WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 19, 2009

พธม.รุกคืบทวงบุญคุณจี้ปชป.รักษาสัญญา13ข้อ

ที่มา ประชาทรรศน์

ม็อบชั่ว “พันธมิตรฯ” ยังเดินสายปลุกระดมไม่เลิก คุยโต!เก่งสุดๆ ไล่นายกฯ มาแล้วถึง 3 คน ระบุ “อภิสิทธิ์” ถ้าไม่ยอมฟังกันก็มีหวังเป็นรายต่อไป พร้อมทวงบุญคุณที่ชุมนุมกันมาจนประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ถามหาสัญญาที่เคยยื่นข้อเรียกร้องเอาไว้ 13 ข้อ พร้อมขีดเส้นตาย 3 เดือน ทำตัวเหมือนมีอำนาจต่อรองเหนือรัฐบาล ระบุพร้อมออกมาเคลื่อนไหวตลอดเวลา

เมื่อคืนวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ ได้กล่าวปราศรัยบนเวที “คอนเสิร์ตการเมือง”ครั้งที่ 1 ที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองชลบุรี โดยได้ยกย่องชมเชยพันธมิตรฯ ชลบุรี ที่เป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นในการจัดงานของพันธมิตรฯ ซึ่งมีเป้าหมายคือสร้างพันธมิตรฯ ที่แข็งแกร่ง แบบของจริง

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การจัดงานวันนี้แสดงว่าการปฏิรูปการเมือง การยกระดับการเมืองภาคประชาชนได้จุดขึ้นแล้ว และให้รักษามาตรฐานนี้เอาไว้ให้ทุกจังหวัดได้จัด เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่านักการเมือง นักเลือกตั้งจะรวยเป็นเศรษฐีโลก ถ้าโกงหรือทุจริต จะโดนพันธมิตรฯ ขับไล่ทุกรายไป พี่น้องชลบุรี ได้สร้างศักยภาพอันยิ่งใหญ่ ได้เปลี่ยนการเลือกตั้งของจังหวัดไปเรียบร้อยแล้ว แสดงว่า นักการเมืองนั้นถ้าเราเลือกก็ได้เป็น ถ้าเราไม่เลือกก็ไม่ได้เป็น นี่คือสิ่งที่เรียกว่าอำนาจเป็นของประชาชน นักการเมืองไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ พวกเขาคือลูกจ้างของเรา ต้องทำตามเจตจำนงของเรา ต้องไม่โกงเงินภาษีเรา เมื่อไรก็ตามถ้าไม่ซื่อสัตย์ ไม่เสียสละ ไร้ศีลธรรม เราต้องปลดออกทันที

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การชุมนุม 193 วัน ในปี 2551 และ 34 วัน ในปี 2549 เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีประเทศไหนทำได้ เราไล่นายกฯ ออกไปได้ 3 คน สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้สังคมโลก เราเอาธรรมะนำหน้า สู้ด้วยมันสมอง 2 มือ สติปัญญา ร้อยรัดพลังอันยิ่งใหญ่ของคนทุกระดับเพื่อทำหน้าที่พลเมืองดี นี่คือสาระสำคัญของการชุมนุม เราไม่ได้มาสนุกรื่นเริง แต่สร้างวัฒนธรรมใหม่ สร้างวิธีกู้ชาติให้พ้นจากทุนสามานย์ที่ทักษิณและพวกนำมา

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ถ้า ทักษิณ ยังอยู่ ก็จะโกงกินขายชาติต่อ วันนี้ทักษิณจบไปแล้ว แต่ระบอบทักษิณยังอยู่ บางคนมาอยู่ร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ เราไม่สามรถไว้วางใจ เราต้องตรวจสอบเข้มข้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเลือกเอาระหว่างประชาชนกับนักการเมืองที่เคยอยู่กับทักษิณแล้วมาอยู่ร่วมรัฐบาล ถ้ายอมให้คนพวกนี้ ไม่สนใจประชาชนที่ต่อสู้มา เขาต้องสู้กับพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประชาชน จัดการพวกจาบจ้วงอย่างเด็ดขาดไม่เกิน 3 เดือน จัดการคนฆ่าประชาชนไม่เกิน 3 เดือน ถอนพาสปอร์ตทักษิณทุกเล่มไม่ควรเกิน 1 เดือนครึ่ง เอา ปตท.คืนมาไม่เกิน 6 เดือน เลิกขายรัฐวิสาหกิจ ขายน้ำขายไฟ สร้างงานให้ประชาชนทันที ไม่ควรให้ประชาชนถูกเลิกจ้าง ต้องช่วยผู้ใช้แรงงวานโดยตรง เลิกหนี้สินเกษตรกรที่เกิดจากโครงการของรัฐที่ไม่ชอบธรรม ต้องให้มีการตรวจสอบตาม ข้อเรียกร้อง 13 ข้อที่พันธมิตรฯ แถลง ไม่ว่ารัฐบาลไหนมา ต้องให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานตามสิทธิที่มีในรัฐธรรมนูญ

นายสมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับพวกลิ่วล้อระบอบทักษิณนั้น อย่าไปใส่ใจไม่มีราคา โดยเฉพาะ ดีทีวี ที่เป็นสุนัขรับใช้ทักษิณไม่ต้องกลัว สู้เอเอสทีวีไม่ได้แน่นอน และอย่าลืมว่าเราเป็นนักรบประชาชนต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา ไปไหนก็พกมือตบ หน้ากากกันแก๊สน้ำตา น้ำ 1 ขวดไว้ตลอด พร้อมที่จะออกมาชุมนุมทันที

อนึ่ง แกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 29/2551 เรื่อง "คำเตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ" เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม โดยได้อ้างถึงการชุมนุมตลอด 193 วันว่าเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้อง 13 ข้อต่อรัฐบาลใหม่ ประกอบด้วย
1.เร่งรัดดำเนินคดี ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ต่อ นายจักรภพ เพ็ญแข นายวีระ มุสิกพงศ์ เว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุชุมชน และปราบปรามขบวนการดูหมิ่นและล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมด โดยด่วนที่สุดเป็นลำดับแรก
2.ขอให้แสดงจุดยืน ที่จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือกฎหมายอื่นใดที่จะฟอกความผิดให้กับนักการเมือง ไม่แก้ไขกฎหมายเพื่อการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของนักการเมือง และไม่แก้ไขกฎหมายเพื่อลดพระราชอำนาจหรือโครงสร้างของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3.ต้องส่งเสริมให้คนดีมีความสามารถมาปกครองบ้านเมือง ป้องกันมิให้คนไม่ดีมีอำนาจ บริหารราชการแผ่นดินด้วยความโปร่งใส อย่าได้นำนักการเมืองหรือข้าราชการที่มีมลทิน ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ หรือมีพฤติกรรมที่จะแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ มาร่วมบริหารราชการแผ่นดินเป็นอันขาด
4.ขอให้เร่งรัดคดีทุจริตคอร์รัปชั่นให้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล โดยปราศจากการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำการโยกย้ายข้าราชการที่รับใช้ระบอบทักษิณให้พ้นจากตำแหน่ง อาทิเช่น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการองค์การอาหารและยา ฯลฯ และยึดทรัพย์สินที่โกงชาติไปกลับมาเป็นของรัฐ

ทั้งนี้ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ขอให้แสดงจุดยืนที่จะเร่งรัดดำเนินคดีบุกรุกและครอบครองที่ดินกรณีเขากระโดงของการรถไฟแห่งประเทศไทย และที่ดินสาธารณะประโยชน์ใน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ดำเนินการและยกเลิกการเช่าพื้นที่ขายสินค้าในสนามบินสุวรรณภูมิที่มิชอบ ยกเลิกและดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่ให้เช่ารายการสถานีโทรทัศน์วิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 อย่างไม่โปร่งใสโดยทันที
5.ขอให้ยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีอาญาแผ่นดินโดยทันที
6.ขอให้เร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดินมาดำเนินคดีในประเทศไทยโดยทันที
7.ขอให้ประกาศยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยกปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบให้กับกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว และรักษาอธิปไตยทั้งดินแดนและแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในอ่าวไทยจนถึงที่สุด
8.ขอให้เร่งรัดสลายรัฐตำรวจ โยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ใส่ความ กลั่นแกล้ง และคุกคามประชาชน ผู้เข้าร่วมการชุมนุม และผู้สนับสนุนการชุมนุม ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ที่มีความสำคัญหรือมีส่วนได้เสียต่อคดีความ ขอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายสังหารประชาชนในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2551 ตลอดจนใส่ความประชาชนผู้ชุมนุมว่าเป็น กบฏ และผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์, พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ฯลฯ และขอให้คืนความเป็นธรรมให้กับตำรวจที่ทำหน้าที่อย่างสุจริตและกล้าหาญเพื่อประโยชน์ของประชาชนให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
9.ขอให้เร่งรัดดำเนินคดีความและลงโทษผู้ที่ถูกชี้มูล โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมาธิการในวุฒิสภาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข่นฆ่าประชาชน เช่น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเจ้าหน้าที่รัฐ และขอให้ดำเนินการเอาผิดกับอันธพาลการเมืองของรัฐบาลที่ทำร้ายและเข่นฆ่าผู้ชุมนุมจนถึงที่สุด
10.ยุติการใช้สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อ และโกหกหลอกลวงประชาชน เพื่อระบอบทักษิณโดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการและผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และขอให้ปฏิรูปสื่อ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
11.ขอให้ประกาศยกเลิกโครงการที่ใช้จ่ายเกินตัว และไม่โปร่งใส ที่จะทำให้ชาติล่มจม เช่น โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ฯลฯ โดยทันที
12.ยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 และใช้การปฏิรูปและพัฒนารัฐวิสาหกิจแทนเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนในชาติ และนำเอารัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปแล้วกลับคืนมาเป็นของรัฐดังเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปตท.
13.ขอให้แสดงจุดยืนที่จะส่งเสริม สนับสนุน ประชาชนในการสร้างการเมืองใหม่ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างแท้จริง ตามแนวทางของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อป้องกันมิให้เกิดวิกฤติทางการเมืองในอนาคตอีกต่อไป

ห่วงเงินกระตุ้นศก.‘ละลายแม่น้ำ’

ที่มา ประชาทรรศน์

“มาร์ค”ประเดิมออกทีวีแจงสารพัดนโยบายประชานิยม ยันครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ แบ่ง 7 พันล้านแก้ปัญหาว่างงาน เบิลเงินกองทุนหมู่บ้านให้อีก 2 เท่า เชื่อพ้นครึ่งปีแรกไปได้จะสบายกันมากขึ้น ด้านฝ่ายค้านทวงเวลาจัดรายการตรวจสอบรัฐบาล ติงทุ่มเงินแสนล้านระวังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ “นักวิชาการ” แนะต้องสอนให้ประชาชนมีวินัยการใช้เงินด้วย “รากหญ้า” ชี้ต้องตรวจสอบให้ดี ถ้าปล่อยไปกระจุกตัวที่คนบางกลุ่มก็ไม่เกิดประโยชน์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ 'เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์' ซึ่งจัดขึ้นเป็นสัปดาห์แรกเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ว่าการจัดประชุมดังกล่าวเป็นการจัดประชุมของ 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมครั้งนี้ และขณะนี้ 9 ประเทศได้ตอบรับยืนยันการเข้าร่วมแล้ว โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม ที่ ชะอำ และหัวหิน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือกับประชาชนในการเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกกลับมาเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมและมีความสงบ พร้อมระบุว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทย และคนที่เป็นเจ้าภาพคือประชาชนทั้งประเทศ

เศรษฐกิจแย่เพราะปิดล้อมสนามบิน

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาเศรฐกิจที่เป็นปัญหาชัดเจนอยู่ในขณะนี้ว่า เริ่มต้นนั้นเกิดจากที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประสบภาวะวิกฤตการเงินขึ้นจึงส่งผลกระทบไปยังหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ทำให้สินค้าขายไม่ได้ นักท่องเที่ยวหาย การส่งออกเกิดชะงัก ซึ่งตั้งแต่เดือนพ.ย.2551 ที่ผ่านมาการส่งออกของประเทศไทยไม่โตและลดลง 17 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวก็ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม เนื่องจากปัญหาการชุมนุมปิดล้อมสนามบิน ด้านโรงงานต่างๆก็มีการเลิกจ้าง เมื่อธุรกิจฝืดเคือง คนมีรายได้น้อยลงก็ใช้จ่ายน้อยลงก็วนกลับมาให้ธุรกิจไปไม่ได้ และจากเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่ เพราะพืชผลการเกษตรต่างๆผูกพันกับราคาน้ำมัน ขณะนี้ราคาลดลงมาถึงครึ่งต่อครึ่ง

นายกฯคุยฟุ้งรัฐบาลทำงานรวดเร็ว

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ารัฐบาลทำงานตั้งแต่วันแรกและทำงานเร็วมาก แถลงนโยบาย 30 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของปีที่แล้ว และเมื่อแถลงเสร็จก็เรียกประชุม ครม.ต่อ เพื่อเร่งงานบางอย่าง เช่น การประชุมอาเซียน รวมถึงปัญหารับจำนำข้าวโพดที่อนุมัติรับเพิ่มในค่ำวันนั้น และปัญหาน้ำนมดิบก็นำมาบรรจุถุงแจกพี่น้องช่วงปีใหม่

จากนั้นวันที่ 5 มกราคม ซึ่งเป็นวันทำการวันแรกตนและทีมเศรษฐกิจ ก็ได้เดินทางไปพบธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานธุรกิจต่างๆ ซึ่งพอเข้ามาทำงานได้ 8 วันก็ได้ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขอชี้แจงว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ ขณะนี้เศรษฐกิจโลกหดตัว ซึ่งหากจะให้เศรษฐกิจไทยเดินได้ เราจะไปหวังพึ่งต่างชาติไม่ได้ เพราะเขาไม่มีสตางค์ ข้อเท็จจริงคือวันนี้ต้องช่วยซึ่งกันและกัน ประชากร 65 ล้านคนโดยประมาณเป็นตลาดใหญ่พอควร หากมีการใช้จ่ายในประเทศก็จะบรรเทาได้ ตนคาดว่าหากเราผ่านครึ่งปีแรกของปีนี้โดยมีมาตรการและพี่น้องให้ความร่วมมือ เมื่อถึงครึ่งปีหลังประมาณเดือนสิงหาคม กันยายน เศรษฐกิจโลกดีขึ้นก็จะเดินหน้าไปได้

แบ่ง9กลุ่มช่วยเหลือ เชื่อกระจายทั่วถึง

ส่วนรัฐบาลจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย มีเงินทองไปซื้อของใช้สอยก็ต้องมีมาตรการเพิ่มรายได้ ทำอย่างไรให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่าย เสริมรายได้ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นภาพลักษณ์แต่หลายคนเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมักคิดว่ารัฐบาลจะช่วยอะไร ตนขอเรียนว่ารัฐบาลไม่มีเงิน แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน การตัดสินใจว่าจะใช้ภาษีอย่างไรต้องดูว่าเป็นธรรมหรือไม่ อย่าให้เกิดการรั่วไหล มีวินัยการคลัง ไม่ใช้จ่ายเกินตัวตลอดไป หลายคนฟังแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็มีคำถามว่าทำไมให้น้อยไป ทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งการอนุมัติงบประมาณเกินดุลกว่าแสนล้านนั้นใกล้กรอบที่จะใช้จ่ายได้แล้ว มีช่องว่างที่ใกล้เพดานหนี้สาธารณะน้อยมาก

อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงมาตรการเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าจะแบ่งการช่วยเหลือเป็น 9 กลุ่ม คือเกษตรกร กลุ่มท้องถิ่นและชุมชน กลุ่มคนว่างงาน กลุ่มคนทำงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำมีงานทำแต่เงินเดือนน้อย กลุ่มผู้สูงอายุซึ่งมีจำนวนมากที่ไม่มีหลักประกันเรื่องรายได้ กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว

เบิลกองทุนหมู่บ้านให้อีกเท่าตัว

โดยกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลที่แล้วได้เปิดรับจำนำ 3 ชนิดคือข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ซึ่งใกล้เต็มวงเงิน ก็ได้อนุมัติเพิ่มให้ พร้อมตรวจสอบการทุจริต ดังที่มีข่าวนำข้าวโพดจากต่างประเทศมาสวมรับการช่วยเหลือ นอกจากนี้จะช่วยยางพาราและปาล์มเพิ่มให้ ประมาณคร่าวๆ เป็นเงิน 3 หมื่นล้านบาท จากนั้นฤดูกาลผลิตหน้าต้องมาดูกันใหม่ อาจมีระบบชดเชยภัยธรรมชาติ

ส่วนกลุ่มท้องถิ่นและชุมชน ก่อนหน้านี้มีโครงการ SML ซึ่งหมู่บ้านที่เคยได้ก็จะได้ไปอีกเท่าตัว หมู่บ้านที่ยังไม่ได้จะได้ 2 ส่วนพร้อมกัน หรือเท่ากันทุกหมู่บ้าน รวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่าย แต่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์จริง จึงปรับมาเป็นกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดความยั่งยืน มีเงินหมุนเวียนในพื้นฐานเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

แบ่ง7พันล้านช่วยคนว่างงาน

กลุ่มคนว่างงานจะมีเงิน 7 พันล้านบาทเข้ามาช่วย เริ่มตั้งแต่การฝึกอบรม คนที่ยังทำงานแต่มีแนวโน้มถูกเลิกจ้าง ก็ฝึกเพิ่มให้ไม่ต้องตกงาน แต่ก่อนหน้านี้มักฝึกและหายไป แต่ขณะนี้จะติดตามให้มีงานทำจริง เด็กจบใหม่จะนำมาฝึกงานธุรการและส่งไปทำงานตามโรงเรียน เพื่อให้ครูที่ต้องทำงานธุรการได้กลับไปสอน คืนครูให้กับนักเรียน ผู้ที่ชอบอิเล็กทรอนิกส์ก็ฝึกด้านเวบไซต์แล้วอาจมาช่วยเจ้าหน้าที่จับตาเวบที่ไม่เหมาะสม

กลุ่มแรงงานนอกระบบ ก็สามารถอยู่ในโครงการนี้ได้เช่นกัน อาจฝึกแล้วออกไปสร้างงานเล็กๆ ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ไม่ว่าจะอยู่ในประกัน สังคม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ให้เงินไปเลย 2 พันบาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ซึ่งหลายประเทศทำอยู่ เพราะเป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วที่สุด

กลุ่มผู้สูงอายุ เปิดกว้างให้ใครก็ได้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ มีเงินช่วยเหลืออยู่แล้ว มาขึ้นทะเบียนก็จะได้เดือนละ 500 บาททุกคน

มั่นใจแจกเงินดีกว่าลดภาษี

กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้อยู่แล้ว เทอมหน้าจะได้เรียนฟรีจริงตั้งแต่อนุบาลถึง ม.ปลาย, กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ให้ดูแลเรื่องค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ เพราะมีเงินในระบบ ดอกเบี้ยถูก แต่สถาบันการเงินไม่ปล่อย ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยว จะลดค่าธรรมเนียมต่างๆ คาดว่าในวันที่ 20 ม.ค.นี้จะทราบ

ในส่วนค่าน้ำค่าไฟก็ปรับลดมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการประหยัด เพราะจากรัฐบาลที่แล้วเป็นภาระมาก เนื่องจากกลายเป็นการช่วยบางกลุ่มที่สามารถดูแลตัวเองได้ และใช้แบบไม่ประหยัด ส่วนค่าก๊าซก็ยังไม่ขึ้น แต่ภาษีน้ำมันนั้นเห็นว่าราคาน้ำมันลงมามากแล้วจึงหันกลับมาเก็บภาษี แต่การขึ้นภาษีซึ่งสูงหลายบาทต่อลิตรก็จะไม่ให้กระทบประชาชน จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วย แต่แม้จะขึ้นมาแล้วก็ยังถูกกว่าราคาเมื่อปีก่อน

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกด้วยว่า ส่วนตัวนั้นทราบว่ามีความคิดเห็นที่หลากหลาย ยืนยันพร้อมรับฟัง บางคนบอกว่าลดแลกแจกแถมมากไปโดยเฉพาะประเด็นการอนุมัติเงินให้มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.4 หมื่นบาท คนละ 2 พันบาทนั้น ตนมองว่าตอนนี้ภาวะไม่ปกติ บ้านกำลังไหม้จะเสียดายน้ำดับไฟไม่ได้ และจากการศึกษาในหลายประเทศ หากใช้มาตรการอื่นๆ เช่นการลดหย่อนภาษี กว่าคนจะรู้สึกว่ามีเงินเพิ่มขึ้นก็สายไปแล้ว

ทวงเวลาให้ฝ่ายค้านจัดโทรทัศน์

ขณะที่สายวันที่ 18 มกราคม นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา นายคณวัฒน์ วิศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายกมล บันไดเพชร ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทยได้เปิดเว็บไซต์ ที่ชื่อ www. ptp.or.th โดยจะมีเนื้อหาสาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบทความต่างๆ หรือความเคลื่อนไหวของพรรค นอกจากนี้พรรคขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ที่เคยบอกว่ายินดีที่จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้จัดรายการวิทยุเช่นเดียวกับรายการของนายกฯจะเป็นวันเสาร์ หรืออาทิตย์ก็ได้ ดังนั้นขอให้รัฐบาลได้จัดสรรเวลาให้กับฝ่ายค้านด้วย ซึ่งขออย่ามีข้อแม้โดยบอกว่าจะต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้านเท่านั้น วันนี้การเมืองควรต้องมีฝ่ายถ่วงดุลในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ทั้งนี้ ในส่วนของฝ่ายค้านจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนจัดรายการแล้วแต่เนื้อหาสาระในช่วงขณะนั้น

แนะรัฐบาลทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นายคณวัฒน์ กล่าวว่า จากการที่นายกฯได้พูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่มีประเด็นที่พรรคเพื่อไทยมีข้อห่วงใยและอยากเสนอแนะรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบคือ 1. ขณะนี้รัฐบาลควรให้น้ำหนักกับการใช้มาตรการทางการเงินมากกว่ามาตรการทางการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในภาคการผลิต เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้นโยบายทางการเมืองที่ผ่อนคลายลง 2. สถานการณ์ขณะนี้ภายหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการลดอัตราดอกเบี้ยพีอาร์ลงถึง 1.75 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ 2เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการใช้มาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน รัฐบาลอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังในการจัดสรรงบประมาณกลางปีจำนวนมากถึง 1.15 แสนล้านบาท ดังนั้นเพื่อรักษากรอบวินัยการคลัง รัฐบาลควรจัดทำงบเท่าที่จำเป็น 3. ควรปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณกลางปี2552 โดยเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้สูงขึ้นจากเดิมที่มีอยู่เพียง 7,663 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนระยะไม่เกินหนึ่งปีเพื่อทำให้เกิดการจ้างงาน 4.รัฐบาลควรรักษากรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดและ5.รัฐบาลควรใช้มาตรการทางการเงินและการคลังให้เหมาะสมกับสถานการณ์

เย้ย 'มาร์ค' วิจารณ์ SML แต่อัดฉีด 2 เท่า

ด้าน ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวว่า ตนยอมรับได้กับการจัดรายการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และอยากให้นายกฯทำต่อไปเรื่อยๆซึ่งตนจะคอยติดตาม ทั้งนี้ อยากฝากไปถึงนายกด้วยว่าอย่ามองข้ามเกษตรกรที่เป็นชาวสวนผลไม้ด้วย ส่วนในกรณีที่นายอภิสิทธิ์พูดถึงเงิน SML ซึ่งก่อนหน้านั้นสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านมักจะวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบาย SML ตลอด แต่มาวันนี้กลับเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวพร้อมทั้งจะช่วยอัดฉีดช่วยเหลือชุมชนเป็นสองเท่ามากกว่าสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยริเริ่มไว้อีก ซึ่งสิ่งที่นายอภิสิทธิ์กำลังทำเป็นการเดินตามนโยบายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยทำไว้ เป็นการเดินตามนโยบายเดิมของพรรคไทยรักไทย

วิทยาพร้อมทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน

นายวิทยา กล่าวว่า วันนี้นักธุรกิจกำลังตื่นตะหนกกับวิธีคิดของนายกฯ ที่ใช้วิธีการแจกเงิน ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยให้เงินและโอกาสในการสร้างงานของประชาชน โดยจะใช้กลไกทางนิติบัญญัติให้เต็มที่

ต่อข้อถามว่าขณะนี้พรรคฝ่ายค้านยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน นายวิทยา กล่าวว่า หากไม่มีใครรับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ตนก็ยินดีทำหน้าที่ วันนี้สถานภาพในพรรคเมื่อ กกต. ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องพรรคพร้อมทำหน้าที่ตรงนี้

เมื่อถามว่าการพูดอย่างนี้เหมือนกับว่าประกาศรับผู้นำฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ นายวิทยา กล่าวว่า ตนบอกแล้วว่าถ้าไม่เชื่อมั่นถึงขนาดไม่มีใครตนจะทำให้ก็ได้ “กลัวกันจังเลยว่าทำงานไม่ได้เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน มีคนพร้อมอยู่แล้วเพราะมีการแบ่งโครงสร้างการทำงานกันเรียบร้อยแล้ว”

เตือนนายกฯ โดนข้อหาละเว้นฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนกับว่าพรรคเพื่อไทยไม่พร้อมจะตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าอย่างนั้นมาตรวจสอบมาตรา 157 ก่อนเลย ที่ระบุว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำไมรัฐบาลไม่เร่งไปเอาคนผิดมา ยังหาคนผิดไม่ได้เลย นายกฯจะโดนเรื่องนี้เรื่องแรก ไม่โดนเรื่องอื่น ต้องไปจับตัวพวกที่ไปปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำให้ประเทศเสียหาย เพราะในฐานะนายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาลควรจะต้องไปเร่งรัดเพื่อให้ใครมาดำเนินการเรื่องนี้ ไปดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ภาคเอกชนฟ้องมาจำนวนเท่าไร สิ่งเหล่านี้หาค่ามิได้มันมีความเสียหายที่มากกว่าหลายแสนล้านบาทเกิดขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของพรรคจะไปเร่งตรวจสอบว่ามีภาคเอกชนที่ฟ้องร้องมีจำนวนเท่าไร

นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยตรวจสอบพบว่าเรื่องสปก.4-01 จะมีการซื้อที่เอกชนมาทำแทนที่จะไปแก้ปัญหาเรื่องที่ดินของรัฐ ที่ดินของรัฐ 3ล้านไร่เพิ่งสำรวจไปแค่1.5ล้านไร่เท่านั้น ส่วนการที่รัฐบาลระบุว่าที่ดินของรัฐไม่เพียงพอนั้นไม่ใช่ไม่พอเพราะการแก้ปัญหาที่ดินทำกินอย่าลืมว่าปัญหาของสปก.4-01คืออะไร นั่นคือจัดที่ดินทำกินให้คนยากจน ครั้งที่แล้วก็พลาดไปแจกให้คนรวย ดังนั้นอย่าไปซื้อที่ดินที่มีโฉนดแล้วไปแจกกับประชาชนมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะอาจจะเข้าข่ายไปซื้อที่ของพวกตัวเอง

เสื้อแดงป่วนนายกฯจัดรายการทีวี

เช้าวันเดียวกัน กลุ่มคนเสื้อแดงราว 30 คน ชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณประตูทางเข้าที่ 4 ฝั่งตรงข้ามสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(กพ.) พยายามใช้เครื่องขยายเสียงพูดโจมตีรัฐบาลระหว่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังจัดรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" โดยยังเน้นเรื่องการเข้ามาเป็นนายกฯแบบไม่ชอบธรรม พร้อมระบุว่าการจัดรายการครั้งนี้เป็นการหลอกลวงประชาชน และเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กองสวนไปพบซากอีเห็น น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม อยู่ด้านข้างห้องผู้สื่อข่าว โดยมีรอยกัดจากสัตว์ไม่ทราบชนิดและพบรอยลากเป็นทางยาว สันนิษฐานว่าเพิ่งตายไม่นานเพราะตัวยังไม่แข็ง ทั้งนี้อีเห็นเป็นสัตว์หายาก คาดว่าหลุดมาจากเขาดิน และตายก่อนถูกสัตว์อื่นลากเข้ามา

ลือลางร้ายอีเห็นตายคาทำเนียบ

เมื่อนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทราบเรื่อง ได้เดินลงมาดูซากอีเห็นเคราะห์ร้ายตัวดังกล่าว เมื่อผู้สื่อข่าวกระเซ้าว่าการที่สัตว์หายากอย่างอีเห็นมาตายในทำเนียบ ซึ่งเป็นครั้งแรกของการจัดรายการของนายอภิสิทธิ์ จะเป็นลางร้ายอะไรหรือไม่ นายสาทิตย์ ตอบเพียงสั้นๆก่อนรีบเดินขึ้นไปพบนายกรัฐมนตรีบนตึกไทยคู่ฟ้าว่า สิ่งร้ายผ่านไป สิ่งดีจะเข้ามา

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำซากอีเห็นออกไป ซึ่งกลุ่มข้าราชการและผู้สื่อข่าววิจารณ์กันว่าเป็นเรื่องแปลกและน่าจะเป็นลางไม่ดีสำหรับรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้หากเกิดสิ่งผิดปกติในทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวเงินตัวทองผสมพันธุ์กัน หรืออีกาตีกัน ก็มักเกิดเหตุไม่ดีกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่เมื่อผู้สื่อข่าวนำเรื่องดังกล่าวไปสอบถามนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับคำตอบว่า นายสาทิตย์รายงานให้ทราบแล้ว ซึ่งสงสัยว่าไม่รู้ว่ามาจากไหนเหมือนกัน ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวติดตลกว่า ไม่ใช่ว่าเสื้อแดงเอามาปล่อยนะ

นักวิชาการแนะต้องดูแลวินัยด้วย

ด้าน ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมอเมริกันศึกษา กล่าวว่าสิ่งที่จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งก็คือ นโยบายประชานิยมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะต้องสอนให้ประชาชนมีระเบียบวินัยด้วยเนื่องจากมีบทเรียนในอดีตแล้วว่าการนำเงินไปหว่านให้ประชาชนจะมีบางส่วนนำเงินไปใช้อย่างผิดวิธี

ดังนั้นรัฐบาลควรเน้นให้ข้อมูลกับประชาชนว่าเงินที่นำลงไปอัดฉีดนั้นต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่านำไปใช้ผิดวิธีด้วยการก่อหนี้ เช่น ซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย เพราะจะทำให้เกิดผลเสียในระยะยาว รวมทั้งรัฐบาลต้องปรับแนวคิดของคนในชนบทเรื่องการประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง ซึ่งแนวคิดของคนเหล่านี้จะทำงานก็ต่อเมื่อเงินหมดโดยไม่มีการเก็บเงินไว้ใช้ในยามจำเป็น

“คนชนบทจะมีนิสัยอย่างหนึ่งคือได้เงินจากการทำงานมาก้อนหนึ่งจากนั้นก็จะหยุดทำงานแล้วไปใช้เงินจนกระทั่งเงินหมดแล้วก็กลับมาทำงานอีก โดยไม่ได้มีการปลูกฝังให้เก็บเงินเพื่อนำมาต่อยอดและสร้างตัวเองให้มั่นคง ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะเข้ามาดูแล”

รากหญ้าชี้ต้องตรวจสอบให้ดี

ด้าน นายวิรัตน์ ขอเพิ่มกลาง ประธานชุมชนกุดแคน - หัวถนน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เปิดเผยว่า ตามแนวทางรัฐบาลปัจจุบันที่หวังจะเพิ่มเงินงบประมาณเข้าระบบรากหญ้าให้มากขึ้นนั้น ขณะที่ทางคณะกรรมการชุมชนกุดแคน - หัวถนนจากปีงบประมาณ 2551 นี้ได้รับเงิน SML มา 350,000 บาท และในปี 2552 นี้จะได้รับมาเพิ่มขึ้นอีกเป็นกว่า 600,000 บาท

“การรับเงินมาดำเนินการแล้วไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวมเงินงบประมาณแผ่นดินก็เสียเปล่า ซึ่งไม่ใช่ให้เงินมาเพื่อกระตุ้นกระจุกอยู่ในกระเป๋าคนบางกลุ่ม เพราะได้มีการ้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาตลอดก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น

ขอเรียกร้องถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่จะเน้นเพิ่มเงินเข้าระบบรากหญ้ามากขึ้น แต่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่ดี และให้ถึงมือชาวบ้านจริงๆ นโยบายก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร" นายวิรัตน์ กล่าว

ล่าแสนรายชื่อปลด9ปปช.เถื่อน

ที่มา ประชาทรรศน์

* ตั้งเป้ากองบังคับการละพัน-จัดสัมมนาวันนี้

“ตำรวจ” เปิดฉากกู้ศักดิ์ศรีคืนหลังถูกปรักปรำหนักจากเหตุการณ์สลายม็อบชั่วหน้ารัฐสภา เมื่อ 7 ตุลาคม ระดมมันสมองนักวิชาการ-อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ร่วมถกเชิงวิชาการ “องค์กรตำรวจตามรัฐธรรมนูญกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ” นายกสมาคมตร. ชี้เป็นแพะการเมืองไม่พอ ยังถูกองค์กรอิสระทั้ง กรรมการสิทธิ์-ป.ป.ช. รุกหนักจนไม่มีกำลังใจทำงานดูแลประชาชน ขณะเดียวกันจ่อล่ารายชื่อให้ครบแสน ถอดถอน 9 ป.ป.ช.เถื่อน ตั้งเป้ากองบังคับการละพันคน พร้อมตั้งโต๊ะหน้างานเวทีอภิปรายวันนี้ เผยลูก-เมียตำรวจที่คับแค้นใจ ร่วมลงรายชื่อกันเพียบ

* ลูก-เมียตำรวจร่วมลงชื่อถอดถอนป.ป.ช.

การเข้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการยุติการชุมนุมอย่างบ้าคลั่งของกลุ่มพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ได้พลิกผันให้ตำรวจกลายเป็นจำเลยสังคมในขณะที่คนก่อเหตุยังคงลอยนวล โดยคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้สรุปผลการสอบสวน และส่งสำนวนไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งการสลายการชุมนุม

ส่งผลให้มีผู้ถูกฟ้องทั้งนักการเมือง และนายตำรวจหลายนายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าข่ายความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและ/หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของการดำเนินคดี และการให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานตามหน้าที่

โดยหลังจากมีการกล่าวหาตำรวจหลายนาย ได้มีอดีตอธิบดีกรมตำรวจและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการแล้วหลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงเกียรติภูมิของตำรวจที่ถูกย่ำยีอย่างหนักในครั้งนี้

ตั้งโต๊ะล่าชื่อขับป.ป.ช.วันนี้

ตามมาด้วยกระแสข่าวว่าสมาคมตำรวจจะมีเปิดเวทีสัมมนาเพื่อพูดจากันในเรื่องดังกล่าว และขณะเดียวกันก็จะมีการรวบรวมรายชื่อให้ได้ 100,000 รายชื่อเพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา นายประสพสุข บุญเดช เพื่อพิจารณาถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน

ทั้งนี้ในวันที่ 19 มกราคม จะมีการจัดอภิปรายเชิงวิชาการเรื่อง “องค์กรตำรวจตามรัฐธรรมนูญ กับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ” ที่จัดโดยสมาคมตำรวจ และมีพล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ เป็นประธาน ซึ่ง พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของตำรวจตอนนี้คือ ตกเป็นจำเลยของสังคม และเป็นแพะทางการเมืองไม่พอ องค์กรตำรวจที่ก่อตั้งขึ้นมาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กลับถูกองค์กรอิสระทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ป.ป.ช. เข้ามารุกหนักในการพิจารณาเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ตำรวจขาดขวัญกำลังใจและไม่มีความตั้งใจทำงาน

ตร.ถูกรุกหนักจนไม่มีกำลังใจ

ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดผลเสียต่อการทำคดีอาชญากรรม ทำหน้าที่ดูแลชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ในการทำงานของตำรวจ ที่ต้องรักษากฎหมายบ้านเมือง

“ที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ รู้สึกสงสาร เพราะไม่ค่อยมีใครมาดูแล จึงจัดการสัมมนาครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีสาธารณะสำหรับตำรวจให้แสดงความคิดเห็น และถกปัญหาเหล่านี้หาทางแก้ไขร่วมกับฝ่ายอื่นๆ”

ส่วนกรณีที่มีข่าวรวบรวมรายชื่อตำรวจในการยื่นถอดถอนป.ป.ช. นั้น พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ผมไม่เคยคิดที่จะทำอย่างนั้น แต่ก็ได้ยินมาว่ามีตำรวจบางส่วนจะมีการลงรายชื่อในวันนั้น ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้

“โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยที่จะมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอน ป.ป.ช. เพราะไม่รู้ว่าการดำเนินการดังกล่าวจะออกมาในรูปแบบใด แต่ถึงอย่างไรตนก็จะรอดูผลการแสดงความคิดเห็นที่มีการอภิปรายในวัน นี้ด้วย ว่าจะมีผลออกมาเป็นอย่างไร”

อดีตนายตำรวจร่วมเวทีเพียบ

ทั้งนี้ ในการจัดอภิปรายดังกล่าวนอกจากจะมีการเชิญทั้งนักวิชาการ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมการชุมนุมแล้ว ยังมีการรวมตัวของอดีตตำรวจที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมในงานดังกล่าวด้วย อาทิ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อดีต อธิบดีตร. พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อดีต อธิบดีตร. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีต ผบ.ตร. พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีต ผบ.ตร.

อย่างไรก็ดีผู้สื่อข่าวรายงานว่าการขับเคลื่อนการล่ารายชื่อดังกล่าวมีการประสานกันเป็นการภายใน โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด และทำให้นายตำรวจที่ยังอยู่ในราชการ โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับการถูกสอบสวน ยังคงออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

สุชาติปัดล่ารายชื่อไล่9ป.ป.ช.

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวเรื่องเดียวกันว่าการสัมมนา ไม่ได้เป็นการรวบรวมรายชื่อข้าราชการตำรวจเพื่อยื่นประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอน ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน

"ผมไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน เพราะจริงๆแล้วทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง แต่ถ้าถามว่าจะจัดกระบวนการถอดถอนด้วยเรื่องอะไร ใครเป็นคนทำนั้น ผมไม่ได้ปฏิเสธ แต่ว่าผมไม่รู้เรื่องดังกล่าว เพราะถ้าถามว่า จะถอดถอนอย่างเดียวจะเป็นไปอย่างไร ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็คงสู้ไปตามกติกา เพราะว่าล้วนแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น ท่านก็มีกติกาของท่าน ไม่น่าจะมีความไม่เป็นธรรม ส่วนเราถูกกล่าวหาอย่างไรก็ว่ากันไป เมื่อถูกกล่าวหาก็ต้องมีการดำเนินสอบพยานหลักฐานต่างๆ เราก็ว่าไปตามนั้น”

โฆษกชี้ตำรวจก็มีสิทธิตามรธน.

ด้านพล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การสัมมนาครั้งนี้ได้มีการทำหนังสือเชิญให้ตำรวจทุกหน่วยที่สนใจเข้าร่วมงาน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ของสมาคมตำรวจอยู่แล้วในการจัดสัมมนาเพื่อพัฒนาองค์กร

ส่วนเรื่องที่สื่อออกมาระบุว่า การจัดสัมมนาดังกล่าวจะมีการรวบรวมรายชื่อในการถอดถอนป.ป.ช.เท่าที่ตนสอบถามดูไม่น่าจะเป็นอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว เนื่องจากมีการระบุวัตถุประสงค์การจัดงานอย่างชัดเจน ซึ่งพิจารณาดูแล้ว เป็นความตั้งใจดีของทางสมาคม

ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช.ออกมาชี้มูลความผิดตำรวจนั้น ถือว่าเป็นกระบวนการตามขั้นตอน มีการตรวจสอบการทำงานเป็นเรื่องดี แต่ยังมีขั้นตอนที่สามารถชี้แจงได้ ส่วนการที่ตำรวจจะออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตำรวจก็เป็นประชาชนทั่วไปมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากจะเรียกร้องสิทธิ แต่ก็มีเรื่องวินัยตำรวจที่ควบคุมอยู่ จะทำได้หรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบอีกครั้ง

เผยบิ๊กตำรวจชงเรื่องปลดป.ป.ช.

ทางด้านพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ได้กล่าวในประเด็นดังกล่าว ว่าตนไม่รู้เรื่อง ที่จะมีการจัดงานสัมมนาขึ้นมาเพื่อเป็นการรวบรวมรายชื่อตำรวจ นำไปยื่นต่อประธานวุฒิสภา ให้มีการพิจารณาถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน

“เรื่องนี้ทำไมมาถามผม ผมไม่รู้เรื่อง คงต้องไปถามคนที่ให้ข่าวแล้ว ว่าหมายความว่าอย่างไร ผมไม่รู้เรื่องทั้งเรื่องการจัดงานและการล่ารายชื่อตำรวจ”พล.ต.ต.อำนวยกล่าว

อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ มีนายตำรวจในราชการคนหนึ่ง ได้ทำหนังสือไม่ระบุวันที่ เดือนมกราคม 2552 ถึง นายกสมาคมตำรวจพล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ เรื่องขอให้กรรมการ ป.ป.ช.พ้นจากตำแหน่ง

ชี้ที่มา9ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยในเนื้อหาของหนังสือ ระบุว่า เนื่องด้วยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) คุณสมบัติและสถานภาพไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ขาดความเที่ยงธรรมมีการกระทำอันเป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และการกระทำที่เป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง อันเข้าข่ายที่จักได้มีการดำเนินการเพื่อมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง ตามนัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 248 ดังนี้
1. ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับยกเว้นขั้นตอนการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด แม้จะได้มีประกาศ คปค. ฉบับที่ 31 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ให้ถือว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ก็หามีผลให้การออกประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มิชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว เป็นการแต่งตั้งชอบด้วยกฎหมาย และมีผลย้อนหลังแต่ประการใดไม่ ซึ่งได้มีการทักท้วงจากหลายฝ่ายแล้ว โดยปรากฏตามสื่อมวลชน แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอด อันเป็นการจูงใจฝ่าฝืนกฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติชัดเจน
2.การได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมิได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จึงย่อมไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ จากการปฏิบัติหน้าที่
3. การเลือกปฏิบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเร่งรีบพิจารณาในบางเรื่องโดยเฉพาะในเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นการชุมนุมและเกิดการปะทะกันของผู้ชุมนุม 2 ฝ่าย ที่ จ.อุดรธานี โดยชี้มูลกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ชี้มูลกรณี พงส.สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เสนอขอหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การชี้มูลดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์ หรือดำเนินการเพื่อชี้มูลกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีการชุมนุมบริเวณรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการและคั่งค้างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.อยู่หลายเรื่อง เช่น กรณีกล่าวหา คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เกี่ยวกับการร่ำรวยผิดปกติ และการก่อสร้างบ้านพักมูลค่า 40 ล้านบาท คณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับไม่เร่งรีบดำเนินการ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะดำเนินการพิจารณาเรื่องใด ควรเป็นไปตามลำดับก่อนหลังของเรื่องที่ได้รับไว้ เพราะย่อมถือว่าทุกเรื่องมีความสำคัญเท่าเทียมกันในอันที่จะตรวจสอบ

ถล่มขาดความซื่อสัตย์สุจริต
4.การออกแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนในลักษณะเป็นการชี้นำแสดงความเห็น ในเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด ทั้ง ๆ ที่ยังมิได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายและระเบียบก่อนดังเช่นกรณีการออกมาชี้มูลความผิดกรณีการชุมนุมบริเวณรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ได้ออกแถลงข่าวก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง พร้อมแสดงความเห็นในทำนองชี้มูลว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา
5.คุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ได้รับจ้างเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีปทุม จึงย่อมเป็นผลให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.

ตั้งเป้ากองบังคับการละพันชื่อ

ข้าพเจ้ากับพวกจึงขอใช้สิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา (ผ่าน สมาคมตำรวจ) เพื่อนำเสนอเรื่องต่อวุฒิสภา พิจารณามีมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และ กรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่งตามนัย มาตรา 248 แห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และได้ลงลายมือชื่อพร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาด้วยแล้ว

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวยังระบุว่า มีการทำหนังสือเวียนไปตามหน่วยงานในสังกัดขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่เข้าร่วมงานสัมมนาเพื่อล่ารายชื่อถอดถอน โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000 รายชื่อ ต่อ 1 กองบังคับการ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถคำนวณจำนวนรายชื่อที่แน่ชัดได้

ลูก-เมียตำรวจร่วมลงชื่อถอดถอน

ส่วนพื้นที่ในต่างจังหวัดได้รับการเปิดเผยว่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวในการเตรียมการรวบรวมรายชื่อ ล่าสุดที่ จ.กาญจนบุรี มีนายตำรวจที่เกษียณอายุและตำรวจนอกราชการจากส่วนกลางได้ลงพื้นที่ประสานงานกับตำรวจแต่ละท้องที่เป็นการส่วนตัว

โดยมีการแจกจ่ายสำเนาหนังสือขอให้ถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.ออกจากตำแหน่ง โดยขอความร่วมมือให้ทำการกระจายข่าวออกหารายชื่อผู้ที่เห็นด้วยและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ เพื่อขอความร่วมมือลงลายมือชื่อในเอกสารประกอบคำร้องขอให้มีการพิจารณาถอดถอน ป.ป.ช.

ในพื้นที่ดังกล่าวประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการลงรายชื่อถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.ออกจากตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็นลูกเมียและเครือญาติของตำรวจที่มีความไม่พอใจเกี่ยวกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ชต่อเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 7 ตุลาคม 2551

นายกฯรับป.ป.ช.ต้องตรวจสอบได้

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ทางตำรวจจะมีการจัดสัมมนาและเตรียมรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน ป.ป.ช. ว่า ถ้าเขามีเหตุผลและอยากใช้สิทธิถอดถอน ป.ป.ช.ก็สามารถทำได้ แต่อยากย้ำว่าทุกคนต้องยอมรับการตรวจสอบ ถ้าหากว่าคำร้องมีเหตุผลก็ทำได้ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลก็ไม่น่าจะมีอะไร ตนยืนยันว่า ป.ป.ช.ก็ต้องสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งตำรวจด้วย

ส่วนประเด็นดังกล่าวจะเป็นการสะท้อนว่าตำรวจกำลังใช้อำนาจเพื่อตัวเองหรือไม่นั้น ตนมองว่าเรื่องดังกล่าว คงไม่สามารถใช้อำนาจอะไรที่จะไปกระทบการทำงานของ ป.ป.ช.ได้ เพราะสถานะของ ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ

วิชาอ้างทำเร็วเพราะคนสนใจ

ด้านนายนายวิชา มหาคุณ หนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะคิดว่าเขาคงต้องการใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 271 คือการรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 คนเพื่อยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งเรื่องดังกล่าวสามารถทำได้ แต่ตนขอยืนยันว่า ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ก็ไม่ได้ทำอย่างรีบเร่งผิดปกติ แต่เป็นเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีคนมามอบหลักฐานเอกสารเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญยังมีการถ่ายทอดสดรวมถึงการบันทึกภาพเหตุการณ์ลงแผ่นวีซีดีอย่างชัดแจ้ง ซึ่งเพียงพอต่อการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ แตกต่างจากคดีลอบฆ่าที่ทำกันลับๆ ล่อๆ ซึ่งจะต้องไปหาพยานหลักฐานอีก การทำงานของ ป.ป.ช.จะแตกต่างกันในแต่ละเหตุการณ์

ส่วนที่มีการออกมาระบุว่าทาง ป.ป.ช. มีการเลือกปฏิบัติ เร่งเฉพาะคดีที่มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่กับคดีอื่นที่คั่งค้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรวจสอบบ้านราคา 40 ล้านบาท ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลับล่าช้า นายวิชากล่าวว่า จะเอามาเปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะการตรวจสอบคดีต่างๆ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ไม่ใช่ยื่นก่อนหรือหลัง โดยคดีของคุณหญิงจารุวรรณขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช.

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2552 ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ที่เคยมั่งมีกลับเสื่อมสูญ ที่เคยมอดม้วยกลับเรืองรุ่ง วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ได้ เพราะหลายครั้งหลายที ในชีวิตของคนเรา ต้องยอมรับว่า “คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต” จริงๆ

* “ความพยายามเป็นเรากำหนด ความสำเร็จเป็นโชคชะตากำกับ” คิดได้ดังนี้ จึงจะครองชีวิตได้อย่างเป็นสุข ทุกคืนวัน แม้จะสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่ก็จะไม่ตีอกชกหัวตัวเอง ด้วยความแค้นคลั่ง ให้เสียพลังไปโดยเปล่าประโยชน์

* วันนี้ จงรัก ภักดีราช มาเหมือนปลงตกกับชีวิต แต่เปล่าเลย ทั้งหมดที่ยกมาสองวรรคต้นคอลัมน์ คือ คำปลอบโยนให้เข้าถึงสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ ที่อยากจะฝากไปถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในพรรคเพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่รู้ว่า ดอกไม้ที่ยื่นให้ อาจถูกสวนมาด้วยก้อนอิฐ ก็ตามที

* ก็อย่างที่เคยเขียนไว้ล่วงหน้า ว่า ระดับผู้นำที่ทำหน้าที่กุมสภาพการเต้นของหัวใจพรรคเพื่อไทย ได้สะบั้นสัมพันธ์ตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว ทั้ง ยงยุทธ ติยะไพรัช เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล หรือ แก๊งอ๊อฟโฟร์ รุ่น 2 “ยุทธ-แดง-หน่อย-เพ้ง” ที่ก่อการ ยึดอำนาจจาก สมัคร สุนทรเวช มาทูนใส่มือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถึงนาทีนี้ ไม่พูดจากันแล้ว เรื่อง ความร่วมมือร่วมใจมาทำพรรคร่วมกัน จึงเป็นเรื่องห่างไกลเกินจริง

* ในขณะที่ ฝั่ง “แดง” เปิดประเด็นเข็น ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นที่ปรึกษาพรรค เต็มรูปแบบ แต่ฝ่าย “ยุทธ” ชี้ไปในคนละทาง อ้างว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกติดยึดกับ “ทักษิณ” ต้องสลัดอดีตให้หลุดพ้น แล้วก้าวไปบนวิถีทางแห่งความเป็นจริง ว่าหากจะเอาพรรคเพื่อไทย กลับขึ้นมาแล่นบนถนนสายอำนาจ ต้องตัด “ทักษิณ” ที่มีสถานะไม่ต่างจากกระบะพ่วงถ่วงหินมาเต็มคัน แค่ดันขึ้นมาอยู่บนถนน ยังยาก เรื่องคิดจะเป็นเจ้าถนนอีกครั้ง ก็คงได้แค่ฝันไปวันๆ

* น่าประหลาดใจในการรับรู้ของหลายคนที่ได้ยินได้ฟัง สาย “ยงยุทธ” ที่ท่าทีลอยแพ “นายใหญ่” เช่นนี้ แต่จะไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมสัญญาณจากสาย “ยงยุทธ” จึงแปร่งปร่าได้ขนาดนี้ หากได้รู้ว่า ยงยุทธ ติยะไพรัช เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ มาก่อน และยังคงมีสัมพันธ์อันดีกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และ “ยงยุทธ” ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการคาดหมายว่าถูกใช้ให้ ทำหน้าที่เจรจากับ ทักษิณ ให้อยู่นิ่งๆ เพื่อให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยเสียที

* จงรัก ภักดีราช ได้แต่เห็นใจทุกคนทุกฝ่าย สาย ยงยุทธ ที่ ภักดีถวายหัว เอาตัวเข้าแลกความบาดเจ็บแทนนายใหญ่ มาตลอด กลับได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เมื่อวันที่ สายเยาวภา กุมสภาพรัฐบาลสมชาย ฝ่าย เยาวภา ที่เป็นห่วงพี่ชายสุดที่รัก และสามีสุดที่ใคร่ ก็ไม่อาจแบ่งปันให้ใครอื่นได้มากนัก เพราะยังตักเข้าท้องไม่พออิ่ม ถึงวันนี้ ยงยุทธ น่าจะเข้าใจ เนวิน ชิดชอบ ได้ดี ว่าทำไมจึงต้องตัดใจลาจากไป

* ส่วน ฝั่ง “หน่อย” กับ เครือข่าย “เพ้ง” สองทางนี้ ได้แต่ลอยตัวเหนือความขัดแย้ง เพราะยึดคติ ลงทุนน้อย คอยสถานการณ์ แบ่งปันผลกำไร จึงพอใจกับทุกสถานการณ์ที่ยังมีส่วนแบ่ง แต่จะเข็นให้ไปลงทุนแข่งกับใคร นับเป็นเรื่องยาก ยิ่งในวันที่อยู่ในซีกฟากฝ่ายค้าน สูญสิ้นอำนาจวาสนาในมือ ด้วยแล้ว อย่าไปคิดข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า เลย

* ณ เวลานี้ หน่อย ได้หัวหน้าพรรค เพ้ง ยึดเลขาธิการพรรค ลงทุนน้อย กำไรมาก เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล ที่ลอกเลียนแบบได้ยาก ในขณะที่ สาย ยงยุทธ ได้แต่ตะโกนบอก ถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวทั้งหัวหน้าพรรค และ เลขาธิการพรรค หากไม่ทำตามที่ต้องการ ก็ทางใครทางมัน แยกกันเดินไปตามฝันของแต่ละคน ...นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไม พระกาฬที่ไม่เคยไล่ทัน ทักษิณ ชินวัตร มาตลอดสองปีที่ผ่านมา จึงมาหายใจรดต้นคออดีตนายกรัฐมนตรี ชนิดที่ไม่ให้เวลาตั้งตัวเช่นนี้

* เห็นอาการออกสตาร์ทของ พรรคภูมิใจไทย แล้ว คนนอกวงการเมือง อาจจะดูเป็นเรื่อง ฝนตกขี้หมูไหล แต่คนในวงการเมือง โดยเฉพาะใน ชุมชนคนบ้านเลขที่ 111 และคนในตระกูลชินวัตร กำลังหนาวสะท้านไปถึงหัวใจ เมื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รับอาสาเป็นนายท้ายคัดหางเสือเรือลำใหม่ที่ชื่อ ภูมิใจไทย โดยไม่ฟังคำทัดทานที่ลอยลมมาจากต่างแดน

* ระหว่าง ความรัก กับ ความแค้น มีเพียงเส้นบางๆ กั้นอยู่ ใครข้ามก่อน “แพ้” จงรัก ภักดีราช ได้ยินมาว่า การปรากฏตัวเพื่อยืนยันสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย เป็นความประสงค์ของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เอง โดยไม่มีใครยุยง นี่คงบอกได้ว่า สุริยะ รู้สึกอย่างไรกับเรื่องราวแต่หนหลังครั้งยังอยู่ในไทยรักไทย

* จงรัก ภักดีราช ฟันธงว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ใช่ตัวเลือกของพรรคภูมิใจไทย ที่จะส่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพราะจับทางลม กลุ่มเพื่อนเนวิน แล้ว ยัง ไม่ต้องการโตพรวดพราดเป็นพรรคอันดับ 1 และ ไม่มีวาระเร่งด่วนปลดล็อกผู้ต้องขังทางการเมือง ในเร็ววันนี้ เพราะจะทำให้ ดุลอำนาจของการเมืองไทย ที่พรรคภูมิใจไทย กำลังพึงพอใจสูญเสียไป

* เมื่อไม่ต้องการสถานะพรรคแกนนำรัฐบาล ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปลดล็อกทางการ เมือง เพื่อให้ ใครบางคน ที่ไม่นิยมปลูกมะม่วง แต่ชื่นชอบปลิดผลมะม่วงไปกลืนกิน ได้ประโยชน์โดยไม่ลงทุน ประกอบกับ วิธีคิดแบบ เนวิน ชิดชอบ ที่พูดให้สมาชิกของกลุ่มได้ยินทั่วกันว่า มีแต่คนลงทุน ลงแรง เท่านั้นที่จะได้ส่วนแบ่ง มีแต่ผู้ที่เข้าสู่สนามรบเท่านั้นที่จะได้รับรางวัล พวกรักนวลสงวนตัว รอชุบมือเปิบ จึงไม่มีสิทธิ์ และไม่มีที่ยืนในพรรคภูมิใจไทย

* ฝากความหวังดีไปถึง ผู้ผลิตรายการ “ดีทีวี” ทุกท่าน การพายเรือทวนน้ำ เป็นงานหนัก ที่ต้องการความมุ่งมั่นและจะสำเร็จได้ ก็ด้วยความเชื่อในหัวใจตัวเอง มิใช่ด้วยปัจจัยเรื่องเงินทอง หรือสิ่งของอื่นใด และจะยากยิ่งขึ้นไปอีก หากเป็น การพายเรือในลำน้ำที่แห้งขอด แม้จะมีพลังใจมากมายเพียงใด แต่ เมื่อธรรมชาติไม่เกื้อหนุน ที่ลงแรงไป แม้จะไม่สูญเปล่า แต่ก็ไม่อาจสำเร็จได้โดยง่าย

* ถึงนาทีนี้ กระแสสังคมที่ไม่อยากเห็นม็อบ ไม่อยากเห็นการปลุกระดมเข้าห้ำหั่นกันเองของคนไทย การพายเรือทวนน้ำ และ การพายเรือในลำน้ำที่แห้งขอด จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิด เก็บพลังกาย พลังใจ ไว้รอเวลาหน้าน้ำ ไหลหลาก จะไม่ดีกว่าหรือ? จับตาดูต้นน้ำที่ทำเนียบรัฐบาล เห็นอาการตัดสินใจของใครบางคนในรัฐบาล เชื่อว่าอีกไม่นาน ฤดูน้ำหลาก ก็คงมาถึง แต่ถ้ารอไม่ได้ เพราะความแค้นในอก ก็ขอให้จ้ำพายล่วงหน้าไปก่อนเถิด

*ขอเชิญศิษยานุศิษย์ ร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ เจ้าคุณพระสุนทรวิหารการ (หลวงพ่อเลื่อน) ณ วัดประยุรวงศาวาส เชิงสะพานพุทธฝั่งธน เวลา 16.00 น. วันนี้

ลูบคมสุเทพ!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลมัน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ

ทั้ง “ลูกไม้” และ “แม่ไม้การเมือง” ต้องบอกว่า “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้ดูแลความมั่นคง นับว่าแพรวพราว เหลือกินเหลือใช้ ยากที่ใครจะทาบรัศมีจับ

ฉะนั้น ใครจะ “เหยียบน้ำ” หรือ “ดำดินมา” ...รับประกันซ่อมฟรี ว่าไม่มีสิทธิ์ได้แอ้ม “ท่านเทพเทือก” ให้เสียยี่ห้อ โลโก้ชั้นดี ได้หรอก

อย่างไรก็ดี ถึงสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย “เทพเทือก” จะครบเครื่อง ครบครัน คร่ำคร่า ไปด้วยวิทยายุทธ์ ที่แก่พรรษาอย่างสุดโต่งเช่นนี้...
แต่ใช่ว่า จะไม่มีคนมา “ลูบคม” ให้เสียเหลี่ยมลูกกำนัน ก็หาไม่??

หมาดๆ ใหม่ๆ ล่าสุด...มีการ “เหยียบตาปลา” ของ “เทพเทือก” ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ผู้ดูดำดูดี “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เข้าอย่างจังเบอร์
เหมือนกับว่า เขาไม่เห็น “รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ” อยู่ในสายตาเช่นนั้นแหละ
เพราะไม่เช่นนั้น เขา?...คงไม่สร้างนิยายลวงโลก “แหกตา” เย้ยฟ้าท้าดินขึ้นมาหรอก

รวมทั้ง “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ “บิ๊กกิ๊ก” พล.ต.ต.พงษ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บังคับการตำรวจกองปราบ ยังตกเป็นเหยื่อ
เป็นเครื่องมือ โดนเขาหลอกใช้ โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย!!

เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สืบเนื่องมาจาก ว่ามี “ตำรวจใหญ่ระดับบิ๊ก”...ดูแลด้าน “ธุรกิจ-เศรษฐกิจ”...ได้เล่นแร่แปรธาตุ สร้างเรื่องอุปโลกน์ แหกเนตร ผู้บังคับบัญชา “หน่วยเหนือ” เสียสนิท??

ด้วยการ “จับแพะชนแกะ” เมคเรื่อง เป็นตุเป็นตะ ถึง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” และ “ท่านผู้การกองปราบ” เพื่อกวาดล้าง “โต๊ะบอลออนไลน์ข้ามชาติ” ให้เรียบวุธ
โดย เขา?...สร้างพล็อตเรื่อง “กลุ่มอาบูบาก้า”โต๊ะพนันบอลมาเลเซีย ขึ้นมาเป็นฉากบังหน้า
แต่หลังฉาก เป็นการหาเงิน “เข้ากระเป๋า”...โดยเขาไม่ตีโพยตีพาย สักแอะเดียว
จะบอกได้ฉันใด?...เมื่อเขา เตรียมเคาะเรียกเงิน 700-800 ล้านบาท จาก “เหยื่อ” เข้ากระเป๋า
ตรงนี้นี่แหละ มีการ “หมกเม็ด” เงียบฉี่เลย!!

ทั้งนี้ ได้มีการสร้างฉาก สมอ้าง ว่า มี “กลุ่มคนไทย” จำนวนหนึ่ง เป็นพวก “รับพนันบอลออนไลน์ข้ามชาติ” ร่วมกับกลุ่ม “อาบูบาก้า” โดยเหวี่ยงแหจับกันอย่างสะเปะสะปะ
เมื่อจับกันอย่าง “เหมาเข่ง” ไม่ดูตาม้าตาเรือเช่นนี้...จึงได้ผู้ต้องหามากมายอื้อซ่า
จากนั้น มีการงัดกฎหมายมาเล่นงานกันอย่างจั๋งหนับบุเรงนอง...

ด้วยการ “อายัดเงินในบัญชีธนาคาร” ของผู้ที่ตกเป็นจำเลย ในข้อกล่าวหา ว่าเป็น “โต๊ะพนันบอลข้ามชาติ” นับ “พันๆ บัญชี” อย่างไม่เคยมีมาก่อนเลย

แต่ละบัญชี ที่ขึ้นเครื่องหมายโดนอายัด ...ล้วนเป็นบัญชี “ธนาคารกสิกรไทย” เพียวๆ เพียงแห่งเดียว ที่โดนกากบาท หมายหัวเอาไว้
ไม่ทราบว่า คนของ “แบงก์รวงข้าว” ปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ เสนอตัวรับใช้เขาหรือเปล่า???
ถึงได้มีแต่บัญชีของ “ธนาคารกสิกรไทย” ถูกอายัด ห้ามถอนจ่ายโอนเท่านั้น
ถ้าไม่รู้เห็นเป็นใจ?... เรื่องพิสดารพันลึกนึกไม่ถึงพรรค์นี้ จะมีเกิดขึ้นล่ะหรือ!!
หลังจากที่ได้มีการอายัดเงินในบัญชีกันอย่าง “ส่งเดช” กันอย่างลวกๆ ...
ยังมี “ข้อครหานินทา” ตามมาอีกบานตะโก้แห้ว
เนื่องจากการสั่ง “อายัดบัญชี” นั้น...ไม่มีการ “ตั้งข้อหา” แม้แต่กระทงความเดียว
นี่น่าจะแปลความหมายได้ว่า “เขาไม่ผิด” จะไม่มีสิทธิ์ ตั้งข้อหาใช่ไหมล่ะ

แต่อย่างไรก็ตาม ผลพวง แห่งการทำ “เลยเถิด” ณ คาบเวลานี้... ได้สร้างบาดแผลร้าวลึก กับคนที่ถูกอายัดบัญชี เป็นอันมาก(ส์)

เพราะแต่ละคน ล้วนเป็น “นักธุรกิจรากหญ้า” และ “คนชั้นกลาง” ที่หาเช้ากินค่ำ เก็บออมหอมริบ ด้วยความมัธยัสถ์ ประหยัด เป็นอย่างยิ่ง
ครั้นจะถอนเงินมา “ต่อยอด” ทำธุรกิจ...ก็โดน “ระงับ” เบิกจ่าย ไม่ได้เสียงั้นแหละ
ตรงนี้ สร้างความเสียหายอันใหญ่หลวง แก่เศรษฐกิจรากหญ้า อย่างทันตาเห็น

เพราะ “ท่านรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ” และ “ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พยายาม ปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ให้เดินจ้ำอ้าว เติบโตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง...
ต้องมาหยุดกึก กระฉึกกระฉักไปทันที!!

เหตุเพราะมี ตำรวจบางคน?...ทำตัว “นอกแถว” สร้างเรื่อง จนส่งผลกระทบแก่ “ประชาชน” ที่อยู่ใต้กฎหมาย จนพูดไม่ออก
ความเสียหาย ทำให้ “นักธุรกิจสุจริตชน” ส่ายหน้าไปตามๆ กัน

เห็นว่า “ท่านรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ” ตั้งเข็มทิศ ที่จะ “ยกเครื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ให้เป็นที่พึ่งพิงของ “ประชาชนอย่างแท้จริง”
ดังนั้น “ตำรวจคนใด?”...ที่ไม่อยู่ใน “แถว” สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นไปทั่ว
ท่านต้อง “อัปเปหิ” อย่าให้เป็นใหญ่เป็นโต ...เพราะพวกนี้ยิ่งก้าวหน้า “ปวงประชา” น้ำตามีแต่ตกใน
ฉะนั้นเมื่อเป็นฉะนี้ ท่านไม่ควร ปล่อย “ตำรวจหัวหมอ” แบบนี้...อยู่ในตำแหน่งต่อไป!!
ขืนให้เขามีอำนาจ “ครอบจักรวาล” ย่อมสร้างความเสื่อมเสียให้ปรากฏ...
ตำรวจประเภทนี้ “สมควรปลด”... “รองนายกฯ สุเทพ” อย่าได้เลี้ยงเอาไว้???

“หมวดเจี๊ยบ”กับ“พล.อ.ปฐมพงศ์” บทพิสูจน์กองทัพ 2 มาตรฐาน ?

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย คมแฝก

แม้ว่า ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต นายทหารประจำสำนักงานเลขานุการกองทัพบก และ ผู้เขียนหนังสือ “ทักษิณ Where are you ?” จะออกมาขอความเห็นใจ และปล่อยให้ร่วมงาน “ดีทีวี”

โดยร.ท.หญิงสุณิสา จะไปดำเนินรายการห้องเรียนประชาธิปไตย จัดในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นเวลานอกราชการ รูปแบบรายการจะเป็นการโต้เถียงทางความคิด และเป็นช่องทางในการนำเสนอมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางการเมืองและนโยบายต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงออก ซึ่งรายการมีประโยชน์กับสังคม

แต่แล้ว พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ก็ออกมายืนยันว่าหมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก จัดรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ เพราะขัดข้อบังคับกระทรวงกลาโหมที่ห้ามข้าราชการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ถ้าหากเป็นรายการที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองก็สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม หมวดเจี๊ยบถือว่ามีความผิดกรณีไปร่วมแถลงข่าวเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ DTV โดยไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงโทรศัพท์มาแจ้งต่อ พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบกเท่านั้น

ทั้งนี้ กองทัพคงไม่มีการจับตาเป็นพิเศษ และไม่หวั่นหมวดเจี๊ยบจะนำความลับของกองทัพไปเปิดเผย เพราะหมวดเจี๊ยบไม่ได้รู้ความลับของกองทัพมาก
การออกมาข่มขู่ของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดในเชิงห้าม หมวดเจี๊ยบไปจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ DTV นั้น

มีเสียงท้วงติงว่า เป็นการกระทำสองมาตรฐานหรือไม่ เพราะกรณี พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ประธานที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ด่ารัฐบาลไม่เห็นผิดอะไร

อีกทั้ง กรณี พล .อ . อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศกลางรายการทีวีบอกให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นลาออก แต่ก็ยังเห็น พล.อ.อนุพงษ์ นั่งทำงานได้ตามปกติ

ล่าสุด พล . ต . วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก ออกมาระบุว่า ในวันอังคารที่ 20 ม . ค . นี้ กองทัพบกเตรียมเรียก " หมวดเจี๊ยบ " มาสอบถาม กรณีการไปร่วมจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีทีวี

ขณะเดียวกันจะมีการสอบถามไปทางกรมกำลังพลทหารบ ว่า ตามระเบียบแล้วสามารถทำได้หรือไม่ จากนั้นจะชี้แจงต่อสื่อมวลชน แต่เรื่องนี้ พล . อ . อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่สั่งกำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นเรื่องเล็ก

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ก่อนหน้านี้ ร . ท .( หญิง ) สุณิสา ได้ยื่นใบลาออกจากการรับราชการ ภายหลังที่เขียนหนังสือ เรื่อง " ทักษิณ Where are you" แต่กองทัพบกยังไม่ได้อนุมัตินั้น กองทัพบกไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่ผลการสอบสวนทางวินัย ร.ท.( หญิง ) สุณิสา ยังไม่แล้วเสร็จ

แม้ " หมวดเจี๊ยบ " จะโดนฝ่ายตรงข้ามโจมตีอย่างหนัก เช่น ในสื่อของเครือข่ายพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นการโจมตีที่น่าประณามมากที่สุด เพราะเป็นการดูถูกผู้หญิงคนหนึ่งราวกับว่าเธอไม่ใช่คน

มีหลายฝ่ายออกมาเตือน แม้กระทั่งสื่อมวลชนด้วยกันเอง เพราะแม้ประเด็นดังกล่าวจะเป็นเรื่องการเมือง แต่การโจมตีก็น่าจะสร้างสรรค์ ไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี หรือกระแหนะกระแหนเรื่องไม่เข้าท่าประเภทมีท่วงทำนองหมิ่นเกียรติผู้หญิง

เพราะอย่างน้อยดีเสียอีกที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กล้าที่จะเลือกข้างภายใต้ความคิดความเชื่อของตัวเอง เช่นเดียวกับผู้หญิงตัวเล็กๆ หลายคนที่เลือกขึ้นเวทีพันธมิตรฯ นั่นแหละ

ความกล้าของ " หมวดเจี๊ยบ " น่าจะเป็นเรื่องที่ดี และต้องถือเป็น บทพิสูจน์ของกองทัพด้วยว่า การกีดกันเธอไม่ให้ไปจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ DTV ครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำ 2 มาตรฐาน หรือไม่ ?

เอาใจช่วย...ตำรวจ!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


คำพังเพยเปรียบเปรยที่ว่า “เป็นเมียทหารนับขวด เป็นเมียตำรวจนับแบงก์” คงจะเป็นตำนานไปเสียแล้วสำหรับประเทศไทย

สมัยก่อน 19 กันยายน 2549 ผมก็คิดว่าคงเป็นเหมือนคำพังเพยจริงๆ แถมยังสนับสนุนให้เพื่อนๆ ผู้หญิงมีแฟนเป็นตำรวจกับเขาด้วย จะได้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยยากลำบากอะไร

ไม่ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ไม่ต้องใช้ความคิดหรือความริเริ่มสร้างสรรค์อะไร นั่งนับแบงก์เล่นเพลินๆ เพราะมีวิธีที่จะหากินอย่างง่ายๆ ไม่ต้องปวดสมอง
แต่ยุคสมัยนี้ ผมคงต้องแก้คำพังเพยนี้ใหม่ว่า “เป็นเมียตำรวจนับขวด เป็นเมียทหารนับแบงก์”

โดยเฉพาะพวก “ทหาร” ที่ออกมาย่ำยีประชาธิปไตย ออกมาสนับสนุนให้พันธมิตรฯ เผาบ้านเผาเมือง นั่งนับแบงก์กันเพลินเลยทีเดียว

ทหารบางคนนับแบงก์อย่างเดียวไม่พอ ยังนับรถ นับบ้านได้อีกตั้งหลายหลัง ทหารบางคนมีเงินทยอยเข้าไปในสมุดบัญชีให้นับเล่นกันเพลินๆ ทุกเดือน
คุณภาพชีวิตของตำรวจและทหารก็ต่างกันลิบลับ ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัย สวัสดิการ เงินเดือน

แถมทำงานก็หนักกว่าทหารหลายเท่า กลับต้องมาโดนหมิ่นศักดิ์ศรี โดยเฉพาะสื่อเลวๆ ที่ออกอากาศโจมตีตำรวจเหมือนหมูเหมือนหมาทุกวัน

ที่ต้องเขียนอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ เพราะผมรู้สึกสงสารตำรวจ เพราะช่วงหลังถูกดูหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีอย่างหนัก
โดยเฉพาะ การโดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ทั้งๆ ที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่โดนหมิ่นเกียรติและศักดิ์ศรีขนาดนี้ คงไม่มีตำรวจคนไหนยอมง่ายๆ

วันนี้ 19 มกราคม นายกสมาคมตำรวจได้จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง "องค์กรตามรัฐธรรมนูญกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ" ที่สโมสรตำรวจ ย่านหลักสี่

จะมีการล่ารายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อยื่นถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน โดยใช้เหตุผลว่า ป.ป.ช. เลือกปฏิบัติ เร่งเฉพาะคดีที่มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง

แต่กับคดีอื่นที่คั่งค้าง เช่น การตรวจสอบบ้านราคา 40 ล้านบาทของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลับล่าช้า

หากใครเห็นใจตำรวจเหมือนผม โปรดช่วยกันให้กำลังใจตำรวจ สนับสนุนการล่ารายชื่อถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน

บอกต่อกันไปถึงญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ลุงป้า น้าอา ครูบาอาจารย์ ให้ช่วยส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่าย ส่งไปรวมกับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผ่านไป-ผ่านมา ตามสี่แยกไหน เห็นตำรวจยืนทำงานอยู่ก็ส่งรอยยิ้ม หรือจะให้ของขวัญปีใหม่ ผมว่าคงจะดีไม่เบานะครับ!

DTV ออนแอร์แล้ววันนี้ ณัฐวุฒิย้ำดำเนินงานตามกฎหมาย

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว การออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ DTV ในวันนี้(19 ม.ค.) ซึ่งเป็นการออกอากาศครั้งแรกอย่างเป็นทางการของสถานีดังกล่าว โดยมีผู้ดำเนินรายการ ซึ่งประกอบไปด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง มีการวิพากษ์วิจาณ์มาตรการและนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะการออกอากาศรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เมื่อวานนี้ และยังคงออกอากาศทางช่อง PTV เดิมมีการขึ้นหมายเลขโทรศัพท์ เป็นช่องทางให้ผู้ชม ซื้อและติดตั้งจานดาวเทียม นอกจากนี้ ในส่วนเว็บไซต์ ดี สเตชั่น เองก็ยังไม่สามารถให้บริการได้เช่นกัน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม DTV เปิดเผยว่า DTV ได้เริ่มทดลองออกอากาศครั้งแล้วตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยเป็นรายการที่มีการบันทึกเทปไว้ล่วงหน้า ซึ่งหากประชาชนต้องการติดตามการจัดรายการสดสามารถ ดูได้ในเวลา 13.00 น. ซึ่งจะมีการจัดรายการสด จากห้องส่งภายในตึก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว หรือ สถานี PTV เดิม ทั้งนี้มั่นใจว่า ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายในการออกอากาศทุกขั้นตอน

ขณะบรรยากาศ ภายในสตูดิโอของสถานีโทรทัศน์ DTV ล่าสุด ขณะนี้ ยังไม่มีผู้จัดรายการคนใด รวมถึง พนักงานเดินทางมาแม้แต่คนเดียว โดยบรรยากาศ ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้จัดรายการจะเข้าไปยังสตูดิโอในช่วงเวลาใด และจะมีการจัดรายการออกอากาศสดในช่วงเวลาใด

ขณะเดียวกันพล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่า เช้าวันนี้เวลา 10.00 น.ทางตนได้มีการเรียกเจ้าหน้าที่ด้านข่าวประชุมเพื่อหารือถึงการเข้าไปดูแลความเหมาะสม เนื้อหาของรายการโทรทัศน์ ดีทีวี ซึ่งออนแอร์วันนี้เป็นวันแรกซึ่งการตรวจสอบไม่ได้เป็นการสั่งการจากรัฐบาล แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

ด้านพล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงใดๆ เกี่ยวกับการออกอากาศครั้งแรกของ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DTV ที่หลายฝ่ายมองว่า อาจจะมีการยั่วยุ ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ หากการดำเนินการทุกอย่างไปตามขั้นตอน และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็ไม่น่ามีอะไร และเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการสันติบาล ได้มีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเวลาวันนี้ 10.00 น. เพื่อดูเนื้อหารายละเอียดของรายการ

"เทพเทือก"เขย่าโผสีกากีล้างบางขั้วอำนาจเก่า"เด็กพัชรวาท"ข้ามหัวรุ่นพี่ขึ้นชั้นรองผบ.ตร.

ที่มา ประชาทรรศน์

จับตา'เทพเทือก'เขย่าโผสีกากี สะพัดรื้อรัฐตำรวจล้างบางสาย'ทักษิณ' ตกโบนัสเด็กปชป. 'วัชรพล'พึ่งใบบุญ'บิ๊กป้อม-พัชรวาท'ข้ามหัวรุ่นพี่นั่งรอง.ผบ.ตร. หึ่ง'ชะลอ-วิเชียร'ฉุนจัดจ่อฟ้องค้าน 'รชตะ'ผงาด'น.1'สลับ'สุชาติ'คุมผบช.6 'พงษ์สันต์'ได้ดีขึ้นชั้น ผบช.4 ส่วน'ฉลอง'ไม่น้อยหน้างาบเก้าอี้ผู้ช่วยผบ.ตร.

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันนี้ (18 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ม.ค.นี้ โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน ก.ตร. แทนตำแหน่งที่ว่างลงหลังจาก พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง ไปเป็น หัวหน้านายตำรวจราชสำนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตำแหน่งที่ว่างลง ประกอบด้วย รอง ผบ.ตร. 1 ตำแหน่ง แทน พล.ต.อ.ปรุงซึ่งบุคคลที่คาดว่า พล.ต.ท.วัชรพล ประสารกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต.29 อาวุโส อันดับ 2 มือขวา พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. แต่ยังมีตัวสอดแทรกคือ พล.ต.ท.ชะลอ ชูวงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.นรต.26 อาวุโสอันดับ 1 และ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะสไลด์มาอยู่ตำแหน่งหลัก ซึ่งก่อนหน้านี้อนุ ก.ตร.ร้องทุกข์ มีมติให้แต่งตั้งเข้าตำแหน่งหลักในโอกาสแรกที่มีการแต่งตั้ง ซึ่งหาก พล.ต.ท.วัชรพล ขึ้นรอง ผบ.ตร. จะทำให้ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 1 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 1 ตำแหน่ง รอง ผบช.1 ตำแหน่งและ ผบก. 1 ตำแหน่ง และมีการโยกสลับอีกหลายเก้าอี้

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับสูงใน สตช. เปิดเผยว่า หากการแต่งตั้งครั้งนี้ พล.ต.ท.วัชรพล ขึ้นรอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชะลอ และพล.ต.อ.วิเชียร จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งครั้งนี้

สำหรับตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 1 ตำแหน่ง คาดว่า พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผบช.ภ.1 นรต.26 จะขยับขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร. ส่วนตำแหน่ง ผบช. 1 ตำแหน่ง คาดว่าจะเป็น พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น.ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้น ผบช.ภ.1 ส่วนตำแหน่งรอง ผบช. 1 ตำแหน่งคาดว่าจะเป็น พล.ต.ต.ศรีวรา รังสิพรหมกุล ผบก.ตปพ. จะขึ้นรอง ผบช.น.แทนตำแหน่ง พล.ต.ต.พงษ์สันต์

ในขณะที่ตำแหน่ง รอง ผบก.1 ตำแหน่งคาดว่า พ.ต.อ.ประยนต์ ลาเสือ รอง ผบก.ป.จะขึ้นเป็น ผบก.ส.3 และโยก พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบก.ส.3 เป็น ผบก.ตปพ. นอกจากนั้น จะโยกสลับระดับ ผบช.-ผบก.อีกหลายตำแหน่ง อย่างตำแหน่งพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. นรต.26 สลับเก้าอี้ กับ พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผบช.ภ.6 ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับอดีต ผบ.ตร.ที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัติย์ และอีกหลายตำแหน่งที่เป็นเด็กสาย พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกโยกสลับให้ตำรวจสายประชาธิปัตย์มานั่งแทน

สำหรับการแต่งตั้งในศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นกองบัญชาการใหม่ที่จะมีผลตามกฎหมายในวันที่ 16 ก.พ.นี้ ซึ่งครบกำหนดตามกฎหมายที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะทำการแต่งตั้งเลยและให้มีผลในวันที่ 16 ก.พ.นี้เช่นกัน ซึ่งประกอบด้วย ผบช.1 ตำแหน่ง รอง ผบช. 5 ตำแหน่ง ผบก. 6 ตำแหน่ง โดยบุคคลที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้ง คือ พล.ต.ต.พีระ พุ่มพิเชฎฐ์ รอง ผบช.ภ.9 ขึ้นเป็น ผบช.ศปก.จชต ส่วนตำแหน่งรอง ผบช. บุคคลที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้ง ประกอบด้วย พล.ต.ต.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผบก.วท 4 สนว.ตร. ขึ้นเป็นรอง ผบช.ศปก.จชต

ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเห็น

ที่มา Thai E-News



อีเห็นโผล่ : เจ้าหน้าที่ทำสวนของทำเนียบฯ ได้พบศพอีเห็นเพศผู้ บริเวณลานดินข้างรังนกกระจอกใหม่ (ห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบฯ) ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ กระทั่ง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมาดูศพอีเห็นด้วยตนเอง เมื่อเช้า 18 มกราคม(ภาพและคำบรรยาย:มติชน)

โดย ไทยอีนิวส์
ภาพ มติชน
19 มกราคม 2552

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 18 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ เพื่อเตรียมตัวจัดรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีโทรทัศน์กระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (กปส.) ครั้งแรก ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์เลือกใช้ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า เป็นสถานที่จัดรายการ โดยเชิญตัวแทนเยาวชนและประชาชน 39 คนมาร่วมรับฟังรายการแบบสดๆ แต่ไม่เปิดโอกาสให้ซักถามคำถามแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ทำสวนของทำเนียบฯ ได้พบศพอีเห็นเพศผู้ บริเวณลานดินข้างรังนกกระจอกใหม่ (สถานที่ทำงานของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล) ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาว่าอีเห็นหลุดเข้ามาอยู่ในทำเนียบฯ ได้อย่างไร ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมาก ไม่เว้น กระทั่ง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมาดูศพอีเห็นด้วยตนเอง

ทำให้ถูกผู้สื่อข่าวกระเซ้าว่า ถือเป็นลางร้ายหรือไม่ นายสาทิตย์กล่าวว่า “สิ่งร้ายผ่านไป สิ่งดีจะเข้ามา” ขณะที่นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการพบศพอีเห็นในทำเนียบฯ ว่า “เขารายงานแล้ว ไม่รู้หลุดมาจากไหน” ทำให้ นายพุทธิพงศ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ยืนอยู่ข้างหลังนายกฯ กล่าวเสริมขึ้นมาว่า “สงสัยเสื้อแดงเอามาปล่อย”

ทั้งนี้มีสำนวนไทยว่า"ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเห็น"หมายความว่า เรื่องเล็กๆมักรอดหูตาของคนที่มีตำแหน่งสูง แต่เรื่องใหญ่ๆก็มักรอดหูตาของคนที่มีตำแหน่งต่ำ หรือคนที่ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ทั้งนี้ประเด็นที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ถูกวิจารณ์หนักในตอนนี้คือคดียึดทำเนียบรัฐบาล และคดียึดสนามบิน แทนที่จะเร่งรัดดำเนินคดีเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ชื่อเสียงของประเทศ นายอภิสิทธิ์กลับไปปูนบำเหน็จตำแหน่งทั้งรัฐมนตรี และที่ปรึกษาให้กับพันธมิตร จึงเข้าทำนองถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเห็น จนเป็นที่วิพากาวิจารณ์ว่าเลยมีอีเห็นตายมาเห็นซากที่ทำเนียบรัฐบาล เป็นเสมือนการกระตุกเตือนนายอภิสิทธิ์และผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหลาย