WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 14, 2009

'สมยศ' รับขน'ไข่สด'รอตอนรับนายกฯวันนี้

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(14 ม.ค.) นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย กล่าวเปิดเผยว่า จะมีการรวมตัวกันของกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการแผ่นดินของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาล ในช่วงหัวค่ำของวันนี้ที่บริเวณหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล สี่แยกราชประสงค์ พร้อมยอมรับว่าได้มีการจัดเตรียมไข่สดไว้คอยต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะแล้ว หากจะเดินทางมาบรรยายพิเศษที่โรงแรมดังกล่าว แต่ยืนยันกลุ่มผู้ชุมนุมจะไม่มีการใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด

ไทยโรดโชว์ฟื้นฟูภาพลักษณ์เน้นตลาด จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย ยูเออี

ที่มา MCOT News


กระทรวงการต่างประเทศ 14 ม.ค.- นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงนโยบายรัฐบาลเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับประเทศ ด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวและการลงทุน ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณให้จำนวน 325 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ให้จัดทำแผนฟื้นฟูและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศเป็นการเร่งด่วน โดยมีตลาดหลักคือ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งภาพรวมของการดำเนินงานเป็นการจัดทำโรดโชว์ และการเชิญหน่วยงานประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศมาร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์ ด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนของประเทศไทย

นายธฤต กล่าวว่า ในระหว่างการดำเนินนี้ กระทรวงการต่างประเทศ สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก รายงานถึงมุมมองของประเทศต่าง ๆ ที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลในการทำงานที่ทำควบคู่กันไป เนื่องจากเป็นนโยบายเร่งด่วนและจะดำเนินการโดยทันที โดยหวังว่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติกลับมาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติและการลงทุนที่ต้องทำให้เพิ่มมากขึ้น.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-14 11:17:23

บุญจงชี้นิรโทษไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน-ปัดปูทาง"เนวิน"นายกฯ

ที่มา มติชนออนไลน์

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงมหาดไทย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย ที่โรงแรมสยามซิตี้ เมื่อวันที่ 14 มกราคม ว่าการเข้ามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเนื่องจากมีแนวคิดและนโยบายด้านประชานิยมให้สังคมเป็นสุขเหมือนกัน มิได้เป็นการปูทางให้นายเนวิน ชิดชอบ ก้าวไปเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตแต่อย่างใดเช่นเดียวกับกระแสข่าวเชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ยังไม่ได้มีการปรึกษากัน ส.ส.พรรคมี 30 คนจากกลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คนและของพรรคภูมิใจไทย 7 คน แต่ยังเปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้าทำงานร่วมกัน

"การขอนิรโทษกรรมเป็นประเด็นที่มีการหยิบยกมาพูดกัน เนื่องจากนักการเมืองที่โดนตัดสิทธิทางการเมืองนั้นเป็นผู้มีประสบการณ์ถือบุคลากรสำคัญทางการเมือง แต่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำในปัจจุบันและการนิรโทษกรรมไม่สามารถดำเนินการโดยพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว จะต้องหารือกับพรรคการเมืองต่างๆรวมไปถึงความคิดเห็นของประชาชน เรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือปัญหาเศรษฐกิจ ความเชื่อถือของประเทศและปัญหาปากท้องของประชาชน และจะไม่มีการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี"

สุดแค้นมาร์คตั้งพธม.เสื้อแดงไม่สมานฉันท์

ที่มา เดลินิวส์

ได้ฤกษ์เปิดตัว'ภูมิใจไทย'โชว์ 40 ส.ส.พรรคอันดับ 2

รัฐบาลตกรางวัลพันธมิตรฯตั้งเป็นกุนซือรัฐมนตรี พร้อมเรียงหน้าแก้ต่างกันจ้าละหวั่น อ้างเป็นเด็กเก่า ปชป. ทั้งนั้น ขณะ ที่ “เสื้อแดง” รับไม่ได้ลั่นทำอย่างนี้อย่าหวังจะเกิดความสงบ “จตุพร” ประกาศเลิกสมาน ฉันท์ ขอทะเลาะไม่เลิกถือเป็นการย่ำยีและตบหน้าที่รัฐบาลไม่สนใจความรู้สึกคนไทย ด้าน “เพื่อไทย” เกี้ยว “บิ๊กเหวียง” มาเป็นที่ปรึกษาพรรค เจ้าตัวยืดอกรับทันควัน ส่วนกลุ่มเพื่อนเนวิน อพยพซบภูมิใจไทยแล้ว มั่นใจมีตัวเลขไม่น้อย กว่า 40 ชีวิต ลือ “บังธิ” แอบตั้งพรรคเล่นการเมือง เจ้าตัวปัดยังไม่อยู่ในความคิด ฝ่าย “มาร์ค” ให้สัญญากับสื่อไม่แทรกแซงคุกคาม จะอดกลั้นให้ถึงที่สุด

โปรดเกล้าฯเปิดประชุมสภา

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงมีพระราชดำริว่า ตามที่ได้ประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. พ.ศ. 2551 นั้น บัดนี้ สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2552 ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. พ.ศ. 2552 ให้ไว้ ณ วันที่ 11 ม.ค. พ.ศ. 2552 เป็นปีที่ 64 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโอง การโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ปีหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยให้ถือวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรก เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป และเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2551 ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 ม.ค. พ.ศ. 2551 จึงสมควรเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปสำหรับปี 2552 ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. พ.ศ. 2552 ตามความในมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ. 2552 ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2552

ครม.ตั้ง 35 กุนซือช่วยงาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภรักษ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ว่า ครม. อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 35 ตำแหน่ง คือ 1.นายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์ฯ 2.นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เป็นเลขานุการ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ 3.นายชาญยุทธ โฆศิรินนท์ เป็นที่ปรึกษา รมว.การพัฒนาสังคมฯ 4.นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เป็นเลขานุการ รมว.การพัฒนาสังคมฯ 5.นายศิโรตม์ เสตะพันธุ เป็นเลขานุการ รมว.คลัง 6.นายสัญญา สถิรบุตร เป็นที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ 7.นายอัครพล ลีลาจินดามัย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.พาณิชย์

8.นายวีระชัย ถาวรทนต์ เป็นที่ปรึกษา รมว.แรงงาน 9.นายขภัช นิมมานเหมินท์ เป็นเลขานุการ รมว.แรงงาน 10.นายเกรียงยศ สุดลาภา เป็นที่ปรึกษานายถาวร เสนเนียม รมช.มหาด ไทย 11. นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย (นายถาวร) 12.นางประนอม จันทรภักดี เป็นที่ปรึกษารมช.สาธารณสุข 13. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็นเลขานุการ รมว.สาธารณสุข 14. นายประศาสตร์ ทองปากน้ำ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.สาธารณสุข

“ปณิธาน”เป็นรองเลขานายกฯ

นายศุภรักษ์กล่าวต่อว่า 15.นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เป็นที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ 16.นายสุธรรม นทีทอง เป็นเลขานุการ รมว. ศึกษาธิการ 17.นายศุรพงศ์ พงศ์เดชขจร เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ (นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์) 18.นายวิชัย ศิริประเสริฐโชค เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ (น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์) 19.นายธนพล เจิมประไพ เป็นที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ (นายชาติชาย พุคยาภรณ์) 20.นายพิลาศ พันธโกศล เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์)

21.นายพิชัย บุณยเกียรติ เป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม 22.นางภัทรมน เพ็งส้ม เป็นเลขานุการ รมว.ยุติธรรม 23.น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล เป็นเลขานุการ รมว.วัฒนธรรม 24.น.ส.ชมพูนุท นาครทรรพ เป็นที่ปรึกษา รมว. การต่างประเทศ 25.นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์ สุต เป็นเลขานุการ รมว.การต่างประเทศ 26.นายปณิธาน วัฒนายากร 27.นายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม 28.นายอิสรา สุนทรวัฒน์ เป็นรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง 29.นางอัญชลี วานิช เทพบุตร เป็นรองเลขาธิการรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) 30.พล.อ.สุภาษิต วรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)

ใจไม่ถึงเลื่อนพิจารณา“พิเชฐ”

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงต่อว่า 31.นายสรวงสรรค์ จามรจันทร์ เป็นที่ปรึกษา รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) 32.นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เป็นเลขานุการ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) 33.นายก้องศักดิ์ ยอดมณี เป็นเลขานุการ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี (นาย วีระชัย วีระเมธีกุล) 34.นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา เป็นที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ 35.นายประพล มิลินทจินดา เป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค. เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแต่งตั้งนายพิเชฐ พัฒนโชติ อดีต ส.ว.และแกนนำพันธมิตรฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุขนั้น ในการประชุม ครม. ครั้งนี้ยังไม่ได้มีการพิจารณาแต่งตั้งแต่ อย่างใด อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม. ด้วยแต่นายกรัฐมนตรีได้ถอนเรื่องออกจากการพิจารณาเนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบถ้วน

นายพิเชฐกล่าวภายหลังรับทราบข่าวการถูกดึงชื่อออกจากที่ประชุม ครม.ในการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุขว่า คงเป็นเพราะตนยังไม่ได้ลาออกจากสมาชิกสภาพัฒนา การเมือง ส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่หากฝ่ายกฎหมายเห็นว่าควรจะลาออกตนก็จะลาออก อาจจะมีการเสนอชื่อตนเข้า ครม. อีกครั้งในสัปดาห์หน้า

“มาร์ค”อึ้งตอบไม่ตรงคำถาม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐ มนตรี แถลงถึงเหตุผลการแต่งตั้งแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ มาเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐ มนตรีว่า คนที่ขึ้นเวทีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนถ้าไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ไม่มีปัญหา ตนได้กำชับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ว่าถ้าทำผิดไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเหตุผลที่แต่งตั้งนายประพันธ์เป็นเลขานุการ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เพราะทำงานการเมืองกับพรรคมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อถามว่า นายประพันธ์มีความรู้อะไรในด้านวิทยาศาสตร์ฯ นายกรัฐ มนตรีถึงกับอึ้ง ก่อนจะกล่าวว่า นายประพันธ์ก็เป็นผู้ที่มีความรู้พอสมควร

ต่อข้อถามว่า การแต่งตั้งแกนนำพันธ มิตรฯ เข้ามายิ่งจะเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกคนที่เข้ามารับตำแหน่งได้พูดถึงแนวทางการทำงานชัดเจน ต้องการให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ยืนยันว่า คนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาฯ หรือเลขา นุการรัฐมนตรี มีหน้าที่ช่วยรัฐมนตรี ไม่ได้มีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

โต้ให้โบนัสพันธมิตรฯ

ต่อข้อถามว่า จะส่งผลกับการสร้างความสมานฉันท์ที่รัฐบาลพยายามอยู่หรือไม่ เพราะภาพที่ออกมารัฐบาลยืนอยู่ข้างพันธมิตรฯฝ่ายเดียว นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า ทั้งหมด อยู่ที่เรื่องของความเป็นธรรม ฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหวอยู่ซึ่งก็ทำได้ถ้าอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ แต่หากทำผิดกฎหมายก็ปฏิบัติเสมอกันไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนนี่คือหัวใจ

เมื่อถามต่อว่า การทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้รัฐบาลถูกมองว่าเป็นการให้โบนัสกับทางกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีใครได้รับการตอบแทนอะไร ทุกคนเข้ามาทำงาน ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้กับทางกลุ่ม นปช. และกลุ่มเสื้อแดงหรือ นายกฯกล่าวว่า ต้องดูการทำงาน ส่วนที่ทางกลุ่มเสื้อแดงพยายามกดดันให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนตัว รมว. การต่างประเทศนั้น ตนพูดไปแล้วว่ายังไม่มีเหตุ ผลอะไรที่จะปรับ ครม. การเปลี่ยนแปลงจะ เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการทำงานมีปัญหา


อ่านรายละเอียดต่อ เดลินิวส์

'เยาวภา-ยิ่งลักษณ์' เดินเครื่องคุมแถว ส.ส.

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ม.ค. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค เดินทางเข้าพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่บ้านย่านเมืองทองธานี เพื่อเชิญมาเป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ภายหลังการหารือ พล.อ.เชษฐากล่าวว่า พร้อมรับตำแหน่งที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เพราะเริ่มต้นชีวิตทางการเมืองที่พรรคไทยรักไทย จึงรู้สึกผูกพัน เมื่อพรรคต้องการให้ เข้ามาช่วยงานก็พร้อม เหมือนได้กลับมาที่เดิม เชื่อว่าประสบการณ์ที่มีน่าจะช่วยงานพรรคได้ระดับหนึ่ง ทั้งนี้ขอทำหน้าที่ตำแหน่งประธานที่ปรึกษาเท่านั้น แต่จะไม่ รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะยังมีบุคคลที่เหมาะสมภายในพรรคอีกมาก

“ยงยุทธ” ยุ “เหลิม” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน

นายยงยุทธกล่าวว่า รู้สึกสบายใจและสุขใจที่พล.อ.เชษฐารับเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาพรรค เชื่อว่าสถานการณ์ของพรรคหลังจากนี้ไปจะดีและนิ่งขึ้น ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น จะขอนั่งต่อไปจนกว่าพรรคจะตั้งหลักได้ ตามคำขอของกรรมการบริหารพรรคที่เห็นว่าการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคบ่อยจะทำให้เกิดปัญหากับพรรคที่อยู่ระหว่างการสร้างตัว ส่วนตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านนั้น พรรคแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน เป็นฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นทางการไปก่อน

“เฉลิม” ยืนกรานไม่เป็นหัวหน้าพรรค

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการหาตัวผู้นำฝ่ายค้านว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็น ส.ส. และเป็นหัวหน้าพรรค แต่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็น ส.ส. ดังนั้น พรรคจึงมีมติให้ตนเป็นประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่หัวหน้าทีมอภิปรายในสภา ส่วนตัวไม่เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะการเข้ามาทำหน้าที่ผู้นำพรรคที่มี ส.ส. 187 เสียงถือเป็นเรื่องใหญ่ ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่สามารถหาตัวผู้นำฝ่ายค้านได้ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ทำไมจะหาไม่ได้ และขณะนี้คนที่มีอยู่ก็ทำงานได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างนายยงยุทธที่เคยเป็นถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีบารมีด้อยกว่าตรงไหน เพราะนายอภิสิทธิ์ที่ผ่านมาเป็นแค่ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และดูธุรกิจคอนโดมิเนียมของพ่อเท่านั้น

น้องสาว “ทักษิณ” ขยับคุมแถว ส.ส.

ต่อมาเวลา 15.30 น. มีการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค ทำหน้าที่เป็นประธาน และขณะที่ ส.ส.ลงทะเบียนที่โต๊ะหน้าห้องก่อนประชุม เจ้าหน้าที่ได้แจกหนังสือพ็อกเกตบุ๊กชื่อ “ระบอบอภิสิทธิ์” ให้แก่ ส.ส.คนละ 10 เล่ม ทั้งนี้นายยงยุทธกล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมว่า ต่อไปนี้นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะสลับกันมาร่วมประชุมทุกสัปดาห์ เพื่อมาให้กำลังใจสมาชิกพรรค แสดงให้เห็นว่านายยังอยู่กับเรา ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวเสริมว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ยังเหนียวแน่นอยู่ร่วมกัน เราจะทำให้พรรคเข้มแข็งและมั่นคง

ตอกลิ่มพรรคร่วมฯขัดขากันเอง

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติปรับโครงสร้างพรรค ให้จังหวัดใหญ่มีหัวหน้า 2-3 คน จังหวัดเล็กมีหัวหน้า 1 คน มีประธานภาค รองประธานภาคและเลขานุการภาค เพื่อตั้งทีมเก็บข้อมูลในพื้นที่เตรียมทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้มีประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นไม่เกินวันที่ 14 ก.พ.นี้ เพราะความไม่เป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะความขัดแย้งเรื่องอนุมัติโครงการที่ส่อไปในทางทุจริตเพื่อเงินเข้ากลุ่มตัวเอง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเลือก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงเป็นประธานส.ส.พรรค ทำหน้าที่คล้ายผู้นำฝ่ายค้าน

เพื่อนเนวินอวดตัวเลข 40 ส.ส.

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินว่า ส.ส.ในกลุ่มเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว จะมีงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ม.ค. และภายในสิ้นเดือนนี้จะนัดวันประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เบื้องต้นเมื่อมีการรวมกลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คน กับ ส.ส.มัชฌิมาธิปไตยเดิม ประมาณ 10 คน และจากพรรคอื่น จะทำให้พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.ไม่น้อยกว่า 40 คน ส่วนจะมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนเดิมที่ยังไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทยอีก 5-6 คนมาอยู่ร่วมด้วยหรือไม่นั้น ขอให้รอติดตามดูการเปิดตัวครั้งนี้จะเป็นภาพปรากฏการณ์ ทางการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง สำหรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคนใหม่จะเสนอนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย มาเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนกระแสข่าวมีอดีตสมาชิก คมช. อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อยู่เบื้องพรรคภูมิใจนั้น ไม่เป็นความจริง

“บิ๊กบัง” ปฏิเสธจับมือ “เนวิน”

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธาน คมช. ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกระแสข่าวจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ว่า คงเป็นการปล่อยข่าว เพราะไม่มีแนวคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองเลย ผู้สื่อข่าว ถามว่า ตามข่าวระบุว่ามีการจับมือกับนายเนวิน ชิดชอบ เพื่อจัดตั้งพรรค พล.อ.สนธิตอบว่า ไม่รู้เรื่อง และไม่เคยพูดคุยกับนายเนวินในเรื่องนี้ ทั้งนี้ อยากให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ อย่ารีบร้อน “ผมรู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่มีกระแสข่าวว่าผมไปจับมือกับนายเนวิน และดึง ส.ส.จากกลุ่มเพื่อนเนวินมาสนับสนุนจัดตั้งพรรคการเมือง ทั้งๆที่ผมไม่เคยได้พูดคุยกับนายเนวินเลย ตอนนี้ผมอยู่ที่ต่างประเทศ และขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับเพื่อนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 ทั้ง พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ.”

“วินัย” ชี้คนเกลียด คมช.ปล่อยข่าว

พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตเลขาธิการ คมช. ให้สัมภาษณ์ว่า ขอยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่า ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น ที่ผ่านมาได้คุยกับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ. เราคงไม่คิดที่จะทำพรรคการเมือง ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นการคาดคะเนกันไปเอง ส่วน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.นั้น ไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยเจอกันเลยหลังจากเกษียณอายุราชการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อยากให้คิดว่า ถ้า คมช. อยากมีอำนาจทางการเมืองคงมีไปแล้ว ไม่ต้องรอถึงวันนี้ เกษียณไปแล้วก็ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมือง คิดว่าข่าวนี้ลือไปกันเอง อาจมีคนไม่ค่อยชอบคมช.จึงพยายามออกข่าวตีกัน ตอนนี้การเมืองต้องดำเนินการไปเอง เพราะขณะนี้สถานการณ์ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยหมดแล้ว กองทัพสามารถดูแลสถานการณ์ได้เรียบร้อยดี

ผบ.ทร.เน้นใช้สื่อสร้างสมานฉันท์

พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. กล่าวถึงแนวทางสร้างความสมานฉันท์ตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ว่า กรมกิจการพลเรือนทหารเรือกำลังวางแผนดำเนินการอยู่ เพื่อช่วยให้เกิดความรักความสามัคคี แต่ยังไม่มีแนวคิดที่จะส่งทหารเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชน แต่อาจใช้สื่อของกองทัพสร้างความเข้าใจ และมอบให้แต่ละหน่วยไปคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง ส่วนที่มีมวลชนออกมาเคลื่อนไวต่อต้านรัฐบาลนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ หากพยายามทำความเข้าใจจะเป็นผลดี เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ร.อ.กำธรตอบว่า เป็นระเบียบปฏิบัติของส่วนราชการ กองทัพมีข้อปฏิบัติเช่นเดียวกันตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการทหาร คือหากมีการหนีราชการ หรือมีความประพฤติไม่ถูกต้อง ก็ต้องปลดหรือถอดยศ เป็นขั้นตอนตามปกติ คิดว่าระเบียบของตำรวจน่าจะคล้ายกัน เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 รู้สึกหนักใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกดำเนินคดีความต่างๆเหมือนถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ พล.ร.อ.กำธรตอบว่า เป็นธรรมดา

“สุรยุทธ์” ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ

ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องการสร้างความสมานฉันท์ เป็นสิ่งที่ประชาชนควรนำไปพิจารณาที่จะทำให้สถานการณ์ บ้านเมืองคลี่คลาย คิดว่าปัญหาหลักเป็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าเราไม่สร้างความเชื่อถือเชื่อมั่น จะกระทบต่อการท่องเที่ยว ส่วนการประชุมอาเซียนซัมมิทเป็นเรื่องจำเป็นที่สมาชิกทั้งหมดต้องมาประชุมหารือกันเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ เราจะถือโอกาสนี้หารือกับประเทศคู่เจรจา หากเราช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองของบ้านเมืองลงไป โอกาสที่จะผ่านพ้นเวลาที่ค่อนข้างวิกฤติทางเศรษฐกิจน่าจะผ่านไปได้ การช่วยกันคือทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์รุนแรง หรือเกิดการเผชิญหน้า เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องร่วมกันพิจารณา รวมถึงความอดทน ซื่อสัตย์ซื่อตรงของผู้บริหารประเทศด้วย เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลนำคนที่เคยเป็นแกนนำพันธมิตรฯมาเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี จะตกเป็นเป้าทางการเมืองหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารจะต้องพิจารณา การทำให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายบริหาร

ส่งสำนวนคดี 'จักรภพ' หมิ่นสถาบัน

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 13 ม.ค. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อเวลา 10.00 น. พนักงานสอบสวนกองปราบปรามนำสำนวนการสอบสวน พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แกนนำกลุ่ม นปช. ผู้ต้องหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กรณีเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 50 นายจักรภพบรรยายพิเศษเป็นภาษาอังกฤษที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย มีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปมอบให้แก่นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา พิจารณาสำนวน โดยมีนายจักรภพไปรายงานตัวด้วย ท่ามกลางกลุ่ม นปช.ที่ไปให้กำลังใจราว 300 คน หลังจากนั้นนายกายสิทธิ์สั่งการให้นายอำนาจ มุทิตาเจริญ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นผู้รับผิดชอบพิจารณาสำนวน และมีคำสั่งให้นายจักรภพมานัดฟังคำสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ในวันที่ 5 มี.ค. เวลา 10.30 น.

นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 พิจารณาสำนวน เนื่องจากคดีลักษณะนี้เป็นคดีที่มีความละเอียดอ่อน จึงจำเป็นต้องตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาสั่งคดี คาดว่าจะมีพนักงานอัยการร่วมพิจารณาราว 5-7 คน และจะคัดเลือกอัยการมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษร่วมแปลความด้วย

ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา หากถามว่า มั่นใจแค่ไหน ขอตอบว่า สำนวนของพนักงานสอบสวนระบุว่าคดีนี้ไม่พบว่ามีความผิดตามตัวอักษร แต่มีเจตนาไม่ดีจึงผิด ดังนั้น จะยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมจากอัยการ และจะขอให้มีการสอบสวนพยานเพิ่มเติม คดีนี้เกี่ยวข้องกับการแปลถ้อยคำจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จึงควรนำคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับมาแปลความ

ศาลไม่รับคำฟ้อง ‘อำนวย’ ฟ้องคดี ป.ป.ช.

ที่มา ไทยรัฐ

ช่วงเย็นวันที่ 13 ม.ค. ที่ศาลอาญา ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้องนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.กับพวกเป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีที่ ป.ป.ช.แต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเรื่องสั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุมพื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยมิชอบ ศาลตรวจพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่าฟ้องคดีไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง และงดการไต่สวนมูลฟ้อง

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยภายหลังประชุม ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคดีเหตุการณ์สลาย การชุมนุมวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่บริเวณรัฐสภา โดยมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ใช้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ทั้งคณะทำหน้าที่เป็นอนุกรรมการ และให้ตนเป็นประธาน จะได้มีอำนาจเต็มเรียกบุคคลเข้ามาให้ข้อมูล คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน โดยในวันที่ 14 ม.ค.นี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ จะเข้าให้ข้อมูล ส่วนกรณีที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ยื่นฟ้อง ป.ป.ช.นั้น ทราบว่าศาลยกคำร้องแล้ว ดังนั้น ป.ป.ช.จึงมีอำนาจเต็มที่จะตรวจสอบ เมื่อถามว่า ตำรวจอ้างว่าได้รับคำสั่งจากฝ่ายการเมืองให้ปฏิบัติหน้าที่ นายวิชาตอบว่า ต้องดูขอบเขตการปฏิบัติงานเป็นหลัก หากเกี่ยวกับใครบุคคลนั้นต้องรับผิดชอบ

“เกียร์ว่าง”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย ณัฐณิชา


หลังปรากฏการณ์ปาไข่ ตีนตบของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ตามราวี จองล้างจองผลาญคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่โดนหนักกว่าเพื่อน ไม่เว้นแม้กระทั่ง นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค ดีกรีระดับอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค ที่โดนปาไข่ใส่เข้าเต็มๆที่ใบหน้า

แม้นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์จะพยายามสร้างภาพให้ดูเหมือนว่า ไม่โกรธ ไม่อาฆาต ไม่เอาเรื่องกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมออกมาแก้เกี้ยวว่าเป็นมวลชนจัดตั้งมา ไม่ถือสาหาความใดๆทั้งสิ้น

แต่การออกมากระตือรือร้น กุลีกุจอ ออกรับแทนของนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยการกระทรวงมหาดไทย และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ออกมาตำหนิ ติเตียนข้าราชการประจำว่า

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะข้าราชการใส่เกียร์ว่าง และพร้อมจะจัดการอย่างเด็ดขาด กับข้าราชการประจำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ดำเนินการใดๆ กับกลุ่มคนเสื้อแดง ประหนึ่งว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ”

และยิ่งมาตอกย้ำด้วยท่าทีของนาย“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ประมุขฝ่ายบริหาร ที่ออกมาย้ำว่า “ต้องมีการดำเนินการเอาผิดกับคนกระทำ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง”

การออกมาพูดในเชิงตำหนิ ติเตียนดังกล่าวของฝ่ายบริหารนั้น ทำให้ข้าราชการประจำ ต้องรีบลนลานไล่บี้เอาผิดกับกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็ยิ่งเหมือนทำตัวเป็นศัตรูกับชาวบ้านที่แสดงออกทางการเมือง

เพราะในสายตาของชาวบ้านที่ไปแสดงออกด้วยการกระทำเช่นนั้น พวกเขาเหล่านั้นมั่นใจว่านี่คือเรื่องการเมือง ดังนั้นพวกเขาจึงยังเชื่อในคำพูดของพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ว่า“การเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง”

การออกมาพูดในเชิงตำหนิ ติเตียนดังกล่าวของฝ่ายบริหารนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่อย่างใด? และถือว่าถูกต้องเสียด้วยซ้ำไป ในแง่ของกฏหมายในแง่ของนิติศาสตร์

เพียงแต่ว่า ในสังคมไทยที่อุดมไปด้วยความแตกแยกทางความคิดทางการเมืองในขณะนี้ เหมาะหรือไม่? ที่ฝ่ายบริหารที่เป็นข้าราชการการเมือง จะนำประเด็นนี้มาเป็นเครื่องมือในการเช็คบิลข้าราชการประจำ ที่ไม่ใช่พวกของตนเอง

เพราะเรื่องนี้ถ้ามองกันให้ดี จะเห็นเจตนาได้ชัดว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่27 ของประเทศไทย ต้องการอะไร?

เนื่องด้วย ถ้าเป็นเจตนาดีที่จะพิทักษ์รักษากฏกติกาของบ้านเมืองจริง เหตุไฉน? ตอนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสังกัดพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ และยังมีสมาชิกพรรคคนอื่นๆร่วมขบวนการ) ทำการย่ำยีกฏหมาย ฉีกกติกาครรลองของบ้านเมือง ตามโห่ไล่ ขว้างปาสิ่งของใส่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่25 หรือกระทำพฤติกรรมดังกล่าวลามเรื่องมาจนสมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่26

ไม่เห็นมีใคร?ในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นนายถาวร เสนเนียม , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือหัวหน้าพรรควัยละอ่อนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือแม้กระทั่งตัวนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคเองก็ตาม ออกมาจี้ให้รัฐบาลในขณะนั้น ดำเนินการเอาผิดกับพฤติกรรมการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าว

และนอกจากจะไม่ออกมาจี้รัฐบาลในขณะนั้นให้ดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว ยังมีพฤติกรรมแอบช่วยเหลือ สนับสนุนการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะตัวนายถาวร เสนเนียมเอง ที่มีภาพปรากฏทางสื่ออยู่เนืองๆ ว่า ไปร่วมดำเนินกิจกรรมกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวอยู่อย่างมิได้ขาด

ดังนั้น การที่เพิ่งออกมาไล่บี้เอาผิดกับการกระทำในลักษณะนี้ของนักการฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ดี,รองนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือแม้กระทั่งเป็นแค่รัฐมนตรีช่วยกระทรวงใด?ก็ตาม การสวมหัวโขนฝ่ายบริหาร หรือการนั่งทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่สิ่งที่แบ่งแยกสมองให้ไม่รู้ว่า สิ่งใด?ถูก สิ่งใด?ผิด

ไม่ใช่ว่าพอตัวเองเป็นฝ่ายค้าน การกระทำในลักษณะเช่นนี้(โห่ไล่ ขว้างปาสิ่งของใส่ฝ่ายที่ตนเองไม่ต้องการ)เป็นสิ่งถูกต้อง ถึงขนาดต้องเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือ ปกป้องการกระทำดังกล่าว

แต่พอตนเองพลิกขั้วกลับมาเป็นฝ่ายบริหารรัฐบาล การกระทำในลักษณะเดียวกันนี้ กลับกลายมาเป็นสิ่งผิดไม่ใช่เรื่องการเมือง พอข้าราชการประจำไม่ดำเนินการใดๆ(อาจจะเพราะกลัวพิษการเมือง)ถึงกับเต้นผาง ต้องออกมากระตุ้นใส่เกียร์กันเป็นการใหญ่

ไม่ได้บอกว่าการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นสิ่งถูกต้องทำได้ตามสิทธิ์เสรี แต่ที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ พฤติกรรมอันน่าขยะแขยงของนักการเมืองบางประเภท ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบางคน ทะลึ่งออกมาการันตีหลอกชาวบ้านว่าเป็นคนดี

เห็นชัดๆ ถ้าพวกตัวเองทำ(ที่ต้องย้ำว่าพวกตัวเอง เพราะนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์) เป็นสิ่งถูกต้อง ทำได้ตามสิทธิ์ เพราะเป็นสิทธิ์ส่วนตัว

แต่พอถูกกระทำกับตนเอง ไหงจะเป็นจะตาย ขึ้นมาในทันที การออกมาไล่บี้ข้าราชการประจำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือแม้กระทั่งม๊อบ 7 ตุลาฯปิดสภาฯ อย่างนายถาวร เสนเนียม เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือในการสร้างภาพว่าไม่เอาเรื่อง ไม่เอาความ ไม่ติดใจเอาผิด เอาความของนายชวน หลีกภัย โดยสิ้นเชิง

เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปกระทำพฤติกรรมดังกล่าว ก็เลียนแบบมาจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือนายถาวร เสนเนียม เคยการันตีว่าสามารถทำได้ตามสิทธิส่วนบุคคล

และถ้าจะพูดเรื่องเกียร์ว่างแล้ว ข้าราชการประจำก็ฝากย้อนถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือนายถาวร เสนเนียม เช่นกันว่าทำไม? ไม่เห็นให้นโยบายให้เร่งดำเนินการเอาผิดกับการยึดทำเนียบรัฐบาล , การยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือแม้แต่การเอาผิดกับบุคคลที่ยิงอาวุธปืนใส่กลุ่มบุคคลผู้ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ หน้าถนนวิภาวดีรังสิตซอย3 ที่มีผู้บาดเจ็ยสาหัสหลายราย และมีภาพข่าวปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน หรือแม้กระทั่งตำรวจเองก็เถอะ ไม่เห็นมีใคร?ไปไล่บี้เอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ใช้ด้ามปืนแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจปางตาย หรือขับรถพุ่งชนแล้วถอยกลับมาเหยียบซ้ำ เจตนาฆ่าชัดเจน ทำไม?

หรือสติปัญญา วิสัยทัศน์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงหรือนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นว่าการ“โห่ฮา ปาไข่” เป็นเรื่องใหญ่กว่าการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนกว่าการดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มก่อการร้ายที่บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนไม่เพียงแค่ทำให้คนไทยเท่านั้นที่เดือดร้อน แต่นานาชาติก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย
ถ้าสมองของผู้บริหารรัฐบาล“เทพประทาน” มีเพียงแค่นี้ก็เอวังล่ะกันประเทศไทย

ไม่ต้องไปไล่บี้เอาผิดกับข้าราชการประจำว่าเขาใส่เกียร์ว่างหรอก พวกท่านนั่นแหละที่นอกจากจะใส่เกียร์ว่างแล้ว ยังเพี้ยนถึงขนาดมองไม่ออกว่าเรื่องใด?ควรไปไล่บี้กว่ากัน

ภูมิใจไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

วันนี้เป็นวันแรม 4 ค่ำ เดือน 2 ถือเป็นฤกษ์ดี ที่จะมีการเปิดตัว พรรคภูมิใจไทย อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความคุกรุ่นทางการเมือง ที่ฝุ่นควันยังไม่จางหายไปสักเท่าไร นักการเมืองหลากหลายคนต่างจ้องมองว่าพรรคการเมืองจะเติบโตได้ขนาดไหนอย่างไร ภายใต้สถานการณ์การกุมบังเหียนของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จับมือกับกลุ่ม “วังบัวบาน” สมศักดิ์ เทพสุทิน และแนวร่วม ทางการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมสหายเก่า นักการเมืองบางส่วนจาก “กลุ่ม 16” เซียนการเมืองต่างจับจ้องเพื่อ วิเคราะห์ความพร้อมของ พรรคภูมิใจไทย เทียบกับ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีรากหน่อของ พรรคพลังประชาชนเดิม เซียนการเมืองแทบไม่เชื่อสายตา

พรรคการเมืองหลายๆ พรรค ที่กำลังตั้งใหม่ในเวลานี้ น่าจะเปิดตัวได้ฟอร์มใหญ่กว่า พรรคภูมิใจไทย เพราะมีจำนวน ส.ส. อดีตรัฐมนตรี และ อดีตนายกรัฐมนตรี คอยหนุนหลัง

แต่...ปรากฏว่า ไม่มีใครสนใจที่จะเปิดตัวพรรคการเมืองให้ใหญ่โต ทั้งที่บางพรรคคุยโวกันนักหนาว่าจะมีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้พรรคเก่าที่ถูกยุบไป แต่จนถึงขณะนี้ แม้กระทั่ง ตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยังไม่มีใครอยากจะมานั่ง !!! นายทุนพรรค คงนั่งบ่นทั้งวี่วัน เลือกตั้งยังแพ้ 26 คน ได้มา 5 ที่นั่ง หมดฟอร์ม ทำไม 3-4 คน พวกนี้มัน..ไม่..เอา..ไหน ซะเลยทีเดียว!!!
ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย กลับมีแคนดิเดตหัวหน้าพรรคถึง 2 คน คือ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และ ชัย ชิดชอบ !!! หนำซ้ำการเลือกตั้งซ่อมยังเข้าเป้า เพิ่มเสียงให้รัฐบาล ขยี้คะแนนกันแบบไม่เห็นฝุ่น...
หันไปดูความพร้อมทางกายภาพ
ภายใต้บังเหียนของ ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน ปรากฏชัดแจ้งว่า มีความคึกคักในการที่จะเปิดตัวพรรคอย่างยิ่งใหญ่
การเปิด เว็บไซต์ ภายใต้ชื่อ http://www.bhumjaithai.com เตรียมที่จะถ่ายทอดสด ในพิธีการเปิดตัวพรรค ซึ่งคาดหมายว่าจะมีพิธีเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง ไม่เสียชื่อ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่แสดงความกล้าหาญทางการเมืองครั้งสำคัญ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ กลับขั้วทางการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติชาติ

มีการเตรียมการอีกหลายอย่าง ที่ทางพรรคได้ขอปิดเป็นความลับ แต่ เห็นว่าลับๆ ควรจะนำมาเปิดเผย นั่นคือ การแสดงความพร้อมเพรียงและความเป็นเอกภาพของ ส.ส. ในพรรค เช่น การตัดชุดสูทใหม่ให้เหมือนกันทั้งหมดเพื่อถ่ายรูปร่วมกัน การทำเอกสารและของชำร่วยมอบเป็นที่ระลึกให้ผู้มาร่วมงาน และ การแถลงข่าวที่เน้นความอลังการงานสร้าง
การเปิดตัว สโลแกนของพรรค ที่ว่า “ประชานิยม สังคมเป็นสุข” เป็นข้อความที่ท้าทายความเชื่อ ความรู้สึก ยืนยันในเจตนาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้า ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย 63 ล้านคน ด้วยวิธีการที่ ประชาชน ชื่นชอบ

การเปิดตัว พรรคภูมิใจไทย แม้ยากจะเปรียบเทียบทั้งกำลังคนและกำลังทุนทรัพย์ หากจะเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองในอดีตที่เคยยิ่งใหญ่ แต่เห็นเลาๆ แล้วว่า พรรคการเมืองนี้ น่าจะมีพลังแห่งการทำงานทางการเมือง ด้วยความเป็น เอกภาพ และมีจิตวิญญาณ ร่วมกันของคนในกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงฝีมือ ในการทำงาน ความสนใจ ความเอาใจใส่ กับการทำงานทางการเมือง ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กับพรรคการเมือง ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในขณะนี้

จึงขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลภิภพ โปรดช่วยอำนวยพร ให้กับมวลหมู่สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ทำหน้าที่ยืนหยัดรับใช้ประชาชนและประเทศชาติต่อไป เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบสุขได้สำเร็จ และให้พรรคการเมืองอยู่ยั่งยืนยงต่อไป หลังพลิกประวัติศาสตร์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ลือลั่นสนั่นเมือง มาแล้ว ....

พรรคอันดับสอง !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชฌาวดี


แทบไม่น่าเชื่อว่าบรรดาสื่อมวลชนจะให้ความสนอก สนใจการเปิดตัวพรรคใหม่ที่ชื่อว่า “พรรคภูมิใจไทย” ขนาดนี้
เนื่องจากตลอดทั้งวันที่ 13 มกราคม ก่อนการเปิดตัวพรรค 1 วันมีการรายงานข่าวจากสื่อต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่า “พรรคภูมิใจไทย” ที่สื่อมวลชนจับตาเป็นพิเศษนั้น ต้องมีความสำคัญทางการเมืองชนิดที่นักข่าวทุกคน “ตกข่าว” นี้ไม่ได้เด็ดขาด

เพราะการกำเนิดของพรรคภูมิใจไทย เป็นการรวมตัวกันของ ส.ส. ที่จะมาจาก พรรคมัชฌิมาธิปไตย และ กลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งจะทำให้พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. ถึง 40 เสียง

นั่นก็หมายถึง “พรรคภูมิใจไทย” กลายเป็นพรรคอันดับ 2 ในทันที
แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ขณะนี้ค่อนข้างชัวร์แล้วว่าจะมี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าพรรค

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จาก พรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม เป็นเลขาธิการพรรค
อย่างไรก็ตาม ในงานเปิดตัวพรรควันที่ 14 มกราคม ที่โรงแรมสยามซิตี้ จะมีรายการ “บิ๊กเซอร์ไพร์” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เพราะหลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เมื่อวันที่ 11 มกราคม ทำให้สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป บรรดา ส.ส. ที่ยัง ลังเลการเข้าสังกัด “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งยังมีหลงเหลืออยู่บางส่วน ก็อาจเข้าร่วมด้วย เนื่องจากสภาพของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ “หมดรูป” ไปแล้ว

ดูได้จาก การประชุมของพรรคเพื่อไทยที่มีมติให้เลื่อนการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคออกไป และให้แต่งตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธานสส. ของพรรค ทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรคในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา
แค่เห็นชื่อตำแหน่ง ประธาน ส.ส. ก็เดาออกแล้วว่า สถานการณ์ภายในพรรคเป็นอย่างไรบ้าง

แถมออกอาการร้อนรนอย่างที่เห็น เพราะไปดึง พล.อ.เชษฐา ฐษนะจาโร อดีตหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย หวังกู้ภาพลักษณ์กลับคืนมา
เป็นอันว่าตอนนี้ “พรรคเพื่อไทย” กลายเป็นพรรคที่ไม่น่าสนใจไปแล้ว

ขณะเดียวกันว่ากันว่า“บิ๊กเซอร์ไพรส์” ในงานวันเปิดตัว“พรรคภูมิใจไทย” จะมีการปรากฏตัวของ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และ นายสุชาติ ตันเจริญ

ความน่าสนใจของพรรคภูมิใจไทยนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวบุคคล เพราะในส่วนของนโยบายด้านการเมืองการปกครอง ก็เน้นว่าต้องยึดมั่นและดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และที่สำคัญคือการเร่งรัดการแก้ไขกฎหมายการกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระเต็มที่ในการบริหารงาน

หันไปดู สโลแกนของพรรคภูมิใจไทยได้ใช้คำว่า “ประชานิยม...สังคมเป็นสุข” โดยใช้โลโก้เป็นรูปริ้ว 2 ริ้ว สีแดงและสีน้ำเงิน ประกบเข้าด้วยกันเป็นรูปหัวใจล้อมรอบแผนที่ประเทศไทยที่ใช้สีแดงทั้งหมด

การเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้ หวังว่าจะสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย และ เป็นที่พึ่งให้กับประชาชนในยามบ้านเมืองเกิดวิกฤติได้อย่างแท้จริง!