WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 18, 2009

กองทัพฮึ่มเชือด'หมวดเจี๊ยบ'แจม'ดีทีวี'ส่อผิดข้อบังคับห้ามทหารยุ่งการเมือง

ที่มา ประชาทรรศน์

"สรรเสริญ"ชี้"หมวดเจี๊ยบ"โผล่แถลงข่าวเปิดตัว"ดีทีวี"ผิดข้อบังคับทบ. จ่อเรียกแจงเหตุร่วมทีมจัดรายการคนเสื้อแดง ยืนยันกองทัพไม่ได้กลั่นแกล้ง "มาร์ค"ไม่ซีเรียสหากหมวดคนสวยทำตากฏเกณฑ์ "สาทิตย์"โยนลูกให้ทหารเช็กบิลกันเอง พร้อมสั่งเอ็กซเรย์"DTV"

จากกรณีที่ ร.ท.(หญิง) สุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ผู้เขียนหนังสือ "ทักษิณ Where are you?" ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "ลับ ลวง พราง" ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิร์ตซ์ เมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) กรณีจะร่วมดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดีทีวี ของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่ารายการที่จะไปดำเนินรายการ คือรายการห้องเรียนประชาธิปไตย จัดในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลานอกราชการ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยรับเงินพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในการทำหนังสือ "ทักษิณ Where are you" และไม่คิดเป็นเมียน้อยใครเพื่อแลกความก้าวหน้าในการทำงาน

จ่อเรียกสอบ"หมวดเจี๊ยบ"แจมดีทีวี

วันนี้ (18 ม.ค.) พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพเตรียมเรียก ร.ท.หญิง มาสอบถามเรื่องดังกล่าวในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ขณะเดียวกันก็จะมีการสอบถามไปทาง กรมกำลังพลทหารบกว่า ตามระเบียบแล้วสามารถทำได้หรือไม่ โดยหลังจากนั้นจะชี้แจงต่อสื่อมวลชน ยืนยันเรื่องนี้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ไม่สั่งกำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นเรื่องเล็ก

ส่วนกรณีที่ร.ท.หญิง สุณิสา ได้ยื่นใบลาออกตั้งแต่กรณีเขียนหนังสือ เรื่อง ทักษิณ Where are you? แต่ทางกองทัพยังไม่ได้อนุมัตินั้น พล.ต.วีรัณ ยืนยันว่า กองทัพไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่ผลการสอบสวนทางวินัยยังไม่แล้วเสร็จ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ดีทีวีผ่านดาวเทียม ร.ท.หญิงสุณิสา ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่ายังรับราชการทหารอยู่หรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าได้ลาออกจากการเป็นทหารแล้ว ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า ยังรับราชการทหารอยู่ และการมาร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัววันนี้ตนก็ได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาแล้ว

"สรรเสริญ"ชี้ผิดข้อบังคับกองทัพบก

ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก จัดรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ เพราะขัดข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ที่ห้ามข้าราชการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ถ้าหากเป็นรายการที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ก็สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ถือว่าหมวดเจี๊ยบมีความผิด กรณีไปร่วมแถลงข่าวเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ DTV โดยไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงโทรศัพท์มาแจ้ง กับเลขานุการกองทัพบก

"มาร์ค"ไม่ซีเรียส"หมวดเจี๊ยบ"จ้อดีทีวีหากถูกกฏ

ขณะที่ นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเลขานุการกองทัพบกเตรียมเรียก 'หมวดเจี๊ยบ' หรือ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต มาชี้แจงเกี่ยวกับการร่วมจัดรายการกับ DTV เป็นการแทรกแซงสิทธิและสกัดกั้นสื่อฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ที่เรียกมามีเหตุผลในเรื่องไหนอย่างไรแต่เข้าใจว่าในส่วนของราชการมีระเบียบมีข้อกำหนดอยู่ ซึ่งก็ว่ากันไปตามกฎ หากกฎไม่ได้ห้ามก็สามารถทำได้ หากขัดต่อกฎระเบียบวินัยก็ทำไม่ได้ ไม่ได้เป็นเรื่องว่าทำที่ไหนอย่างไร

เมื่อถามว่า แกนนำนปช.ระบุว่า การตั้งดีทีวีเหมือนเป็นการจัดตั้งรัฐใหม่การประกาศอย่างนี้ถูกกฎหมายไหมหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าเขาเชื่อในสิ่งที่เขาพูดหรือเปล่า น่าจะเป็นเรื่องของประชาสัมพันธ์มากกว่า

ต่อข้อถามว่าจำเป็นต้องไปดูในเรื่องของความมั่นคงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า หากทำอะไรขัดต่อความมั่นคงก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการแน่นอน

'สาทิตย์'สั่งจับตาดีทีวี โยนกองทัพชี้ขาดหมวดสาว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นห่วงสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DTV ว่าอาจมีการบิดเบือนเนื้อหาในการนำเสนอ โดยได้ให้คนติดตามดูเนื้อหาการทำงานในฐานะสื่อมวลชน ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนได้มากน้อยเพียงใด โดยจะตรวจสอบใน 2 ประเด็นหลัก คือ มีการละเมิดกฎหมายหรือไม่ และจะมีการเร่งผลักดันกฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่ โดยยืนยันรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงการตรวจสอบ แต่เป็นเพียงจับตาดูเท่านั้น

ส่วนกรณีที่ ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ โผล่ร่วมจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ DTV ว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้จัด และเป็นสำนึกของแต่ละคน ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่กองทัพที่ต้องให้การดูแล

จะเดินเส้นทางไหนสู่ประชาธิปไตยที่ใฝ่ฝัน

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny

อยากเสนอข้อมูลวิเคราะห์ถึงวิธีการและลักษณะที่แตกต่างกันของการอภิวัฒน์ครั้งสำคัญของภาคประชาชนในหลายประเทศที่เปลี่ยนผ่านการปกครองไปในลักษณะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินมาแล้วในอดีต เพื่อเป็นกรณีศึกษา คือ

ฝรั่งเศส การอภิวัฒน์ฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 มาจากความเสื่อมศรัทธาอย่างสิ้นเชิง ต่อสถาบันของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ราชินีแมรี อังตัวเนต และชนชั้นสูงในประเทศ ความรุนแรงระหว่างเปลี่ยนแปลงสูง เนื่องจากการแบ่งแยกฐานันดรในฝรั่งเศสนั้นชัดเจนมาก ชีวิตชนชั้นสูงหรูหราอลังการณ์แปลกแยกจากพลเมืองส่วนใหญ่ แบ่งเขาแบ่งเราหมิ่นแคลนกันอย่างไม่ให้ศักดิ์ศรีอะไรเลย เมื่อภาคประชาชนในฐานันดรที่ต่ำกว่าทำการอภิวัฒน์ การล้างผลาญทั้งชีวิตและทรัพย์สินของชนชั้นสูงจึงรุนแรงอย่างยิ่ง ถือเป็นการล้างแค้นต่อการสังหารผลาญชีวิตและกดขี่ข่มเหงประชาชนที่คนชั้นสูงเคยกระทำมาในอดีตมาตลอด ผู้ที่เข้าร่วมนั้น ก็มีชนชั้นสูงเองจำนวนมากที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคมเท่าราชนิกูลและขุนนางศักดินาที่กษัตริย์โปรดปรานเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับชนชั้นล่างอย่างเอาการเอางาน และคนเหล่านี้คือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งต่อการสังหารผลาญชีวิตศัตรูจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพวกตน เพราะการรู้จักมักคุ้นและถูกกระทำด้วยตนเองจากคนเหล่านั้นเป็นแรงขับ ต่อมาเมื่อกำจัดกลุ่มที่ตนแค้นเคืองได้ก็เข้าสู่กระบวนการแย่งชิงการนำ และต่างก็ทำร้ายฆ่าฟันกันเพื่อให้แนวทางการปกครองประเทศเป็นไปตามความต้องการของพวกตน จนระยะเวลาผ่านไปนับสิบปีกว่าความสงบจะมาเยือนประเทศ นี่เป็นการอภิวัฒน์ที่มีแนวร่วมหลากหลาย มีความรุนแรงสูง และกระทำกันในเมืองอย่างเปิดเผย คนในฐานันดรชั้นล่างเป็นกำลังหลักในการปะทะกับฝ่ายชนชั้นปกครอง เคียงข้างกับชนชั้นสูงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบอบเดิม เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เน้นด้านเรียกร้องเสรีภาพและความเสมอภาคในสังคม

รัสเซีย ชัยชนะของพรรคบอลเชวิกในรัสเซียมีลักษณะผสมผสานในทางยุทธวิธี พรรค ฯ เองได้เข้าไปเคลื่อนไหวแทรกซึมอยู่ในองคาพยพของรัฐมาแล้วยาวนาน ทั้งทหารในกองทัพพระเจ้าซาร์ ข้าราชการพลเรือน พ่อค้ารายย่อย กรรมกร ฯลฯ มีจำนวนมากที่เป็นแนวร่วมของพรรค ฯ ตัวเร่งคือการที่รัสเซียเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่สร้างความทุกข์ยากหนักหน่วงให้ทหารที่มาจากชนชั้นล่างเป็นส่วนใหญ่ กองทัพพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทหารขาดวินัยและกำลังใจในการสู้รบ หลังจากที่กองทัพสูญเสียเกียรติภูมิอย่างย่อยยับเพราะพ่ายแพ้ในสงครามกับญี่ปุ่นมาก่อนหน้านี้แล้วภายใต้การบังคับบัญชาที่ไร้ประสิทธิภาพของชนชั้นสูง ประชาชนต่างดูแคลน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 1917 พระเจ้าซาร์ต้องทรงสละราชสมบัติ เนื่องจากชนกลุ่มใหญ่เดินขบวนแสดงความไม่พอใจ ร่วมกับกรรมกร และทหารในกรุงเปโตรกราด พรรคบอลเชวิกนั้นมีการเคลื่อนไหวทั้งแบบเปิดและแบบปิด มีสมาชิกในรัฐสภา ร่วมมือตั้งรัฐบาลกับพวกเสรีนิยม จนถึงเดือนตุลาคมปีนั้นก็แตกกัน จัดก่อการจลาจลโดยมีกรรมกร ทหาร และกลาสีเรือ เข้าร่วมกันขับไล่รัฐบาลชั่วคราวออกไป จัดตั้งรัฐบาลโซเวียตขึ้นเป็นครั้งแรก นับเป็นการอภิวัฒน์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนถือว่าเป็นรูปแบบการปฏิวัติ ชื่อเฉพาะว่าเป็นการอภิวัฒน์เลนิน-สตาลิน ใช้การเคลื่อนไหวลุกฮือในเมืองของทหารในกองทัพ พลเรือน กรรมกร นายทุนน้อย ฯลฯ ร่วมกันยึดอำนาจ หน่วยกำลังอาวุธของพรรค ฯ เองเป็นเพียงแนวร่วม การแทรกซึมเข้าไปสร้างจิตใจอภิวัฒน์ให้กับผู้ไม่ได้รับการดูแลในระบอบเดิมเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลง กองกำลังของระบอบเดิมต่างหันปืนและดาบไปสู่เจ้านายของพวกเขาที่กดขี่ลูกน้องมาแสนนานและเข้าร่วมอภิวัฒน์จนสำเร็จ

จีน จีนมีลักษณะทางสังคมที่เป็นประเทศเกษตรกรรม ชาวนาจึงเป็นกำลังพื้นฐานของการอภิวัฒน์ สาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นตั้งรัฐบาลขึ้นมาด้วยกองทัพปลดแอกประชาชนจีนที่มีกำลังพื้นฐานเป็นชนชั้นล่างในสังคม เหมาเจ๋อตง เคยบอกว่า อำนาจรัฐต้องมาจากปากกระบอกปืน เป็นเรื่องปกติของประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปีในเรื่องกบฏชาวนา การปฏิวัติซินไฮ่ โดย ดร.ซุนยัดเซ็น ยึดอำนาจจากจักรพรรดิ และสถาปนาระบอบประชาธิปไตยนั้น ใช้กำลังทหารของขุนศึกต่าง ๆ ร่วมกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ขุนศึกคือผู้บีบคั้นให้จักรพรรดิลงจากอำนาจ หลังจากซุนยัดเซ็นเสียชีวิต เป็นช่วงเวลาชิงอำนาจระหว่าง เจียงไคเช็ค กับฝ่าย เหมาเจ๋อตุง สุดท้ายเหมาเจ๋อตุงเป็นฝ่ายชนะ และเป็นชัยชนะที่มาจากการทำสงครามกลางเมืองเป็นเวลาหลายปีของกองทัพสองฝ่าย การประสานงานกับกรรมกร นายทุนน้อยในเมือง หน่วยงานอื่น ๆ เป็นกำลังรอง ไม่ใช่กำลังหลักในการอภิวัฒน์ พรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จด้วยการนำกองทัพปลดแอกเข้าทำสงครามและเป็นผู้ชนะสงคราม โดยการต่อต้านญี่ปุ่นเป็นปัจจัยเร่งภายนอกที่สร้างกระแสชาตินิยมให้รุ่งโรจน์ กองทัพแดงที่ได้รับการยอมรับว่าสู้อย่างจริงจังเพื่อต่อต้านผู้รุกรานญี่ปุ่นชนะใจประชาชนและทำให้อำนาจทหารเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นจนกลายเป็นตัวตัดสิน แตกต่างจากการยึดอำนาจของเลนินในรัสเซียที่ทหารในกองทัพและการต่อสู้ในเมืองของกรรมกรเป็นตัวตัดสินความสำเร็จ

ตัวอย่างการเอาชนะชนชั้นปกครองที่ล้าหลังเช่นนี้ จะผิดแผกแตกต่างกันไปตามสภาพสังคมเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ สำหรับไทยเราคงต้องเลือกว่าจะเปลี่ยนแปลงสังคมกันด้วยยุทธวิธีแบบไหน เพราะถึงอย่างไรก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างพวกอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายโลกาภิวัตน์ได้อีกแล้ว วันนี้ชนชั้นสูงพยายามพิทักษ์อำนาจของตนเองทุกวิถีทาง ส่วนชนชั้นไพร่ก็ชัดเจนคือสังคมต้องเปลี่ยนแปลงไปและชีวิตความเป็นอยู่ต้องดีขึ้นหลังการอภิวัฒน์ ยุทธวิธีสองแนวทางในวันนี้ คือระหว่างการรอให้ปัจจัยต่าง ๆ ภายนอกผุกร่อนพวกอำมาตย์จนสถานการณ์สุกงอมและตกอำนาจกันไปเอง กับการเร่งปลุกระดมภาคประชาชนลุกขึ้นต่อต้านพวกอำมาตย์ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ กำลังเป็นข้อถกเถียงกันในหมู่นักประชาธิปไตยที่ต่อสู้เพื่อเป้าหมายเดียวกันในวันนี้

แนวโน้มของแนวทางที่อยากนำเสนอก็คือการประสานสองแนวทางเข้าด้วยกัน บีบบังคับพวกอมาตยาธิปไตยให้ถอยร่นทางการเมืองมากที่สุด บวกไปกับการให้การศึกษาผู้ที่อยู่ในระบบและมีอำนาจอาวุธอยู่ในมือให้รับรู้ว่าที่ผ่านมาเขาถูกหลอกให้รับใช้คนหลอกลวง ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาเลือกข้างคนส่วนใหญ่ของประเทศ หลายคนตาสว่างแล้ว มีผลทำให้พวก คมช. และกลุ่มอดีตทหารเสือราชินี ไม่มั่นใจในอำนาจของตน ต้องรีรอที่จะยึดอำนาจแม้จะได้รับคำสั่ง หันไปใช้วิธีการทางสภาในการยึดอำนาจรัฐ สถานการณ์สากลนั้นไม่ใช่ปัญหาที่คนพวกนี้กังวลมากนัก ผู้ทรงอำนาจของเขาเชื่อมั่นว่าแก้ได้ และพร้อมที่จะปิดประเทศ เพราะโภคทรัพย์ของพวกเขามีมากมายเกินพอที่จะมีชีวิตสุขสบาย ส่วนไพร่ทั้งหลายไม่ใช่ธุระของพวกเขา แบบเดียวกับพม่าที่นายพลทุกคนสุขสบาย ชาวบ้านจะลำบากไม่ใช่ปัญหาของชนชั้นปกครอง ดังนั้น การที่จะเอาชนะเผด็จการศักดินาอำมาตย์ครั้งนี้เราต้องเดินหน้าประสานกับทุกฝ่าย วันนี้ไม่มีป่าให้ตั้งฐานที่มั่นปฏิวัติอีกแล้ว คนไทยเองก็กลายเป็นชนชั้นกลางมีชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น ต้องปลุกระดมชนชั้นกลาง ทั้งในสายอาวุธ และสายอื่น นายทุนน้อย ฯลฯ ให้เข้าร่วมกับชนชั้นรากหญ้าทำการอภิวัฒน์ ความจริงชนชั้นสูงในประเทศไทยมีจำนวนเพียงหยิบมือ ตอนนี้ก็จนตรอกกันจนต้องทิ้งไพ่ข่มขู่แทนไพ่หลอกลวง ต่างก็พากันเผยโฉมประกาศตนเป็นศัตรูกับประชาชนชัดเจน ไม่เล่นบทเนียนเหมือนในสมัยก่อน ๆ ภาคประชาชนต้องเปิดโปงให้เต็มที่ ชี้ให้เห็นถึงการกระทำแบบไม่แคร์ประชาชนด้วยการหนุนหลังจัดตั้งรัฐบาลเพื่อพวกเขา ความจริงที่พวกนี้คิดไม่ถึงก็คือ งานนี้กำลังทำให้พวกตนโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางความโกรธแค้นของประชาชน เราต้องประสานกับข้าราชการประชาธิปไตย ทำให้คลื่นแห่งความไม่พอใจกระจายกันทั่ว พร้อมจะถาโถมเข้าทำลายพวกชนชั้นสูงให้สิ้นซากเมื่อมีสถานการณ์จุดชนวนใดก็ตามเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

นี่แหละสมชาย ชีวิตหลังพ้นตำแหน่งนายกฯ

ที่มา MCOT Newsคลิ้กที่นี่ชมรายละเอียดกรุงเทพฯ 18 ม.ค.-ช่วงเอ็กซ์คูซีฟสกู๊ปวันนี้ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนอดีตนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่หมู่บ้านเบฟเวอร์รี่ฮิลล์ ไปดูกันว่าท่านจะใช้ชีวิตหลังพ้นจากตำแหน่ง และถูกเว้นวรรคทางการเมืองอย่างไร.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2009-01-18 07:36:02

"วิทยา"ปัด"ยงยุทธ-เจ๊แดง"เกาเหลา จุ้นโครงสร้างกก.บห."เพื่อไทย"ย้ำไม่เคยก้าวก่าย ยังอุบนั่งหน.พรรค

ที่มา มติขนออนไลน์

"วิทยา" ปฏิเสธพัลวัน "ยงยุทธ-เยาวภา" ไม่กินเส้นจัดใหม่โครงสร้างกก.บห.พรรคเพื่อไทย ยันบุคคลทั้งคู่ไม่เคยก้าวก่ายการทำงาน ปล่อยเป็นเรื่องอนาคต รับไม่รับ-หัวหน้าพรรคคนใหม่ พท. แตก"ยงยุทธ"ให้เลิกยึด"แม้ว" อยากให้เปลี่ยนโครงสร้างกรรมการบริหารใหม่ "เจ๊แดง"ยื้อไม่ปรับ รองหน.เพื่อไทยยันไม่โละกก.บห.

"วิทยา"ปัด"ยงยุทธ-เจ๊แดง"เกาเหลา จุ้นจัดโผ"เพื่อไทย"

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวเมื่อวันที่ 18 ม.ค. โดยปฏิเสธ กระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย ระหว่างแกนนำพรรค 2 กลุ่ม คือ กลุ่มของนายยงยุทธ ติยะไพรัช และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปก่อนหน้านี้ ในเรื่องการปรับเปลี่ยน กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เพื่อต่อสู้กับแรงดูด ส.ส. จากภายนอก โดยยืนยันว่า นายยงยุทธ และ นางเยาวภา ไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายการทำงานในพรรคแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายวิทยากล่าวว่า คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต กรณีที่ตนได้รับการคาดหมายว่า อาจจะก้าวขึ้นนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะต้องขอดูองค์ประกอบอื่น ๆ แต่ ณ เวลานี้ คงจะยังไม่สามารถพูดอะไรได้

พท. แตก"ยงยุทธ"ให้เลิกยึด"แม้ว"

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) เกิดความขัดแย้งกันหนักระหว่างแกนนำ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กับกลุ่มของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มนายยงยุทธต้องการให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและกรรมการบริหารพรรคใหม่ แต่กลุ่มนางเยาวภายืนยันที่จะไม่เปลี่ยนแปลง


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 มกราคม แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิดนายยงยุทธกล่าวว่า ขณะนี้เกิดแนวความคิดที่ไม่ตรงกันในการบริหารและวางแผนยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ระหว่างแกนนำฝ่ายของนายยงยุทธ กับฝ่ายของนางเยาวภา ที่เป็นพันธมิตรกับนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ท่ามกลางภาวะสั่นคลอนทางการเมืองของพรรคที่ถูกบีบจากฝ่ายตรงข้ามทุกทาง โดยเฉพาะความพยายามเข้ากัดกร่อนของพรรคภูมิใจไทย ด้วยการสร้างงูเห่าไว้ในพรรคเพื่อไทย


แหล่งข่าวกล่าวว่า ฝ่ายนายยงยุทธต้องการให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและหน้าตากรรมการบริหารพรรคใหม่โดยเร็ว ให้มีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางการเมือง เพื่อรับมือสารพัดวิธีการในการเข้าย่อยสลายพรรคเพื่อไทย แม้จะมีเสียงสะท้อนจาก ส.ส.พรรคบางส่วน ที่เริ่มรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนยุทธวิธีต่อสู้ทางการเมือง จากการที่มัวแต่ยึดติดในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นการยกเครื่องระบบทั้งหมด โดยเริ่มที่ตัวคณะกรรมการบริหารพรรคที่ต้องเป็นตัวจริง และรู้กลเกมการเมือง


"เจ๊แดง"ยื้อไม่ปรับกก.บห.พรรค


แหล่งข่าวกล่าวว่า แต่อีกฝ่ายที่มีจำนวนมากกว่า และเป็นสายตรงในตระกูลชินวัตร กลับยังคงยื้อไม่ยอมให้เปลื่ยน เนื่องจากส่งตัวแทนไปนั่งในกรรมการบริหารพรรคไว้หลายคน อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรค ซึ่งใกล้ชิดกับคุณหญิงสุดารัตน์ นางสุนีย์ เหลืองวิจิตร ผู้ใกล้ชิดนายพงษ์ศักดิ์ รวมถึงกรรมการบริหารพรรคสายของนางเยาวภา ที่มีอำนาจในพรรคค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนทุนหลักให้พรรค ที่ขณะนี้เหลืออยู่เพียงทุนเดียว คือทุนของเครือข่ายธุรกิจของตระกูลชินวัตร ที่เริ่มจ่ายแบบกะปริดกะปรอย เพราะบริหารงานแบบบริษัท โดยไม่เข้าใจแนวทางการเมือง


แหล่งข่าวกล่าวว่า ขณะนี้มี ส.ส.หลายคนเริ่มไม่พอใจกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ และแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองของพรรค เพราะตกเป็นรองฝ่ายตรงข้ามตลอด ลำพังการเอาคนที่ไม่ใช่ตัวจริงมานั่งในตำแหน่งสำคัญๆ ก็เสียเปรียบมากพอแล้ว อย่างตำแหน่งเลขาธิการพรรคของนางสุนีย์ เทียบบารมีไม่ได้เลยกับตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทำให้ส่งผลกระทบไปถึงการวางยุทธศาสตร์งานในสภา เรียกได้ว่าไม่มีตัวไปเปรียบกับพรรคประชาธิปัตย์ได้เลย โดยเฉพาะ ส.ส.ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ที่จะไปอภิปรายในสภา แม้จะมีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรค ที่เชี่ยวชาญ แต่ไม่ได้เป็น ส.ส.เหมือนกับกรรมการบริหารพรรคทุกคน


เร่งล้มรบ.ใน2เดือนก่อนพรรคแตก


แหล่งข่าวกล่าวว่า ยุทธศาสตร์วันนี้ทำได้แต่เพียงการขับเคลื่อนมวลชนเสื้อแดง ซึ่งไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากยังคงใช้ยุทธศาสตร์เคลื่อนไหวเพื่อคนเพียงคนเดียว ทั้งที่ควรปรับให้เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อภาพรวมในเรื่องความไม่เป็นธรรมต่างๆ อาทิ การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อหาผลประโยชน์ การต่างตอบแทนของรัฐบาลประชาธิปัตย์ให้กับกลุ่มที่ช่วยกันล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน


"หากยังเดินยุทธศาสตร์แบบนี้ ไม่เกิน 2 เดือน พรรคแตกแน่ มี ส.ส.ก็เหมือนไม่มีเพราะใจของ ส.ส.ไปอยู่พรรคอื่นหมด โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย แต่ที่ย้ายพรรคไม่ได้เพราะกลัวเรื่องขาดสถานภาพ และแม้จะดึงอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณบางส่วนลงมาช่วยงาน แต่หากยุทธศาสตร์ใหญ่ไม่เปลี่ยน ก็ยากจะประสบความสำเร็จ เพราะเล่นตั้งกรรมการบริหารพรรค แบบเอาเณรมาเป็นเจ้าอาวาส แล้วจะให้พระไปกราบได้อย่างไร แม้เณรจะเป็นลูกท่านเจ้าคุณก็ตาม เรื่องนี้ในที่ประชุมวอร์รูมยุทธศาสตร์พรรค ก็ชี้แจงไปแล้ว ผู้มีอำนาจในพรรคก็ทำเหมือนเข้าใจ แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร จะต้องเร่งเคลื่อนไหวทางการเมืองในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการจัดตั้งมวลชนในทุกภูมิภาค เพื่อล้มรัฐบาลประชาธิปัตย์ให้ได้ภายใน 2 เดือนนี้ ไม่อย่างนั้นพรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายล้มเอง ถ้าดำเนินการสำเร็จ จะเป็นการล้างไพ่ใหม่ทั้งหมด ให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ที่พรรคเพื่อไทยจะได้เปรียบในเรื่องกระแส อาจได้กลับมาตั้งรัฐบาลอีกครั้ง" แหล่งข่าวกล่าว


รองหน.เพื่อไทยยันไม่โละกก.บห.


นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ภายในพรรคไม่มีปัญหาในการบริหาร ฝ่ายบริหารการเมือง มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน เป็นประธาน ส.ส. ทำหน้าที่หัวหน้าอภิปรายในสภา และตั้งประธานภาค และกรรมการภาคต่างๆ 5 ภาคไปแล้ว นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารพรรคกับ ส.ส.มีการเชื่อมโยงทำงานโดยผ่านที่ประชุม ส.ส. ดังนั้น ขอยืนยันไม่มีแผนปรับโครงสร้างพรรคและไม่เปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรค


เมื่อถามว่า กลุ่มอีสานพัฒนาและกลุ่มนายยงยุทธ เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค เหมือนมีความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มนายยงยุทธกับกลุ่มนางเยาวภา ที่คุมการบริหารพรรคอยู่ในตอนนี้ นายคณวัฒน์กล่าวว่า ไม่ทราบความต้องการของกลุ่มนายยงยุทธ เข้าใจว่าเป็นความเห็นส่วนตัว เพราะคณะบริหารพรรคไม่มีความคิดที่จะปรับโครงสร้างพรรค และช่วงปลายเดือนมกราคมนี้จะมีการสัมมนา ส.ส. เพื่อจัดกระบวนทัพ กำหนดทิศทางของพรรคในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงการเก็บข้อมูลที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เชื่อว่าถ้าอภิปรายเมื่อไหร่รัฐบาลอยู่ไม่ได้แน่


คาด"รบ."หว่านงบฯก่อนยุบสภา


นายคณวัฒน์กล่าวว่า นอกจากนี้จะหารือการทำงานในพื้นที่ เพื่อเตรียมการเลือกตั้งที่ประเมินกันว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะดูจากการจัดทำงบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท ที่งบฯเกือบ 70% อยู่ในกระทรวงภายใต้รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการหว่านเงินเพื่อฟื้นฟูคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่คุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ค่อยพอใจพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น พรรควิเคราะห์แล้วเห็นว่าการจัดงบฯครั้งนี้หวังผลในช่วงสั้นๆ และจะยุบสภาในเร็วๆ นี้


นายคณวัฒน์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาพรรค พรรคไม่เคยมีการหารือในเรื่องนี้ เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาเลย เนื่องจากที่ผ่านมาถ้าจำเป็นอดีตนายกฯให้คำปรึกษาอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าถ้าพรรคเพื่อไทยตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาพรรคจะถูกยุบพรรคนั้น อยากถามกลับว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลมีบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ 5 ปี ไปร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลด้วย ต้องถาม กกต.ว่าเรื่องนี้จะดำเนินการอย่างไร


"วิทยา"พร้อมนั่งเก้าอี้หน.เพื่อไทย


นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า เชื่อว่าไม่เกินสัปดาห์นี้จะมีความชัดเจนในการปรับโครงสร้างพรรค และในวันที่ 20 มกราคม จะประชุมสัมมนาพรรคที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยจะปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค เพราะผู้นำฝ่ายค้านจะต้องมาจากหัวหน้าพรรคที่เป็น ส.ส.จึงต้องเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ และจะต้องเร่งประชุมคัดเลือกให้ทันการอภิปรายทั่วไปในการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ


ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาบุคคนสำคัญในพรรคมักจะปฏิเสธการเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค เพราะกลัวถูกตัดสิทธิทางการเมือง นายวิทยากล่าวว่า "ถ้าครั้งนี้ไม่มีใครรับ นายวิทยาจะรับตำแหน่งนี้เอง"


เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย จะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย นายวิทยากล่าวว่า ไม่สามารถทำได้แน่นอน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ส.ส.อาจจะใช้เอกสิทธิในการสนับสนุนให้กับรัฐบาลที่ขัดต่อมติพรรคมากกว่า เมื่อถามว่า นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ระบุว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย ปล่อยข่าวเพื่อเพิ่มราคาตัวเอง นายวิทยากล่าวว่า เป็นสิ่งที่นายบุญจงรู้สึก แต่ไม่เป็นความจริง เพราะ ส.ส.ในพรรคไม่มีใครเรียกร้องอะไร


นายวิทยากล่าวอีกด้วยว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ประเทศบรูไน แต่ตนยังไม่สามารถติดต่อกับอดีตนายกฯได้

แฉแจกสปก.แลกรถเมล์ปิดปากเพื่อนเนวิน

ที่มา เดลินิวส์

'อภิสิทธิ์'หวั่นรัฐบาลสะดุดซ้ำรอย ปชป.เย้ย พท.เรียกหาแต่'ทักษิณ'

สับรัฐบาลแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หลัง“ถาวร” ดันแจกส.ป.ก.4-01 อีกครั้ง พร้อมปล่อยผีเช่ารถเมล์ 4 พันคันปิดปากกลุ่มเพื่อนเนวิน “ณัฐวุฒิ” แฉอ้อยเข้าปากช้างต่างพากันเงียบกริบ นายกฯย้ำต้องศึกษาบทเรียนส.ป.ก.ในอดีต หวั่นรัฐบาลซ้ำรอยสะดุดล้มหน้าคะมำ “ธีระ” เผยเป็นงานประจำตามโครงการธนาคารที่ดิน แต่ขอตรวจสอบรายละเอียดแจก 16 ล้านไร่ “ชวรัตน์” มึนขอหารือนายกฯ ฝ่าย “เพื่อไทย” เริ่มจัดแถวใหม่คาดรัฐบาลใกล้ยุบสภา ต้นเหตุจาก “กลุ่ม เพื่อนเนวิน” วางตัว “ยิ่งลักษณ์” นำทีม งัดนโยบายดึง “ทักษิณ” กลับสร้างแรงดึงดูดอีก ครั้ง ปชป.หยามลูกแหง่ร้องหาแต่ “ทักษิณ” ด้าน “โหรคมช.” ทำนายรัฐบาลพ้น 2 เดือนอยู่ได้ยาว จับตาหลังปี 52 “บิ๊กบัง” คืนสังเวียนการเมือง ชี้ทหาร-รัฐบาลต่างดูแลกันและกันแยก ไม่ออก

มท.3ไม่หวั่นส.ป.ก.ซ้ำรอย

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวถึงแนวทางการฟื้นการแจกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ว่าไม่ได้เป็นการฟื้น แต่เป็นนโยบายในการจัดที่ทำกินในเขตป่า ในเขตที่ดินของหลวง และได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว จึงจะมีการหารือกับรมว. เกษตรฯและนายกรัฐมนตรีว่าจะปฏิรูปที่ดินออกเอกสาร ส.ป.ก.4-01 ให้กับประชาชนได้อีกบ้างหรือไม่ เพราะประชาชนยังต้องการเอกสารสิทธิ เหล่านี้อยู่

เมื่อถามว่า มีความกังวลเรื่องประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ที่ต้องล้มเพราะเรื่องนี้หรือไม่ นายถาวร กล่าวว่า ไม่ เนื่องจากในช่วงนั้นไม่มีแนวทางในการดำเนินการ แต่ช่วงนี้มีแนวทางดำเนินการอยู่แล้ว จึงคิดว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้เคยมีการคุยกันในเชิงนโยบายกับนายกฯกับรองนายกฯ ในสมัยที่เป็นฝ่ายค้าน และนโยบายนี้ได้จดทะเบียนในนามพรรคไว้กับกกต.แล้วด้วย

เชื่อ “เนวิน” เข้าใจเรื่องนี้ดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวว่าจะเป็นเป้าให้ฝ่ายค้านโจมตีหรือไม่ นายถาวร กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ฝ่ายค้านก็รู้ว่าประชาชนต้องการได้เอก สารสิทธิที่เข้าไปทำกินในที่ดินของรัฐ และรัฐก็ประกาศให้ออกเอกสารเหล่านี้ให้ประชาชนอยู่แล้ว เป็นการแก้ปัญหาการเข้าไปอยู่ในที่ดินของรัฐโดยผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย และรัฐเองก็ไม่มีปัญญาที่จะขับไล่ประชาชนออกไป ซึ่งเรื่องนี้มีกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว โดยขณะนี้ได้มีการประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินไว้มากแล้ว แต่ความล่าช้าอยู่ที่ระบบราชการ

เมื่อถามว่า นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน มีความเห็นอย่างไร เพราะเคยเป็นแกนนำในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องนี้ นายถาวร กล่าวว่า นายเนวิน ก็รับทราบดีว่าที่จ.บุรีรัมย์ หรือที่อื่น ชาวบ้านต้องการเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ทั่วประเทศ ซึ่งหลักการคือที่ดินที่ไม่สามารถออกโฉนดให้กับประชาชนได้ก็ต้องออกเป็น ส.ป.ก.

“ชวรัตน์”ขอหารือกับนายกฯ

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) จะดำเนินการจัดการให้ที่ดินแก่เกษตรกรเรื่องเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 แต่การแจก 16 ล้านไร่นั้นขอดูในรายละเอียดก่อน เพราะนโยบายรัฐบาลจะมีในเรื่องธนาคารที่ดิน โฉนดชุมชน ที่ดำเนินการค้างอยู่ เพราะที่ผ่านมาในการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินมีการประกาศคลุมเขตชุมชนอยู่ด้วย จึงต้องแยกออกมาให้ชัดเจนว่าตรงไหนเป็นเขตชุมชนจะออกเป็นโฉนดชุมชน

ขณะที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย กล่าวว่า ถ้าเป็นนโยบายที่มีประโยชน์กับประชาชน ก็ควรจะทำ เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ รวมถึงยังไม่มีการคุยกันในพรรคร่วมรัฐบาล จึงต้องดูรายละเอียดก่อน เมื่อถามว่า จะซ้ำรอยเดิมที่จะต้องยุบสภาเพราะเรื่องนี้หรือไม่ นายชวรัตน์ ตอบว่า ไม่มีความเห็น อย่างไรก็ตามการกำกับดูแลนโยบายนี้จะคำนึงถึงผลได้ผลเสียที่จะได้รับ

“มาร์ค”ย้ำศึกษาบทเรียนเก่า

ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากการ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ตนยังไม่ทราบแนวทางที่จะเสนอเรื่องของการแจกส.ป.ก. จะเป็นอย่างไร แต่อยากเรียนว่าแนวนโยบายเรื่องการปฏิรูปที่ดินเป็นนโยบายรัฐบาล ที่คาดว่าจะมีการดำเนินการ ทั้งนี้ การดำเนินการเรื่องนี้ จะต้องทำให้ถูกต้อง โดยดูจากคำวินิจฉัยของศาล และคณะกรรมการกฤษฎีกาว่ามีแนวทางอย่างไร ที่ผ่านมาเราสรุปปัญหามาแล้ว ครั้งนี้จะต้องมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน และคุณสมบัติที่ได้รับเอกสารสิทธิ หากมีแนวทางที่ชัดเจนอย่างนี้ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอย่างไร

สับรัฐบาลเล่นหมูไปไก่มา

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้จัดรายการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดีทีวี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะรื้อฟื้นนโยบายแจกที่ดินส.ป.ก.4-01 ว่า โดยหลักการของนโยบายเป็นเรื่องดี แต่เราไม่ไว้ใจเมื่อไปอยู่ในมือพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อนำมาปัดฝุ่นใหม่จึงต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะนโยบาย ส.ป.ก.4-01 เป็นบาปกรรมที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยทำไว้กับประชาชน นำที่ดินไปแจกให้กับเศรษฐีและศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้คืนที่ดินแก่รัฐไปแล้วด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่เคยแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแม้แต่ครั้งเดียว

นายณัฐวุฒิ ยังระบุว่า การที่อดีตสมาชิกกลุ่ม 16 เช่น นายเนวิน ชิดชอบ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ซึ่งเคยล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ด้วยประเด็น ส.ป.ก.4-01 แต่วันนี้ไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยหลักการกลุ่ม 16 จะต้องออกมาตั้งข้อสังเกตหรือคัดค้าน แต่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตนสงสัยว่างานนี้อาจมีรายการแลกรถกับที่ดิน เพราะก่อนหน้านี้นายถาวร เคยออก มาคัดค้านโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คันของ กระทรวงคมนาคม แต่วันนี้เสียงอ่อยและออกทำนองสนับสนุน ส่วนเพื่อนเนวินก็สนับสนุนโครงการแจกที่ดิน ส.ป.ก.4-01

พท.จัดแถวรับมือยุบสภา

ว่าที่ร.ต.พงศ์พันธุ์ สุนทรชัย ส.ส. หนองคาย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกพรรคบางส่วนออกมาเรียกร้องให้เป็นหัวหน้าและเลขาธิการพรรคเพื่อไทยว่า ไม่วิตกว่าจะบานปลาย ในเร็ว ๆ นี้พรรคเพื่อไทยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคอยู่แล้ว เนื่องจากน.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค จะต้องเตรียมพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งจะทำให้ไม่มีเวลาทำงานในพรรค และเมื่อถึงเวลาสมควรก็ต้องเอามืออาชีพมาทำงาน เรื่องนี้ก็เคยพูดคุยกันในพรรคบ้างแล้ว เพราะคาดการณ์กันว่าจะเกิดการยุบสภาภายใน 3-4 เดือนข้างหน้า ซึ่งหลังจากงบประมาณกลางปีผ่านความเห็นชอบจากสภาไปแล้ว โดยปัจจัยหลักคือความแตกแยกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อน เนวินจะเป็นตัวแปรสำคัญ

ว่าที่ร.ต.พงศ์พันธุ์ กล่าวแสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง โดยบุคคลที่วางตัวเป็นหัวหน้าพรรคและจะชูเป็นนายกฯแข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเรียงลำดับ 3 คน คือ 1.พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ. 2.พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผบ.ทบ. และหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และ 3.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมจะนำบุคลากรบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย ที่ยังอยู่กับเรามาช่วยให้คำปรึกษา ส่วนนโยบายหาเสียงจะชู 3 ประเด็นคือ 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เป็นประชาธิปไตย 2.นิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ3.นำพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกลับประเทศ โดย จะเป็นการวัดใจว่าประชาชนจะเลือกใคร

ดัน “ยิ่งลักษณ์” รับงานใหญ่

นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีตส.ส. ร้อยเอ็ด พรรคไทยรักไทย ในฐานะคนใกล้ชิดนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังออกมาเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมกับปรับระบบการบริหารพรรคเสียใหม่ว่า หลังปรากฏข่าว มีส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทยจำนวนมากโทรศัพท์มาให้กำลังใจและแสดงความเห็นด้วยกับตน เพื่อให้เป็นเสียงสะท้อนให้เกิดการแก้ไขโดยเฉพาะตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มองว่าอาจจะเป็นน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อความรวดเร็วในการตัดสินใจ

นายนิรันดร์ กล่าวอีกว่า ส่วนหัวหน้าพรรคอาจให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ทำหน้าที่ไปก่อนก็ได้ เพราะการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ยืนยันว่าเสนอความคิดเห็นไปเพราะความรักและต้องการให้เกิดประโยชน์แก่พรรค จึงไม่กังวลว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ขณะที่น.ส. สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว

หยามลูกแหง่ร้องหา “ทักษิณ”

นายอิสสระ สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้สึกหวาดหวั่นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยเตรียม ใช้พ.ต.ท.ทักษิณ ในการดึงส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน กลับไปร่วมรัฐบาลในขั้วของพรรคเพื่อไทย เพราะพ.ต.ท.ทักษิณตอนนี้ก็เหมือนหมอที่ไม่ได้อยู่ใกล้คนไข้ จึงไม่รู้ว่าอาการคนไข้เป็นอย่างไร และสถานการณ์เปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว นายเนวินเคยพูดกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ไปเจรจาร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่า ถ้าประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเพื่อนเนวิน ก็จะขออยู่ด้วย เพราะนายเนวิน ทราบว่าอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณต่อไปก็ไม่มีอนาคต

นายอิสสระ กล่าวว่า การที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไปขอให้พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ก็เป็นเพียงแค่การหลอกพ.ต.ท. ทักษิณให้มาช่วยเรื่องทุนกับคนเหล่านั้นเท่านั้น จะเห็นได้ว่าวันนี้สภาพภายในพรรคเพื่อไทยเละขนาดไหน เพราะที่ผ่านมาเวลามีปัญหาอะไร ส.ส.ก็มักวิ่งไปหา พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเดียว

เตรียมออนแอร์นายกฯจ้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีได้มาจัดเตรียมสถานที่บริเวณห้องม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ที่จะใช้เป็นสถานที่ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯออกรายการโทรทัศน์สดเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ระหว่างเวลา 09.00-10.00 น. และถ่ายทอดสัญญาณไปทั่วประเทศ

ทั้งนี้ นายกฯได้คัดเลือกประชาชนจากทั่วประเทศ จำนวน 39 คนมาร่วมรายการด้วย และอาจจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ซักถาม นอกจากนั้นได้จัดเตรียมห้องสีเขียวให้ผู้สื่อข่าวและผู้ติดตามด้วย สำหรับเนื้อหาของรายการ นั้นทางนายกฯจะชี้แจงแนวทางการทำงานด้าน ต่าง ๆ ของรัฐบาล รวมถึงการเดินทางไปพื้นที่ภาคใต้ในวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม รูปแบบของรายการจะเป็นไปในลักษณะรายการสดและจะสัญจรไปตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด

หลังปี 52 “บิ๊กบัง” ลงสนาม

นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ลับ ลวง พราง” ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 ถึงระยะเวลาในการบริหารงานประเทศของรัฐบาลว่า ต้องผ่านช่วงเดือน ก.พ.ไป ทุกอย่างจะดีขึ้นตามลำดับ ในเดือน เม.ย.ทุกอย่างจะคลี่คลายและหลัง ธ.ค.จะดีที่สุด ซึ่งช่วงนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรของบ้านเมือง จากนั้นจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากรัฐบาลพ้นวิกฤติ 2 เดือนนี้ไปได้จะอยู่ยาว ส่วนบทบาทของกองทัพขณะนี้เหมือนเป็นพี่เลี้ยง เท่าที่ผ่านมากองทัพช่วยดูแลทุกรัฐบาลอยู่แล้ว สำหรับดวงในการปฏิวัติรัฐประหารนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น เวลานี้พรรคประชาธิปัตย์กับกองทัพจะต้องช่วยกันประคองและมีหน้าที่ดูแลซึ่งกันและกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พบกับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.หรือไม่ นาย วารินทร์ กล่าวว่า ช่วงหลังไม่ได้พบกับท่าน เพราะท่านมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ มีเพียงที่มีการพูดคุยทางโทรศัพท์เพื่อคุยสารทุกข์สุกดิบ ส่วนท่านจะเล่นการเมืองหรือไม่ เป็นเรื่องอนาคต แต่ท่านคงต้องได้กลับมาช่วยกันประคับประคองบ้านเมือง ซึ่งดูแล้วปีนี้ท่านคงยังจะไม่ลงการเมือง หรือถ้าลงก็ยังคงไม่เหมาะ แต่ท่านคงได้กลับมาหลังจากปี 2552 นี้ ทั้งนี้ดวงนายกฯตอนนี้ยังเป็นนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะอยู่ยาวกว่าในอดีต แต่คงไม่ถึง 3 ปี

แฉพม่ายกเลิกกำหนดเยือน

นายณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า ตนทราบข้อ มูลมาจากผู้ที่เป็นสมาชิกสมาคมสื่อต่างประเทศว่า หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ ไปกล่าวที่สมาคมสื่อต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุทำนองว่าอยากเห็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นในประเทศพม่า หลังจากนั้นทางการพม่าได้ขอระงับกำหนดการเดินทางเยือนพม่าของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในวันที่ 28 ม.ค.นี้ รวมถึงกำหนดการเยือนของนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศด้วย ซึ่งถือเป็นการปฏิเสธในทางการทูตโดยทราบเหตุผลว่าเป็นเพราะคำพูดของผู้นำประเทศไทยถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯที่ไม่มีวุฒิภาวะ โดยแสดงความเห็นแทรกแซงกิจการภายในต่างประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค ขณะที่ระบบเผด็จการภายในประเทศไทย ไม่เคยเห็นนายอภิสิทธิ์ออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงความเห็น แม้แต่ครั้งเดียว

วิปฯมั่นใจคุมเสียงในสภาได้

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีส.ส.พรรคเพื่อไทยระบุให้จับตาเกมในสภา โดยเฉพาะกรอบการเจรจาอาเซียน และร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจการจัดงบตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจกระจุกอยู่ในกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแลว่า ในวันจันทร์ที่ 19 ม.ค.นี้วิปรัฐบาลจะมีการประชุมกัน โดยจะพิจารณากรอบการประชุมสภาในวันที่ 21-22 ม.ค. และพิจารณากรอบการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 26-27 ม.ค.ในเรื่องกรอบการเจรจาอาเซียน โดยมั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการดูแลเสียงของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า เบื้องต้นได้ตั้งเป็นคณะทำงานควบคุมเสียง ส.ส.ในสภา ซึ่งกำหนดให้วิป 1 คน ดูแลส.ส. 5 คน นอกจากนี้ยังมีการตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านการเมือง ซึ่งมีตนเป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อทำการประสานกับรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล และยังมีคณะทำงานด้านกฎหมาย ที่มีนายทิวา เงินยวง ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน มีหน้าที่ประสานข้อกฎหมายกับครม. ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าเสียงของรัฐบาลในขณะนี้ที่มีอยู่ 261 เสียงจะเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง และร่วมกันโหวตกฎหมายไปในแนวทางเดียวกัน

รอส่งศาลฯชี้ที่มา “เรืองไกร”

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยความคืบหน้ากรณี กกต. มีมติเสียงข้างมากให้ส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อวินิจฉัยว่าองค์กรที่ส่งชื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เข้ารับการสรรหาเป็น ส.ว.นั้น มีคุณสมบัติเป็นองค์กรที่จะส่งรายชื่อบุคคลเข้าเป็น ส.ว.ได้หรือไม่ว่า กกต. จะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งในสัปดาห์หน้าโดยประเด็นที่จะส่งให้ศาลฯ วินิจฉัยนั้นไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติในตัวบุคคลของ นายเรืองไกร แต่เป็นปัญหาเรื่องคุณสมบัติขององค์กรที่ต้องให้ศาลฯวินิจฉัย

เมื่อถามว่า ส.ว.สรรหารายอื่น ๆ มีปัญหาถูกร้องเรียนในลักษณะเดียวกับนายเรืองไกรหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า เท่าที่ดูมานั้นยังไม่มี แต่มีกรณีร้องเรียนคุณสมบัติส.ว.รายอื่น ๆ ว่า ส.ว. บางคน ไม่ได้มีลักษณะเป็นตัวแทนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ส่งรายชื่อตนเข้ารับการสรรหา เช่น องค์กรมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งแต่ตัวผู้ถูกส่งชื่อไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับกิจการของภาคดังกล่าวเลย.

หอกข้างแคร่

ที่มา ไทยรัฐ

“ประชานิยม” ฉบับ ปชป. ถูกด่าอ่วมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ง่ายเกินไป พรรคใหม่ภูมิใจไทยไม่ใช่ธรรมดาทั้งทุนทั้งคน เพื่อไทยรัฐบาลหนาวแน่ ถ้าไม่ประคับประคอง เอาใจกันให้ดี

ข่าว เขย่าขวดสุดสัปดาห์นี้ หลังจาก ที่ฝ่ายรัฐบาลชนะเลือกตั้ง ทำให้เสียงสนับสนุน เพิ่ม ส่งผลให้เสถียรภาพเกิดความมั่นคง

จากนี้ไปก็จะเป็น งาน ล้วนๆ สำเร็จหรือไม่สำเร็จจะได้รู้กันหากสำเร็จโอกาสที่จะ อยู่ยาวก็มากขึ้น แต่ถ้าไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ก็เตรียมเป็นฝ่ายค้านถาวรได้

ดังนั้น สถานการณ์ต่างๆต่อไปนี้ ถือว่าเป็นจังหวะก้าวสำคัญที่จะนำมาซึ่งความล้มเหลว หรือชัยชนะทางการเมืองในอนาคตด้วย

ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ที่จะพิสูจน์ ฝีมือได้ใน 3 เดือนนี่แหละ...แม้ประชาธิปัตย์จะยอมรับนโยบายประชานิยมจนถูกข้อหา ลอกการบ้านแต่เผอิญที่ว่าเศรษฐกิจต้องการกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูให้เงินเลื่อนไหลสู่ระบบ

จึงหลบเลี่ยงข้อหาไปได้ กอปรกับกลุ่ม เพื่อนเนวินนั้นสนับสนุน เพราะเป็นทิศทางที่จะครองใจชาวรากหญ้าแทนพรรคเพื่อไทย

แต่เนื่องจากยังไม่บรรลุประชานิยมอย่าง ลึกๆ จึงคิดและหาวิธีการที่ง่ายเกินไป นั่นคือ จ่ายรายหัวให้คนละ 2,000 บาท สำหรับมนุษย์ เงินเดือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อ เดือน วงเงิน 19,000 ล้านบาท

เม็ดเงินไม่น้อยเลยสำหรับภาษีของประชาชนที่ต้องจ่ายให้คน 9 ล้านคน อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องทำอะไรที่จะงอกเงย

นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

คือง่ายเกินไปและไม่ได้ประโยชน์อย่างที่คาดหวังแน่ เพราะเม็ดเงินก้อนนี้คงจะจมหายไปทันตาเห็นแน่

ขณะเดียวกัน เม็ดเงิน 115,000 ล้านบาท นี้ ปรากฏว่าตกไปอยู่ในมือของรัฐมนตรีค่ายประชาธิปัตย์เป็นส่วนใหญ่ แต่รัฐมนตรีพรรคร่วมได้ไปคนละนิดละหน่อย

แน่นอนว่าใครถือเงิน ใครคุมเงินคืออำนาจ ซึ่งก็ถูกมองว่ากำลังหาเสียงหาคะแนนนิยมเอาเปรียบพรรคอื่น

เพียงแต่ว่าสถานการณ์รัฐบาลปัจจุบัน ยังหวานชื่น เลยยังไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้อกังขานี้จะ หายไปในอากาศเชื่อว่าทุกอย่างยังคงเก็บเอา ไว้เพื่อรอถอนทุนคืน และเก็บดอกผลต่อไป

เพราะยังมีเวลาอีกนาน ยังมีโครงการใหญ่ๆ อยู่ในมือจ่อๆอยู่หลายโครงการ ถึงเวลานั้นอย่ามาโวยวายก็แล้วกัน

และสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่ปกติ หากขืนเล่นผิดบทอาจจะเจ็บตัวเองได้ และรู้ กันดีว่าจะเล่นกับประชาธิปัตย์ต้องพร้อมมาก กว่านี้ มิฉะนั้นอาจเสียท่าได้

เหนืออื่นใด การเมืองที่ยังมีพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงที่พร้อมชนรัฐบาลทุกเรื่อง ซึ่งไม่ได้หมายถึงประชาธิปัตย์เท่านั้น

แต่กลุ่มเพื่อนเนวินก็เป็นเป้าหมายด้วย

ยิ่งมีความพยายามที่จะดึง ส.ส.เพื่อไทย ให้แหกคอกออกมา ก็ยิ่งทำให้การต่อสู้ทาง การเมืองจะหนักขึ้นและแรงขึ้น เพราะจริงๆแล้ว หากเพื่อไทยต้องการชนะเลือกตั้งต่อไป ก็ต้อง สู้กับกลุ่มเพื่อนเนวิน หรือพรรคภูมิใจไทย

ไม่ใช่ ประชาธิปัตย์

ฐานะพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญของประ-ชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยจึงมีความสำคัญที่ จะต้องเอาใจ เพราะถ้าเกิดปัญหาขัดแย้งเมื่อ ใดก็จบทันที

แม้ประชาธิปัตย์จะมีอาวุธสำคัญคือ ยุบสภาก็ตาม

แต่ถ้าประชาธิปัตย์ ยุบสภาโดยที่ยัง ไม่สามารถสร้างผลงานให้ชัดเจน พูดง่ายๆก็คือยังไม่ติดตาตรึงใจชาวรากหญ้าอีสานได้

อนาคตก็ต้องจบไปโดยปริยาย

เพราะว่าหากเกิดปัญหาขัดแย้งกับพรรค ภูมิใจไทย การเลือกตั้งและการจะร่วมกันตั้ง รัฐบาลก็จะยากและแทบจะไม่มีโอกาสเลย

พูดง่ายๆ ถ้าเล่นผิดคิวเมื่อไรก็บาน ปลายเมื่อนั้น!!!

“ลิขิต จงสกุล”

ตัวแปรหลัก ยามชาติริบหรี่

ที่มา ไทยรัฐ

จากผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ครั้งใหญ่

22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง 29 คน

ปรากฏว่าพรรคชาติไทยพัฒนาได้ไป 10 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 7 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 5 ที่นั่ง พรรคประชาราช 4 ที่นั่ง พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 ที่นั่ง

สรุปแล้ว ซีกรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้แต้มบวก 20 เสียง

ในขณะที่ซีกฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาราช ได้ ส.ส.เพิ่ม 9 เสียง

ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ มีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร เพิ่มจากเดิม 235 เสียง เป็น 255 เสียง

ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย มีเสียงเพิ่มขึ้นจาก 198 เสียง เป็น 207 เสียง

ทำให้รัฐบาลมีเสียง ส.ส.สนับสนุนมากกว่าฝ่ายค้าน 48 เสียง

แน่นอน จากสมการตัวเลขทางคณิตศาสตร์ จำนวน ส.ส.ที่ทิ้งห่างกัน 48 เสียง ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภาผู้แทนราษฎรมั่นคงมากขึ้น

ไม่ต้องกังวลในการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายต่างๆที่สำคัญจำเป็นต่อการบริหารแก้ไขปัญหาของประเทศ

รวมไปถึงกรณีคอขาดบาดตาย ในการโหวตลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ฝ่ายค้านประกาศจองกฐินล่วงหน้าเอาไว้

พูดง่ายๆ ด้วยแต้มต่อที่ได้จากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าทำงาน หายใจหายคอได้คล่องขึ้น

สำหรับทางด้านพรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคการเมืองเสียงอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่โดนพลิกขั้วต้องกลายมาเป็นแกนนำฝ่ายค้าน

ผลการเลือกตั้งซ่อม ไม่เข้าเป้า ขาดทุนไปหลายเก้าอี้

สาเหตุหลักก็เพราะพรรคตกอยู่ในสภาพขาดหัว ขาดผู้นำพรรคที่มีศักยภาพ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ก็เป็นเพียงเข้ามานั่งขัดตาทัพ ไม่ได้เป็น ส.ส.

รอการปรับโครงสร้าง หาหัวใหม่มาเสียบ

เพราะแม้แต่ในขณะนี้จะหาตัวบุคคลมาทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านก็ยังหาลำบาก แต่โดยสภาพก็ต้องทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากปรากฏการณ์ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ครั้งใหญ่ 22 จังหวัด 26 เขตเลือกตั้ง 29 คน ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ

ต้องยอมรับว่า มาตรการล้อมคอกหลายชั้น เพื่อป้องกันพฤติกรรมทุจริต ซื้อสิทธิ ขายเสียง โกงเลือกตั้ง

โดยเฉพาะการใช้ยาแรง สั่งลงโทษยุบพรรคการเมือง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่พัวพันกับการทุจริตเลือกตั้ง ที่มีให้เห็นกันมาแล้วถึง 2 รุ่น

ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในครั้งนี้ พอสมควร

เพราะเห็นได้ชัดว่า มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งของผู้สมัคร ส.ส.เข้ามาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น้อยลง

โดยล่าสุด กกต.ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการแล้ว 20 คน

เหลืออีก 9 คน ต้องรอลุ้นผลการตรวจสอบหลักฐานจาก กกต. เนื่องจากมีปัญหาถูกร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ จากภาพรวมในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่ผ่านมา ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ที่สังคมยังพอมีความหวังที่จะได้ เห็นการปฏิรูปการเมือง

เพราะทุกคนต้องการเห็นการเมืองไทย เป็นไปด้วยบริสุทธิ์โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทุกฝ่ายพยายามเดินไปให้ถึงความฝันตรงนั้น อยากเห็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

อยากเห็นนักการเมืองที่เป็นคนดี มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของสังคม

แต่ในสภาพความเป็นจริง ทางการเมืองที่ปรากฏ โดยเฉพาะล่าสุดกับการเปิดตัว-อย่างยิ่งใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่โรงแรมสยามซิตี้

ภาพที่ออกมาสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า เป็นการรวมตัวของบรรดากลุ่มก๊วนการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์

ซึ่งเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากการยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้ ส.ส.ที่ไม่โดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ต้องหาพรรคใหม่ สังกัดภายใน 60 วัน

สำหรับส่วนผสมที่เข้าร่วมในพรรคภูมิใจไทย ที่เปิดหน้าเปิดตัวเผยโฉมออกมาในเบื้องต้นประกอบด้วย

ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ในสังกัดของนายเนวิน ชิดชอบ จำนวน 22 คน ส.ส.พรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม ในสังกัดของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จำนวน 8 คน และ ส.ส.ในสังกัดของนายสรอรรถ กลิ่นประทุม จำนวน 2 คน

รวมแล้ว 32 คน ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทย กลายเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียง ส.ส.เป็นอันดับสองในซีกรัฐบาลรองจากพรรคประชาธิปัตย์

สำหรับกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นหัวหน้าใหญ่ เป็นที่รู้กันว่าเขาคือแกนนำคนสำคัญของกลุ่ม 16 ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต

เมื่อเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคไทยรักไทย เขาก็ ผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าในฐานะหัวหน้ากลุ่มบุรีรัมย์ ถือเป็นขุนพลเลือกตั้งคนสำคัญในภาคอีสาน

ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

ต่อมาเมื่อพรรคไทยรักไทย ถูกยุบ ต้องแปลงสภาพมาเป็นพรรคพลังประชาชน แม้นายเนวินต้องติดล็อกบ้านเลขที่ 111 โดนเว้นวรรคการเมือง 5 ปี

แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขายังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคพลังประชาชน ผ่านเครือข่าย ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน

และเมื่อพรรคพลังประชาชนโดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาดสั่งยุบพรรค ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินก็กลายเป็นตัวหลักสำคัญที่ทำให้เกิดการพลิกขั้วการเมือง

โหวตเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐ-มนตรี สลับขั้วหนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

และล่าสุด นายเนวินได้นำ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน 20 กว่าคน มาเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย

ขณะเดียวกันก็ใช้สายสัมพันธ์กับเพื่อนกลุ่ม 16 เดิม ดึง ส.ส.ในสังกัดของนายสรอรรถ ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย

ยังไม่รวมถึงการต่อสายเตรียมดึงกลุ่มบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ และกลุ่มโคราชของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี เกลอเก่ากลุ่ม 16 มาผนึกในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น นายเนวินยังสามารถดึงกลุ่มทุน ชิโนไทยนายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีต รมช.สาธารณสุข มาอยู่ข้างกาย

โดยวางตัวนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย พ่อของนายอนุทิน เป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ถือว่าฤทธิ์เดชของ เนวินไม่ธรรมดา

สำหรับกลุ่มมัชฌิมาธิปไตยเดิม ที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นหัวเรือใหญ่ ต้องยอมรับว่า เขาเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคไทยรักไทยในยุคเรืองอำนาจ

ต่อมาเมื่อเกิดการรัฐประหาร เขาก็เบนเข็มออกมาจัดตั้งกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย ชูนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นทางเลือกใหม่ ได้เสียงขานรับมากพอสมควร

แต่สุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี

ทั้ง สมศักดิ์-สมคิดติดล็อกบ้านเลขที่ 111 แต่นายสมศักดิ์ก็ยังมีบทบาทอยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนพรรคมัชฌิมาธิปไตย

จนกระทั่งมีการยุบพรรครอบ 2 พรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่มีนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นหัวหน้าพรรค โดนยุบทิ้งไปด้วย

จึงตั้งพรรคภูมิใจไทยขึ้นมารองรับ ส.ส.ของพรรคมัชฌิมาฯ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายทุนใหญ่

โดยมีเครือข่ายเดิมของนายสมคิดให้การสนับสนุน รวมทั้งนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ก็เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันอยู่

แน่นอน การรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนเนวิน กลุ่มนายสมศักดิ์ กลุ่มนายสรอรรถ และอดีตเพื่อนกลุ่ม 16 ในพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้

ถือเป็นการเคลื่อนไหวทาง การเมืองที่น่าจับตาอย่างยิ่ง

เพราะการขยับตัวครั้งนี้ ทำให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคอันดับสองในรัฐบาล มีเสียงอยู่ในมือ 30

กว่าเสียง

ขณะเดียวกัน ก็เป็นพรรคที่ได้ดูแลกระทรวงหลักๆ ระดับเกรดเอ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพาณิชย์

กลายเป็นพรรคที่ถือดุลการเมืองในรัฐบาลชุดนี้ ไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม จากการที่ได้เอกซเรย์เข้าไปในแต่ละกลุ่มก๊วนของพรรคภูมิใจไทยแล้ว เราขอบอกว่า

ไม่ใช่สินค้าใหม่

แต่เป็นสินค้าเก่าที่ติดป้ายใหม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพูดถึงนักการเมืองกลุ่ม 16 ถ้าย้อนกลับไปดูยุคก่อนหน้านี้ ไปอยู่ตรงไหนก็ร้องยี้กันหมด

บางคนเป็นแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการ ผู้คนยังส่ายหน้ากันทั้งเมือง

แน่นอน หากเป็นในยามที่ประเทศไม่ได้ผ่านความบอบช้ำจากปัญหาความแตกแยกและสงครามเผชิญหน้า

การรวมตัวของกลุ่มก๊วนการเมืองในพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ สังคมคงไม่ให้เรตติ้ง ไม่ให้ความสำคัญ

แต่ในยามที่ประเทศอยู่ในห้วงวิบากกรรม ผ่านความบอบช้ำ ขาดแคลนบุคลากรทางการเมือง

สังคมก็ยังให้โอกาสในการทำงานพิสูจน์ตัวเอง เพราะต้องการให้ประเทศพ้นจากวิกฤติ

แต่ที่สำคัญ เหนืออื่นใด ก็คือ

กลุ่มก๊วนการเมืองเหล่านี้ จะกลับตัวกลับใจได้จริงหรือเปล่า.

“ทีมการเมือง”

ปชป.เย้ย “ทักษิณ” สิ้นมนต์ขลัง

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. นายอิสสระ สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้สึกหวาดหวั่นกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการดึง ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินกลับไปร่วมรัฐบาลในขั้วของพรรคเพื่อไทย เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณขณะนี้ก็เหมือนหมอที่ไม่ได้อยู่ใกล้คนไข้ จึงไม่รู้ว่าอาการคนไข้เป็นอย่างไร และสถานการณ์เปลี่ยนไปเช่นใดแล้ว นายเนวิน ชิดชอบ เคยพูดกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ไปเจรจาร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่า ถ้าประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเพื่อนเนวินก็จะขออยู่ด้วย เพราะนายเนวินทราบว่าอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณต่อไปก็ไม่มีอนาคต เนื่องจากคนอื่นๆต่างเดินกันไปไกลแล้ว แต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังจมอยู่กับอดีต ไม่เดินหน้าไปไหน

ไล่ พท.จัดการภายในพรรคก่อน

นายอิสระ กล่าวว่า การที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไปขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ก็เป็น เพียงแค่การหลอก พ.ต.ท.ทักษิณให้มาช่วยเรื่องทุนกับคนเหล่านั้นเท่านั้น จะเห็นได้ว่าวันนี้สภาพภายในพรรคเพื่อไทยเละขนาดไหน แม้แต่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเองยังขอลาออก 3-4 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าภายในพรรคเพื่อไทยตอนนี้แทบไม่เป็นกระบวน เพราะที่ผ่านมาเวลามีปัญหาอะไร ส.ส.ก็มักวิ่งไปหา พ.ต.ท. ทักษิณอย่างเดียว ส่วนกรณีที่นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า ถึงอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์ก็แตะต้องพื้นที่ภาคอีสานไม่ได้นั้น ไม่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณพูด หรือนายกิติศักดิ์พูดเอง แต่อยากให้ตื่นจากฝัน กลับไปดูภายในพรรคตัวเองก่อน ให้หาตัวหัวหน้าและเลขาธิการพรรคตัวจริงให้ได้ก่อน ถึงมาปรามาสคนอื่น พรรคเพื่อไทยจะอยู่ถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือเปล่ายังไม่รู้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ในภาคอีสาน ปชป.น่าจะได้ ส.ส.มากขึ้น ถ้านโยบายของรัฐบาลเริ่มส่งผล

“ยงยุทธ” พร้อมสละเก้าอี้หัวหน้า พท.

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคน มีแนวคิดที่จะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลของ ส.ส. บอกได้เพียงว่าถ้า ส.ส.จะย้ายพรรคต้องดูในแง่กฎหมายให้รอบคอบว่าเปิดโอกาสให้ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนเรียกร้องให้ เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค เพื่อให้หัวหน้าคนใหม่มาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯพร้อมกับปรับโครงสร้างผู้บริหารพรรค นายยงยุทธตอบว่า ไม่มีความเห็น แต่ถ้าสมาชิกพรรคเห็นว่ามีบุคคลที่เหมาะสม ตนก็พร้อมที่จะไปทำงานด้านอื่น เช่น ด้านธุรการ หรือด้านยุทธศาสตร์ ไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไร อย่างไรก็ตาม หากจะมีใครมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าคงไม่ใช่บุคคลภายนอก สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรคว่าจะมีความเห็นอย่างไร

พท.เล็งดัน ส.ส.ขึ้นแทน “ยงยุทธ”

นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะปรับโครงสร้างว่า ในเร็วๆนี้จะสัมมนา ส.ส.ที่พัทยา จ.ชลบุรี โดยจะมีการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด รวมถึงตัวหัวหน้าพรรค เพราะผู้นำฝ่ายค้านจะต้องมาจากหัวหน้าพรรคที่เป็น ส.ส. จึงจะต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า ใครที่จะมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาบุคคลสำคัญในพรรค มักจะปฏิเสธการเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรค เพราะกลัวการถูกตัดสิทธิทางการเมืองหลังจากถูกยุบพรรค นายวิทยาตอบว่า ถ้าครั้งนี้ไม่มีใครรับตนจะรับตำแหน่งนี้เอง ส่วนกรณีที่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยนั้น ขณะนี้ไม่สามารถทำได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ส.ส.อาจขัดต่อ มติพรรคโดยใช้เอกสิทธิ์สนับสนุนรัฐบาล ส่วนกรณีที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แกนนำกลุ่มเพื่อน เนวิน พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยปล่อยข่าวเพื่อเพิ่มราคาตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่นายบุญจงรู้สึก แต่ไม่เป็นความจริง เพราะ ส.ส.ในพรรคไม่มีใครมาเรียกร้องอะไร

ส.ส.เหนือฮึ่มตะเพิดผู้บริหารพรรค

นายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับโครงสร้างพรรคว่า ถ้ามีการยุบสภาและเลือกตั้งตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์คงชนะอย่างแน่นอน ดังนั้นจะต้องรีบปรับโครงสร้างพรรค วางกลยุทธ์เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีต่อพรรคมากขึ้นเท่านั้น เมื่อถามว่า มีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค และนางสุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค ลาออกจากตำแหน่ง โดยกำหนดให้มีการปรับโครงสร้างพรรคดังกล่าวในวันที่ 30-31 ม.ค. ที่จะมีการสัมมนา ส.ส. นายอิทธิเดชตอบว่า ยังไม่ทราบว่าจะนำใครมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน แต่ความสำคัญอันดับแรก คือ ต้องปรับโครงสร้างพรรค และตำแหน่งหัวหน้าพรรคมีความสำคัญ ต้องมีการคัดเลือกหัวหน้าพรรคขึ้นมาใหม่ เมื่อถามว่า ส.ส.ภาคเหนือ พรรคเพื่อไทย มีการเตรียมย้ายพรรคบ้างหรือไม่ หลังจากกลุ่มเพื่อนเนวินควบรวมพรรคภูมิใจไทย นายอิทธิเดชตอบว่า เราจะพยายามจับมือกันให้แน่นกว่านี้ แต่ยังไม่ได้วางหลักการให้ชัดเจน

กลุ่ม กทม.ไม่ยอมให้ปรับโครงสร้าง

นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมปรับโครงสร้างและคณะกรรมการบริหารพรรคว่า ขณะนี้ภายในพรรคไม่มีปัญหาในการบริหาร โดยฝ่ายบริหารพรรค ก็มีคณะผู้บริหารรับผิดชอบ และฝ่ายบริหารการเมือง ก็มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน เป็นประธาน ส.ส. ทำหน้าที่หัวหน้าอภิปรายในสภาฯ มีการตั้งประธานภาคและกรรมการภาคต่างๆ 5 ภาคไปแล้ว นอกจากนี้คณะกรรมการบริหารพรรคกับ ส.ส. มีการเชื่อมโยงทำงานโดยผ่านที่ประชุม ส.ส. ดังนั้นขอยืนยันไม่มีแผนปรับโครงสร้างพรรค และไม่เปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรค การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคจะเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่สามารถบริหารพรรคหรือตอบโจทย์การเมืองได้

สวน “ยงยุทธ” แค่ความเห็นส่วนตัว

เมื่อถามว่ากลุ่มอีสานพัฒนาและกลุ่มนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ประสานเสียงว่าจะเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคภายในเร็ววันนี้ ทำให้ปัญหาภายในพรรคเหมือนมีความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มนายยงยุทธกับนางเยาวภา ภริยานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่คุมการบริหารพรรคอยู่ในตอนนี้ นายคณวัฒน์ตอบว่า ไม่ทราบความต้องการของกลุ่มนายยงยุทธ เข้าใจว่าเป็นความเห็นส่วนตัว เพราะคณะบริหารพรรคไม่มีความคิดที่จะปรับโครงสร้างพรรค ในช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้จะมีการสัมมนา ส.ส. เพื่อจัดกระบวนทัพกำหนดทิศทางของพรรค ในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงการเก็บข้อมูลที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เชื่อว่าถ้าอภิปรายเมื่อไหร่รัฐบาลอยู่ไม่ได้แน่ นอกจากนี้จะหารือการทำงานในพื้นที่ เพื่อเตรียมการเลือกตั้งที่ประเมินกันว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ เพราะดูจากการจัดทำงบประมาณกลางปี งบ 70%ไปอยู่ในกระทรวงภายใต้รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการหว่านเงินเพื่อฟื้นฟูคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ เท่าที่คุยกับพรรคร่วมรัฐบาลในฐานะที่เคยทำงานร่วมกัน ก็ไม่ค่อยพอใจพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นพรรคได้วิเคราะห์แล้วเห็นว่า การจัดงบครั้งนี้หวังผลในช่วงสั้นๆ และยุบสภาในเร็วๆนี้

รับ “ทักษิณ” ให้คำปรึกษาเป็นระยะ

นายคณวัฒน์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นที่ปรึกษาพรรคนั้น พรรคไม่เคยมีการหารือในเรื่องนี้ เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาเลย เนื่องจากที่ผ่านมาถ้าจำเป็นอดีตนายกฯให้คำปรึกษาอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ระบุว่าถ้าพรรคเพื่อไทยตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาพรรค จะถูกยุบพรรคนั้น อยากถามกลับว่าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลมีบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์ 5 ปี ไปร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลด้วย ทั้งนายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ทุกคนมีภาพเป็นหลักฐานชัดเจน ดังนั้นต้องถาม กกต.ว่าเรื่องนี้จะดำเนินการอย่างไร

พท.ตอกกลับ “สดศรี” เลือกปฏิบัติ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรค มองว่าการตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาพรรค ได้พิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบแล้ว จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และไม่มีกฎหมายระบุว่าต้องส่งรายชื่อที่ปรึกษาต่อ กกต. จึงขอยืนยันว่าพรรคจะไม่ถอดชื่อ พ.ต.ท. ทักษิณออกจากตำแหน่งที่ปรึกษา ทั้งนี้ต้องถามกลับไปที่นางสดศรีว่า เหตุใดจึงไม่แสดงความคิดเห็น หรือจับผิดกรณีที่นายเนวิน ชิดชอบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย ไปมีส่วนร่วมในการเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย สะท้อนให้เห็นว่าการที่นางสดศรีมุ่งประเด็นมาที่พรรคเพื่อไทยเพียงพรรคเดียว เป็นการเลือกปฏิบัติ จึงขอฝากไปถึงนางสดศรีให้ระวังการให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระยิ่งเสื่อมโทรม และจะทำให้สังคมแตกแยกมากขึ้น

รัฐบาลกำลังทำบ้านเมืองแตกแยก

นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลกำลังจงใจทำให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง เพราะนำเอาฝ่ายตรงข้ามเข้ามาบริหารประเทศ คนที่เคยปิดล้อมสภาฯ ยึดสนามบิน รวมทั้งคนที่อยู่บ้านเลขที่ 111 ก็ไปร่วมใช้อำนาจกับพรรคประชาธิปัตย์หมดแล้ว ซึ่งน่ากลัวมาก หากมีการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ประเทศไทยก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆเหมือนสหภาพโซเวียต การเปิดตัวพรรคภูมิใจไทยก็ชัดเจนว่า วันนี้รัฐมนตรีที่เคยถูก คตส.กล่าวหา ได้ไปร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์หมดแล้ว

“มันไม่ใช่การต่อสู้เชิงนโยบาย เหมือนเมื่อการเลือกตั้ง 2544 ที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง เพราะวันนี้ใช้นโยบายเดียวกันแล้ว แต่มาต่อสู้ในเชิงแนวทาง หากอยากเลือกแดงก็ให้มาทางนี้ที่มีจุดยืนชัดเจนไม่เอาทหาร ต่อต้านเผด็จการ ส่วนฝ่ายเหลืองจะอย่างไรก็ได้ขอแค่ได้มีอำนาจ การต่อสู้แนวทางมันใหญ่กว่านโยบาย การต่อสู้ด้วยนโยบายนั้นประเทศจะไม่แตกแยก แต่ถ้าต่อสู้ในเชิงแนวทางแล้วมันจะทำให้ประเทศแตกแยก” นายสงวนกล่าว

“อดิศร” ขู่แฉทหารแทรกแซงการเมือง

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะประธานกรรมการบริหารสถานีโทรทัศน์ ดีทีวี กล่าวถึงความพร้อมในการออกอากาศว่า ในวันที่ 19 ม.ค.นี้ ทีมงานจะทดลองออกอากาศตั้งแต่ 06.00 น. ผ่านสัญญาณดาวเทียมไทยคม 5 โดยตนจะจัดรายการ “คุยกับอดิศร” ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. โดยเนื้อหาจะพูดถึงหลักการประชาธิปไตย ตลอดจนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองขณะนี้ เช่น เรื่องการตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ไม่ชอบธรรม และในอนาคตจะเปิดเผยข้อมูล ที่ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองในเชิงลึก เพราะขณะนี้มีข้อมูลจากข้าราชการประจำ และคณะกรรมาธิการการทหาร ส่งมาเรียบร้อยแล้ว