการณ์เลวร้ายขึ้นอีก ส่วนโอกาสที่ส่งออกจะกลับมาเป็นบวกตามเป้าหมาย 3.1% มีเพียงน้อยนิดแค่ 15% เท่านั้น" นายอัทธ์กล่าว

นายอัทธ์ กล่าวว่า การค้าระหว่างประเทศปี 52 จะเผชิญปัจจัยลบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงมาก ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าลดการนำเข้าและการแข่งขันทางการค้าจะรุนแรงขึ้น เพราะประเทศผู้ส่งออกต่างต้องการหาตลาดใหม่ นอกจากนี้จะมีการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้ามากขึ้น ผ่านมาตรการสิ่งแวดล้อม, แรงงานที่เข้มงวด รวมทั้งผู้ประกอบการอาจเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง หลังธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ โดยเสนอให้รัฐบาลใช้นโยบายค่าเงินอ่อนเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ

บึ้ม!2ลูกด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก

ที่มา ประชาทรรศน์

คนร้ายลอบวางระเบิด ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก 2 ลูก ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ คาดส่งผลความเชื่อมั่นนักลงทุนชาวมาเลเซียและกระทบธุรกิจท่องเที่ยวเต็ม ๆ

เมื่อ เวลาประมาณ 06.20 น เกิดเหตุระเบิดในบริเวณด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก โดยคนร้ายลอบประกอบระเบิดแสวงเครื่อง ลงในท่อแป็บ เหล็กขนาด 2 x 10 นิ้ว ต่อพ่วงวงจรจุดชนวนด้วยนาฬิกาข้อมือ ดิจิตอล นำไปวางไว้ในตู้ ออฟฟิตใหม่เป็นอลูมิเนียมติดกระจก ที่กำลังมีการก่อสร้าง และเตรียมนำตู้ดังกล่าวไปติดตั้ง เพื่อใช้เป็นจุดตรวจยานพาหนะในการเข้าออกระหว่างประเทศ ไทย- มาเลเซีย หลังจากสิ้นเสียงระเบิด เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร-เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ได้สั่งปิดการจราจร ห้ามบุคคลและรถยนนั่งและรถขนส่งสินค้าทุกชนิดแล่นผ่านเข้าออกระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด เวลาต่อมา 06.30 น.ขณะเจ้าหน้าที่เตรียมเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้เกิดระเบิดลูกที่ 2 ตามมา โดยอยู่ห่างจากลูกแรก 2 เมตร บริเวณริมรั้วกำแพงด่านศุลกากร เสียงดังสนั่น เจ้าหน้าที่จึงประสานชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นำเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและเครื่องตัดสัญญาณ รีโหมด เข้าติดตั้งพร้อมเข้าตรวจที่เกิดเหตุ พบว่า ตู้ ออฟฟิตใหม่เป็นอลูมิเนียมติดกระจก มูลค่าใบละ 80,000 บาท ที่เตรียมนำไปติดตั้ง ถูกแรงระเบิดพังเสียหายอย่างหนัก จำนวน 2 ใบ และอีก 2 ใบกระจกแตก ตัวตู้ถูกสะเก็ดระเบิดเป็นรูได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบเศษ แผงวงจรนาฬิกาข้อมือดิจิตอล ยี่ห้อ คาวีโอ้ รุ่น F-120 แตกกระจายปะปนกับเศษสะเก็ดระเบิดอยู่ทั่วจุดเกิดเหตุ โชคดีที่การระเบิดในครั้งนี้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่การระเบิดได้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ –พ่อค้า-แม่ค้า และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นอย่างมากเนื่องจากถูกสื่อมาเลเซียโจมตีอย่างหนัก ซึ่งมีผลกระทบต่อธุรกิจการ ค้าส่งออกพืชผัก ผลไม้ และที่สำคัญ ธุรกิจการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีนที่จะมาถึงในช่วงปลายเดือน มกราคม 52 นี้ทันที

การ์ตูนมะนาว:โทษกบฎ

ที่มา Thai E-News



เราเดินมาถึงปากประตูของการเปลี่ยนแปลง 'อยุติธรรมประเทศ' แล้ว

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ชะเอมเทศ
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
14 มกราคม 2552

เรากำลังอยู่ในประเทศแบบไหนกันแน่?

นี่คือคำถามที่เกิดขึ้น หลังจากที่เราได้รัฐบาลใหม่(อีกแล้ว) โดยมีโฆษกประเทศมาพายเรือให้โจรนั่ง เพื่อที่จะได้นั่งเรือที่โจรพายในคราหลัง

ได้เห็นคนที่เป็นว่าที่นายกฯ ในยามนั้น ออกอาการกระสันต์เหมันต์สวาท อยากเป็นเหลือเกิน จนต้องเดินสายเล่นลิเก กอดเอวกอดไหล่กับคนที่เคยด่าไว้แบบไม่มีชิ้นดี แล้วก็ได้เป็นสมใจนึก

เป็นซะให้เข็ดครับ ดีกว่าให้ตะกวดพังทำเนียบ มันไปยึดอะไรต่อมิอะไรอีก

ได้เห็นการบริหารงานของรัฐบาล ที่มีผู้นำโคตรเก่งมาก จากอังกฤษ ประเดิมด้วยการลอกนโยบายที่เคยเอาไปทำบันไดเหยียบเล่น เว้ากันซื่อๆ ลอกกันหน้าด้านๆ

แต่ก่อนนี้ ด่าไว้เละ เปิดตำรามาด่ากันว่า ไร้วินัยทางการเงินบ้าง ก่อหนี้เน่าบ้าง พอได้มาเป็นแล้ว ดันโง่ คิดแก้ปัญหาไม่เป็น ก็ลอกเขา แล้วให้ลิ่วล้อยกหางกันเองว่า เก่งและทำเพื่อประชาชน

ยังไม่พอ ยังได้เห็นผู้นำรัฐบาลเล่นลิเก บทดาวพระศุกร์หนูถูกรังแก ออเซาะแม่ยกทั้งหลายว่า หนูจะถูกลอบทำร้ายๆๆๆๆๆ แต่ไม่ขอคุ้มกันพิเศษนะจ๊ะ เพราะหนูเป็นชายชาติ(หนี)ทหาร

ไม่พอ ยังมีลิ่วล้อที่ว่าเป็นดาวรุ่งนักเรียนอังกฤษ ออกมาบอกว่าจะมีคนสาดน้ำกรดนายกฯ

ถ้าไปเรียนถึงอังกฤษแล้ว คิดได้แค่หัวแม่เท้าแบบนี้ อย่าไปดีกว่า สงสัยว่า คนพรรคนี้ จะติดละครมากผัวหลายเมีย ถึงจินตนาการไปว่า เค้าจะสาดน้ำกรดนายก

โถ! ไม่รู้จะโทษอังกฤษ ที่สอนได้แค่นี้ หรือว่า โทษนักเรียนที่มันโง่ดี

ว่าไปถึงละครมากผัวหลายเมียแล้ว มันก็เข้าเค้ากับพฤติกรรมของหลายคนอยู่เหมือนกัน

อยุติธรรมประเทศนี้ ยังอวยยศอวยตำแหน่งให้ตะกวด ได้ไปชูคอกันสลอนทำเนียบ ก็ทำเนียบที่มันเปิดประตูให้พวกกันเองเข้าไปขี้รดนั่นแหละ แถมไอ้พวกปีศาจคาบคัมภีร์ ที่เคยรับใช้ไล่บี้คนอื่นให้ ก็ยังมารับตำแหน่งใหญ่โตอีกต่างหาก

เฮ้อ!!! เบื่อที่จะไล่เรียง เพราะมันเยอะครับ

เราอยู่ในอยุติธรรมประเทศ ที่อำนวยการบริหารโดยอำมาตย์ใช่หรือไม่?

คำตอบของคำถามนี้ มันชัดเจนยิ่งกว่าชัด ว่าไอ้พวกหวงอำนาจนั้น ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เมื่อได้ลูกหลานอำมาตย์มานั่งเมือง หลังจากทำระยำกับประเทศ จนแทบหาชิ้นดีไม่ได้แล้วนั่นแหละ

ชั่วชีวิตที่ไม่น่าจะยาวนักของผม คงได้เห็นเรื่องแบบนี้อีกมากมาย แต่สุดท้ายแล้ว ผมยังคงเชื่อมั่นว่า ...ศรัทธาที่มั่นอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะนำพาเอาความเจริญทางด้านการเมืองการปกครองมาสู่ประเทศนี้ ไม่น่าจะนานเกินที่รุ่นผมจะรอไหว

คนเรานั้น หากสิ้นศรัทธาในสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นคนเต็มคนอยู่ได้

ธรรมชาติของโลกนี้ จะคัดเอาสิ่งที่อ่อนแอ และไม่สามารถปรับตัวตามเวลา ให้สูญไปเรื่อยๆ

และผมเชื่อว่า สิ่งที่ล้าหลังและล้าลงไปเรื่อยๆ ในบ้านเรานั้น ใกล้จะสูญสิ้นไปตามกาลเต็มทีแล้ว

ประชาธิปไตยที่แท้นั้น คือความชัดเจนในความเชื่อมั่นของกลุ่มก้อนของตน ไม่ใช่ประชาธิปไตยแฟชั่น ประชาธิปไตยแต่ปาก หรือประชาธิปไตยบังหน้า

ความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์ที่เกิดมาต่างหาก ที่เป็นแก่นแท้ของประชาธิปไตย

ประชาธิปไตย ไม่ใช่การเสกเป่าโองการลงมาจากเทวดาองค์ไหน แต่เกิดขึ้นจาก "คน" ที่เท่าเทียมกันทุกประการ

เกิดขึ้นจากความเคารพในตน และเคารพในคน จึงจะแท้จริง และยั่งยืน

เราเดินมาถึงปากประตูของการเปลี่ยนแปลงแล้วครับ อยู่ดีและมีแรงทุกท่านครับ