WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 19, 2009

ยกแรกของมวยใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

เล่นเอามึนตึบไปตามๆกัน สำหรับงานหลักชิ้นแรกของรัฐบาลผสม ภายใต้แกนนำของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับงบประมาณการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ไหนว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยม และคัดค้านนโยบายแนวนี้ มาตลอด...แต่พอมาเป็นรัฐบาลเอง ตูมแรกมีมติจ่ายเงินรายหัวให้มนุษย์ เงินเดือนที่มีรายได้ตํ่ากว่า 15,000 ต่อเดือน คนละ 2,000 บาททันที

ภายในวงเงินทั้งสิ้น 19,000 ล้านบาท โดยจะมีผู้คนได้รับผลานิสงส์ทั้งสิ้น 9 ล้านคน

เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงดังกระหึ่มขึ้นทั้งจากคนรักและไม่รักอภิสิทธิ์ ด้วยประการฉะนี้

ที่มีความรักความเอื้ออาทรกันอยู่ก็แค่บ่นเบาๆ พอสังเขป

ส่วนกลุ่มที่ไม่รักและบางครั้งยังตามขว้างไข่ด้วยไม่ต้องพูดถึงละ ทั้งตำหนิติติง ทั้งเยาะเย้ยไยไพว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

สำหรับผมเองนั้น แม้จะเข้าใจในเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ที่นายกฯ อภิสิทธิ์อธิบายเสริมและที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณ กรณ์ จาติกวณิช อธิบายภายหลัง

ว่า สหรัฐฯเองก็ทำ และในตำราเศรษฐศาสตร์บางเล่มก็บอกว่าในสถานการณ์ตกตํ่าสุดขีด แม้แต่การโปรยเงินให้ประชาชน ที่เรียกว่า เฮลิคอปเตอร์ มันนี่ (เปรียบเหมือนขึ้น ฮ.โปรย) ก็ยังต้องทำ

จริงๆ แล้วทฤษฎีที่เก่ากว่านั้น สอนไว้ว่าวิธีปลุกเศรษฐกิจที่ง่ายที่สุดก็คือ...เอาเงินมาก้อนหนึ่งไปจ้างบุคคลกลุ่มหนึ่งขุดบ่อ...พอขุดเสร็จก็จ้างอีกกลุ่มมาถมบ่อ

ถ้าเงินยังไม่หมุนก็ให้ขุดแล้วกลบต่อไปอีกสักหลายๆบ่อ มันก็จะหมุนเอง และในที่สุดเศรษฐกิจจะค่อยๆฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม แนวคิดในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ยุคสมัยขุดบ่อ ถมบ่อ หรือยุคขึ้นเฮลิคอปเตอร์โปรย...ล้วนได้รับการคัดค้านเสมอ

เพราะอย่างที่ผมเคยเขียนยํ้าแล้วยํ้าอีกในคอลัมน์นี้ว่า ลงท้ายแล้วเงินทุกดอลลาร์ ทุกเซนต์ หรือทุกบาททุกสตางค์ ที่รัฐบาลนำมาโปรยปราย นั้น...ล้วนเป็นเงินภาษีอากรของราษฎร

รัฐบาลอาจจะใช้วิธียืมมาก่อน เช่น ออกพันธบัตรต่างๆ อย่างตรงไป ตรงมา หรือแอบพิมพ์เงินเพิ่มผ่านธนาคารกลางอย่างลับๆ

แต่ในที่สุดก็จะต้องใช้คืน...ซึ่งในการชดใช้คืนก็จะต้องมาถอนขนห่าน เอาจากประชาชนตาดำๆ ทั้งประเทศนี่แหละ

ดังนั้น ทุกครั้งที่จะนำเงินของประชาชนไปใช้ ไม่ว่าเงินปัจจุบันหรือเงินอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

เมื่อ 2-3 เดือนก่อนเราคงได้ยินรัฐสภาสหรัฐฯ เถียงกันหน้าดำหน้าแดงเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 700,000 ล้าน หรือ 800,000 ล้านเหรียญ ที่จะไปช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ซวดเซเพราะสถาบันการเงินต่างๆ

เพราะท่าน ส.ส. และ ส.ว.สหรัฐฯ หลายท่านไม่เห็นด้วยที่จะไปอุ้มสถาบันการเงินที่บริหารอย่างชุ่ยๆ ปั˜นเงินกันสนุกมือจนประเทศชาติเสียหาย

ขนาดคุณบุชบอกว่าถ้าไม่ช่วยประเทศพังทั้งประเทศนะ...ท่าน ส.ส. และ ส.ว.เหล่านี้ยังบอก พังก็พังซี คุณจะให้ผมทำในสิ่งที่ผิดหลักการได้อย่างไร

กว่าจะผ่านสภาทั้ง 2 ได้ ดูเหมือนจะถูกตีตกจนต้องเสนอเข้ามาใหม่ ว่ากันหลายยก

ผมจึงได้นำเสนอผ่านคอลัมน์นี้ไปว่าแม้จะถูกต้องแล้วที่รัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการเป็นแกนนำเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

แต่ในการลงทุนหรือในการกระตุ้นก็จะต้องดูด้วยว่าจะเอาเงินไปใช้ทำอะไรและใช้อย่างไร? จะมาทำมั่วๆ มิได้เด็ดขาด

ของเราก็เช่นเดียวกัน ก่อนจะทุ่มเทเงินทองจะต้องคิดให้รอบคอบและคิดหลายๆด้าน เพราะถึงอย่างไรเงินก้อนนี้ก็ยังเป็นหยาดเหงื่อของประชาชน ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะนักเศรษฐศาสตร์จะต้องดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จ่ายเร็วนั้นถูกต้อง..แต่ก็จะต้องถูกระเบียบและถูกทำนองคลองธรรมด้วย คือไม่เป็นการทำให้เสียทั้งวินัยการคลังและวินัยทางเศรษฐศาสตร์ของชาติ

โครงการลดแลกแจกแถม หรือโครงการประชานิยมมีส่วนมากในการทำลายวินัยทางเศรษฐศาสตร์ของประชาชน เพราะจะทำให้ประชาชนรอแจก จนไม่อยากทำงานทำการ

ไม่ใช้นโยบายนี้เลยดีที่สุด แต่ถ้าจะใช้บ้าง ก็ขอให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง และอย่าใช้บ่อยๆ หรือนานๆอย่างที่หลายๆ ฝ่ายเตือนไว้

เอาเป็นว่าเริ่มยกที่ 1 อภิสิทธิ์ ศิษย์ชวน ออกหมัดกว้างไปนิดหนึ่ง ยังไม่เข้าเป้าเท่าไรนัก...ถือซะว่าเป็นมวยใหม่อาจตื่นเวที...หวังว่ายก 2 ยก 3 คงจะชกเข้าฟอร์มมากขึ้นนะครับ.

“ซูม”

นิรโทษกรรม

ที่มา ไทยรัฐ

นักการเมืองชุดแรกที่ถูกเว้นวรรคการเมือง 5 ปี จำนวน 111 คนนั้น คือ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จากนั้นก็มีชุดที่ 2 อีก 109 คน คือ กรรมการบริหารพรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ทำให้นักการเมืองที่ถูกเว้นวรรคทั้งหมด 220 คน

ต้องยอมรับความจริงว่า นักการเมืองจำนวนนี้คือทรัพยากรทางการเมืองสำคัญของประเทศนี้ เมื่อต้องตกอยู่ในภาวะอย่างนี้ จึงต้องดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการถูกจองจำ

จริงๆแล้วหลังจากที่พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็มีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาทางการเมืองที่มีการคัดค้านต่อต้าน แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในตอนนั้นไม่ได้มุ่งหวังจะให้ นักการเมืองหลุดพ้นจากการเว้นวรรค แต่เป็นผลพวงทางอ้อมมากกว่า

เพราะเป้าจริงๆไปอยู่ที่ นายใหญ่มากกว่า

ดังนั้น การต่อต้านจึงเข้มข้นและทำให้รัฐบาลต้องหยุดเรื่องนี้โดยทันทีและไม่กล้าเสนอแม้กระทั่งการจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม

อย่างไรก็ดี มาถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็มีการเตรียมการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สอดรับกับแนวของสังคมที่จะให้มีการปฏิรูปการเมืองซึ่งก็มีหลายแนวคิด อาจารย์มหาวิทยาลัยเสนอให้นายกฯเลือกบุคคลที่ได้รับการยอมรับขึ้นมาคนหนึ่งเพื่อดำเนินการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองชุดหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่

แต่นายกฯไม่เอาด้วย

พูดง่ายๆ รัฐบาลตอนนั้นแรกๆ คงคิดจะดำเนินการเองเพียงแต่ โอนให้เป็นเรื่องของสภา แต่ดูท่าจะไปไม่รอดจึงเลือกที่จะให้มีการตั้ง ส.ส.ร. 3 ขึ้นมาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความจำยอม เพราะเชื่อว่าไม่ทำอย่างนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้แน่

ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ หมอเหวงอยู่ในวาระการประชุม และยังมีการเตรียมการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมด้วย

เรียกว่าเล่นกันเป็นแผงเลยทีเดียว และหมายมั่นปั้นมือว่าจะสำเร็จในทางใดทางหนึ่ง เพราะเชื่อและมั่นใจว่าเสียงข้างมากจะชี้ขาดได้

แต่สุดท้ายก็เรียบร้อย ไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อไปได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ทุกอย่างจึงต้องจบไปโดยปริยาย

เมื่อมีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ย้ายขั้วไปอยู่กับประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาลเดิมและกลุ่มเพื่อนเนวินจึงได้เป็นรัฐบาล และมีการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนเนวินและพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิมภายใต้ชื่อพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 2 รองจากประชาธิปัตย์ในรัฐบาล

เรียกว่ามีพลังกล้าแข็งพอสมควร พูดง่ายๆหากไม่เอากับประชาธิปัตย์ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ อำนาจต่อรองจึงมากพอสมควร

และทันทีที่เดินหน้า พรรคภูมิใจไทยก็มีการจุดพลุเสนอแนวคิดนิรโทษกรรมออกมาทันที แม้จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมแต่ก็ทำให้ประชาธิปัตย์คิดหนักเหมือนกัน

นายกฯบอกว่าจะให้คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งยังไม่ได้เห็นหน้าตาว่ามีใครกันบ้าง

คณะกรรมการฯชุดนี้จะทำหน้าที่ศึกษา ตรวจสอบ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงอย่างไรบ้าง ยึดแนวทางมาจากผลการศึกษาของ กมธ.ที่ว่าด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น แนวคิดนิรโทษกรรม รัฐบาลคงไม่ดำเนินการแน่

แต่จะให้คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองศึกษาว่าควรจะแก้ไขอย่างไรเพื่อทำให้การเมืองดีขึ้น และเห็นว่าจะต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวพันกับการ ยุบพรรคก็จะมีผลต่อนักการเมืองที่ถูกเว้นวรรค ดังนั้น กว่าจะเรียบร้อยก็คงอีกนาน เพราะประชาธิปัตย์ไม่มีความจำเป็นอะไรและยังมีความได้เปรียบในเรื่องนี้อยู่

และเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในรัฐบาลแน่.

“สายล่อฟ้า”

แลกออปชั่นกันเห็นๆ

ที่มา ไทยรัฐ

ช่างบังเอิญเข้ากับกระแสซะจริงๆ จังหวะพอดีกับซีนที่รัฐบาลพรรคประชา-ธิปัตย์ออกมาจุดพลุ เตรียมเดินหน้าแจกที่ดิน สปก.4-01 อีก 16 ล้านไร่

โดยไม่กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำร้อย

ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 18 มกราคม ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อออกรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์คนงานก่อสร้างและปรับปรุงทำเนียบรัฐบาล ได้พบ อีเห็นสัตว์ป่าหายาก น้ำหนักประมาณ 5-6 กิโลกรัม นอนตัวแข็งตายอยู่ใกล้ห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ในสภาพมีร่องรอยบาดแผล

ขนาดใหญ่ที่คอและขา

อีเห็นโผล่กลางทำเนียบรัฐบาล

ปรากฏการณ์เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่า กระจงที่ถูกนำมาปล่อยวิ่งในป่า สปก.4-01 ที่จังหวัดภูเก็ตซะอีก

และก็เป็นอะไรที่เหมือนบังเอิญจงใจ โดยเงื่อนไขการปลุกผี สปก.4-01 ของคนพรรคประชาธิปัตย์ ในห้วงจังหวะที่ไล่เลี่ยๆกับบิ๊กโปรเจกต์เช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน อลังการงานสร้างของก๊วนเพื่อนเนวิน

โดยคนที่เปิดปม ส.ป.ก.4-01 คือนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ก็เป็นคนที่กัดติดโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี ในสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ต่อมาถึงรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคพลังประชาชน

ในขณะที่ สปก.4-01 ก็เป็นเกียรติประวัติของคนชื่อ เนวิน ชิดชอบอดีตหัวแถวกลุ่ม 16 เป็นหัวหอกในการล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยุค ชวน 1”

ต่างฝ่ายต่างถือ ออปชั่น

คิวนี้เลยไม่พ้นโดนตั้งแง่สงสัย รายการปิดปากซึ่งกันและกัน

ที่แน่ๆโดยอารมณ์ของก๊วนพ่อมดเขมร มีการประกาศท่าทีผ่านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย สายเพื่อนเนวิน มั่นใจว่า นายเนวินจะไม่คัดค้านการแจกที่ดิน สปก.4-01 แน่ และไม่หวั่นจะถูกโจมตีว่ามีท่าทีเปลี่ยนไป

เพราะถือว่าเป็นผลงานรัฐบาลร่วมกัน โดยพรรคร่วมรัฐบาลต่างเห็นด้วย

น้ำเสียงถ้อยทีถ้อยอาศัย รับมุกกับท่าทีที่พลิกวูบวาบของนายถาวร ที่พูดถึงการคัดค้านโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี ที่เคยแฉเองว่า ส่อเค้ามีกลิ่นไม่ดี

ถ้าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนก็พร้อมสนับสนุน

ไฟเขียว ให้ทางกัน

รีบโกยในห้วง น้ำขึ้นกระแสนิยมรัฐบาลกำลังขึ้นหม้อ การเมืองลงล็อก

ผลประโยชน์ลงตัว

และถึงตอนนี้ต้องยกนิ้วให้ว่า ใจป้ำกว่า กับรายการหว่านประชานิยมบลัฟเจ้าตำรับยี่ห้อ ทักษิณที่อัดกันแค่กองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ธนาคารประชาชน แจกทุนการศึกษา ฯลฯ แต่ยุคของ ซานตามาร์คเอาไปเลยเงินสดๆ

แถมโปรโมชั่นแจกที่ดินกันอีกต่างหาก

เสี่ยสั่งลุยไม่อั้น แย่งลูกค้ากันแบบถึงใจ

แต่ไปๆมาๆก็ดูเหมือนจะเหยียบตีน เล่นกัน มันมือเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์กับก๊วนเพื่อนเนวิน ไฟเขียวให้ทางกันโกยเสบียง ตุนแต้มหาเสียงล่วงหน้า

ไม่แน่ใจว่า เผลอลืมหรือ ย่ามใจ

เพราะมากางโผกันอีกที ถึงแม้นายถาวรจะเป็น รมช.มหาดไทย ดูแลรับผิดชอบงานกรมที่ดิน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการแจกที่ดิน สปก.4-01 โดยตรง

เพราะสำนักงานปฏิรูปที่ดินฯอยู่ในกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงในโควตาของพรรคชาติไทย

สั่งการข้ามกระทรวงเนียนๆเลย

และโดยท่าทางยังงงๆ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ปฏิเสธไม่ทราบเรื่องที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาจุดพลุแจกที่ดิน สปก.4-01

ดึงเกม ขอกลับไปดูรายละเอียดก่อน

แต่ไม่ลืมที่จะออกลูกกั๊กดักทาง ประกาศตั้งธงสิ่งที่ยังค้างอยู่ และรัฐบาลต้องดำเนินการต่อไปคือเรื่องธนาคารที่ดิน ไม่ใช่เน้น สปก.4-01

ขวางคอไม่ให้กลืนง่ายๆเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นายกฯไม่ขวางสอบ “หมวดเจี๊ยบ”

ที่มา ไทยรัฐ

ยงยุทธยกทักษิณมีประโยชน์

สำหรับปัญหาภายในพรรคเพื่อไทย หลังจากมีข่าวนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน งัดข้อกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นสั่งให้ ส.ส.ในสังกัดเคลื่อนไหวกดดันให้มีการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยใหม่ และขอให้เลิกยึดติดกับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายยงยุทธ ติยะไพรัช ให้สัมภาษณ์ว่า การอ้างอิงถึงกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ในพรรค เป็นเรื่องที่ ส.ส.พูดกันไปเอง เรื่องมุ้งนั้นวันนี้มุ้งยงยุทธเหลือแค่ตนคนเดียว ขนาด น.ส. ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย น้องสาว ก็ยังอยู่นอกมุ้ง เลย ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่มีคนอ้างว่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ไม่ต้องพึ่งพายึดติดกับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังคงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติ เพราะเคยทำผลงานต่างๆ เอาไว้มากมาย แม้กระทั่งคนที่หนีจากพรรคพลังประชาชนยังขโมยพิมพ์เขียวนโยบายประชานิยมของพรรคไปด้วย และพรรคอื่นก็ใช้นโยบายดังกล่าวไปหาเสียง และใช้เป็นแนวนโยบายการดำเนินการทางการเมืองอยู่ อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังมีตำราหรือ เคล็ดลับของนโยบายเก็บเอาไว้

ชี้ พท.ป่วนเพราะอยู่ในช่วงปรับตัว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ดูเหมือนภายในพรรคเพื่อไทยกำลังป่วนหนักถึงขนาด ส.ส.บางส่วนออกมาเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค นายยงยุทธตอบว่า ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อไทย ถ้าจะมีการเสนอให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรคใหม่กันอย่างไร คงเป็นเรื่องความคิดเห็นของ ส.ส.ในพรรค เราต้องเคารพในสิทธิของเขาด้วย อย่างไรก็ตาม มองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปรับตัวของพรรคการเมือง ทุกพรรคก็เจอกับปรากฏการณ์เช่นนี้ทั้งนั้น

นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่มี ส.ส.กลุ่มนายยงยุทธ ติยะไพรัช ออกมาเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคนั้น เท่าที่ทราบยังไม่มี และขณะนี้ไม่ควรปรับโครงสร้างพรรคและเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพราะเพิ่งเปลี่ยนหัวหน้าพรรค 2 คน ไม่อยากให้เป็นคนที่ 3 มันเร็วไป

ดีทีวีตามล้างแค้นเสื้อแดงทรยศ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และหนึ่งในผู้จัดรายการความจริงวันนี้ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ดีทีวีเตรียมตั้งทีมงานเฉพาะกิจขึ้นมาติดตามการปฏิบัติงานของนักการเมืองที่หักหลังประชาชนว่า ดีทีวีมีจุดยืนติดตามถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงแท้ และจะติดตามการเคลื่อนไหวของเหล่าเสื้อแดงทรยศ มีทั้งนักการเมืองที่หักหลังประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง หักหลังเพื่อนร่วมพรรค หักหลังประชาชนทั้งประเทศ โดยเข้าไปบริหารประเทศแล้วเห็นแก่ประโยชน์ส่วนบุคคล จนเกิดการทุจริตคอรัปชัน และหักหลังระบอบประชาธิปไตย โดยไปสมคบคิดหรือยอมสยบให้กับอำนาจนอกกติกาประชาธิปไตย สำหรับรูปแบบการตรวจสอบจะตั้งทีมงานเพื่อนำข้อมูลที่เจาะลึกมาเปิดเผยผ่านช่องดีทีวี

เร่งคลอด ก.ม.คุมเข้มทีวีดาวเทียม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกฎหมายที่จะใช้คุมคุมและดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมว่า กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ขณะนี้มีการเสนออยู่ในระเบียบวาระแล้ว กำลังดูว่าเนื้อหาที่เสนอโดยรัฐบาลที่แล้วไปได้หรือไม่ ถ้าไปได้ก็จะผลักดันทันที และทำให้เร็วที่สุดเพื่อให้มีกฎระเบียบมาควบคุม เพราะขณะนี้ทีวีดาวเทียมเติบโตเร็วมากมีแล้วประมาณ 20 กว่าช่อง นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าจะพบกับเลขาธิการ กทช. จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยการติดตามดูแลดีทีวีคงไม่ถึงขั้นเข้าไปตรวจสอบเนื้อหา เพียงแต่ติดตามมอนิเตอร์ รับฟังและดูว่ามีสิ่งที่ผิดพลาดหรือไม่ ขอตั้งข้อสังเกตว่าการมีเป้าหมายการตั้งสถานีเพื่อมุ่งโจมตีล้มล้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่ดีพึงกระทำหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าคนในดีทีวีเคยวิพากษ์วิจารณ์เอเอส ทีวีมาแล้ว

นายกฯไม่ขวางสอบ หมวดเจี๊ยบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ กรณีที่เลขานุการกองทัพบกเรียกสอบ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก เนื่องจากไปร่วมจัดรายการกับดีทีวีว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า จะถือเป็นการสกัดกั้นสิทธิเสรีภาพสื่อและความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ทราบว่าเลขานุการกองทัพบกเรียกไปสอบด้วยเหตุผลใด แต่ราชการมีระเบียบอยู่ ต้องว่าไปตามกฎ หากไม่ได้ห้ามก็ทำได้ หากขัดกับกฎระเบียบวินัยก็ทำไม่ได้ เมื่อถามว่า การประกาศว่าจะตั้งสถานีเพื่อตั้งรัฐไทยใหม่ถูกกฎหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่แน่ใจว่าเขาเชื่อในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่ มันเป็นเรื่องประชาสัมพันธ์มากกว่า แต่ถ้าทำอะไรขัดกับความมั่นคงก็ต้องดำเนินการแน่นอน

ตะลึงผลสำรวจโจ๋ยุครบ.‘มาร์ค’‘ติดยา’พุ่งพรวด

ที่มา ประชาทรรศน์

ตะลึง! ผลสำรวจปัญหายาเสพติดยุค “อภิสิทธิ์” จำนวนเยาวชนติดยาเสพติดพุ่งสูงจนน่าตกใจ พบอายุต่ำสุดแค่ 12 ปี แถมการร่วมมือสอดส่องดูแลแก้ปัญหาของชุมชนแทบไม่มี ยาเสพติดที่พบว่ามีการใช้มากที่สุดคือกัญชารองลงมาเป็นยาบ้า แนะรัฐบาลประกาศพื้นที่ กทม. และปริมณฑล เป็นเขตภัยพิบัติยาเสพติด พร้อมผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติอีกครั้ง

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือ ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ผลวิจัยเพื่อประมาณการจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดในยุคตอนต้นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสถานการณ์ปัญหาของประชาชนในชุมชนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรณีศึกษาประชาชนอายุ 12 - 65 ปี จำนวน 2,452 ครัวเรือน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2 - 17 มกราคม 2552 พบว่า

เมื่อถามถึงระดับการช่วยกันสอดส่องดูแลชุมชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 43.6 ระบุ มีน้อยถึงไม่มีเลย ขณะที่ เมื่อถามถึงระดับการช่วยกันป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนร่วมกัน พบว่า ร้อยละ 53.6 ระบุ ช่วยกันน้อยมาก ถึง ไม่ช่วยกันเลย

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ผลวิจัยตามหลักสถิติประมาณการจำนวนประชาชนอายุระหว่าง 12 - 65 ปีในกรุงเทพมหานครที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 4,274,757 คน พบว่า มีผู้เคยทดลองสารเสพติดที่ไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่ จำนวนทั้งสิ้น 593,314 คน

ยาเสพติดที่พบว่ามีคนเคยใช้มากที่สุด คือ กัญชา รองลงมาคือ ยาบ้า กระท่อม ยาไอซ์ สารระเหย ยาอี ยาเลิฟ ผงขาว เฮโรอีน ฝิ่น ยาเค และโคเคน ตามลำดับ แต่เมื่อวิเคราะห์ตัวยาเสพติดที่กำลังถูกใช้อยู่ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา พบว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 12 - 24 ปี ยังคงเสพกัญชาอยู่จำนวน 23,981 คน ยาบ้าจำนวน 22,226 คน ยาไอซ์จำนวน 18,168 คน กระท่อมจำนวน 13,347 คน และสารระเหย จำนวน 6,795 คน

นายนพดล กล่าวว่า จากผลวิจัยครั้งนี้ยืนยันให้เห็นว่า ปัญหายาเสพติดในชุมชนกลับมารุนแรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยทำสงครามกับยาเสพติดนั้นเป็นเพียงการหยุดชะงักชั่วคราวของกลุ่มผู้เสพเท่านั้น

ดังนั้นการค้นพบจำนวนประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้ยาเสพติดครั้งนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้คือ รัฐบาลควรประกาศให้พื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลเป็นเขตภัยพิบัติด้านยาเสพติด และทำให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ในการแถลงนโยบายของรัฐลบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยถูกฝ่ายค้านติติงมาแล้วว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติด ทั้งที่กำลังมีการขยายตัวอีกครั้งหลังหมดยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยมีการเอาจริงเอาจัง

พธม.รุกคืบทวงบุญคุณจี้ปชป.รักษาสัญญา13ข้อ

ที่มา ประชาทรรศน์

ม็อบชั่ว “พันธมิตรฯ” ยังเดินสายปลุกระดมไม่เลิก คุยโต!เก่งสุดๆ ไล่นายกฯ มาแล้วถึง 3 คน ระบุ “อภิสิทธิ์” ถ้าไม่ยอมฟังกันก็มีหวังเป็นรายต่อไป พร้อมทวงบุญคุณที่ชุมนุมกันมาจนประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ถามหาสัญญาที่เคยยื่นข้อเรียกร้องเอาไว้ 13 ข้อ พร้อมขีดเส้นตาย 3 เดือน ทำตัวเหมือนมีอำนาจต่อรองเหนือรัฐบาล ระบุพร้อมออกมาเคลื่อนไหวตลอดเวลา

เมื่อคืนวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ ได้กล่าวปราศรัยบนเวที “คอนเสิร์ตการเมือง”ครั้งที่ 1 ที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองชลบุรี โดยได้ยกย่องชมเชยพันธมิตรฯ ชลบุรี ที่เป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นในการจัดงานของพันธมิตรฯ ซึ่งมีเป้าหมายคือสร้างพันธมิตรฯ ที่แข็งแกร่ง แบบของจริง

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การจัดงานวันนี้แสดงว่าการปฏิรูปการเมือง การยกระดับการเมืองภาคประชาชนได้จุดขึ้นแล้ว และให้รักษามาตรฐานนี้เอาไว้ให้ทุกจังหวัดได้จัด เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่านักการเมือง นักเลือกตั้งจะรวยเป็นเศรษฐีโลก ถ้าโกงหรือทุจริต จะโดนพันธมิตรฯ ขับไล่ทุกรายไป พี่น้องชลบุรี ได้สร้างศักยภาพอันยิ่งใหญ่ ได้เปลี่ยนการเลือกตั้งของจังหวัดไปเรียบร้อยแล้ว แสดงว่า นักการเมืองนั้นถ้าเราเลือกก็ได้เป็น ถ้าเราไม่เลือกก็ไม่ได้เป็น นี่คือสิ่งที่เรียกว่าอำนาจเป็นของประชาชน นักการเมืองไม่ว่าระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ พวกเขาคือลูกจ้างของเรา ต้องทำตามเจตจำนงของเรา ต้องไม่โกงเงินภาษีเรา เมื่อไรก็ตามถ้าไม่ซื่อสัตย์ ไม่เสียสละ ไร้ศีลธรรม เราต้องปลดออกทันที

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การชุมนุม 193 วัน ในปี 2551 และ 34 วัน ในปี 2549 เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีประเทศไหนทำได้ เราไล่นายกฯ ออกไปได้ 3 คน สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้สังคมโลก เราเอาธรรมะนำหน้า สู้ด้วยมันสมอง 2 มือ สติปัญญา ร้อยรัดพลังอันยิ่งใหญ่ของคนทุกระดับเพื่อทำหน้าที่พลเมืองดี นี่คือสาระสำคัญของการชุมนุม เราไม่ได้มาสนุกรื่นเริง แต่สร้างวัฒนธรรมใหม่ สร้างวิธีกู้ชาติให้พ้นจากทุนสามานย์ที่ทักษิณและพวกนำมา

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ถ้า ทักษิณ ยังอยู่ ก็จะโกงกินขายชาติต่อ วันนี้ทักษิณจบไปแล้ว แต่ระบอบทักษิณยังอยู่ บางคนมาอยู่ร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ เราไม่สามรถไว้วางใจ เราต้องตรวจสอบเข้มข้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเลือกเอาระหว่างประชาชนกับนักการเมืองที่เคยอยู่กับทักษิณแล้วมาอยู่ร่วมรัฐบาล ถ้ายอมให้คนพวกนี้ ไม่สนใจประชาชนที่ต่อสู้มา เขาต้องสู้กับพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องดำเนินการตามเจตนารมณ์ของประชาชน จัดการพวกจาบจ้วงอย่างเด็ดขาดไม่เกิน 3 เดือน จัดการคนฆ่าประชาชนไม่เกิน 3 เดือน ถอนพาสปอร์ตทักษิณทุกเล่มไม่ควรเกิน 1 เดือนครึ่ง เอา ปตท.คืนมาไม่เกิน 6 เดือน เลิกขายรัฐวิสาหกิจ ขายน้ำขายไฟ สร้างงานให้ประชาชนทันที ไม่ควรให้ประชาชนถูกเลิกจ้าง ต้องช่วยผู้ใช้แรงงวานโดยตรง เลิกหนี้สินเกษตรกรที่เกิดจากโครงการของรัฐที่ไม่ชอบธรรม ต้องให้มีการตรวจสอบตาม ข้อเรียกร้อง 13 ข้อที่พันธมิตรฯ แถลง ไม่ว่ารัฐบาลไหนมา ต้องให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานตามสิทธิที่มีในรัฐธรรมนูญ

นายสมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับพวกลิ่วล้อระบอบทักษิณนั้น อย่าไปใส่ใจไม่มีราคา โดยเฉพาะ ดีทีวี ที่เป็นสุนัขรับใช้ทักษิณไม่ต้องกลัว สู้เอเอสทีวีไม่ได้แน่นอน และอย่าลืมว่าเราเป็นนักรบประชาชนต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา ไปไหนก็พกมือตบ หน้ากากกันแก๊สน้ำตา น้ำ 1 ขวดไว้ตลอด พร้อมที่จะออกมาชุมนุมทันที

อนึ่ง แกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 29/2551 เรื่อง "คำเตือนก่อนเข้าสู่อำนาจ" เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม โดยได้อ้างถึงการชุมนุมตลอด 193 วันว่าเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พร้อมกับยื่นข้อเรียกร้อง 13 ข้อต่อรัฐบาลใหม่ ประกอบด้วย
1.เร่งรัดดำเนินคดี ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ต่อ นายจักรภพ เพ็ญแข นายวีระ มุสิกพงศ์ เว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุชุมชน และปราบปรามขบวนการดูหมิ่นและล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมด โดยด่วนที่สุดเป็นลำดับแรก
2.ขอให้แสดงจุดยืน ที่จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือกฎหมายอื่นใดที่จะฟอกความผิดให้กับนักการเมือง ไม่แก้ไขกฎหมายเพื่อการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ของนักการเมือง และไม่แก้ไขกฎหมายเพื่อลดพระราชอำนาจหรือโครงสร้างของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3.ต้องส่งเสริมให้คนดีมีความสามารถมาปกครองบ้านเมือง ป้องกันมิให้คนไม่ดีมีอำนาจ บริหารราชการแผ่นดินด้วยความโปร่งใส อย่าได้นำนักการเมืองหรือข้าราชการที่มีมลทิน ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ หรือมีพฤติกรรมที่จะแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ มาร่วมบริหารราชการแผ่นดินเป็นอันขาด
4.ขอให้เร่งรัดคดีทุจริตคอร์รัปชั่นให้เข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล โดยปราศจากการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำการโยกย้ายข้าราชการที่รับใช้ระบอบทักษิณให้พ้นจากตำแหน่ง อาทิเช่น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการองค์การอาหารและยา ฯลฯ และยึดทรัพย์สินที่โกงชาติไปกลับมาเป็นของรัฐ

ทั้งนี้ เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ขอให้แสดงจุดยืนที่จะเร่งรัดดำเนินคดีบุกรุกและครอบครองที่ดินกรณีเขากระโดงของการรถไฟแห่งประเทศไทย และที่ดินสาธารณะประโยชน์ใน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ดำเนินการและยกเลิกการเช่าพื้นที่ขายสินค้าในสนามบินสุวรรณภูมิที่มิชอบ ยกเลิกและดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่ให้เช่ารายการสถานีโทรทัศน์วิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 อย่างไม่โปร่งใสโดยทันที
5.ขอให้ยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีอาญาแผ่นดินโดยทันที
6.ขอให้เร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ร้ายหนีอาญาแผ่นดินมาดำเนินคดีในประเทศไทยโดยทันที
7.ขอให้ประกาศยกเลิกแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยกปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบให้กับกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว และรักษาอธิปไตยทั้งดินแดนและแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในอ่าวไทยจนถึงที่สุด
8.ขอให้เร่งรัดสลายรัฐตำรวจ โยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ใส่ความ กลั่นแกล้ง และคุกคามประชาชน ผู้เข้าร่วมการชุมนุม และผู้สนับสนุนการชุมนุม ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ที่มีความสำคัญหรือมีส่วนได้เสียต่อคดีความ ขอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายสังหารประชาชนในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2551 ตลอดจนใส่ความประชาชนผู้ชุมนุมว่าเป็น กบฏ และผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์, พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ฯลฯ และขอให้คืนความเป็นธรรมให้กับตำรวจที่ทำหน้าที่อย่างสุจริตและกล้าหาญเพื่อประโยชน์ของประชาชนให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
9.ขอให้เร่งรัดดำเนินคดีความและลงโทษผู้ที่ถูกชี้มูล โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมาธิการในวุฒิสภาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข่นฆ่าประชาชน เช่น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และเจ้าหน้าที่รัฐ และขอให้ดำเนินการเอาผิดกับอันธพาลการเมืองของรัฐบาลที่ทำร้ายและเข่นฆ่าผู้ชุมนุมจนถึงที่สุด
10.ยุติการใช้สื่อของรัฐโฆษณาชวนเชื่อ และโกหกหลอกลวงประชาชน เพื่อระบอบทักษิณโดยทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการและผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และขอให้ปฏิรูปสื่อ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
11.ขอให้ประกาศยกเลิกโครงการที่ใช้จ่ายเกินตัว และไม่โปร่งใส ที่จะทำให้ชาติล่มจม เช่น โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน โครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ฯลฯ โดยทันที
12.ยกเลิก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 และใช้การปฏิรูปและพัฒนารัฐวิสาหกิจแทนเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนในชาติ และนำเอารัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปแล้วกลับคืนมาเป็นของรัฐดังเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปตท.
13.ขอให้แสดงจุดยืนที่จะส่งเสริม สนับสนุน ประชาชนในการสร้างการเมืองใหม่ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างแท้จริง ตามแนวทางของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อป้องกันมิให้เกิดวิกฤติทางการเมืองในอนาคตอีกต่อไป

ห่วงเงินกระตุ้นศก.‘ละลายแม่น้ำ’

ที่มา ประชาทรรศน์

“มาร์ค”ประเดิมออกทีวีแจงสารพัดนโยบายประชานิยม ยันครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ แบ่ง 7 พันล้านแก้ปัญหาว่างงาน เบิลเงินกองทุนหมู่บ้านให้อีก 2 เท่า เชื่อพ้นครึ่งปีแรกไปได้จะสบายกันมากขึ้น ด้านฝ่ายค้านทวงเวลาจัดรายการตรวจสอบรัฐบาล ติงทุ่มเงินแสนล้านระวังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ “นักวิชาการ” แนะต้องสอนให้ประชาชนมีวินัยการใช้เงินด้วย “รากหญ้า” ชี้ต้องตรวจสอบให้ดี ถ้าปล่อยไปกระจุกตัวที่คนบางกลุ่มก็ไม่เกิดประโยชน์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ 'เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์' ซึ่งจัดขึ้นเป็นสัปดาห์แรกเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ว่าการจัดประชุมดังกล่าวเป็นการจัดประชุมของ 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมครั้งนี้ และขณะนี้ 9 ประเทศได้ตอบรับยืนยันการเข้าร่วมแล้ว โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ และ 1 มีนาคม ที่ ชะอำ และหัวหิน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือกับประชาชนในการเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกกลับมาเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมและมีความสงบ พร้อมระบุว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นภาพลักษณ์ของประเทศไทย และคนที่เป็นเจ้าภาพคือประชาชนทั้งประเทศ

เศรษฐกิจแย่เพราะปิดล้อมสนามบิน

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาเศรฐกิจที่เป็นปัญหาชัดเจนอยู่ในขณะนี้ว่า เริ่มต้นนั้นเกิดจากที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประสบภาวะวิกฤตการเงินขึ้นจึงส่งผลกระทบไปยังหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ทำให้สินค้าขายไม่ได้ นักท่องเที่ยวหาย การส่งออกเกิดชะงัก ซึ่งตั้งแต่เดือนพ.ย.2551 ที่ผ่านมาการส่งออกของประเทศไทยไม่โตและลดลง 17 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวก็ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม เนื่องจากปัญหาการชุมนุมปิดล้อมสนามบิน ด้านโรงงานต่างๆก็มีการเลิกจ้าง เมื่อธุรกิจฝืดเคือง คนมีรายได้น้อยลงก็ใช้จ่ายน้อยลงก็วนกลับมาให้ธุรกิจไปไม่ได้ และจากเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่ เพราะพืชผลการเกษตรต่างๆผูกพันกับราคาน้ำมัน ขณะนี้ราคาลดลงมาถึงครึ่งต่อครึ่ง

นายกฯคุยฟุ้งรัฐบาลทำงานรวดเร็ว

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ารัฐบาลทำงานตั้งแต่วันแรกและทำงานเร็วมาก แถลงนโยบาย 30 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของปีที่แล้ว และเมื่อแถลงเสร็จก็เรียกประชุม ครม.ต่อ เพื่อเร่งงานบางอย่าง เช่น การประชุมอาเซียน รวมถึงปัญหารับจำนำข้าวโพดที่อนุมัติรับเพิ่มในค่ำวันนั้น และปัญหาน้ำนมดิบก็นำมาบรรจุถุงแจกพี่น้องช่วงปีใหม่

จากนั้นวันที่ 5 มกราคม ซึ่งเป็นวันทำการวันแรกตนและทีมเศรษฐกิจ ก็ได้เดินทางไปพบธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานธุรกิจต่างๆ ซึ่งพอเข้ามาทำงานได้ 8 วันก็ได้ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขอชี้แจงว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ ขณะนี้เศรษฐกิจโลกหดตัว ซึ่งหากจะให้เศรษฐกิจไทยเดินได้ เราจะไปหวังพึ่งต่างชาติไม่ได้ เพราะเขาไม่มีสตางค์ ข้อเท็จจริงคือวันนี้ต้องช่วยซึ่งกันและกัน ประชากร 65 ล้านคนโดยประมาณเป็นตลาดใหญ่พอควร หากมีการใช้จ่ายในประเทศก็จะบรรเทาได้ ตนคาดว่าหากเราผ่านครึ่งปีแรกของปีนี้โดยมีมาตรการและพี่น้องให้ความร่วมมือ เมื่อถึงครึ่งปีหลังประมาณเดือนสิงหาคม กันยายน เศรษฐกิจโลกดีขึ้นก็จะเดินหน้าไปได้

แบ่ง9กลุ่มช่วยเหลือ เชื่อกระจายทั่วถึง

ส่วนรัฐบาลจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย มีเงินทองไปซื้อของใช้สอยก็ต้องมีมาตรการเพิ่มรายได้ ทำอย่างไรให้เงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่าย เสริมรายได้ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นภาพลักษณ์แต่หลายคนเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมักคิดว่ารัฐบาลจะช่วยอะไร ตนขอเรียนว่ารัฐบาลไม่มีเงิน แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน การตัดสินใจว่าจะใช้ภาษีอย่างไรต้องดูว่าเป็นธรรมหรือไม่ อย่าให้เกิดการรั่วไหล มีวินัยการคลัง ไม่ใช้จ่ายเกินตัวตลอดไป หลายคนฟังแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็มีคำถามว่าทำไมให้น้อยไป ทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งการอนุมัติงบประมาณเกินดุลกว่าแสนล้านนั้นใกล้กรอบที่จะใช้จ่ายได้แล้ว มีช่องว่างที่ใกล้เพดานหนี้สาธารณะน้อยมาก

อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงมาตรการเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าจะแบ่งการช่วยเหลือเป็น 9 กลุ่ม คือเกษตรกร กลุ่มท้องถิ่นและชุมชน กลุ่มคนว่างงาน กลุ่มคนทำงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำมีงานทำแต่เงินเดือนน้อย กลุ่มผู้สูงอายุซึ่งมีจำนวนมากที่ไม่มีหลักประกันเรื่องรายได้ กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว

เบิลกองทุนหมู่บ้านให้อีกเท่าตัว

โดยกลุ่มเกษตรกร รัฐบาลที่แล้วได้เปิดรับจำนำ 3 ชนิดคือข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ซึ่งใกล้เต็มวงเงิน ก็ได้อนุมัติเพิ่มให้ พร้อมตรวจสอบการทุจริต ดังที่มีข่าวนำข้าวโพดจากต่างประเทศมาสวมรับการช่วยเหลือ นอกจากนี้จะช่วยยางพาราและปาล์มเพิ่มให้ ประมาณคร่าวๆ เป็นเงิน 3 หมื่นล้านบาท จากนั้นฤดูกาลผลิตหน้าต้องมาดูกันใหม่ อาจมีระบบชดเชยภัยธรรมชาติ

ส่วนกลุ่มท้องถิ่นและชุมชน ก่อนหน้านี้มีโครงการ SML ซึ่งหมู่บ้านที่เคยได้ก็จะได้ไปอีกเท่าตัว หมู่บ้านที่ยังไม่ได้จะได้ 2 ส่วนพร้อมกัน หรือเท่ากันทุกหมู่บ้าน รวมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่าย แต่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์จริง จึงปรับมาเป็นกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดความยั่งยืน มีเงินหมุนเวียนในพื้นฐานเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

แบ่ง7พันล้านช่วยคนว่างงาน

กลุ่มคนว่างงานจะมีเงิน 7 พันล้านบาทเข้ามาช่วย เริ่มตั้งแต่การฝึกอบรม คนที่ยังทำงานแต่มีแนวโน้มถูกเลิกจ้าง ก็ฝึกเพิ่มให้ไม่ต้องตกงาน แต่ก่อนหน้านี้มักฝึกและหายไป แต่ขณะนี้จะติดตามให้มีงานทำจริง เด็กจบใหม่จะนำมาฝึกงานธุรการและส่งไปทำงานตามโรงเรียน เพื่อให้ครูที่ต้องทำงานธุรการได้กลับไปสอน คืนครูให้กับนักเรียน ผู้ที่ชอบอิเล็กทรอนิกส์ก็ฝึกด้านเวบไซต์แล้วอาจมาช่วยเจ้าหน้าที่จับตาเวบที่ไม่เหมาะสม

กลุ่มแรงงานนอกระบบ ก็สามารถอยู่ในโครงการนี้ได้เช่นกัน อาจฝึกแล้วออกไปสร้างงานเล็กๆ ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ไม่ว่าจะอยู่ในประกัน สังคม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ให้เงินไปเลย 2 พันบาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย ซึ่งหลายประเทศทำอยู่ เพราะเป็นวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วที่สุด

กลุ่มผู้สูงอายุ เปิดกว้างให้ใครก็ได้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ มีเงินช่วยเหลืออยู่แล้ว มาขึ้นทะเบียนก็จะได้เดือนละ 500 บาททุกคน

มั่นใจแจกเงินดีกว่าลดภาษี

กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครอง ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้อยู่แล้ว เทอมหน้าจะได้เรียนฟรีจริงตั้งแต่อนุบาลถึง ม.ปลาย, กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ให้ดูแลเรื่องค้ำประกันสินเชื่อต่างๆ เพราะมีเงินในระบบ ดอกเบี้ยถูก แต่สถาบันการเงินไม่ปล่อย ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยว จะลดค่าธรรมเนียมต่างๆ คาดว่าในวันที่ 20 ม.ค.นี้จะทราบ

ในส่วนค่าน้ำค่าไฟก็ปรับลดมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการประหยัด เพราะจากรัฐบาลที่แล้วเป็นภาระมาก เนื่องจากกลายเป็นการช่วยบางกลุ่มที่สามารถดูแลตัวเองได้ และใช้แบบไม่ประหยัด ส่วนค่าก๊าซก็ยังไม่ขึ้น แต่ภาษีน้ำมันนั้นเห็นว่าราคาน้ำมันลงมามากแล้วจึงหันกลับมาเก็บภาษี แต่การขึ้นภาษีซึ่งสูงหลายบาทต่อลิตรก็จะไม่ให้กระทบประชาชน จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วย แต่แม้จะขึ้นมาแล้วก็ยังถูกกว่าราคาเมื่อปีก่อน

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกด้วยว่า ส่วนตัวนั้นทราบว่ามีความคิดเห็นที่หลากหลาย ยืนยันพร้อมรับฟัง บางคนบอกว่าลดแลกแจกแถมมากไปโดยเฉพาะประเด็นการอนุมัติเงินให้มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.4 หมื่นบาท คนละ 2 พันบาทนั้น ตนมองว่าตอนนี้ภาวะไม่ปกติ บ้านกำลังไหม้จะเสียดายน้ำดับไฟไม่ได้ และจากการศึกษาในหลายประเทศ หากใช้มาตรการอื่นๆ เช่นการลดหย่อนภาษี กว่าคนจะรู้สึกว่ามีเงินเพิ่มขึ้นก็สายไปแล้ว

ทวงเวลาให้ฝ่ายค้านจัดโทรทัศน์

ขณะที่สายวันที่ 18 มกราคม นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา นายคณวัฒน์ วิศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายกมล บันไดเพชร ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตอนนี้พรรคเพื่อไทยได้เปิดเว็บไซต์ ที่ชื่อ www. ptp.or.th โดยจะมีเนื้อหาสาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบทความต่างๆ หรือความเคลื่อนไหวของพรรค นอกจากนี้พรรคขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี ที่เคยบอกว่ายินดีที่จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้จัดรายการวิทยุเช่นเดียวกับรายการของนายกฯจะเป็นวันเสาร์ หรืออาทิตย์ก็ได้ ดังนั้นขอให้รัฐบาลได้จัดสรรเวลาให้กับฝ่ายค้านด้วย ซึ่งขออย่ามีข้อแม้โดยบอกว่าจะต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้านเท่านั้น วันนี้การเมืองควรต้องมีฝ่ายถ่วงดุลในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ทั้งนี้ ในส่วนของฝ่ายค้านจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนจัดรายการแล้วแต่เนื้อหาสาระในช่วงขณะนั้น

แนะรัฐบาลทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นายคณวัฒน์ กล่าวว่า จากการที่นายกฯได้พูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่มีประเด็นที่พรรคเพื่อไทยมีข้อห่วงใยและอยากเสนอแนะรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบคือ 1. ขณะนี้รัฐบาลควรให้น้ำหนักกับการใช้มาตรการทางการเงินมากกว่ามาตรการทางการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในภาคการผลิต เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้นโยบายทางการเมืองที่ผ่อนคลายลง 2. สถานการณ์ขณะนี้ภายหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการลดอัตราดอกเบี้ยพีอาร์ลงถึง 1.75 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ 2เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการใช้มาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน รัฐบาลอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังในการจัดสรรงบประมาณกลางปีจำนวนมากถึง 1.15 แสนล้านบาท ดังนั้นเพื่อรักษากรอบวินัยการคลัง รัฐบาลควรจัดทำงบเท่าที่จำเป็น 3. ควรปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณกลางปี2552 โดยเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้สูงขึ้นจากเดิมที่มีอยู่เพียง 7,663 ล้านบาท โดยให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนระยะไม่เกินหนึ่งปีเพื่อทำให้เกิดการจ้างงาน 4.รัฐบาลควรรักษากรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดและ5.รัฐบาลควรใช้มาตรการทางการเงินและการคลังให้เหมาะสมกับสถานการณ์

เย้ย 'มาร์ค' วิจารณ์ SML แต่อัดฉีด 2 เท่า

ด้าน ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวว่า ตนยอมรับได้กับการจัดรายการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และอยากให้นายกฯทำต่อไปเรื่อยๆซึ่งตนจะคอยติดตาม ทั้งนี้ อยากฝากไปถึงนายกด้วยว่าอย่ามองข้ามเกษตรกรที่เป็นชาวสวนผลไม้ด้วย ส่วนในกรณีที่นายอภิสิทธิ์พูดถึงเงิน SML ซึ่งก่อนหน้านั้นสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านมักจะวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบาย SML ตลอด แต่มาวันนี้กลับเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวพร้อมทั้งจะช่วยอัดฉีดช่วยเหลือชุมชนเป็นสองเท่ามากกว่าสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยริเริ่มไว้อีก ซึ่งสิ่งที่นายอภิสิทธิ์กำลังทำเป็นการเดินตามนโยบายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยทำไว้ เป็นการเดินตามนโยบายเดิมของพรรคไทยรักไทย

วิทยาพร้อมทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน

นายวิทยา กล่าวว่า วันนี้นักธุรกิจกำลังตื่นตะหนกกับวิธีคิดของนายกฯ ที่ใช้วิธีการแจกเงิน ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยให้เงินและโอกาสในการสร้างงานของประชาชน โดยจะใช้กลไกทางนิติบัญญัติให้เต็มที่

ต่อข้อถามว่าขณะนี้พรรคฝ่ายค้านยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน นายวิทยา กล่าวว่า หากไม่มีใครรับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ตนก็ยินดีทำหน้าที่ วันนี้สถานภาพในพรรคเมื่อ กกต. ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องพรรคพร้อมทำหน้าที่ตรงนี้

เมื่อถามว่าการพูดอย่างนี้เหมือนกับว่าประกาศรับผู้นำฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ นายวิทยา กล่าวว่า ตนบอกแล้วว่าถ้าไม่เชื่อมั่นถึงขนาดไม่มีใครตนจะทำให้ก็ได้ “กลัวกันจังเลยว่าทำงานไม่ได้เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน มีคนพร้อมอยู่แล้วเพราะมีการแบ่งโครงสร้างการทำงานกันเรียบร้อยแล้ว”

เตือนนายกฯ โดนข้อหาละเว้นฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหมือนกับว่าพรรคเพื่อไทยไม่พร้อมจะตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติ นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าอย่างนั้นมาตรวจสอบมาตรา 157 ก่อนเลย ที่ระบุว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำไมรัฐบาลไม่เร่งไปเอาคนผิดมา ยังหาคนผิดไม่ได้เลย นายกฯจะโดนเรื่องนี้เรื่องแรก ไม่โดนเรื่องอื่น ต้องไปจับตัวพวกที่ไปปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำให้ประเทศเสียหาย เพราะในฐานะนายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาลควรจะต้องไปเร่งรัดเพื่อให้ใครมาดำเนินการเรื่องนี้ ไปดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ภาคเอกชนฟ้องมาจำนวนเท่าไร สิ่งเหล่านี้หาค่ามิได้มันมีความเสียหายที่มากกว่าหลายแสนล้านบาทเกิดขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของพรรคจะไปเร่งตรวจสอบว่ามีภาคเอกชนที่ฟ้องร้องมีจำนวนเท่าไร

นายวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยตรวจสอบพบว่าเรื่องสปก.4-01 จะมีการซื้อที่เอกชนมาทำแทนที่จะไปแก้ปัญหาเรื่องที่ดินของรัฐ ที่ดินของรัฐ 3ล้านไร่เพิ่งสำรวจไปแค่1.5ล้านไร่เท่านั้น ส่วนการที่รัฐบาลระบุว่าที่ดินของรัฐไม่เพียงพอนั้นไม่ใช่ไม่พอเพราะการแก้ปัญหาที่ดินทำกินอย่าลืมว่าปัญหาของสปก.4-01คืออะไร นั่นคือจัดที่ดินทำกินให้คนยากจน ครั้งที่แล้วก็พลาดไปแจกให้คนรวย ดังนั้นอย่าไปซื้อที่ดินที่มีโฉนดแล้วไปแจกกับประชาชนมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะอาจจะเข้าข่ายไปซื้อที่ของพวกตัวเอง

เสื้อแดงป่วนนายกฯจัดรายการทีวี

เช้าวันเดียวกัน กลุ่มคนเสื้อแดงราว 30 คน ชุมนุมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณประตูทางเข้าที่ 4 ฝั่งตรงข้ามสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(กพ.) พยายามใช้เครื่องขยายเสียงพูดโจมตีรัฐบาลระหว่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังจัดรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" โดยยังเน้นเรื่องการเข้ามาเป็นนายกฯแบบไม่ชอบธรรม พร้อมระบุว่าการจัดรายการครั้งนี้เป็นการหลอกลวงประชาชน และเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กองสวนไปพบซากอีเห็น น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม อยู่ด้านข้างห้องผู้สื่อข่าว โดยมีรอยกัดจากสัตว์ไม่ทราบชนิดและพบรอยลากเป็นทางยาว สันนิษฐานว่าเพิ่งตายไม่นานเพราะตัวยังไม่แข็ง ทั้งนี้อีเห็นเป็นสัตว์หายาก คาดว่าหลุดมาจากเขาดิน และตายก่อนถูกสัตว์อื่นลากเข้ามา

ลือลางร้ายอีเห็นตายคาทำเนียบ

เมื่อนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทราบเรื่อง ได้เดินลงมาดูซากอีเห็นเคราะห์ร้ายตัวดังกล่าว เมื่อผู้สื่อข่าวกระเซ้าว่าการที่สัตว์หายากอย่างอีเห็นมาตายในทำเนียบ ซึ่งเป็นครั้งแรกของการจัดรายการของนายอภิสิทธิ์ จะเป็นลางร้ายอะไรหรือไม่ นายสาทิตย์ ตอบเพียงสั้นๆก่อนรีบเดินขึ้นไปพบนายกรัฐมนตรีบนตึกไทยคู่ฟ้าว่า สิ่งร้ายผ่านไป สิ่งดีจะเข้ามา

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำซากอีเห็นออกไป ซึ่งกลุ่มข้าราชการและผู้สื่อข่าววิจารณ์กันว่าเป็นเรื่องแปลกและน่าจะเป็นลางไม่ดีสำหรับรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้หากเกิดสิ่งผิดปกติในทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวเงินตัวทองผสมพันธุ์กัน หรืออีกาตีกัน ก็มักเกิดเหตุไม่ดีกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่เมื่อผู้สื่อข่าวนำเรื่องดังกล่าวไปสอบถามนายกรัฐมนตรี ก็ได้รับคำตอบว่า นายสาทิตย์รายงานให้ทราบแล้ว ซึ่งสงสัยว่าไม่รู้ว่ามาจากไหนเหมือนกัน ขณะที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวติดตลกว่า ไม่ใช่ว่าเสื้อแดงเอามาปล่อยนะ

นักวิชาการแนะต้องดูแลวินัยด้วย

ด้าน ผศ.ดร.วิบูลพงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมอเมริกันศึกษา กล่าวว่าสิ่งที่จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่งก็คือ นโยบายประชานิยมของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะต้องสอนให้ประชาชนมีระเบียบวินัยด้วยเนื่องจากมีบทเรียนในอดีตแล้วว่าการนำเงินไปหว่านให้ประชาชนจะมีบางส่วนนำเงินไปใช้อย่างผิดวิธี

ดังนั้นรัฐบาลควรเน้นให้ข้อมูลกับประชาชนว่าเงินที่นำลงไปอัดฉีดนั้นต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่านำไปใช้ผิดวิธีด้วยการก่อหนี้ เช่น ซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย เพราะจะทำให้เกิดผลเสียในระยะยาว รวมทั้งรัฐบาลต้องปรับแนวคิดของคนในชนบทเรื่องการประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเอง ซึ่งแนวคิดของคนเหล่านี้จะทำงานก็ต่อเมื่อเงินหมดโดยไม่มีการเก็บเงินไว้ใช้ในยามจำเป็น

“คนชนบทจะมีนิสัยอย่างหนึ่งคือได้เงินจากการทำงานมาก้อนหนึ่งจากนั้นก็จะหยุดทำงานแล้วไปใช้เงินจนกระทั่งเงินหมดแล้วก็กลับมาทำงานอีก โดยไม่ได้มีการปลูกฝังให้เก็บเงินเพื่อนำมาต่อยอดและสร้างตัวเองให้มั่นคง ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะเข้ามาดูแล”

รากหญ้าชี้ต้องตรวจสอบให้ดี

ด้าน นายวิรัตน์ ขอเพิ่มกลาง ประธานชุมชนกุดแคน - หัวถนน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เปิดเผยว่า ตามแนวทางรัฐบาลปัจจุบันที่หวังจะเพิ่มเงินงบประมาณเข้าระบบรากหญ้าให้มากขึ้นนั้น ขณะที่ทางคณะกรรมการชุมชนกุดแคน - หัวถนนจากปีงบประมาณ 2551 นี้ได้รับเงิน SML มา 350,000 บาท และในปี 2552 นี้จะได้รับมาเพิ่มขึ้นอีกเป็นกว่า 600,000 บาท

“การรับเงินมาดำเนินการแล้วไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวมเงินงบประมาณแผ่นดินก็เสียเปล่า ซึ่งไม่ใช่ให้เงินมาเพื่อกระตุ้นกระจุกอยู่ในกระเป๋าคนบางกลุ่ม เพราะได้มีการ้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาตลอดก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น

ขอเรียกร้องถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่จะเน้นเพิ่มเงินเข้าระบบรากหญ้ามากขึ้น แต่ไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่ดี และให้ถึงมือชาวบ้านจริงๆ นโยบายก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร" นายวิรัตน์ กล่าว

ล่าแสนรายชื่อปลด9ปปช.เถื่อน

ที่มา ประชาทรรศน์

* ตั้งเป้ากองบังคับการละพัน-จัดสัมมนาวันนี้

“ตำรวจ” เปิดฉากกู้ศักดิ์ศรีคืนหลังถูกปรักปรำหนักจากเหตุการณ์สลายม็อบชั่วหน้ารัฐสภา เมื่อ 7 ตุลาคม ระดมมันสมองนักวิชาการ-อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ร่วมถกเชิงวิชาการ “องค์กรตำรวจตามรัฐธรรมนูญกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ” นายกสมาคมตร. ชี้เป็นแพะการเมืองไม่พอ ยังถูกองค์กรอิสระทั้ง กรรมการสิทธิ์-ป.ป.ช. รุกหนักจนไม่มีกำลังใจทำงานดูแลประชาชน ขณะเดียวกันจ่อล่ารายชื่อให้ครบแสน ถอดถอน 9 ป.ป.ช.เถื่อน ตั้งเป้ากองบังคับการละพันคน พร้อมตั้งโต๊ะหน้างานเวทีอภิปรายวันนี้ เผยลูก-เมียตำรวจที่คับแค้นใจ ร่วมลงรายชื่อกันเพียบ

* ลูก-เมียตำรวจร่วมลงชื่อถอดถอนป.ป.ช.

การเข้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการยุติการชุมนุมอย่างบ้าคลั่งของกลุ่มพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ได้พลิกผันให้ตำรวจกลายเป็นจำเลยสังคมในขณะที่คนก่อเหตุยังคงลอยนวล โดยคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้สรุปผลการสอบสวน และส่งสำนวนไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งการสลายการชุมนุม

ส่งผลให้มีผู้ถูกฟ้องทั้งนักการเมือง และนายตำรวจหลายนายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าข่ายความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและ/หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของการดำเนินคดี และการให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานตามหน้าที่

โดยหลังจากมีการกล่าวหาตำรวจหลายนาย ได้มีอดีตอธิบดีกรมตำรวจและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการแล้วหลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงเกียรติภูมิของตำรวจที่ถูกย่ำยีอย่างหนักในครั้งนี้

ตั้งโต๊ะล่าชื่อขับป.ป.ช.วันนี้

ตามมาด้วยกระแสข่าวว่าสมาคมตำรวจจะมีเปิดเวทีสัมมนาเพื่อพูดจากันในเรื่องดังกล่าว และขณะเดียวกันก็จะมีการรวบรวมรายชื่อให้ได้ 100,000 รายชื่อเพื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา นายประสพสุข บุญเดช เพื่อพิจารณาถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน

ทั้งนี้ในวันที่ 19 มกราคม จะมีการจัดอภิปรายเชิงวิชาการเรื่อง “องค์กรตำรวจตามรัฐธรรมนูญ กับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ” ที่จัดโดยสมาคมตำรวจ และมีพล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ เป็นประธาน ซึ่ง พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ของตำรวจตอนนี้คือ ตกเป็นจำเลยของสังคม และเป็นแพะทางการเมืองไม่พอ องค์กรตำรวจที่ก่อตั้งขึ้นมาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กลับถูกองค์กรอิสระทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ป.ป.ช. เข้ามารุกหนักในการพิจารณาเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจเสื่อมเสียเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ตำรวจขาดขวัญกำลังใจและไม่มีความตั้งใจทำงาน

ตร.ถูกรุกหนักจนไม่มีกำลังใจ

ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดผลเสียต่อการทำคดีอาชญากรรม ทำหน้าที่ดูแลชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ในการทำงานของตำรวจ ที่ต้องรักษากฎหมายบ้านเมือง

“ที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ รู้สึกสงสาร เพราะไม่ค่อยมีใครมาดูแล จึงจัดการสัมมนาครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีสาธารณะสำหรับตำรวจให้แสดงความคิดเห็น และถกปัญหาเหล่านี้หาทางแก้ไขร่วมกับฝ่ายอื่นๆ”

ส่วนกรณีที่มีข่าวรวบรวมรายชื่อตำรวจในการยื่นถอดถอนป.ป.ช. นั้น พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า ผมไม่เคยคิดที่จะทำอย่างนั้น แต่ก็ได้ยินมาว่ามีตำรวจบางส่วนจะมีการลงรายชื่อในวันนั้น ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิที่สามารถทำได้

“โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยที่จะมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอน ป.ป.ช. เพราะไม่รู้ว่าการดำเนินการดังกล่าวจะออกมาในรูปแบบใด แต่ถึงอย่างไรตนก็จะรอดูผลการแสดงความคิดเห็นที่มีการอภิปรายในวัน นี้ด้วย ว่าจะมีผลออกมาเป็นอย่างไร”

อดีตนายตำรวจร่วมเวทีเพียบ

ทั้งนี้ ในการจัดอภิปรายดังกล่าวนอกจากจะมีการเชิญทั้งนักวิชาการ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมการชุมนุมแล้ว ยังมีการรวมตัวของอดีตตำรวจที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมในงานดังกล่าวด้วย อาทิ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อดีต อธิบดีตร. พล.ต.อ.พจน์ บุณยะจินดา อดีต อธิบดีตร. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีต ผบ.ตร. พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ อดีต ผบ.ตร.

อย่างไรก็ดีผู้สื่อข่าวรายงานว่าการขับเคลื่อนการล่ารายชื่อดังกล่าวมีการประสานกันเป็นการภายใน โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด และทำให้นายตำรวจที่ยังอยู่ในราชการ โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับการถูกสอบสวน ยังคงออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

สุชาติปัดล่ารายชื่อไล่9ป.ป.ช.

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวเรื่องเดียวกันว่าการสัมมนา ไม่ได้เป็นการรวบรวมรายชื่อข้าราชการตำรวจเพื่อยื่นประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอน ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน

"ผมไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน เพราะจริงๆแล้วทุกคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง แต่ถ้าถามว่าจะจัดกระบวนการถอดถอนด้วยเรื่องอะไร ใครเป็นคนทำนั้น ผมไม่ได้ปฏิเสธ แต่ว่าผมไม่รู้เรื่องดังกล่าว เพราะถ้าถามว่า จะถอดถอนอย่างเดียวจะเป็นไปอย่างไร ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็คงสู้ไปตามกติกา เพราะว่าล้วนแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น ท่านก็มีกติกาของท่าน ไม่น่าจะมีความไม่เป็นธรรม ส่วนเราถูกกล่าวหาอย่างไรก็ว่ากันไป เมื่อถูกกล่าวหาก็ต้องมีการดำเนินสอบพยานหลักฐานต่างๆ เราก็ว่าไปตามนั้น”

โฆษกชี้ตำรวจก็มีสิทธิตามรธน.

ด้านพล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การสัมมนาครั้งนี้ได้มีการทำหนังสือเชิญให้ตำรวจทุกหน่วยที่สนใจเข้าร่วมงาน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ของสมาคมตำรวจอยู่แล้วในการจัดสัมมนาเพื่อพัฒนาองค์กร

ส่วนเรื่องที่สื่อออกมาระบุว่า การจัดสัมมนาดังกล่าวจะมีการรวบรวมรายชื่อในการถอดถอนป.ป.ช.เท่าที่ตนสอบถามดูไม่น่าจะเป็นอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว เนื่องจากมีการระบุวัตถุประสงค์การจัดงานอย่างชัดเจน ซึ่งพิจารณาดูแล้ว เป็นความตั้งใจดีของทางสมาคม

ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช.ออกมาชี้มูลความผิดตำรวจนั้น ถือว่าเป็นกระบวนการตามขั้นตอน มีการตรวจสอบการทำงานเป็นเรื่องดี แต่ยังมีขั้นตอนที่สามารถชี้แจงได้ ส่วนการที่ตำรวจจะออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตำรวจก็เป็นประชาชนทั่วไปมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากจะเรียกร้องสิทธิ แต่ก็มีเรื่องวินัยตำรวจที่ควบคุมอยู่ จะทำได้หรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบอีกครั้ง

เผยบิ๊กตำรวจชงเรื่องปลดป.ป.ช.

ทางด้านพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ได้กล่าวในประเด็นดังกล่าว ว่าตนไม่รู้เรื่อง ที่จะมีการจัดงานสัมมนาขึ้นมาเพื่อเป็นการรวบรวมรายชื่อตำรวจ นำไปยื่นต่อประธานวุฒิสภา ให้มีการพิจารณาถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน

“เรื่องนี้ทำไมมาถามผม ผมไม่รู้เรื่อง คงต้องไปถามคนที่ให้ข่าวแล้ว ว่าหมายความว่าอย่างไร ผมไม่รู้เรื่องทั้งเรื่องการจัดงานและการล่ารายชื่อตำรวจ”พล.ต.ต.อำนวยกล่าว

อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ มีนายตำรวจในราชการคนหนึ่ง ได้ทำหนังสือไม่ระบุวันที่ เดือนมกราคม 2552 ถึง นายกสมาคมตำรวจพล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ เรื่องขอให้กรรมการ ป.ป.ช.พ้นจากตำแหน่ง

ชี้ที่มา9ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยในเนื้อหาของหนังสือ ระบุว่า เนื่องด้วยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) คุณสมบัติและสถานภาพไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ขาดความเที่ยงธรรมมีการกระทำอันเป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และการกระทำที่เป็นการเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง อันเข้าข่ายที่จักได้มีการดำเนินการเพื่อมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง ตามนัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 248 ดังนี้
1. ประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับยกเว้นขั้นตอนการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด แม้จะได้มีประกาศ คปค. ฉบับที่ 31 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ให้ถือว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ก็หามีผลให้การออกประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มิชอบด้วยกฎหมายไปแล้ว เป็นการแต่งตั้งชอบด้วยกฎหมาย และมีผลย้อนหลังแต่ประการใดไม่ ซึ่งได้มีการทักท้วงจากหลายฝ่ายแล้ว โดยปรากฏตามสื่อมวลชน แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอด อันเป็นการจูงใจฝ่าฝืนกฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติชัดเจน
2.การได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมิได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง จึงย่อมไม่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใด ๆ จากการปฏิบัติหน้าที่
3. การเลือกปฏิบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเร่งรีบพิจารณาในบางเรื่องโดยเฉพาะในเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่นการชุมนุมและเกิดการปะทะกันของผู้ชุมนุม 2 ฝ่าย ที่ จ.อุดรธานี โดยชี้มูลกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ชี้มูลกรณี พงส.สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เสนอขอหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การชี้มูลดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณห้างเซ็นทรัลเวิลด์ หรือดำเนินการเพื่อชี้มูลกล่าวหา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีการชุมนุมบริเวณรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการและคั่งค้างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.อยู่หลายเรื่อง เช่น กรณีกล่าวหา คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เกี่ยวกับการร่ำรวยผิดปกติ และการก่อสร้างบ้านพักมูลค่า 40 ล้านบาท คณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับไม่เร่งรีบดำเนินการ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะดำเนินการพิจารณาเรื่องใด ควรเป็นไปตามลำดับก่อนหลังของเรื่องที่ได้รับไว้ เพราะย่อมถือว่าทุกเรื่องมีความสำคัญเท่าเทียมกันในอันที่จะตรวจสอบ

ถล่มขาดความซื่อสัตย์สุจริต
4.การออกแถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนในลักษณะเป็นการชี้นำแสดงความเห็น ในเรื่องที่มีการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด ทั้ง ๆ ที่ยังมิได้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายและระเบียบก่อนดังเช่นกรณีการออกมาชี้มูลความผิดกรณีการชุมนุมบริเวณรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ได้ออกแถลงข่าวก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง พร้อมแสดงความเห็นในทำนองชี้มูลว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา
5.คุณสมบัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ได้รับจ้างเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีปทุม จึงย่อมเป็นผลให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.

ตั้งเป้ากองบังคับการละพันชื่อ

ข้าพเจ้ากับพวกจึงขอใช้สิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา (ผ่าน สมาคมตำรวจ) เพื่อนำเสนอเรื่องต่อวุฒิสภา พิจารณามีมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และ กรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่งตามนัย มาตรา 248 แห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และได้ลงลายมือชื่อพร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนมาด้วยแล้ว

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวยังระบุว่า มีการทำหนังสือเวียนไปตามหน่วยงานในสังกัดขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่เข้าร่วมงานสัมมนาเพื่อล่ารายชื่อถอดถอน โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000 รายชื่อ ต่อ 1 กองบังคับการ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถคำนวณจำนวนรายชื่อที่แน่ชัดได้

ลูก-เมียตำรวจร่วมลงชื่อถอดถอน

ส่วนพื้นที่ในต่างจังหวัดได้รับการเปิดเผยว่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวในการเตรียมการรวบรวมรายชื่อ ล่าสุดที่ จ.กาญจนบุรี มีนายตำรวจที่เกษียณอายุและตำรวจนอกราชการจากส่วนกลางได้ลงพื้นที่ประสานงานกับตำรวจแต่ละท้องที่เป็นการส่วนตัว

โดยมีการแจกจ่ายสำเนาหนังสือขอให้ถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.ออกจากตำแหน่ง โดยขอความร่วมมือให้ทำการกระจายข่าวออกหารายชื่อผู้ที่เห็นด้วยและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ เพื่อขอความร่วมมือลงลายมือชื่อในเอกสารประกอบคำร้องขอให้มีการพิจารณาถอดถอน ป.ป.ช.

ในพื้นที่ดังกล่าวประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการลงรายชื่อถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.ออกจากตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็นลูกเมียและเครือญาติของตำรวจที่มีความไม่พอใจเกี่ยวกับผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ชต่อเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 7 ตุลาคม 2551

นายกฯรับป.ป.ช.ต้องตรวจสอบได้

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ทางตำรวจจะมีการจัดสัมมนาและเตรียมรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน ป.ป.ช. ว่า ถ้าเขามีเหตุผลและอยากใช้สิทธิถอดถอน ป.ป.ช.ก็สามารถทำได้ แต่อยากย้ำว่าทุกคนต้องยอมรับการตรวจสอบ ถ้าหากว่าคำร้องมีเหตุผลก็ทำได้ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลก็ไม่น่าจะมีอะไร ตนยืนยันว่า ป.ป.ช.ก็ต้องสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งตำรวจด้วย

ส่วนประเด็นดังกล่าวจะเป็นการสะท้อนว่าตำรวจกำลังใช้อำนาจเพื่อตัวเองหรือไม่นั้น ตนมองว่าเรื่องดังกล่าว คงไม่สามารถใช้อำนาจอะไรที่จะไปกระทบการทำงานของ ป.ป.ช.ได้ เพราะสถานะของ ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ

วิชาอ้างทำเร็วเพราะคนสนใจ

ด้านนายนายวิชา มหาคุณ หนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร เพราะคิดว่าเขาคงต้องการใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 271 คือการรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 คนเพื่อยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งเรื่องดังกล่าวสามารถทำได้ แต่ตนขอยืนยันว่า ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การแต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ก็ไม่ได้ทำอย่างรีบเร่งผิดปกติ แต่เป็นเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน และมีคนมามอบหลักฐานเอกสารเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญยังมีการถ่ายทอดสดรวมถึงการบันทึกภาพเหตุการณ์ลงแผ่นวีซีดีอย่างชัดแจ้ง ซึ่งเพียงพอต่อการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ แตกต่างจากคดีลอบฆ่าที่ทำกันลับๆ ล่อๆ ซึ่งจะต้องไปหาพยานหลักฐานอีก การทำงานของ ป.ป.ช.จะแตกต่างกันในแต่ละเหตุการณ์

ส่วนที่มีการออกมาระบุว่าทาง ป.ป.ช. มีการเลือกปฏิบัติ เร่งเฉพาะคดีที่มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่กับคดีอื่นที่คั่งค้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรวจสอบบ้านราคา 40 ล้านบาท ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลับล่าช้า นายวิชากล่าวว่า จะเอามาเปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะการตรวจสอบคดีต่างๆ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ไม่ใช่ยื่นก่อนหรือหลัง โดยคดีของคุณหญิงจารุวรรณขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช.

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2552 ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ที่เคยมั่งมีกลับเสื่อมสูญ ที่เคยมอดม้วยกลับเรืองรุ่ง วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ได้ เพราะหลายครั้งหลายที ในชีวิตของคนเรา ต้องยอมรับว่า “คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต” จริงๆ

* “ความพยายามเป็นเรากำหนด ความสำเร็จเป็นโชคชะตากำกับ” คิดได้ดังนี้ จึงจะครองชีวิตได้อย่างเป็นสุข ทุกคืนวัน แม้จะสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง แต่ก็จะไม่ตีอกชกหัวตัวเอง ด้วยความแค้นคลั่ง ให้เสียพลังไปโดยเปล่าประโยชน์

* วันนี้ จงรัก ภักดีราช มาเหมือนปลงตกกับชีวิต แต่เปล่าเลย ทั้งหมดที่ยกมาสองวรรคต้นคอลัมน์ คือ คำปลอบโยนให้เข้าถึงสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ ที่อยากจะฝากไปถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในพรรคเพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดง ทั้งๆ ที่รู้ว่า ดอกไม้ที่ยื่นให้ อาจถูกสวนมาด้วยก้อนอิฐ ก็ตามที

* ก็อย่างที่เคยเขียนไว้ล่วงหน้า ว่า ระดับผู้นำที่ทำหน้าที่กุมสภาพการเต้นของหัวใจพรรคเพื่อไทย ได้สะบั้นสัมพันธ์ตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว ทั้ง ยงยุทธ ติยะไพรัช เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล หรือ แก๊งอ๊อฟโฟร์ รุ่น 2 “ยุทธ-แดง-หน่อย-เพ้ง” ที่ก่อการ ยึดอำนาจจาก สมัคร สุนทรเวช มาทูนใส่มือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถึงนาทีนี้ ไม่พูดจากันแล้ว เรื่อง ความร่วมมือร่วมใจมาทำพรรคร่วมกัน จึงเป็นเรื่องห่างไกลเกินจริง

* ในขณะที่ ฝั่ง “แดง” เปิดประเด็นเข็น ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นที่ปรึกษาพรรค เต็มรูปแบบ แต่ฝ่าย “ยุทธ” ชี้ไปในคนละทาง อ้างว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกติดยึดกับ “ทักษิณ” ต้องสลัดอดีตให้หลุดพ้น แล้วก้าวไปบนวิถีทางแห่งความเป็นจริง ว่าหากจะเอาพรรคเพื่อไทย กลับขึ้นมาแล่นบนถนนสายอำนาจ ต้องตัด “ทักษิณ” ที่มีสถานะไม่ต่างจากกระบะพ่วงถ่วงหินมาเต็มคัน แค่ดันขึ้นมาอยู่บนถนน ยังยาก เรื่องคิดจะเป็นเจ้าถนนอีกครั้ง ก็คงได้แค่ฝันไปวันๆ

* น่าประหลาดใจในการรับรู้ของหลายคนที่ได้ยินได้ฟัง สาย “ยงยุทธ” ที่ท่าทีลอยแพ “นายใหญ่” เช่นนี้ แต่จะไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมสัญญาณจากสาย “ยงยุทธ” จึงแปร่งปร่าได้ขนาดนี้ หากได้รู้ว่า ยงยุทธ ติยะไพรัช เคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์ มาก่อน และยังคงมีสัมพันธ์อันดีกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และ “ยงยุทธ” ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการคาดหมายว่าถูกใช้ให้ ทำหน้าที่เจรจากับ ทักษิณ ให้อยู่นิ่งๆ เพื่อให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยเสียที

* จงรัก ภักดีราช ได้แต่เห็นใจทุกคนทุกฝ่าย สาย ยงยุทธ ที่ ภักดีถวายหัว เอาตัวเข้าแลกความบาดเจ็บแทนนายใหญ่ มาตลอด กลับได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า เมื่อวันที่ สายเยาวภา กุมสภาพรัฐบาลสมชาย ฝ่าย เยาวภา ที่เป็นห่วงพี่ชายสุดที่รัก และสามีสุดที่ใคร่ ก็ไม่อาจแบ่งปันให้ใครอื่นได้มากนัก เพราะยังตักเข้าท้องไม่พออิ่ม ถึงวันนี้ ยงยุทธ น่าจะเข้าใจ เนวิน ชิดชอบ ได้ดี ว่าทำไมจึงต้องตัดใจลาจากไป

* ส่วน ฝั่ง “หน่อย” กับ เครือข่าย “เพ้ง” สองทางนี้ ได้แต่ลอยตัวเหนือความขัดแย้ง เพราะยึดคติ ลงทุนน้อย คอยสถานการณ์ แบ่งปันผลกำไร จึงพอใจกับทุกสถานการณ์ที่ยังมีส่วนแบ่ง แต่จะเข็นให้ไปลงทุนแข่งกับใคร นับเป็นเรื่องยาก ยิ่งในวันที่อยู่ในซีกฟากฝ่ายค้าน สูญสิ้นอำนาจวาสนาในมือ ด้วยแล้ว อย่าไปคิดข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า เลย

* ณ เวลานี้ หน่อย ได้หัวหน้าพรรค เพ้ง ยึดเลขาธิการพรรค ลงทุนน้อย กำไรมาก เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล ที่ลอกเลียนแบบได้ยาก ในขณะที่ สาย ยงยุทธ ได้แต่ตะโกนบอก ถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวทั้งหัวหน้าพรรค และ เลขาธิการพรรค หากไม่ทำตามที่ต้องการ ก็ทางใครทางมัน แยกกันเดินไปตามฝันของแต่ละคน ...นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไม พระกาฬที่ไม่เคยไล่ทัน ทักษิณ ชินวัตร มาตลอดสองปีที่ผ่านมา จึงมาหายใจรดต้นคออดีตนายกรัฐมนตรี ชนิดที่ไม่ให้เวลาตั้งตัวเช่นนี้

* เห็นอาการออกสตาร์ทของ พรรคภูมิใจไทย แล้ว คนนอกวงการเมือง อาจจะดูเป็นเรื่อง ฝนตกขี้หมูไหล แต่คนในวงการเมือง โดยเฉพาะใน ชุมชนคนบ้านเลขที่ 111 และคนในตระกูลชินวัตร กำลังหนาวสะท้านไปถึงหัวใจ เมื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รับอาสาเป็นนายท้ายคัดหางเสือเรือลำใหม่ที่ชื่อ ภูมิใจไทย โดยไม่ฟังคำทัดทานที่ลอยลมมาจากต่างแดน

* ระหว่าง ความรัก กับ ความแค้น มีเพียงเส้นบางๆ กั้นอยู่ ใครข้ามก่อน “แพ้” จงรัก ภักดีราช ได้ยินมาว่า การปรากฏตัวเพื่อยืนยันสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย เป็นความประสงค์ของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เอง โดยไม่มีใครยุยง นี่คงบอกได้ว่า สุริยะ รู้สึกอย่างไรกับเรื่องราวแต่หนหลังครั้งยังอยู่ในไทยรักไทย

* จงรัก ภักดีราช ฟันธงว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ใช่ตัวเลือกของพรรคภูมิใจไทย ที่จะส่งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพราะจับทางลม กลุ่มเพื่อนเนวิน แล้ว ยัง ไม่ต้องการโตพรวดพราดเป็นพรรคอันดับ 1 และ ไม่มีวาระเร่งด่วนปลดล็อกผู้ต้องขังทางการเมือง ในเร็ววันนี้ เพราะจะทำให้ ดุลอำนาจของการเมืองไทย ที่พรรคภูมิใจไทย กำลังพึงพอใจสูญเสียไป

* เมื่อไม่ต้องการสถานะพรรคแกนนำรัฐบาล ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปลดล็อกทางการ เมือง เพื่อให้ ใครบางคน ที่ไม่นิยมปลูกมะม่วง แต่ชื่นชอบปลิดผลมะม่วงไปกลืนกิน ได้ประโยชน์โดยไม่ลงทุน ประกอบกับ วิธีคิดแบบ เนวิน ชิดชอบ ที่พูดให้สมาชิกของกลุ่มได้ยินทั่วกันว่า มีแต่คนลงทุน ลงแรง เท่านั้นที่จะได้ส่วนแบ่ง มีแต่ผู้ที่เข้าสู่สนามรบเท่านั้นที่จะได้รับรางวัล พวกรักนวลสงวนตัว รอชุบมือเปิบ จึงไม่มีสิทธิ์ และไม่มีที่ยืนในพรรคภูมิใจไทย

* ฝากความหวังดีไปถึง ผู้ผลิตรายการ “ดีทีวี” ทุกท่าน การพายเรือทวนน้ำ เป็นงานหนัก ที่ต้องการความมุ่งมั่นและจะสำเร็จได้ ก็ด้วยความเชื่อในหัวใจตัวเอง มิใช่ด้วยปัจจัยเรื่องเงินทอง หรือสิ่งของอื่นใด และจะยากยิ่งขึ้นไปอีก หากเป็น การพายเรือในลำน้ำที่แห้งขอด แม้จะมีพลังใจมากมายเพียงใด แต่ เมื่อธรรมชาติไม่เกื้อหนุน ที่ลงแรงไป แม้จะไม่สูญเปล่า แต่ก็ไม่อาจสำเร็จได้โดยง่าย

* ถึงนาทีนี้ กระแสสังคมที่ไม่อยากเห็นม็อบ ไม่อยากเห็นการปลุกระดมเข้าห้ำหั่นกันเองของคนไทย การพายเรือทวนน้ำ และ การพายเรือในลำน้ำที่แห้งขอด จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิด เก็บพลังกาย พลังใจ ไว้รอเวลาหน้าน้ำ ไหลหลาก จะไม่ดีกว่าหรือ? จับตาดูต้นน้ำที่ทำเนียบรัฐบาล เห็นอาการตัดสินใจของใครบางคนในรัฐบาล เชื่อว่าอีกไม่นาน ฤดูน้ำหลาก ก็คงมาถึง แต่ถ้ารอไม่ได้ เพราะความแค้นในอก ก็ขอให้จ้ำพายล่วงหน้าไปก่อนเถิด

*ขอเชิญศิษยานุศิษย์ ร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ เจ้าคุณพระสุนทรวิหารการ (หลวงพ่อเลื่อน) ณ วัดประยุรวงศาวาส เชิงสะพานพุทธฝั่งธน เวลา 16.00 น. วันนี้