ที่มา cbnpress
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 14, 2009
หายนะ!ญี่ปุ่นผวาโจรยึดสนามบินลอยนวล ไม่หวนลงทุนไทย
ที่มา Thai E-News

ที่มา ไทยรัฐ
14 มกราคม 2552
ความเสียหายของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ได้รับจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างความหวาดวิตกต่อนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นระบุว่า หากมีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีกจะเป็นความเสี่ยงต่อการเข้ามาลงทุนในไทย
ชี้ภาพปิดสนามบินยังหลอนติดตา ญี่ปุ่นขอเวลา 2 ปีว่ากันใหม่ลงทุนต่างประเทศ
นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอของบประมาณในการกระตุ้นการลงทุน 900 ล้านบาทต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีแผนที่จะสร้างโอกาสและการขยายตัวการลงทุนของประเทศไทยด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างประเทศ, การไปพบปะนักลงทุนในต่างประเทศ (โรดโชว์) เพื่อให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นในการลงทุนในไทย พร้อมกับตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในต่างประเทศเพิ่มเติม
โดยเตรียมที่จะออกไปโรดโชว์เพื่อกระตุ้นการลงทุนยังประเทศญี่ปุ่นในเร็วๆนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ว่า เจโทรได้สำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย ล่าสุดพบว่า การลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาในประเทศไทยปีนี้คงปรับลดลง 10-20% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการเมืองไทยที่ยังมีปัญหาความวุ่นวาย โดยนักลงทุนญี่ปุ่นต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น เพราะขณะนี้บริษัทแม่ของบริษัทของญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ประกาศว่า บริษัทแม่จากญี่ปุ่นจะสั่งการให้บริษัทลูกที่ออกไปลงทุนในทั่วโลกชะลอการลงทุนในทุกประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกัน บริษัทแม่ในญี่ปุ่นก็ยืนยันว่าจะลดการลงทุนในประเทศญี่ปุ่นไปพร้อมๆกันเพื่อลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เริ่มขยายวงกว้างไปทั่วโลก และนักลงทุนที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นคาดว่าวิกฤติดังกล่าวจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีจึงจะฟื้นตัวและทำให้การลงทุนกลับคืนสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้เจโทรระบุว่า ในปีนี้หากปัญหาความวุ่นวายของการเมืองไทยยังไม่สงบลงแต่กลับมีความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง ปัญหาดังกล่าวจะสร้างความไม่มั่นใจให้นักลงทุนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาและความเสียหายของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ได้รับจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างความหวาดวิตกต่อนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นระบุว่า หากมีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีกจะเป็นความเสี่ยงต่อการเข้ามาลงทุนในไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ในปี 51 ในส่วนของเม็ดเงินจากการลงทุนของต่างชาติมีโครงการขอรับบีโอไอ รวม 832 โครงการ ลดลงจากปี 50 ในอัตรา 1.5% มีมูลค่าการลงทุน 297,461 ล้านบาท ลดลง 40% เมื่อเทียบกับปี 51 ที่มีมูลค่า 502,432 ล้านบาทโดยการลงทุนของต่างชาติมีสัดส่วนถึง 66% โดยอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมมากที่สุด คือ กิจการผลิตภัณฑ์ โลหะและอุปกรณ์ขนส่ง กิจการบริการและกิจการระบบสาธารณูปโภค
โดยนักลงทุนญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ที่เข้ามามากที่สุดในปีที่ผ่านมา โดยมีโครงการที่ยื่นขอบีโอไอ 324 โครงการ ลดลง 1.8% มูลค่าการลงทุน 102,994 ล้านบาท ลดลง 30% โดยอุตสาหกรรมที่นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริมมากที่สุด คือ กิจการผลิตชิ้นส่วนโลหะและยานพาหนะ รองมาคือ กิจการบริการในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่สหภาพยุโรปมีโครงการยื่นขอส่งเสริม 170 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% มูลค่าการลงทุนรวม 67,349 ล้านบาท ลดลง 11%
กลุ่มประเทศอาเซียนลดลงทั้งจำนวนโครงการและปริมาณเงินคือ 7% และ 0.15% ตามลำดับ โดยมีโครงการที่ยื่นขอส่งเสริม 117 โครงการ ปริมาณเงินลงทุนรวม 44,635 ล้านบาท แหล่งเงินลงทุนส่วนใหญ่มาจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนสหรัฐฯ มีโครงการยื่นขอส่งเสริม 34 โครงการ มูลค่า 7,471 ล้านบาท ส่วนจีนยื่นขอส่งเสริม 21 โครงการ มูลค่า 1,505 ล้านบาท.
การดำเนินคดีกับผู้ที่ยึดสนามบิน คือการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทยที่ดีที่สุด
ที่มา Thai E-News
โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
14 มกราคม 2552
หลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ผูกมัดผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจนไม่ว่าพันธมิตรฯจะอ้างว่าเขาไม่ได้ปิดสนามบินแต่การท่าฯเป็นผู้ประกาศปิดเองเท่านั้นฟังไม่ขึ้น นอกเหนือจากการยึดหอบังคับการการบินที่ทำให้อากาศยานไม่สามารถขึ้นลงได้อีกประเด็นหนึ่งแล้วยังปรากฏ รูปถ่ายเป็นหลักฐานมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือรูปถ่ายพิธีการส่งมอบของพลตรีจำลองในวันสลายการชุมนุมนั่นเองที่มัดตัวอย่างแน่นหนาเพราะหากไม่ได้ยึดหรือปิดสนามบินฯแล้วทำพิธีส่งมอบคืนทำไม

ความเสียหายจากการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองในปลายปีที่ผ่านมานั้นเราปฏิเสธไม่ได้ว่าได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างมากมายมหาศาล
ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย แต่ภายหลังจาก การเปลี่ยนขั้วการเมืองแล้ว แทนที่เราจะได้เห็นการเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาด้วยการเร่งดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด แต่กลับเห็นแต่การเร่งให้สถานทูตไทยในประเทศต่างๆชี้แจงภาพลักษณ์ของไทยต่อต่างประเทศ ซึ่งแทบจะไม่ได้ผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมาเลย เพราะคำถามต่างๆที่นานาประเทศติดใจนั้นไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด
คำถามที่ว่านี้ก็คือรัฐบาลจะจัดการอย่างไรกับผู้กระทำความผิดนั่นเอง เพราะระยะเวลาตั้งแต่เหตุเกิดจนปัจจุบันก็ล่วงเลยมาพอสมควรแล้วที่จะทำให้การสร้างความเชื่อมั่นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุแห่งการนิ่งเฉยของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่นับตั้งแต่หัวหน้ารัฐบาล ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต่างพากันใส่เกียร์ว่าง มิหนำซ้ำบางคนยังใส่เกียร์ถอยหลังเปลี่ยนสี เข้าไปประจบประแจงผู้มีอำนาจหรือผู้มีพระคุณที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นได้เสียอีก
ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุมสุดยอดอาเซียนจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯหรือจากกรุงเทพฯไปหัวหินก็ตาม คำถามจากประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมอันดับแรกที่จะต้องได้รับคำตอบก็คือ จะดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ยึดสนามบิน คำตอบที่ใช้เป็นปกติที่ว่าปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมนั้นย่อมไม่เพียงพอต่อความข้องใจของผู้ถามอย่างแน่นอน เพราะต้นธารของกระบวนการยุติธรรมอยู่ในอำนาจการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารที่จะเป็นผู้ดำเนินการ หากต้นธารนิ่งเฉยเสียแล้วก็ย่อมยากที่จะไปถึงปลายลำธารซึ่งก็คือการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดนั่นเอง
ในทางสากลนั้น เขาให้ความสนใจประเด็นการยึดสนามบินมากที่สุด เพราะไปกระทบต่อพลเมืองของเขาที่เดือดร้อน คงจำกันได้ว่าสื่อมวลชนต่างประเทศทั้งอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ต่างพากันโจมตีพันธมิตรฯและผู้หนุนหลังในเรื่องนี้พร้อมเพรียงกันสอดรับกับทูตของ ๖ ชาติคือสหรัฐ อียู ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดาก็ออกแถลงการณ์เรื่องนี้ในวันที่ ๔ ธ.ค.๕๑ คือต้องเอาผิดกับผู้ที่กระกระทำผิดในการยึดสนามบิน และตราบจนปัจจุบันที่เขียนบทความนี้ จีนและญี่ปุ่นยังไม่ยกเลิกการเตือนภัยแก่ประชาชนของเขาที่จะเดินทางมาเมืองไทยเลย
หลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ผูกมัดผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจนไม่ว่าพันธมิตรฯจะอ้างว่าเขาไม่ได้ปิดสนามบินแต่การท่าฯเป็นผู้ประกาศปิดเองเท่านั้นฟังไม่ขึ้น นอกเหนือจากการยึดหอบังคับการการบินที่ทำให้อากาศยานไม่สามารถขึ้นลงได้อีกประเด็นหนึ่งแล้วยังปรากฏ รูปถ่ายเป็นหลักฐานมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือรูปถ่ายพิธีการส่งมอบของพลตรีจำลองในวันสลายการชุมนุมนั่นเองที่มัดตัวอย่างแน่นหนาเพราะหากไม่ได้ยึดหรือปิดสนามบินฯแล้วทำพิธีส่งมอบคืนทำไม
ป่วยการที่รัฐบาลจะประกาศทุ่มงบฯถึง ๗ แสนล้านบาทมาฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน ๒ ปีหรือการพยายามสร้างภาพด้วยการโหมโฆษณาในสื่อต่างประเทศให้สิ้นเปลืองเงินทองของชาติ เพราะตราบใดที่ผู้กระทำความผิดไม่ถูกดำเนินคดี ตราบนั้นความเชื่อมั่นของ นักลงทุนต่างประเทศย่อมไม่มีทางเรียกคืนกลับมา และยิ่งปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าไปก็ยิ่งเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ยากยิ่งหลายเท่าทวีคูณ
ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter F. Drucker) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Managing in A Time of Great Change โดยในบทที่ ๕ ที่ว่าด้วย กฎทั้งหกสำหรับประธานาธิบดี(สหรัฐอเมริกา) คือ
กฎข้อที่ ๑ จะต้องไม่ดื้อดึงที่จะทำแต่ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แม้มันจะเป็นสิ่งที่ตนเคยหาเสียงมาก่อนก็ตาม
กฎข้อที่ ๒ จงมีสมาธิ
กฎข้อที่ ๓ อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน
กฎข้อที่ ๔ ไม่เข้าไปยุ่งกับรายละเอียดจนเกินไป
กฎข้อที่ ๕ ไม่มีคำว่าเพื่อนในฝ่ายบริหาร
กฎข้อที่ ๖ จงหยุดการหาเสียง(เพื่อตัวเอง)
จากกฎทั้งหกข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎข้อที่ ๑ และข้อที่ ๖ฉะนั้น ถามว่าจำเป็นไหมที่รัฐบาลในปัจจุบันนี้จะต้องดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้หรือไม่
๑) หาตัวผู้ปาไข่ใส่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล
๒) การชำระบัญชีกับทักษิณและพลพรรคเสื้อแดงที่กระทำความผิด อาทิ การทุบทำลายรถยนต์ฝ่ายรัฐบาลในวันโหวตเลือกนายกฯ หรือรุมทำร้ายบิดาของแกนนำเสื้อเหลืองเชียงใหม่จนเสียชีวิต เป็นต้น
ฯลฯ
แน่นอนว่าคำตอบที่ได้ก็คือ “จำเป็น”แต่ย่อมมิใช่ “จำเป็นเร่งด่วนสูงสุด” ซึ่งความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือการแก้ไขปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ด้วยเหตุปัจจัยทั้งภายนอกซึ่งเกิดจากการล้มละลายของสถาบันการเงินของอเมริกาและปัจจัยภายในซึ่งก็คือผลพวงจากการยึดสนามบินนั่นเอง และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระบบ ทุนนิยมนั้น ความเชื่อมั่นถือได้ว่าเป็นปัจจัยในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญสูงสุด
หากเรายังแก้ปัญหาความเชื่อมั่นที่สูญเสียไปจากการยึดสนามบินนี้ไม่ได้ ย่อมไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสนี้ได้อย่างแน่นอน และนอกจากจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว ยังมีปัญหาของการยอมรับนับถือของประเทศเราในสังคมการเมืองระหว่างประเทศว่าไทยเราเป็นนิติรัฐ(Legal State)และปกครองด้วยนิติธรรม(Rule of Law) ที่บุคคลต่างเสมอภาคกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย(equal before the law) และให้ความสำคัญต่อกฎหมายมากกว่าตัวบุคคลมากน้อยเพียงใด
รัฐบาลนี้มีที่มาจากการเปลี่ยนขั้วภายหลังการยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยเมื่อ ๒ ธ.ค.๕๑ ที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะ อย่างยิ่งภาคธุรกิจได้ให้โอกาสแก่ขั้วใหม่นี้ เพราะเบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งที่ไม่รู้จักจบสิ้น
หากรัฐบาลไม่รีบแก้ปัญหาความเชื่อมั่นด้วยการนำผู้กระทำความผิด มาลงโทษโดยไม่เห็นแก่ว่าเป็นเสื้อสีใดแล้ว โอกาสที่รัฐบาลนี้จะอยู่บริหารชาติบ้านเมืองต่อไปย่อมเป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ เพราะเราไม่สามารถยืนอยู่เพียงลำพังในสังคมโลกได้
อีกทั้งจะเป็นการนำประเทศเราร่วงสู่หุบเหวแห่งความหายนะที่ยากจะกลับฟื้นขึ้นมาได้อีกอย่างแน่นอน
'สมยศ' รับขน'ไข่สด'รอตอนรับนายกฯวันนี้
ที่มา ประชาทรรศน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(14 ม.ค.) นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย กล่าวเปิดเผยว่า จะมีการรวมตัวกันของกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการแผ่นดินของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาล ในช่วงหัวค่ำของวันนี้ที่บริเวณหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล สี่แยกราชประสงค์ พร้อมยอมรับว่าได้มีการจัดเตรียมไข่สดไว้คอยต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะแล้ว หากจะเดินทางมาบรรยายพิเศษที่โรงแรมดังกล่าว แต่ยืนยันกลุ่มผู้ชุมนุมจะไม่มีการใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาด
ไทยโรดโชว์ฟื้นฟูภาพลักษณ์เน้นตลาด จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย ยูเออี
ที่มา MCOT News
กระทรวงการต่างประเทศ 14 ม.ค.- นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงนโยบายรัฐบาลเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับประเทศ ด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวและการลงทุน ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณให้จำนวน 325 ล้านบาท โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ให้จัดทำแผนฟื้นฟูและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศเป็นการเร่งด่วน โดยมีตลาดหลักคือ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งภาพรวมของการดำเนินงานเป็นการจัดทำโรดโชว์ และการเชิญหน่วยงานประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศมาร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์ ด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนของประเทศไทย
นายธฤต กล่าวว่า ในระหว่างการดำเนินนี้ กระทรวงการต่างประเทศ สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก รายงานถึงมุมมองของประเทศต่าง ๆ ที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลในการทำงานที่ทำควบคู่กันไป เนื่องจากเป็นนโยบายเร่งด่วนและจะดำเนินการโดยทันที โดยหวังว่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติกลับมาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติและการลงทุนที่ต้องทำให้เพิ่มมากขึ้น.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-01-14 11:17:23
บุญจงชี้นิรโทษไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน-ปัดปูทาง"เนวิน"นายกฯ
ที่มา มติชนออนไลน์
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงมหาดไทย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย ที่โรงแรมสยามซิตี้ เมื่อวันที่ 14 มกราคม ว่าการเข้ามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเนื่องจากมีแนวคิดและนโยบายด้านประชานิยมให้สังคมเป็นสุขเหมือนกัน มิได้เป็นการปูทางให้นายเนวิน ชิดชอบ ก้าวไปเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตแต่อย่างใดเช่นเดียวกับกระแสข่าวเชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ยังไม่ได้มีการปรึกษากัน ส.ส.พรรคมี 30 คนจากกลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คนและของพรรคภูมิใจไทย 7 คน แต่ยังเปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้าทำงานร่วมกัน
สุดแค้นมาร์คตั้งพธม.เสื้อแดงไม่สมานฉันท์
ที่มา เดลินิวส์
ได้ฤกษ์เปิดตัว'ภูมิใจไทย'โชว์ 40 ส.ส.พรรคอันดับ 2
รัฐบาลตกรางวัลพันธมิตรฯตั้งเป็นกุนซือรัฐมนตรี พร้อมเรียงหน้าแก้ต่างกันจ้าละหวั่น อ้างเป็นเด็กเก่า ปชป. ทั้งนั้น ขณะ ที่ “เสื้อแดง” รับไม่ได้ลั่นทำอย่างนี้อย่าหวังจะเกิดความสงบ “จตุพร” ประกาศเลิกสมาน ฉันท์ ขอทะเลาะไม่เลิกถือเป็นการย่ำยีและตบหน้าที่รัฐบาลไม่สนใจความรู้สึกคนไทย ด้าน “เพื่อไทย” เกี้ยว “บิ๊กเหวียง” มาเป็นที่ปรึกษาพรรค เจ้าตัวยืดอกรับทันควัน ส่วนกลุ่มเพื่อนเนวิน อพยพซบภูมิใจไทยแล้ว มั่นใจมีตัวเลขไม่น้อย กว่า 40 ชีวิต ลือ “บังธิ” แอบตั้งพรรคเล่นการเมือง เจ้าตัวปัดยังไม่อยู่ในความคิด ฝ่าย “มาร์ค” ให้สัญญากับสื่อไม่แทรกแซงคุกคาม จะอดกลั้นให้ถึงที่สุด
โปรดเกล้าฯเปิดประชุมสภา
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ทรงมีพระราชดำริว่า ตามที่ได้ประกาศเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2551 ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. พ.ศ. 2551 นั้น บัดนี้ สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2552 ตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. พ.ศ. 2552 ให้ไว้ ณ วันที่ 11 ม.ค. พ.ศ. 2552 เป็นปีที่ 64 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโอง การโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ปีหนึ่งมีสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยให้ถือวันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมครั้งแรก เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป และเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2551 ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 ม.ค. พ.ศ. 2551 จึงสมควรเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปสำหรับปี 2552 ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. พ.ศ. 2552 ตามความในมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ. 2552 ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2552
ครม.ตั้ง 35 กุนซือช่วยงาน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภรักษ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ว่า ครม. อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 35 ตำแหน่ง คือ 1.นายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์ฯ 2.นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา เป็นเลขานุการ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ 3.นายชาญยุทธ โฆศิรินนท์ เป็นที่ปรึกษา รมว.การพัฒนาสังคมฯ 4.นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ เป็นเลขานุการ รมว.การพัฒนาสังคมฯ 5.นายศิโรตม์ เสตะพันธุ เป็นเลขานุการ รมว.คลัง 6.นายสัญญา สถิรบุตร เป็นที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ 7.นายอัครพล ลีลาจินดามัย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.พาณิชย์
8.นายวีระชัย ถาวรทนต์ เป็นที่ปรึกษา รมว.แรงงาน 9.นายขภัช นิมมานเหมินท์ เป็นเลขานุการ รมว.แรงงาน 10.นายเกรียงยศ สุดลาภา เป็นที่ปรึกษานายถาวร เสนเนียม รมช.มหาด ไทย 11. นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย (นายถาวร) 12.นางประนอม จันทรภักดี เป็นที่ปรึกษารมช.สาธารณสุข 13. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เป็นเลขานุการ รมว.สาธารณสุข 14. นายประศาสตร์ ทองปากน้ำ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.สาธารณสุข
“ปณิธาน”เป็นรองเลขานายกฯ
นายศุภรักษ์กล่าวต่อว่า 15.นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เป็นที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ 16.นายสุธรรม นทีทอง เป็นเลขานุการ รมว. ศึกษาธิการ 17.นายศุรพงศ์ พงศ์เดชขจร เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ (นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์) 18.นายวิชัย ศิริประเสริฐโชค เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ (น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์) 19.นายธนพล เจิมประไพ เป็นที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ (นายชาติชาย พุคยาภรณ์) 20.นายพิลาศ พันธโกศล เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์)
21.นายพิชัย บุณยเกียรติ เป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม 22.นางภัทรมน เพ็งส้ม เป็นเลขานุการ รมว.ยุติธรรม 23.น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล เป็นเลขานุการ รมว.วัฒนธรรม 24.น.ส.ชมพูนุท นาครทรรพ เป็นที่ปรึกษา รมว. การต่างประเทศ 25.นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์ สุต เป็นเลขานุการ รมว.การต่างประเทศ 26.นายปณิธาน วัฒนายากร 27.นายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม 28.นายอิสรา สุนทรวัฒน์ เป็นรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง 29.นางอัญชลี วานิช เทพบุตร เป็นรองเลขาธิการรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) 30.พล.อ.สุภาษิต วรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)
ใจไม่ถึงเลื่อนพิจารณา“พิเชฐ”
รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงต่อว่า 31.นายสรวงสรรค์ จามรจันทร์ เป็นที่ปรึกษา รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) 32.นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เป็นเลขานุการ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) 33.นายก้องศักดิ์ ยอดมณี เป็นเลขานุการ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี (นาย วีระชัย วีระเมธีกุล) 34.นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา เป็นที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ 35.นายประพล มิลินทจินดา เป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค. เป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแต่งตั้งนายพิเชฐ พัฒนโชติ อดีต ส.ว.และแกนนำพันธมิตรฯ ที่มีกระแสข่าวว่าจะมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุขนั้น ในการประชุม ครม. ครั้งนี้ยังไม่ได้มีการพิจารณาแต่งตั้งแต่ อย่างใด อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ครม. ด้วยแต่นายกรัฐมนตรีได้ถอนเรื่องออกจากการพิจารณาเนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบถ้วน
นายพิเชฐกล่าวภายหลังรับทราบข่าวการถูกดึงชื่อออกจากที่ประชุม ครม.ในการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุขว่า คงเป็นเพราะตนยังไม่ได้ลาออกจากสมาชิกสภาพัฒนา การเมือง ส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่หากฝ่ายกฎหมายเห็นว่าควรจะลาออกตนก็จะลาออก อาจจะมีการเสนอชื่อตนเข้า ครม. อีกครั้งในสัปดาห์หน้า
“มาร์ค”อึ้งตอบไม่ตรงคำถาม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐ มนตรี แถลงถึงเหตุผลการแต่งตั้งแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ มาเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐ มนตรีว่า คนที่ขึ้นเวทีไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนถ้าไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ไม่มีปัญหา ตนได้กำชับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ว่าถ้าทำผิดไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเหตุผลที่แต่งตั้งนายประพันธ์เป็นเลขานุการ รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เพราะทำงานการเมืองกับพรรคมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อถามว่า นายประพันธ์มีความรู้อะไรในด้านวิทยาศาสตร์ฯ นายกรัฐ มนตรีถึงกับอึ้ง ก่อนจะกล่าวว่า นายประพันธ์ก็เป็นผู้ที่มีความรู้พอสมควร
ต่อข้อถามว่า การแต่งตั้งแกนนำพันธ มิตรฯ เข้ามายิ่งจะเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกคนที่เข้ามารับตำแหน่งได้พูดถึงแนวทางการทำงานชัดเจน ต้องการให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ยืนยันว่า คนที่เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาฯ หรือเลขา นุการรัฐมนตรี มีหน้าที่ช่วยรัฐมนตรี ไม่ได้มีหน้าที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง
โต้ให้โบนัสพันธมิตรฯ
ต่อข้อถามว่า จะส่งผลกับการสร้างความสมานฉันท์ที่รัฐบาลพยายามอยู่หรือไม่ เพราะภาพที่ออกมารัฐบาลยืนอยู่ข้างพันธมิตรฯฝ่ายเดียว นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า ทั้งหมด อยู่ที่เรื่องของความเป็นธรรม ฝ่ายค้านก็เคลื่อนไหวอยู่ซึ่งก็ทำได้ถ้าอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ แต่หากทำผิดกฎหมายก็ปฏิบัติเสมอกันไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนนี่คือหัวใจ
เมื่อถามต่อว่า การทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้รัฐบาลถูกมองว่าเป็นการให้โบนัสกับทางกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีใครได้รับการตอบแทนอะไร ทุกคนเข้ามาทำงาน ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้กับทางกลุ่ม นปช. และกลุ่มเสื้อแดงหรือ นายกฯกล่าวว่า ต้องดูการทำงาน ส่วนที่ทางกลุ่มเสื้อแดงพยายามกดดันให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนตัว รมว. การต่างประเทศนั้น ตนพูดไปแล้วว่ายังไม่มีเหตุ ผลอะไรที่จะปรับ ครม. การเปลี่ยนแปลงจะ เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการทำงานมีปัญหา
'เยาวภา-ยิ่งลักษณ์' เดินเครื่องคุมแถว ส.ส.
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ม.ค. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค เดินทางเข้าพบ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่บ้านย่านเมืองทองธานี เพื่อเชิญมาเป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ภายหลังการหารือ พล.อ.เชษฐากล่าวว่า พร้อมรับตำแหน่งที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เพราะเริ่มต้นชีวิตทางการเมืองที่พรรคไทยรักไทย จึงรู้สึกผูกพัน เมื่อพรรคต้องการให้ เข้ามาช่วยงานก็พร้อม เหมือนได้กลับมาที่เดิม เชื่อว่าประสบการณ์ที่มีน่าจะช่วยงานพรรคได้ระดับหนึ่ง ทั้งนี้ขอทำหน้าที่ตำแหน่งประธานที่ปรึกษาเท่านั้น แต่จะไม่ รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะยังมีบุคคลที่เหมาะสมภายในพรรคอีกมาก
“ยงยุทธ” ยุ “เหลิม” นั่งผู้นำฝ่ายค้าน
นายยงยุทธกล่าวว่า รู้สึกสบายใจและสุขใจที่พล.อ.เชษฐารับเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาพรรค เชื่อว่าสถานการณ์ของพรรคหลังจากนี้ไปจะดีและนิ่งขึ้น ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น จะขอนั่งต่อไปจนกว่าพรรคจะตั้งหลักได้ ตามคำขอของกรรมการบริหารพรรคที่เห็นว่าการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคบ่อยจะทำให้เกิดปัญหากับพรรคที่อยู่ระหว่างการสร้างตัว ส่วนตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านนั้น พรรคแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน เป็นฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านอย่างไม่เป็นทางการไปก่อน
“เฉลิม” ยืนกรานไม่เป็นหัวหน้าพรรค
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการหาตัวผู้นำฝ่ายค้านว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็น ส.ส. และเป็นหัวหน้าพรรค แต่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็น ส.ส. ดังนั้น พรรคจึงมีมติให้ตนเป็นประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่หัวหน้าทีมอภิปรายในสภา ส่วนตัวไม่เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะการเข้ามาทำหน้าที่ผู้นำพรรคที่มี ส.ส. 187 เสียงถือเป็นเรื่องใหญ่ ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่สามารถหาตัวผู้นำฝ่ายค้านได้ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ทำไมจะหาไม่ได้ และขณะนี้คนที่มีอยู่ก็ทำงานได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างนายยงยุทธที่เคยเป็นถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีบารมีด้อยกว่าตรงไหน เพราะนายอภิสิทธิ์ที่ผ่านมาเป็นแค่ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และดูธุรกิจคอนโดมิเนียมของพ่อเท่านั้น
น้องสาว “ทักษิณ” ขยับคุมแถว ส.ส.
ต่อมาเวลา 15.30 น. มีการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค ทำหน้าที่เป็นประธาน และขณะที่ ส.ส.ลงทะเบียนที่โต๊ะหน้าห้องก่อนประชุม เจ้าหน้าที่ได้แจกหนังสือพ็อกเกตบุ๊กชื่อ “ระบอบอภิสิทธิ์” ให้แก่ ส.ส.คนละ 10 เล่ม ทั้งนี้นายยงยุทธกล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมว่า ต่อไปนี้นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะสลับกันมาร่วมประชุมทุกสัปดาห์ เพื่อมาให้กำลังใจสมาชิกพรรค แสดงให้เห็นว่านายยังอยู่กับเรา ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวเสริมว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ยังเหนียวแน่นอยู่ร่วมกัน เราจะทำให้พรรคเข้มแข็งและมั่นคง
ตอกลิ่มพรรคร่วมฯขัดขากันเอง
นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติปรับโครงสร้างพรรค ให้จังหวัดใหญ่มีหัวหน้า 2-3 คน จังหวัดเล็กมีหัวหน้า 1 คน มีประธานภาค รองประธานภาคและเลขานุการภาค เพื่อตั้งทีมเก็บข้อมูลในพื้นที่เตรียมทำหน้าที่ฝ่ายค้านให้มีประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นไม่เกินวันที่ 14 ก.พ.นี้ เพราะความไม่เป็นเอกภาพในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะความขัดแย้งเรื่องอนุมัติโครงการที่ส่อไปในทางทุจริตเพื่อเงินเข้ากลุ่มตัวเอง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเลือก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงเป็นประธานส.ส.พรรค ทำหน้าที่คล้ายผู้นำฝ่ายค้าน
เพื่อนเนวินอวดตัวเลข 40 ส.ส.
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายก รัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินว่า ส.ส.ในกลุ่มเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว จะมีงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ม.ค. และภายในสิ้นเดือนนี้จะนัดวันประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เบื้องต้นเมื่อมีการรวมกลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คน กับ ส.ส.มัชฌิมาธิปไตยเดิม ประมาณ 10 คน และจากพรรคอื่น จะทำให้พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.ไม่น้อยกว่า 40 คน ส่วนจะมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนเดิมที่ยังไม่ได้สังกัดพรรคเพื่อไทยอีก 5-6 คนมาอยู่ร่วมด้วยหรือไม่นั้น ขอให้รอติดตามดูการเปิดตัวครั้งนี้จะเป็นภาพปรากฏการณ์ ทางการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง สำหรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคนใหม่จะเสนอนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย มาเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนกระแสข่าวมีอดีตสมาชิก คมช. อาทิ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อยู่เบื้องพรรคภูมิใจนั้น ไม่เป็นความจริง
“บิ๊กบัง” ปฏิเสธจับมือ “เนวิน”
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธาน คมช. ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกระแสข่าวจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ว่า คงเป็นการปล่อยข่าว เพราะไม่มีแนวคิดที่จะตั้งพรรคการเมืองเลย ผู้สื่อข่าว ถามว่า ตามข่าวระบุว่ามีการจับมือกับนายเนวิน ชิดชอบ เพื่อจัดตั้งพรรค พล.อ.สนธิตอบว่า ไม่รู้เรื่อง และไม่เคยพูดคุยกับนายเนวินในเรื่องนี้ ทั้งนี้ อยากให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ อย่ารีบร้อน “ผมรู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่มีกระแสข่าวว่าผมไปจับมือกับนายเนวิน และดึง ส.ส.จากกลุ่มเพื่อนเนวินมาสนับสนุนจัดตั้งพรรคการเมือง ทั้งๆที่ผมไม่เคยได้พูดคุยกับนายเนวินเลย ตอนนี้ผมอยู่ที่ต่างประเทศ และขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับเพื่อนเตรียมทหารรุ่นที่ 6 ทั้ง พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ.”
“วินัย” ชี้คนเกลียด คมช.ปล่อยข่าว
พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตเลขาธิการ คมช. ให้สัมภาษณ์ว่า ขอยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่า ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น ที่ผ่านมาได้คุยกับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ. เราคงไม่คิดที่จะทำพรรคการเมือง ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นการคาดคะเนกันไปเอง ส่วน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.นั้น ไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยเจอกันเลยหลังจากเกษียณอายุราชการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อยากให้คิดว่า ถ้า คมช. อยากมีอำนาจทางการเมืองคงมีไปแล้ว ไม่ต้องรอถึงวันนี้ เกษียณไปแล้วก็ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมือง คิดว่าข่าวนี้ลือไปกันเอง อาจมีคนไม่ค่อยชอบคมช.จึงพยายามออกข่าวตีกัน ตอนนี้การเมืองต้องดำเนินการไปเอง เพราะขณะนี้สถานการณ์ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยหมดแล้ว กองทัพสามารถดูแลสถานการณ์ได้เรียบร้อยดี
ผบ.ทร.เน้นใช้สื่อสร้างสมานฉันท์
พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. กล่าวถึงแนวทางสร้างความสมานฉันท์ตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ว่า กรมกิจการพลเรือนทหารเรือกำลังวางแผนดำเนินการอยู่ เพื่อช่วยให้เกิดความรักความสามัคคี แต่ยังไม่มีแนวคิดที่จะส่งทหารเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชน แต่อาจใช้สื่อของกองทัพสร้างความเข้าใจ และมอบให้แต่ละหน่วยไปคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง ส่วนที่มีมวลชนออกมาเคลื่อนไวต่อต้านรัฐบาลนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ หากพยายามทำความเข้าใจจะเป็นผลดี เมื่อถามถึงกรณีที่จะมีการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ร.อ.กำธรตอบว่า เป็นระเบียบปฏิบัติของส่วนราชการ กองทัพมีข้อปฏิบัติเช่นเดียวกันตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการทหาร คือหากมีการหนีราชการ หรือมีความประพฤติไม่ถูกต้อง ก็ต้องปลดหรือถอดยศ เป็นขั้นตอนตามปกติ คิดว่าระเบียบของตำรวจน่าจะคล้ายกัน เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 รู้สึกหนักใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกดำเนินคดีความต่างๆเหมือนถูกกลั่นแกล้งหรือไม่ พล.ร.อ.กำธรตอบว่า เป็นธรรมดา
“สุรยุทธ์” ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ
ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องการสร้างความสมานฉันท์ เป็นสิ่งที่ประชาชนควรนำไปพิจารณาที่จะทำให้สถานการณ์ บ้านเมืองคลี่คลาย คิดว่าปัญหาหลักเป็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าเราไม่สร้างความเชื่อถือเชื่อมั่น จะกระทบต่อการท่องเที่ยว ส่วนการประชุมอาเซียนซัมมิทเป็นเรื่องจำเป็นที่สมาชิกทั้งหมดต้องมาประชุมหารือกันเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ เราจะถือโอกาสนี้หารือกับประเทศคู่เจรจา หากเราช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองของบ้านเมืองลงไป โอกาสที่จะผ่านพ้นเวลาที่ค่อนข้างวิกฤติทางเศรษฐกิจน่าจะผ่านไปได้ การช่วยกันคือทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์รุนแรง หรือเกิดการเผชิญหน้า เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องร่วมกันพิจารณา รวมถึงความอดทน ซื่อสัตย์ซื่อตรงของผู้บริหารประเทศด้วย เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลนำคนที่เคยเป็นแกนนำพันธมิตรฯมาเป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี จะตกเป็นเป้าทางการเมืองหรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ตอบว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารจะต้องพิจารณา การทำให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายบริหาร