WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 15, 2009

“อภิสิทธิ์” ผวาไข่หลบเสื้อแดง

ที่มา ไทยรัฐ

ม็อบเสื้อแดงรอปาไข่ “มาร์ค”

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 14 ม.ค. 52 ที่บริเวณหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ถ.เพลินจิต ได้มีกลุ่มคนสวมเสื้อแดงชายหญิงซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย องค์กรแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นับสิบคน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้มาถือป้ายประท้วงและนำไข่ไก่สดกับไข่นกกระทามาเตรียมปาใส่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมากล่าวสุนทรพจน์และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเรียกร้องให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากเป็นผู้อยู่ เบื้องหลังและสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อการร้ายยึดสนามบินนานาชาติ ท่ามกลางความสนใจจากนักท่องเที่ยวและสื่อต่างชาติเป็นจำนวนมาก

นายกฯหลบเสื้อแดงรอดโดนปาไข่

ต่อมาเวลา 19.00 น. นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางมาถึงโรงแรมสยามอินตอร์คอนติเนนตัล เพื่อร่วมงานดินเนอร์ทอล์ก และปาฐกถาพิเศษ ให้กับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) โดยนายกฯและคณะได้หลบไปเข้าประตูอีกด้านของโรงแรม ขณะที่ด้านหน้าโรงแรมก่อนได้มีกลุ่มเสื้อแดง 10 กว่าคน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย มาดักรอ อยู่ที่หน้าโรงแรม โดยกลุ่มเสื้อแดงถือป้ายผ้ามีข้อความโจมตี ทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรรุนแรง

ย้ำสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ตปท.

จากนั้นเมื่อเวลา 19.30 น. นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถากับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า รัฐบาลจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ที่มีความขัดแย้งรุนแรง จะสร้างความสมานฉันท์ แต่ขอเวลาในการแก้ไข โดยจะใช้หลักสันติวิธีและความเป็นธรรม เมื่อมีความสมานฉันท์ความเชื่อมั่นจะกลับมา นอกจากนั้น รัฐบาลจะใช้เวทีอาเซียน และเวทีต่างๆเพื่อสร้างความมั่นใจ เพื่อให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าถึงเวลาที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้แล้ว

เสื้อแดงฉุนปาไข่ใส่รูปนายกฯ

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. กลุ่มคนสวมเสื้อแดงที่มาถือป้ายประท้วงและนำไข่ไก่สดกับไข่นกกระทามาเตรียมปาใส่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บริเวณด้านหน้าโรงแรมนั้น เมื่อเห็นว่าคณะของนายกรัฐมนตรีได้หลบเข้าไปในโรงแรมทางประตูอีกด้านหนึ่งก็เกิดความไม่พอใจ พร้อมกับนำรูปถ่ายของนายอภิสิทธิ์ที่ถ่ายคู่กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และรูปเดี่ยวของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ มาติดที่เสาประตูทางเข้าโรงแรม และให้ผู้ชุมนุมเดินเรียงหน้าปาไข่ใส่รูปทั้งสองภาพกันอย่างสนุกสนาน พร้อมกับดักรอเฝ้าคณะนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงจุดเดิม

รัฐบาลพร้อมจัดประชุมผู้นำอาเซียน

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมเตรียมการประชุมอาเซียน ซัมมิท จากนั้นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานและแสดงความพร้อมในการจัดการประชุมให้นายกฯทราบ โดยเฉพาะสถานที่การประชุมรวมถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยได้ข้อสรุปชัดเจนเรื่องสถานที่แล้ว ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดระบบจราจรเพื่อป้องกันการชุมนุมของมวลชนเสื้อแดง ทั้งนี้ กระทรวงต่างประเทศได้รายงานให้นายกฯทราบแล้วว่าผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมประชุมเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีที่บางประเทศนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตรียมความพร้อม และจัดระบบจราจรเดินทางไปยังหัวหิน รวมถึงได้มอบหมาย ให้กระทรวงการต่างประเทศติดต่อไปยังประเทศสมาชิกว่ามีประเทศใดบ้างที่จะเช่าเหมาลำเครื่องบินมาเอง เพื่อจะได้จัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับและให้เกิดความเหมาะสม

เตรียมเครื่องบินเล็กส่งผู้นำลงหัวหิน

ด้านนายวิทวัส ศรีวิหค อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ยืนยันว่าผู้นำทุกประเทศจะเดินทางมาร่วมประชุมอาเซียน ซัมมิท ไม่มีประเทศใดกังวลสถานการณ์ที่ การเมืองในประเทศไทย เพราะเข้าใจดีแล้ว โดยใช้สถานที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน และจะใช้สถานที่ภายในพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นสถานที่เลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำที่เข้าร่วมประชุม วันที่ 15 ม.ค.นี้ จะจัดประชุมระดับอธิบดีอาเซียนที่โรงแรมคอนราด เพื่อหารือรายละเอียดการประชุมอาเซียน ซัมมิท อีกครั้งเพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นที่สุด ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นในที่ประชุมไม่ได้หารือกันและไม่ได้รู้สึกกังวล การประชุมอาเซียน ซัมมิทถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ ทางเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว โดยได้ประสานงานเรื่องการจอดเครื่องบินของผู้นำประเทศโดยจะให้จอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมดและจะมีเปลี่ยนเป็นเครื่องบินเล็กเพื่อใช้ในการเดินทางไป อ.หัวหิน

ม็อบเสื้อแดงยื่น จม.ค้านตั้งคน พธม.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 20 คน นำโดยนายคารม พลทะกลาง ตัวแทนชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ได้ เดินทางมาโดยปราศรัยโจมตีการทำงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ใจความสรุปว่าการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลนี้ไม่ถูกต้อง และกรณีที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าจะปิดสถานีวิทยุชุมชนและเว็บไซต์ที่หมิ่นสถาบัน ถือเป็นการคุกคาม สื่อ และกรณีที่แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ รวมถึงการแต่งตั้งคนของกลุ่มพันธมิตรฯเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในหลายกระทรวง ทั้งที่เคยมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินและยึดทำเนียบฯถือเป็นการท้าทายกฎหมายบ้านเมือง ขอให้ทางรัฐบาลชี้แจงและอธิบายพร้อมทั้งยับยั้งการแต่งตั้งบุคคลเหล่านี้ ไม่ให้ดำรงตำแหน่งต่างๆในรัฐบาลนี้ โดยมีนายณัฐพล ทีปสุวรรณ ผอ.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมารับเรื่องไว้ จากนั้นกลุ่มเสื้อแดงจึงสลายตัวโดยไม่มีเหตุรุนแรงหรือการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรึงแนวรักษาการณ์บริเวณด้านหน้าพรรคแต่อย่างใด

'จงรัก' เรีกยถกเครียดยัน 28 วันสั่งล้างบางม็อบโกเต็กซ์

ที่มา ประชาทรรศน์

รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมเครียด เตรียมสั่งซัดคดีม็อบมารยึดสุวรรณภูมิ เผยสั่งอัยการฟ้องกบฎบุกยึดทำเนียบแล้ว ยันไม่เกิน 4 สัปดาห์ออกหมายจับได้แน่ ย้ำไม่มีการเมืองเข้าแทรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ม.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีต่างๆ ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอาการศสุวรรณภูมิ

ทั้งนี้ในส่วนของการบุกรุกทำเนียบรัฐบาล พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาแกนนำทั้ง 9 คน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ปรากฏโดยมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล ซึ่งได้สรุปสำนวนและส่งฟ้องต่ออัยการแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนคดีการบุกยึดท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง มีการสอบพยานบุคคลไปแล้วกว่า 300 ปาก คดีมีความคืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ 70 แล้ว คาดว่าอีกประมาณ 3-4 สัปดาห์จะสามารถออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องได้

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอีก 2 หน่วยงาน คือ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ที่กำลังจะยื่นฟ้องกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาท และการบินไทย ที่กำลังจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 18,000 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจำเป็นจะต้องรอนำคำฟ้องเหล่านั้นมาประกอบสำนวนการสอบสวน เพื่อจะทราบถึงพฤติกรรมและค่าเสียหายทั้งหมดด้วย โดย พล.ต.อ.จงรัก ยืนยันว่า จะดำเนินคดีไปตามพยานหลักฐานกับผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน และไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของตำรวจอย่างแน่นอน

คลังลุยกระตุ้นเศรษฐกิจ จี้รัฐวิสาหกิจเร่งใช้งบ8แสนล้านกนง.รับลูกสั่งลดดอก0.75%

ที่มา ประชาทรรศน์

กนง.รับลูกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีมติลดดอกเบี้ย "ขุนคลังกรณ์"ส่งซิกรัฐวิสาหกิจ-หน่วยงานรัฐ เร่งเบิกจ่ายงบ 8 แสนล้าน หวังฟื้นศรัทธาภาคการลงทุน-บริโภค ชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่เหมาะลดดอกเบี้ย แต่ยืนยันในระยะยาวมีความจำเป็นต้องลด

วันนี้ (14 ม.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.75% จาก 2.75% เหลือ 2.00% เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวมากและแรงกว่าที่คาด การใช้นโยบายต่างๆ ต้องช่วยกันทุกด้าน โดยนโยบายการคลังน่าจะเป็นตัวหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเงินเข้าถึงมือประชาชนได้โดยตรง ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว ขณะที่มาตรการการเงินเป็นตัวเสริม เพื่อให้ต้นทุนทางการเงินลดลง โดยจะทำให้การส่งผ่านนโยบายการคลังมีประสิทธิภาพขึ้น

"ขณะนี้มีสัญญาณว่าอัตราการขยายตัวจะลดลงต่ำกว่าการประมาณการครั้งล่าสุดที่ 0.5-2.5% จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวรุนแรง และกระทบต่อการส่งออก แต่การมีนโยบายการคลังที่ชัดเจน จากการตั้งงบประมาณกลางปีที่ 1.15 แสนล้านบาท ซึ่งได้รวมส่วนของงบประมาณที่ชดเชยการขาดดุลการคลังทั้งหมดไว้ 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง 1.1 แสนล้านบาท และน่าจะเบิกจ่ายได้ 100% ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2552 ยังอยู่ที่ 94% น่าจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจได้ในไตรมาส 2 ปีนี้ และแม้ว่า ไตรมาส 4 ปี 2551 จะติดลบ แต่โอกาสที่จะพลิกฟื้นในไตรมาสแรกปีนี้มีสูง ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจปี 2552 ติดลบ" น.ส.ดวงมณี กล่าว

น.ส.ดวงมณี กล่าวว่า สำหรับแนวนโยบายเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อ ยังอยู่ในกรอบการประมาณการของ กนง.คือ 0-3.5% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปจะต่ำกว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน แต่จะไม่เกิดภาวะเงินฝืดทางเทคนิคที่มาจากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องกัน ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถผ่อนคลายต่อเนื่องได้ เพื่อช่วยเศรษฐกิจในหลายๆทาง เพราะหากต้นทุนเงินถูกลง จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เองจะสามารถปรับลดอกเบี้ยลงได้ แต่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว

"ขณะนี้เรามีดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2% ยังสามารถดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายได้ต่อเนื่อง หากเห็นว่ามีความจำเป็น เพราะดอกเบี้ยนโยบายของไทยเคยลงไปต่ำสุดที่ 1.25% เมื่อปี 2546 แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังจะมีผลโดยตรงมากกว่า ขณะที่นโยบายการเงินต้องผ่านกลไกในการส่งผ่าน คือ ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณาว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ ซึ่งปกติจะใช้เวลา 2-6 ไตรมาส แต่ขณะนี้น่าจะเร็วขึ้น เพราะปัจจัยต่างๆ เกิดขึ้นเร็วมาก"น.ส.ดวงมณีกล่าว

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ กระทรวงการคลังได้เสนอให้เร่งรัดการใช้งบลงทุนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจ ที่มีวงเงินค้างอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท รวมถึงเร่งรัดการใช้งบลงทุนของหน่วยงานรัฐในปี 2552 ที่มีอยู่ 3 แสนล้านบาท ให้เกิดการลงทุนได้ตามแผนงานที่เสนอไว้จริง เพื่อให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นตัวนำในการกระตุ้นและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในภาคการบริโภคและการลงทุนของประชาชนและนักลงทุน

"เมื่อรวมกับมาตรการของรัฐบาลที่ออกมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยใช้งบกลางปีประมาณแสนล้านบาท น่าจะช่วยชดเชยการจับจ่ายใช้สอยในภาคเอกชนที่ลดลงได้ และน่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการแข่งขันและระบบเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2552 จะขยายตัวมากกว่า 2% หรือน้อยกว่า 2% ก็ได้ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับสูตรในการคำนวณ และรอบการหมุนของเม็ดเงิน" นายกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายกรณ์ กล่าวถึงการใช้มาตรการด้านภาษีว่า จะสรุปเรื่องและนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า ซึ่งได้หารือร่วมกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง และนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลังแล้ว เห็นว่ามาตรการภาษีเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ดังนั้น ควรจะเสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี รับทราบก่อนนำเข้า ครม.

"ผมเห็นว่าภาษีในบ้านเรายังสูงเกินไป ในระยะยาวควรจะต้องปรับปรุงและแก้ไข เพื่อจะได้สามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาได้มากขึ้น เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่เห็นจังหวะที่เหมาะสมในการปรับลดอัตราภาษี” รมว.คลัง กล่าว

ชงปลดล็อกบ้านเลขที่111/109หวังดึงตัวจริงแก้ปัญหาชาติ

ที่มา ประชาทรรศน์

"เสธ.หนั่น" ยันไม่ขอเพิ่มโควต้ารัฐมนตรี หลังคว้าที่นั่งส.ส.เพิ่ม ทำรัฐบาลพ้นวิกฤตเสียงปริ่มน้ำ ชี้ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ยังไม่คิด นิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคถูกยุบ 'บุญจง' ชง นิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ เพื่อไทยรับลูก ระบุ คนมีความสามารถเหลือน้อย

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่ขอโควต้ารัฐมนตรีเพิ่ม ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา และไม่ได้มีการเสนอรายชื่อเพื่อปรับคณะรัฐมนตรี แม้หลังเลือกตั้งซ่อม ทางพรรคสามารถกวาดที่นั่งมาได้ถึง 10 ที่นั่ง จาก 13 ที่นั่ง ส่งผลให้การทำงานของรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ทางพรรคพอใจกับโควตาเดิมที่ พรรคประชาธิปัตย์ จัดสรรให้คือ 4 ที่นั่ง และตนได้พูดคุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่องดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้การปรับ คณะรัฐมนตรีนั้น ขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสม และการทำงานของรัฐบาล

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ระบุว่าควรจะมีการขอนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน111 คนที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 และ อีก 109 คนจากการตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 รวมเป็น 220 คน นั้น พล.ต.สนั่น กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือกัน ตอนนี้ขอแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน ส่วนใครจะเสนออะไรมาก็เป็นความคิดของแต่ละคน

'บุญจง'ชงนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์

ด้าน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิ ว่า สิ่งสำคัญคือ บุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิ มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ เป็นบุคลากรที่มีคุณค่าทางการเมืองที่ต้องรักษาไว้ แต่เวลานี้ เห็นว่าการออกกฎหมายยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่สิ่งที่เร่งด่วนกว่า คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นจากนานาชาติ อย่างไรก็ตาม หากจะมีการแก้กฎหมายเกิดขึ้นจริง ก็จะต้องหารือกับทุกพรรคหารเมือง และต้องฟังเสียงสะท้อนของประชาชนจากทุกองค์กรด้วย

พท.รับลูกนิรโทษกรรมชี้คนมีความสามารถเหลือน้อย

นอกจากนี้นายกมล บันไดเพชร กรรมการบริหารพรรค ยังกล่าวว่าเห็นด้วยกับกรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ออกมาระบุว่าต้องการให้มีการนิรโทษกรรมบรรดากรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ไปเพื่อบ้านเมืองจะได้สงบ อย่าเอาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไปดองไว้ เพราะทุกวันนี้คนที่มีความรู้ความสามารถและเก่งจริงๆ ก็เหลือน้อย การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้นั้นเป็นการทำลายระบอบการเมือง ทำลายประเทศชาติ เพราะสถาบันการเมืองต้องมีส่วนเข้ามาบริหารประเทศ และหากจะนำคนนอกเข้ามาเขาคงไม่มีความรับผิดชอบเท่ากับนักการเมือง และที่สำคัญพรรคก็จะคุมคนนอกไม่ได้

'มาร์ค'ปิดปากออกกม.นิรโทษกรรม!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปฎิเสธที่ตอบคำถามกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ระบุว่าควรจะมีการขอนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกจำนวน 220 คน โดยระบุว่า ตนได้ตอบคำถามมาเยอะแล้ว

'เพื่อไทย'ปัดลูกหาบเอาใจออกห่าง!หนีซบ'ภูมิใจไทย'

ที่มา ประชาทรรศน์

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า 20 ส.ส.ภาคกลางและภาคอีสานบางส่วนของพรรคเพื่อไทย ทำหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อสอบถามถึงการเปลี่ยนพรรคต้นสังกัดใหม่ว่าสามารถทำได้หรือไม่ เนื่องจากส.ส.กลุ่มดังกล่าวต้องการย้ายไปสังกัดเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย วันนี้ (14 ม.ค.) นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นเพียงการทำหนังสือไปหารือกับกกต.เท่านั้น ไม่น่าจะเป็นการที่ส.ส.ของพรรคต้องการเอาใจออกห่างจากพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

ปธ.วิปรัฐบาล กล่าวต่อว่า สำหรับจะมีการเรียก 20 ส.ส.กลุ่มดังกล่าวมาพูดคุยทำความเข้าใจหรือไม่นั้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส.พรรคฯเป็นผู้พิจารณา

ขณะที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ปฎิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นกับการทำหนังสือสอบถามประเด็นดังกล่าวไปยังกกต. แต่ยอมรับว่าส.ส.หลายคนในพรรคเพื่อไทยได้รับการทาบทามจากพรรคภูมิใจไทยจริง พร้อมกับมีการเสนอเงื่อนไขที่ดีให้ ซึ่งตนได้บอกไปด้วยว่าสงสารพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันจะขอสู้ในพรรคเพื่อไทยต่อไป

Wednesday, January 14, 2009

จับได้อีกคนแล้ว พันธมิตรขี้ขโมย ได้ปืนกลอูซี่ของทำเนียบคืน

ที่มา cbnpress

นายจักรภพ ไปรายงานตัวต่อสำนักงานอัยการฯ มีเสื้อแดงไปให้กำลังใจอย่างคึกคัก

ที่มา cbnpress


ตำรวจสรุปจะสั่งฟ้องแกนนำพันธมิตร แต่จะสั่งไม่ฟ้องข้อหากบฎ

ที่มา cbnpress

หายนะ!ญี่ปุ่นผวาโจรยึดสนามบินลอยนวล ไม่หวนลงทุนไทย

ที่มา Thai E-News


ที่มา ไทยรัฐ
14 มกราคม 2552

ความเสียหายของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ได้รับจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างความหวาดวิตกต่อนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นระบุว่า หากมีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีกจะเป็นความเสี่ยงต่อการเข้ามาลงทุนในไทย

ชี้ภาพปิดสนามบินยังหลอนติดตา ญี่ปุ่นขอเวลา 2 ปีว่ากันใหม่ลงทุนต่างประเทศ

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอของบประมาณในการกระตุ้นการลงทุน 900 ล้านบาทต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีแผนที่จะสร้างโอกาสและการขยายตัวการลงทุนของประเทศไทยด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างประเทศ, การไปพบปะนักลงทุนในต่างประเทศ (โรดโชว์) เพื่อให้ต่างชาติมีความเชื่อมั่นในการลงทุนในไทย พร้อมกับตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในต่างประเทศเพิ่มเติม

โดยเตรียมที่จะออกไปโรดโชว์เพื่อกระตุ้นการลงทุนยังประเทศญี่ปุ่นในเร็วๆนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ว่า เจโทรได้สำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย ล่าสุดพบว่า การลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาในประเทศไทยปีนี้คงปรับลดลง 10-20% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการเมืองไทยที่ยังมีปัญหาความวุ่นวาย โดยนักลงทุนญี่ปุ่นต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น เพราะขณะนี้บริษัทแม่ของบริษัทของญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้ประกาศว่า บริษัทแม่จากญี่ปุ่นจะสั่งการให้บริษัทลูกที่ออกไปลงทุนในทั่วโลกชะลอการลงทุนในทุกประเทศทั่วโลก ขณะเดียวกัน บริษัทแม่ในญี่ปุ่นก็ยืนยันว่าจะลดการลงทุนในประเทศญี่ปุ่นไปพร้อมๆกันเพื่อลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เริ่มขยายวงกว้างไปทั่วโลก และนักลงทุนที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นคาดว่าวิกฤติดังกล่าวจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีจึงจะฟื้นตัวและทำให้การลงทุนกลับคืนสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้เจโทรระบุว่า ในปีนี้หากปัญหาความวุ่นวายของการเมืองไทยยังไม่สงบลงแต่กลับมีความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง ปัญหาดังกล่าวจะสร้างความไม่มั่นใจให้นักลงทุนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เพราะปัญหาและความเสียหายของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ได้รับจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิยังสร้างความหวาดวิตกต่อนักลงทุนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นระบุว่า หากมีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีกจะเป็นความเสี่ยงต่อการเข้ามาลงทุนในไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ในปี 51 ในส่วนของเม็ดเงินจากการลงทุนของต่างชาติมีโครงการขอรับบีโอไอ รวม 832 โครงการ ลดลงจากปี 50 ในอัตรา 1.5% มีมูลค่าการลงทุน 297,461 ล้านบาท ลดลง 40% เมื่อเทียบกับปี 51 ที่มีมูลค่า 502,432 ล้านบาทโดยการลงทุนของต่างชาติมีสัดส่วนถึง 66% โดยอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมมากที่สุด คือ กิจการผลิตภัณฑ์ โลหะและอุปกรณ์ขนส่ง กิจการบริการและกิจการระบบสาธารณูปโภค

โดยนักลงทุนญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ที่เข้ามามากที่สุดในปีที่ผ่านมา โดยมีโครงการที่ยื่นขอบีโอไอ 324 โครงการ ลดลง 1.8% มูลค่าการลงทุน 102,994 ล้านบาท ลดลง 30% โดยอุตสาหกรรมที่นักลงทุนญี่ปุ่นยื่นขอส่งเสริมมากที่สุด คือ กิจการผลิตชิ้นส่วนโลหะและยานพาหนะ รองมาคือ กิจการบริการในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่สหภาพยุโรปมีโครงการยื่นขอส่งเสริม 170 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% มูลค่าการลงทุนรวม 67,349 ล้านบาท ลดลง 11%

กลุ่มประเทศอาเซียนลดลงทั้งจำนวนโครงการและปริมาณเงินคือ 7% และ 0.15% ตามลำดับ โดยมีโครงการที่ยื่นขอส่งเสริม 117 โครงการ ปริมาณเงินลงทุนรวม 44,635 ล้านบาท แหล่งเงินลงทุนส่วนใหญ่มาจากประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนสหรัฐฯ มีโครงการยื่นขอส่งเสริม 34 โครงการ มูลค่า 7,471 ล้านบาท ส่วนจีนยื่นขอส่งเสริม 21 โครงการ มูลค่า 1,505 ล้านบาท.

การดำเนินคดีกับผู้ที่ยึดสนามบิน คือการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศไทยที่ดีที่สุด

ที่มา Thai E-News

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
14 มกราคม 2552

หลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ผูกมัดผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจนไม่ว่าพันธมิตรฯจะอ้างว่าเขาไม่ได้ปิดสนามบินแต่การท่าฯเป็นผู้ประกาศปิดเองเท่านั้นฟังไม่ขึ้น นอกเหนือจากการยึดหอบังคับการการบินที่ทำให้อากาศยานไม่สามารถขึ้นลงได้อีกประเด็นหนึ่งแล้วยังปรากฏ รูปถ่ายเป็นหลักฐานมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือรูปถ่ายพิธีการส่งมอบของพลตรีจำลองในวันสลายการชุมนุมนั่นเองที่มัดตัวอย่างแน่นหนาเพราะหากไม่ได้ยึดหรือปิดสนามบินฯแล้วทำพิธีส่งมอบคืนทำไม




ความเสียหายจากการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองในปลายปีที่ผ่านมานั้นเราปฏิเสธไม่ได้ว่าได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างมากมายมหาศาล

ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย แต่ภายหลังจาก การเปลี่ยนขั้วการเมืองแล้ว แทนที่เราจะได้เห็นการเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาด้วยการเร่งดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิด แต่กลับเห็นแต่การเร่งให้สถานทูตไทยในประเทศต่างๆชี้แจงภาพลักษณ์ของไทยต่อต่างประเทศ ซึ่งแทบจะไม่ได้ผลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมาเลย เพราะคำถามต่างๆที่นานาประเทศติดใจนั้นไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด

คำถามที่ว่านี้ก็คือรัฐบาลจะจัดการอย่างไรกับผู้กระทำความผิดนั่นเอง เพราะระยะเวลาตั้งแต่เหตุเกิดจนปัจจุบันก็ล่วงเลยมาพอสมควรแล้วที่จะทำให้การสร้างความเชื่อมั่นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุแห่งการนิ่งเฉยของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่นับตั้งแต่หัวหน้ารัฐบาล ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต่างพากันใส่เกียร์ว่าง มิหนำซ้ำบางคนยังใส่เกียร์ถอยหลังเปลี่ยนสี เข้าไปประจบประแจงผู้มีอำนาจหรือผู้มีพระคุณที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นได้เสียอีก

ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุมสุดยอดอาเซียนจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯหรือจากกรุงเทพฯไปหัวหินก็ตาม คำถามจากประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมอันดับแรกที่จะต้องได้รับคำตอบก็คือ จะดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ยึดสนามบิน คำตอบที่ใช้เป็นปกติที่ว่าปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมนั้นย่อมไม่เพียงพอต่อความข้องใจของผู้ถามอย่างแน่นอน เพราะต้นธารของกระบวนการยุติธรรมอยู่ในอำนาจการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารที่จะเป็นผู้ดำเนินการ หากต้นธารนิ่งเฉยเสียแล้วก็ย่อมยากที่จะไปถึงปลายลำธารซึ่งก็คือการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดนั่นเอง

ในทางสากลนั้น เขาให้ความสนใจประเด็นการยึดสนามบินมากที่สุด เพราะไปกระทบต่อพลเมืองของเขาที่เดือดร้อน คงจำกันได้ว่าสื่อมวลชนต่างประเทศทั้งอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ต่างพากันโจมตีพันธมิตรฯและผู้หนุนหลังในเรื่องนี้พร้อมเพรียงกันสอดรับกับทูตของ ๖ ชาติคือสหรัฐ อียู ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดาก็ออกแถลงการณ์เรื่องนี้ในวันที่ ๔ ธ.ค.๕๑ คือต้องเอาผิดกับผู้ที่กระกระทำผิดในการยึดสนามบิน และตราบจนปัจจุบันที่เขียนบทความนี้ จีนและญี่ปุ่นยังไม่ยกเลิกการเตือนภัยแก่ประชาชนของเขาที่จะเดินทางมาเมืองไทยเลย

หลักฐานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ผูกมัดผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจนไม่ว่าพันธมิตรฯจะอ้างว่าเขาไม่ได้ปิดสนามบินแต่การท่าฯเป็นผู้ประกาศปิดเองเท่านั้นฟังไม่ขึ้น นอกเหนือจากการยึดหอบังคับการการบินที่ทำให้อากาศยานไม่สามารถขึ้นลงได้อีกประเด็นหนึ่งแล้วยังปรากฏ รูปถ่ายเป็นหลักฐานมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือรูปถ่ายพิธีการส่งมอบของพลตรีจำลองในวันสลายการชุมนุมนั่นเองที่มัดตัวอย่างแน่นหนาเพราะหากไม่ได้ยึดหรือปิดสนามบินฯแล้วทำพิธีส่งมอบคืนทำไม


ป่วยการที่รัฐบาลจะประกาศทุ่มงบฯถึง ๗ แสนล้านบาทมาฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน ๒ ปีหรือการพยายามสร้างภาพด้วยการโหมโฆษณาในสื่อต่างประเทศให้สิ้นเปลืองเงินทองของชาติ เพราะตราบใดที่ผู้กระทำความผิดไม่ถูกดำเนินคดี ตราบนั้นความเชื่อมั่นของ นักลงทุนต่างประเทศย่อมไม่มีทางเรียกคืนกลับมา และยิ่งปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าไปก็ยิ่งเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ยากยิ่งหลายเท่าทวีคูณ

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter F. Drucker) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Managing in A Time of Great Change โดยในบทที่ ๕ ที่ว่าด้วย กฎทั้งหกสำหรับประธานาธิบดี(สหรัฐอเมริกา) คือ

กฎข้อที่ ๑ จะต้องไม่ดื้อดึงที่จะทำแต่ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แม้มันจะเป็นสิ่งที่ตนเคยหาเสียงมาก่อนก็ตาม
กฎข้อที่ ๒ จงมีสมาธิ
กฎข้อที่ ๓ อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน
กฎข้อที่ ๔ ไม่เข้าไปยุ่งกับรายละเอียดจนเกินไป
กฎข้อที่ ๕ ไม่มีคำว่าเพื่อนในฝ่ายบริหาร
กฎข้อที่ ๖ จงหยุดการหาเสียง(เพื่อตัวเอง)

จากกฎทั้งหกข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎข้อที่ ๑ และข้อที่ ๖ฉะนั้น ถามว่าจำเป็นไหมที่รัฐบาลในปัจจุบันนี้จะต้องดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้หรือไม่

๑) หาตัวผู้ปาไข่ใส่นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล
๒) การชำระบัญชีกับทักษิณและพลพรรคเสื้อแดงที่กระทำความผิด อาทิ การทุบทำลายรถยนต์ฝ่ายรัฐบาลในวันโหวตเลือกนายกฯ หรือรุมทำร้ายบิดาของแกนนำเสื้อเหลืองเชียงใหม่จนเสียชีวิต เป็นต้น
ฯลฯ
แน่นอนว่าคำตอบที่ได้ก็คือ “จำเป็น”แต่ย่อมมิใช่ “จำเป็นเร่งด่วนสูงสุด” ซึ่งความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือการแก้ไขปัญหาสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ด้วยเหตุปัจจัยทั้งภายนอกซึ่งเกิดจากการล้มละลายของสถาบันการเงินของอเมริกาและปัจจัยภายในซึ่งก็คือผลพวงจากการยึดสนามบินนั่นเอง และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระบบ ทุนนิยมนั้น ความเชื่อมั่นถือได้ว่าเป็นปัจจัยในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญสูงสุด

หากเรายังแก้ปัญหาความเชื่อมั่นที่สูญเสียไปจากการยึดสนามบินนี้ไม่ได้ ย่อมไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาสาหัสนี้ได้อย่างแน่นอน และนอกจากจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว ยังมีปัญหาของการยอมรับนับถือของประเทศเราในสังคมการเมืองระหว่างประเทศว่าไทยเราเป็นนิติรัฐ(Legal State)และปกครองด้วยนิติธรรม(Rule of Law) ที่บุคคลต่างเสมอภาคกันในเบื้องหน้าของกฎหมาย(equal before the law) และให้ความสำคัญต่อกฎหมายมากกว่าตัวบุคคลมากน้อยเพียงใด

รัฐบาลนี้มีที่มาจากการเปลี่ยนขั้วภายหลังการยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยเมื่อ ๒ ธ.ค.๕๑ ที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะ อย่างยิ่งภาคธุรกิจได้ให้โอกาสแก่ขั้วใหม่นี้ เพราะเบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งที่ไม่รู้จักจบสิ้น

หากรัฐบาลไม่รีบแก้ปัญหาความเชื่อมั่นด้วยการนำผู้กระทำความผิด มาลงโทษโดยไม่เห็นแก่ว่าเป็นเสื้อสีใดแล้ว โอกาสที่รัฐบาลนี้จะอยู่บริหารชาติบ้านเมืองต่อไปย่อมเป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ เพราะเราไม่สามารถยืนอยู่เพียงลำพังในสังคมโลกได้

อีกทั้งจะเป็นการนำประเทศเราร่วงสู่หุบเหวแห่งความหายนะที่ยากจะกลับฟื้นขึ้นมาได้อีกอย่างแน่นอน