WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 18, 2009

'มาร์ค'แจงผ่านจอรัฐบาลหว่านนโยบายประชานิยมคน9กลุ่ม

ที่มา ประชาทรรศน์

นายกรัฐมนตรี เผย 9 ประเทศได้ตอบรับยืนยันเข้าร่วมสุดยอดผู้นำอาเซียน แล้ว วอนประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพเพื่อให้ทั่วโลกเห็นไทยมีความพร้อมและความสงบ เร่งหว่านนโยบายประชานิยมคน 9 กลุ่ม ยัน ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ 'เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์' ที่ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ว่า การจัดประชุมดังกล่าวเป็นการจัดประชุมของ 10 ประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมครั้งนี้ และขณะนี้ 9 ประเทศได้ตอบรับยืนยันการเข้าร่วมแล้ว โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม ที่ ชะอำ และหัวหิน ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือกับประชาชนในการเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกกลับมาเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมและมีความสงบ พร้อมระบุว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทย และคนที่เป็นเจ้าภาพคือประชาชนทั้งประเทศ

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาเศรฐกิจที่เป็นปัญหาชัดเจนอยู่ในขณะนี้ว่า เริ่มต้นนั้นเกิดจากที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประสบภาวะวิกฤตการเงินขึ้นจึงส่งผลกระทบให้หลายประเทศรวมถึงประเทศไทย จนทำให้สินค้าขายไม่ได้ นักท่องเที่ยวหาย การส่งออกเกิดชะงัก ซึ่งตั้งแต่เดือนพ.ย.2551 ที่ผ่านมาการส่งออกของประเทศไทยไม่โตและลดลง 17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวก็ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนต.ค. เนื่องการปัญหาการชุมนุมปิดล้อมสนามบิน ด้านโรงงานต่างๆก็มีการเลิกจ้าง เมื่อธุรกิจฝืดเคือง คนมีรายได้น้อยลงก็ใช้จ่ายน้อยลงก็วนกลับมาให้ธุรกิจไปไม่ได้ และจากเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่ เพราะพืชผลการเกษตรต่างๆผูกพันกับราคาน้ำมัน ขณะนี้ราคาลดลงมาถึงครึ่งต่อครึ่ง

ทั้งนี้ ตนขอเรียนว่ารัฐบาลทำงานตั้งแต่วันแรกและทำงานเร็วมาก แถลงนโยบาย 30 ธ.ค.2551 ซึ่งเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของปีที่แล้ว และเมื่อแถลงเสร็จก็เรียกประชุม ครม.ต่อ เพื่อเร่งงานบางอย่าง เช่น การประชุมอาเซียน รวมถึงปัญหารับจำนำข้าวโพดที่อนุมัติรับเพิ่มในค่ำวันนั้น และปัญหาน้ำนมดิบก็นำมาบรรจุถุงแจกพี่น้องช่วงปีใหม่

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากนั้นวันที่ 5 ซึ่งเป็นวันทำการแรกตนและทีมเศรษฐกิจ ก็ได้เดินทางไปพบธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานธุรกิจต่างๆ ซึ่งพอเข้ามาทำงานได้ 8 วันก็ได้ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขอชี้แจงว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ ขณะนี้เศรษฐกิจโลกหดตัว ซึ่งหากจะให้เศรษฐกิจไทยเดินได้ เราจะไปหวังพึ่งต่างชาติไม่ได้ เพราะเขาไม่มีสตางค์ ข้อเท็จจริงคือวันนี้ต้องช่วยซึ่งกันและกัน ประชากร 65 ล้านคนโดยประมาณเป็นตลาดใหญ่พอควร หากมีการใช้จ่ายในประเทศก็จะบรรเทาได้ ตนคาดว่าหากเราผ่านครึ่งปีแรกของปีนี้โดยมีมาตรการและพี่น้องให้ความร่วมมือ เมื่อถึงครึ่งปีหลังประมาณเดือนสิงหาคม กันยายน เศรษฐกิจโลกดีขึ้นก็จะเดินหน้าไปได้

ส่วนรัฐบาลจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย มีเงินทองไปซื้อของใช้สอยก็ต้องมีมาตรการเพิ่มรายได้ ทำอย่างไรให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่าย เสริมรายได้ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นภาพลักษณ์แต่หลายคนเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมักคิดว่ารัฐบาลจะช่วยอะไร ตนขอเรียนว่ารัฐบาลไม่มีเงิน แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน การตัดสินใจว่าจะใช้ภาษีอย่างไรต้องดูว่าเป็นธรรมหรือไม่ อย่าให้เกิดการรั่วไหล มีวินัยการคลัง ไม่ใช้จ่ายเกินตัวตลอดไป หลายคนฟังแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็มีคำถามว่าทำไมให้น้อยไป ทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งการอนุมัติงบประมาณเกินดุลกว่าแสนล้านนั้นใกล้กรอบที่จะใช้จ่ายได้แล้ว มีช่องว่างที่ใกล้เพดานหนี้สาธารณะน้อยมาก

นายกฯแบ่ง9กลุ่มช่วยกระตุ้นศก.เชื่อกระจายทั่วถึง

อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงมาตรการเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าจะแบ่งการช่วยเหลือเป็น 9 กลุ่ม คือเกษตรกร กลุ่มท้องถิ่นและชุมชน กลุ่มคนว่างงาน กลุ่มคนทำงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำมีงานทำแต่เงินเดือนน้อย กลุ่มผู้สูงอายุซึ่งมีจำนวนมาที่ไม่มีหลักประกันเรื่องรายได้ กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว

โดยกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลที่แล้วได้เปิดรับจำนำ 3 ชนิดคือข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ซึ่งใกล้เต็มวงเงิน ก็ได้อนุมัติเพิ่มให้ พร้อมตรวจสอบการทุจริต ดังที่มีข่าวนำข้าวโพดจากต่างประเทศมาสวมรับการช่วยเหลือ นอกจากนี้จะช่วยยางพาราและปาล์มเพิ่มให้ ประมาณคร่าวๆเป็นเงิน 3 หมื่นล้านบาท จากนั้นฤดูกาลผลิตหน้าต้องมีดูกันใหม่ อาจมีระบบชดเชยภัยธรรมชาติ

กลุ่มท้องถิ่นและชุมชน ก่อนหน้านี้มีโครงการ SML ซึ่งหมู่บ้านที่เคยได้ก็จะได้ไปอีกเท่าตัว หมู่บ้านที่ยังไม่ได้จะได้ 2 ส่วนพร้อมกัน หรือเท่ากันทุกหมู่บ้าน รวมประมาณ 2หมื่นล้าน เพื่อนำไปใช้จ่าย แต่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์จริง จึงปรับมาเป็นกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดความยั่งยืน มีเงินหมุนเวียนในพื้นฐานเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

กลุ่มคนว่างงานจะมีเงิน 7 พันล้านเข้ามาช่วย เริ่มตั้งแต่การฝึกอบรม คนที่ยังทำงานแต่มีแนวโน้มถูกเลิกจ้าง ก็ฝึกเพิ่มให้ไม่ต้องตกงาน แต่ก่อนหน้านี้มักฝึกและหายไป แต่ขณะนี้จะติดตามให้มีงานทำจริง เด็กจบใหม่จะนำมาฝึกงานธุรการและส่งไปทำงานตามโรงเรียน เพื่อให้ครูที่ต้องทำงานธุรการได้กลับไปสอน คืนครูให้กลับนักเรียน ผู้ที่ชอบอิเล็กทรอนิกส์ก็ฝึกด้านเวบไซต์แล้วอาจมาช่วยเจ้าหน้าที่จับตาเวบที่ไม่เหมาะสม

กลุ่มแรงงานนอกระบบ ก็สามารถอยู่ในโครงการนี้ได้เช่นกัน อาจฝึกแล้วออกไปสร้างงานเล็กๆ ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ไม่ว่าจะอยู่ในประกัน สังคม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ให้เงินไปเลย 2 พันบาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ซึ่งหลายประเทศทำอยู่ เพราะเป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วที่สุด

กลุ่มผู้สูงอายุ เปิดกว้างให้ใครก็ได้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ มีเงินช่วยเหลืออยู่แล้ว มาขึ้นทะเบียนก็จะได้เดือนละ 500 บาททุกคน

กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้อยู่แล้ว เทอมหน้าจะได้เรียนฟรีจริงตั้งแต่อนุบาลถึง ม.ปลาย, กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ให้ดูแลเรื่องค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ เพราะมีเงินในระบบ ดอกเบี้ยถูก แต่สถาบันการเงินไม่ปล่อย ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยว จะลดค่าธรรมเนียมต่างๆ คาดว่าในวันที่ 20 ม.ค.นี้จะทราบ

ในส่วนค่าน้ำค่าไฟก็ปรับลดมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการประหยัด เพราะจากรัฐบาลที่แล้วเป็นภาระมาก เนื่องจากกลายเป็นการช่วยบางกลุ่มที่สามารถดูแลตัวเองได้ และใช้แบบไม่ประหยัด ส่วนค่าก๊าซก็ยังไม่ขึ้น แต่ภาษีน้ำมันนั้นเห็นว่าราคาน้ำมันลงมามากแล้วจึงหันกลับมาเก็บภาษี แต่การขึ้นภาษีซึ่งสูงหลายบาทต่อลิตรก็จะไม่ให้กระทบประชาชน จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วย แต่แม้จะขึ้นมาแล้วก็ยังถูกกว่าราคาเมื่อปีก่อน

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกด้วยว่า ส่วนตัวนั้นทราบว่ามีความคิดเห็นที่หลากหลาย ยืนยันพร้อมรับฟัง บางคนบอกว่าลดแลกแจกแถมมากไปโดยเฉพาะประเด็นการอนุมัติเงินให้มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.4 หมื่นบาท คนละ 2 พันบาทนั้น ตนมองว่าตอนนี้ภาวะไม่ปกติ บ้านกำลังไหม้จะเสียดายน้ำดับไฟไม่ได้ และจากการศึกษาในหลายประเทศ หากใช้มาตรการอื่นๆ เช่นการลดหย่อนภาษี กว่าคนจะรู้สึกว่ามีเงินเพิ่มขึ้นก็สายไปแล้ว

กองทัพจ่อเรียก'หมวดเจี๊ยบ'แจงร่วมจัดรายการ DTV

ที่มา ประชาทรรศน์

เลขาทบ.เตรียมเรียก'หมวดเจี๊ยบ'ชี้แจงดอดร่วมจัดรายการ DTV ปัดกองทัพกลั่นแกล้ง หลังยังไม่อนุมัติให้ออกจากราชการ ระบุผลสอบสวนทางวินัยยังไม่เสร็จ

จากกรณีที่ ร.ท.(หญิง) สุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ผู้เขียนหนังสือ "ทักษิณ Where are you?" ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "ลับ ลวง พราง" ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิร์ตซ์ เมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) กรณีจะร่วมดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดีทีวี ของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่ารายการที่จะไปดำเนินรายการ คือรายการห้องเรียนประชาธิปไตย จัดในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลานอกราชการ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยรับเงินพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในการทำหนังสือ "ทักษิณ Where are you" และไม่คิดเป็นเมียน้อยใครเพื่อแลกความก้าวหน้าในการทำงาน

วันนี้ (18 ม.ค.) พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพเตรียมเรียก ร.ท.หญิง มาสอบถามเรื่องดังกล่าวในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ขณะเดียวกันก็จะมีการสอบถามไปทาง กรมกำลังพลทหารบกว่า ตามระเบียบแล้วสามารถทำได้หรือไม่ โดยหลังจากนั้นจะชี้แจงต่อสื่อมวลชน ยืนยันเรื่องนี้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไม่สั่งกำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นเรื่องเล็ก

ส่วนกรณีที่ร.ท.หญิง สุณิสา ได้ยื่นใบลาออกตั้งแต่กรณีเขียนหนังสือ เรื่อง ทักษิณ Where are you? แต่ทางกองทัพยังไม่ได้อนุมัตินั้น พล.ต.วีรัณ ยืนยันว่า กองทัพไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่ผลการสอบสวนทางวินัยยังไม่แล้วเสร็จ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ดีทีวีผ่านดาวเทียม ร.ท.หญิงสุณิสา ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่ายังรับราชการทหารอยู่หรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าได้ลาออกจากการเป็นทหารแล้ว ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า ยังรับราชการทหารอยู่ และการมาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัววันนี้ตนก็ได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาแล้ว

นายกฯชี้ 'หมวดเจี๊ยบ' ร่วมรายการ DTVได้หากอยู่ในกฎ

นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเลขานุการกองทัพบกเตรียมเรียก 'หมวดเจี๊ยบ' หรือ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต มาชี้แจงเกี่ยวกับการร่วมจัดรายการกับ DTV เป็นการแทรกแซงสิทธิและสกัดกั้นสื่อฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ที่เรียกมามีเหตุผลในเรื่องไหนอย่างไรแต่เข้าใจว่าในส่วนของราชการมีระเบียบมีข้อกำหนดอยู่ ซึ่งก็ว่ากันไปตามกฎ หากกฎไม่ได้ห้ามก็สามารถทำได้ หากขัดต่อกฎระเบียบวินัยก็ทำไม่ได้ ไม่ได้เป็นเรื่องว่าทำที่ไหนอย่างไร


เมื่อถามว่า แกนนำนปช.ระบุว่า การตั้งดีทีวีเหมือนเป็นการจัดตั้งรัฐใหม่การประกาศอย่างนี้ถูกกฎหมายไหมหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าเขาเชื่อในสิ่งที่เขาพูดหรือเปล่า น่าจะเป็นเรื่องของประชาสัมพันธ์มากกว่า

ต่อข้อถามว่าจำเป็นต้องไปดูในเรื่องของความมั่นคงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า หากทำอะไรขัดต่อความมั่นคงก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการแน่นอน

โพลล์ชี้รัฐบาล'มาร์ค1'โจ๋ติดยาเพียบ

ที่มา ประชาทรรศน์

โพลล์ เผย จำนวนผู้ใช้ยาเสพติดในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์และสถานการณ์ปัญหาของประชาชนในชุมชนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครพบกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 4,274,757 คน เคยทดลองสารเสพติด จำนวนทั้งสิ้น 593,314 คน ยาเสพติดที่พบว่ามีคนเคยใช้มากที่สุด คือ กัญชา รองลงมาคือ ยาบ้า

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือ ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ผลวิจัยเพื่อประมาณการจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดในยุคตอนต้นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสถานการณ์ปัญหาของประชาชนในชุมชนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรณีศึกษาประชาชนอายุ 12 - 65 ปี จำนวน 2,452 ครัวเรือน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2 - 17 มกราคม 2552 พบว่า เมื่อถามถึงระดับการช่วยกันสอดส่องดูแลชุมชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 43.6 ระบุ มีน้อยถึงไม่มีเลย ขณะที่ เมื่อถามถึงระดับการช่วยกันป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนร่วมกัน พบว่า ร้อยละ 53.6 ระบุ ช่วยกันน้อยมาก ถึง ไม่ช่วยกันเลย

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ผลวิจัยตามหลักสถิติประมาณการจำนวนประชาชนอายุระหว่าง 12 - 65 ปีในกรุงเทพมหานครที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 4,274,757 คน พบว่า มีผู้เคยทดลองสารเสพติดที่ไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่ จำนวนทั้งสิ้น 593,314 คน ยาเสพติดที่พบว่ามีคนเคยใช้มากที่สุด คือ กัญชา รองลงมาคือ ยาบ้า กระท่อม ยาไอซ์ สารระเหย ยาอี ยาเลิฟ ผงขาว เฮโรอิน ฝิ่น ยาเค และโคเคน ตามลำดับ แต่เมื่อวิเคราะห์ตัวยาเสพติดที่กำลังถูกใช้อยู่ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา พบว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 12 - 24 ปี ยังคงเสพกัญชาอยู่จำนวน 23,981 คน ยาบ้าจำนวน 22,226 คน ยาไอซ์จำนวน 18,168 คน กระท่อมจำนวน 13,347 คน และสารระเหย จำนวน 6,795 คน

นายนพดล กล่าวว่า จากผลวิจัยครั้งนี้ยืนยันให้เห็นว่า ปัญหายาเสพติดในชุมชนกลับมารุนแรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยทำสงครามกับยาเสพติดนั้นเป็นเพียงการหยุดชะงักชั่วคราวของกลุ่มผู้เสพเท่านั้น ดังนั้นการค้นพบจำนวนประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้ยาเสพติดครั้งนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้คือ รัฐบาลควรประกาศให้พื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลเป็นเขตภัยพิบัติด้านยาเสพติด และทำให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง

จักรภพให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์: สถาบันเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

โดย กองบรรณาธิการไทยโพสต์
ที่มา ไทยโพสต์แทบลอยด์
18 มกราคม 2552

"คนเสื้อแดงมาแค่ชุมนุมกันประท้วงกันไม่พอ เสื้อแดงต้องมีอบรม เสื้อแดงต้องมีการจัดตั้ง เสื้อแดงต้องมีการเรียนประวัติศาสตร์ เสื้อแดงต้องมีการถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน

ทั้งหมดนี้เราจึงมารวมตั้งเป็นสถาบัน ซึ่งใช้ชื่อตุ๊กตาว่าสถาบันเสื้อแดง"

"ผมเองเป็นคนบอกคุณทักษิณว่าขบวนการประชาธิปไตยใหญ่กว่าท่าน ท่านเป็น subset ของขบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่คิดว่าตัวเองคือมิสเตอร์ประชาธิปไตย... มันจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ทำเพื่อคุณทักษิณ แต่จุดเริ่มต้นมาจากคุณทักษิณนะ ต้องให้เครดิตเขานะ"

"ผมคิดว่าคุณเนวินในท้ายที่สุดก็จะเป็นเครื่องมืออันมีค่าในการทำลายฝ่ายอำมาตย์... มีบุคคลบางท่านเอ่ยปากถึงขั้นว่าเนวินเขาดี มีดวงตาเห็นธรรม เราก็ดีใจ เข้าไปใกล้ถึงขนาดนั้นได้ ก็ขอให้รักกันมากๆ (หัวเราะ)"

จักรภพ เพ็ญแข อาจจะเป็นคนที่ถูกเกลียดชังมากที่สุดคนหนึ่งจากฝ่ายเสื้อเหลือง แต่ถ้าพูดถึงในฝ่ายเสื้อแดงแล้ว กาลเวลาที่ผ่านไป 3 ปี อดีตพิธีกรทีวีที่เคยเข้าคุก เคยเป็นรัฐมนตรี และตอนนี้อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีข้อหาร้ายแรง น่าจะเป็นคนที่ได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือมากที่สุดคนหนึ่งจากมวลชนเสื้อแดง โดยอาจจะมากกว่าดาราไฮด์ปาร์กบนเวทีด้วยซ้ำ

การที่นักรัฐศาสตร์อย่างเขาประกาศจัดตั้ง "สถาบันเสื้อแดง" จึงไม่ใช่สิ่งที่มองข้ามได้ แม้คนฟังอาจจะไม่เชื่อเขาทั้งหมด แต่นั่นก็คือทิศทางที่จะเป็นไป มวลชนเสื้อแดงก็จะจัดตั้งกันขึ้นเช่นเดียวกับมวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่จะเข้มแข็งระดับไหน มีคุณภาพระดับไหน จริงจังแค่ไหน เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องพิสูจน์ตัวเอง

กระนั้น ถ้าต่างฝ่ายต่างเดินในวิถีประชาธิปไตย ไม่ใช้กำลัง ไม่ใช้ความรุนแรง ต่อสู้ทางความคิด ก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจะยอมรับได้มากกว่าการแสดงออกที่ผ่านมา

เสื้อแดงใหญ่กว่าพรรค

ประกาศจัดตั้งสถาบันเสื้อแดงในระยะนี้ ไม่คิดหรือว่าพลังของคนเสื้อแดงอาจจะค่อยๆ มอดลง เพราะดูผลการเลือกตั้งซ่อมก็พูดกันเยอะว่ามนต์ทักษิณเสื่อมแล้ว

"มวลชนคนเสื้อแดงจะเดินหน้าต่อไปและแข็งแรงขึ้นแม้ไม่มีคุณทักษิณ คุณทักษิณกำลังค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจาก CEO ของฝ่ายประชาธิปไตย มาเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตย เราเริ่มมีผู้นำธรรมชาติและนายทุนธรรมชาติเกิดขึ้นเยอะอย่างคาดไม่ถึง ตอนที่ผมออกมาต่อต้าน คมช.ในนาม PTV และต่อมาเป็น นปก.-นปช.ก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดขนาดนี้ แต่พอเป็นเสื้อแดงมันชัดเจนมาก PTV นปก.-นปช.มันยังก้ำกึ่งว่าทักษิณหรือเปล่า คนรักทักษิณก็มากันตรึม คนไม่ชอบทักษิณก็ยังไม่อยากเชียร์ คนเกลียดทักษิณก็ต่อต้านไปเลย แต่พอเป็นเสื้อแดงชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายในการต่อสู้คือประชาธิปไตย แล้วคุณทักษิณได้รับประโยชน์ไปด้วย ในฐานะผู้นำที่ถูกปล้นอำนาจไปด้วยการรัฐประหาร"

"ขบวนการใหญ่ขึ้น ผมพูดในรายการทีวีเมื่อไม่นานนี้ว่า ข้อเท็จจริงอันหนึ่งคือคนที่มาร่วมกับมวลชนคนเสื้อแดงปัจจุบันนี้ เป็นคนที่ไม่ได้รักทักษิณแต่รักประชาธิปไตยมากกว่า ถ้าให้แบ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ รักทักษิณและรักแบบหลงใหลเลย กับอีก 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้แคร์อะไรกับคุณทักษิณเลย แต่มีความรู้สึกว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำเกินไปแล้ว คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพลังเงียบในอดีต ซึ่งไม่เคยแบ่งตัวเองว่าเป็นเหลืองหรือแดง แล้วตอนหลังมาเป็นแดงก็ด้วยเหตุผลนี้ เพราะฉะนั้นมวลชนคนเสื้อแดงจะไม่ได้เดินหน้าต่อไปเพื่อคุณทักษิณ ทีนี้เพื่อจะให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามครรลองที่เหมาะสม ก็ต้องไม่ใช้เงินคุณทักษิณ สมัยก่อนคุณทักษิณช่วยบริจาคเงินเยอะ มาตอนนี้มันก็ต้องลดระดับความสนับสนุนลงไป ด้วยการที่มีคนอื่นเข้ามาช่วยมากขึ้น คุณทักษิณก็เงินน้อยลงไปพอดี ก็ดี"

"เลือกตั้งซ่อมไม่ได้เป็นตัวชี้อะไรหรอกครับ เป็นตัวชี้ว่าการทำงานของฝ่ายตรงข้ามสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเอง เมื่อตอน 23 ธ.ค.2550 ที่มีการเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศ คมช.และพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง เป็นเพราะทหารไม่รู้ว่าเป้าในการโจมตีเราอยู่ตรงไหน ทหารมีทั้งกำลังคนทั้งอาวุธ ก็พยายามไปกดหัวคะแนน ไปขู่กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แม้กระทั่งขู่ประชาชน ฝ่ายเราจะไปหาเสียงนี่ลำบากยากเย็น แต่ฝ่ายตรงข้ามเช่นประชาธิปัตย์หรือเพื่อแผ่นดินก็ไปได้อย่างสะดวกโยธิน เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าประชาธิปัตย์เป็นร่างทรงของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และเพื่อแผ่นดินเป็นนายหน้ารายใหม่ แต่พลังประชาชนก็ชนะการเลือกตั้งเพราะว่ายังไม่มีคนชี้เป้า แต่พอการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา มันมีคุณเนวินไปหักหลังชี้เป้า มันเลยเป็นพลัง 2 ประสานรวมกัน คือทหารที่มีอำนาจเงิน อำนาจคน อำนาจการจัดการ เพราะองค์กรเขามีประสิทธิภาพ วินัยเขาได้หมด บวกกับคุณเนวินไปชี้ว่าให้เข้าไปตรงนั้นๆ"

"แต่ถามว่าเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา มันจะเป็นโมเดลของฝ่ายตรงข้ามสามารถจะชนะเราราบเลยไหม คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับขบวนการคนเสื้อแดง ถ้าหากขบวนการคนเสื้อแดงงอกได้เร็วและงอกได้ตามธรรมชาติ ไม่ได้งอกตามการสั่งการของใคร ไม่ได้งอกด้วยเงินของใครหรือครอบครัวไหนเป็นเฉพาะ ขบวนการคนเสื้อแดงจะยันกระแสพวกนี้ เพราะอย่าลืมว่าคนเสื้อแดงไม่ได้ไร้เดียงสาแล้วนะ ไม่ใช่เพียงแค่นั่งวิเคราะห์ว่าเอ๊ะบ้านเมืองเกิดอะไรขึ้น ใครอยู่เบื้องหลัง ทำไมยึดสนามบินแล้วตำรวจ-ทหารไม่จัดการ ใครมันใหญ่กว่าตำรวจ-ทหาร ชาวบ้านเขาก็เริ่มจะรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มจะรู้เราให้ความรู้เพิ่มเติม เช่น ถ้าอย่างนั้นคุณจะแสดงออกอย่างไร การที่เสื้อแดงมาแค่ชุมนุมกันประท้วงกันไม่พอ เสื้อแดงต้องมีอบรม เสื้อแดงต้องมีการจัดตั้ง เสื้อแดงต้องมีการเรียนประวัติศาสตร์ เสื้อแดงต้องมีการถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน ทั้งหมดนี้เราจึงมารวมตั้งเป็นสถาบัน ซึ่งใช้ชื่อตุ๊กตาว่าสถาบันเสื้อแดง ความจริงคือชื่ออื่นกำลังคิดกันอยู่ นี่คือทิศทางของสีแดงจะเดินไป และทำให้โมเดลเลือกตั้งซ่อมมันไม่กลายเป็นความพ่ายแพ้ทั่วประเทศของเรา หรือเป็นชัยชนะทั่วประเทศของเขา"

เมื่อเนวินตั้งพรรคภูมิใจไทยก็จะดึง ส.ส.อีสานไปได้ส่วนหนึ่ง เพราะ ส.ส.มองเห็นแล้วว่าย้ายพรรคไปก็จะชนะการเลือกตั้ง ไม่เหมือนที่กลัวกันก่อนหน้านี้ว่าจะสอบตก บางจังหวัดเพื่อไทยชนะแต่ก็เฉียดฉิวมาก จึงพูดกันว่ามนต์ทักษิณเสื่อม

"มันไม่จริงหรอก ผมคิดว่า ส.ส.ชนะการเลือกตั้งโดยการตรายี่ห้อคุณทักษิณก็เยอะ แต่ก็ดี ถ้าคิดอย่างนั้นเป็นบุญของเราเพราะจะได้ขอเปลี่ยนผู้สมัคร ส.ส.ให้หมด ไม่อยากได้มาเฟียเหมือนกัน อยากได้คนใหม่ คนใหม่ที่ขึ้นมางอกมาจากสีแดงโดยตรง วัดดวงกันสิ ก็มันคือเลือกตั้ง มีแพ้-มีชนะ เราไม่ได้บอกว่าเราจะต้องชนะ โอ้อวดอย่างนั้นก็ไม่เหมาะสม แต่ผมก็มั่นอกมั่นใจมากพอที่จะบอกว่าถ้าใครอยากย้ายพรรคก็ไปเลยนะ เพราะเราจะเอาขบวนการเสื้อแดงปั้นคนใหม่ ตอนที่พรรคไทยรักไทยยังไม่ถูกรัฐประหาร เรามีแนวความคิดขึ้นมาอันหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ทำ แล้วพอมันลุ่มๆ ดอนๆ ทางการเมืองก็ไม่มีโอกาสทำ นั่นคือการหยั่งเสียงภายในพรรคก่อนจะส่งผู้สมัคร ส.ส. primary นั่นก็คือว่าต้องให้สมาชิกพรรคในจังหวัดนั้นๆ ลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครก่อน พรรคก็จะส่งคนนั้นลง เพราะฉะนั้น การหยั่งเสียงภายในพรรคจะเป็นการทำงานฐานของพรรค รวมทั้งฐานเสื้อแดงในส่วนที่รักพรรค เสื้อแดงที่ไม่รักพรรคก็มี"

"ระบบ ส.ส.ที่ผ่านมามันเป็นระบบตีขลุม ได้รับเลือกตั้งมาแล้วก็วิเคราะห์กันไม่ออกว่าได้มาเพราะอะไร ได้เพราะพรรค ได้เพราะหัวหน้าพรรค ได้เพราะอดีตนายกฯ ได้เพราะตัวเอง ได้เพราะเงิน ได้เพราะทหารช่วย ได้เพราะโชคดี หรือได้เพราะชาวบ้านเกลียด อีกคนหนึ่งก็เลยมาลงให้ มันเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ทำให้คนชนะเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเราไปวิตกกังวลแบบนั้นไม่ได้ เพราะเท่ากับไปเล่นเกมของคนอื่น การที่เราจะมาเล่นเกมตัวเองก็คือฐานมวลชนเรามีตรงไหน ก็ทำให้เข้มแข็งตรงนั้น และใครที่พร้อมจะลงกับเรา เราก็ส่งลง เพราะฉะนั้นจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย เพื่อแผ่นดิน หรือพรรคไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องถามตัวเองว่ารู้อยู่แก่ใจไหมว่า ชนะเลือกตั้งมาแต่ละครั้งเพราะอะไร หรือแพ้เลือกตั้งแต่ละครั้งเพราะอะไร สิ่งที่เราควรจะต้องระวังในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ไม่ใช่เรื่องความนิยม แต่เป็นเรื่องการโกงเลือกตั้ง เพราะผมคิดว่าการโกงระดับชาวบ้าน หรือการโกงระดับผู้ปฏิบัติการจะน้อยลงไป ที่เหลือคือการโกงในภาครัฐ คือการใช้อำนาจรัฐโกงจากโครงสร้าง ชนิดที่ชาวบ้านเข้าไปวอแวไม่ได้ อันนั้นคือสิ่งที่เราต้องจับตามอง"

เอ้า อย่างลำพูนคนเสื้อแดงลงแต่ก็แพ้

"เขาไม่สามารถสร้างระบบการสื่อสารโดยตรงกับคนได้ทัน อย่าลืมว่า ส.ส.ต้องรวมกันทั้งการลงไปจัดตั้ง จัดตั้งนี่ไม่ใช่ไปซื้อนะ หมายถึงเข้าไปมีหัวหน้าสาย ลูกสาย เข้าไปช่วยกันโน้มน้าว แจกเอกสารหาเสียง เหล่านี้เขามีเวลาไม่พอ ตัวเขาเองใช้เวลามาตลอดในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย และตัดสินใจในนาทีสุดท้ายว่าจะลง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคะแนนที่ได้มาเป็นคะแนนบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นเราก็จะส่งท่านลงอีก และจะจัดการในส่วนที่ขาด"

พูดเหมือนกับเป็นแกนนำพรรค สถาบันเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยจะเป็นอันเดียวกันหรือแยกกัน

"แยกครับ เสื้อแดงเป็นการทำเพื่อระบอบประชาธิปไตยโดยตรง ถ้ายังมีรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีเสื้อแดง และก็ต้องไปไกลด้วย ใน 2550 มีมาตราใดที่เราต้องเคลียร์ออกไป อันนี้คือเรื่องเสื้อแดง ส่วนพรรคเพื่อไทยเขาคิดเรื่องชนะเลือกตั้ง บางครั้งการไปต่อสู้ยืดเยื้อแบบเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยเขาก็ไม่ชอบนะ เพราะเขากลัวว่าประชาชนจะเบื่อ เพราะฉะนั้นผลประโยชน์ของเสื้อแดงกับเพื่อไทยไม่ตรงกันอยู่แล้ว มันเหมือน 2 คนบนเส้นทางตีคู่กันไป เป้าหมายเดียวกันแต่อีกคนอาจจะแว่บข้างทาง อีกคนไปจนสุดทาง"

"ผมหวังว่าในท้ายที่สุดแล้วเสื้อแดงจะใหญ่กว่าพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยก็จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ คือทำหน้าที่สื่อสารการเมือง สร้างคนทางการเมือง และหน้าที่สำคัญที่สุดคือต้องชนะเลือกตั้ง คนเสื้อแดงก็จะได้ประโยชน์ด้วย ผมเชื่อว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะเลือกพรรคเพื่อไทย มันคล้ายๆ กับในยุโรป ขบวนการบางอย่างมันใหญ่กว่าพรรค และพรรคกลายเป็นลูก เป็น Subset ของขบวนการ เช่นพรรคแรงงานในอังกฤษ เริ่มต้นจากขบวนการแรงงาน คือคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง รวมตัวกันแล้วก็ลุกฮือขึ้น พอฮือทีก็เจรจากันที ได้ประโยชน์กลับมาหน่อย เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ผู้หญิงลาคลอดได้เดือนสองเดือน พอตอนหลังขบวนการเห็นว่าการสู้ทีได้ทีมันไม่พอ พวกหนึ่งก็เลยไปตั้งพรรคแรงงาน แต่ไม่ใช่กรรมกรทุกคนจะไปเข้าพรรค ผมว่าเสื้อแดงกับเพื่อไทยจะเป็นแบบนั้น คือขบวนการประชาธิปไตยเราทำภาคกว้างไปสู่เป้าหมายใหญ่ พรรคเพื่อไทยก็เดินตามมาและรับมรดกบ้าง"

พันธมิตรฯ ก็ควรจะไปทางนี้เหมือนกันใช่ไหม

"ใช่ ผมได้ยินว่าจะตั้งพรรคเทียนแห่งธรรม ก็ควรจะตั้ง และนอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่ติดว่าใช้ชื่อนี้มานานหลายสิบปี ผมยังเสนอด้วยว่าประชาธิปัตย์ควรจะเปลี่ยนเป็นชื่อพรรคอนุรักษนิยมเสียเลย คือคุณบอกว่าทำอะไรของเขาผิดหมด คุณอยากจะกกกอดรักษาอย่างเดิมอยู่ คุณก็ประกาศให้ชัดว่าคุณเป็นแบบนั้น และผมเชื่อว่าก็จะมีคนรักคุณ แต่มาทำเป็นว่าข้างหน้าก็จะไป ข้างหลังก็จะเอา และก็ไม่ไปไหนสักทาง บ้านเมืองเดินไม่ได้ คือประชาธิปัตย์ต้องออกจากเฟสของการเป็นนายหน้าของฝ่ายอำมาตย์ มาสู่การเป็นพรรคการเมืองที่แท้จริงได้แล้ว มาเป็นพรรคการเมืองที่มีจุดยืน และก็ประกาศให้คนเขาเลือกจากจุดยืนนั้น ผมเชื่อว่ามีคนมากพอที่จะชอบ คนไทยไม่ใช่ทุกคนนะครับที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ความเปลี่ยนแปลงที่นายกฯ ทักษิณทำตอนช่วงนั้น หลายคนใจหายนะ กลัวเมืองไทยจะเปลี่ยนเร็วไป คนอย่างนี้ก็จะไม่เลือกคุณทักษิณ ก็จะไปเลือกประชาธิปัตย์ที่เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคอนุรักษนิยม ผมว่ามันจะดี ภูมิทัศน์ทางการเมืองจะชัดเจนต่อสายตาประชาชนมากขึ้น คือตอนนี้ประชาธิปไตยต้องเลิก ลับ ลวง พราง ใครทำอะไรก็ควรต้องรับผลนั้น"

5 ปีเห็น

สถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนไม่เอื้อให้เสื้อแดงเคลื่อนไหว คนส่วนใหญ่ที่เป็นพลังเงียบอยากให้รัฐบาลทำงานไปก่อน เหนื่อยกับความขัดแย้งในช่วง 2•3 ปี อยากให้มันจบ

"ผมก็คิดว่ามีส่วนจริง แต่ผมคิดว่าเป็นโอกาสทองของเสื้อแดง เพราะกิจกรรมเสื้อแดงไม่ใช่แค่การชุมนุมประท้วง ระหว่างนี้เราก็พบกันเงียบๆ ถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน เรียนประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ 2475 หรือก่อนหน้านั้น เรียนวิชารัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ฉบับธรรมนูญการปกครองชั่วคราว 27 มิ.ย.2475 จนถึงฉบับปัจจุบัน มาคุยกันเกี่ยวกับการว่างงานของคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงที่เป็นเจ้าของโรงงาน ผมจับให้เจอกับคนเสื้อแดงที่เป็นคนว่างงาน เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้คนจิตสำนึกเดียวกัน ความรู้ความสามารถคุณไปเลือกกันเอง ทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมที่ทำได้ระหว่างช่วงนี้"

"แทนที่เราจะใช้เสื้อแดงแสดงพลังเพื่อกดดันให้เกิดอะไรบางอย่างในทางการเมือง เราย้อนกลับมาใช้เสื้อแดงเพื่อสร้างคุณภาพภายใน เพื่อเตรียมสำหรับขบวนการประชาธิปไตยอีกระยะหนึ่ง คือระยะที่มีคุณภาพ ระยะที่มีการสร้างคน ระยะที่มีการบริหารจัดการ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยแพ้ฝ่ายอำมาตย์มาตลอด เพราะฝ่ายประชาธิปไตยเป็นเรื่องชั่วคราวและเฉพาะกิจ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์เป็นเรื่องถาวรและมีการจัดตั้งสูง มันสู้กันไม่ได้หรอก ประชาชนมี 60 กว่าล้านคน ทหารเรียกมาระดมพลสูงสุดไม่เกิน 5 แสน ทำไมประชาชนยังสู้ไม่ได้ ก็เพราะทหารเขาจัดตั้งดี สั่งปั๊บไปถึงชั้นประทวน และยิงก่อนถามทีหลัง ทำก่อนให้เหตุผลทีหลัง เพราะฉะนั้นสีแดงของเราก็ต้องเดินไปทางนั้น นั่นก็คือมีการบริหารจัดการ มีการจัดตั้ง และสีแดงไม่จำเป็นต้องแสดงพลังด้วยปริมาณทุกครั้ง"

"ยกตัวอย่าง ตอนนี้ผมมาตั้ง unit ต่างประเทศ ก็มีคนอาสาสมัครมาช่วย 200 คน อยู่ในต่างประเทศอีกเกือบ 400 คน แต่กระจัดกระจาย รวมความแล้วผมมีคนเสื้อแดงในต่างประเทศ 500 คน เชื่อไหมว่าในนั้นมีตั้งแต่แม่ค้าหมูสะเต๊ะจนถึงปริญญาเอก 3 ใบ ตั้งแต่คนหาเช้ากินค่ำกระทั่งคนที่เฉพาะดอกเบี้ยก็ใช้ไม่หมด แสดงให้เห็นว่าถ้าเรามุ่งบริหารจัดการในเชิงคุณภาพ เสื้อแดงทำอะไรได้เยอะ อีก 2 อาทิตย์ผมจะไปเดินเรื่อง 5 แกนนำเป็นผู้ก่อการร้าย ไปไหนคือถูกจับ ผมก็จะเอาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ไปคุยด้วย อาสาสมัครทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเสื้อแดงไม่ต้องไปสวนความรู้สึกคน"

"แต่แน่นอนการชุมนุมก็มีบ้าง แต่เป็นการชุมนุมที่มีประเด็น เช่นชุมนุมไปไล่กษิต ภิรมย์ นี่ผมเล่าเป็นตัวอย่าง ขบวนการเสื้อแดงก็ไม่อยากทำอะไรที่มันสวนความรู้สึกคน ตรงกันข้ามเราเอาเวลาที่คนเขาเหนื่อยใจมา 3 ปีมาทำในสิ่งที่เป็นคุณภาพเสื้อแดง และจะมีผลในการเตรียมขบวนการประชาธิปไตย เผลอๆ จะดีกว่าพรรคอีก"

unit ต่างประเทศนี่คืออะไร

"เรียกว่าหน่วยปฏิบัติการต่างประเทศ ที่ผมดูแลอยู่เริ่มต้นมีคนช่วยประมาณ 4-5 คน ก็คิดว่าเอ๊ะ-มันน่าจะมีอีกนะ เพราะเราเดินสนามหลวงก็มีคนมาบอกว่าคุณจักรภพ ผมมีประสบการณ์อย่างนี้ผมช่วยได้ เลยส่งอี-เมล์ในเว็บไซต์ต่างๆ แต่ละคนก็ส่งประวัติการทำงานเข้ามา ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ผมก็นัดมาเจอ เคยรวมกลุ่มใหญ่เกือบร้อยคน ตอนแรกนึกว่าจะมาสัก 30 เก้าอี้ในร้านอาหารไม่พอ และที่มาในกลุ่ม 500 รักคุณทักษิณจริงๆ ประมาณครึ่งเดียวนะ อีกครึ่งหนึ่งวิจารณ์คุณทักษิณด้วย แต่ว่าเอาด้วยกับประชาธิปไตย ยังไงถ้าต้องเลือกระหว่างคุณทักษิณกับเลือกคุณเปรม เขาก็เลือกคุณทักษิณ แต่ถ้าคุณทักษิณชนะอีกครั้ง เขาก็วิจารณ์คุณทักษิณอีก ผมว่านี่เป็นเรื่องดี เพราะฉะนั้นกระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่เรียกสั้นๆ อาจจะฟังดูวิชาการ คือว่าเป็นการบริหารจัดการเชิงคุณภาพคนเสื้อแดง นี่คือสิ่งที่ผมกำลังพยายามทำ"

นอกจากหน่วยของคุณจักรภพก็มีหน่วยอื่นทำอยู่ใช่ไหม

"มีครับ มีหน่วยเครือข่ายมวลชน หน่วยการจัดตั้งมวลชน หน่วยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ หน่วยงานพัฒนานโยบายภาคประชาชน หน่วยงานร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดก็เป็นภารกิจในการทวงประเทศคืน โดยไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากใคร ประชาชนทำเองดีแล้ว"

"อย่างที่ผมบอก ปัญหาใหญ่มันไม่มีการจัดตั้งเชิงคุณภาพของขบวนการประชาชน มันจึงดูเหมือนประชาชนสิ้นไร้ไม้ตอกและต้องพึ่งพารัฐ ความแตกต่างระหว่างขบวนการประชาชนกับฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ แต่เดิมมันต่างกันที่การจัดตั้ง มันคือเรื่องเดียวเลย ถ้าหากมีการจัดตั้งภาคประชาชน ภาคประชาชนก็มีพลัง แต่ที่ไม่เป็นอย่างนั้นเพราะประชาชนใช้ชีวิตปกติ ต่างคนต่างไม่เกี่ยวข้องกัน พอไม่มารวมกันก็ไม่เกิดพลัง ขณะที่หน่วยงานรัฐมีระบการรวมตัวกัน มีกฎระเบียบ มีการให้คุณให้โทษ มีเจ้านายมีลูกน้อง เขาจึงมีพลัง คนร้อยคนที่กระจัดกระจายสู้คน 5 คนที่มีการจัดตั้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นถามว่า ผมจะไปสาละวนอยู่กับการประท้วงสนามหลวง การไล่คุณกษิต ผมไปร่วมเฉยๆ แต่งานหลักของผมมี ซึ่งผมอยากจะใช้เวลาสัก 5 ปี ถ้ามีเวลา ถ้าติดคุกเสียก่อนก็ไม่เป็นไร วางตัวแทนไว้แล้ว"

5 ปีไม่ยาวไปหรือ

"ทำไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่ารอ 5 ปี แต่ 5 ปีใช้งานได้ เห็นหน้าเห็นหลัง"

ทุกวันนี้อบรมกันแล้ว

"มีสักปีหนึ่งแล้ว ตอนนั้นทำในนาม นปช. แต่ตอนนี้ก็โอนมาเป็นเสื้อแดง เช่น วันอาทิตย์นี้จะมีการอบรมเรื่องวิธีการจัดขบวนประท้วง ว่าจะต้องมีอะไรบ้าง เครื่องเสียง รถ ถ่ายทอดให้ความรู้"

อบรมเป็นร้อยๆ คนหรือ

"แต่ไม่ได้เป็นข่าวอะไร สื่อมวลชนกระแสหลักไปสนใจเวลามันโฉ่งฉ่าง แต่ลืมคิดว่าก่อนจะไปรวมกันอย่างนั้นมันมาอย่างไร บางคนเขาไม่ได้เอาแต่รออยู่บ้าน สมมติไปราชมังคลาฯ อีกครั้ง ไปวัดสวนแก้ว ระหว่างนั้นมันห่างกันเป็นเดือน ทำอะไร เขามีกิจกรรมอบรมไปมาหาสู่กัน เดือนหน้าผมก็จะมีโครงการชาวเสื้อแดงเยี่ยมเยียนระหว่างจังหวัด เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น ก็กะว่าคนสัก 3,000 คนนะจะเป็นแกนได้ ที่เหนียวแน่นโทร.หากันได้"

แล้วกลุ่มฮาร์ดคอร์จะทำอย่างไร

"ฮาร์ดคอร์ก็ต้องหางานให้เขาทำ พวกฮาร์ดคอร์นี่เขาไม่ทน เมื่อวานซืนผมไปเปิดเครือข่ายที่ชลบุรี ก็กะว่าคนมาสัก 100 ปรากฏว่ามา 700 เต็มหมด ผมไปเพื่อจะไปวางแผนว่าใครจะเป็นแกนนำชลบุรี เพราะที่ชลบุรีฝ่ายสีเหลืองป่าเถื่อนมาก เพราะเขาเป็นสังคมอันธพาลมาก่อน ก็มีนักเลงเยอะ ใครเป็นสีแดงก็จะโดนด่าโดนซ้อม มันก็มีผล ก็ขอบคุณสีเหลืองเถื่อนที่ช่วยทำให้สีแดงเขาเดือดขึ้นมา ถ้าไม่มีแรงกดก็ไม่มีแรงสะท้อน สีแดงที่มาวันนั้นฮาร์คอร์ทั้งนั้นเลย ถามว่าจะดูแลฮาร์ดคอร์ยังไง ฮาร์ดคอร์จะทำงานด้านปฏิบัติการทางการเมืองโดยตรง ขณะเดียวกันผมมีภารกิจอยู่ในใจว่าต้องให้ฮาร์ดคอร์ใจเย็นๆ อย่าไปใช้พลังทีเดียวหมด ทำตัวให้เป็นไอน้ำที่เอาไปใส่เครื่องจักรก็ได้ ใส่รถไฟก็ได้ หนึ่ง-ฮาร์ดคอร์จะเป็นตัวเดินเยี่ยมชาวเสื้อแดงทั้วประเทศ เพราะพลังงานเขาเยอะมาก ไฮเปอร์ อันที่สองคือ เป็นหน่วยที่ไปคอยให้กำลังใจกับเครือข่ายต่างๆ ที่ไม่กล้าออกมา นี่เป็นตัวอย่าง แต่ตอนนี้ที่ผมอยากได้มากที่สุดคือ อยากได้ silence majority พลังเงียบ ที่คล้อยมาทางฝ่ายประชาธิปไตย"

แต่ภาพเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ที่ออกมาตอนนี้ก็รุนแรง

"ก็เป็นบทเรียนของเรา มีทั้งดี-ไม่ดี เสื้อแดงไม่ใช่ขบวนการจัดตั้งที่เขียนสคริปต์มาล่วงหน้า ก็มีหลุดบ้าง อย่างการประชุมอาเซียน ตอนแรกมีเสียงออกมาว่าเราจะล้มประชุมอาเซียน ผมก็ต้องมานั่งบอกไม่ใช่ ประชาชนชาวไทยไม่มีสิทธิ์ไปล้มการประชุม ถ้าไปประท้วงก็ไปโดยสันติ บอกว่าเราต้องการอะไรแล้วก็ล่าถอยมา เราไม่ได้เป็นขบวนการเฉพาะกิจ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการเรียนรู้กันไป"

ตอนชุมนุมปิดหน้าสภาฯ สังเกตว่าการชุมนุมสนามหลวงมีคนเยอะ แต่ไปหน้าสภาฯ น้อย แสดงว่าเขาไม่เอาด้วยกับวิธีการ

"ไม่ใช่ เป็นเพราะการไปปิดหน้าสภาฯ ใช้พลังงานมากกว่า คนก็ต้องอดตาหลับขับตานอน ต้องลางาน มันทำไม่ได้ทุกคน เราคาดอยู่แล้วว่าคนที่มาสนามหลวงจะเยอะ ไปดูตอนเดินก็ยังเยอะอยู่นะ แต่ตอนนอนน้อยลงเพราะมันยาก-เหนื่อย ก็เข้าใจ และอีกอย่างถ้ายกทั้งสนามหลวงมาอยู่ มันปิดถนนอีกหลายสาย ปิดหน้าสภาฯ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราต้องการมายึดพื้นที่ทางการเมือง ส่วนผลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะไปชนะได้อย่างไร คุณอภิสิทธิ์เขาตัวคนเดียวที่ไหน เขามีคนอุ้มกระเตงเข้าเอวเยอะแยะ เขาเป็นอภิสิทธิ์ชนตามชื่อเขาจริงๆ แต่ขณะเดียวกันคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เรานะ คุณอภิสิทธิ์เป็นแค่บ๋อยเท่านั้น"

คนเสื้อแดงที่เป็นคนชั้นกลาง ที่เขาไม่ชอบความรุนแรง ถ้าเข้าร่วมก็ต้องการอย่างสันติ

"ก็จะมีกิจกรรมดึงมากขึ้น ที่ไม่ต้องไปประท้วงใครไปด่าใคร ไม่ต้องไปฮาร์ดคอร์ที่ไหน พูดง่ายๆ ว่ากลุ่มเสื้อแดงมืออาชีพก็มี และกลุ่มเสื้อแดงที่นิยมสันติก็เยอะ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีกิจกรรมรองรับ อย่างต่อไปเสื้อแดงก็จะต้องแสดงพลังทำประโยชน์กับสาธารณะ เช่น ตอนนี้กำลังจะมีเสื้อแดงจากกรุงเทพฯ ไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยหนาวในภาคเหนือ-ภาคอีสาน คนเหล่านี้ไม่ต้องมาล้อมสภาฯ ในอนาคตเราจะมีคนที่มาล้อมสภาฯ ได้ และคนประเภทที่ช่วยงานอยู่เบื้องหลัง เสื้อแดงไม่ได้ต้องการนักรบหมด เสื้อแดงบางทีต้องการนักบัญชี ต้องการวิศวกร ทุกอาชีพ มันจะเป็นที่ลงของคนที่ไม่ชอบที่จะถูกชี้นำไปโดยวิธีการอื่น ฉะนั้นต่อไปเสื้อแดงจะหลากหลาย แต่อาจจะเป็นข่าวไม่เท่ากันนะ ที่โฉ่งฉ่างเป็นข่าวมากหน่อย"

หรือรวมตัวไปทำบุญวัดสวนแก้ว

"ทำอะไรได้หมด ถ้ามีเหตุการณ์น้ำท่วม ไข้หวัดนกระบาด ผมว่าคนเสื้อแดงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าไปช่วย เพียงแต่ประชาชนกลุ่มนี้ไม่เอาด้วยกับวิถีทางรัฐแบบเดิม วิถีทางที่มีมือที่มองไม่เห็นมาคอยบอก ว่าให้ไปทางซ้ายไปทางขวาแล้วนั่งยินดีปรีดา นี่ไม่เอา เราเป็นคนไทยด้วยกันแต่เราไม่ต้องเห็นตรงกัน แต่อยู่ที่ว่าประชาชนเดินไปทางฝ่ายไหนมากกว่ากัน"

หมอสันต์ หัตถีรัตน์ ก็บอกว่าเสื้อแดงไม่ควรใช้ความรุนแรง แต่มีกี่คนที่จะคิดอย่างหมอสันต์ อย่างจักรภพ เพราะการนำตอนนี้ยังไม่ชัด บางพวกก็ไปอีกอย่าง

"เดี๋ยวมันก็ชัดขึ้น มันเป็นขบวนการธรรมชาติ ถ้าเริ่มต้นมาชัดเป๋ง คนนี้หัวหน้า คนนี้รองหัวหน้า คนนี้เลขาฯ ก็จะมีคนครหาว่าโอ๊ยจัดการกันมาเรียบร้อยเชียว ที่สำคัญเสื้อแดง เราจะมีการสำรวจประชามติในเสื้อแดงกันอยู่ตลอด สำรวจผ่านมือถือ ผ่านเว็บไซต์ เพื่อจะรู้ว่าคิดอย่างไร"

"เราจะปรับตัวไปเรื่อยๆ เสื้อแดงมันคือการจัดตั้งประเทศไทยใหม่ เพราะประเทศไทยเดิมมันเน่าเสียจนคนไม่รู้ว่าจะไปแก้ทำไม พอจะไปตรงนี้คนนี้ก็น้องคนนั้น คนนี้ก็ญาติคนนั้น โอ๊ย-เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างประเทศไทยใหม่ เหมือนสร้างเรือลำใหม่ก่อนน้ำจะท่วมโลก แล้วใครที่มองเห็นก็ลงมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำมาแล้วระยะหนึ่งและจะทำต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นภารกิจชั่วชีวิต มันไม่ใช่ของที่ทำแล้วจะได้ผลทันที เพราะมันคือการสร้างประเทศใหม่ เมื่อสร้างประเทศใหม่บนซากปรักหักพัง มันก็ย่อมจะต้องมีผิดมีถูก ใช้เวลาลองผิดลองถูก"

ถ้ามองกลับกัน เสื้อแดงมีเวลา แต่ทักษิณไม่มีเวลา เสื้อแดงรอได้ ทักษิณรอไม่ได้

"ก็เป็นเรื่องคุณทักษิณ"

ทักษิณรอ 5 ปีไม่ได้ จะต้องพยายามทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 1-2 ปี

"เป็นเรื่องคุณทักษิณ คือหมายความว่าคุณทักษิณจะทำอะไรเป็นสิทธิ์คุณทักษิณ เพียงแต่คุณทักษิณก็ติดตามเหตุการณ์ ผมก็คุยกับคุณทักษิณบ่อย ผมทราบว่าขณะนี้ก็ติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ผมเองเป็นคนบอกคุณทักษิณว่าขบวนการประชาธิปไตยใหญ่กว่าท่าน ท่านเป็น subset ของขบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่คิดว่าตัวเองคือมิสเตอร์ประชาธิปไตย แต่คุณทักษิณเป็นนายกฯ ที่ใช้อำนาจตามระบอบประชาธิปไตยได้ผลที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่เรามีประชาธิปไตยมา เพราะฉะนั้นคุณทักษิณก็เป็นสัญลักษณ์ที่ยังมีคนรักคนผูกพัน และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมประชาธิปไตย"

"แต่ถ้าคุณทักษิณต้องการจะวิ่งเร็ว ขบวนการประชาธิปไตยที่ไปตามธรรมชาติ มันจะขัดกันไหม คำตอบคือขึ้นอยู่กับคุณทักษิณ ราชมังคลาฯ เป็นคนรักคุณทักษิณ 40 คนที่รักประชาธิปไตยอีก 60 คุณทักษิณก็อาจจะมีคนไปด้วย 40 แต่อีก 60 เขาอาจจะไม่ไปด้วย 60 เขาเห็นด้วยกับคุณทักษิณแต่เขาไปตามจังหวะของเขา ผมโอเค มันจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ทำเพื่อคุณทักษิณ แต่จุดเริ่มต้นมาจากคุณทักษิณนะ ต้องให้เครดิตเขานะ ถ้าไม่มีคุณทักษิณทำงานได้ผลขนาดนี้ มันไม่มีคนมาร่วมขนาดนี้หรอก ก็โดนข้อหาคอรัปชั่นและหมิ่นเบื้องสูง ทำไมคนยังอยู่ เขาโง่กันนักหรือ ลองคิดดูสิว่าถูกกล่าวหาขนาดว่าโกงและไม่จงรักภักดียังเอาตัวรอดมาได้ถึงบัดนี้ สังคมไทยมันเปลี่ยนขนาดไหน"

ที่พูดเหมือนเสื้อแดงจะเดินไปได้ราบรื่น คิดไหมว่าอาจจะโดนปราบหรือปิดล้อม เพราะสื่อเสื้อแดงมีน้อย อาจจะโดนปิดเว็บไซต์ ปิดวิทยุชุมชน

"ก็ต้องถามกลับว่าแล้วสื่อกระแสหลักไม่ช่วยเสื้อแดงบ้างหรือ"

คงไม่ เพราะสื่อกระแสหลักมองว่าเสื้อแดงคือทักษิณ

"แล้วเมื่อไหร่จะเลิกมองแบบนั้น เมื่อไหร่จะลงมาดูจริงๆ สักที ว่าตกลงคนที่มาเขาไม่ได้รักทักษิณทุกคน แล้วไม่ให้เกียรติคนที่เขาไม่ได้มาเพื่อทักษิณหรือ ตรงนี้เราจะอยู่กับเขาอย่างไร จะเอาความเข้าใจเดิมแค่ว่าเกลียดทักษิณ-ไม่เกลียดทักษิณ แล้วตกลงสื่อกำลังนำเราไปลงเหวหรือออกจากเหว"

"แต่การที่เราถูกลิดรอนไปเรื่อย ผมเองไม่ค่อยห่วงเพราะผมมองยาว รู้ไหมว่าเกิดปรากฏการณ์อะไรตอนนี้ พอคนไม่ดูทีวีไม่ฟังวิทยุกระแสหลัก เว็บไซต์ วิทยุชุมชน SMS ระบาดพรึ่บเลยนะ กลายเป็นคู่แข่งทางธุรกิจเลยนะ มันแปลว่าอะไร มันแปลว่าถ้าสื่อกระแสหลักเดินตามประชาชนไม่ทัน ประชาชนเขาจะเดินนำสื่อเอง แล้วก็สร้างสื่อของเขาเองด้วย ตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่าคงไม่มีใครชี้นำประชาชนได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือให้การศึกษา ให้ความรู้ ข้อมูลกับประชาชน แล้วเขาตัดสินใจเองว่าจะเดินตามใคร"

"ต่อไปสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือถูกลิดรอนจริง แต่มันตายสิบเกิดแสน ฉะนั้นกระหยิ่มใจไม่ได้ว่าอำนาจจะอยู่ตลอดไป เพราะสังคมเปลี่ยนไป บางทีมองรอบห้องมันเหมือนเดิม แต่มีคนค่อยๆ ชักพรมออกจากใต้เท้า แล้วมันหกล้มคะมำได้ ผมคิดว่าคำว่าการสร้างประเทศไทยใหม่ มันคงหมายถึงการสร้างองค์ประกอบหลักใหม่ในสังคมด้วย ซึ่งคนที่สร้างไม่ใช่เรานะ คนที่สร้างคือขบวนการประชาชน แต่เราจะต้องให้โอกาสกับขบวนการประชาชนที่จะเติบโตขึ้นมาได้ พูดง่ายๆ เหมือนเราเลี้ยงเจ้านาย ตอนนี้เราบริหารเจ้านายเรา พอเจ้านายลุกขึ้น เออ-ป้ารู้ล่ะอะไรเป็นยังไง ป้ามาบอกผมว่าป้าจะเดินอย่างไร ป้าบอกอย่าเพิ่งล้อมสภาฯ เลย ให้ความรู้กับคนก่อนว่ากษิตไม่ดีอย่างไร สมมติอย่างนี้ นี่คือวุฒิภาวะของระบอบประชาธิปไตย อะไรที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิม สีแดงในระยะเฉพาะหน้าถึงต้องทำสื่อตัวเอง DTV จะเริ่มต้นวันจันทร์ ส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบแบบนี้เท่าไหร่ ผมอยากให้เป็นสื่อที่ประชาชนเขาสร้างของเขาเอง อันนี้เป็นสื่อที่พวกเราสร้าง ก็ใช้ขัดตาทัพไปก่อน"

ไม่เชื่อ ปชป.ไปรอด

ปัญหาของเสื้อแดงคือกระแสสังคมอยากให้เป็นรัฐบาลไปสักระยะ ความรู้สึกร้อนแรงก็จะค่อยๆ ละลาย ประชาธิปัตย์ก็จะพยายามเดินนโยบายรูปหล่อยิ้มหวานเอาใจชาวบ้าน สังคมไทยก็จะกลับสู่ครรลองของการประนีประนอม

"นั่นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าประชาชนรู้ไม่ทันว่าประชาชนถูกหลอกล่อด้วยฉากหน้า พระเอกยิ้มหวาน ผมคิดว่าตอนนี้สังคมไปลึกมากแล้ว เมื่อก่อนผมก็ไม่คิดนะ จนกระทั่งผมลงไปร่วมต่อสู้กับขบวนการภาคประชาชน และได้พบว่าประชาชนที่มีการศึกษาน้อย แล้วน่าจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลไม่มาก กลายเป็นกลุ่มประชาชนที่เข้าใจและมีความคิดก้าวหน้าสูง ว่าโครงสร้างทางการเมืองของรัฐไทยเป็นอย่างไร เข้าใจเลยเถิดไปถึงอะไรมากมายเลย"

"แต่ปัญหาคือขบวนการนี้มันต้องประกอบด้วยความกล้า และก็ออกมาจากความยึดมั่นถือมั่นบางอย่างด้วย เพราะฉะนั้นผมถึงคิดว่าต้องใช้เวลา ในระหว่างนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์อาจจะอยู่รอดได้ ปากว่าทำงานเข้าตาประชาชน ภาพอำพรางอันนี้ก็อาจจะลากไปได้ยาว แต่ปัญหาคือโดยโครงสร้างที่เป็นรัฐบาลนี้ขึ้นมา จะไม่สามารถทำให้มีประสิทธิภาพได้ เพราะมันเป็นองค์ประกอบของคนที่จะเอาประโยชน์กันทั้งนั้น แค่คุณสุเทพกับคุณเนวิน สองคนนี้ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่รอดไปนานแค่ไหน ไม่ใช่คู่เดียวนะ นี่ก็ง้างกันหลายเรื่องแล้ว สองยังมีพันธมิตรฯ อีก ว่าเฮ้ยผมสู้มาเพื่อให้คุณได้มาสู่อำนาจต้องตอบแทนพวกผมบ้าง นี่ก็ 2 คนแล้ว กษิตกับประพันธ์ ปัญหาเกี่ยวกับการยึดสนามบินซึ่งประชาธิปัตย์ยังไม่ชัด ประชาชนที่ค้านการยึดสนามบินเขาไม่ถ่ายทอดความรู้สึกไปยังรัฐบาลนี้บ้างหรือ เขาไม่รู้เลยหรือว่ามันเกี่ยวข้องกัน ฉะนั้นองค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ความพยายามในการอำพรางมันอายุสั้นกว่าที่เราคิด"

สังคมไทยอาจจะรู้ว่าไม่เป็นธรรมหรอก แต่อยากประนีประนอม รักความสงบ จะไปจี้ให้ดำเนินคดีพันธมิตรฯ คนก็รู้สึกว่าเดี๋ยวมันยุ่งอีก หยุดทำมาหากินดีกว่า อีกฝ่ายเขาก็มองอย่างนี้

"เป็นเรื่องที่เขามองอย่างประมาท เขาไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์หรืออย่างไรว่าขบวนการประชาธิปไตยไม่ค่อยได้ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนะ มันต่อสู้เพราะมีปัญหาอื่น และประชาธิปไตยเป็นตัวตามหลังมา ออกมาเพราะไม่มีจะกิน ตกงาน ถูกโกงที่ ถูกกดขี่ ระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจะส่งผลสะเทือนถึงประชาชนเร็ว และเขาจะออกมาประท้วงด้วยเหตุนั้น"

"ที่ผมกำลังมองคือการสร้างพลังเสื้อแดงเหมือนปูพื้นรอไว้ แต่ประชาชนเขาจะเลือกลุกฮือขึ้นมาเองในเรื่องที่เขาอดรนทนไม่ได้ แม้แต่ฝรั่งเศสหรือรัสเซียที่เป็นประวัติศาสตร์การปฏิวัติของโลก ไม่เคยเริ่มต้นที่คำว่าประชาธิปไตย•เผด็จการ รัสเซียเริ่มต้นจากการที่คนมาขอขนมปังที่พระราชวังเครมลิน ทหารวังยิงตาย ตายคนเดียวแต่มันกลายเป็นขบวนการปฏิวัติ แล้วเลนินก็ต่อยอดจนกลายเป็นปฏิวัติรัสเซีย ที่พูดอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทย แต่มันมีประวัติศาสตร์โลก มันอาจจะเกิดแบบเบาะๆ ก็คือคนเข้ามาชุมนุม เหมือนสมัยประชาธิปัตย์รัฐบาลคุณชวน สมัชชาคนจนมาประท้วง เสธ.หนั่นเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ก็ปล่อยหมาไปกัด ผมพูดอย่างคนเคยเป็นรัฐบาลมา ผมก็ว่ารัฐมนตรีมหาดไทยอาจจะไม่รู้หรอกว่าเขาเอาหมามาด้วย แต่ภาพที่รัฐบาลเอาหมามากัดคนจนมันอยู่ในใจคนแบบตราตรึง มันจะเกิดแบบนั้น"

"แล้วคุณอภิสิทธิ์จะโชคร้ายมาก เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง จะมีคนกระซิบเยอะ ถ้าพูดด้วยความจริงใจ ในหมู่คนทั้งหมดที่เป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ปัจจุบัน ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์มีพื้นฐานจิตใจที่ดี ผมรู้จักเขา เขาไม่ใช่คนเลว เขาเป็นคนที่หวังดีต่อสังคม แต่เขาไปตกอยู่ในหมู่พวกนั้น เขาก็ต้องทำตามสคริปต์พวกนั้น แน่นอนตัวเองอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง มีความไม่มั่นคงทางอารมณ์อยู่บ้าง เลยต้องแสดงออกมา เป็นปุถุชน แต่เราได้คนที่ดีพอสมควรไปอยู่ท่ามกลางคนไม่ดีรายรอบ เขาก็ตัดสินใจไปทางดีได้ยาก คุณอภิสิทธิ์จะตกเวทีการเมืองอย่างเจ็บปวด ผมพยากรณ์ไว้"

พูดอย่างนี้เหมือนฝากความหวังว่าประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

"ผมเชื่อว่าประชาธิปัตย์แก้ไม่ได้ ผมตราไว้เลย"

แล้วถ้าเขาแก้ได้ เขาก็อยู่ยาว

"ก็ยาวสิ แล้วเราจะไปโวยอะไรล่ะ ถ้าเขาแก้ได้ก็ดีต่อประเทศ ประชาชนเอาเขา เราเป็นนักประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ นักประชาธิปไตยไม่ใช่แปลว่าเราเท่านั้น"

"แต่ผมไม่เชื่อว่าเขาทำได้ เหตุผลไม่ใช่เพราะเรื่องอารมณ์ หนึ่ง เพราะเขาอยู่ท่ามกลางผลประโยชน์ทางการเมืองที่ขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรง จนนโยบายที่เป็นเอกภาพจะออกมาไม่ได้ ทำเรื่องใหญ่ไม่ได้ ทำแต่เรื่องเล็กๆๆ ซึ่งแก้ปัญหาที่ใหญ่ตอนนี้ไม่ไหว สอง เขาไม่ใช่รัฐบาลที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความร่วมมือเต็มที่ เขาอาจจะมีมารยาทติดต่อสื่อสารส่งทูตมาเยี่ยมคารวะ แต่การตกลงทางการค้า วัฒนธรรม แลกเปลี่ยนประชาชน เขาไม่ทำ เราเสียประโยชน์ อันที่สาม เขามีปัญหาที่จะต้องตอบตัวเองเกี่ยวกับเรื่องของการเลือกตั้งว่าในเมื่อเขาเป็นพรรคการเมืองซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากที่สุด ความชอบธรรมทางการเมืองจะเป็นตัวหลอนเขาตลอดไป"

"ทั้งหมดนี้มันทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารเศรษฐกิจไม่ได้เต็มที่ อย่างคุณกรณ์มานั่ง พอมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เคยเป็นลูกน้องปิ่น จักกะพาก ผมก็งงไปตลบหนึ่งแล้ว คุณกรณ์เป็นคนใช้ได้แต่ไม่ควรจะพรวดเดียวเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ควรจะเป็นรัฐมนตรีช่วยก่อน แล้วหาคนที่อาวุโสกว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการ ถ้าอย่างนี้ประชาธิปัตย์จะไปได้ดีมาก แต่เหมือนกับเขาใจร้อน ไม่เอาตอนนี้เดี๋ยวไม่ได้ เอาไว้ก่อน ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้"

นโยบายที่ออกมาตอนนี้มองอย่างไร

"ขำไหมล่ะ 2,000 บาท ฮากันตรึม ทำทำไม สิ่งที่อภิสิทธิ์ควรจะทำถ้าเป็นลูกผู้ชายพอ ก็คือเอานโยบายประชานิยมส่วนที่ได้ผลมาใช้ แล้วประกาศเลยว่าเป็นของดีแล้วพัฒนาต่อ เป็นลูกผู้ชายไหม อย่าเป็นอีแอบ อันที่สอง มันจะต้องมุ่งหมายแก้ไขปัญหา เวลาพูดเรื่องการว่างงาน ไม่ใช่การหางานให้คนทำ การแก้ปัญหาว่างงานจะต้องมาแจกแจงว่าคนที่ว่างงานเขาว่างงานจากอะไร ว่างงานจากงานที่ตัวเองไม่อยากทำ หรือว่างงานจากงานใดๆ ต้องแยกคนเป็น 2 ประเภท แล้วค่อยจัดการ"

"ขึ้นค่าไฟ ก็แอบขึ้นตอนหน้าหนาว คนไม่เปิดแอร์ ดูบิลก็ไม่เท่าไหร่ พอถึงหน้าร้อนจะรู้แล้วว่าทำไมพุ่งพรวดขนาดนี้ คืออยู่กันแบบลับๆ ล่อๆ สมมติว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้า มันต้องไปพูดถึงกระบวนใหญ่ที่สุดคือการแปรรูปไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลทักษิณเขากล้าคิดกล้าทำ แต่ก็ถูกต่อต้าน เพราะเศรษฐกิจตกต่ำแค่ไหนก็ได้โบนัส 6•7 เดือนถึงได้ปกป้องกันนัก"

"ประเด็นสำคัญคือคุณเอาประชาชนเป็นตัวตั้งหรือเปล่า ถ้าคุณเอาชนชั้นนำที่ทำให้คุณมาสู่อำนาจได้เป็นตัวตั้ง ยังไงนโยบายก็ไม่ถึงประชาชน และตรงนั้นคือความอับจนของประชาธิปัตย์ ก็เป็นรัฐบาลมากี่ครั้ง"

แต่ตอนนี้สังคมช่วยกันอุ้ม เพราะอยากให้ประเทศมีเวลาหายใจ เช่นนักธุรกิจจะชอบหรือไม่ชอบประชาธิปัตย์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อให้หุ้นขึ้น เศรษฐกิจดี ถ้ารัฐบาลไปได้ด้วยดีจนจบ เสื้อแดงก็จะตัน

"เสื้อแดงไม่ใช่แค่ประท้วง ก็ทำอย่างอื่น ถ้าไล่กันมากก็ไปทำนอกประเทศเลย พวกสภาอุตสาหกรรมที่เขาออกมาสนับสนุนเพราะเขาถูกบังคับให้สนับสนุน มีนักธุรกิจจำนวนหนึ่งที่คิดแบบง่ายๆ ว่าเอาเถอะ เดี๋ยวอะไรมันก็ดีขึ้นเอง เขาไม่เคยฟังนิทานเรื่องอุดหูขโมยระฆัง เขาคิดว่าทำให้เสียงเงียบไว้ก่อนแล้วอะไรมันจะดีขึ้น นักธุรกิจไทยจำนวนมากเป็นนักธุรกิจที่สมยอมกับฝ่ายอำมาตย์ เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกับฝ่ายอำมาตย์ แต่ก็มีนักธุรกิจจำนวนมากซึ่งไม่ได้พึ่งฝ่ายอำมาตย์ เขาโตของเขาเอง คนเหล่านี้ไม่ได้หลับหูหลับตารับรัฐบาลชุดไหนก็ได้ไปก่อน"

"อย่าลืมว่าภายใต้คุณทักษิณเราเปลี่ยนรูปแบบบจากระบบราชการนำ มาเป็นการเมืองนำ มันจะย้อนกลับไปเป็นราชการนำยากแล้ว เพราะคนมีความรู้สึกว่าราชการมันช้า ถ้าคุณอภิสิทธิ์จะกลับไปสู่ราชการนำ ตอนนี้ก็เริ่มแล้ว รัฐบาลเริ่มเอาวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจไปฝากกับทีดีอาร์ไอ อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ เบื้องหลังอีกแล้ว ในทางนโยบาย อานันท์เป็นนายกฯ ในทางการเมืองสุเทพกับเนวินเป็นนายกฯ สภาพอย่างนี้นักธุรกิจที่เขาสร้างตัวเองขึ้นมาเขารู้เลยว่ามันเป็นการเลี้ยงตัวอยู่บนความไม่มั่นคงสูง เขาไม่สบายใจ"

ประชาธิปัตย์เขาก็อยากไปสู่ระบบที่การเมืองนำเหมือนกัน เขาคงไม่พอใจแค่นี้

"แต่เขาไม่มีความสามารถในการนำ ประชาธิปัตย์เขาไม่ได้ทำโครงสร้างที่ทำให้ไอเดีย นโยบาย พ้นจากการเมือง ประชาธิปัตย์เต็มไปด้วยการเล่นการเมือง คุณทักษิณตอนนั้นที่เจ๊งเพราะคิดถึงแต่เรื่องงาน บางทีลืมการเมือง ปล่อยให้เนวินจัดการ สุดารัตน์จัดการ ยงยุทธจัดการ แต่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เอาการเมืองนำทุกอย่าง ตรงนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขาโผล่พ้นน้ำไม่ได้ เพราะเขากำลังว่ายน้ำ มันต้องมาอยู่บนที่แห้งแล้วมอง"

อย่างอภิสิทธิ์ อย่างกรณ์ ก็พยายามลบภาพเดิม

"ก็แค่ตีฝีปาก เนื้อหาสาระยังเหมือนเดิม คุณอภิสิทธิ์คือคนที่นำขบวนกล่าวหาผมเรื่องคดีหมิ่น นักการเมืองรุ่นใหม่ใครเขาเล่นเรื่องนี้กัน ส่วนคุณกรณ์เขาพยายามระวังตัว แต่เขายังประสบการณ์การเมืองน้อย ผมก็นั่งเชียร์นะ เพราะถ้าคุณกรณ์ล้มเหลว รัฐบาลเขาล่ม เราได้กลับมา เรามาแก้ปัญหาหนักกว่าอีก ผมอยากให้แกสำเร็จ"

ถ้าสำเร็จ ประชาธิปัตย์อยู่ 3 ปี ไม่คิดหรือว่าเสื้อแดงจะอ่อนแรง

"สมมติฐานอันไม่น่าเชื่อ ถ้ามันเกิดขึ้นได้ ผมก็ยอมรับว่าเสื้อแดงอาจจะไม่มีความจำเป็น แต่ปัญหาคือผมไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เสื้อแดงแปลว่าอะไร เสื้อแดงแปลว่าเราต้องการสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ สมมติว่าระหว่างนี้รัฐบาลกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยเขาประคองตัวไปได้ มันก็จะเป็นกรณีศึกษา ความรู้สึกที่ว่าจะต้องเอาเดี๋ยวนี้ โค่นเดี๋ยวนี้ ก็อาจจะลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศ ถ้าไม่ต้องปะทะกันดีกว่า แต่ถ้าเกิดปะทะกันมันต้องปะทะกันด้วยความรู้ ไม่ใช่ปะทะกันด้วยอารมณ์"

ถ้าเขาชนะ ฝ่ายกึ่งเผด็จการเขาก็ลอยตัวไป

"ข้อมูลมันเริ่มขึ้นมาเหนือน้ำทุกที คำว่ากึ่งอำมาตย์กึ่งประชาธิปไตยหรือเป็นอำมาตย์แต่มีหน้าเป็นประชาธิปไตย ในที่สุดผลประโยชน์ส่วนใหญ่อยู่ที่ใคร ส่วนหนึ่งที่คนไม่ไว้ใจและชิงชังคุณทักษิณเพราะเข้าใจผิดมาตลอดไม่ใช่หรือว่าคุณทักษิณรวยที่สุดในประเทศไทย และพอรู้ว่าไม่ใช่ก็เห็นอะไรหลายอย่าง"

"คือฮาร์ดคอร์เราอยากให้รัฐบาลประชาธิปัตย์เจ๊ง แต่ปัญหาคือถ้าเจ๊ง ประเทศเจ๊งหนักมาก เพราะฉะนั้นต้องไม่ให้เจ๊งหนัก แบบห่วยๆ อย่างนี้จะได้ไล่ง่าย"

สังคมไทยชอบประนีประนอม ไม่อยากให้บ้านเมืองขัดแย้งเหมือน 6 ตุลา ขวาจัดซ้ายจัดไปข้าง สุดท้ายก็กลับมาประนีประนอม อยู่ร่วมกันโดยยอมรับกึ่งเผด็จการตั้งยาวนาน 8 ปี

"เป็นความคิดของคนชั้นกลาง คือคนชั้นกลางเขามีอำนาจต่อรอง มีเงินเก็บ เขามีพรรคพวก บางทีมิตรภาพก็เทียบกับเงิน ช่วยเหลือกัน แต่ว่าคนจนเขาไม่มีอะไร เขาต้องการนโยบายกลางที่จะช่วยเหลือเขา ตรงนี้แหละที่มันต่างไปจากยุคก่อน ยุคก่อนไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีวิทยุชุมชน SMS ไม่มี สถาบันเสื้อแดงที่จะเป็นคนคอยบอกว่าเราจะรวมตัวกันอย่างไรเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เวลามีชุมนุมคนชั้นกลางไม่พอใจ รถติด แต่สังคมกำลังไปสู่จุดที่คุณคิดอย่างไรไม่สำคัญ ผมจะแสดงออกอย่างนี้ ถ้าคุณไม่พอใจก็ไปเรียกคนของคุณมา"

วิธีคิดของพันธมิตรฯ?

"ใครก็ได้ ประเด็นคือถ้าทำอย่างสงบแล้วไม่ยอมให้ทำ ก็ต้องรุนแรง ประชาชนเขาจะข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง ขั้นที่ว่าเขาจะทำอะไรไม่สนใจว่าคุณจะชมหรือด่า พันธมิตรฯ อยู่ไม่ได้มาขนาดนี้เพราะพันธมิตรฯ ต่อสู้เพื่อระบอบที่กำลังจะตาย แต่สีแดงต่อสู้เพื่อระบอบที่กำลังจะเกิด มันต่างกัน ประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยตอนนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่าที่คนคิด คนแยกเป็นเหลือง•แดง เพราะง่ายในการวิจารณ์ แต่ความจริงมันลึกกว่าที่คิด เหลืองก็ไม่ใช่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางทั้งหมด เหลืองก็มีรากหญ้าอยู่ด้วย ในเสื้อแดงก็มีชนชั้นสูง ชนชั้นกลางอยู่ด้วย มันจะมีขบวนการประชาชนที่มากกว่าเสื้อเหลืองเสื้อแดง"

สมมติสังคมอยากประนีประนอมกัน เอาทักษิณเอาจักรภพบูชายัญเสีย จะจบไหม

"ไม่จบ เพราะความเชื่อที่ฝากไว้มันลึกซึ้งมาก มันไม่มีเหตุผลให้บอกว่าปัญหาของประเทศนี้เกิดขึ้นจากคนชื่อทักษิณหรือคนชื่อจักรภพ คนที่ออกมา 60 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ออกมาเพื่อทักษิณเพื่อจักรภพ และบูชายัญทักษิณ-จักรภพไป คนเหล่านี้จะบอกว่าจบได้ยังไง"

หรือประนีประนอมคุณทักษิณเรื่องคดีความ แต่อยู่ต่างประเทศไป

"60 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่รู้ร้อนรู้หนาวด้วย ฉันก็ต่อสู้ฉันต่อไป คนเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณจะโดนยึดทรัพย์หรือเปล่า"



เนวิน-อาวุธด้านกลับ

มองอีกมุมหนึ่ง พันธมิตรฯ ก็อาจเป็นเงื่อนไขให้ประชาธิปัตย์ล้มเหมือนกัน เพราะเขาก็ไม่ได้ต้องการประชาธิปัตย์เสียทีเดียว

"ผมมีความสุขกับการทำในส่วนเสื้อแดง พันธมิตรฯ จะออกมาอีกหรือไม่ ผมไม่คิดว่าสำคัญ พูดง่ายๆ พันธมิตรฯ กำลังจะกลายเป็นส่วนประกอบที่ไม่จำเป็น ขณะที่เสื้อแดงกำลังค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจากส่วนเกินมาเป็นส่วนผสม และก็มาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย"

พันธมิตรฯ อาจจะมาชูการเมืองใหม่

"ดีเสียอีก ก็สู้กันอยากให้เขาออกมา แต่ตอนนี้ที่ผมคิดคือเราไปใช้เวลากับศัตรูมากไป เราต้องใช้เวลากับมิตรให้มากขึ้น"

คนส่วนใหญ่ในเสื้อแดงที่เป็นแกนๆ เห็นด้วยกับเขาไหม

"เห็นด้วยเยอะ อย่าสับสนระหว่างแกนนำกับดาราบนเวทีนะ นักแสดงบนเวทีกับผู้อำนวยการสร้างคนละกลุ่ม แต่ไม่ใช่ว่าใครสำคัญกว่าใคร พูดไปก็ไม่ดี"

ทิศทางเสื้อแดงชัดเจนเพราะกลุ่มเนวินออกไปหรือเปล่า

"ก็อาจจะเป็นได้ เพราะตอนที่คุณเนวินอยู่คุณเนวินก็ทำอยู่ unit เดียวคือ unit เฉพาะหน้า แล้วก็ช่วยได้เยอะ เพราะคุณเนวินเป็นนักบริหารจัดการที่เก่ง อ่านการเมืองขาด แต่พอคุณเนวินออกไปมันดีขึ้นมา 2 อย่าง ก็คือมันทำให้ทิศทางเราไม่ต้องเป็นการเมืองเฉพาะหน้า ยืดระยะมากขึ้น อันที่สองคือมันเป็นการล้างพิษในพรรค เพราะคุณเนวินเป็นพญามาร เป็นจอมยุทธ์วิชามาร เพราะฉะนั้นถ้าเราจะทำเรื่องบวกๆ คุณเนวินมานั่งอยู่ คนก็ไม่เชื่อว่าจะบวก แกมีภาพอย่างนั้นไปนานแล้ว ตั้งแต่หัวจรดเท้าแกก็เป็นแบบนั้น ฉะนั้นเอาแกออกไปได้ ส่วนลึกผมมีความสบายใจนะ แต่ยอมรับว่าแกเก่ง"

"เพราะฉะนั้นปัญหาของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาของพรรคเพื่อไทยคือเนวิน ชิดชอบ แต่เนวิน ชิดชอบ ไม่ใช่ปัญหาของคนเสื้อแดง เอาให้ชัดนะ เสื้อแดงสู้กับอำมาตยาธิปไตย พรรคเพื่อไทยสู้กับเนวิน ชิดชอบ มองให้ชัดแล้วก็สู้กัน"

สมมติเนวินไม่อยู่ฝ่ายนั้นตลอด ถ้าเขากลับมา

"กลับมาเมื่อไหร่ก็กลับ แต่กลับมาก็เล็กลงเรื่อย ที่สำคัญคือคนอย่างคุณเนวินจะเป็นอะไร เป็นนายกฯ เองก็เป็นไม่ได้ ก็ต้องหานอมินี แล้วคนอย่างคุณเนวินเป็นคนที่บ้าการควบคุม นอมินีก็ต้องทนไม่ได้สักวัน เอาทุกเม็ดทุกหยดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคุณเนวินก็จะแพ้ภัยตัวเอง"

"คุณเนวินเป็นคนไม่มีเบอร์สอง ระบบใดก็ตามที่ไม่มีเบอร์สองเป็นเรื่องที่อันตราย"

ทักษิณก็ไม่มีเบอร์สอง

"มีเบอร์สองที่ไม่ได้ปรากฏบนเวทีการเมือง แต่เนวินไม่มีเลย ประเด็นคือเนวินก็มีข้อจำกัดในตัวเอง แต่ผมคิดว่าคุณเนวินในท้ายที่สุดก็จะเป็นเครื่องมืออันมีค่าในการทำลายฝ่ายอำมาตย์เหมือนกัน เพราะคุณเนวิน ชิดชอบ ไม่เอากับฝ่ายอำมาตย์ เพียงแต่ว่าด้วยความเป็นพญามารของเขา เขาก็ไปอ้อล้อจนเชื่อ มีบุคคลบางท่านเอ่ยปากถึงขั้นว่าเนวินเขาดี มีดวงตาเห็นธรรม เราก็ดีใจ เข้าไปใกล้ถึงขนาดนั้นได้ ก็ขอให้รักกันมากๆ (หัวเราะ)"

การ์ตูนมะนาว:วิธีใช้จานดาวเทียมASTVปรับดูDTV

ที่มา Thai E-News



ต้นไม้ิพิษประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ได้รับการโปรดเกล้า และผ่านการแถลงนโยบายจนได้เป็นรัฐบาลอย่างสมบูรณ์แล้วอย่างทุลักทุเล พรรคประชาธิปัตย์ต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี จากการเป็นรัฐบาลครั้งสุดท้ายกว่าจะได้กลับมาครองอำนาจรัฐบาลอีกครั้ง....... ความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับจากนโยบายของพรรคไทยรักไทย และแม้แต่พรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้ง 3 ครั้งล่าสุด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่ที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มิได้ชื่นชอบนโยบาย และการบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ดำรงคงอยู่มาถึง 60 ปี

การพ่ายแพ้ต่อนโยบายและการบริหารงานของพรรคไทยรักไทยที่มีอายุเพียง 5 ปี (ขณะเลือกตั้งปี 2544) แสดงให้เห็นว่าอายุอันยืนยาวของพรรคประชาธิปัตย์มิได้สั่งสมความนิยมชมชอบต่อประชาชนส่วนใหญ่ (ที่เป็นคนรากหญ้า) ของประเทศอย่างเพียงพอเลย.......อายุ 60 ปีถ้าเป็นคนก็เข้าสู่วัยชรา ถ้าเป็นต้นไม้ก็เป็นไม้ใหญ่ที่แผ่ขยายกิ่งก้านสาขา และร่มเงาออกไปมากมาย เป็นที่พักพิงและบังแดดบังฝนให้กับผู้เข้ามาอยู่อาศัยได้อย่างเต็มที่

แต่ทว่าต้นไม้่ใหญ่ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แผ่ขยายเอาไว้ตลอด 60 ปีนั้น คือ ต้นไม้ใหญ่ประเภทใดกัน....พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลายครั้งที่ผ่านมาล้วนเกิดมาจากการฉกฉวยผลประโยชน์จากวิกฤติของชาติทั้งสิ้น....มิใช่การเป็นผู้นำในการเข้ามาแก้ไขวิกฤติ แต่เป็นการฉกฉวยประโยชน์จากวิกฤตินั้น ๆ แล้วเข้ามาสู่อำนาจรัฐ เช่นสมัยหลังวิกฤตการณ์ 14 ต.ค. 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 และครั้งสุดท้ายก็คือหลังยุค รสช. ใช้สโลแกน พรรคเทพ พรรคมาร แล้วเข้ามาสู่อำนาจรัฐหลังจากที่ นายกเชาวลิต ลาออกไปเพราะนโยบายการลอยตัวค่าเงินบาทจนนำมาสู่การล้มละลายทางการเงินของประเทศ.....

อันที่จริงการล้มละลายทางการเงินของประเทศไทยนั้น เหมือนกับการพรรคประชาธิปัตย์ได้ปลูกต้นไม้พิษเอาไว้กลางสวนในประเทศ คือนายธารินทร์ นิมมาเหมินทร์ รมว. กระทรวงการคลังได้เปิดเสรีีทางการเิงิน ฺBIBF ในปี 2537 แล้วมาส่งผลรุนแรงเอาในปี 2540 เพราะไม่มีการควบคุมวินัยทางการเงินให้ดีพอจึงทำให้ประเทศต้องลอยตัวค่าเงินบาทจนชาติเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจจนต้องเข้าโครงการเงินช่วยเหลือฉุกเฉินของ IMF และได้เกิดโครงการ ปรส. อันลือลั่น.....และด้้วยวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็มิได้มาช่วยเหลือแก้ไขให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกลับฟื้นคืนชีวิตทางเศรษฐกิจทีดีขึ้นแต่อย่างใด แต่ทุก ๆ นโยบายที่ออกมาในช่วงเวลานั้นเหมือนกับการตอกย้ำ เหยียบย่ำให้ประชาชนชาวบ้าน ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของสถาบันการเงินอย่างไม่มีโอกาสแก้ไขได้.....

หลังจากความพ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งใหญ่ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน จากพรรคเกิดใหม่อย่างไทยรักไทย ด้วยความที่พรรคไทยรักไทยได้นำนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงมาปฏิบัติได้จริงจนเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนผู้ด้อยโอกาสของประเทศ สารพัดโครงการที่เรียกว่า โครงการเอื้ออาทร ได้เกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ด้อยโอกาสได้มีที่ยืนในสังคม และทำให้ ทุก ๆ คน ในประเทศได้ประโยชน์และเติบโตขึ้นไปพร้อมกัน….. และเมื่อสู้ด้วยนโยบายไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์และแนวร่วมเผด็จการก็ใช้ยุทธวิธีที่ถนัดคือ การประดิษฐ์ถ้อยคำ เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม ระบอบทักษิณ......ประชานิยม กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้โจมตีรัฐบาลไทยรักไทย จนเกิดกระแสต่อต้านจากนายทุนทื่เสียผลประโยชน์บางส่วนปลุกเร้าให้เกิดการเคลื่อนไหวในนามของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นมาในเวลานั้น......

เมื่อสู้ด้วยนโยบายไม่ได้ สู้ด้วยความนิยมของประชาชนไม่ได้ ในที่สุดแนวร่วมเผด็จการอมาตย์ที่ต้องการล้มล้างประชาธิปไตย ก็ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจของประชาชนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และโดยอำนาจตุลาการภิวัฒน์ ก็สั่งยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของผู้บริหารพรรค 111 คนเป็นเวลา 5 ปี เพียงเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อมา.....แต่ถึงกระนั้น ในนามของพรรคพลังประชาชนที่คือตัวแทนของพรรคไทยรักไทย แต่เป็นผู้สมัคร สส. รุ่นที่ 2 ก็ยังเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ที่มีแกนนำสำคัญครบถ้วนได้อย่างถล่มทลาย......

สุดท้ายเพียงเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจการปกครองประเทศมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ตุลาการภิวัฒน์ก็ทำหน้าที่อีกครั้งอย่างซื่อสัตย์โดยยุบพรรค 3 พรรคพร้อมกันในวันเดียว และด้วยวิชาจารกรรม สส. ที่คุ้นเคย พรรคประชาธิปัตย์ก็ใช้วิธีการอันต่ำทรามทั้งอำนาจเงินและอำนาจทหาร ข่มขู่ จนกระทั่งรวบรวมเสียง สส. เอามาไว้จนจัดตั้งรัฐบาลได้ แม้ว่าจะได้เสียงเพียงแค่ปริ่มน้ำ แต่ก็ขอให้เป็นรัฐบาลก็แล้วกัน......

รัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำขนาดนี้จะมีไว้เพื่อทำอะไร เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติชาติที่กำลังรุมเร้าอยู่รอบด้านนี้กระนั้นหรือ คงเป็นเรื่องยากเพราะเพียงแค่จะแถลงนโยบาย ก็ยังต้องหนีไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศเสียแล้ว..... การแต่งตั้งพลพรรคของ พธม. ที่ทั่วทั้งโลกประณามว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่ยึดสนามบินนานาชาติ ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรี ได้กลายเป็นที่ครหาและหัวเราะเยาะไปทั่วทั้งโลก.........ยังไม่รวมถึงการที่จะต้องฝ่าฟันกับ สส. พรรคร่วมรัฐบาลและผู้ที่อ้างบุญคุณที่ผลักดันจนกระทั่ง พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง และพรรคร่วม เพียงแค่นี่ก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นแล้ว......

สมัยประชุมสภาที่กำลังจะเปิดขึ้นนั้น ด่านแรกที่จะต้องผจญก็คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะนาย กษิต ภิรมย์ รมว. กระทรวงการต่างประเทศ และรวมถึงคุณสมบัติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะที่ภายนอกสภาประชาชนเสื้อแดงจำนวนมากก็จะทวงถามถึง การดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดในการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิ..... แต่ถึงอย่างไรผมก็เชื่อว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะได้รับการอุ้ม และลากถูลู่ถูกังกันไปจนได้ แม้จะเลือดสาด หูแหว่ง จมูกวิ่นอย่างไรก็ตาม ก็คงจะผ่านไปได้ ตราบใดที่ต้นไม้พิษต้นนี้ยังมีเจ้าของต้นไม้ ทีคอยดูแลเอาใจใส่คอยรดน้ำใส่ปุ๋ยพรวนดินกำจัดวัชพืชให้อยู่ตลอดเวลา......อย่าง่ไรเสียงต้นไม้พิษประชาธิปัตย์นี้ก็คงไม่จะตาย หรือถูกถอนรากออกไปแน่นอน.............

พรรคประชาธิปัตย์เหมือนกับต้นไม้พิษและประชาธิปไตย ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่พรรคนี้ดำรงอยู่ ไม่เคยเห็นการพัฒนาประชาธิปไตยให้ประชาชนได้มีอำนาจอย่างเต็มที่อย่างแท้จริงจากนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เลยสักครั้ง แม้ครั้งนี้นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จะดูเหมือนเป็นประชานิยมอย่างเต็มที่ แต่ก็เป็นนโยบายที่ออกมาในรูปแบบเดียวกันกับนโยบายเงินกู้มิยาซาว่า ที่เอาลงมาพัฒนาท้องถิ่นขุดบ่อ, ลอกคลอง, ทำประปาหมู่บ้าน, ฯลฯ แล้วก็หมด จากนั้นโครงการเหล่านั้นก็ถูกทิ้งร้าง เพราะชาวบ้านไม่มีกิจกรรมอื่นที่จะสามารถต่อยอดโครงการได้.......

เมื่อต้นไม้ประชาธิปัตย์เป็นพิษต่อประชาธิปไตย (ที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ประชาชน) ก็ไม่มีทางที่ผลแห่งต้นไม้พิษนี้จะเป็นผลแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบได้ นอกจากการเข้าสู่อำนาจรัฐเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องและตนเอง และพยายามที่จะคงอำนาจของตนเองเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้.....

อย่างไรก็ดีเมื่อมองดูต้นไม้ที่เป็นพิษต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างพรรคประชาธิปัตย์นี้แล้ว ก็ขอให้พึงระลึกถึงเจ้าของต้นไม้ที่คอยดูแลทะนุถนอมต้นไม้พิษนี้ ทั้งยังคอยประคบประหงมไม่ยอมให้ต้นไม้พิษต้นนี้ตายไป ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าประชาชนไทยที่อยู่ในแผ่นดินนี้ต่างก็ไม่ได้พึงพอใจกับต้นไม้ต้นนี้แม้แต่น้อย......... ดังนั้นทุกครั้งที่นึกถึงต้นไม้พิษต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้นึกถึงเจ้าของต้นไม้.....และช่วยกันบอกเจ้าของต้นไม้ด้วยว่า........ เราประชาชนไทยต้องการต้นไม้ประชาธิปไตย ไม่ใช่ต้นไม้พิษที่ทำลายประชาธิปไตย อีกต่อไปแล้ว........

ปูนนก

Saturday, January 17, 2009

ยงยุทธ พร้อมลงจากเก้าอี้ หน.พรรคเพื่อไทย

ที่มา MCOT News

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทย หลังจากมีข่าวว่า ส.ส.ภาคอีสาน บางคนมีแนวคิดที่จะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ว่า เป็นสิทธิของ ส.ส.แต่ละคน แต่บอกได้เพียงว่าถ้า ส.ส.จะย้ายพรรค ต้องดูในแง่กฎหมายให้รอบคอบว่าเปิดโอกาสให้ ส.ส.ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย บางคนเรียกร้องให้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคเพื่อให้มาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ พร้อมกับปรับโครงสร้างผู้บริหารพรรค นายยงยุทธ กล่าวว่า ถ้าสมาชิกพรรคเห็นว่ามีบุคคลที่เหมาะสม ก็พร้อมที่จะไปทำงานด้านอื่น เช่น ด้านธุรการหรือด้านยุทธศาสตร์ ไม่คิดว่าจะมีปัญหา ส่วนบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ คงไม่ใช่บุคคลภายนอก อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับสมาชิกว่าจะมีความเห็นอย่างไร. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-17 17:18:06

การเมืองเก่ากับคนรุ่นใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

การเมืองใหม่ที่ออกมาประสานเสียงเรียกร้องกันจนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ ประเทศไทย อาจจะต้องสร้างกำแพงแบ่งแยกการปกครองในอนาคต มีอยู่แค่นี้เองหรือ ก็คนที่ถูกตราหน้าว่า เป็น ผู้ร้ายทางการเมืองทั้งหลายก็ยังอยู่ยั้งยืนยง เพียงแต่เปลี่ยนข้างเปลี่ยนขั้วเท่านั้น

ไม่ว่าเทพหรือมาร ขี้เหร่พอๆกัน

พวกที่ออกมาสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองอยู่พักใหญ่ พวกที่ให้การสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศโดยการทำลายหลักประชาธิปไตยสากล บิดเบือนกฎกติกาบ้านเมือง

เผยธาตุแท้

ทำเอานักการเมืองรุ่นใหม่อย่าง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมองไปเยอะ ผมว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์ปล่อยให้สถานการณ์ถูลู่ถูกังไปอย่างนี้อีกซักพัก ก็จะหมดอนาคตทางการเมืองเหมือนกับอดีตนายกฯที่ผ่านมา

โบราณว่าคบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล คนมีต้นทุนสูงไปคบกับคนไม่มีต้นทุน แล้วจะไปเหลืออะไร ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้อาวุโสทางการเมืองหลายคน ว่าทำไมนักการเมืองรุ่นใหม่ๆที่มีต้นทุน มีความรู้ความสามารถ มีชาติตระกูลพร้อมจึง อยู่บนเวทีการเมืองไม่ยืด แต่คนไม่ค่อยจะมีต้นทุนกลับไปได้ทุกน้ำ มีแต่ความก้าวหน้า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม

พอจะสรุปความได้ว่า วัฒนธรรมและสังคมบ้านเรามีค่านิยม เช่นนี้ ทำไมคุณเนวิน ชิดชอบ หรือคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน หรือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ จึงไม่เคยตายทางการเมือง

ใจถึง พึ่งได้

กล้าทำในสิ่งที่คนธรรมดาไม่กล้าทำ ไม่ว่าจะขาวจะดำ ทำได้ทั้งนั้น ในขณะที่นักการเมืองมีต้นทุน ไม่กล้าทำอะไรในที่มืด ไม่กล้าใช้ วิชามาร เมื่อสังคมไทยยังเป็นระบบอุปถัมภ์ จึงขัดแย้งกันในตัว

ดังนั้น เมื่อสังคมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา ความไม่พัฒนา การทุจริตคอรัปชัน ทวนน้ำตามน้ำ จะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับระบบอุปถัมภ์ตลอดไป

ความจริงนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เป็นทรัพยากรทางการเมืองและมีความตั้งใจในอุดมการณ์ทางการเมืองมีเยอะ ที่ผมเห็นแววหลายคน อาทิ คุณยุรนันท์ ภมรมนตรี พูดอย่างตรงไปตรงมา วัดจากวิสัยทัศน์และไหวพริบแล้ว น่าจะได้เป็นผู้ว่าฯกทม.ด้วยซ้ำ หรือจะเป็นคุณดนุพร ปุณณกันต์ คุณพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์

รุ่นกลางๆหน่อย คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ คุณเอนก เหล่าธรรมทัต คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ รายนี้จะฉลองพิธีสมรส วันที่ 1 ก.พ.ที่จะถึงนี้ น่าเสียดายที่เที่ยวนี้ไม่มีตำแหน่งใดๆ ทางการเมือง

ที่มีแววเกรดเอก็อยู่ในบ้านเลขที่ 111 หมด

เรากำลังหลอกตัวเอง ชื่นชมยินดีกับกระแสที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งๆที่รู้ว่าถูกจับมาย้อมแมวก็ยังยอมจำนน มีเหตุย่อมมีผล ไม่แน่ ในห้วงชีวิตเราอาจจะได้เห็นประเทศไทยแบ่งเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ใครจะไปรู้.

หมัดเหล็ก

'อดิศร'ชี้'ทักษิณ'ไม่เอี่ยวDTV

ที่มา ประชาทรรศน์

นายอดิศร เพียงเกษ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ดีสเตชั่น จำกัดหรือ DTV ยืนยันว่า สถานีโทรทัศน์ ดีทีวีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนเงินทุนสนับสนุน ถือว่าเป็นประเด็นเล็ก ๆ ในการทำสื่อ ถ้าประชาชนโดยเฉพาะฝ่ายประชาธิปไตยเห็นด้วยจะมีเงินทุนไหลเข้ามา ส่วนข้อครหาว่าเป็นสื่อเทียมเป็นเรื่องที่คิดมากกันไปเอง พร้อมย้ำว่า จะออกอากาศครั้งแรก ในวันจันทร์หน้า แน่นอน

"เจ๊สด"ขู่"เพื่อไทย"ตั้ง"ทักษิณ"นั่งที่ปรึกษาระวังถูกยุบพรรค

ที่มา ประชาทรรศน์

"สดศรี"ทุบโต๊ะ! ขู่"เพื่อไทย"ตั้ง"ทักษิณ"เป็นที่ปรึกษาระวังโดนยุบพรรค ระบุแม้กฎหมายไม่ชี้ผิดแต่หากถูกยื่นตีความ อาจสุ่มเสี่ยงถูกล้มกระดานอีกคำรบ "ยงยุทธ"เสียงอ่อย พร้อมทิ้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค พท.หากมีคนเหมาะสมกว่า

วันนี้ (17 ม.ค.) นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย เสนอแนวคิดตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกตัดสิทธิ์การเมืองและถูกศาลฎีกา สั่งจำคุกเป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทยว่า แม้กฎหมายจะไม่ระบุว่า ผู้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่สามารถเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมืองอื่นได้ แต่ต้องระวัง เพราะอาจมีผู้ร้องเรียนภายหลัง โดยการส่งเรื่องให้ กกต.วินิจฉัย ซึ่งหากวินิจฉัยแล้วพบว่า ผู้ที่ถูกแต่งตั้งมีความผิดหรือส่อไปในลักษณะกระทบความมั่นคงของประเทศ ขัดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยยุบพรรคทันที

"ไม่ทราบจุดประสงค์ที่พรรคเพื่อไทย จะตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษา เนื่องจากต้องมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน และคิดว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเคยส่งเรื่องให้วินิจฉัยกรณีคล้ายกันมาแล้ว และที่ประชุมมีมติว่าไม่เหมาะสม พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ไม่ตั้งที่ปรึกษาซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง" นางสดศรี กล่าว

ด้าน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนเรียกร้องให้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคเพื่อให้มาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯพร้อมกับปรับโครงสร้างผู้บริหารพรรคว่า ไม่มีความเห็น ถ้าสมาชิกพรรคเห็นว่ามีบุคคลที่เหมาะสม ตนก็พร้อมที่จะไปทำงานด้านอื่น เช่น ด้านธุรการหรือด้านยุทธศาสตร์ ไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร ทั้งนี้มองว่าบุคคลที่จะเข้ามาคงไม่ใช่บุคคลภายนอก แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับสมาชิกว่าจะมีความเห็นอย่างไร