WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 16, 2009

รัฐบาล 3 มติ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย อสรพิษ


ในช่วงสถานการณ์ของการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตามองว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลในการบริหารประเทศ จะมีน้ำยานำพาสถานการณ์ไปสู่ทิศทางที่ดีกว่าที่ผ่านมาหรือไม่ ดั่งคำพูดจาของนายกฯ เอง และแรงสนับสนุนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อทอดสะพานให้พรรคเทวดาเข้ามากำหนดชะตาของประเทศ

ภายหลังจากการเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน หลายฝ่ายเริ่มจับตามองถึงท่าทีและแนวนโยบายของรัฐบาลอดีตฝ่ายค้านว่าจะ ท่าดีทีเหลวหรือไม่ ถึงแม้ว่าหลายคนที่จับตามองรัฐบาลชุดนี้จะออกอาการเซ็งไม่น้อยเพราะท้ายที่สุด แนวนโยบายที่คุยนักคุยหนาก็หนีไม่พ้น ก็อปปี้ นโยบายประชานิยม มาทั้งดุ้น

แต่ในปัจจุบันประเด็นเรื่องการคัดลอกแนวนโยบายไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญหากจะเปรียบเทียบกับนโยบาย ต่างตอบแทน ที่เริ่มขยายผลและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

จะเห็นได้จากการแต่งตั้ง ครม. ที่มีโต้โผใหญ่อย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายว่าเป็น ผู้จัดการทีมฟุตบอล มีหน้าที่ในการวางตัวผู้เล่นว่าคนไหนอยู่ในตำแหน่งใดบ้าง ถึงแม้ว่าการจัดตั้ง ครม.ชุดนี้จะมีการพลิกโผไปบ้าง แต่คนที่น่าจะหลุดโผแต่ก็ไม่หลุดอย่าง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ยังอยู่เป็นปลาเน่าให้ ครม.ชุดนี้ด่างพล้อย ตามสุภาษิตไทยที่ว่า ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง

จะว่าไปแล้วหลายคนคงคาดไม่ถึงว่ารัฐบาลช่างกล้าเปิดเผยถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับคนบางกลุ่ม และหลายคนอาจคิดว่ารัฐบาลคงจะไม่กล้าทำอะไรที่ประเจิดประเจ้อไปมากกว่านี้

แต่ใครจะไปรู้ว่านี่เพิ่งเข้าสู่นโยบายต่างตอบแทน step 1 เพราะเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้เห็นถึง step 2 ในการแต่งตั้งให้ นายนาม ยิ้มแย้ม มาเป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม ภายใต้ข้อกังขาที่ว่าคนผู้นี้คือบุคคลที่หักดิบอนาคตทางการเมืองของอดีตนายกฯ ขวัญใจคนรากหญ้า และตำนานแห่งบ้านเลขที่ 111

ใครจะไปรู้เลยว่า นโยบายต่างตอบแทนจะมีความเข้มข้นมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของกลุ่มคนที่ยอมพลีชีพเป็นสะพานให้รัฐบาลชุดปัจจุบันก้าวข้ามมาบริหารประเทศ เพราะเราได้เห็น step 3 เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ ในการแต่งตั้งให้ นายประพันธ์ คูณมี มาเป็นที่ปรึกษา คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนพื้นที่เดียวกันก็พูดจาภาษาเดียวกันรู้เรื่อง

แม้ว่านายประพันธ์ จะออกมาให้สัมภาษณ์โก้ๆ ว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ด้วยความสามารถล้วนๆ แถมเหน็บไปที่พี่ตู่ ขวัญใจคนเสื้อแดงว่าอย่ามาทำให้คนเสื้อแดงไขว้เขวในหลักการของการออกมาเคลื่อนไหว เล่นเปิดเผยออกมาขนาดนี้แล้ว จะมาปฏิเสธได้อย่างไรว่าไม่ได้เป็นผลผลิตของพันธมิตรฯ เพราะแนวทาง เอาความดีเข้าตัว โยนความชั่วให้คนอื่น มีแต่สายพันธุ์ของพันธมิตรฯ เท่านั้น ที่ทำได้อย่างไม่ละอายต่อบาป

อย่าด่วนใจร้อนตัดสินว่านี่คือตอนจบ เพราะว่านโยบายต่างตอบแทนยังมีความเข้มข้นชวนให้ติดตามอีกมาก โปรแกรมหน้าตามมาติดๆ step 4 นายพิเชฐ พัฒนโชติ แกนนำพันธมิตรฯ จะได้รับตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข และคาดว่า step ต่อไป จะแต่งตั้งให้ นายสำราญ รอดเพชร แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 เป็น ผอ.อสมท.

ไม่อยากจะคาดเดาเลยว่า นโยบายต่างตอบแทนจะมีจุดจบที่ตรงไหน บ้านนี้เมืองนี้กำลังเข้าสู่ยุคอณาธิปไตย รัฐบาลเองก็มาจากรัฐธรรมนูญครึ่งใบ เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เพราะแทนที่จะทำประโยชน์เพื่อพี่น้องทั้งประเทศ กลับเลือกปฏิบัติกับคนที่ทำลายประเทศ แต่ทำคุณให้กับตัวเอง เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คนดีทำดีไม่ได้ดี คนชั่วทำดีได้เป็นรัฐบาล เมื่อรัฐบาลเป็นคน 3 มติ คิดอย่าง พูดอย่าง ทำอย่าง แล้วอย่างนี้ประชาชนจะไปพึ่งใคร???

อย่า...ทำนาบนหลังคน!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย ลวดหนาม


ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นเกี่ยวกับรายการ “คุยข่าว” หรือ “เล่าข่าว” ทางสถานีโทรทัศน์ว่าเป็นรายการที่ “อันตราย” เนื่องจากมีการชี้นำผู้ชม และองค์กรวิชาชีพควรหารือกันในเรื่องนี้

ปัจจุบันรายการเล่าข่าวมีอยู่หลายช่องที่ ผู้ประกาศข่าว พิธีกรจะหยิบยกหนังสือพิมพ์ หรือ ภาพข่าว ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก

หากเป็นเรื่องที่ทั่วๆ ไปก็พอให้อภัยได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองก็ต้องบอกว่า คนเหล่านี้ “เสียมารยาท” อย่างยิ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นเกินขอบเขต

เพราะสังคมไทยที่มีความขัดแย้งเรื่องการเมืองอย่างสูงนั้น ไม่สมควรที่จะชี้นำประชาชนไปทางใดทางหนึ่ง

ช่วงหลังๆ ผมเห็น นายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรรายการ "ข่าวข้นคนข่าว" ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี มักจะแสดงตัวตนว่า “เก่ง” เป็นผู้รู้ทุกเรื่อง

ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะทราบบ้างหรือไม่ว่า ประชาชนที่นั่งดูข่าว กำลังหมั้นไส้ ในความอวดรู้ อวดฉลาด ของเขาที่ระยะหลังมักมีมากเกินความพอดี
รวมทั้ง นายวิศาล ดิลกวณิช ที่อวดฉลาดจนกระทั่งโดน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ฟันศอกใส่หน้ามาแล้ว

นอกจากนี้ยังมี นางอัญชลี ไพรีรัก นักเล่าข่าวจากค่ายพันธมิตรฯ เธอคนนี้ดีกรีร้อนแรง เป็นนักเล่าข่าวหญิงที่น่าสมมาคุณด้วยอวัยวะบางส่วนมากที่สุด

หันไปดูข่าวในแวดวงอินเตอร์เนท บล็อกโอเคเนชั่น ได้นำบทความเรื่อง นักเล่าข่าวกับการ “ทำนาบนหลังคน” ที่เขียนโดยผู้สื่อข่าวรัฐสภากลุ่มหนึ่งจากหลายสำนักพิมพ์ ในบล็อกชื่อ “สนามข่าวสภา” มาเผยแพร่เป็นเรื่องแนะนำ

โดยบทความดังกล่าว วิพากษ์วิจารณ์รายการประเภทเล่าข่าวว่า การที่รายการเล่าข่าว(บางช่อง)พึ่งพาข่าวของหนังสือพิมพ์เป็นวัตถุดิบส่วนใหญ่ในรายการ นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งที่มีโอกาสในการที่จะได้เสพข่าวที่มีคุณภาพ ครบทุกมิติ

เพราะสถานีโทรทัศน์แต่ละแห่งมีเครื่องไม้ เครื่องมือ ที่ทันสมัยราคาหลายสิบล้าน มีบุคลากรที่มีฝีมืออยู่จำนวนมาก ขณะที่เจ้าของสถานีถือหุ้นร่ำรวยอันดับต้นๆของประเทศ ถ้าใช้ทรัพยากรเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์จริงๆชาวบ้านจะได้ประโยชน์มาก

แต่นักเล่าข่าวเหล่านั้นกลับมานั่งรอข่าวหนังสือพิมพ์ที่มีการลงทุนน้อยกว่าทีวีหลายเท่านัก จากนั้นก็มาเล่าเรื่องเป็นฉากๆ ราวกับว่า ได้ไปทำข่าวและเขียนขึ้นมาเองกับมือ

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อ้างอิงว่า ตัวอักษรที่ร้อยเรียงให้ตนเองหากินอยู่นั้นอยู่ในหนังสือพิมพ์อะไร เป็นข่าวจากสำนักข่าวไหน หลายครั้งหลายหนยังทำตนเยี่ยงศาสดาแห่งข่าวสาร สั่งสอนนักข่าวที่เขียนข่าวว่า ทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมไม่ถามแบบนั้นแบบนี้

บทความชิ้นนี้ ระบุว่า ข้อเขียนนี้มิได้มุ่งหมายให้นักเล่าข่าวเลิกเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน หรือต้องให้เครดิตหนังสือพิมพ์ที่หยิบขึ้นมาอ่านเพื่อเป็นการโปรโมตหนังสือพิมพ์ช่วยกระตุ้นยอดขายแต่ประการใด

แต่ที่เรียกร้องคือการเคารพในหน้าที่ บทบาทของคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน ไม่ว่านักเล่าข่าวในจอโทรทัศน์ หรือนักข่าวภาคสนามล้วนแต่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ว่าแต่งตัวดี เสนอหน้าอยู่ในจอทีวีมีคนรู้จักมาก แล้วจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รองเดินเพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จอยู่ร่ำไป
ไม่อยากให้สังคมข่าวมีชนชั้น วรรณะ มีเทพ มีทาส หรือมีคนทำนาบนหลังคนอีกต่อไปเท่านั้นเอง
บทความชิ้นนี้ เขียนขึ้นเพื่อเตือนสติ “นักเล่าข่าว” อย่าเป็นแค่นักฉวยโอกาส มีความสุขกับการ “ทำนาบนหลังคน”
มุ่งหน้าโกยรายได้ เหยียบอุดมการณ์ “คนทำข่าว” ไว้อย่างนี้อีกเลย!

งบแสนล้านเดิมพันครม.มาร์ค

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

คณะรัฐมนตรี ได้มีการพิจารณากรอบการใช้งบประมาณ 115,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีทั้งหมด 17 โครงการ เป็นสิ่งที่หลายคนต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะการอนุมัติงบประมาณก้อนมหึมานี้มีนัยสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศไทย ประชาชนคนไทย และที่สำคัญคือ รัฐบาล

โครงการต่างๆ ประกอบด้วย
1.โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี งบประมาณ 19,000 ล้านบาท
2.การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ งบประมาณ 18,828.50 ล้านบาท
3.โครงการเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน 15,200 ล้านบาท
4.โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน รวมโครงการประปาท้องถิ่น 24,445 ล้านบาท ใช้งบประมาณทั้งหมด 13,854 ล้านบาท
5.จัดเบี้ยยังชีพคนชรา 9,000 ล้านบาท
6.โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน 6,900 ล้านบาท
7.จัดค่าตอบแทนพิเศษให้ อสม. 3,000 ล้านบาท
8.โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร (ชลประทาน) 2,000 ล้านบาท
9.โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็ก (กรมทรัพยากรน้ำ) 760 ล้านบาท
10.โครงการถนนไร้ฝุ่นลาดยางในหมู่บ้าน 1,500 ล้านบาท
11.โครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน 1,000 ล้านบาท
12.สนับสนุนด้านการท่องเที่ยว 999.20 ล้านบาท
13.โครงการเงินกู้ผ่อนปรนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยวและบริหาร 500 ล้านบาท
14.โครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหาร 500 ล้านบาท
15.โครงการฟื้นฟูความเชื่อมั่น เสริมสร้าง ภาพลักษณ์ โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นแม่งาน วงเงิน 570 ล้านบาท
16.โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 2,609 แห่ง วงเงิน 1,095.80 ล้านบาท
17.โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยข้าราชการตำรวจชั้นประทวน 532 หน่วย วงเงิน 1,808.80 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้ง 17 โครงการใช้งบประมาณทั้งสิ้น 96,516.50 ล้านบาท

ส่วนใหญ่จะมองเรื่องของโครงการ “ประชานิยม” ที่นำมาปรับปรุงเป็นโครงการ “ประชานิยมกว่า” ที่ได้รับการปรับปรุงเพิ่ม “ออพชั่น” คล้ายๆ กับการซื้อบ้านแถมหม้อหุงข้าว !!!

แต่นัยสำคัญกว่านั้น ไม่ยิ่งหย่อนคือการเดิมพันประเทศไทย ประชาชนคนไทย และที่สำคัญคือรัฐบาลไทย เพราะการทุ่มงบประมาณ ซึ่งก็คือเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จำนวนมหาศาลเช่นนี้ ย่อมต้องเล็งเป้าหมายให้เห็นผล

เป้าหมายที่ว่าคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก และ เศรษฐกิจชาติ ที่เข้าใกล้ความหายนะ อันเรื่องจากอันธพาลการเมือง กุ๊ยข้างถนน ที่ปิดล้อมสนามบินนานาชาติ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของชาติ เศรษฐกิจหดตัว คนว่างงาน รายได้ภาครัฐหดหาย

การกระตุ้นเศรษฐกิจ แสนกว่าล้านบาทนี้ จะทำได้เป็นผลคุ้มค่าจริงหรือไม่? เป็นเดิมพันสูงของ ครม.มาร์ค 1 ที่จะต้องดูต่อไป หากทำไม่สำเร็จ เหมือนช่วงเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ ที่ต้องพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ สุดท้ายคนไทยจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แน่นอน...รัฐบาลย่อมอยู่ในอำนาจรัฐ ด้วยความยากลำบาก งานนี้ไม่ใช่ “วัดตัวเงิน” แต่ “วัดกึ๋น”

เสื้อแดงนัดชุมนุมคู่ขนานถกอาเซียนบี้รัฐบาลเด้ง‘กษิต’

ที่มา ประชาทรรศน์

“คนเสื้อแดง” ประกาศนัดชุมนุมที่สุวรรณภูมิรอรับผู้นำอาเซียน ตามด้วยการเปิดเวทีคู่ขนาน พร้อมทำหนังสือถึง 10 ชาติอาเซียนยื่นผ่านสถานทูต ฟ้องว่าประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตยและมีการนำเอาแกนนำยึดสนามบินมาเป็นรัฐมนตรี ยืนยันไม่คิดขวางการประชุมสำคัญและไม่ทำผิดกฎหมายเพราะไม่มีเส้น แต่คัดค้านการที่รัฐบาลตั้ง “กษิต” เข้าไปร่วมเจรจาในฐานะตัวแทนคนไทย ด้าน “ดีทีวี” เปิดตัวพร้อมแจงผังรายการ ก่อนเริ่มออกอากาศจริง 19 มกราคมนี้

เมื่อช่วงสายวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา บริษัท ดีสเตชั่น จำกัด ได้แถลงข่าวเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดี สเตชั่น พร้อมด้วยผู้ร่วมจัดรายการของสถานี โดยมีอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยและแกนนำพรรคพลังประชาชนไปให้กำลังใจคับคั่ง

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีสเตชั่น จำกัด กล่าวว่า ได้รวบรวมทุนจากพรรคพวกพี่น้องมาได้เบื้องต้นล้านกว่าบาท เพื่อตั้งบริษัทขึ้นมาทำสถานีโทรทัศน์เพื่อประชาธิปไตย โดยไม่มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องและต่อไปจะมีการขายหุ้นให้กับประชาชน ให้เป็นผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานีโทรทัศน์นี้เลย เพราะขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังลอยคออยู่ในมหาสมุทร แผ่นดินก็ไม่มีอยู่จนแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว พวกเราเลยไม่กล้าที่จะไปรบกวน

แต่เราตั้งใจที่จะสร้างสถานีนี้เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย ประชาชนที่มีจานดาวเทียมเรียกว่าจานดำสามารถรับชมได้ฟรีเพื่อรับความจริงอีกรูปแบบหนึ่ง โดยในการออกอากาศ ตนจะเป็นผู้ดำเนินรายการ "คุยกับอดิศร" นอกจากนั้นจะมีรายการ “สถานีประชาธิปไตย” โดย น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินรายการ

รายการ "ห้องเรียนประชาธิปไตย" มีนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช. และ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต ผู้เขียนหนังสือทักษิณ แว อาร์ ยู ร่วมกันเป็นผู้ดำเนินรายการ ด้านรายการ“ทนายชาวบ้าน" ดำเนินรายการโดยนายธนา เบญจาธิกุล อดีตทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ

นอกจากนี้ ยังมี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินรายการ “สายตาโลก” ส่วนรายการ “ความจริงวันนี้" มี นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำผู้จัดรายการความจริงวันนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นร่วมกันดำเนินรายการ

ส่วนรายการ "บ้านเลขที่ 111" ดำเนินรายการโดยนายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมทั้ง นายนพดล ปัทมะ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะเข้ามาช่วยจัดรายการกฎหมายระหว่างประเทศและภาษาต่างประเทศด้วย

นอกจากนี้ยังอาจจะได้พบกับ พระราชธรรมนิเทศ หรือพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วที่จะมาสอนธรรมะยามเช้าทุกวัน

“ขอโอกาสทุกท่านให้เราได้ออกอากาศ เพราะเราไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร และเราก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นศัตรูกับรัฐบาลอภิสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งแต่เดิมนั้นเราได้เตรียมการที่จะออกอากาศในวันที่ 1 มีนาคม แต่สถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป ทำให้เราต้องเร่งออกอากาศตั้งแต่ช่วงนี้ แม้หลายๆอย่างจะยังไม่พร้อม แต่เราเชื่อว่าการดำเนินการไประยะหนึ่งจะทำให้ทุกอย่างพร้อมได้เร็วที่สุด”

นอกจากนี้ นายอดิศร ยังได้กล่าวอีกด้วยว่ากลุ่มผู้จัดจะไม่ปิดกั้นความเห็น ไม่ว่าจะเป็นประชาชนสีใดก็ตาม สามารถติชมรายการได้

ทางด้านนายจตุพร กล่าวว่า ถือว่าได้มีการเปิดตัวผู้บริหารสถานีอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะทดลองออกอากาศในวันที่ 19 มกราคม ส่วนพวกตนมาร่วมงานในนามของผู้จัดรายการความจริงวันนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผังรายการของสถานีเท่านั้น นอกจากจะมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหลายคนรวมงานแถลงเปิดตัวดีทีวีด้วย

ขณะที่นายจักรภพ กล่าวถึงการเปิดสถานีโทรทัศน์ประชาธิปไตย ว่าไม่สนใจว่าจะเป็นสื่อแท้หรือ สื่อเทียม เนื่องจากอยู่ที่ประชาชนจะสนับสนุน หากประชาชนสนับสนุนจากสื่อเทียม ก็จะเป็นสื่อแท้ได้

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวว่า เรื่องเปิด DTV เข้าใจว่าเป็นการนำสถานีเดิมที่มีอยู่มาเปิด ซึ่งสามารถดำเนินการต่อไปได้ หากสามารถเปิดได้อย่างถูกต้อง ส่วนเรื่องเนื้อหาที่นำเสนอก็ต้องดูอีกครั้งว่าเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะเรียกร้องให้สื่อทุกฝ่ายดูแลเรื่องความสงบของบ้านเมือง เนื่องจากสื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความคิดของคน ฉะนั้นควรนำเสนอข่าวด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่ซ้ำเติมวิกฤติความขัดแย้งในขณะนี้

อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบเนื้อหาที่นำเสนอได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการแทรกแซง แต่ต้องเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ดำเนินรายการ หากเกินเลยขอบเขตของกฎหมายก็ถูกดำเนินการได้ ทั้งนี้หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการโฟนอินเข้ามาก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ DTV ว่า เป็นสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้ ส่วนเนื้อหาของรายการจะเป็นอย่างไรต้องตั้งคระกรรมการกขึ้นมาตรวจสอบอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีเนื้อหาเกินขอบเขตก็จะเข้าตรวจสอบทันที เพื่อให้ดำเนินการอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย

ขณะที่เย็นวันเดียวกัน ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้นัดพบปะพูดคุยกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศประมาณ 30 จังหวัด เพื่อหาแนวทางต่อสู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และจะกดดันให้นายกษิต ภิรมย์ พ้นจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ได้ออกแถลงการณ์ยื นยันว่าสนับสนุนและเห็นความสำคัญของการประชุมอาเซียนซัมมิต และได้ยื่นข้อเรียกร้องรวม 5 ข้อ
1.รัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา พร้อมทั้งทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง เพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
2.รัฐบาลต้องดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯโดยเร็ว
3.รัฐบาลต้องปลด นายกษิต ภิรมย์ รมต.ต่างประเทศ ที่พูดสนับสนุนการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนับสนุนการกระทำที่รุนแรงและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของบ้านเมือง
4. หยุดการกระทำให้เป็นภัยต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศชาติ ที่รัฐบาลจะนำเอาเงินคงคลังมาใช้ ถึง 7.44 ล้านล้านบาท แบบเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกถึง 5.22 ล้านล้านบาท และจะเหลือเงินคงคลังเพียง 2.2 ล้านล้านบาท ยิ่งจะทำให้เศรษฐกิจประเทศชาติพังพินาศย่อยยับกว่าเดิม และ เสียดุลเศรษฐกิจของประเทศชาติ ซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลใดกระทำการเช่นนี้มาก่อน
5. รัฐบาลปัจจุบันนี้บริหารประเทศชาติสภาวะเศรษฐกิจ ไตรมาสแรกงบเสียดุลการค้าไป 5.2 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังได้แถลงการณ์ต่อสาธารณชนแต่ไม่มีการเสนอข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญญาณอันตรายกับการบริหารประเทศชาติที่ปิดบังประชาชน

พร้อมกันนี้ได้เตรียมมาตรการเคลื่อนไหวโดยจะ ชุมนุมยื่นหนังสือถึงรัฐบาลอาเซียน 10 ประเทศ ผ่านสถานทูตไทยเปิดโปงรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เคยสนับสนุนการยึดสนามบิน จัดการชุมนุมโดยสงบ สันติที่สนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่รัฐบาลอาเซียนเดินทางมาประชุม จัดการชุมนุมใหญ่คู่ขนาน ระหว่างวันเวลาของการประชุมสุดยอดอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช.กล่าวถึงการเตรียมชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม ที่หัวหิน ว่า ไม่ใช่เป็นการคัดค้านการประชุม แต่คัดค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่แต่งตั้ง นายกษิต ภิรมย์ คนของพันธมิตรฯ มาเป็นรมว.ต่างประเทศ ทั้งๆ ที่มีคนอื่นที่เหมาะสมกว่า

นายจตุพร กล่าวว่า ใน 1-2 วันนี้ จะออกเดินสายยื่นหนังสือต่อทูตประเทศสมาชิกอาเซียนให้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และมีการตั้งคนของพันธมิตรฯ ซึ่งมาจากระบอบเผด็จการเข้ามาทำงานให้กับรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวจะอยู่ในกรอบของกระบวนการยุติธรรม เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีเส้นสาย

‘สาทิตย์’ใบ้กินสางASTVกลืนน้ำลาย!ไม่คิดปิดสื่อ

ที่มา ประชาทรรศน์

แผนเช็กบิล"วิทยุชุมชน-ทีวีดาวเทียม-เว็บไซต์"พ่นพิษ "สาทิตย์" ถึงกับใบ้กินปัดตอบจัดการ "เอเอสทีวี" กลับลำยังไม่คิดตั้งแท่นเชือดหรือใช้กฎหมายมั่นคงเป็นเครื่องมือ ด้านนักวิชาการสับแหลกแนวคิดปฏิรูป NBT จี้ตอบให้ได้ก่อนว่าจะทำเพื่ออะไร ชี้แค่ปรับปรุงการนำเสนอให้รวดเร็วฉับไวก็เพียงพอแล้ว สอนมวยเป็นรัฐบาลต้องมองในภาพใหญ่ ไม่ใช่มาคิดเรื่องเล็กน้อยไร้สาระอย่างการเปลี่ยนโลโก้ ด้านก.ยุติธรรม คาดโทษ 3 ระดับจัดการมือโพสต์เว็บหมิ่นสถาบัน

จากกรณีที่กลุ่มนักวิชาการออกมาคัดค้านแนวคิดรัฐบาลในการเอากฎหมายความมั่นคงมาสั่งปิดวิทยุชุมชนและเว็บที่มีการหมิ่นสถาบัน รวมทั้งมีการตั้งคำถามย้อนถึงการพิจารณาการออกอากาศที่ไม่เหมาะสมของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV ด้วยหรือไม่นั้น

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวโดยเลี่ยงตอบคำถาม ระบุแต่เพียงหลักการดำเนินการว่า ขอยืนยันยังไม่มีการสั่งปิดอะไรเลย เนื่องจากรัฐบาลเคยบอกว่าอำนาจเรื่องการดูแลเรื่องสื่อสารมวลชนมีกฎหมายดูแลอยู่แล้ว เนื่องจากมีกฎหมายดูแลอยู่ 2 เรื่อง อย่างเรื่องเปิด – ปิดสถานีต้องใช้กฎหมายเฉพาะ ส่วนเรื่องของเนื้อหา ใช้กฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องดูแล

ฉะนั้นหากมีการเสนอเนื้อหาข่าวอยู่ในกรอบไม่ต้องกังวล รัฐบาลต้องสนับสนุนในเรื่องของเสรีภาพของสื่ออยู่แล้ว แต่ต้องเป็นเสรีภาพที่มีความรับผิดชอบ ทั้งนี้หากเนื้อหาพาดพิงเกี่ยวเนื่องในเรื่องใดที่ผิดกฎหมายหรือมีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลก็ต้องมีการใช้สิทธิตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เอากฎหมายความมั่นคงไปเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งใคร

ขณะที่นายสุริยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการ NBT เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าส่วนใหญ่เป็นการหารือถึงรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ซึ่งจะออกอากาศครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคมนี้
ส่วนนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่จะปฏิรูปสื่อของรัฐ ให้อิสระจากการเมืองนั้น รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาพัฒนาเอ็นบีทีให้สามารถบริการสาธารณะ และตอบสนองประชาชนได้อย่างแท้จริง 2 แนวทาง คือ 1.ทำให้เป็นองค์การมหาชน หรือ 2.ทำในรูปแบบของไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นทีวีสาธารณะและมีการออกกฎหมายเฉพาะ อย่างไรก็ตาม รูปแบบหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (เอสดียู) ซึ่งเป็นแนวทางมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุดผ่านๆ มา และมีมติคณะรัฐมนตรีออกมารองรับแล้ว ยังไม่มีการนำมาพูดถึง

ต่อกรณีดังกล่าว รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี อดีตคณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเปลี่ยนรูปแบบของสถานีโทรทัศน์ NBT เนื่องจากต้นกำเนิดของสถานีนี้คือสถานีของภาครัฐ ถ้าปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรมหาชน หรือทีวีสาธารณะแล้ว รัฐจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือ เพราะรายการทุกวันนี้ของสถานีดังกล่าว ภาครัฐเองก็มีอำนาจจะให้ทำหรือไม่ให้ทำรายการใดก็ได้ ดังนั้น รัฐจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการเสนอข่าวสารข้อมูลของรัฐ
การบริหารงานของสถานีโทรทัศน์ NBT หรือช่อง 11 เดิม มีจุดประสงค์ก็เพื่อเผยแพร่งานของภาครัฐ ทำไมรัฐบาลชุดนี้ถึงไม่ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ให้ระบบหรือเนื้อหาของรายการดึงคนดูจากเอกชนได้ พิจารณาโดยกำเนิดของสถานีก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไรที่จะเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปที่รัฐบาลจะให้มีขึ้นนั้นผลที่เกิดขึ้นดีอย่างไร เปลี่ยนไปแล้วมีอะไรดีขึ้น รัฐบาลต้องตอบให้ได้เสียก่อน

หากจะปรับให้เป็นภาคมหาชน ต้องคำนึงว่าคนจะมีสิทธิมากขึ้น ต้องมีคนถือหุ้นมากขึ้น แล้วรายการที่เกิดขึ้นจะคุ้มกับภาพลักษณ์ของรัฐได้อย่างไร เพราะเดิมที่สถานีนี้ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ต้องทำแข่งขันกับใคร

หากจะเปลี่ยนมาเป็นทีวีสาธารณะ ก็ต้องถามกลับไปยังคนคิดของรัฐบาลว่าคำว่าทีวีสาธารณะคืออะไร เวลาที่เขาพูดกันก็ดูดี แต่กรมประชาสัมพันธ์ก็เป็นสาธารณะอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ทำให้เป็นทีวีสาธารณะไม่ได้

อย่างสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (TPBS) ถามว่าเป็นสาธารณะแล้วหรือ แต่แรกก็ตั้งมั่นทำท่าจะอยู่รอดปลอดภัย ก็ไปเปลี่ยนเนื้อหาของสถานี ตอนนี้เลยต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหาจุดยืนให้กับตัวเอง

“ถามหน่อยว่าจะไปทำให้ใครดู ปัจจุบันมันไม่เป็นสาธารณะหรืออย่างไร คำว่าทีวีสาธารณะเวลาพูดมันก็ดูโก้ แต่ถ้าสนใจทำขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องบอกได้ชัดเจนว่ารูปแบบต่อไปนี้เป็นอย่างไร ไม่ใช่มาบอกคำๆหนึ่งว่าทีวีสาธารณะ มันต้องมีนิยาม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไร ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นมีใครจะบอกได้ ชี้ไปเลยว่าจะมีเนื้อหาสาระกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีบันเทิงหรืออะไรยังไง แต่นี่มันไม่มีคำชัดเจน ฟังแล้วดูเก๋ ดูเป็นของส่วนรวม แต่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้หรอก”

รศ.อรุณีประภา กล่าวต่อไปว่ายกตัวอย่างสถานีโทรทัศน์ BBC เองก็ยังไม่ค่อยจะเป็นทีวีสาธารณะเลย ยังใช้ทุนสนับสนุนของรัฐเพื่อมาทำรายการเสนอข่าวการทำงานให้รัฐบาลอยู่ หากรัฐบาลไทยจัดทำทีวีสาธารณะได้แล้วก็ขอให้บอกว่าความหมายที่ให้เป็นอย่างไร จะได้วิจารณ์ถูกว่าดีหรือไม่ดี

หน้าที่ของรัฐบาลควรพัฒนาให้สถานีโทรทัศน์ NBT ดีขึ้น ดูแลว่าข่าวสารดีขึ้นหรือไม่ เสนอข่าวรวดเร็วทันใจขึ้นหรือยัง จริงๆ ช่องนี้น่าจะได้เปรียบด้านการเสนอข่าวสารและข้อมูลมากกว่าช่องอื่น ไม่ว่าจะเรื่องความรวดเร็วและความถูกต้อง แต่ทุกวันนี้กลับทำได้ช้ากว่าที่อื่น ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เป็นของกรมประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรพัฒนาระบบให้ทันสมัย เนื่องจากเป็นสื่อโทรทัศน์ต้องมีความรวดเร็ว ข่าวสารต้องแม่นยำ ดังนั้นไม่เห็นจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบให้เป็นอะไร ดูแลเรื่องระบบจะดีกว่า รัฐบาลต้องมองโครงการใหญ่ๆ ไม่ใช่มานั่งดูอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างเรื่องของโลโก้ของสถานีโทรทัศน์ NBT

ในวันเดียวกันนี้ ทางด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันว่า ได้แบ่งความผิดไว้ 3 ระดับ คือ ระดับแรก รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลงผิด เข้าใจผิดในข้อมูล ก็จะเป็นการว่ากล่าวตักเตือน ระดับ 2 คือ จงใจทำผิดโดยมีการถูกจ้างหรือเจตนาไม่ดีอย่างจริงจัง และระดับ 3 เป็นการตั้งใจทำอย่างเป็นกระบวนการ โดยมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบ

"เรื่องนี้ไม่เหมือนในหลายประเทศ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นยิ่งกว่าสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นสถาบันที่ทำให้ชาติไทยเป็นชาติไทยได้ทุกวันนี้ ดังนั้นจึงได้จัดความผิดไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ ขณะที่ประเทศอื่นๆ จัดไว้ในหมวดหมิ่นประมาท เพราะสำหรับประเทศไทยเป็นการกระทำที่กระทบความมั่นคงอย่างรุนแรง"

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาได้สั่งปิดเว็บไซต์ไปกว่า 2,000 เว็บ แต่การจับกุมคนทำเว็บไซต์ สามารถทำได้ยาก เนื่องจากกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้ระบุความผิดไว้โดยเฉพาะ และมีหลายจุดไม่ชัดเจน ซึ่งต่อไปจึงต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าอีกสักระยะหนึ่ง เว็บหมิ่นเบื้องสูงจะลดน้อยหรือไม่มีเลย

หยุ่นกับลิ้มอุ้มกษิตฟอกตัวออกช่อง9 สุดท้ายไม่รอดตายอนาถคาจอ หนักกว่าเก่าชูม็อบยึดสนามบินงดงาม!

ที่มา Thai E-News


ช่วยฟอกหรือช่วยฆ่ากลางจอ?-สุทธิชัย หยุ่นเปิดใจสัมภาษณ์กษิต ภิรมย์ ออกช่อง9ยาวเหยียดเพื่อหวังช่วยฟอกตัว จากนั้นสื่อเครือสนธิลิ้มนำไปลงยาว แต่คำให้สัมภาษณ์ของกษิตก็ตอกย้ำวจีนรก"ม็อบสุนทรี ดนตรีเพราะ อาหารเลิศรส"แถมบรรยายว่าม็อบพันธมิตรสวยสดงดงาม บรรยากาศไทยไร้ความรุนแรงใดๆ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ และรายการโทรทัศน์ชีพจรโลกกับสุทธิชัย หยุ่น
16 มกราคม 2552

“ผมเพียงแต่พยายามที่จะบรรยายบรรยากาศของการประท้วงโดยฝ่ายพันธมิตร..ว่ามันมีบรรยากาศของ หนึ่ง ไม่มีความรุนแรง มีความเอื้ออาทร เอื้ออารีต่อกัน .. จะไปทานอาหารก็ไปเข้าแถว ... แล้วผมก็ยังบอกว่านอกจากนั้นแล้วยังมีดนตรีด้วย ผมอาจจะพูดติดตลกว่าอาหารอร่อย ก็คงจะไม่ได้ปฏิเสธ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารมังสวิรัติทั้งนั้น ผมเพียงแต่จะบอกว่ามันเป็นบรรยากาศของความเป็นกันเอง เป็นมิตร แล้วมันไม่มีความโหดร้าย หรือเจตนาร้ายต่อใครๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการแสดงออกเท่านั้นเอง ก็เป็นความงดงามของคนไทยที่จะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ แต่ที่จะมาผูกกับเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ หรือ เพียงจะตีความว่าผมพูดเพียงแค่ว่าอาหารอร่อย แล้วก็มีดนตรีสนุกดี มันก็อยู่ที่ผู้เขียนมากกว่า ผมไม่ปฏิเสธนัยยะของสิ่งที่ผมพูด”-กษิต ภิรมย์


สื่อหัวขวด"หยุ่น"พูลทีมกับ"ลิ้ม"ฟอกโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน เปิดช่อง9ของรัฐบาลให้“กษิต ภิรมย์” เปิดใจฟอกตัว แต่ดูเหมือนประจานตัวเองฆ่าตัวตายกลางจอมากกว่า ยอมรับกลางจอตอกย้ำม็อบพันธมิตรสนุกดีดนตรีเพราะอาหารอร่อย มีแต่ความงดงามไม่มีโหดร้าย ยกหางตัวเองเทียบเท่าฮุนเซ็นเคยเป็นนักสู้เพื่อประเทศ และเทียบเท่ารมต.ต่างประเทศเยอรมันที่เคยเป็นม็อบตีตำรวจมาก่อน ลั่นภารกิจหลักตามใบสั่งม็อบพันธมิตรถอนพาสปอร์ตแดงทักษิณ

ภาพมันฟ้อง-ภาพตอนที่นายกษิตไปขึ้นเวทีพัรนธมิตรยึดสนามบิสุวรรณภูมิ ซึ่งนายกษิตพยายามสลัดภาพให้ออก แต่ก็ดูจะยิ่งมัดแน่นเข้าไปอีก เมื่อล่าสุดยอมรับว่าการกระทำของม็อบพันธมิตร"ไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย" และเขายอมรับที่ได้เป็นหนึ่งในพันธมิตร

วานนี้ (15 ม.ค.) นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการชีพจรโลกกับสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งดำเนินรายการโดยนายสุทธิชัย หยุ่น ออกอากาศทางช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี ซึ่งเนื้อหาของการสัมภาษณ์นั้นครอบคลุมตั้งแต่ข้อครหาเรื่องการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ การถอนพาสปอร์ตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แนวคิดทางการเมือง รวมไปถึงแนวนโยบาย และ นโยบายเร่งด่วนทางการต่างประเทศของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ในช่วงแรก นายสุทธิชัยได้เริ่มถามถึงทัศนะของ นายกษิต ต่อกรณีที่ สมเด็จฮุนเซน ผู้นำของกัมพูชาออกมากล่าวตีรวนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กำลังจะมีขึ้นที่หัวหินว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจมีสาเหตุมาจากตัวนายกษิตเอง ซึ่งนายกษิตก็ตอบว่าคงไม่ใช่ เนื่องจากสมเด็จฮุนเซนนั้นเป็นผู้นำประเทศ มีความเป็นผู้ใหญ่พอ อีกทั้งยังรู้จักคุ้นเคยกับตนดี

ยันสัมพันธ์กัมพูชาราบรื่น

“ท่านคงอยากจะให้การประชุมในภาพรวมแน่น แล้วไปในทิศทางเดียวกันให้โดยเร็วที่สุด แล้วท่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของประชาคมอาเซียน ท่านก็อยู่ในตำแหน่งมา 20 กว่าปีแล้ว ท่านจะมีความเห็นอะไรก็ควรจะรับฟังเอาไว้” นายกษิตกล่าวพร้อมเปิดเผยว่า สมเด็จฮุนเซนได้ส่งหนังสือแสดงความยินดีต่อนายอภิสิทธิ์มาแล้ว ส่วนนายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาก็มีหนังสือแสดงความยินดีถึงตน นอกจากนี้ ภายหลังที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ก็มีโอกาสได้คุยโทรศัพท์กับนายฮอร์ นัมฮงแล้ว 2 ครั้ง

“ผมเองก็ได้ย้ำสิ่งที่ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์พูดว่าเราจะดำเนินความสัมพันธ์ที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จะไม่มีบุคลากรในรัฐบาลนี้มีธุรกิจที่จะไปพัวพันกับตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำกับกัมพูชาหรือประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดจะมุ่งไปที่เนื้อหาอย่างเดียว” รมว.ต่างประเทศกล่าว

ต่อมาผู้ดำเนินรายการได้ถามว่า หากมีการนำเอาเทปบันทึกภาพระหว่างการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของนายกษิต มาเปิดโดยเฉพาะในช่วงที่ระบุว่า สมเด็จฮุนเซนมีการหาผลประโยชน์ร่วมกันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วจะทำเช่นไร ซึ่งนายกษิตได้ตอบว่า

“ก็เป็นไปได้ แต่ผมคิดว่าเขาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอที่จะรู้ว่า ณ วันนั้นมันเป็นเรื่องการเมืองอีกสภาพหนึ่ง เป็นการเมืองภาคประชาชน อันที่สอง ตัวท่านเองก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกัน แต่ที่สำคัญที่สุด ผมคงไม่ได้มุ่งวิพากษ์วิจารณ์ท่านฮุนเซน หรือ คนกัมพูชาเป็นการเฉพาะ เป้าประสงค์ของผมโดยตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นการมุ่งไปที่รัฐบาลที่แล้ว หรือในระบอบที่แล้วต่างหาก ที่ทำอะไรโดยมีผลประโยชน์ทับซ้อน เผอิญมันไปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไปเกี่ยวกับผู้นำประเทศ” พร้อมกันนั้นนายกษิตยังกล่าวด้วยว่า ตนเคยเจอและสนทนาสมเด็จฮุนเซนที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศสมาแล้ว

ยกตนเทียบ “ฮุนเซน” เป็นนักต่อสู้มาเหมือนกัน

“ผมเองก็เคยเจอกับท่านฮุนเซนในการประชุมรอบแรกที่ปารีสเป็นเวลาหนึ่งเดือน ก็เคยนั่งโต้เถียงกันในกรรมการศาลเป็นเวลาหนึ่งเดือน เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมช่วงนั้น ผมก็เดินข้ามห้องไปจับมือกับท่านฮุนเซนแล้วบอกว่าขอให้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันในสภาพของสันติภาพ ... แล้ววันนี้ผมก็มีโอกาสที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ ทั้งส่วนตัว และระหว่างกัมพูชากับไทย แล้วเราก็มาในรูปใหม่ รัฐบาลใหม่ มีธรรมาภิบาลเป็นตัวตั้ง” นายกษิตเผย

“ประวัติศาสตร์ก็ต้องมีแน่นอน ผมคิดว่าผู้นำต่างประเทศก็คงจะทราบดีว่าสิ่งที่ผมต่อสู้ในสังคมไทยนั้นเป็นเรื่องของความชอบธรรม ผมคิดว่าท่านฮุนเซนและผู้นำในกัมพูชาก็เป็นนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ต่อสู้เพื่อเอกราช ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาคิดอยู่ ผมคิดว่าในฐานะที่เขาเป็นนักต่อสู้น่าจะเข้าใจผมดี ผมก็ต่อสู้เพื่อความชอบธรรมในสังคมไทย แล้วผมคิดว่า ณ วันนี้ท่านฮุนเซนก็ยืนหยัดอย่างสง่างาม ท่านก็จับอาวุธสู้รบมาเพื่อความเป็นเอกราช เพื่อความเป็นสังคมที่ดีของกัมพูชาตั้งแต่อายุ 14-15 หนทางท่านวิบากกว่าผมเยอะแยะ ท่านก็คงจะเข้าใจว่า การที่เราต่อสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อถือ และคิดว่ามันถูกต้องนั้นมันเป็นสิ่งที่นักต่อสู้น่าจะเข้าใจ”

ตอก “นพดล” แถลงการณ์ร่วมจบแล้ว

นายกษิตกล่าวต่อว่าในการเดินทางไปกัมพูชาในวันที่ 25-26 ม.ค. นี้ตนคงไม่ได้พูดถึงเรื่องเขาพระวิหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่คงจะพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ในภาพรวมตั้งแต่ แรงงาน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง อาเซียน ส่วนเรื่องเขตแดนนั้นมีคณะกรรมาธิการร่วมคอยดูแลประเด็นทางเทคนิคอยู่แล้ว

“แถลงการณ์ร่วมที่คุณนพดล (ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศสมัยนายสมัคร สุนทรเวช) ไปเซ็น ถูกยุติโดยศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ในช่วงของรัฐบาลที่แล้ว อดีตรมต.เตช (บุนนาค) ท่านก็ได้มีหนังสือในทำนองยกเลิกแถลงการณ์ร่วมนั้นแล้ว ส่วน รมว.ต่างประเทศของกัมพูชา ท่านฮอร์ นัมฮง ก็มีหนังสือตอบแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องก็ยุติไปแล้ว” นายกษิตกล่าว และว่าเรื่องก็กลับมาสู่จุดเดิม คือ การเจรจาในอดีต และบันทึกของตกลงในปี พ.ศ.2543 ระหว่างรัฐบาลนายชวน หลีกภัย กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งในอนาคตก็จะมีการเจรจากันต่อไป

อ้าง"ยึดสนามบินสุนทรี อาหารดี ดนตรีเพราะ"ถูกเดลี เทเลกราฟ “เต้าข่าว”

ส่วนกรณีที่ นสพ.เดลี เทเลกราฟ ตีพิมพ์ข่าวระบุว่า นายกษิตให้สัมภาษณ์ว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ นั้นสนุกสนาน อาหารดี ดนตรีไพเราะ จนกระทั่งสื่อมวลชนไทยและ กลุ่ม นปช.นำไปขยายความและโจมตีต่อ โดยนายกษิตได้ชี้แจงดังนี้

“ประโยคไม่ได้ออกมาอย่างนั้น ผมไม่เคยพูดในทำนองที่เป็นประโยคชัด ขาว-ดำ ผมคิดว่าเขา (นักข่าวเดลี เทเลกราฟ) ประมวลเอาคำพูดของผมในหลายๆ โอกาสแล้วใส่ให้มาเป็นคำพูดของผม ผมเองก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวคนนั้น เป็นการสัมมนาที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งถ้าเอามาฟังกันแล้วตีแผ่กันแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าผมไม่ได้พูดอย่างนั้น อีกทั้งตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย” รมว.ต่างประเทศแจง

เมื่อนายสุทธิชัยย้อนถามว่า แม้นายกษิตจะไม่ได้กล่าวถึงประโยคว่าอาหารดี ดนตรีไพเราะ เต็มประโยค แต่ก็มีการพูดถึงใช่หรือไม่ นายกษิตก็ตอบว่า ตนตั้งใจจะบอกว่าการประท้วงเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีความรุนแรง

“ผมเพียงแต่พยายามที่จะบรรยายบรรยากาศของการประท้วงโดยฝ่ายพันธมิตร และมุ่งมั่นไปที่เหตุการณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นหลัก ว่ามันมีบรรยากาศของ หนึ่ง ไม่มีความรุนแรง มีความเอื้ออาทร เอื้ออารีต่อกัน ส่วนใหญ่เป็นสุภาพสตรี 60-70 เปอร์เซนต์ ช่วยกันทำความสะอาด จะไปทานอาหารก็ไปเข้าแถว ... แล้วผมก็ยังบอกว่านอกจากนั้นแล้วยังมีดนตรีด้วย ผมอาจจะพูดติดตลกว่าอาหารอร่อย ก็คงจะไม่ได้ปฏิเสธ เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารมังสวิรัติทั้งนั้น ผมเพียงแต่จะบอกว่ามันเป็นบรรยากาศของความเป็นกันเอง เป็นมิตร แล้วมันไม่มีความโหดร้าย หรือเจตนาร้ายต่อใครๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการแสดงออกเท่านั้นเอง ก็เป็นความงดงามของคนไทยที่จะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ แต่ที่จะมาผูกกับเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ หรือ เพียงจะตีความว่าผมพูดเพียงแค่ว่าอาหารอร่อย แล้วก็มีดนตรีสนุกดี มันก็อยู่ที่ผู้เขียนมากกว่า ผมไม่ปฏิเสธนัยยะของสิ่งที่ผมพูด แต่ที่จะบอกว่าถอดมาเป็นคำพูดเช่นนั้น ผมคงต้องปฏิเสธ” นายกษิตแจง

ต่อมานายกษิตได้ยืนยันว่า นายกวี จงกิจถาวร บก.ในเครือเนชั่นเป็นพยานที่จะยืนยันถึงสิ่งที่ตนพูดในวันนั้นได้ดี และ ในเวลาต่อมาสิ่งที่นายกวีเขียนถึงสิ่งที่ตนพูดในการสัมมนาในวันนั้นก็มีเนื้อหาตรงกันข้ามกับที่นักข่าวฝรั่งผู้นั้นรายงานอย่างชัดเจน

“นัยยะของคุณกวีนั้นแทบจะตรงกันข้ามกับที่ฝรั่งคนนี้ หรือ หนังสือพิมพ์ของฝรั่งคนนี้อยากจะทำให้มันอึกทึกครึกโครม และฮือฮากันไป ซึ่งมันก็สร้างความเสียหายและสร้างความเข้าใจผิดกัน แต่ก็เป็นสิทธิเสรีภาพของเขา ก็ไม่ได้ว่าอะไรกัน”

ไม่คิดสลัดภาพพันธมิตร ยกหางตัวเองเป็นนักสู้ข้างถนนแบบรมต.ต่างประเทศเยอรมัน
เมื่อนายสุทธิชัย ถามว่า นายกษิตจะสลัดภาพที่เคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้อย่างไร นายกษิตก็ตอบสวนทันทีว่า ตนไม่เคยคิดที่จะสลัดภาพของพันธมิตรออกไปแต่อย่างใด และยืนยันว่าสิ่งที่พันธมิตรทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นการต่อสู้เพื่อการเมืองที่มีธรรมาภิบาล

“ไม่สลัดฮะ ... เพราะผมคิดว่าการไปร่วมกับทางพันธมิตรฯ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าอาย เพราะเขาได้ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเห็นว่าสังคมไทยจะต้องมีการเมืองที่มีธรรมาภิบาล” พร้อมกันนั้นนายกษิตได้กล่าวด้วยว่า ฝรั่งทั้งหลายมักจะลืมประวัติศาสตร์ของชาติ ของทวีปตัวเองว่า ผู้นำในประวัติศาสตร์ของตนหลายคนก็เคยต่อสู้บนถนนเช่นนี้มาก่อนแล้วอย่างเช่น ยอสกา ฟิชเชอร์ (Joschka Fischer) อดีต รมต.ต่างประเทศของเยอรมนี ที่ปัจจุบันกลายเป็นรัฐบุรุษระดับโลก และเป็นผู้ก่อตั้งพรรคกรีนซึ่งร่วมรัฐบาลของเยอรมันก็เคยต่อสู้บนท้องถนนมาก่อน โดยนายฟิชเชอร์ใช้ความรุนแรงด้วยซ้ำไป

“สามสิบปีที่แล้ว จะเห็นภาพของ ยอสกา ฟิชเชอร์ ตีกับตำรวจอยู่ที่แฟรงก์เฟิร์ต แล้วก็รุนแรงมาก ผมไม่เคยใช้ความรุนแรง พันธมิตรฯ ไม่เคยใช้ความรุนแรง ฟิชเชอร์นี่ไปเผา ขนไม้ ขนอะไรไปรบกับตำรวจตลอดเวลา แล้วถามว่าฝรั่งมังค่าเหล่านี้ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ของผู้นำของตัวเองหรือ มันเป็นลักษณะของการก่อการร้าย แต่ที่พันธมิตรทำ อาวุธที่สำคัญที่สุดก็คือมือตบ แล้วก็อาหาร แล้วก็ดนตรี แล้วก็เอกสาร และไมโครโฟนก็มีอยู่แค่นั้น” นายกษิตกล่าว “ประเทศที่มาเป็นเอกราชที่ออกมาจากม่านเหล็กของสหภาพโซเวียต ของลัทธิคอมมิวนิสต์ ผู้นำของเขา ณ วันนี้ในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก ก็ผ่านกระบวนการของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย บนท้องถนนกันทั้งนั้น”

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ถ้านายกษิตมีส่วนร่วมกับการปิดสนามบินของพันธมิตรฯ แล้วเมื่อเป็น รมว.ต่างประเทศ จะรับรองได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก ซึ่งนายกษิตก็ตอบว่า ตนพร้อมรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนเองทำ

“เรื่องที่ผมพูด (บนเวทีพันธมิตรฯ) ผมก็คิดว่าเป็นเนื้อหา ส่วนถ้าจะถูกฟ้องร้องด้วย ผมก็ยินดีที่จะไปศาล และถ้าไม่สามารถอำนวยให้ทำงานต่อได้ ผมก็ยินดีลาออกจากตำแหน่งถ้าต้องกลายเป็นผู้ต้องหา ผมจะไม่เป็นแบบนักการเมืองหรือรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่มาบอกว่าตราบใดที่ศาลฎีกายังไม่ได้ตัดสินขั้นสุดท้าย แล้วยังไม่เดินเข้าคุก ก็จะยังไม่มีความผิด ผมจะไม่มีความหน้าด้านอย่างนั้น” นายกษิตยืนยัน

ไม่หวั่นเป็นสายล่อฟ้าเสื้อแดง

เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าตนเองจะเป็น “สายล่อฟ้า” ของกลุ่มคนเสื้อแดงและทำให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์มีอายุสั้นกว่าที่ควรจะเป็น นายกษิตตอบว่า ตนเห็นว่าการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงก็สามารถทำได้ตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อตนอาสาเข้ามาทำงานให้บ้านเมืองแล้วก็ต้องพร้อมเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ส่วนประเด็นว่าตนจะเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลอายุสั้นหรือไม่นั้น ตนคิดว่านายอภิสิทธิ์และคนในรัฐบาลก็รู้ว่าตนมีพื้นเพอย่างไรมา

“ผมคิดว่าท่านผู้นำ ท่านอภิสิทธิ์ หรือคนในรัฐบาลก็รู้ว่าผมทำอะไรมา” นายกษิตกล่าวพร้อมเปิดเผยว่าสามปีที่แล้วเมื่อตนเพิ่งเกษียณอายุราชการใหม่ๆ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินทางมาพบตนที่บ้านพักเพื่อชวนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนก็ตอบรับในทันที และสัญญาว่าจะช่วยทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากในตอนนั้นตนมองว่า ในสนามเลือกตั้งยังไงพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่มีทางเอาชนะพรรคไทยรักไทยได้อย่างแน่นอน

“ตอนนั้นผมไม่มีความเพ้อฝันว่าเราจะมาเป็นรัฐบาลได้ เพราะตอนนั้นอำนาจของคุณทักษิณ เสียงข้างมาก เงินอะไรต่างๆ เยอะแยะ ความนิยมของประชาชน ไม่มีทางเป็นอื่น ไม่สามารถที่จะเพ้อฝันเป็นอื่นว่าเราจะมาเป็นรัฐบาลได้ แต่ผมต้องการที่จะสร้างพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นพรรคที่เข้มแข็ง เป็นพรรคฝ่ายค้านที่ยอดเยี่ยม อันนั้นเป็นอุดมการณ์ เป็นความปรารถนา แล้วอันที่สองที่ผมได้พูดกับท่านอภิสิทธิ์ก็คือว่า เรามาช่วยกันจรรโลงความเป็นธรรมาภิบาลในสังคมไทย ในการเมืองไทย ... ผมไม่เคยเพ้อฝันว่าจะมาเป็นรัฐมนตรี” นายกษิตกล่าว พร้อมว่าถ้าตนไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ตนก็พร้อมจะทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์และพร้อมจะช่วยทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ดี ช่วยขจัดนักการเมืองที่ขาดความละอายออกไป

เคยเป็นที่ปรึกษา “ทักษิณ”

เมื่อนายสุทธิชัยถามว่าก่อนที่นายกษิตจะเกษียณ ขณะที่เป็นทูตอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็เคยแสดงท่าทีคัดค้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อนแล้วใช่หรือไม่ โดยนายกษิตได้ตอบว่า ในช่วงปี 2544 ตนเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อนและนั่งทำงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะไปเป็นทูตที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายกษิตยืนยันว่าสิ่งที่ตนแนะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นมาจากความจริงใจทั้งสิ้น

“จะนั่งอยู่ที่ทำเนียบก็ดี หรือว่าจะเป็นทูตที่ญี่ปุ่น หรือ ทูตที่สหรัฐอเมริกาก็ดี สิ่งที่ผมพูดกับท่านนายกฯ ทักษิณ เป็นเรื่องเนื้อๆ เป็นเรื่องเนื้อหา และส่วนใหญ่ที่ได้แนะนำท่านก็ไม่ได้เป็นทางวาจา หรือเสนอข้อคิดเห็น ก็ทำเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ผมมีจุดยืนอยู่อันเดียวเท่านั้นเองว่า จะถ้าจะพูดกับท่านนายกรัฐมนตรีก็จะพูดด้วยความจริง ด้วยความจริงใจ จะเตือนก็เตือนด้วยความจริงใจ อะไรที่เห็นด้วยก็เห็นด้วย อะไรที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วย ก็บอกมาตามเนื้อผ้า” นายกษิตกล่าว และยืนยันว่า ตนเคยรู้จักและทำงานกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังธรรมและ รมต.ต่างประเทศแล้ว

“สิ่งใดที่ผมพูดกับคุณทักษิณโดยตลอดมา เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเนื้อหา เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ถ้าเกิดมันมีคำสั่งของรัฐบาล ของรัฐมนตรีหรือพฤติกรรมอันใดที่ไม่ถูกต้อง ผมก็จะบอกกับคุณทักษิณ บอกกับรัฐมนตรีว่าอันนี้ไม่ถูกต้อง ผมไม่เห็นด้วย แล้วทุกอย่างไม่ได้ไปพูดลับหลัง ผมพูดมาเป็นโทรเลข เขียนมาเป็นรายงาน แล้วก็พูดอย่างตรงไปตรงมา” รมว.ต่างประเทศกล่าว “ผมคิดว่าผมรู้จักกับคุณทักษิณเพียงพอที่จะพูดกับท่านอย่างตรงไปตรงมาได้ และ ณ วันนี้ก็ยินดีถ้าจะมีโอกาสนั่งคุยกัน กินไวน์กันสักแก้วหนึ่ง แล้วพูดกันว่าอะไรควรจะเป็นอะไร”

ถอนพาสปอร์ตเป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อถามว่า ถ้าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ถามว่าเหตุใดจึงถอนพาสปอร์ตการทูตและพาสปอร์ตธรรมดาของเขา นายกษิตจะตอบว่าอย่างไร โดยนายกษิตยืนยันว่าเรื่องการยกเลิกพาสปอร์ต เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบ โดยการยกเลิกพาสปอร์ตไม่ได้เป็นการถอนสัญชาติหรือยึดบัตรประชาชนแต่อยางใด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นคนไทย มีสิทธิ์เดินทางกลับประเทศ และสามารถใช้ ซีไอ (Certificate of Identity) เดินทางกลับประเทศได้

“(เรื่องถอนพาสปอร์ต) คงไม่ใช่เป็นผมคิด เพราะคนไทยทั้งประเทศก็ถามอยู่ เรื่องนี้อยู่ในใจของประชาชนทั้งชาติว่าอะไรเป็นอะไร ในข้อเท็จจริง เรื่องการยกเลิกหนังสือเดินทางสีแดงนั้นได้มีการยกเลิกในรัฐบาลที่แล้วโดย รมต.ต่างประเทศคนที่แล้ว หนังสือที่ออกจากกระทรวงต่างประเทศไปเพื่อจะสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องหนังสือเดินทางธรรมดาก็เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์หรือผมจะเข้ามารับตำแหน่ง มันเป็นเรื่องของกระบวนการต่อเนื่อง ผมคิดว่าหน่วยราชการหรือข้าราชการก็ดี เขาก็รู้ว่าอะไรที่ควรจะทำ ก็ต้องทำไป อันนี้ผมถือว่ามันเป็นกระบวนการหรือเป็นครรลองที่จะต้องทำ เพราะ เราไม่ได้กำลังพูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีในตัวของมันเองเท่านั้น เรากำลังพูดถึงคนๆ หนึ่งที่มีคดีความและเขาจะต้องกลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” นายกษิตกล่าว

พร้อมกล่าวว่า ถ้ามีคนถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะกลับประเทศไหม ตนก็ต้องตอบว่าควรจะต้องกลับมา เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ มีคดีจำคุก 2 ปี แต่การกลับมาจะเป็นในรูปแบบของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือกความสมัครใจก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สามารถใช้ซีไอเดินทางกลับประเทศไทยได้

“เราไม่ได้ไปละเมิดสิทธิของคุณทักษิณ ในการไม่ให้มีเอกสารเดินทางกลับประเทศไทย ประเด็นต่อมา คือ ไม่ได้มีดำริโดยหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้นที่จะไปเลิกบัตรประชาชนของท่าน ความเป็นไทยของท่านก็ยังคงมีอยู่อย่างสมบูรณ์ หลักฐานต่างๆ ก็ยังมีพร้อม” รมว.ต่างประเทศกล่าว “ประเด็นที่ว่า หน่วยงานใดใช่หรือไม่ที่ต้องการให้ท่านกลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สังคมไทยต้องการให้ท่านกลับหรือไม่ เพราะ คำว่าความยุติธรรม หรือ Justice จะต้องกลับมาสู่สังคมไทย เพราะท่านมีประเด็นปัญหา มีคดีกับสังคมไทย”

นอกจากนี้ นายกษิตยังกล่าวด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ใหญ่ เป็นนายตำรวจ เป็นนักเรียนทุนของประเทศดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะรู้ดีว่าตัวเองต้องทำอย่างไร พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลไม่สามารถกลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างแน่นอน เพราะมีคำตัดสินของศาลฎีการองรับ และสังคมไทยก็มีความปรารถนาถึงความถูกต้องเป็นพื้นฐาน

ชี้ ปชต.ไทยกำลังก้าวไปอีกขั้น

เมื่อถามว่าการที่ในรอบปีที่ผ่านมาประเทศไทยเปลี่ยนตัว รมว.ต่างประเทศมาแล้วถึง 5 คน จะสร้างความสับสนให้กับต่างประเทศหรือไม่ นายกษิตตอบว่า ต่างประเทศสามารถพิจารณาได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยนั้นเกิดขึ้นในบริบทใด

“ผมมองว่า ทั้งหมดที่มีความสับสน ความยุ่งเหยิง นั้นมีสองประเด็นที่สำคัญคือ หนึ่ง เพราะมันมีระบอบการเมืองหรือรัฐบาลที่ทุจริต มีการคอร์รัปชัน มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้มีการต่อต้านโดยภาคประชาสังคม ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย ณ วันนี้ การเมืองไม่ได้อยู่ที่คณะนายทหาร ไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมือง แต่การเมืองของไทย ณ วันนี้ มีส่วนสำคัญเพิ่มขึ้นมาเป็นส่วนที่สามก็คือ ภาคประชาสังคม หรือ ภาคประชาชน เป็นการเรียกร้องของประชาชนว่าอยากให้สังคมไทยมีธรรมาภิบาล มีความถูกต้อง มีความยุติธรรม” อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.กล่าวและว่า ถ้าหากผู้ใดศึกษาประวัติศาสตร์ชาติต่างๆ ก็น่าจะเข้าใจได้ว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมประชาธิปไตยเต็มใบ

“ถ้าเขาเข้าใจอันนี้ เขาก็สามารถจะเข้าใจได้ว่าเรื่องการประท้วง ความสับสน ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองมันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการเป็นประชาธิปไตยของไทยที่จะขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่งที่ดีกว่า ที่จะเป็นแบบอย่างให้กับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันได้ และเป็นสิ่งที่คนไทยน่าจะมีความภูมิใจว่า เรากำลังร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตย” นายกษิตกล่าว พร้อมยืนยันว่าการก้าวมาเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ และการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลนั้นแม้จะมีข้อครหาว่ามีทหารหนุนหลัง แต่ก็เป็นไปตามครรลองของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นกติกาทางการเมืองที่ใช้อยู่เช่นเดียวกับสมัยที่มีการตั้งรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

“ผมเชื่อว่า ฝรั่งมังค่าเขาก็ไม่ได้โง่ ... ถามว่าวันนี้ชาวต่างประเทศเขาปฏิเสธหรือ แต่ทำไมจึงมีหนังสือแสดงความยินดีมาจากผู้นำทั่วโลกต่อท่านอภิสิทธิ์ คณะทูตก็ทยอยกันเข้าพบท่านรัฐมนตรี”

ในช่วงท้ายรายการ นายกษิตกล่าวว่า เมื่อดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ตนคงจะประพฤติหรือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆ อย่างอิสระไม่ได้แล้ว เพราะอยู่ในสถานะและหน้าที่ซึ่งแตกต่างกัน โดยตนพร้อมและน้อมรับคำชี้แนะจากผู้ใหญ่และหลายฝ่ายเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขตนเอง อย่างเช่น นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนนโยบายเร่งด่วน 3 อันดับแรก ที่ตั้งใจว่าจะต้องทำให้ได้โดยเร็วนั้น นายกษิตระบุว่า ประกอบไปด้วย การจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน การกระชับสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และ การส่งเสริมภาพลักษณ์และภาพพจน์ของประเทศไทย

แถลงการณ์ถึงนักรบไซเบอร์

ที่มา thaifreenews

แถลงการณ์ถึงนักรบไซเบอร์

เรื่อง

CYBER WARIOR NATIONAL CONGRESS FOR DEMOCRECY

CWNC

โดย...ลูกชาวนาไทย

เพื่อนๆ ชาวไซเบอร์ทุกคนครับ สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้หลายคนอาจท้อถอย หลายคนอาจหมดหวัง หรือไม่รู้ว่าจะสู้ต่อไปเพื่ออะไร หรือหลายคนคิดว่าเราไม่มีทางชนะ เพราะเรากำลังสู้กับคนที่ใหญ่กว่าเรามาก จนเกินกว่ากำลังที่เราจะไปต่อสู้ การหมดกำลังใจและท้อถอยนั่นคือ หนทางแห่งความพ่ายแพ้ และเราก็ยังคงเป็นไพร่อยู่ต่อไป ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากเป็น "พลเมืองที่มีสิทธิ์อย่างสมบูรณ์" ในประเทศนี้เสียที

อันที่จริงแล้วนักรบไซเบอร์ของเราทุกคน ก็ได้ต่อสู้กับวิกฤตการณ์ประชาธิปไตยของไทยครั้งนี้มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เรารวมตัวกันที่เว็บไซต์การเมืองที่ฮ็อตที่สุดในขณะนั้นคือ ห้องราชดำเนิน ในเว็บไซต์พันทิป มีการต่อสู้กันทางความคิด มีการนัดรวมตัวกันช่วงแรก ๆ เช่น กลุ่มคนผ่านฟ้า และกลุ่มอื่นๆ เป็นต้น จนปัจจุบันเมื่อการต่อสู้เข็มข้นขึ้น พันทิปมีข้อจำกัด จนมีการตั้งเว็บไซต์ใหม่ หรือ อพยพไปเว็บไซต์ใหม่ ๆ เช่น เว็บบอร์ดประชาไท เป็นต้น

ในช่วงสามปีมานี้ พวกเรารวมตัวกัน แล้วก็แตกตัวออกไปเป็นกลุ่มต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น หลายคนไปรวมตัวกับกลุ่มการเมืองที่ตัวเองถนัด ซึ่งผมก็ยังถือว่าเป็นข้อดี การแตกตัวออกไปของหลายกลุ่ม ไม่ทำให้การต่อสู้ของพวกเราอ่อนด้อยลง แต่กลับสร้างความเข็มแข็ง และทำลายได้ยากมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่ๆ ของนักรบไซเบอร์ทั้งหลาย เท่าที่ผมเคยพูดคุยกับเพื่อนๆ หลายคน หลายกลุ่มคือ ความไม่เป็นเอกภาพกันในการเคลื่อนไหว ขาดการประสานงานกันระหว่างกลุ่มต่างๆ รวมทั้งการแย่งบทบาทการนำซึ่งกันและกัน

แต่ครั้นจะมีการรวมตัวกันเป็นองค์กรเดียว มีการจัดตั้งที่ดี ก็มีปัญหามากมาย เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ เมื่อมีการรวมตัวกัน ก็จะเกิดความแตกแยกและกลุ่มก็แตกในที่สุด

จากปัญหาดังกล่าว ผมจึงมีข้อเสนอคือ ให้พวกเรารวมตัวกันหลวมๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการช่วยเหลือต่างๆ โดยยังคง "เอกภาพและความเป็นอิสระ" ของกลุ่มต่างๆ เอาไว้ ไม่มีการยุบกลุ่มต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้

ผมขอเสนอให้พวกเรามีเวที หรือ Forum สำหรับที่พวกเราจะได้พูดคุยกัน และแลกเปลี่ยนประการณ์ ความคิดซึ่งกันและกันอย่างเป็นทางการ และมีการประชุมแลกเปลี่ยนกันอย่างสม่ำเสมอ เป็นวาระ ๆ ไป ซึ่งเวทีนี้ ในเบื้องต้น ผมขอเสนอชื่ออย่างคร่าวๆ เป็นตุ๊กตาว่า CYBER WARIOR NATIONAL CONGRESS FOR DEMOCRECY= CWNC “คองเกรสนักรบไซเบอร์แห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย” ผมอยากตั้งชื่อให้โก้หรูหน่อย แต่ไม่มีอะไรมาก หากใครมีชื่อที่ดีกว่านี้ ก็อาจเสนอขึ้นมาได้อีก

โครงสร้างของ CWNC ก็คงเป็นอย่างหลวม ๆ ครับ คือ เป็นสภาหรือ Forum สำหรับที่พวกเราที่ active ทางการเมืองจะได้มาแลกเปลี่ยนคุยกัน โดยไม่ต้องมีประธานก็ได้ เพราะจะได้ตัดปัญหาเรื่องบทบาทการนำของแต่ละคนออกไป แต่อาจมีทีมประสานงาน อาจตั้งชื่อย่างโก้ๆ ว่า “สำนักเลขาธิการ” ก็ได้ แต่อาจมีเลขาธิการหลาย ๆ คน เพื่อให้คนที่ชอบทำงานด้านการประสานงานต่างๆ ได้มีเวทีสำหรับทำงาน และจัดการงานทั่วๆ ไปของ CWNC โดยไม่ต้องมีใครเป็นหัวหน้าก็ได้ แต่ให้เป็นคณะทำงานร่วมกัน

เมื่อมีการประชุมแลกเปลี่ยนหรืออภิปรายแนวคิดกันมากขึ้น ความแตกต่างๆ ความคิดต่างๆ จะได้มีจุดร่วมกันมากขึ้น ปัญหาใดที่ตกลงกันไม่ได้ ก็ยังไม่ต้องมีข้อสรุป ปัญหาใดที่ตกลงกันได้ และมีคนรับจะไปทำ ก็คงมีข้อสรุป ซึ่งการทำงานแบบนี้ คล้ายกับ WTO หรือ GATT ที่เจรจากันด้านการค้า คือ มีเวทีคุย มีประเด็นต่างๆ ที่จะมาแลกเปลี่ยนกัน ประเด็นใดตกลงกันได้ก็ดำเนินการไป ประเด็นใดที่ตกลงกันไม่ได้ ก็รอเจรจากันต่อไป

ลักษณะสำคัญของพวกเราชาวไซเบอร์คือ มีความเป็นตัวเองสูง มีอิสระ ยากที่ใครจะครอบงำหรือสั่งการได้ การที่จะทำให้การต่อสู้ไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นเอกภาพ จึงเป็นเรื่องยาก แต่หากมีเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนกัน คุยกันในประเด็นต่างๆ ก็อาจทำให้ความคิดต่างๆ สามารถปรับเข้าหากันได้มากขึ้น ซึ่ง CWNC สามารถตัดปัญหาเรื่องการนำของแต่ละคนออกไปได้

เชื่อได้เลยว่าสงครามความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ เป็นสงครามยืดเยื้อ เราคงต้องปรับยุทธวิธีการต่อสู้ให้เหมาะสมกันสงครามยืดเยื้อครับ และการมีฟอรั่มหรือ เวทีสำหรับแลกเปลี่ยนความเห็นกัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ

---------------

Thursday, January 15, 2009

หางงอก...

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ท่ามกลางสถานการณ์ความสับสนทางการเมือง ลิ่วล้อพันธมารธิปไตย อาศัยจังหวะทางการเมืองที่ฝุ่นยังไม่ตลบดีนัก ดาหน้าเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง ได้ดิบได้ดีกันในหลายกระทรวง ทบวง กรม

แกนนำพรรคเก่าแก่ ออกมาให้เหตุผลที่ฟังอย่างไรเสียก็ยัง “ฟังไม่ขึ้น” ในการบอกกล่าวกับสาธารณชนว่า เป็นหมวกคนละใบ เป็นอดีตผู้สมัครของพรรคเก่าแก่ หรือเป็น สต. นั่นคือ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ที่สอบตกเพราะประชาชนไม่ยอมรับใช่หรือไม่ หรือ อมอะไรแก้มตุ่ยใช่หรือไม่)

ในเมื่อการเคลื่อนไหวของพันธมารธิปไตย มีเป้าหมายชัดเจน ให้ยุบสภา ทั้งที่รัฐบาลยังทำงานไม่ถึงปี นั่นย่อมหมายความว่า ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ จึงต้องการล้มกระดานเพื่อจะกลับไปเลือกตั้งใหม่

และเช่นกัน หากมีการกลับขั้วกลับข้างได้แล้ว เขาย่อมจะได้ตำแหน่งทางการเมือง ที่ประสงค์เอาไว้ในฐานะ สต. หรือ ผู้สมัคร ส.ส. สอบตก ถือเป็นตำแหน่งระดับสูงพอสมควร

การเมือง ยังเวียนว่าย วนไปวนมา บนความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ประชาชนถูกกล่าวอ้าง ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ เป็นอีกข้อพิสูจน์ของพรรคเก่าแก่ หาได้มีความจริงใจต่อประชาธิปไตย ประเทศชาติ และ ประชาชน แต่อย่างใดทั้งสิ้น
แต่...ที่น่าขยะแขยง คือการทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งนำเอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือ เพื่อตัวเองจะได้ขึ้นเสวยสุข

การประเคนตำแหน่งทางการเมือง ให้กับ แกนนำพันธมารธิปไตย ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกงุนงงกับการกระทำของรัฐบาลเช่นนี้ เพราะแต่ละคนล้วนเกี่ยวพันกับแกนนำพันธมารธิปไตย เป็นคนวางแผน เป็นพิธีกรบนเวที เป็นท่อน้ำเลี้ยง เป็นคนพาไปปิดสนามบินแห่งชาติ เป็นคนป่วนบ้านป่วนเมือง ยุยงปลุกปั่นประชาชน ให้กระทำการผิดกฎหมายนานัปการ ทั้งการยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสถานที่ราชการ และ ยึดสนามบิน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลิ่วล้อพันธมารธิปไตย เป็นพวกเดียวกับพรรคการเมืองเก่าแก่ พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลิ่วล้อพันธมารธิปไตย ในวันนี้เป็นผู้มีอำนาจรัฐ

ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากจะบังคับใช้กฎหมายกันจริงๆ คนเหล่านี้ ไม่รอดคุกตาราง แม้แต่คนเดียว บางคนยังสมควรต้องโทษประหารชีวิต ด้วยซ้ำไป เพราะทำชาติหายนะเป็นแสนๆ ล้านบาท มีคนไทยตกงานทั้งระบบหลายแสนราย เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย

เมื่อมีความเดือดร้อนกระทบผู้คนมากมาย...วันนี้รัฐบาลยังมีหน้าแต่งตั้งคนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ไล่ตั้งแต่ “รัฐมนตรี” มาจนถึง “เลขารัฐมนตรี” และ “ที่ปรึกษารัฐมนตรี” นี่มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ที่ทำความฉิบหายให้แก่ประเทศชาติ ที่แท้ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้เสวยสุขอยู่ในอำนาจรัฐ เพื่อกินเงินเดือน กินตำแหน่งที่มาจากภาษีอากรของพี่น้องประชาชนเท่านั้นเอง

เมื่อรัฐบาลตั้งคนพวกนี้เข้ามาแล้ว จะหวังให้คดีความที่เกี่ยวกับการปิดล้อมทั้งหลาย ถูกดำเนินการโดย “เป็นธรรม” คงจะยากเต็มที มาตรฐานที่แตกต่าง “ปิดสนามบินได้เป็นรัฐมนตรี แต่ถ้าปาไข่ใส่นักการเมืองที่ไม่ชอบหน้ากลับติดคุก 2 ปี” นี่หรือคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ยืมดาบฆ่าคน!!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ


เป็น “เซียนเหยียบเมฆ” ที่เดินบน “หิมะ” และ “แม่คะนิ้ง” ไร้ร่องรอยอย่างเอกอุ เพราะไม่มีฝ่าเท้า เป็นประจักษ์พยาน ให้ใครจับได้ แม้แต่คราวเดียว
ฝีมือเยี่ยมยุทธ์ สุดประมาณเช่นนี้...

ไม่มีใครพลิกแพลงเกิน “พรรคประชาธิปัตย์” ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”...ที่ ช่ำชอง เชี่ยวชาญ โชกโชน จนยากที่จะหาใครเทียมทาน ยิ่งขึ้นทุกวัน

ยิ่งเรื่อง “ยืมดาบฆ่าคน” ด้วยแล้วล่ะก็... “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นเต้ยนัมเบอร์วัน มานมนาน กาลกาเลกันแล้วล่ะท่านเอ๋ย

ดูได้ ในการ “ยืมดาบฆ่าคน” อย่างเลือดเย็น...กระทั่งผู้ที่ถูกเชือด เลือดกระฉูด ยังไม่รู้เลยว่า ใคร?...เป็นคนลงมือบั่นเศียรตัดคอ ให้ดับแดดิ้น

เหมือนเฉกเช่นดั่ง “ปู่นาม ยิ้มแย้ม” อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ...ดูรึ สู้อุตส่าห์ งกๆ เงิ่นๆ หาช่องทางเพื่อดิสเครดิต “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี จนอยู่หมัด ชื่อเสียง เสื่อมเสีย จนเอาคืนไม่ได้

หลังเสร็จภารกิจ ที่ “ปู่นาม” ไล่ฟัด ขย้ำ เขมือบโลก ในการบั่นทอนเกียรติคุณ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” กันแล้ว
“ปู่นาม” ก็แบกสังขาร กระย่องกระแย่ง กลับไปเลี้ยงดูหลาน อย่างอิ่มเอมหัวใจ...

แต่ทว่า ด้วยเนื้องาน และ เม็ดงาน ของ “ปู่นาม” ที่ทำเอาไว้...ได้ประทับใจจ๊อด ของ “มือที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ”... จึงมีความประสงค์ เรียกใช้ “บริการด่วนจี๋” ของ “ปู่นาม” ให้คืนสู่อำนาจอีกคำรบหนึ่ง...

โดยการให้ “คุณปู่นาม” รีเทิร์นกลับเข้ามารับอั่งเปา โบนัส นอกเทศกาลฝนฤดูหนาว...เป็นที่ปรึกษา “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม” คอยเป็น “กุนซือ” ใกล้ชิด ของ “ท่าน รมต.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เจ้ากระทรวงยุติธรรม นั่นปะไร
พอเรื่องนี้ “แบไต๋” ขยายความออกมา เท่านั้นแหละ!!
“ปู่นาม” ถูกตีเละ เตะตัดขา ล้มคว่ำ คะมำหงายไปเลยทีเดียวเชียว??

เมื่อมาพิจารณากันอย่างละเอียด ทุกแง่ ทุกมุม ทุกความเห็นกันแล้ว...เรื่องนี้เป็น “ความลับ” ระดับท็อปซีเคร็ต เป็นอย่างยิ่ง
เรื่องจะ “รั่ว” รับประกันว่า “ชัวร์” น่าจะไม่มี...
แต่ข่าวที่ออกมานั้น...น่าจะเป็นการ “ปล่อยข่าว” ของขบวนการ “ยืมดาบฆ่าคน” มากกว่า...
เพราะอาจมีบางคน ไม่อยากให้ “ปู่นาม” เข้าไปมีอำนาจ...ถึงจะมี “คนเส้นใหญ่” ฝากมาก็ตามที

และแผนนี้ มีเค้ามาว่าจะสำเร็จ เพื่อ “ปู่นาม” ไม่อาจแหกด่าน กลุ่มขบวนการ “เปาบุ้นจิ้น” ขึ้นไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสำเร็จ???
จากเรื่อง “ยืมดาบฆ่าคน” ที่ “ปู่นาม” โดนถล่มเสียงอมพระราม จนลุกไม่ไหว...

อันดับต่อไป น่าจะเป็น “พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์” แม่ทัพอากาศ ผู้ที่ทำตัวเป็น “หนังหน้าไฟ” เป็น “กันชนชั้นดี” ให้กับ “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์”
ไม่ทราบว่า บุญทำกรรมแต่ง ที่ “แม่ทัพฟ้า”...ได้ยกก้น “นายกฯ อภิสิทธิ์” ติดเพดานนั้น
ท่านได้รับอานิสงส์ เต็มไม้เต็มมือ ประการใดบ้าง??

โดยเฉพาะ เรื่องของบประมาณ ผ่าตัดยกเครื่อง กองทัพอากาศ สู่ “ยุคดิจิตัล”...ท่านสำเร็จสมใจนึกบางลำพู ตามจุดประสงค์ของท่านแล้วหรือยัง???

เพราะการที่จะ “บิ๊ว” ยกมาตรฐาน “กองทัพอากาศ” สู่ฝันที่เป็นจริง เข้า “ยุคดิจิตัล”ต้องใช้งบประมาณบานตะโก้แห้ว
แต่เมื่อต้องใช้งบประมาณมาก...พอเรื่องนี้รู้ถึงหูชาวบ้านเท่านั้นแหละ...
“ทหารอากาศขาดรัก” ก็ถูกด่า เสียสะบักสะบอม ไม่มีชิ้นดี
ว่าไปแล้วประเด็นร้อนในเรื่องนี้ ...ไม่น่าจะใช่ฝีมือฝ่ายค้าน “พรรคเพื่อไทย”หรอก...
มองแต่ละชอต ล้วนเป็นยอดกระบวนท่า “ยืมดาบฆ่าคน” เพื่อทำลายกันเองมากกว่า??
ฉะนั้น จึงอยากให้ “พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์” ลองเช็กดู...ใครเป็นคนปล่อยข่าวนี้
จนทำให้ “กองทัพอากาศ” กลายเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาคนขึ้นมาทันที

และไม่ต้องยืมดาบฆ่าใคร แม้แต่กระบวนท่าเดียว...เมื่อ “ส.ส.สมชาย เพศประเสริฐ” แห่งพรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย เตรียมลับฝีปากอันคมกริบ เอาไว้ร้อยกระบวนเพลง

ที่จะเฉ่งปี๋เต็มพิกัด ต่อกองทัพบก ภายใต้การคอนโทรล ของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่จะทุ่มงบประมาณก้อนมหึมา อลังการ 20,000 ล้านบาท

ตั้งป้อมกันอย่างทรหด และอดทด ที่จะซื้อ “อาวุธปืน” และ “รถถังหุ้มเกราะ” จากประเทศอิสราเอล ให้ได้...
แทนที่จะใช้อาวุธปืน “เอ็ม17” และ “อาก้า” ที่นิยม ทันสมัย ทั่วโลกใช้กัน เพราะหา “อะไหล่” อีกทั้ง “อุปกรณ์-ซ่อมแซม” ได้ง่าย เหมือนดังพลิกฝ่ามือ
แต่นี่ มีบางคน “ดับเครื่องชน” จะซื้ออาวุธจาก “อิสราเอล” !!!
ทั้งที่ “อะไหล่” หาได้ยากเย็นชะมัด....
งานนี้ “สมชาย” เตรียมฟัด... กัดกันไม่ปล่อย เพื่ออภิปรายกันทุกประเด็น???

ประชาธิปัตย์ตบหน้าคนไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจวันนี้ พูดได้เต็มปากว่า ถ้าธุรกิจเล็กๆ อยู่ไม่ได้ ที่ใหญ่ๆ ก็อย่าหวังเลยครับ เพราะทุกอย่างต้องโยงใยประสานกัน เหมือนฟันเฟืองที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อน ตราบใดที่คนในระดับรากหญ้า ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ อุตสาหกรรมใหญ่ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์กระโดดไปไหนได้เหมือนกัน

ถ้าจะปล่อยโอกาสไป ด้วยการเปลี่ยน “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส” ต้องหลุดมือไปก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เพราะโอกาสที่ประเทศของเราจะฟื้นตัว มีสูงกว่าหลายๆ ประเทศนัก

การท่องเที่ยว การส่งออก ยังเป็นความหวังที่อยู่ไม่ไกลนัก ถ้าเราสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้กระเตื้องขึ้นมาได้ เพราะเรามีปัจจัยที่สำคัญ จะมาเอื้ออำนวยผลักดัน ช่วยให้สามารถฟันฝ่าพลิกผันสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ไปได้

หากเป็นไปตามที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ ประเทศไทยจะดำดิ่งสู่ความเจ็บปวดอย่างหนักหนาสาหัส จะมีคนงานที่เคยมีเงินเดือนไว้กินใช้ต้องตกงาน ไร้เงินเดือนมากถึง 1.63 ล้านคน

ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ว่าคนที่ตกงาน 1.63 ล้านคน เคยได้เงินเฉลี่ย 10,000 บาทต่อเดือน เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนสร้างอัตราการขยายตัวจะหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทย จากการตกงานของคนเหล่านี้ 16,300 ล้านบาท และถ้าคิดว่าเงินจำนวนนี้ที่เคยรับมาจ่ายไปหมุนยังส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจได้สัก 3 รอบ เม็ดเงินที่หายไปจะทวีคูณเป็น 50,000 ล้านบาท

นี่ยังไม่นับเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2552 นี้ ที่จะหายไปจากยอดขายสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 200,000 ล้านบาท และรายรับจากการท่องเที่ยวซึ่งคาดกันว่าจะลดลง 140,000 ล้านบาท

ดังนั้น ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้ระบุว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมในสิ้นเดือนมกราคมนี้ ในความคาดหวังของนักวิชาการและภาคเอกชน คือนอกจากจะต้องมีเงินพร้อมที่จะกดปุ่มจ่ายทันที
ไม่ใช่มาแค่ทำพิธีเปิดแพรคลุมป้ายเท่านั้น

จะต้องมีความชัดเจนของโครงการ มีกำหนดเวลาของการขับเคลื่อน รวมทั้งการติดตามงานอย่างชัดเจน แม้จะเป็นมาตรการประคับประคอง เพื่อการเยียวยา ลดความเจ็บปวดและเสียหายให้ลดเหลือน้อยที่สุดเท่านั้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งสร้างงานเพิ่มเสริมรายได้ให้กับประชาชน ในลักษณะโครงการที่อนุมัติได้เร็ว เริ่มก่อสร้างและทำงานได้เร็วและกระจายเม็ดเงินไปอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจาะกลุ่มผู้เดือดร้อน

ซึ่งหากมองย้อนกลับไป โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบตรงๆ ชัดๆ ลงไปยังชนบทและภาคที่ได้รับความเดือดร้อน ประเทศไทยของเราก็ทำมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ในหลายรัฐบาล

ต้องมาดูว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยทำกันมา อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แค่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

ครั้งแรกสมัยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จัดสรรงบกว่า 2,500 ล้านบาท ทำโครงการที่โด่งดังที่สุดโครงการหนึ่ง "เงินผัน" ว่าจ้างแรงงานในท้องถิ่น
ครั้งที่ 2 ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โครงการสร้างงานในชนบท
ครั้งที่ 3 ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการสร้างงานภาคฤดูร้อน
ครั้งที่ 4 โครงการมิยาซาว่ายุค นายชวน หลีกภัย
ล่าสุดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กองทุนหมู่บ้านและเอสเอ็มแอล

เชื่อว่า รัฐบาลนี้คงจะศึกษาข้อดี ข้อด้อย และจุดรั่วไหลของโครงการเหล่านี้เป็นอย่างดีแล้ว รวมทั้งได้ ขอคำแนะนำจากผู้รู้เรื่องดีที่ทั้งคนที่เคยทำและคนที่เคยติดตามตรวจสอบแล้วนำมาปรับปรุงต่อยอดให้สามารถสร้างงาน วางรากฐานประเทศ และลดผลกระทบจากวิกฤติไปพร้อมๆ กัน
ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี

จึงไม่แปลกที่คนในภาคอุตสาหกรรม อย่าง นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ต้องการให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้นโยบาย “ยาแรง” ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการนำเงินกระตุ้นระดับ “รากหญ้า” ให้ถึงชาวบ้านโดยเร็ว
เพื่อให้เกิดการจ้างงานในระดับท้องถิ่น

สำหรับเม็ดเงินที่ลงสู่รากหญ้านั้น รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบให้ง่ายต่อการเบิกจ่าย และต้องให้ท้องถิ่นนำเงินมาใช้ในการจ้างงานคล้ายกับงบมิยาซาว่าเดิม แต่รัฐต้องปรับปรุงประสิทธิ ภาพให้มากขึ้น แบ่งเป็นนำมาเป็นค่าจ้างชั่วคราวแก่นักศึกษาจบใหม่หรือผู้ที่ว่างงานให้กับองค์กรระดับท้องถิ่น เช่น พนักงานการพัฒนาท้องถิ่น บัญชี การวิจัย การอบรมวิชาชีพแก่ชาวบ้าน เป็นต้น โดยอาจเป็นการจ้างงานระยะสั้น 6 เดือน-1 ปี เพราะเชื่อว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกและบริษัทหลายแห่งสามารถวางแผนขยายกิจการต่อไปได้
ขณะที่ส่วนหนึ่งก็ส่งเสริมท้องถิ่นให้ก่อสร้างโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น
สร้างถนน พัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการและแรงงานระดับล่าง หรือ โครง การจ้างงานบัณฑิตใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มาแล้ว

ส่วนภาคธุรกิจนั้น รัฐบาลต้องหามาตรการช่วยเหลือให้ได้ในช่วงของครึ่งปีแรกไม่ให้ บริษัทปิดกิจการหรือลดคนงานมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องขาดสภาพคล่องและยอดคำสั่งซื้อที่ลดลง
แต่หากประคองกิจการได้อีก 6 เดือน เชื่อว่าทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น

เช่นเดียวกับ นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยรอการกระตุ้นจากงบกลาง 1 แสนล้านบาท หากเม็ดเงินลงสู่ระบบได้ในเดือนเมษายน 2552 จะส่งผลให้เกิดการบริโภคและผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีสามารถจำหน่ายสินค้าได้ รวมทั้งทำให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานตามมา
การจะฟันฝ่าสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในวันนี้ไปได้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันครับ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

กลางปีนี้ ประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางพระพุทธศาสนา จะมีงานใหญ่เฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสากลสำคัญของโลก จะมี 70 ประเทศมาร่วม ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2552 จะพิสูจน์ถึงความสมานฉันท์ ถ้าคนไทยยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ บ้านเมืองมีสันติสุข ก็จะเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาประเทศได้เป็นอย่างดี เป็นการช่วยชาติบ้านเมืองอีกทางหนึ่ง

แต่ที่ยังป็นห่วงกันมาก นอกจากผลกระทบจากต่างประเทศแล้ว ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 คือ “การเมือง” จากการแตกแยก แบ่งสี แบ่งขั้ว ทั้งๆ ที่ทุกคนร้อง “เพลงชาติ” เพลงเดียวกัน ที่มีเนื้อร้องระบุไว้ชัดว่า “รักสามัคคี”

ถ้าความขัดแย้งยังมีอยู่ ย่อมส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารทำอะไรได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถทำได้อย่างที่คิดไว้ โอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมีสิทธิ์ติดลบก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ยังน่าเป็นห่วงครับ

ที่น่าห่วงพอๆ กัน คือ “ม็อบพันธมาร” ตัวการทำลายเศรษฐกิจ จนวันนี้ยังโงหัวไม่ขึ้นทำลายความน่าเชื่อถือและเกียรติภูมิของประเทศเสียหายย่อยยับ กับรัฐบาล “ประชาธิปัตย์” ที่เข้ามาฟื้นฟูกอบกู้ ดูแล้วมันแยกกันไม่ออกครับ

การที่พรรคประชาธิปัตย์ ดึงเอา ส.ส. สอบตก ที่เป็นหัวหอกสำคัญของ “ม็อบพันธมาร” มานั่งเป็นที่ปรึกษา มามีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐบาล ถือเป็นการตบหน้าคนไทยทั้งชาติฉาดใหญ่ เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ