WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 19, 2009

ช่วยด้วย !!! นางยักษ์กำลังไล่จะกินทักษิณ

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

หยุดเขียนเสียหลายวันเพราะอากาศเปลี่ยนจากหนาวจัดติดลบ 20- 35 องศา จู่ๆเปลี่ยนมาเป็นอุ่นร่างกายคนเลยรับไม่ทันป่วยกันเยอะเลย ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว คนมืออยู่ไม่สุขก็เลยมาจิ้มคีย์บอร์ดเขียนเหมือนเดิม ในระหว่างไม่สบายก็เข้าไปอ่านตามเว็บต่างๆไปเจอข่าวที่ไม่กรองว่านายกทักษิณถูกตามล่าโดนยิงที่เกาะกงแต่กระสุนเฉียดศรีษะไม่ถูกเป้าหมายแต่บางกระแสก็ว่าที่ฮ่องกงไม่รู้ว่าที่ใหนแน่ แต่ที่แน่ก็คือพวกปล่อยข่าวอีกตามเคย ทักษิณคนเดียวคนในไทยนี่ช่างกลัวกันแท้ถึงจะเด็ดชีพเขาเชียวหรือ โอ้โฮทำไมช่างโหดผิดมนุษย์หรือว่าเป็นนางยักษ์จึงไล่จะกินทักษิณให้ได้

พฤติการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ธรรมดาเป็นองค์กรไล่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันชัดๆชนิดที่ไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ผุดได้เกิดใจร้ายจริงๆนางยักษ์ตนนี้ แถมกินบ้านกินเมืองจนวอดวายเสียอีกไม่ช้าประเทศไทยไม่มีผู้คนเหลือติดประเทศแน่เพราะนางยักษ์ไล่กินเป็นอาหารเกลี้ยงไม่มีเหลือทำพันธุ์อีก ต่อไป



ตอนนี้พ่อหล่อใหญ่หล่อเล็กทั้งหลายกำลังมีความสุขกัน ที่ต่างหอบหิ้วกันมารวมเป็นรัฐบาลเหลืองอย่างสมใจ แล้วจะดำเนินไปแบบใหนช่วยบอกหน่อยจะฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยด้วยวิธีใด? ตอนนี้ต่างประเทศเศรษฐกิจต่างล้มกันระเนระนาดทั้งในอเมริกาและในสหภาพยุโรป บริษัทใหญ่ๆทั้งนั้นแล้วมาร์คจะมีหนทางใดช่วยประเทศไทยให้พ้นวิกฤตินี้ประเทศที่ผลิตรถยนต์ขายกันไม่ออกเลย บริษัทจะเอาเงินที่ใหนให้ค่าจ้างคนงานจึงจำเป็นต้องปลดออก มาร์คช่วยเบิกเนตรให้กว้างแล้วจะได้รู้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกว่ามันทรุดหนักขนาดใหน หนังสือพิมพ์เคยเอาไปลงบอกประชาชนให้รู้หรือเปล่าว่าให้เตรียมตัวเตรียมใจเข้าตาจนอีกรอบหนึ่งในปี2552และอาจหนักกว่าปี2540 ในเมื่อต่างประเทศปัญหาบริษทใหญ่ๆเกี่ยวกับเครื่องอิเลคโทนิคและอื่นๆ อีกทั้งแบงค์ก็ยังไม่หมดปัญหา ฉะนั้นมารค์ควรอ่านข่าวต่างประเทศดูบ้างจะได้รู้ว่าการเป็นผู้นำในรัฐบาลจะหาทางป้องกันอย่างไรกับคลื่นสึนามิลูกใหม่ที่จะมาถล่มประเทศไทยในปีนี้ ข่าวต่างประเทศออกไปทั่วว่าแม้แต่ ดูไบ ที่ว่ารวยล้นฟ้ายังเป็นหนี้ต่างชาติหลายแสนล้านเพราะกู้เขามาสร้างเมืองวิมานกลางทะเลต้องใช้เงินอย่างมหาศาลเวลานี้สร้างเสร็จแล้วฉลองกันไปแล้วติดไฟอย่างสวยงามเหมือนเช่นเมืองสวรรค์โทรทัศน์ในต่างประเทศได้นำเอามาฉายให้ดู สวยมากแต่เป็นหนี้เขาท่วมหัว แล้วพวกเราชาวไทยจะยอมติดหนี้เขามาลงทุนเพื่อสิ่งที่ไม่ได้รับผลประโยนช์กับการอวดความรวยให้ชาวโลกเพียงหน้ากาก เห็นหนังสือพิมพ์ในยุโรปเขียนแฉอย่างละเอียดละออ ฉะนั้นทุกอย่างไม่เคยรอดพ้นสายตานักข่าวต่างประเทศไปได้ แล้วประเทศไทยจะรอดพ้นไปจากสายตานักข่าวต่างประเทศหรือ? ยิ่งไปกู้เงินต่างชาติยิ่งมีข่าวกระจายไปทั่วเพราะรัฐบาลวิ่งราวอำนาจของพรรคพลังประชาชนต่างชาติยังไม่ลืมเหตุการณ์นี้ จะใส่หน้ากากหลอกต่างชาติคงไม่มีใครเชื่อถือเพราะเขาต่างรู้ธาตุแท้ของการปลิ้นปล้อนที่ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จให้ฝรั่งฟัง ยิ่งมีรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นพันธมิตรด้วยแล้วถ้าฝรั่งย้อนถามไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกตรงใหน น่าสงสารจริงๆกับรัฐบาลวิ่งราว

ป้าพลอย

ปฎิญญาสถาบันเสื้อแดง โดยจักรภพ เพ็ญแข

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย



ผมเห็นว่าคำสัมภาษณ์ของคุณจักรภพ เพ็ญแข ที่กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ไปสัมภาษณ์คุณจักรภพ เกี่ยวกับสถาบันคนเสื่อแดงนั้น เป็นคำสัมภาษณ์ที่ชัดเจน ถึงแนวทาง ยุทธวิธี และแนวคิดในการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย คำสัมภาษณ์นี้ ทำให้ “สถาบันเสื้อแดง” มีความชัดเจนขึ้น ใครที่เป็นสมาชิกของสถาบันคนเสื้อแดงควรได้อ่าน เรียกว่าเป็น “ปฎิญญาสถาบันเสื้อแดงโดยจักรภพ เพ็ญแข” เลยก็ว่าได้

เป็นอันชัดเจนในระดับหนึ่งว่า คุณจักรภพ เป็นเหมือนเสนาธิการใหญ่ รวมทั้งผู้ที่เคลื่อนไหวขับเคลื่อนเพื่อให้ได้ประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ โดยผ่านกระบวนการสถาบันคนเสื้อแดง

ดังนั้น เราจึงควรศึกษาและอ่านความคิดของคุณจักรภพ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมคิดว่าคุณจักรภพ เขาใจสถานการณ์ของการต่อสู้ และตกผลึกทางความคิดมากกว่าคุณทักษิณเสียอีก

ปล.ผมนิยมคุณทักษิณ แต่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อคุณทักษิณเสียทีเดียว ดังนั้นผมอยู่ใน 60% ที่คุณจักรภพว่า ผมเชื่อว่า 60% ที่คุณจักรภพพยายามแยก เขาก็นิยม นับถือคุณทักษิณครับ เพียงแต่เขาไม่ได้รักคุณทักษิณแต่เพียงอย่างเดียว เขารักประชาธิปไตยด้วย

ไม่แปลกที่คนเราจะรักสองอย่างพร้อมกัน เพรามันไม่ได้ขัดแย้งกันเลย

ปล. 2 ผมขอทำนายว่าในที่สุดแล้วในกาลข้างหน้าคุณจักรภพ เพ็ญแข คือนายกรัฐมนตรีอีกผู้หนึ่ง และเป็นผู้นำทางการเมืองไทยที่สำคัญอีกคนหนึ่ง แม้ฝ่ายตรงข้ามจะจับเขาขังคุก หรือทำอะไรก็ตาม แต่ ผู้นำทางการเมือง ไม่มีใครย่อท้อ ต่อการโดนกระทำ ขังคุก ทำร้าย เพราะนั่นคือสิ่งเคี่ยวกรำเขาให้เข็มแข็งมากยิ่งขึ้น ยิ่งโดนกระทำรุนแรง เขาก็ยิ่งเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ หนทางข้างหน้าของคุณจักรภพ แม้อาจเต็มไปด้วยอันตราย แต่เมื่อเขาเต็มใจที่จะเดินต่อไป ไม่ว่าจะมีขวากหนาม หลุมลึกแค่ไหน เขาก็คือ "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง" อนาคตจะพิสูจน์ตัวเขา

------------------------------------




สถาบันเสื้อแดง จักรภพ เพ็ญแข

18 มกราคม 2552 กองบรรณาธิการ

"คนเสื้อแดงมาแค่ชุมนุมกันประท้วงกันไม่พอ เสื้อแดงต้องมีอบรม เสื้อแดงต้องมีการจัดตั้ง เสื้อแดงต้องมีการเรียนประวัติศาสตร์ เสื้อแดงต้องมีการถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน

ทั้งหมดนี้เราจึงมารวมตั้งเป็นสถาบัน ซึ่งใช้ชื่อตุ๊กตาว่าสถาบันเสื้อแดง"

"ผมเองเป็นคนบอกคุณทักษิณว่าขบวนการประชาธิปไตยใหญ่กว่าท่าน ท่านเป็น subset ของขบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่คิดว่าตัวเองคือมิสเตอร์ประชาธิปไตย... มันจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ทำเพื่อคุณทักษิณ แต่จุดเริ่มต้นมาจากคุณทักษิณนะ ต้องให้เครดิตเขานะ"

"ผมคิดว่าคุณเนวินในท้ายที่สุดก็จะเป็นเครื่องมืออันมีค่าในการทำลายฝ่าย อำมาตย์... มีบุคคลบางท่านเอ่ยปากถึงขั้นว่าเนวินเขาดี มีดวงตาเห็นธรรม เราก็ดีใจ เข้าไปใกล้ถึงขนาดนั้นได้ ก็ขอให้รักกันมากๆ (หัวเราะ)"



จักรภพ เพ็ญแข อาจจะเป็นคนที่ถูกเกลียดชังมากที่สุดคนหนึ่งจากฝ่ายเสื้อเหลือง แต่ถ้าพูดถึงในฝ่ายเสื้อแดงแล้ว กาลเวลาที่ผ่านไป 3 ปี อดีตพิธีกรทีวีที่เคยเข้าคุก เคยเป็นรัฐมนตรี และตอนนี้อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีข้อหาร้ายแรง น่าจะเป็นคนที่ได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือมากที่สุดคนหนึ่งจากมวลชนเสื้อ แดง โดยอาจจะมากกว่าดาราไฮด์ปาร์กบนเวทีด้วยซ้ำ

การที่นักรัฐศาสตร์อย่างเขาประกาศจัดตั้ง "สถาบันเสื้อแดง" จึงไม่ใช่สิ่งที่มองข้ามได้ แม้คนฟังอาจจะไม่เชื่อเขาทั้งหมด แต่นั่นก็คือทิศทางที่จะเป็นไป มวลชนเสื้อแดงก็จะจัดตั้งกันขึ้นเช่นเดียวกับมวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย แต่จะเข้มแข็งระดับไหน มีคุณภาพระดับไหน จริงจังแค่ไหน เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องพิสูจน์ตัวเอง

กระนั้น ถ้าต่างฝ่ายต่างเดินในวิถีประชาธิปไตย ไม่ใช้กำลัง ไม่ใช้ความรุนแรง ต่อสู้ทางความคิด ก็เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจะยอมรับได้มากกว่าการแสดงออกที่ผ่านมา

เสื้อแดงใหญ่กว่าพรรค

ประกาศจัดตั้งสถาบันเสื้อแดงในระยะนี้ ไม่คิดหรือว่าพลังของคนเสื้อแดงอาจจะค่อยๆ มอดลง เพราะดูผลการเลือกตั้งซ่อมก็พูดกันเยอะว่ามนต์ทักษิณเสื่อมแล้ว

"มวลชนคนเสื้อแดงจะเดินหน้าต่อไปและแข็งแรงขึ้นแม้ไม่มีคุณทักษิณ คุณทักษิณกำลังค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจาก CEO ของฝ่ายประชาธิปไตย มาเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตย เราเริ่มมีผู้นำธรรมชาติและนายทุนธรรมชาติเกิดขึ้นเยอะอย่างคาดไม่ถึง ตอนที่ผมออกมาต่อต้าน คมช.ในนาม PTV และต่อมาเป็น นปก.-นปช.ก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดขนาดนี้ แต่พอเป็นเสื้อแดงมันชัดเจนมาก PTV นปก.-นปช.มันยังก้ำกึ่งว่าทักษิณหรือเปล่า คนรักทักษิณก็มากันตรึม คนไม่ชอบทักษิณก็ยังไม่อยากเชียร์ คนเกลียดทักษิณก็ต่อต้านไปเลย แต่พอเป็นเสื้อแดงชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายในการต่อสู้คือประชาธิปไตย แล้วคุณทักษิณได้รับประโยชน์ไปด้วย ในฐานะผู้นำที่ถูกปล้นอำนาจไปด้วยการรัฐประหาร"

"ขบวนการใหญ่ขึ้น ผมพูดในรายการทีวีเมื่อไม่นานนี้ว่า ข้อเท็จจริงอันหนึ่งคือคนที่มาร่วมกับมวลชนคนเสื้อแดงปัจจุบันนี้ เป็นคนที่ไม่ได้รักทักษิณแต่รักประชาธิปไตยมากกว่า ถ้าให้แบ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ รักทักษิณและรักแบบหลงใหลเลย กับอีก 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้แคร์อะไรกับคุณทักษิณเลย แต่มีความรู้สึกว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำเกินไปแล้ว คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ พลังเงียบในอดีต ซึ่งไม่เคยแบ่งตัวเองว่าเป็นเหลืองหรือแดง แล้วตอนหลังมาเป็นแดงก็ด้วยเหตุผลนี้ เพราะฉะนั้นมวลชนคนเสื้อแดงจะไม่ได้เดินหน้าต่อไปเพื่อคุณทักษิณ ทีนี้เพื่อจะให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามครรลองที่เหมาะสม ก็ต้องไม่ใช้เงินคุณทักษิณ สมัยก่อนคุณทักษิณช่วยบริจาคเงินเยอะ มาตอนนี้มันก็ต้องลดระดับความสนับสนุนลงไป ด้วยการที่มีคนอื่นเข้ามาช่วยมากขึ้น คุณทักษิณก็เงินน้อยลงไปพอดี ก็ดี"

"เลือกตั้งซ่อมไม่ได้เป็นตัวชี้อะไรหรอกครับ เป็นตัวชี้ว่าการทำงานของฝ่ายตรงข้ามสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้นเอง เมื่อตอน 23 ธ.ค.2550 ที่มีการเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศ คมช.และพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง เป็นเพราะทหารไม่รู้ว่าเป้าในการโจมตีเราอยู่ตรงไหน ทหารมีทั้งกำลังคนทั้งอาวุธ ก็พยายามไปกดหัวคะแนน ไปขู่กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน แม้กระทั่งขู่ประชาชน ฝ่ายเราจะไปหาเสียงนี่ลำบากยากเย็น แต่ฝ่ายตรงข้ามเช่นประชาธิปัตย์หรือเพื่อแผ่นดินก็ไปได้อย่างสะดวกโยธิน เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าประชาธิปัตย์เป็นร่างทรงของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และเพื่อแผ่นดินเป็นนายหน้ารายใหม่ แต่พลังประชาชนก็ชนะการเลือกตั้งเพราะว่ายังไม่มีคนชี้เป้า แต่พอการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา มันมีคุณเนวินไปหักหลังชี้เป้า มันเลยเป็นพลัง 2 ประสานรวมกัน คือทหารที่มีอำนาจเงิน อำนาจคน อำนาจการจัดการ เพราะองค์กรเขามีประสิทธิภาพ วินัยเขาได้หมด บวกกับคุณเนวินไปชี้ว่าให้เข้าไปตรงนั้นๆ"

"แต่ถามว่าเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา มันจะเป็นโมเดลของฝ่ายตรงข้ามสามารถจะชนะเราราบเลยไหม คำตอบก็คือขึ้นอยู่ กับขบวนการคนเสื้อแดง ถ้าหากขบวนการคนเสื้อแดงงอกได้เร็วและงอกได้ตามธรรมชาติ ไม่ได้งอกตามการสั่งการของใคร ไม่ได้งอกด้วยเงินของใครหรือครอบครัวไหนเป็นเฉพาะ ขบวนการคนเสื้อแดงจะยันกระแสพวกนี้ เพราะอย่าลืมว่าคนเสื้อแดงไม่ได้ไร้เดียงสาแล้วนะ ไม่ใช่เพียงแค่นั่งวิเคราะห์ว่าเอ๊ะบ้านเมืองเกิดอะไรขึ้น ใครอยู่เบื้อง หลัง ทำไมยึดสนามบินแล้วตำรวจ-ทหารไม่จัดการ ใครมันใหญ่กว่าตำรวจ-ทหาร ชาวบ้านเขาก็เริ่มจะรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มจะรู้เราให้ความรู้เพิ่มเติม เช่น ถ้าอย่างนั้นคุณจะแสดงออกอย่างไร การที่เสื้อแดงมาแค่ชุมนุมกันประท้วงกันไม่พอ เสื้อแดงต้องมีอบรม เสื้อแดงต้องมีการจัดตั้ง เสื้อแดงต้องมีการเรียนประวัติศาสตร์ เสื้อแดงต้องมีการถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน ทั้งหมดนี้เราจึงมารวมตั้งเป็นสถาบัน ซึ่งใช้ชื่อตุ๊กตาว่าสถาบันเสื้อแดง ความจริงคือชื่ออื่นกำลังคิดกันอยู่ นี่คือทิศทางของสีแดงจะเดินไป และทำให้โมเดลเลือกตั้งซ่อมมันไม่กลายเป็นความพ่ายแพ้ทั่วประเทศของเรา หรือเป็นชัยชนะทั่วประเทศของเขา"

เมื่อเนวินตั้งพรรคภูมิใจไทยก็จะดึง ส.ส.อีสานไปได้ส่วนหนึ่ง เพราะ ส.ส.มองเห็นแล้วว่าย้ายพรรคไปก็จะชนะการเลือกตั้ง ไม่เหมือนที่กลัวกันก่อนหน้านี้ว่าจะสอบตก บางจังหวัดเพื่อไทยชนะแต่ก็เฉียดฉิวมาก จึงพูดกันว่ามนต์ทักษิณเสื่อม

"มันไม่จริงหรอก ผมคิดว่า ส.ส.ชนะการเลือกตั้งโดยการตรายี่ห้อคุณทักษิณก็เยอะ แต่ก็ดี ถ้าคิดอย่างนั้นเป็นบุญของเราเพราะจะได้ขอเปลี่ยนผู้สมัคร ส.ส.ให้หมด ไม่อยากได้มาเฟียเหมือนกัน อยากได้คนใหม่ คนใหม่ที่ขึ้นมางอกมาจากสีแดงโดยตรง วัดดวงกันสิ ก็มันคือเลือกตั้ง มีแพ้-มีชนะ เราไม่ได้บอกว่าเราจะต้องชนะ โอ้อวดอย่างนั้นก็ไม่เหมาะสม แต่ผมก็มั่นอกมั่นใจมากพอที่จะบอกว่าถ้าใครอยากย้ายพรรคก็ไปเลยนะ เพราะเราจะเอาขบวนการเสื้อแดงปั้นคนใหม่ ตอนที่พรรคไทยรักไทยยังไม่ถูกรัฐประหาร เรามีแนวความคิดขึ้นมาอันหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ทำ แล้วพอมันลุ่มๆ ดอนๆ ทางการเมืองก็ไม่มีโอกาสทำ นั่นคือการหยั่งเสียงภายในพรรคก่อนจะส่งผู้สมัคร ส.ส. primary นั่นก็คือว่าต้องให้สมาชิกพรรคในจังหวัดนั้นๆ ลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครก่อน พรรคก็จะส่งคนนั้นลง เพราะฉะนั้น การหยั่งเสียงภายในพรรคจะเป็นการทำงานฐานของพรรค รวมทั้งฐานเสื้อแดงในส่วนที่รักพรรค เสื้อแดงที่ไม่รักพรรคก็มี"

"ระบบ ส.ส.ที่ผ่านมามันเป็นระบบตีขลุม ได้รับเลือกตั้งมาแล้วก็วิเคราะห์กันไม่ออกว่าได้มาเพราะอะไร ได้เพราะพรรค ได้เพราะหัวหน้าพรรค ได้เพราะอดีตนายกฯ ได้เพราะตัวเอง ได้เพราะเงิน ได้เพราะทหารช่วย ได้เพราะโชคดี หรือได้เพราะชาวบ้านเกลียด อีกคนหนึ่งก็เลยมาลงให้ มันเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ทำให้คนชนะเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเราไปวิตกกังวลแบบนั้นไม่ได้ เพราะเท่ากับไปเล่นเกมของคนอื่น การที่เราจะมาเล่นเกมตัวเองก็คือฐานมวลชนเรามีตรงไหน ก็ทำให้เข้มแข็งตรงนั้น และใครที่พร้อมจะลงกับเรา เราก็ส่งลง เพราะฉะนั้นจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย เพื่อแผ่นดิน หรือพรรคไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องถามตัวเองว่ารู้อยู่แก่ใจไหมว่า ชนะเลือกตั้งมาแต่ละครั้งเพราะอะไร หรือแพ้เลือกตั้งแต่ละครั้งเพราะอะไร สิ่งที่เราควรจะต้องระวังในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ไม่ใช่เรื่องความนิยม แต่เป็นเรื่องการโกงเลือกตั้ง เพราะผมคิดว่าการโกงระดับชาวบ้าน หรือการโกงระดับผู้ปฏิบัติการจะน้อยลงไป ที่เหลือคือการโกงในภาครัฐ คือการใช้อำนาจรัฐโกงจากโครงสร้าง ชนิดที่ชาวบ้านเข้าไปวอแวไม่ได้ อันนั้นคือสิ่งที่เราต้องจับตามอง"

เอ้า อย่างลำพูนคนเสื้อแดงลงแต่ก็แพ้

"เขาไม่สามารถสร้างระบบการสื่อสารโดยตรงกับคนได้ทัน อย่าลืมว่า ส.ส.ต้องรวมกันทั้งการลงไปจัดตั้ง จัดตั้งนี่ไม่ใช่ไปซื้อนะ หมายถึงเข้าไปมีหัวหน้าสาย ลูกสาย เข้าไปช่วยกันโน้มน้าว แจกเอกสารหาเสียง เหล่านี้เขามีเวลาไม่พอ ตัวเขาเองใช้เวลามาตลอดในการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย และตัดสินใจในนาทีสุดท้ายว่าจะลง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคะแนนที่ได้มาเป็นคะแนนบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นเราก็จะส่งท่านลงอีก และจะจัดการในส่วนที่ขาด"

พูดเหมือนกับเป็นแกนนำพรรค สถาบันเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยจะเป็นอันเดียวกันหรือแยกกัน

"แยกครับ เสื้อแดงเป็นการทำเพื่อระบอบประชาธิปไตยโดยตรง ถ้ายังมีรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีเสื้อแดง และก็ต้องไปไกลด้วย ใน 2550 มีมาตราใดที่เราต้องเคลียร์ออกไป อันนี้คือเรื่องเสื้อแดง ส่วนพรรคเพื่อไทยเขาคิดเรื่องชนะเลือกตั้ง บางครั้งการไปต่อสู้ยืดเยื้อแบบเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยเขาก็ไม่ชอบนะ เพราะเขากลัวว่าประชาชนจะเบื่อ เพราะฉะนั้นผลประโยชน์ของเสื้อแดงกับเพื่อ ไทยไม่ตรงกันอยู่แล้ว มันเหมือน 2 คนบนเส้นทางตีคู่กันไป เป้าหมายเดียวกันแต่อีกคนอาจจะแว่บข้างทาง อีกคนไปจนสุดทาง"

"ผมหวังว่าในท้ายที่สุดแล้วเสื้อแดงจะใหญ่กว่าพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยก็จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นองค์กรทางการเมืองที่มี ประสิทธิภาพ คือทำหน้าที่สื่อสารการเมือง สร้างคนทางการเมือง และหน้าที่สำคัญที่สุดคือต้องชนะเลือกตั้ง คนเสื้อแดงก็จะได้ประโยชน์ด้วย ผมเชื่อว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะเลือกพรรคเพื่อไทย มันคล้ายๆ กับในยุโรป ขบวนการบางอย่างมันใหญ่กว่าพรรค และพรรคกลายเป็นลูก เป็น Subset ของขบวนการ เช่นพรรคแรงงานในอังกฤษ เริ่มต้นจากขบวนการแรงงาน คือคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง รวมตัวกันแล้วก็ลุกฮือขึ้น พอฮือทีก็เจรจากันที ได้ประโยชน์กลับมาหน่อย เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ผู้หญิงลาคลอดได้เดือนสองเดือน พอตอนหลังขบวนการเห็นว่าการสู้ทีได้ทีมันไม่พอ พวกหนึ่งก็เลยไปตั้งพรรคแรงงาน แต่ไม่ใช่กรรมกรทุกคนจะไปเข้าพรรค ผมว่าเสื้อแดงกับเพื่อไทยจะเป็นแบบนั้น คือขบวนการประชาธิปไตยเราทำภาคกว้างไปสู่เป้าหมายใหญ่ พรรคเพื่อไทยก็เดินตามมาและรับมรดกบ้าง"

พันธมิตรฯ ก็ควรจะไปทางนี้เหมือนกันใช่ไหม

"ใช่ ผมได้ยินว่าจะตั้งพรรคเทียนแห่งธรรม ก็ควรจะตั้ง และนอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่ติดว่าใช้ชื่อนี้มานานหลายสิบปี ผมยังเสนอด้วยว่าประชาธิปัตย์ควรจะเปลี่ยนเป็นชื่อพรรคอนุรักษนิยมเสียเลย คือคุณบอกว่าทำอะไรของเขาผิดหมด คุณอยากจะกกกอดรักษาอย่างเดิมอยู่ คุณก็ประกาศให้ชัดว่าคุณเป็นแบบนั้น และผมเชื่อว่าก็จะมีคนรักคุณ แต่มาทำเป็นว่าข้างหน้าก็จะไป ข้างหลังก็จะเอา และก็ไม่ไปไหนสักทาง บ้านเมืองเดินไม่ได้ คือประชาธิปัตย์ต้องออกจากเฟสของการเป็นนายหน้าของฝ่ายอำมาตย์ มาสู่การเป็นพรรคการเมืองที่แท้จริงได้แล้ว มาเป็นพรรคการเมืองที่มีจุดยืน และก็ประกาศให้คนเขาเลือกจากจุดยืนนั้น ผมเชื่อว่ามีคนมากพอที่จะชอบ คนไทยไม่ใช่ทุกคนนะครับที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ความเปลี่ยนแปลงที่นายกฯ ทักษิณทำตอนช่วงนั้น หลายคนใจหายนะ กลัวเมืองไทยจะเปลี่ยนเร็วไป คนอย่างนี้ก็จะไม่เลือกคุณทักษิณ ก็จะไปเลือกประชาธิปัตย์ที่เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคอนุรักษนิยม ผมว่ามันจะดี ภูมิทัศน์ทางการเมืองจะชัดเจนต่อสายตาประชาชนมากขึ้น คือตอนนี้ประชาธิปไตยต้องเลิก ลับ ลวง พราง ใครทำอะไรก็ควรต้องรับผลนั้น"

5 ปีเห็น

สถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนไม่เอื้อให้เสื้อแดงเคลื่อนไหว คนส่วนใหญ่ที่เป็นพลังเงียบอยากให้รัฐบาลทำงานไปก่อน เหนื่อยกับความขัดแย้งในช่วง 2•3 ปี อยากให้มันจบ

"ผมก็คิดว่ามีส่วนจริง แต่ผมคิดว่าเป็นโอกาสทองของเสื้อแดง เพราะกิจกรรมเสื้อแดงไม่ใช่แค่การชุมนุมประท้วง ระหว่างนี้เราก็พบกันเงียบๆ ถ่ายทอดความรู้ระหว่างกัน เรียนประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ 2475 หรือก่อนหน้านั้น เรียนวิชารัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ฉบับธรรมนูญการปกครองชั่วคราว 27 มิ.ย.2475 จนถึงฉบับปัจจุบัน มาคุยกันเกี่ยวกับการว่างงานของคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงที่เป็นเจ้าของโรงงาน ผมจับให้เจอกับคนเสื้อแดงที่เป็นคนว่างงาน เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้คนจิตสำนึกเดียวกัน ความรู้ความสามารถคุณไปเลือกกันเอง ทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมที่ทำได้ระหว่างช่วงนี้"

"แทนที่เราจะใช้เสื้อแดงแสดงพลังเพื่อกดดันให้เกิดอะไรบางอย่างในทางการ เมือง เราย้อนกลับมาใช้เสื้อแดงเพื่อสร้างคุณภาพภายใน เพื่อเตรียมสำหรับขบวนการประชาธิปไตยอีกระยะหนึ่ง คือระยะที่มีคุณภาพ ระยะที่มีการสร้างคน ระยะที่มีการบริหารจัดการ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยแพ้ฝ่ายอำมาตย์มาตลอด เพราะฝ่ายประชาธิปไตยเป็นเรื่องชั่วคราวและเฉพาะกิจ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์เป็นเรื่องถาวรและมีการจัดตั้งสูง มันสู้กันไม่ได้หรอก ประชาชนมี 60 กว่าล้านคน ทหารเรียกมาระดมพลสูงสุดไม่เกิน 5 แสน ทำไมประชาชนยังสู้ไม่ได้ ก็เพราะทหารเขาจัดตั้งดี สั่งปั๊บไปถึงชั้นประทวน และยิงก่อนถามทีหลัง ทำก่อนให้เหตุผลทีหลัง เพราะฉะนั้นสีแดงของเราก็ต้องเดินไปทางนั้น นั่นก็คือมีการบริหารจัดการ มีการจัดตั้ง และสีแดงไม่จำเป็นต้องแสดงพลังด้วยปริมาณทุกครั้ง"

"ยกตัวอย่าง ตอนนี้ผมมาตั้ง unit ต่างประเทศ ก็มีคนอาสาสมัครมาช่วย 200 คน อยู่ในต่างประเทศอีกเกือบ 400 คน แต่กระจัดกระจาย รวมความแล้วผมมีคนเสื้อแดงในต่างประเทศ 500 คน เชื่อไหมว่าในนั้นมีตั้งแต่แม่ค้าหมูสะเต๊ะจนถึงปริญญาเอก 3 ใบ ตั้งแต่คนหาเช้ากินค่ำกระทั่งคนที่เฉพาะดอกเบี้ยก็ใช้ไม่หมด แสดงให้เห็นว่าถ้าเรามุ่งบริหารจัดการในเชิงคุณภาพ เสื้อแดงทำอะไรได้เยอะ อีก 2 อาทิตย์ผมจะไปเดินเรื่อง 5 แกนนำเป็นผู้ก่อการร้าย ไปไหนคือถูกจับ ผมก็จะเอาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ไปคุยด้วย อาสาสมัครทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเสื้อแดงไม่ต้องไปสวนความรู้สึกคน"

"แต่แน่นอนการชุมนุมก็มีบ้าง แต่เป็นการชุมนุมที่มีประเด็น เช่นชุมนุมไปไล่กษิต ภิรมย์ นี่ผมเล่าเป็นตัวอย่าง ขบวนการเสื้อแดงก็ไม่อยากทำอะไรที่มันสวนความรู้สึกคน ตรงกันข้ามเราเอาเวลาที่คนเขาเหนื่อยใจมา 3 ปีมาทำในสิ่งที่เป็นคุณภาพเสื้อแดง และจะมีผลในการเตรียมขบวนการประชาธิปไตย เผลอๆ จะดีกว่าพรรคอีก"

unit ต่างประเทศนี่คืออะไร

"เรียกว่าหน่วยปฏิบัติการต่างประเทศ ที่ผมดูแลอยู่เริ่มต้นมีคนช่วยประมาณ 4-5 คน ก็คิดว่าเอ๊ะ-มันน่าจะมีอีกนะ เพราะเราเดินสนามหลวงก็มีคนมาบอกว่าคุณจักรภพ ผมมีประสบการณ์อย่างนี้ผมช่วยได้ เลยส่งอี-เมล์ในเว็บไซต์ต่างๆ แต่ละคนก็ส่งประวัติการทำงานเข้ามา ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ ผมก็นัดมาเจอ เคยรวมกลุ่มใหญ่เกือบร้อยคน ตอนแรกนึกว่าจะมาสัก 30 เก้าอี้ในร้านอาหารไม่พอ และที่มาในกลุ่ม 500 รักคุณทักษิณจริงๆ ประมาณครึ่งเดียวนะ อีกครึ่งหนึ่งวิจารณ์คุณทักษิณด้วย แต่ว่าเอาด้วยกับประชาธิปไตย ยังไงถ้าต้องเลือกระหว่างคุณทักษิณกับเลือกคุณเปรม เขาก็เลือกคุณทักษิณ แต่ถ้าคุณทักษิณชนะอีกครั้ง เขาก็วิจารณ์คุณทักษิณอีก ผมว่านี่เป็นเรื่องดี เพราะฉะนั้นกระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่เรียกสั้นๆ อาจจะฟังดูวิชาการ คือว่าเป็นการบริหารจัดการเชิงคุณภาพคนเสื้อแดง นี่คือสิ่งที่ผมกำลังพยายามทำ"

นอกจากหน่วยของคุณจักรภพก็มีหน่วยอื่นทำอยู่ใช่ไหม

"มีครับ มีหน่วยเครือข่ายมวลชน หน่วยการจัดตั้งมวลชน หน่วยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ หน่วยงานพัฒนานโยบายภาคประชาชน หน่วยงานร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดก็เป็นภารกิจในการทวงประเทศคืน โดยไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากใคร ประชาชนทำเองดีแล้ว"

"อย่างที่ผมบอก ปัญหาใหญ่มันไม่มีการจัดตั้งเชิงคุณภาพของขบวนการประชาชน มันจึงดูเหมือนประชาชนสิ้นไร้ไม้ตอกและต้องพึ่งพารัฐ ความแตกต่างระหว่างขบวนการประชาชนกับฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ แต่เดิมมันต่างกันที่การจัดตั้ง มันคือเรื่องเดียวเลย ถ้าหากมีการจัดตั้งภาคประชาชน ภาคประชาชนก็มีพลัง แต่ที่ไม่เป็นอย่างนั้นเพราะประชาชนใช้ชีวิตปกติ ต่างคนต่างไม่เกี่ยวข้องกัน พอไม่มารวมกันก็ไม่เกิดพลัง ขณะที่หน่วยงานรัฐมีระบการรวมตัวกัน มีกฎระเบียบ มีการให้คุณให้โทษ มีเจ้านายมีลูกน้อง เขาจึงมีพลัง คนร้อยคนที่กระจัดกระจายสู้คน 5 คนที่มีการจัดตั้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นถามว่า ผมจะไปสาละวนอยู่กับการประท้วงสนามหลวง การไล่คุณกษิต ผมไปร่วมเฉยๆ แต่งานหลักของผมมี ซึ่งผมอยากจะใช้เวลาสัก 5 ปี ถ้ามีเวลา ถ้าติดคุกเสียก่อนก็ไม่เป็นไร วางตัวแทนไว้แล้ว"

5 ปีไม่ยาวไปหรือ

"ทำไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่ารอ 5 ปี แต่ 5 ปีใช้งานได้ เห็นหน้าเห็นหลัง"

ทุกวันนี้อบรมกันแล้ว

"มีสักปีหนึ่งแล้ว ตอนนั้นทำในนาม นปช. แต่ตอนนี้ก็โอนมาเป็นเสื้อแดง เช่น วันอาทิตย์นี้จะมีการอบรมเรื่องวิธีการจัดขบวนประท้วง ว่าจะต้องมีอะไรบ้าง เครื่องเสียง รถ ถ่ายทอดให้ความรู้"

อบรมเป็นร้อยๆ คนหรือ

"แต่ไม่ได้เป็นข่าวอะไร สื่อมวลชนกระแสหลักไปสนใจเวลามันโฉ่งฉ่าง แต่ลืมคิดว่าก่อนจะไปรวมกันอย่างนั้นมันมาอย่างไร บางคนเขาไม่ได้เอาแต่รออยู่บ้าน สมมติไปราชมังคลาฯ อีกครั้ง ไปวัดสวนแก้ว ระหว่างนั้นมันห่างกันเป็นเดือน ทำอะไร เขามีกิจกรรมอบรมไปมาหาสู่กัน เดือนหน้าผมก็จะมีโครงการชาวเสื้อแดงเยี่ยมเยียนระหว่างจังหวัด เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น ก็กะว่าคนสัก 3,000 คนนะจะเป็นแกนได้ ที่เหนียวแน่นโทร.หากันได้"

แล้วกลุ่มฮาร์ดคอร์จะทำอย่างไร

"ฮาร์ดคอร์ก็ต้องหางานให้เขาทำ พวกฮาร์ดคอร์นี่เขาไม่ทน เมื่อวานซืนผมไปเปิดเครือข่ายที่ชลบุรี ก็กะว่าคนมาสัก 100 ปรากฏว่ามา 700 เต็มหมด ผมไปเพื่อจะไปวางแผนว่าใครจะเป็นแกนนำชลบุรี เพราะที่ชลบุรีฝ่ายสีเหลืองป่าเถื่อนมาก เพราะเขาเป็นสังคมอันธพาลมาก่อน ก็มีนักเลงเยอะ ใครเป็นสีแดงก็จะโดนด่าโดนซ้อม มันก็มีผล ก็ขอบคุณสีเหลืองเถื่อนที่ช่วยทำให้สีแดงเขาเดือดขึ้นมา ถ้าไม่มีแรงกดก็ไม่มีแรงสะท้อน สีแดงที่มาวันนั้นฮาร์คอร์ทั้งนั้นเลย ถามว่าจะดูแลฮาร์ดคอร์ยังไง ฮาร์ดคอร์จะทำงานด้านปฏิบัติการทางการเมืองโดยตรง ขณะเดียวกันผมมีภารกิจอยู่ในใจว่าต้องให้ฮาร์ดคอร์ใจเย็นๆ อย่าไปใช้พลังทีเดียวหมด ทำตัวให้เป็นไอน้ำที่เอาไปใส่เครื่องจักรก็ได้ ใส่รถไฟก็ได้ หนึ่ง-ฮาร์ดคอร์จะเป็นตัวเดินเยี่ยมชาวเสื้อแดงทั้วประเทศ เพราะพลังงานเขาเยอะมาก ไฮเปอร์ อันที่สองคือ เป็นหน่วยที่ไปคอยให้กำลังใจกับเครือข่ายต่างๆ ที่ไม่กล้าออกมา นี่เป็นตัวอย่าง แต่ตอนนี้ที่ผมอยากได้มากที่สุดคือ อยากได้ silence majority พลังเงียบ ที่คล้อยมาทางฝ่ายประชาธิปไตย"

แต่ภาพเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ที่ออกมาตอนนี้ก็รุนแรง

"ก็เป็นบทเรียนของเรา มีทั้งดี-ไม่ดี เสื้อแดงไม่ใช่ขบวนการจัดตั้งที่เขียนสคริปต์มาล่วงหน้า ก็มีหลุดบ้าง อย่างการประชุมอาเซียน ตอนแรกมีเสียงออกมาว่าเราจะล้มประชุมอาเซียน ผมก็ต้องมานั่งบอกไม่ใช่ ประชาชนชาวไทยไม่มีสิทธิ์ไปล้มการประชุม ถ้าไปประท้วงก็ไปโดยสันติ บอกว่าเราต้องการอะไรแล้วก็ล่าถอยมา เราไม่ได้เป็นขบวนการเฉพาะกิจ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการเรียนรู้กันไป"

ตอนชุมนุมปิดหน้าสภาฯ สังเกตว่าการชุมนุมสนามหลวงมีคนเยอะ แต่ไปหน้าสภาฯ น้อย แสดงว่าเขาไม่เอาด้วยกับวิธีการ

"ไม่ใช่ เป็นเพราะการไปปิดหน้าสภาฯ ใช้พลังงานมากกว่า คนก็ต้องอดตาหลับขับตานอน ต้องลางาน มันทำไม่ได้ทุกคน เราคาดอยู่แล้วว่าคนที่มาสนามหลวงจะเยอะ ไปดูตอนเดินก็ยังเยอะอยู่นะ แต่ตอนนอนน้อยลงเพราะมันยาก-เหนื่อย ก็เข้าใจ และอีกอย่างถ้ายกทั้งสนามหลวงมาอยู่ มันปิดถนนอีกหลายสาย ปิดหน้าสภาฯ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราต้องการมายึดพื้นที่ทางการเมือง ส่วนผลเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะไปชนะได้อย่างไร คุณอภิสิทธิ์เขาตัวคนเดียวที่ไหน เขามีคนอุ้มกระเตงเข้าเอวเยอะแยะ เขาเป็นอภิสิทธิ์ชนตามชื่อเขาจริงๆ แต่ขณะเดียวกันคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เรานะ คุณอภิสิทธิ์เป็นแค่บ๋อยเท่านั้น"

คนเสื้อแดงที่เป็นคนชั้นกลาง ที่เขาไม่ชอบความรุนแรง ถ้าเข้าร่วมก็ต้องการอย่างสันติ

"ก็จะมีกิจกรรมดึงมากขึ้น ที่ไม่ต้องไปประท้วงใครไปด่าใคร ไม่ต้องไปฮาร์ดคอร์ที่ไหน พูดง่ายๆ ว่ากลุ่มเสื้อแดงมืออาชีพก็มี และกลุ่มเสื้อแดงที่นิยมสันติก็เยอะ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีกิจกรรมรองรับ อย่างต่อไปเสื้อแดงก็จะต้องแสดงพลังทำประโยชน์กับสาธารณะ เช่น ตอนนี้กำลังจะมีเสื้อแดงจากกรุงเทพฯ ไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยหนาวในภาคเหนือ-ภาคอีสาน คนเหล่านี้ไม่ต้องมาล้อมสภาฯ ในอนาคตเราจะมีคนที่มาล้อมสภาฯ ได้ และคนประเภทที่ช่วยงานอยู่เบื้องหลัง เสื้อแดงไม่ได้ต้องการนักรบหมด เสื้อแดงบางทีต้องการนักบัญชี ต้องการวิศวกร ทุกอาชีพ มันจะเป็นที่ลงของคนที่ไม่ชอบที่จะถูกชี้นำไปโดยวิธีการอื่น ฉะนั้นต่อไปเสื้อแดงจะหลากหลาย แต่อาจจะเป็นข่าวไม่เท่ากันนะ ที่โฉ่งฉ่างเป็นข่าวมากหน่อย"

หรือรวมตัวไปทำบุญวัดสวนแก้ว

"ทำอะไรได้หมด ถ้ามีเหตุการณ์น้ำท่วม ไข้หวัดนกระบาด ผมว่าคนเสื้อแดงน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าไปช่วย เพียงแต่ประชาชนกลุ่มนี้ไม่เอาด้วยกับวิถีทางรัฐแบบเดิม วิถีทางที่มีมือที่มองไม่เห็นมาคอยบอก ว่าให้ไปทางซ้ายไปทางขวาแล้วนั่งยินดีปรีดา นี่ไม่เอา เราเป็นคนไทยด้วยกันแต่เราไม่ต้องเห็นตรงกัน แต่อยู่ที่ว่าประชาชนเดินไปทางฝ่ายไหนมากกว่ากัน"

หมอสันต์ หัตถีรัตน์ ก็บอกว่าเสื้อแดงไม่ควรใช้ความรุนแรง แต่มีกี่คนที่จะคิดอย่างหมอสันต์ อย่างจักรภพ เพราะการนำตอนนี้ยังไม่ชัด บางพวกก็ไปอีกอย่าง

"เดี๋ยวมันก็ชัดขึ้น มันเป็นขบวนการธรรมชาติ ถ้าเริ่มต้นมาชัดเป๋ง คนนี้หัวหน้า คนนี้รองหัวหน้า คนนี้เลขาฯ ก็จะมีคนครหาว่าโอ๊ยจัดการกันมาเรียบร้อยเชียว ที่สำคัญเสื้อแดง เราจะมีการสำรวจประชามติในเสื้อแดงกันอยู่ตลอด สำรวจผ่านมือถือ ผ่านเว็บไซต์ เพื่อจะรู้ว่าคิดอย่างไร"

"เราจะปรับตัวไปเรื่อยๆ เสื้อแดงมันคือการจัดตั้งประเทศไทยใหม่ เพราะประเทศไทยเดิมมันเน่าเสียจนคนไม่รู้ว่าจะไปแก้ทำไม พอจะไปตรงนี้คนนี้ก็น้องคนนั้น คนนี้ก็ญาติคนนั้น โอ๊ย-เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างประเทศไทยใหม่ เหมือนสร้างเรือลำใหม่ก่อนน้ำจะท่วมโลก แล้วใครที่มองเห็นก็ลงมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำมาแล้วระยะหนึ่งและจะทำต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นภารกิจ ชั่วชีวิต มันไม่ใช่ของที่ทำแล้วจะได้ผลทันที เพราะมันคือการสร้างประเทศใหม่ เมื่อสร้างประเทศใหม่บนซากปรักหักพัง มันก็ย่อมจะต้องมีผิดมีถูก ใช้เวลาลองผิดลองถูก"

ถ้ามองกลับกัน เสื้อแดงมีเวลา แต่ทักษิณไม่มีเวลา เสื้อแดงรอได้ ทักษิณรอไม่ได้

"ก็เป็นเรื่องคุณทักษิณ"

ทักษิณรอ 5 ปีไม่ได้ จะต้องพยายามทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 1-2 ปี

"เป็นเรื่องคุณทักษิณ คือหมายความว่าคุณทักษิณจะทำอะไรเป็นสิทธิ์คุณทักษิณ เพียงแต่คุณทักษิณก็ติดตามเหตุการณ์ ผมก็คุยกับคุณทักษิณบ่อย ผมทราบว่าขณะนี้ก็ติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ผมเองเป็นคนบอกคุณทักษิณว่าขบวนการประชาธิปไตยใหญ่กว่าท่าน ท่านเป็น subset ของขบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่คิดว่าตัวเองคือมิสเตอร์ประชาธิปไตย แต่คุณทักษิณเป็นนายกฯ ที่ใช้อำนาจตามระบอบประชาธิปไตยได้ผลที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่เรามีประชาธิปไตยมา เพราะฉะนั้นคุณทักษิณก็เป็นสัญลักษณ์ที่ยังมีคนรักคนผูกพัน และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมประชาธิปไตย"

"แต่ถ้าคุณทักษิณต้องการจะวิ่งเร็ว ขบวนการประชาธิปไตยที่ไปตามธรรมชาติ มันจะขัดกันไหม คำตอบคือขึ้นอยู่กับคุณทักษิณ ราชมังคลาฯ เป็นคนรักคุณทักษิณ 40 คนที่รักประชาธิปไตยอีก 60 คุณทักษิณก็อาจจะมีคนไปด้วย 40 แต่อีก 60 เขาอาจจะไม่ไปด้วย 60 เขาเห็นด้วยกับคุณทักษิณแต่เขาไปตามจังหวะของเขา ผมโอเค มันจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ทำเพื่อคุณทักษิณ แต่จุดเริ่มต้นมาจากคุณทักษิณนะ ต้องให้เครดิตเขานะ ถ้าไม่มีคุณทักษิณทำงานได้ผลขนาดนี้ มันไม่มีคนมา ร่วมขนาดนี้หรอก ก็โดนข้อหาคอรัปชั่นและหมิ่นเบื้องสูง ทำไมคนยังอยู่ เขาโง่กันนักหรือ ลองคิดดูสิว่าถูกกล่าวหาขนาดว่าโกงและไม่จงรักภักดียังเอาตัวรอดมาได้ถึงบัด นี้ สังคมไทยมันเปลี่ยนขนาดไหน"

ที่พูดเหมือนเสื้อแดงจะเดินไปได้ราบรื่น คิดไหมว่าอาจจะโดนปราบหรือปิดล้อม เพราะสื่อเสื้อแดงมีน้อย อาจจะโดนปิดเว็บไซต์ ปิดวิทยุชุมชน

"ก็ต้องถามกลับว่าแล้วสื่อกระแสหลักไม่ช่วยเสื้อแดงบ้างหรือ"

คงไม่ เพราะสื่อกระแสหลักมองว่าเสื้อแดงคือทักษิณ

"แล้วเมื่อไหร่จะเลิกมองแบบนั้น เมื่อไหร่จะลงมาดูจริงๆ สักที ว่าตกลงคนที่มาเขาไม่ได้รักทักษิณทุกคน แล้วไม่ให้เกียรติคนที่เขาไม่ได้มาเพื่อทักษิณหรือ ตรงนี้เราจะอยู่กับเขาอย่างไร จะเอาความเข้าใจเดิมแค่ว่าเกลียดทักษิณ-ไม่เกลียดทักษิณ แล้วตกลงสื่อกำลังนำเราไปลงเหวหรือออกจากเหว"

"แต่การที่เราถูกลิดรอนไปเรื่อย ผมเองไม่ค่อยห่วงเพราะผมมองยาว รู้ไหมว่าเกิดปรากฏการณ์อะไรตอนนี้ พอคนไม่ดูทีวีไม่ฟังวิทยุกระแสหลัก เว็บไซต์ วิทยุชุมชน SMS ระบาดพรึ่บเลยนะ กลายเป็นคู่แข่งทางธุรกิจเลยนะ มันแปลว่าอะไร มันแปลว่าถ้าสื่อกระแสหลักเดินตามประชาชนไม่ทัน ประชาชนเขาจะเดินนำสื่อเอง แล้วก็สร้างสื่อของเขาเองด้วย ตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่าคงไม่มีใครชี้นำประชาชนได้ สิ่งที่เราทำได้ก็คือให้การศึกษา ให้ความรู้ ข้อมูลกับประชาชน แล้วเขาตัดสินใจเองว่าจะเดินตามใคร"

"ต่อไปสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือถูกลิดรอนจริง แต่มันตายสิบเกิดแสน ฉะนั้นกระหยิ่มใจไม่ได้ว่าอำนาจจะอยู่ตลอดไป เพราะสังคมเปลี่ยนไป บางทีมองรอบห้องมันเหมือนเดิม แต่มีคนค่อยๆ ชักพรมออกจากใต้เท้า แล้วมันหกล้มคะมำได้ ผมคิดว่าคำว่าการสร้างประเทศไทยใหม่ มันคงหมายถึงการสร้างองค์ประกอบหลักใหม่ในสังคมด้วย ซึ่งคนที่สร้างไม่ใช่เรานะ คนที่สร้างคือขบวนการประชาชน แต่เราจะต้องให้โอกาสกับขบวนการประชาชนที่จะเติบโตขึ้นมาได้ พูดง่ายๆ เหมือนเราเลี้ยงเจ้านาย ตอนนี้เราบริหารเจ้านายเรา พอเจ้านายลุกขึ้น เออ-ป้ารู้ล่ะอะไรเป็นยังไง ป้ามาบอกผมว่าป้าจะเดินอย่างไร ป้าบอกอย่าเพิ่งล้อมสภาฯ เลย ให้ความรู้กับคนก่อนว่ากษิตไม่ดีอย่างไร สมมติอย่างนี้ นี่คือวุฒิภาวะของระบอบประชาธิปไตย อะไรที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิม สีแดงในระยะเฉพาะหน้าถึงต้องทำสื่อตัวเอง DTV จะเริ่มต้นวันจันทร์ ส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบแบบนี้เท่าไหร่ ผมอยากให้เป็นสื่อที่ประชาชนเขาสร้างของเขาเอง อันนี้เป็นสื่อที่พวกเราสร้าง ก็ใช้ขัดตาทัพไปก่อน"

ไม่เชื่อ ปชป.ไปรอด

ปัญหาของเสื้อแดงคือกระแสสังคมอยากให้เป็นรัฐบาลไปสักระยะ ความรู้สึกร้อนแรงก็จะค่อยๆ ละลาย ประชาธิปัตย์ก็จะพยายามเดินนโยบายรูปหล่อยิ้มหวานเอาใจชาวบ้าน สังคมไทยก็จะกลับสู่ครรลองของการประนีประนอม

"นั่นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าประชาชนรู้ไม่ทันว่าประชาชนถูกหลอกล่อด้วยฉาก หน้า พระเอกยิ้มหวาน ผมคิดว่าตอนนี้สังคมไปลึกมากแล้ว เมื่อก่อนผมก็ไม่คิดนะ จนกระทั่งผมลงไปร่วมต่อสู้กับขบวนการภาคประชาชน และได้พบว่าประชาชนที่มีการศึกษาน้อย แล้วน่าจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลไม่มาก กลายเป็นกลุ่มประชาชนที่เข้าใจและมีความคิดก้าวหน้าสูง ว่าโครงสร้างทางการเมืองของรัฐไทยเป็นอย่างไร เข้าใจเลยเถิดไปถึงอะไรมากมายเลย"

"แต่ปัญหาคือขบวนการนี้มันต้องประกอบด้วยความกล้า และก็ออกมาจากความยึดมั่นถือมั่นบางอย่างด้วย เพราะฉะนั้นผมถึงคิดว่าต้องใช้เวลา ในระหว่างนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์อาจจะอยู่รอดได้ ปากว่าทำงานเข้าตาประชาชน ภาพอำพรางอันนี้ก็อาจจะลากไปได้ยาว แต่ปัญหาคือโดยโครงสร้างที่เป็นรัฐบาลนี้ขึ้นมา จะไม่สามารถทำให้มี ประสิทธิภาพได้ เพราะมันเป็นองค์ประกอบของคนที่จะเอาประโยชน์กันทั้งนั้น แค่คุณสุเทพกับคุณเนวิน สองคนนี้ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่รอดไปนานแค่ไหน ไม่ใช่คู่เดียวนะ นี่ก็ง้างกันหลายเรื่องแล้ว สองยังมีพันธมิตรฯ อีก ว่าเฮ้ยผมสู้มาเพื่อให้คุณได้มาสู่อำนาจต้องตอบแทนพวกผมบ้าง นี่ก็ 2 คนแล้ว กษิตกับประพันธ์ ปัญหาเกี่ยวกับการยึดสนามบินซึ่งประชาธิปัตย์ยังไม่ชัด ประชาชนที่ค้านการยึดสนามบินเขาไม่ถ่ายทอดความรู้สึกไปยังรัฐบาลนี้บ้าง หรือ เขาไม่รู้เลยหรือว่ามันเกี่ยวข้องกัน ฉะนั้นองค์ประกอบเหล่านี้จะทำให้ความพยายามในการอำพรางมันอายุสั้นกว่าที่ เราคิด"

สังคมไทยอาจจะรู้ว่าไม่เป็นธรรมหรอก แต่อยากประนีประนอม รักความสงบ จะไปจี้ให้ดำเนินคดีพันธมิตรฯ คนก็รู้สึกว่าเดี๋ยวมันยุ่งอีก หยุดทำมาหากินดีกว่า อีกฝ่ายเขาก็มองอย่างนี้

"เป็นเรื่องที่เขามองอย่างประมาท เขาไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์หรืออย่างไรว่าขบวนการประชาธิปไตยไม่ค่อยได้ออก มาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนะ มันต่อสู้เพราะมีปัญหาอื่น และประชาธิปไตยเป็นตัวตามหลังมา ออกมาเพราะไม่มีจะกิน ตกงาน ถูกโกงที่ ถูกกดขี่ ระบบเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจะส่งผลสะเทือนถึงประชาชนเร็ว และเขาจะออกมาประท้วงด้วยเหตุนั้น"

"ที่ผมกำลังมองคือการสร้างพลังเสื้อแดงเหมือนปูพื้นรอไว้ แต่ประชาชนเขาจะเลือกลุกฮือขึ้นมาเองในเรื่องที่เขาอดรนทนไม่ได้ แม้แต่ฝรั่งเศสหรือรัสเซียที่เป็นประวัติศาสตร์การปฏิวัติของโลก ไม่เคยเริ่มต้นที่คำว่าประชาธิปไตยเผด็จการ รัสเซียเริ่มต้นจากการที่คนมาขอขนมปังที่พระราชวังเครมลิน ทหารวังยิงตาย ตายคนเดียวแต่มันกลายเป็นขบวนการปฏิวัติ แล้วเลนินก็ต่อยอดจนกลายเป็นปฏิวัติรัสเซีย ที่พูดอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นในเมืองไทย แต่มันมีประวัติศาสตร์โลก มันอาจจะเกิดแบบเบาะๆ ก็คือคนเข้ามาชุมนุม เหมือนสมัยประชาธิปัตย์รัฐบาลคุณชวน สมัชชาคนจนมาประท้วง เสธ.หนั่นเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ก็ปล่อยหมาไปกัด ผมพูดอย่างคนเคยเป็นรัฐบาลมา ผมก็ว่ารัฐมนตรีมหาดไทยอาจจะไม่รู้หรอกว่าเขาเอาหมามาด้วย แต่ภาพที่รัฐบาลเอาหมามากัดคนจนมันอยู่ในใจคนแบบตราตรึง มันจะเกิดแบบนั้น"

"แล้วคุณอภิสิทธิ์จะโชคร้ายมาก เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง จะมีคนกระซิบเยอะ ถ้าพูดด้วยความจริงใจ ในหมู่คนทั้งหมดที่เป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ปัจจุบัน ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์มีพื้นฐานจิตใจที่ดี ผมรู้จักเขา เขาไม่ใช่คนเลว เขาเป็นคนที่หวังดีต่อสังคม แต่เขาไปตกอยู่ในหมู่พวกนั้น เขาก็ต้องทำตามสคริปต์พวกนั้น แน่นอนตัวเองอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง มีความไม่มั่นคงทางอารมณ์อยู่บ้าง เลยต้องแสดงออกมา เป็นปุถุชน แต่เราได้คนที่ดีพอสมควรไปอยู่ท่ามกลางคนไม่ดีรายรอบ เขาก็ตัดสินใจไปทางดีได้ยาก คุณอภิสิทธิ์จะตกเวทีการเมืองอย่างเจ็บปวด ผมพยากรณ์ไว้"

พูดอย่างนี้เหมือนฝากความหวังว่าประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

"ผมเชื่อว่าประชาธิปัตย์แก้ไม่ได้ ผมตราไว้เลย"

แล้วถ้าเขาแก้ได้ เขาก็อยู่ยาว

"ก็ยาวสิ แล้วเราจะไปโวยอะไรล่ะ ถ้าเขาแก้ได้ก็ดีต่อประเทศ ประชาชนเอาเขา เราเป็นนักประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ นักประชาธิปไตยไม่ใช่แปลว่าเราเท่านั้น"

"แต่ผมไม่เชื่อว่าเขาทำได้ เหตุผลไม่ใช่เพราะเรื่องอารมณ์ หนึ่ง เพราะเขาอยู่ท่ามกลางผลประโยชน์ทางการเมืองที่ขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรง จนนโยบายที่เป็นเอกภาพจะออกมาไม่ได้ ทำเรื่องใหญ่ไม่ได้ ทำแต่เรื่องเล็กๆๆ ซึ่งแก้ปัญหาที่ใหญ่ตอนนี้ไม่ไหว สอง เขาไม่ใช่รัฐบาลที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความร่วมมือเต็มที่ เขาอาจจะมี มารยาทติดต่อสื่อสารส่งทูตมาเยี่ยมคารวะ แต่การตกลงทางการค้า วัฒนธรรม แลกเปลี่ยนประชาชน เขาไม่ทำ เราเสียประโยชน์ อันที่สาม เขามีปัญหาที่จะต้องตอบตัวเองเกี่ยวกับเรื่องของการเลือกตั้งว่าในเมื่อเขา เป็นพรรคการเมืองซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากที่สุด ความชอบธรรมทางการเมืองจะเป็นตัวหลอนเขาตลอดไป"

"ทั้งหมดนี้มันทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารเศรษฐกิจไม่ได้เต็มที่ อย่างคุณกรณ์มานั่ง พอมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เคยเป็นลูกน้องปิ่น จักกะพาก ผมก็งงไปตลบหนึ่งแล้ว คุณกรณ์เป็นคนใช้ได้แต่ไม่ควรจะพรวดเดียวเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ควรจะเป็นรัฐมนตรีช่วยก่อน แล้วหาคนที่อาวุโสกว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการ ถ้าอย่างนี้ประชาธิปัตย์จะไปได้ดีมาก แต่เหมือนกับเขาใจร้อน ไม่เอาตอนนี้เดี๋ยวไม่ได้ เอาไว้ก่อน ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้"

นโยบายที่ออกมาตอนนี้มองอย่างไร

"ขำไหมล่ะ 2,000 บาท ฮากันตรึม ทำทำไม สิ่งที่อภิสิทธิ์ควรจะทำถ้าเป็นลูกผู้ชายพอ ก็คือเอานโยบายประชานิยมส่วนที่ได้ผลมาใช้ แล้วประกาศเลยว่าเป็นของดีแล้วพัฒนาต่อ เป็นลูกผู้ชายไหม อย่าเป็นอีแอบ อันที่สอง มันจะต้องมุ่งหมายแก้ไขปัญหา เวลาพูดเรื่องการว่างงาน ไม่ใช่การหางานให้คนทำ การแก้ปัญหาว่างงานจะต้องมาแจกแจงว่าคนที่ว่างงานเขาว่างงานจากอะไร ว่างงานจากงานที่ตัวเองไม่อยากทำ หรือว่างงานจากงานใดๆ ต้องแยกคนเป็น 2 ประเภท แล้วค่อยจัดการ"

"ขึ้นค่าไฟ ก็แอบขึ้นตอนหน้าหนาว คนไม่เปิดแอร์ ดูบิลก็ไม่เท่าไหร่ พอถึงหน้าร้อนจะรู้แล้วว่าทำไมพุ่งพรวดขนาดนี้ คืออยู่กันแบบลับๆ ล่อๆ สมมติว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟฟ้า มันต้องไปพูดถึงกระบวนใหญ่ที่สุดคือการแปรรูปไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลทักษิณเขากล้าคิดกล้าทำ แต่ก็ถูกต่อต้าน เพราะเศรษฐกิจตกต่ำแค่ไหนก็ได้โบนัส 6•7 เดือนถึงได้ปกป้องกันนัก"

"ประเด็นสำคัญคือคุณเอาประชาชนเป็นตัวตั้งหรือเปล่า ถ้าคุณเอาชนชั้นนำที่ทำให้คุณมาสู่อำนาจได้เป็นตัวตั้ง ยังไงนโยบายก็ไม่ถึงประชาชน และตรงนั้นคือความอับจนของประชาธิปัตย์ ก็เป็นรัฐบาลมากี่ครั้ง"

แต่ตอนนี้สังคมช่วยกันอุ้ม เพราะอยากให้ประเทศมีเวลาหายใจ เช่นนักธุรกิจจะชอบหรือไม่ชอบประชาธิปัตย์ก็ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อให้หุ้น ขึ้น เศรษฐกิจดี ถ้ารัฐบาลไปได้ด้วยดีจนจบ เสื้อแดงก็จะตัน

"เสื้อแดงไม่ใช่แค่ประท้วง ก็ทำอย่างอื่น ถ้าไล่กันมากก็ไปทำนอกประเทศเลย พวกสภาอุตสาหกรรมที่เขาออกมาสนับสนุนเพราะเขาถูกบังคับให้สนับสนุน มีนักธุรกิจจำนวนหนึ่งที่คิดแบบง่ายๆ ว่าเอาเถอะ เดี๋ยวอะไรมันก็ดีขึ้นเอง เขาไม่เคยฟังนิทานเรื่องอุดหูขโมยระฆัง เขาคิดว่าทำให้เสียงเงียบไว้ก่อนแล้วอะไรมันจะดีขึ้น นักธุรกิจไทยจำนวนมากเป็นนักธุรกิจที่สมยอมกับฝ่ายอำมาตย์ เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกับฝ่ายอำมาตย์ แต่ก็มีนักธุรกิจจำนวนมากซึ่งไม่ได้พึ่งฝ่ายอำมาตย์ เขาโตของเขาเอง คนเหล่านี้ไม่ได้หลับหูหลับตารับรัฐบาลชุดไหนก็ได้ไปก่อน"

"อย่าลืมว่าภายใต้คุณทักษิณเราเปลี่ยนรูปแบบบจากระบบราชการนำ มาเป็นการเมืองนำ มันจะย้อนกลับไปเป็นราชการนำยากแล้ว เพราะคนมีความรู้สึกว่าราชการมันช้า ถ้าคุณอภิสิทธิ์จะกลับไปสู่ราชการนำ ตอนนี้ก็เริ่มแล้ว รัฐบาลเริ่มเอาวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจไปฝากกับทีดีอาร์ไอ อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ เบื้องหลังอีกแล้ว ในทางนโยบาย อานันท์เป็นนายกฯ ในทางการเมืองสุเทพกับเนวินเป็นนายกฯ สภาพอย่างนี้นักธุรกิจที่เขาสร้างตัวเองขึ้นมาเขารู้เลยว่ามันเป็นการเลี้ยง ตัวอยู่บนความไม่มั่นคงสูง เขาไม่สบายใจ"

ประชาธิปัตย์เขาก็อยากไปสู่ระบบที่การเมืองนำเหมือนกัน เขาคงไม่พอใจแค่นี้

"แต่เขาไม่มีความสามารถในการนำ ประชาธิปัตย์เขาไม่ได้ทำโครงสร้างที่ทำให้ไอเดีย นโยบาย พ้นจากการเมือง ประชาธิปัตย์เต็มไปด้วยการเล่นการเมือง คุณทักษิณตอนนั้นที่เจ๊งเพราะคิดถึงแต่เรื่องงาน บางทีลืมการเมือง ปล่อยให้เนวินจัดการ สุดารัตน์จัดการ ยงยุทธจัดการ แต่ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เอาการเมืองนำทุกอย่าง ตรงนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขาโผล่พ้นน้ำไม่ได้ เพราะเขากำลังว่ายน้ำ มันต้องมาอยู่บนที่แห้งแล้วมอง"

อย่างอภิสิทธิ์ อย่างกรณ์ ก็พยายามลบภาพเดิม

"ก็แค่ตีฝีปาก เนื้อหาสาระยังเหมือนเดิม คุณอภิสิทธิ์คือคนที่นำขบวนกล่าวหาผมเรื่องคดีหมิ่น นักการเมืองรุ่นใหม่ใครเขาเล่นเรื่องนี้กัน ส่วนคุณกรณ์เขาพยายามระวังตัว แต่เขายังประสบการณ์การเมืองน้อย ผมก็นั่งเชียร์นะ เพราะถ้าคุณกรณ์ล้มเหลว รัฐบาลเขาล่ม เราได้กลับมา เรามาแก้ปัญหาหนักกว่าอีก ผมอยากให้แกสำเร็จ"

ถ้าสำเร็จ ประชาธิปัตย์อยู่ 3 ปี ไม่คิดหรือว่าเสื้อแดงจะอ่อนแรง

"สมมติฐานอันไม่น่าเชื่อ ถ้ามันเกิดขึ้นได้ ผมก็ยอมรับว่าเสื้อแดงอาจจะไม่มีความจำเป็น แต่ปัญหาคือผมไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เสื้อแดงแปลว่าอะไร เสื้อแดงแปลว่าเราต้องการสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ สมมติว่าระหว่างนี้รัฐบาลกึ่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยเขาประคองตัวไปได้ มันก็จะเป็นกรณีศึกษา ความรู้สึกที่ว่าจะต้องเอาเดี๋ยวนี้ โค่นเดี๋ยวนี้ ก็อาจจะลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อประเทศ ถ้าไม่ต้องปะทะกันดีกว่า แต่ถ้าเกิดปะทะกันมันต้องปะทะกันด้วยความรู้ ไม่ใช่ปะทะกันด้วยอารมณ์"

ถ้าเขาชนะ ฝ่ายกึ่งเผด็จการเขาก็ลอยตัวไป

"ข้อมูลมันเริ่มขึ้นมาเหนือน้ำทุกที คำว่ากึ่งอำมาตย์กึ่งประชาธิปไตยหรือเป็นอำมาตย์แต่มีหน้าเป็นประชาธิปไตย ในที่สุดผลประโยชน์ส่วนใหญ่อยู่ที่ใคร ส่วนหนึ่งที่คนไม่ไว้ใจและชิงชังคุณทักษิณเพราะเข้าใจผิดมาตลอดไม่ใช่หรือ ว่าคุณทักษิณรวยที่สุดในประเทศไทย และพอรู้ว่าไม่ใช่ก็เห็นอะไรหลายอย่าง"

"คือฮาร์ดคอร์เราอยากให้รัฐบาลประชาธิปัตย์เจ๊ง แต่ปัญหาคือถ้าเจ๊ง ประเทศเจ๊งหนักมาก เพราะฉะนั้นต้องไม่ให้เจ๊งหนัก แบบห่วยๆ อย่างนี้จะได้ไล่ง่าย"

สังคมไทยชอบประนีประนอม ไม่อยากให้บ้านเมืองขัดแย้งเหมือน 6 ตุลา ขวาจัดซ้ายจัดไปข้าง สุดท้ายก็กลับมาประนีประนอม อยู่ร่วมกันโดยยอมรับกึ่งเผด็จการตั้งยาวนาน 8 ปี

"เป็นความคิดของคนชั้นกลาง คือคนชั้นกลางเขามีอำนาจต่อรอง มีเงินเก็บ เขามีพรรคพวก บางทีมิตรภาพก็เทียบกับเงิน ช่วยเหลือกัน แต่ว่าคนจนเขาไม่มีอะไร เขาต้องการนโยบายกลางที่จะช่วยเหลือเขา ตรงนี้แหละที่มันต่างไปจากยุคก่อน ยุคก่อนไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีวิทยุชุมชน SMS ไม่มี สถาบันเสื้อแดงที่จะเป็นคนคอยบอกว่าเราจะรวมตัวกันอย่างไรเพื่อเรียกร้อง ความเป็นธรรม เวลามีชุมนุมคนชั้นกลางไม่พอใจ รถติด แต่สังคมกำลังไปสู่จุดที่คุณคิดอย่างไรไม่สำคัญ ผมจะแสดงออกอย่างนี้ ถ้าคุณไม่พอใจก็ไปเรียกคนของคุณมา"

วิธีคิดของพันธมิตรฯ?

"ใครก็ได้ ประเด็นคือถ้าทำอย่างสงบแล้วไม่ยอมให้ทำ ก็ต้องรุนแรง ประชาชนเขาจะข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง ขั้นที่ว่าเขาจะทำอะไรไม่สนใจว่าคุณจะชมหรือด่า พันธมิตรฯ อยู่ไม่ได้มาขนาดนี้เพราะพันธมิตรฯ ต่อสู้เพื่อระบอบที่กำลังจะตาย แต่สีแดงต่อสู้เพื่อระบอบที่กำลังจะเกิด มันต่างกัน ประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทยตอนนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่าที่ คนคิด คนแยกเป็นเหลืองแดง เพราะง่ายในการวิจารณ์ แต่ความจริงมันลึกกว่าที่คิด เหลืองก็ไม่ใช่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางทั้งหมด เหลืองก็มีรากหญ้าอยู่ด้วย ในเสื้อแดงก็มีชนชั้นสูง ชนชั้นกลางอยู่ด้วย มันจะมีขบวนการประชาชนที่มากกว่าเสื้อเหลืองเสื้อแดง"

สมมติสังคมอยากประนีประนอมกัน เอาทักษิณเอาจักรภพบูชายัญเสีย จะจบไหม

"ไม่จบ เพราะความเชื่อที่ฝากไว้มันลึกซึ้งมาก มันไม่มีเหตุผลให้บอกว่าปัญหาของประเทศนี้เกิดขึ้นจากคนชื่อทักษิณหรือคน ชื่อจักรภพ คนที่ออกมา 60 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ออกมาเพื่อทักษิณเพื่อจักรภพ และบูชายัญทักษิณ-จักรภพไป คนเหล่านี้จะบอกว่าจบได้ยังไง"

หรือประนีประนอมคุณทักษิณเรื่องคดีความ แต่อยู่ต่างประเทศไป

"60 เปอร์เซ็นต์นี้ไม่รู้ร้อนรู้หนาวด้วย ฉันก็ต่อสู้ฉันต่อไป คนเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณจะโดนยึดทรัพย์หรือเปล่า"



เนวิน-อาวุธด้านกลับ

มองอีกมุมหนึ่ง พันธมิตรฯ ก็อาจเป็นเงื่อนไขให้ประชาธิปัตย์ล้มเหมือนกัน เพราะเขาก็ไม่ได้ต้องการประชาธิปัตย์เสียทีเดียว

"ผมมีความสุขกับการทำในส่วนเสื้อแดง พันธมิตรฯ จะออกมาอีกหรือไม่ ผมไม่คิดว่าสำคัญ พูดง่ายๆ พันธมิตรฯ กำลังจะกลายเป็นส่วนประกอบที่ไม่จำเป็น ขณะที่เสื้อแดงกำลังค่อยๆ เปลี่ยนสภาพจากส่วนเกินมาเป็นส่วนผสม และก็มาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย"

พันธมิตรฯ อาจจะมาชูการเมืองใหม่

"ดีเสียอีก ก็สู้กันอยากให้เขาออกมา แต่ตอนนี้ที่ผมคิดคือเราไปใช้เวลากับศัตรูมากไป เราต้องใช้เวลากับมิตรให้มากขึ้น"

คนส่วนใหญ่ในเสื้อแดงที่เป็นแกนๆ เห็นด้วยกับเขาไหม

"เห็นด้วยเยอะ อย่าสับสนระหว่างแกนนำกับดาราบนเวทีนะ นักแสดงบนเวทีกับผู้อำนวยการสร้างคนละกลุ่ม แต่ไม่ใช่ว่าใครสำคัญกว่าใคร พูดไปก็ไม่ดี"

ทิศทางเสื้อแดงชัดเจนเพราะกลุ่มเนวินออกไปหรือเปล่า

"ก็อาจจะเป็นได้ เพราะตอนที่คุณเนวินอยู่คุณเนวินก็ทำอยู่ unit เดียวคือ unit เฉพาะหน้า แล้วก็ช่วยได้เยอะ เพราะคุณเนวินเป็นนักบริหารจัดการที่เก่ง อ่านการเมืองขาด แต่พอคุณเนวินออกไปมันดีขึ้นมา 2 อย่าง ก็คือมันทำให้ทิศทางเราไม่ต้องเป็นการเมืองเฉพาะหน้า ยืดระยะมากขึ้น อันที่สองคือมันเป็นการล้างพิษในพรรค เพราะคุณเนวินเป็นพญามาร เป็นจอมยุทธ์วิชามาร เพราะฉะนั้นถ้าเราจะทำเรื่องบวกๆ คุณเนวินมานั่งอยู่ คนก็ไม่เชื่อว่าจะบวก แกมีภาพอย่างนั้นไปนานแล้ว ตั้งแต่หัวจรดเท้าแกก็เป็นแบบนั้น ฉะนั้นเอาแกออกไปได้ ส่วนลึกผมมีความสบายใจนะ แต่ยอมรับว่าแกเก่ง"

"เพราะฉะนั้นปัญหาของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาของพรรคเพื่อไทยคือเนวิน ชิดชอบ แต่เนวิน ชิดชอบ ไม่ใช่ปัญหาของคนเสื้อแดง เอาให้ชัดนะ เสื้อแดงสู้กับอำมาตยาธิปไตย พรรคเพื่อไทยสู้กับเนวิน ชิดชอบ มองให้ชัดแล้วก็สู้กัน"

สมมติเนวินไม่อยู่ฝ่ายนั้นตลอด ถ้าเขากลับมา

"กลับมาเมื่อไหร่ก็กลับ แต่กลับมาก็เล็กลงเรื่อย ที่สำคัญคือคนอย่างคุณเนวินจะเป็นอะไร เป็นนายกฯ เองก็เป็นไม่ได้ ก็ต้องหานอมินี แล้วคนอย่างคุณเนวินเป็นคนที่บ้าการควบคุม นอมินีก็ต้องทนไม่ได้สักวัน เอาทุกเม็ดทุกหยดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคุณเนวินก็จะแพ้ภัยตัวเอง"

"คุณเนวินเป็นคนไม่มีเบอร์สอง ระบบใดก็ตามที่ไม่มีเบอร์สองเป็นเรื่องที่อันตราย"

ทักษิณก็ไม่มีเบอร์สอง

"มีเบอร์สองที่ไม่ได้ปรากฏบนเวทีการเมือง แต่เนวินไม่มีเลย ประเด็นคือเนวินก็มีข้อจำกัดในตัวเอง แต่ผมคิดว่าคุณเนวินในท้ายที่สุดก็จะเป็นเครื่องมืออันมีค่าในการทำลายฝ่าย อำมาตย์เหมือนกัน เพราะคุณเนวิน ชิดชอบ ไม่เอากับฝ่ายอำมาตย์ เพียงแต่ว่าด้วยความเป็นพญามารของเขา เขาก็ไปอ้อล้อจนเชื่อ มีบุคคลบางท่านเอ่ยปากถึงขั้นว่าเนวินเขาดี มีดวงตาเห็นธรรม เราก็ดีใจ เข้าไปใกล้ถึงขนาดนั้นได้ ก็ขอให้รักกันมากๆ (หัวเราะ)"

--------------------------------

ที่มา

[url] http://www.thaipost.net/index.asp?bk=tabloid&iDate=18/Jan/2552&news_id=168168&cat_id=220100 [/url]

Sunday, January 18, 2009

พรรคเพื่อไทยเดินหน้ายื่นหนังสือให้เรียกเงินเดือน อภิสิทธิ์ คืน

ที่มา MCOT News
พรรคเพื่อไทย 18 ม.ค.-นายทะเบียนพรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นหนังสือให้ รมว.กลาโหมถอดยศและเรียกคืนเงินเดือน ”อภิสิทธิ์” สมัยรับราชการที่ ร.ร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้า อ้างพบขาดคุณสมบัติ เพราะหนีเกณฑ์ทหาร

นายกมล บันไดเพชร นายทะเบียนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (19 ม.ค.) จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้ถอดยศของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และเรียกคืนเงินเดือนและเบี้ยหวัดทั้งหมดที่นายกรัฐมนตรีเคยรับ เนื่องจากมีผลการตรวจสอบตามบันทึกลับ กห.0423/277 วันที่ 19 พ.ค. 2542 เรื่องรายงานผลการสอบสวนกรณีนายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการที่ ร.ร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้า

นายกมล กล่าวว่า ผลการสอบสวน ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ไม่เข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารประจำการ เป็นบุคคลหนีการเกณฑ์ทหาร ขาดคุณสมบัติ ในการเข้ารับราชการทหาร ในฐานะข้าราชการพลเรือน หรือในฐานะข้าราชการทหาร การบรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการทหารเป็นการบรรจุโดยมิชอบ ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบและกฏหมาย จึงไม่มีสิทธิรับเบี้ยหวัดเงินเดือน และไม่มีสิทธิรับยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร การขอเข้ารับราชการเป็นเจตนาแอบแฝงเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้ถูกดำเนินคดีจากการหนีทหาร เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ทางราชการและกฏหมาย จึงเรียนมาเพื่อให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-18 14:54:34

สานฝัน คมช. พรรคขั้วอำนาจใหม่ กองทัพ-การเมือง ( คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว
ตีนตะขาบ

ใครๆ ก็คิดว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล คือ ความฝันของ กลุ่มผู้ก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ไม่ได้มีแค่คณะทหารในนาม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เท่านั้น แต่หมายรวมถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาทั้งหลายด้วย
ด้วยเพราะมีการตอบแทนบุญคุณและผลประโยชน์ให้ผู้สนับสนุนและแนวร่วมทุกกลุ่มทุกฝ่ายกันถ้วนหน้า ทั้งการให้เป็นรัฐมนตรี ที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี อีกไม่นานจะยิ่งเห็นเครือข่ายโยงใยกันชัดเจนมากขึ้น
หากแต่ความจริงแล้ว ความฝันของ คมช. ไม่ใช่แค่นี้ ไม่ใช่การให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่ทว่า หมายถึง ขั้นตอนต่อไปนับจากนี้
ยิ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะความแตกแยกสามัคคี แบ่งฝ่าย และโดยเฉพาะการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์
ดังนั้น เป้าหมายจากนี้ก็คือ หากเกิดวิกฤติถึงขั้นนองเลือดขึ้นอีก ก็จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติและมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยเฉพาะที่มาของนายกรัฐมนตรี ให้เปิดช่องให้คนนอก
เมื่อนั้น จะมีบรรดาคนที่อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ 19 กันยายน และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีชื่อชิงชัยกันเองหลายคน
แต่หากพรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศไปได้ จนมีการยุบสภา ก็จะสู้กันตามระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ การตั้งพรรคและลงสมัครรับเลือกตั้ง แล้วสู้กันด้วยวิชามาร
จึงไม่แปลกที่ตอนนี้จะมีชื่อพรรค 2 พรรคใหม่ ขึ้นมากวนกระแสการเมืองให้น่าตื่นเต้น คือ พรรคภูมิใจไทย ของกลุ่ม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ตั้งขึ้นหลังจากพรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ โดยจับมือกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งมีข่าวว่าจะให้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่
หากแต่ข่าวอีกกระแสหนึ่ง ระบุว่า หัวหน้าพรรค ในที่สุดคือ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม นั่นเอง
ด้วยเพราะว่ามีแรงเชียร์จากบรรดาแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้ง นายเนวิน ชิดชอบ ที่ต้องการให้ พล.อ.ประวิตร มาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะมีทั้งสายสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพ เพราะ พล.อ.ประวิตร นั้นเป็นที่รักของ บิ๊กป็อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และว่าที่ ผบ.ทบ. ทายาทอำนาจ บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสธ.ทบ.
ที่สำคัญคือ ใครๆ ก็รู้ว่า พล.อ.ประวิตร มีความสนิทสนมกับเจ้าสัวคอมลิ้งค์ นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ อย่างมาก อาจเรียกได้ว่าเป็นนายทุนส่วนตัวที่พร้อมเป็นนายทุนพรรคให้ด้วย
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า พล.อ.สนธิ นั้นเริ่มแนวคิดในการตั้งพรรคการเมืองใหม่ก่อน แต่เจ้ากรรม บรรดาอดีต ส.ส. แกนนำพรรคต่างๆ ที่ พล.อ.สนธิ ประสานงานพูดคุยเจรจาทาบทามอยู่นั้น ล้วนเป็นกลุ่มเดียว พวกเดียว คนเดียว กับที่กำลังจะไปตั้งพรรคภูมิใจไทยเสียได้
จึงมีการชักชวนให้ พล.อ.สนธิ ซึ่งมีทุนน้อยและไม่ค่อยกล้าควัก ไปรวมกับพรรคภูมิใจไทยนี้เสียเลย จะได้กลายเป็นพรรคใหญ่
แต่ติดปัญหาอยู่ที่ พล.อ.สนธิ ไม่อยากจะร่วมสังฆกรรมกับ พล.อ.ประวิตร ที่แม้จะเป็นเพื่อน ตท.6 ด้วยกัน แต่ก็มีเรื่องบาดหมางกันมา อีกทั้งมีการแข่งบารมีกันในรุ่นมาตลอด โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.สนธิ นำปฏิวัติ เป็นประธาน คมช. แต่บารมีก็ยังสู้ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ ที่เป็นประธานรุ่น ตท.6 มาตลอด
ฝ่าย พล.อ.สนธิ นั้น คิดแผนการตั้งพรรคไว้ 2 แผน คือ 1.หากพรรคเพื่อแผ่นดินที่เขาเคยร่วมก่อตั้งแบบเงียบๆ ถูกยุบพรรค เขาก็จะตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาแทน เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส. ในสังกัด ไปอยู่พรรคอื่น
แต่แผน 2 หากว่ายังมีบารมีและรวม ส.ส. จากพรรคต่างๆ ได้มาก จะเอามารวมกับ ส.ส. เพื่อแผ่นดินเดิม เพื่อให้เป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น แล้วตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่เลย แต่ก็ต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งต้องรอวัดใจ พล.อ.สนธิ แต่ทว่าจะกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ที่ใหญ่โตมาก จนพรรคประชาธิปัตย์ต้องหวาดหวั่นไม่น้อย
แต่ความฝันของ พล.อ.สนธิ อาจกำลังจะสลาย เพราะว่าฝ่าย พล.อ.ประวิตร กำลังดึงมือขวา และมันสมองของ พล.อ.สนธิ ไปอยู่ด้วย นั่นคือ บิ๊กตุ่น พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตปลัดกลาโหม และเลขาธิการ คมช. เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 จนทำให้ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.วินัย หมางใจกันไปบ้าง
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อมีข่าวการตั้งพรรครั่วออกมา พล.อ.สนธิ จะออกมาปฏิเสธ อันเป็นไปตามสไตล์ ลับ ลวง พราง ที่เขาถนัด และประพฤติมาตลอดนั่นเอง
ก่อนที่จะเปิดช่องไว้สำหรับการตั้งพรรคการเมืองว่า “ยังไม่ถึงเวลา ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องรีบร้อน”
แต่ที่แน่ๆ ข่าวที่ออกมานั้น พล.อ.สนธิ พร้อมที่จะเปิดตัวพรรค หากมีการยุบสภา และจะลงเลือกตั้งด้วย
อีกทั้ง พล.อ.วินัย ที่ออกมาตัดช่องน้อย ปฏิเสธว่าไม่เล่นการเมืองก็ตาม แต่ก็โยนเผือกใส่ พล.อ.สนธิ ว่าอาจจะเล่นการเมือง
แต่ที่แน่ๆ เวลานี้พรรคการเมืองที่กำลังเกิดใหม่ 2 พรรค ไม่ใช่พรรคของคนอื่นไกล แต่เป็นพรรคของ คมช. พรรคของ ตท.6 นั่นเอง ขึ้นอยู่กับว่าบารมีและอำนาจเงินตราของ พล.อ.สนธิ หรือ พล.อ.ประวิตร จะมากกว่ากัน
เพราะในที่สุดแล้ว หากไม่มีใครมาซบอก พล.อ.สนธิ เมื่อนั้นทั้งหมดก็คงจะไปซบอก พรรคภูมิใจไทย ที่มีการทาบทาม พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคนั่นเอง
แต่แน่นอนว่า ในตอนนี้ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธและยังไม่มีท่าทีใดๆ จนกว่าจะใกล้เวลา การยุบสภา การเลือกตั้ง หรือเมื่อเกิดวิกฤติทางการเมืองที่ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
นี่ต่างหากคือ เป้าหมายของ คมช. ในที่สุด หาได้หยุดแค่การให้พรรคประชาธิปัตย์เป็น รัฐบาลเท่านั้น เพราะดูแล้วอาจแก้ปัญหาไม่ได้
ในความคิดของ พล.อ.สนธิ หรือแม้แต่ พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.อนุพงษ์ เอง มองว่า จะต้องมีรัฐบาลที่มีอิสระและมีอำนาจเด็ดขาดเข้ามาดูแลชาติบ้านเมืองในระยะ 2-3 ปี เพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกสามัคคีและการหมิ่นสถาบัน เพราะตอนนั้นจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองการปกครองไทยเลยทีเดียว...

เหยื่อการเมือง ( คอลัมน์ : ภัยแผ่นดิน )

ที่มา ประชาทรรศน์

ผมมีความรู้สึกว่า “การเมือง” ในสายตาของชาวบ้าน ระดับหาเช้ากินค่ำ อย่างเราๆ ท่านๆ ที่นั่งเวียนหัวอยู่กับความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน มันแค่ “เงา” ที่คล้อยไปตามแสงสะท้อน ถ้ามองตามดูกันให้ชัดเจน
ยังมองไม่เห็นตรงจุดไหนที่พอจะเสริมสร้างให้เกิดการเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันเดิมๆ ไปได้มากมายนัก
อยู่อย่างจนก็ยังจนเหมือนเดิม...จะอยู่อย่างรวยก็ไม่มีวันรวยกับเขา
ขอบอกก่อนนะครับว่า...เป็นความรู้สึกของชาวบ้านระดับผม ที่ไม่มีตำรามานั่งศึกษาเรียนรู้เรื่องการเมืองลึกๆ มากนัก
แต่ถ้าให้ชาวบ้านอย่างเรามองถึงเรื่อง “ภัย” ในแผ่นดิน ที่เกิดจาก “การเมือง” ก็พอกล้อมแกล้มได้อยู่หรอกนะ!
“ภัย” การเมืองที่ว่านี้ผมก็ไม่ได้หมายถึง “นักการเมือง” ทั้งหมดหรอก...แต่อยากจะสะท้อนความรู้สึกของคนระดับล่าง ให้คนที่นั่งเสวยสุขอยู่บนชั้นสวรรค์วิมานเกิดความรู้สึกนึกหนาวๆ ร้อนๆ ต่อสิ่งที่ได้ร่วมกันสร้างความเสียหายทางการเมือง ที่ย่ำยีและทำกันมาทั้งในอดีตและปัจจุบันนี้ไว้บ้าง
ต้องบอกว่า...ภัยการเมือง หรือภัยจากผลพวงทางการเมือง ดูเหมือนเป็นภาษาและคำกล่าวหากว้างไกลไปทั้งโลก และเป็นตัวประกอบได้ทุกรูปแบบในสังคมปัจจุบันเท่าที่มองเห็น
ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ...พี่น้องเราชาวรากหญ้าทั้งหลายที่ “คลั่งการเมือง” กันอยู่ทั่วไปนั่นแหละ...เป็นมุมมองที่มองเห็นได้ชัด
ที่เป็นเงาติดตัว คอยหลอกหลอนกันมาตลอดเวลานั่นแหละครับ!
มันคือ...พวกผีร้ายเกาะติดชาวบ้าน เต็มพื้นที่ไปหมด!
ไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนภาคเหนือ อีสาน ใต้ หรือแม้แต่คนเมืองหลวง กทม. ก็ตกอยู่ในอาการเดียวกัน
ผีการเมืองเข้ามาสิงสู่อยู่ในร่างเต็มที่ก็ว่าได้
เพียงแค่ใช้เวทีการเมืองเข้ามาจัดตั้งตามหมู่บ้าน...ไม่ต้องถึงกับรู้เรื่องการเมืองมากมายนัก...เอาแค่รู้แบบงูๆ ปลาๆ เข้าไปสร้างฉาก สร้างภาพ โดยโน้มน้าวในส่วนที่เสียหายใส่ฝ่ายตรงข้าม หยิบเอาประเด็นหนึ่งประเด็นใดที่พอจะใส่ความเลวร้ายได้จากหลักฐานเท็จ มาปั้นน้ำเป็นตัวกันไป
แล้วค่อยขยายมวลชนในแนวความคิดที่สร้างความรู้สึกให้ชาวบ้านคล้อยตามได้...ขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ
พร้อมทั้งหาเงินมาเป็นทุนรอนในการช่วยเหลือเฉพาะหน้า หรืออาสาช่วยเหลือในสิ่งที่พวกเขาต้องการ...ก็ได้มวลชนส่วนหนึ่งพอประมาณ
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้...ผมไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านถูกหลอกกันง่ายดายขนาดนั้นหรอกนะ!
เพียงแต่จะสะท้อนในบางความรู้สึกของชาวบ้าน ที่ถูกการเมืองหลอกหลอนกันเป็นเงาติดตามตัวอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ให้ท่านรู้ได้เห็นไว้บ้าง
ความจริงข้อหนึ่งที่ควรรู้ก็คือ...คนที่รู้เรื่องการเมืองจริงๆ เช่น นักการเมืองอาชีพ หรืออาชีพ “คนเล่นการเมือง” ส่วนมาก ไม่เคยนำข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับการเมืองที่เกิดขึ้นจริงๆ ไปบอกกับประชาชนระดับชาวบ้าน ที่ไม่ประสีประสากับการเมืองลึกๆ เท่าใดนัก
เพราะเหตุว่า...การเมืองลึกๆ ของนักการเมือง ดูเหมือนจะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง...มักจะเอาความจริงมาพูดเท็จ เอาความเท็จมาพูดจริง??
เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วไปทิ่มแทงคนอื่น...เพื่อให้คนฟังรับรู้แต่เรื่องดีของตน เรื่องชั่วใส่ไว้ฝ่ายตรงข้าม
ที่ผมยกตัวอย่างมานี้...ก็เพื่อจะบอกกับพี่น้องเรา คนเดินดินกินข้าวแกง ที่สนใจการเมือง แต่ไม่รู้จะไปหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจากฝ่ายไหน จึงจะได้รับรู้และเห็นของจริงกันบ้าง
ก็อยู่ที่พวกเราทุกคนนั่นแหละ...อย่าไปนึกอยากใส่เสื้อสี...ไม่ว่าจะเป็น “แดง” หรือ “เหลือง” ที่เขาแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้เลือก รักอีกฝ่าย หันไปเกลียดอีกฝ่าย เพียงแค่นั้น มันไม่ใช่...การเมืองระบอบประชาธิปไตยที่เราคิดกัน
การเมือง ที่เราเรียกหาธงประชาธิปไตย หาใช่อยู่ที่ตรงนั้นไม่??
ถ้าคุณหลงเชื่อเข้าเมื่อใด...ก็เหมือนตัวอย่างที่มองเห็นกันอยู่ ไม่ใช่แค่ “เงา” ของใคร...คุณคือเหยื่อนักการเมือง ตกเป็นเหยื่ออำนาจทางการเมืองไปโดยไม่รู้สึกตัว

การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ ( คอลัมน์ : กฎบ้าน กบิลเมือง )

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้เขียนได้นำเสนอบางประเด็นเกี่ยวกับการบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ต่อเนื่องกันมาเท่าที่เห็นว่าน่าสนใจ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้นำไปพิจารณาว่าเรื่องใด ประเด็นใด เป็นเรื่องที่ควรจะหยิบยกขึ้นมาเพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป
เพราะต้องยอมรับว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ได้ใช้บังคับมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติหลายประเด็น จึงเกิดแนวความคิดว่า สมควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วหรือยัง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นหนทางนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขต่อไป
ผู้เขียนจึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นผ่านคอลัมน์นี้ต่อไปอีก แม้ว่ารัฐบาลจะมิได้มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ แต่ที่สุดแล้วหากจะให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ การที่จะต้องกลับมาดูว่ากติกาของบ้านเมืองมีปัญหาในทางปฏิบัติอย่างไร ก็นับว่าเป็นสิ่งที่พึงกระทำ และเป็นความจำเป็นไม่น้อยกว่าการแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆ
เรื่องแรกที่เห็นว่าสังคมไทยควรจะต้องมีการพูดจาว่ากล่าวกัน ก็เป็นเรื่องใกล้ตัวและใกล้ชิดประชาชนเป็นอย่างยิ่ง คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะพบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้เปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งเป็นแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ เขตละไม่เกิน 3 คน
การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์นั้น เป็นการกำหนดเขตเลือกตั้งใหม่ขึ้น กล่าวกันว่าเหตุผลก็เพื่อลดการซื้อสิทธิขายเสียง ประชาชนสามารถเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มากกว่า 1 คน คะแนนที่ประชาชนเลือกสมาชิกสภาผู้แทนอันดับ 2 และ 3 ไม่เสียไป อาจได้ผู้แทนราษฎรที่มีคุณสมบัติดีขึ้น และเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเลือกตั้งระบบพรรคการเมือง และนโยบายมากกว่าการเลือกตัวบุคคล แต่ก็มีผลทำให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่เท่าเทียมกัน ไม่สามารถแก้การซื้อสิทธิขายเสียงได้ ไม่ส่งเสริมระบบพรรคการเมือง ผู้สมัครหน้าใหม่ยากที่จะได้รับการเลือกตั้ง และสิ้นเปลืองงบประมาณหากมีการเลือกตั้งซ่อม เพราะต้องเลือกตั้งทั้งเขต ดังตัวอย่างที่ปรากฏ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา
นักวิชาการบางท่านเคยมีความเห็นว่าระบบที่เรียกว่า “แบ่งเขตเรียงเบอร์” ที่เคยใช้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2517 นั้นเขตใดมี ส.ส. จำนวน 3 คน จะทำให้ประชาชนมี 3 เสียงตามจำนวน ส.ส.ของแต่ละจังหวัดก่อนโดยใช้ฐานจำนวนประชากร ในที่สุดแล้วจังหวัดที่มีจำนวนประชากรมาก ก็จะมีสูตรเป็น สาม-สาม-สอง หรือ บางจังหวัดอาจเป็น สอง-สอง แต่จังหวัดขนาดเล็ก ประชากรน้อยก็จะมีจำนวน ส.ส. เพียงคนเดียว ผลจากระบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ ทำให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเหมือนกัน แต่กลับมีสิทธิเลือก ส.ส. ไม่เท่าเทียมกัน จึงขัดกับหลักความเสมอภาค ที่เป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย
ส่วนที่บอกว่าการแบ่งเขตแบบนี้เป็นการส่งเสริมระบบพรรคการเมืองนั้น นักวิชาการก็กลับมีความเห็นแย้ง เพราะระบบนี้จะทำให้ประชาชนเลือกที่จะเลือกผู้สมัครโดยไขว้พรรคกันอย่างไรก็ได้ ซึ่งนี่คือการเลือกโดยเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก อันจะทำให้พรรคการเมืองมีความสำคัญน้อยลง และทำให้พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันในทางนโยบาย ดังเช่นที่เคยเป็นของสภาวการณ์พรรคการเมืองของไทยก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ ปี 2540
ระบบเลือกตั้งแบ่งเขตเรียงเบอร์ จะไม่ได้แก้ปัญหาการซื้อเสียง เนื่องจากผู้ชนะการเลือกตั้งสำหรับเขตเลือกตั้งที่มี ส.ส. จำนวน 3 คน ก็คือผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 3 คนแรก ซึ่งผู้สมัครรู้ดีว่าการที่จะได้คะแนนติดอันดับสูงสุด 3 คนแรกนั้น ก็คือ การซื้อเสียงแบบ “ลูกโดด” หรือยิงโดด นั่นคือการให้กากบาทเลือกเพียงเบอร์เดียว
ซึ่งจะทำให้น้ำหนักของคะแนนมากขึ้นเป็นเท่าตัว ในการนำพาผู้สมัครคนนั้นทะลุขึ้นไปเป็นสามอันดับแรก ซึ่งการซื้อเสียงแบบให้ลงคะแนนแบบ “ลูกโดด” นี้ เป็นที่รู้กันว่าราคาจะสูงกว่าการซื้อแบบให้ลงคะแนนทั้งสามเบอร์ถึงสามเท่า เพราะถ้าให้เลือกสามคนก็เป็นราคาของสามคน
ถ้าให้เลือกเบอร์เดียว ราคาก็ย่อมแพงกว่าสามเท่า ยิ่งเขตมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้น ระบบนี้จะทำให้การซื้อขายยิ่งแพงขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดการทิ้งกัน หักหลังกันเองของผู้สมัครพรรคเดียวกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ใช้บังคับและกลับมาเกิดอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไปของรัฐธรรมนูญปี 2550 นี้

แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ธงนำฝ่ายประชาธิปไตย ( คอลัมน์ : ถอดรหัสรัฐธรรมนูญ 2550 )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ถอดรหัสรัฐธรรมนูญ 2550
ภาณุวัฒน์ หาญสมบูรณ์




ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินเกมทั้งใต้ดิน บนดิน จนสามารถรวบรวมพรรคการเมืองอื่นๆ เข้าจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จนได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 27 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เสียงขอความสมานฉันท์ เสียงขอความปรองดองของคนในชาติก็เริ่มดังถี่ขึ้น ผิดจากขณะที่เป็นฝ่ายค้าน ที่ถูกจดจ้องว่าเบื้องลึกจริงๆ แล้วเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน...
อย่างไรก็ตาม มิทันที่นายอภิสิทธิ์จะเข้านั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอย่างเต็มตัวและป็นทางการ กลุ่มคนเสื้อแดงที่ยืนหยัดต่อสู้กับการก่อการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 มาอย่างต่อเนื่อง ก็เริ่มย้อนเกล็ด รวมพลกว่าหมื่นคนชุมนุมคอยต้อนรับก่อนเดินเข้ารั้วรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย เล่นเอาต้องวิ่งไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศแทน
ขณะที่คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 นี้ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นไม่แพ้กัน ทั้งตีนตบ และไข่ไก่จำนวนหลายฟอง...
แต่กระนั้น ล่าสุด ทั้งการเลือกตั้งซ่อมสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน 29 เขต และการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552 ชัยชนะยังคงเป็นของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ จึงเท่ากับว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้บริหารทั้งในระดับประเทศและในเมืองหลวง ซึ่งก็คงต้องเฝ้าติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
แน่นอนว่า ปฏิบัติการต่อต้านการบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดง จะยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน แม้จะได้รับการร้องขอความสามัคคี ความสมานฉันท์ จากกลุ่มบุคคลที่เรียกกันว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง
ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในนามของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา โดยมีการประชุมหารือเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ พร้อมแถลงข่าวจุดยืน 3 ข้อ คือ
1.เรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามร่างรัฐธรรมนูญของ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. ที่ นพ.เหวง โตจิราการ ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้ว โดยในวันที่ 21 มกราคม จะจัดตัวแทนของ นปช. ไปยื่นหนังสือต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ให้บรรจุวาระดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาโดยเร็ว
2.ให้รัฐบาลเร่งรัดจับกุมและดำเนินคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้ยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดถนนราชดำเนิน ยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ ให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 เดือน
และ 3.ให้นายอภิสิทธิ์ปลด นายกษิต ภิรมย์ ที่สนับสนุนให้กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำความรุนแรง ฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง และยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิตจะมีขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจที่ฝ่ายซึ่งเรียกตัวเองว่า ฝ่ายประชาธิปไตย จะต้องเดินหน้าเข้าสู่เป้าของความสำเร็จ จะต้องถือเป็น “ธงนำของฝ่ายประชาธิปไตย” อย่างยิ่งยวดก็คือ “การผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” ที่คาราคาซังมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งด้วยนโยบายที่เสนอคือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ
เพราะหากปล่อยให้รัฐธรมนูญ 2550 ฉบับที่ถูกร่างขึ้นจากการก่อการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 สำแดงเดชต่อไป ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะก้าวไม่ทันสังคมโลกที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ด้วยข้อบัญญัติที่พยายามตีกรอบจำกัดไว้แล้ว บทบัญญัติอีกหลายมาตรา อีกหลายเงื่อนงำ ยังจะส่งผลให้คนในชาติแตกแยกกันมากขึ้น
ปัจจัยที่ว่านั้นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2550 คือผลผลิตของการสมคบคิดกันของกลุ่มบุคคลที่ไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน...
รัฐประหาร 19 กันยายน ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชนทิ้ง คือจุดเริ่มต้นของการหักดิบ ใช้อาวุธทางทหารต้อนประชาชนคนทั้งประเทศให้ยอมจำนน...
การแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2549 จากอุ้งมือของกลุ่มนายทหารที่ทำการรัฐประหาร รวมถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นพวกพ้องเหล่าอำนาจนิยมแทบทั้งสิ้น คือขั้นตอนที่กระหน่ำซ้ำเติมให้เห็นว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศไม่มีสิทธิ์ที่จะปกครองตัวเอง แต่คือพวกที่ต้องถูกปกครอง...
และยิ่งหนักเท่าทวีคูณขึ้นไปอีก เมื่อเนื้อหาและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับนี้ถูกวางไว้อย่างมีเลศนัย เพื่อคงความเป็นชนชั้นปกครองของกลุ่มอำนาจนิยมอย่างถาวร โดยเฉพาะการนำตุลาการที่ควรยืนอยู่บนความยุติธรรม ข้ามอาณาจักรเข้ามาควบคุมฝ่ายการเมือง ทั้งในส่วนของนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร จึงส่งผลให้ “กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง” เบี่ยงเบนไปอย่างสุดลิ่ม อันจะก่อให้เกิดผลร้ายในวันข้างหน้า
การแปรเปลี่ยนองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2550 ได้กลายเป็นองค์กรอิสระที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น พร้อมทำลายกลุ่มการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย
กลายเป็นองค์กรของรัฐชั้นหนึ่งที่อยู่เหนือองค์กรของรัฐอื่นๆ โดยการเคลื่อนย้ายจากฟากตุลาการเข้ามานั่งกันถ้วนหน้า เริ่มต้นตั้งแต่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดิน
กลายเป็นองค์กรอภิสิทธิ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า ศาลและระบบราชการมีอำนาจครอบคลุมระบบการเมืองเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาวุฒิสมาชิก การตรวจสอบและควบคุมการทุจริตของฝ่ายการเมือง การควบคุมจริยธรรม การควบคุมการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง
ทั้งหมดมันได้กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรมีอยู่ในรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสุดของประเทศ ที่ประชาชนทุกคนจะได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า ทั้งยังสะท้อนอย่างชัดเจนด้วยว่า อำนาจที่ควรต้องเป็นของประชาชน ได้ถูกปล้นไปแล้วด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยมเป็นผู้กระทำ
ธงนำของฝ่ายประชาธิปไตย จึงต้องเดินหน้าเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากปลายกระบอกปืนให้สำเร็จ...
////////////////////////////////////////////////////////

นายอานันต์ จันก๋าวี “ผมได้เห็นสันดานดิบพวก พธม.” ( คอลัมน์ : เหยื่อพันธมิตรฯ )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : เหยื่อพันธมิตรฯ
เจษฎา เมตตา



ช่วงเวลาอันเลวร้าย 193 วัน ที่ตามมาด้วยความ “หายนะ” ของบ้านเมือง จากน้ำมือของ “พันธมิตรฯ” มุ่งหมายก่อการร้ายสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เรียกร้องสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยเอาบ้านเมืองเป็นตัวประกัน หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเคยเปิดทางให้เผด็จการทหารเข้ามาก่อกรรมทำเข็ญจนสำเร็จเมื่อปี 2549
ถึงแม้ว่าการก่อกรรมทำเข็ญครั้งล่าสุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่บาดแผลและความบอบช้ำได้ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย จนเกือบถือได้ว่าเป็นกลียุคของประเทศชาติก็คงไม่ผิด กลุ่มคนทั้งเก้าผู้อยู่เหนืออำนาจรัฐและกฎหมาย ได้ฝังรากลึกไว้ชอนไชระบอบประชาธิปไตยและสังคมไทยอย่างมิอาจประเมินความเสียหายได้หมดสิ้น
ผลกระทบเหล่านั้นกระเทือนไปถึงทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจที่ต้อง “ฉิบหาย” ไปหลายแสนล้านบาท ซึ่งยังไม่นับถึงชื่อเสียงของประเทศที่ต้อง “อับอายขายหน้า” ไปถึงระดับนานาชาติ
ด้านสังคม ที่ต้องเผชิญหน้ากับสารพัดภัยคุกคาม โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งส่งผลไปถึงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีความคิดแตกต่างทางการเมือง
อิทธิพลทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ ยังคุกคามถึง “ความยุติธรรม” ที่ไม่อาจยื่นมือเข้าไปจัดการพวก 9 มารสังคมเหล่านี้ได้ รัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย ยังต้องพลาดท่ากลายเป็น “แพะรับบาป” ในสายตาของสังคม
“เหยื่อพันธมิตรฯ” จึงเป็นเวทีบอกเล่าเรื่องราวความคับแค้นของพวกเขาเหล่านั้น ที่ไม่สามารถระบายออกไปให้ใครได้รับรู้ว่า “ฝันร้ายที่พวกเขาต้องเผชิญ พฤติกรรมความเลวระยำที่พวกเขาได้รับจนไม่สามารถจะลำดับชั้นได้ว่าควรจะอยู่ขั้นไหน” จากน้ำมือของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
นายอานันต์ จันก๋าวี ชายผู้เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากการพลาดท่าเสียทีให้พวกเดรัจฉานสังคม ภายใต้ชื่อ “การ์ดพันธมิตรฯ” ซึ่งคอยทำหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันทุกคนที่มีแนวคิดไม่ตรงกับพวกเขา ซึ่งถูกล้างสมองมา “ให้เชื่อทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีข้อโต้แย้ง”!!!...
นายอานันต์ เราให้ฟังว่า “ผมเป็นชาว จ.เชียงราย เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พักอยู่แถวๆ ลาดพร้าว เป็นคนที่ชอบติดตามเรื่องการเมืองมานานแล้ว ก็เลยออกมาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวง
โดยคืนก่อนเกิดเรื่อง เวลาประมาณ 23.50 น. หลังจากที่ผมมาร่วมรำลึกถึงวีรชนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จึงย้อนกลับไปที่ท้องสนามหลวง จนเลิกการชุมนุมก็เดินมาตามทางคนเดียว กะว่าจะมากินข้าวแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วก็เดินมาถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย
เสร็จแล้วผมก็มายืนรอรถเมล์ เพื่อกลับลาดพร้าว ระหว่างนั้นจู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์ 3 คนขับรถเก๋งมาเทียบตรงฟุตบาธ ซึ่งคนหนึ่งลงมาจากรถเดินตรงมาหาผม เอาด้ามปืนตีที่เบ้าตาผม และเตะผม อีกคนเข้ามาล็อกหลัง หลังจากที่เขาซ้อมผมจนสะใจแล้วก็เอาตัวผมขึ้นรถไป ตอนที่พาไปเขาก็ล็อกแขนคนละข้าง แล้วเอาปืนจี้เอวคนละกระบอก จากนั้นพากลับเข้าไปสะพานมัฆวานฯ แล้วเข้าทำเนียบเลยครับ เข้าไปที่เต็นท์ของเขาที่เป็น สน.พันธมิตรฯ นี่แหละครับ
พอไปถึงเขาก็พาตัวผมไปที่ห้องแรก ซึ่งผมคิดว่าเป็นห้องสอบสวน เข้าไปในห้องแล้วต้องรายงานตัวก่อนครับ รายงานตัวเสร็จเขาก็ถามกันเองว่าได้ตัวผมมาจากไหน อีกคนก็บอกว่าได้มาจากปากทาง ตรงห้องสอบสวนนั้นจะมีลานกว้างอยู่ มีประตูทางเข้า เขามีกันอยู่เป็นสิบคน
เขาเอาตัวผมมาทิ้งไว้แล้วพวกที่พาผมมาเขาบอกว่าเดี๋ยวจะไปล่าอีก ต้องออกไปล่าอีก แล้วเขาก็ออกไปจากเต็นท์
ผมอยู่ที่นั่นถูกสอบแล้วสอบอีกหลายขั้นตอน บางคนอยากจะทำร้ายร่างกายก็เดินเข้ามาทำร้ายดื้อๆ บางคนเดินมาตบแล้วและพูดจาหยาบๆ คายๆ ซึ่งมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
จากห้องรายงานตัวเต็นท์นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ล็อก ล็อกที่ 2 จะเป็นห้องไต่สวน ก็มีคนหลายคนเข้ามาสอบถามผมอีก ตรงนี้ดุมาก พูดไม่ถูกใจก็ทำร้ายร่างกาย มีการเอามีดเอาปืนออกมาข่มขู่และทุบตีผมตลอดเวลา บางทีก็ใช้ไม้ธงฟ้าตีหน้าแข้ง แล้วก็มีกระบองพันผ้าคอยหวดเข้าตามลำตัว ตอนที่เขาซักถามผมนั้นมีคนเอามีดแบบมีดเดินป่า จ่อไว้ที่ใบหู พอพูดไม่ถูกใจเขาก็ทำท่าจะเฉือนจนหูผมเป็นแผล
เขาถามว่ารับมากี่ร้อย ผมก็ล้วงกระเป๋าให้ดูว่าผมเหลืออยู่ 20 บาท ผมจะกลับบ้าน ผมไม่ได้รับเงินมาจากใคร ผมมาของผมเอง เขาก็บอกว่า “ไม่จริง ไอ้ห่าโกหก มึงต้องรับมา ไม่อย่างนั้นมึงจะมาทำไม”
พอผมตอบว่า “ไม่” อีกครั้ง คราวนี้พวกเขาก็เตรียมกระบอกเหมือนที่ฉีดยากันยุง เป็นถังที่ฉีดแมลงของชาวไร่ชาวนา เขาเอาพริกป่นผสมพริกไทยมาพ่นตรงตากะว่าจะให้ตาผมพร่าบอด แล้วเขาก็เอายาอะไรมาพ่นใส่ผมอยู่เรื่อยเลย พยายามจะถ่างตาผมให้ได้ ถ่างตาแล้วเอายาเป็นหลอดๆ ผมไม่มั่นใจว่าอะไร มาใส่ตาผม แล้วก็ถ่างตาผมอีก
พวกเขาพยายามถามอยู่แต่ว่าได้รับเงินมาจากแนวร่วมอะไรพวกนี้ 300 บาท มีการถ่ายวิดีโอเอาไว้ด้วย ซึ่งตอนนั้นผมคิดอะไรไม่ออกก็เลยจึงจำใจต้องโกหกไป เพราะว่าพูดความจริงก็ไม่เชื่ออยู่ดี หลังจากผมต้องโกหกพวกมันเพื่อให้มีชีวิตรอดนั้น ความพยายามของผมก็สัมฤทธิ์ผล 1 ชั่วโมงหลังจากผ่านขุมนรก พวกมันก็ปล่อยผมให้เป็นอิสระ ผมรอดตายมาได้ราวกับมีพระคอยคุ้มครอง
การเกิดใหม่ครั้งนี้ของผม ทำให้รู้ซึ้งถึงธาตุแท้และสันดานดิบของเดรัจฉานพวกนี้ว่าเป็นอย่างไร ผมไม่เชื่อกับสิ่งที่พวกแกนนำทั้ง 9 มันพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีในสายตาของสังคม ทุกอย่างที่ผมได้เห็นทำให้ผมได้ประจักษ์กับสายตาแล้วว่าทั้งหมดล้วนเป็น “คราบ” ที่ยังไม่ลอกออก จนทำให้เห็นว่าภายในเป็น “อสูรร้าย”
นี่คือ...อีกหนึ่งเรื่องราวของหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายที่ยังมีอยู่ปะปนในสังคมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นรอที่จะออกมาเปิดเผยความจริงอันขมขื่นที่ต้องตกเป็น “เหยื่อพันธมิตรฯ”
ความอัปยศของพันธมิตรฯ ยังไม่หมดสิ้น สัปดาห์หน้าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร...ห้ามพลาด “เหยื่อพันธมิตรฯ”

เสื้อแดงขอนแก่นโห่ตะเพิด!รมช.คมนาคม

ที่มา ประชาทรรศน์

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม เป็นประธานเปิดงานประเพณีบุญอุ้มข้าวใหญ่ และของดี อ.บ้านไผ่ ประจำปี 2552 ที่ส่วนราชการใน อ.บ้านไผ่ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรมขึ้นบริเวณสนามที่ว่าการอำเภอบ้านไผ่ เพื่อเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของคนอีสาน โดยระหว่างนั้นมีกลุ่มคนเสื้อแดงใน จ.ขอนแก่น ประมาณ 30 คน ได้มารวมตัวกันบริเวณสถานที่จัดงาน จุดที่จอดรถ พร้อมทั้งชูเท้าตบ และโจมตีการเข้าร่วมรัฐบาลของนายประจักษ์ จนทำให้นายประจักษ์ ต้องลงมาพบปะพูดคุยกับแกนนำและขอจับมือ แต่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยอมร่วมเจรจา และยังคงปักหลักด้านหลังเวที พร้อมกล่าวโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าระงับเหตุเพื่อให้การจัดงานดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

"กลุ่มเพื่อนเนวิน"ย้อนเกล็ด"ณัฐวุฒิ"ระวังสังคมรู้ทัน"ดี สเตชั่น"สนองใคร

ที่มา ประชาทรรศน์

"เพื่อนเนวิน"โต้ข้อหา"แดงทรยศ" ย้อนเกล็ด"ณัฐวุฒิ" ถามหักหลังรากหญ้าตอนไหน ระบุพลังประชาชนถูกยุบ ส.ส.ย่อมมีสิทธิ์ย้ายสังกัดพรรคใดก็ได้ ย้ำจุดยืนไม่คิดฉกฉวยผลประโยชน์จากประชาชน ลั่นท้า"ดี สเตชั่น"ตรวจสอบความโปร่งใส ดักคอหากใส่สีตีข่าว ระวังสังคมรู้ธาตุแท้ทีวีเสื้อแดงก่อตั้งเพื่อใคร

วันนี้ (18 ม.ค.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะผู้บริหารดีทีวี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดีทีวีเตรียมตั้งทีมงานเฉพาะกิจขึ้นมาติดตามการปฏิบัติงานของนักการเมืองที่หักหลังประชาชนว่า นอกจาก ดีทีวีจะมีจุดยืนติดตามถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงแท้ๆ ในการชุมนุมต่างๆ แล้ว เราจะมีการติดตามการเคลื่อนไหวของเหล่าเสื้อแดงทรยศ ซึ่งมีลักษณะดังนี้

1.นักการเมืองที่หักหลังประชาชนในเขตพื้นที่เลือกตั้ง เพราะประชาชนต้องการให้ ส.ส.ที่ถูกเลือกไปสนับสุนนพรรคการเมืองหนึ่ง แต่นักการเมืองกลุ่มดังกล่าวกลับไปสนับสนุนอีกพรรคการหนึ่ง 2.หักหลังเพื่อนร่วมพรรค โดยหันไปสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม 3.หักหลังประชาชนทั้งประเทศโดยเข้าไปบริหารประเทศแล้วเห็นแก่ประโยชน์ส่วนบุคคลจนเกิดการทุจริตคอรัปชั่น 4.หักหลังระบอบประชาธิปไตย โดยไปสมคบคิด หรือยอมสยบให้กับอำนาจนอกระบบ นอกกติกาประชาธิปไตย

"โดยลักษณะนี้ล้วนเป็นพฤติกรรมของนักการเมืองทรยศ หากใครเห็นว่าตนเองไม่มีลักษณะดังกล่าวก็ไม่ต้องเดือนร้อน แต่หากใครเข้าข่ายดังกล่าวก็เชื่อว่าคงหลบสายตาประชาชนไม่พ้น โดยรูปแบบการตรวจสอบของดีทีวีจะทำเป็นระบบมีทีมงาน และการจัดระบบนำข้อมูลที่เจาะลึกมาเปิดเผยทางช่องดีทีวี"นายณัฐวุฒิ กล่าว

ด้าน นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม ในฐานะแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวในกรณีเดียวกันว่า ขอถามไปยังนายณัฐวุฒิว่า คำว่าแดงทรยศหมายความว่าอย่างไร เพราะกลุ่มเพื่อนเนวินไม่เคยทรยศประชาชน ซึ่งภายหลังจากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ส.ส.ในพรรคก็มีสิทธิ์ที่ย้ายไปอยู่พรรคการเมืองใดก็ได้ เรื่องนี้จึงต้องถามว่าใครกันแน่นที่โกหก อย่างไรก็ตาม ขอท้าให้นายณัฐวุฒิ และทีมงานดีทีวี เข้ามาตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีกลุ่มเพื่อนเนวินได้อย่างเต็มที่ เพราะยืนยันได้การเข้ามาร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองได้เดินหน้าต่อไป และจุดยืนของกลุ่มเพื่อนเนวินก็คือจะไม่ฉกฉวยผลประโยชน์ของบ้านเมือง

ดังนั้น หากดีทีวีต้องการตรวจสอบทั้งการทำงาน และเรื่องทุจริตก็สามารถทำได้ ขอเพียงแต่อย่าให้การตรวจสอบนำเอาข้อมูลเท็จ หรือมีการเสริมเติมแต่งเพื่อให้ใส่ร้ายกันก็พอ เพราะหากทำเช่นนั้น ก็ยิ่งทำให้คนรู้ธาตุแท้ของดีทีวีว่ามีเบื้องหลังการก่อตั้งมาเพื่ออะไร