ที่มา Thai E-News
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, January 19, 2009
ONAIRจริงแล้วDTV4นปช.ซัดพธม.-รัฐ
ที่มา innnews
ONAIRจริงแล้วDTV4โจกนปช.ซัดพธม.รัฐบาล ขณะสันติบาลตื่น เรียกประชุมตำรวจคุมเข้ม เนื้อหาดีทีวี หวั่นพูดพาดพิงเกี่ยวกับสถาบัน
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม DTV เปิดเผยว่า DTV ได้เริ่มทดลองออกอากาศครั้งแล้วตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยเป็นรายการที่มีการบันทึกเทปไว้ล่วงหน้า ซึ่งคาดว่าในวันที่ 1 มีนาคม จะสามารถออกอากาศได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งหากประชาชนต้องการติดตามการจัดรายการสดสามารถ ดูได้ในเวลา 13.00 น. ซึ่งจะมีการจัดรายการสด จากห้องส่งภายในตึก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว หรือ สถานี PTV เดิม ทั้งนี้มั่นใจว่า ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายในการออกอากาศทุกขั้นตอน
ขณะบรรยากาศ ภายในสตูดิโอของสถานีโทรทัศน์ DTV ล่าสุด ขณะนี้ ยังไม่มีผู้จัดรายการคนใด รวมถึง พนักงานเดินทางมาแม้แต่คนเดียว โดยบรรยากาศ ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัยที่คอยดูแลความเรียบร้อย
อยู่บริเวณด้านหน้าสตูดิโอเท่านั้น ทั้งนี้ในวันนี้ถือเป็นวันออกอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของสถานีโทรทัศน์ DTV
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้จัดรายการจะเข้าไปยังสตูดิโอในช่วงเวลาใด และจะมีการจัดรายการออกอากาศสด
ในช่วงเวลาใดเช่นกัน ขณะที่ การออกอากาศยังคงเป็นการนำเทปบันทึกรายการความจริงวันนี้ ที่มี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง เป็นผู้จัดรายการโดยเป็นการทดลองออกอากาศ
ซึ่งเนื้อหาในรายการส่วนใหญ่ยังคงเป็นการโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลและชุมนุมเคลื่อนไหวของ
กลุ่มพันธมิตรฯ
ด้าน ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก พร้อมเข้าชี้แจง กับพล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์ โกศล เลขานุการกองทัพบก ผู้บังคับบัญชา ในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. กรณีเตรียมจัดรายการวิเคราะห์การเมืองกับสถานนีโทรทัศน์ ดีทีวี โดยส่วนตัวแล้วยังคาดหวังว่า ผู้บังคับบัญชาจะอนุญาตเพราะเชื่อว่า ผู้บังคับบัญชา จะใจกว้างพอและมีความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมทั้ง มีความเข้าใจเรื่องของประชาธิปไตย เนื่องจาก ตนมีความบริสุทธิ์ใจ ที่จะถ่ายทอดเรื่องที่เป็นสาระความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนไม่ได้มีเจตนาที่ทำลายกองทัพ หรือ นำความลับของกองทัพออกมาเปิดเผย ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้กองทัพ เปิดโอกาสให้กำลังพลคนอื่น จัดรายการโทรทัศน์ได้ เพราะกำลังพลหลายคนมีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ได้ถูนำมาใช้ เพราะถูกปิดกั้น อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับอนุญาต ตนก็พร้อมยอมรับ ทั้งนี้ หมวดเจี๊ยบ ยังระบุด้วยว่า ตนไม่ได้นำเวลาราชการมาทำงานส่วนตัวเพราะ รายการดังกล่าวที่จะจัดนั้นอยู่ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-18.00 และเริ่ม 24 ม.ค.นี้
ขณะที่ พล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่า เช้าวันนี้เวลา 10.00 น.ทางตนได้มีการเรียกเจ้าหน้าที่ด้านข่าวประชุมเพื่อหารือถึงการเข้าไปดูแลความเหมาะสม เนื้อหาของรายการโทรทัศน์ ดีทีวี ซึ่งออนแอร์วันนี้เป็นวันแรกซึ่งการตรวจสอบไม่ได้เป็นการสั่งการจากรัฐบาล แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต
รายงานข่าวแจ้งว่า การตรวจสอบของสันติบาล จะมุ่งเน้นเนื้อหาซึ่งอาจหมิ่นเหม่โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับสถาบัน ส่วนการให้ร้ายบุคคลอื่นนั้นทางกฎหมายอาญาสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการหมิ่นประมาทส่วนการออนแอร์เช้านี้ พบว่าเป็นรายการสนทนาระหว่างนายณัฐวุฒิ นายจตุพร และวีระ ซึ่งเป็นเทปบันทึกรายการ ไม่ใช่รายการสดและทางสถานีได้ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนโทรศัพท์สอบถามถึงการจูนคลื่นสถานี ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวโทรสอบถามปรากฎว่า เป็นระบบอัตโนมัติแจ้งว่าอยู่ระหว่างนอกเวลาทำการ
ด้าน พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงใดๆ เกี่ยวกับการออกอากาศครั้งแรกของ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DTV ที่หลายฝ่ายมองว่า อาจจะมีการยั่วยุ ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ หากการดำเนินการทุกอย่างไปตามขั้นตอน และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็ไม่น่ามีอะไร และเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการสันติบาล ได้มีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเวลาวันนี้ 10.00 น. เพื่อดูเนื้อหารายละเอียดของรายการ
"หมวดเจี๊ยบ"ลั่นไม่มีเจตนาทำลายกองทัพจัดDTV
ที่มา มติชนออนไลน์
ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ว่า ตนพร้อมเข้าชี้แจง พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก ผู้บังคับบัญชาในวันที่ 20 ม.ค.นี้ เวลา 09.00น. กรณีเตรียมจัดรายการวิเคราะห์การเมือง กับสถานีโทรทัศน์ดีทีวี ทั้งนี้ ส่วนตัวแล้วคาดหวังว่า ผู้บังคับบัญชาจะอนุญาต เพราะเชื่อว่า มีใจกว้างพอ และมีความเข้าใจเรื่องของประชาธิปไตย เนื่องจากตนมีความบริสุทธิ์ใจที่จะถ่ายทอดเรื่องที่เป็นสาระความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ไม่ได้มีเจตนาทำลายกองทัพ หรือนำความลับของกองทัพออกมาเปิดเผยตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์แต่อย่างใด
ร.ท.(หญิง) สุณิสา ยังเรียกร้องให้กองทัพเปิดโอกาสให้กำลังพลคนอื่นจัดรายการโทรทัศน์ได้ เพราะกำลังพลหลายคนมีความรู้ความสามารถแต่ไม่ได้นำมาใช้เพราะถูกปิดกั้น พร้อม ระบุตนไม่ได้นำเวลาราชการมาทำงานส่วนตัว เพราะรายการที่จะจัดนั้นอยู่ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-18.00 น. โดยจะเริ่มออกอากาศในวันที่ 24 มกราคมนี้
'หม่อมอุ๋ย' เล่นแรง
ที่มา เดลินิวส์
พลันที่ “ครม.อภิสิทธิ์ 1” มีมติเมื่อ วันที่ 13 ม.ค. 2552 อนุมัติรายละเอียดงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติม ในปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 115,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเงินส่วนใหญ่เป็น การอัดฉีด เงินให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ โดยตรง เป็นโครงการที่เป็นการลงทุนและงบสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินไม่ถึงหมื่นล้านบาท ก็ได้มี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากผู้คนหลายฝ่ายค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายแจกเบี้ยค่าครองชีพให้แก่ประชาชนและบุคลากรของรัฐรายละ 2,000 บาท นั้น ถูกวิจารณ์มากที่สุด บางคนถึงกับเรียกว่านโยบายนี้เป็นนโยบายของ “ซานต้ามาร์ค” และเป็น นโยบายหาเสียง ของพรรค ประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลโดยแท้
และผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์แรงที่สุดคือ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล หรือ “หม่อมอุ๋ย” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
“หม่อมอุ๋ย” ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีวิทยุเอฟ เอ็ม 98.0 เมกะเฮิรตซ์ เกี่ยวกับการแจกเงิน 9 ล้านคน คนละ 2,000 บาทไว้ว่า
....ผมนึกไม่ออก ทำไมคิดได้แค่นี้ ไม่อยากจะบอกว่าจบจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หรือเคมบริดจ์จะคิดได้เท่านี้ เพราะงบ 1.8 หมื่นล้านบาทจะหายไปเลย สหรัฐอเมริกาเคยทำในสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยใช้มาตรการนี้เมื่อเดือน พ.ค. 2551 ที่ผ่านมา โดยคืนภาษี ให้ครอบครัวละ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ สามารถ ดึงเศรษฐกิจขึ้นมาได้เพียง 2 เดือน จากนั้นเศรษฐกิจก็ตกลงไปอีก.....
ผู้ที่เบรกนักวิจารณ์แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1” และดูจะ ให้กำลังใจ มากเป็นพิเศษคือ “ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์”
“ดร.ศุภชัย” เลขาธิการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ได้กล่าวไว้ว่า .....ทุกประเทศต้องเร่งแก้ปัญหาผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่า วิธีการที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดคืออะไร เนื่องจากขณะนี้การแก้ไขปัญหาของแต่ละประเทศยังไม่มีความชัดเจน...
...อย่าถามว่าอะไรดีหรือไม่ ตอนนี้ไม่มีใครรู้นโยบายเศรษฐกิจทุกวันนี้ ทุกคนต้องเรียนรู้ใหม่หมด แต่ที่ผมมองเรื่องการลงทุน ถ้าใหญ่เกินไปอาจเริ่มได้ช้าและส่งผลต่อเศรษฐกิจช้า อยาก ให้เน้นการลงทุนที่ปรับตัวได้และให้ผลเรื่อย ๆ ตอนนี้ใครก็ตอบไม่ได้ว่ากระตุ้นตรงไหนดีที่สุด...
เมื่อ “หม่อมอุ๋ย” พูดถึงว่าการจ่ายเงินให้ประชาชนรายละ 2,000 บาท ไม่น่า เป็นไอเดีย ของคนจบมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ตอนแรก นึกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะ โกรธฟัดเฟียด เพราะเล่นถึงมหาวิทยาลัยที่เรียน
แต่ ต้องชม ว่ามาคราวนี้นายอภิสิทธิ์ นิ่ง และ ตอบโต้ได้ดี โดยบอกว่า “ได้คิดดีแล้ว” เป็นเรื่องที่แล้วแต่ มุมมองของแต่ละคน แต่ยืนยันว่าได้ติดตามการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก และติดตามข่าวสารการวิเคราะห์ ซึ่ง ทุกแห่งมองตรงกันว่า ไม่มีอะไรจะดีกว่าการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน เพราะเป็นวิธีช่วยภาคธุรกิจ โดยไม่ต้องบิดเบือนกลไกของตลาด และจบลงด้วย “ดีกว่าไม่มี”
แม้กระทั่ง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง และ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ก็ตอบโต้ด้วยการควบคุมอารมณ์ที่ดี
และนี่คือสิ่งที่เราอยากจะเห็นในบ้านเมืองของเรา
นั่นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะดำเนินไปด้วยคำว่า “เหตุและผล” ใครจะวิจารณ์อะไร รัฐบาลก็ ตอบโต้ไปด้วย “เหตุและผล” ไม่ใช่ยิงอารมณ์เข้าใส่ โดยคิดว่า ตัวนั้นเป็นรัฐบาล และเป็นผู้ยิ่งใหญ่
“บุคคลสาธารณะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว ต้องมองว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะมาจากไหน เป็นสิ่งที่ดี ควรเก็บมาพินิจพิเคราะห์ว่า อะไรควรฟัง และ อะไรไม่ควรฟัง และคำวิพากษ์วิจารณ์เป็น เครื่องเตือนสติ ที่ดีที่สุด สำหรับคนปกครองประเทศ ถ้าปราศจากคำวิพากษ์วิจารณ์ สังคมนั้นไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย
การที่นายอภิสิทธิ์นิ่ง การที่นายกรณ์นิ่ง และการที่นายกอร์ปศักดิ์นิ่ง ถือได้ว่าเป็น การสอบผ่านขั้นแรก ของรัฐบาลชุดนี้ ถ้า สามารถรักษา ความนิ่ง ไว้ได้เช่นนี้ตลอดไป เชื่อได้ว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ จะไม่ยาก เลย
งานนี้จึงเรียกได้ว่า “หม่อมอุ๋ย” เล่นแรง “ศุภชัย” ยื่นมือเข้ามาช่วย และ “อภิสิทธิ์” นิ่งดี ทุกอย่างจึงจบด้วยความสวยงาม ผลงานจะเป็น เครื่องพิสูจน์ว่า “ออกซฟอร์ด” แน่จริง หรือไม่?.
อนุภพ
ถอดยศ
ที่มา ไทยรัฐ
จดหมายแสดงความคิดเห็นทางการเมืองระยะนี้จะมากเป็นพิเศษ มีทั้งด่าทั้งชม แต่โดยสรุปแล้วผมว่าคนไทยที่มีหัวใจเป็นธรรม ยังเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ ว่ากันตามจริงแล้ว ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้หลับหูหลับตาเชียร์คุณทักษิณ เพียงแต่อยากเห็นความเป็นธรรมหลงเหลืออยู่บ้างเท่านั้น
อะไรๆดูลำเอียงเกินไปก็ไม่ชอบ
ส่วนตัวผมเห็นว่า การเมืองวันนี้เล่นกันเลยเถิด ไม่ใช่เรื่องของคุณทักษิณ หรือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่วิกฤติการเมืองที่กลายเป็นวิกฤติบ้านเมือง กำลังจะแบ่งประเทศไทย คนไทย และการปกครอง
มีจดหมายฉบับหนึ่งพูดถึงเรื่องการตั้งท่าถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ หรือคดีความที่ร้ายแรงกว่าการถูกลงโทษจำคุก 2 ปี ดูจงใจไปหน่อย
จองกฐินเอาไว้ล่วงหน้า
การกลับเข้ารับตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างตำแหน่งรักษาการนายกฯกับ รมว.มหาดไทย ของคุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล ยังไม่ชัด ดูทะแม่งชอบกล
ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 26 การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ อาจกระทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ และ (1) ตั้งแต่ยศพลตำรวจตรีขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
สังคมไปคิดเอาเอง
และในกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เจ้าของจดหมายให้แนวคิดมาว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ระบุชัดเจนว่า เป็นกฎหมายฉบับเดียวให้ครอบคลุมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับข้าราชการตำรวจ
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลาออกจากข้าราชการตำรวจมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองนานแล้ว ไม่มีสถานะใดที่จะพิจารณาได้ว่าเป็นข้าราชการตำรวจและไม่อาจอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับนี้
จะถอดยศได้หรือไม่
ผมว่าเรื่องทำนองนี้ หลักกฎหมายก็ส่วนหนึ่ง ความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ก็อีกส่วนหนึ่ง การพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรม ยังต้องยึดคำพิพากษาฎีกาเป็นหลักในกรณีที่กฎหมายไม่ได้ให้ความกระจ่างชัดเอาไว้
ส่วนการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม วัดได้ง่ายนิดเดียว เมื่อมีคำวินิจฉัยไปแล้ว ได้รับการยอมรับโดยดุษฎีจากทุกภาคส่วนของสังคมก็ถือว่ายุติธรรมแล้ว
เนื่องจากตามกฎหมาย การให้ออกจากว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร หรือการถอดยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่ายศพันตำรวจเอก ให้ ผบ.ตร. เป็นผู้สั่ง เผือกร้อนจึงตกที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
ที่จะต้องแบกรับไปทั้งชีวิต.
หมัดเหล็ก
ยกแรกของมวยใหม่
ที่มา ไทยรัฐ
เล่นเอามึนตึบไปตามๆกัน สำหรับงานหลักชิ้นแรกของรัฐบาลผสม ภายใต้แกนนำของท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับงบประมาณการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ไหนว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยม และคัดค้านนโยบายแนวนี้ มาตลอด...แต่พอมาเป็นรัฐบาลเอง ตูมแรกมีมติจ่ายเงินรายหัวให้มนุษย์ เงินเดือนที่มีรายได้ตํ่ากว่า 15,000 ต่อเดือน คนละ 2,000 บาททันที
ภายในวงเงินทั้งสิ้น 19,000 ล้านบาท โดยจะมีผู้คนได้รับผลานิสงส์ทั้งสิ้น 9 ล้านคน
เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงดังกระหึ่มขึ้นทั้งจากคนรักและไม่รักอภิสิทธิ์ ด้วยประการฉะนี้
ที่มีความรักความเอื้ออาทรกันอยู่ก็แค่บ่นเบาๆ พอสังเขป
ส่วนกลุ่มที่ไม่รักและบางครั้งยังตามขว้างไข่ด้วยไม่ต้องพูดถึงละ ทั้งตำหนิติติง ทั้งเยาะเย้ยไยไพว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
สำหรับผมเองนั้น แม้จะเข้าใจในเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ ที่นายกฯ อภิสิทธิ์อธิบายเสริมและที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณ กรณ์ จาติกวณิช อธิบายภายหลัง
ว่า สหรัฐฯเองก็ทำ และในตำราเศรษฐศาสตร์บางเล่มก็บอกว่าในสถานการณ์ตกตํ่าสุดขีด แม้แต่การโปรยเงินให้ประชาชน ที่เรียกว่า “เฮลิคอปเตอร์ มันนี่” (เปรียบเหมือนขึ้น ฮ.โปรย) ก็ยังต้องทำ
จริงๆ แล้วทฤษฎีที่เก่ากว่านั้น สอนไว้ว่าวิธีปลุกเศรษฐกิจที่ง่ายที่สุดก็คือ...เอาเงินมาก้อนหนึ่งไปจ้างบุคคลกลุ่มหนึ่งขุดบ่อ...พอขุดเสร็จก็จ้างอีกกลุ่มมาถมบ่อ
ถ้าเงินยังไม่หมุนก็ให้ขุดแล้วกลบต่อไปอีกสักหลายๆบ่อ มันก็จะหมุนเอง และในที่สุดเศรษฐกิจจะค่อยๆฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม แนวคิดในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ยุคสมัยขุดบ่อ ถมบ่อ หรือยุคขึ้นเฮลิคอปเตอร์โปรย...ล้วนได้รับการคัดค้านเสมอ
เพราะอย่างที่ผมเคยเขียนยํ้าแล้วยํ้าอีกในคอลัมน์นี้ว่า ลงท้ายแล้วเงินทุกดอลลาร์ ทุกเซนต์ หรือทุกบาททุกสตางค์ ที่รัฐบาลนำมาโปรยปราย นั้น...ล้วนเป็นเงินภาษีอากรของราษฎร
รัฐบาลอาจจะใช้วิธียืมมาก่อน เช่น ออกพันธบัตรต่างๆ อย่างตรงไป ตรงมา หรือแอบพิมพ์เงินเพิ่มผ่านธนาคารกลางอย่างลับๆ
แต่ในที่สุดก็จะต้องใช้คืน...ซึ่งในการชดใช้คืนก็จะต้องมาถอนขนห่าน เอาจากประชาชนตาดำๆ ทั้งประเทศนี่แหละ
ดังนั้น ทุกครั้งที่จะนำเงินของประชาชนไปใช้ ไม่ว่าเงินปัจจุบันหรือเงินอนาคตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
เมื่อ 2-3 เดือนก่อนเราคงได้ยินรัฐสภาสหรัฐฯ เถียงกันหน้าดำหน้าแดงเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ 700,000 ล้าน หรือ 800,000 ล้านเหรียญ ที่จะไปช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ซวดเซเพราะสถาบันการเงินต่างๆ
เพราะท่าน ส.ส. และ ส.ว.สหรัฐฯ หลายท่านไม่เห็นด้วยที่จะไปอุ้มสถาบันการเงินที่บริหารอย่างชุ่ยๆ ปันเงินกันสนุกมือจนประเทศชาติเสียหาย
ขนาดคุณบุชบอกว่าถ้าไม่ช่วยประเทศพังทั้งประเทศนะ...ท่าน ส.ส. และ ส.ว.เหล่านี้ยังบอก พังก็พังซี คุณจะให้ผมทำในสิ่งที่ผิดหลักการได้อย่างไร
กว่าจะผ่านสภาทั้ง 2 ได้ ดูเหมือนจะถูกตีตกจนต้องเสนอเข้ามาใหม่ ว่ากันหลายยก
ผมจึงได้นำเสนอผ่านคอลัมน์นี้ไปว่าแม้จะถูกต้องแล้วที่รัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการเป็นแกนนำเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
แต่ในการลงทุนหรือในการกระตุ้นก็จะต้องดูด้วยว่าจะเอาเงินไปใช้ทำอะไรและใช้อย่างไร? จะมาทำมั่วๆ มิได้เด็ดขาด
ของเราก็เช่นเดียวกัน ก่อนจะทุ่มเทเงินทองจะต้องคิดให้รอบคอบและคิดหลายๆด้าน เพราะถึงอย่างไรเงินก้อนนี้ก็ยังเป็นหยาดเหงื่อของประชาชน ที่นายกรัฐมนตรีในฐานะนักเศรษฐศาสตร์จะต้องดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จ่ายเร็วนั้นถูกต้อง..แต่ก็จะต้องถูกระเบียบและถูกทำนองคลองธรรมด้วย คือไม่เป็นการทำให้เสียทั้งวินัยการคลังและวินัยทางเศรษฐศาสตร์ของชาติ
โครงการลดแลกแจกแถม หรือโครงการประชานิยมมีส่วนมากในการทำลายวินัยทางเศรษฐศาสตร์ของประชาชน เพราะจะทำให้ประชาชนรอแจก จนไม่อยากทำงานทำการ
ไม่ใช้นโยบายนี้เลยดีที่สุด แต่ถ้าจะใช้บ้าง ก็ขอให้ใช้ด้วยความระมัดระวัง และอย่าใช้บ่อยๆ หรือนานๆอย่างที่หลายๆ ฝ่ายเตือนไว้
เอาเป็นว่าเริ่มยกที่ 1 อภิสิทธิ์ ศิษย์ชวน ออกหมัดกว้างไปนิดหนึ่ง ยังไม่เข้าเป้าเท่าไรนัก...ถือซะว่าเป็นมวยใหม่อาจตื่นเวที...หวังว่ายก 2 ยก 3 คงจะชกเข้าฟอร์มมากขึ้นนะครับ.
“ซูม”
นิรโทษกรรม
ที่มา ไทยรัฐ
นักการเมืองชุดแรกที่ถูกเว้นวรรคการเมือง 5 ปี จำนวน 111 คนนั้น คือ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จากนั้นก็มีชุดที่ 2 อีก 109 คน คือ กรรมการบริหารพรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ทำให้นักการเมืองที่ถูกเว้นวรรคทั้งหมด 220 คน
ต้องยอมรับความจริงว่า นักการเมืองจำนวนนี้คือทรัพยากรทางการเมืองสำคัญของประเทศนี้ เมื่อต้องตกอยู่ในภาวะอย่างนี้ จึงต้องดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการถูกจองจำ
จริงๆแล้วหลังจากที่พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็มีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาทางการเมืองที่มีการคัดค้านต่อต้าน แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในตอนนั้นไม่ได้มุ่งหวังจะให้ นักการเมืองหลุดพ้นจากการเว้นวรรค แต่เป็นผลพวงทางอ้อมมากกว่า
เพราะเป้าจริงๆไปอยู่ที่ “นายใหญ่” มากกว่า
ดังนั้น การต่อต้านจึงเข้มข้นและทำให้รัฐบาลต้องหยุดเรื่องนี้โดยทันทีและไม่กล้าเสนอแม้กระทั่งการจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม
อย่างไรก็ดี มาถึงรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็มีการเตรียมการเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สอดรับกับแนวของสังคมที่จะให้มีการปฏิรูปการเมืองซึ่งก็มีหลายแนวคิด อาจารย์มหาวิทยาลัยเสนอให้นายกฯเลือกบุคคลที่ได้รับการยอมรับขึ้นมาคนหนึ่งเพื่อดำเนินการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองชุดหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่
แต่นายกฯไม่เอาด้วย
พูดง่ายๆ รัฐบาลตอนนั้นแรกๆ คงคิดจะดำเนินการเองเพียงแต่ โอนให้เป็นเรื่องของสภา แต่ดูท่าจะไปไม่รอดจึงเลือกที่จะให้มีการตั้ง ส.ส.ร. 3 ขึ้นมาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความจำยอม เพราะเชื่อว่าไม่ทำอย่างนี้แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้แน่
ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ “หมอเหวง” อยู่ในวาระการประชุม และยังมีการเตรียมการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมด้วย
เรียกว่าเล่นกันเป็นแผงเลยทีเดียว และหมายมั่นปั้นมือว่าจะสำเร็จในทางใดทางหนึ่ง เพราะเชื่อและมั่นใจว่าเสียงข้างมากจะชี้ขาดได้
แต่สุดท้ายก็เรียบร้อย ไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อไปได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ทุกอย่างจึงต้องจบไปโดยปริยาย
เมื่อมีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ย้ายขั้วไปอยู่กับประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาลเดิมและกลุ่มเพื่อนเนวินจึงได้เป็นรัฐบาล และมีการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนเนวินและพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิมภายใต้ชื่อพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 2 รองจากประชาธิปัตย์ในรัฐบาล
เรียกว่ามีพลังกล้าแข็งพอสมควร พูดง่ายๆหากไม่เอากับประชาธิปัตย์ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ อำนาจต่อรองจึงมากพอสมควร
และทันทีที่เดินหน้า พรรคภูมิใจไทยก็มีการจุดพลุเสนอแนวคิดนิรโทษกรรมออกมาทันที แม้จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมแต่ก็ทำให้ประชาธิปัตย์คิดหนักเหมือนกัน
นายกฯบอกว่าจะให้คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลเป็นผู้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งยังไม่ได้เห็นหน้าตาว่ามีใครกันบ้าง
คณะกรรมการฯชุดนี้จะทำหน้าที่ศึกษา ตรวจสอบ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงอย่างไรบ้าง ยึดแนวทางมาจากผลการศึกษาของ กมธ.ที่ว่าด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้น แนวคิดนิรโทษกรรม รัฐบาลคงไม่ดำเนินการแน่
แต่จะให้คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองศึกษาว่าควรจะแก้ไขอย่างไรเพื่อทำให้การเมืองดีขึ้น และเห็นว่าจะต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวพันกับการ “ยุบพรรค” ก็จะมีผลต่อนักการเมืองที่ถูกเว้นวรรค ดังนั้น กว่าจะเรียบร้อยก็คงอีกนาน เพราะประชาธิปัตย์ไม่มีความจำเป็นอะไรและยังมีความได้เปรียบในเรื่องนี้อยู่
และเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในรัฐบาลแน่.
“สายล่อฟ้า”
แลกออปชั่นกันเห็นๆ
ที่มา ไทยรัฐ
ช่างบังเอิญเข้ากับกระแสซะจริงๆ จังหวะพอดีกับซีนที่รัฐบาลพรรคประชา-ธิปัตย์ออกมาจุดพลุ เตรียมเดินหน้าแจกที่ดิน สปก.4-01 อีก 16 ล้านไร่
โดยไม่กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำร้อย
ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 18 มกราคม ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อออกรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” คนงานก่อสร้างและปรับปรุงทำเนียบรัฐบาล ได้พบ “อีเห็น” สัตว์ป่าหายาก น้ำหนักประมาณ 5-6 กิโลกรัม นอนตัวแข็งตายอยู่ใกล้ห้องผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ในสภาพมีร่องรอยบาดแผล
ขนาดใหญ่ที่คอและขา
“อีเห็น” โผล่กลางทำเนียบรัฐบาล
ปรากฏการณ์เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่า “กระจง” ที่ถูกนำมาปล่อยวิ่งในป่า สปก.4-01 ที่จังหวัดภูเก็ตซะอีก
และก็เป็นอะไรที่เหมือนบังเอิญจงใจ โดยเงื่อนไขการปลุกผี สปก.4-01 ของคนพรรคประชาธิปัตย์ ในห้วงจังหวะที่ไล่เลี่ยๆกับบิ๊กโปรเจกต์เช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน อลังการงานสร้างของก๊วนเพื่อนเนวิน
โดยคนที่เปิดปม ส.ป.ก.4-01 คือนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ก็เป็นคนที่กัดติดโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี ในสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ต่อมาถึงรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคพลังประชาชน
ในขณะที่ สปก.4-01 ก็เป็นเกียรติประวัติของคนชื่อ “เนวิน ชิดชอบ” อดีตหัวแถวกลุ่ม 16 เป็นหัวหอกในการล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยุค “ชวน 1”
ต่างฝ่ายต่างถือ “ออปชั่น”
คิวนี้เลยไม่พ้นโดนตั้งแง่สงสัย รายการปิดปากซึ่งกันและกัน
ที่แน่ๆโดยอารมณ์ของก๊วนพ่อมดเขมร มีการประกาศท่าทีผ่านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย สายเพื่อนเนวิน มั่นใจว่า นายเนวินจะไม่คัดค้านการแจกที่ดิน สปก.4-01 แน่ และไม่หวั่นจะถูกโจมตีว่ามีท่าทีเปลี่ยนไป
เพราะถือว่าเป็นผลงานรัฐบาลร่วมกัน โดยพรรคร่วมรัฐบาลต่างเห็นด้วย
น้ำเสียงถ้อยทีถ้อยอาศัย รับมุกกับท่าทีที่พลิกวูบวาบของนายถาวร ที่พูดถึงการคัดค้านโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี ที่เคยแฉเองว่า ส่อเค้ามีกลิ่นไม่ดี
ถ้าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนก็พร้อมสนับสนุน
ไฟเขียว “ให้ทาง” กัน
รีบโกยในห้วง “น้ำขึ้น” กระแสนิยมรัฐบาลกำลังขึ้นหม้อ การเมืองลงล็อก
ผลประโยชน์ลงตัว
และถึงตอนนี้ต้องยกนิ้วให้ว่า “ใจป้ำ” กว่า กับรายการหว่านประชานิยมบลัฟเจ้าตำรับยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่อัดกันแค่กองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ธนาคารประชาชน แจกทุนการศึกษา ฯลฯ แต่ยุคของ “ซานตามาร์ค” เอาไปเลยเงินสดๆ
แถมโปรโมชั่นแจกที่ดินกันอีกต่างหาก
“เสี่ยสั่งลุย” ไม่อั้น แย่งลูกค้ากันแบบถึงใจ
แต่ไปๆมาๆก็ดูเหมือนจะเหยียบตีน เล่นกัน “มันมือ” เฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์กับก๊วนเพื่อนเนวิน ไฟเขียวให้ทางกันโกยเสบียง ตุนแต้มหาเสียงล่วงหน้า
ไม่แน่ใจว่า “เผลอลืม” หรือ “ย่ามใจ”
เพราะมากางโผกันอีกที ถึงแม้นายถาวรจะเป็น รมช.มหาดไทย ดูแลรับผิดชอบงานกรมที่ดิน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการแจกที่ดิน สปก.4-01 โดยตรง
เพราะสำนักงานปฏิรูปที่ดินฯอยู่ในกำกับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงในโควตาของพรรคชาติไทย
สั่งการข้ามกระทรวงเนียนๆเลย
และโดยท่าทางยังงงๆ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ปฏิเสธไม่ทราบเรื่องที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาจุดพลุแจกที่ดิน สปก.4-01
ดึงเกม ขอกลับไปดูรายละเอียดก่อน
แต่ไม่ลืมที่จะออกลูกกั๊กดักทาง ประกาศตั้งธงสิ่งที่ยังค้างอยู่ และรัฐบาลต้องดำเนินการต่อไปคือเรื่องธนาคารที่ดิน ไม่ใช่เน้น สปก.4-01
ขวางคอไม่ให้กลืนง่ายๆเหมือนกัน.
นายกฯไม่ขวางสอบ “หมวดเจี๊ยบ”
ที่มา ไทยรัฐ
ยงยุทธ” ยก“ทักษิณ” มีประโยชน์
สำหรับปัญหาภายในพรรคเพื่อไทย หลังจากมีข่าวนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน งัดข้อกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นสั่งให้ ส.ส.ในสังกัดเคลื่อนไหวกดดันให้มีการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยใหม่ และขอให้เลิกยึดติดกับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายยงยุทธ ติยะไพรัช ให้สัมภาษณ์ว่า การอ้างอิงถึงกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ในพรรค เป็นเรื่องที่ ส.ส.พูดกันไปเอง เรื่องมุ้งนั้นวันนี้มุ้งยงยุทธเหลือแค่ตนคนเดียว ขนาด น.ส. ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย น้องสาว ก็ยังอยู่นอกมุ้ง เลย ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่มีคนอ้างว่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ไม่ต้องพึ่งพายึดติดกับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังคงเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติ เพราะเคยทำผลงานต่างๆ เอาไว้มากมาย แม้กระทั่งคนที่หนีจากพรรคพลังประชาชนยังขโมยพิมพ์เขียวนโยบายประชานิยมของพรรคไปด้วย และพรรคอื่นก็ใช้นโยบายดังกล่าวไปหาเสียง และใช้เป็นแนวนโยบายการดำเนินการทางการเมืองอยู่ อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังมีตำราหรือ เคล็ดลับของนโยบายเก็บเอาไว้
ชี้ พท.ป่วนเพราะอยู่ในช่วงปรับตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ดูเหมือนภายในพรรคเพื่อไทยกำลังป่วนหนักถึงขนาด ส.ส.บางส่วนออกมาเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค นายยงยุทธตอบว่า ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อไทย ถ้าจะมีการเสนอให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรคใหม่กันอย่างไร คงเป็นเรื่องความคิดเห็นของ ส.ส.ในพรรค เราต้องเคารพในสิทธิของเขาด้วย อย่างไรก็ตาม มองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปรับตัวของพรรคการเมือง ทุกพรรคก็เจอกับปรากฏการณ์เช่นนี้ทั้งนั้น
นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่มี ส.ส.กลุ่มนายยงยุทธ ติยะไพรัช ออกมาเคลื่อนไหวให้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคนั้น เท่าที่ทราบยังไม่มี และขณะนี้ไม่ควรปรับโครงสร้างพรรคและเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพราะเพิ่งเปลี่ยนหัวหน้าพรรค 2 คน ไม่อยากให้เป็นคนที่ 3 มันเร็วไป
ดีทีวีตามล้างแค้นเสื้อแดงทรยศ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และหนึ่งในผู้จัดรายการความจริงวันนี้ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ดีทีวีเตรียมตั้งทีมงานเฉพาะกิจขึ้นมาติดตามการปฏิบัติงานของนักการเมืองที่หักหลังประชาชนว่า ดีทีวีมีจุดยืนติดตามถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงแท้ และจะติดตามการเคลื่อนไหวของเหล่าเสื้อแดงทรยศ มีทั้งนักการเมืองที่หักหลังประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง หักหลังเพื่อนร่วมพรรค หักหลังประชาชนทั้งประเทศ โดยเข้าไปบริหารประเทศแล้วเห็นแก่ประโยชน์ส่วนบุคคล จนเกิดการทุจริตคอรัปชัน และหักหลังระบอบประชาธิปไตย โดยไปสมคบคิดหรือยอมสยบให้กับอำนาจนอกกติกาประชาธิปไตย สำหรับรูปแบบการตรวจสอบจะตั้งทีมงานเพื่อนำข้อมูลที่เจาะลึกมาเปิดเผยผ่านช่องดีทีวี
เร่งคลอด ก.ม.คุมเข้มทีวีดาวเทียม
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกฎหมายที่จะใช้คุมคุมและดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมว่า กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ขณะนี้มีการเสนออยู่ในระเบียบวาระแล้ว กำลังดูว่าเนื้อหาที่เสนอโดยรัฐบาลที่แล้วไปได้หรือไม่ ถ้าไปได้ก็จะผลักดันทันที และทำให้เร็วที่สุดเพื่อให้มีกฎระเบียบมาควบคุม เพราะขณะนี้ทีวีดาวเทียมเติบโตเร็วมากมีแล้วประมาณ 20 กว่าช่อง นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าจะพบกับเลขาธิการ กทช. จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยการติดตามดูแลดีทีวีคงไม่ถึงขั้นเข้าไปตรวจสอบเนื้อหา เพียงแต่ติดตามมอนิเตอร์ รับฟังและดูว่ามีสิ่งที่ผิดพลาดหรือไม่ ขอตั้งข้อสังเกตว่าการมีเป้าหมายการตั้งสถานีเพื่อมุ่งโจมตีล้มล้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นจรรยาบรรณของสื่อมวลชนที่ดีพึงกระทำหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าคนในดีทีวีเคยวิพากษ์วิจารณ์เอเอส ทีวีมาแล้ว
นายกฯไม่ขวางสอบ “หมวดเจี๊ยบ”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ กรณีที่เลขานุการกองทัพบกเรียกสอบ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก เนื่องจากไปร่วมจัดรายการกับดีทีวีว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า จะถือเป็นการสกัดกั้นสิทธิเสรีภาพสื่อและความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่ทราบว่าเลขานุการกองทัพบกเรียกไปสอบด้วยเหตุผลใด แต่ราชการมีระเบียบอยู่ ต้องว่าไปตามกฎ หากไม่ได้ห้ามก็ทำได้ หากขัดกับกฎระเบียบวินัยก็ทำไม่ได้ เมื่อถามว่า การประกาศว่าจะตั้งสถานีเพื่อตั้งรัฐไทยใหม่ถูกกฎหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่แน่ใจว่าเขาเชื่อในสิ่งที่เขาพูดหรือไม่ มันเป็นเรื่องประชาสัมพันธ์มากกว่า แต่ถ้าทำอะไรขัดกับความมั่นคงก็ต้องดำเนินการแน่นอน
ตะลึงผลสำรวจโจ๋ยุครบ.‘มาร์ค’‘ติดยา’พุ่งพรวด
ที่มา ประชาทรรศน์
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือ ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ผลวิจัยเพื่อประมาณการจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดในยุคตอนต้นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสถานการณ์ปัญหาของประชาชนในชุมชนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรณีศึกษาประชาชนอายุ 12 - 65 ปี จำนวน 2,452 ครัวเรือน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2 - 17 มกราคม 2552 พบว่า
เมื่อถามถึงระดับการช่วยกันสอดส่องดูแลชุมชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 43.6 ระบุ มีน้อยถึงไม่มีเลย ขณะที่ เมื่อถามถึงระดับการช่วยกันป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนร่วมกัน พบว่า ร้อยละ 53.6 ระบุ ช่วยกันน้อยมาก ถึง ไม่ช่วยกันเลย
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ผลวิจัยตามหลักสถิติประมาณการจำนวนประชาชนอายุระหว่าง 12 - 65 ปีในกรุงเทพมหานครที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 4,274,757 คน พบว่า มีผู้เคยทดลองสารเสพติดที่ไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่ จำนวนทั้งสิ้น 593,314 คน
ยาเสพติดที่พบว่ามีคนเคยใช้มากที่สุด คือ กัญชา รองลงมาคือ ยาบ้า กระท่อม ยาไอซ์ สารระเหย ยาอี ยาเลิฟ ผงขาว เฮโรอีน ฝิ่น ยาเค และโคเคน ตามลำดับ แต่เมื่อวิเคราะห์ตัวยาเสพติดที่กำลังถูกใช้อยู่ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา พบว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 12 - 24 ปี ยังคงเสพกัญชาอยู่จำนวน 23,981 คน ยาบ้าจำนวน 22,226 คน ยาไอซ์จำนวน 18,168 คน กระท่อมจำนวน 13,347 คน และสารระเหย จำนวน 6,795 คน
นายนพดล กล่าวว่า จากผลวิจัยครั้งนี้ยืนยันให้เห็นว่า ปัญหายาเสพติดในชุมชนกลับมารุนแรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยทำสงครามกับยาเสพติดนั้นเป็นเพียงการหยุดชะงักชั่วคราวของกลุ่มผู้เสพเท่านั้น
ดังนั้นการค้นพบจำนวนประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้ยาเสพติดครั้งนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้คือ รัฐบาลควรประกาศให้พื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลเป็นเขตภัยพิบัติด้านยาเสพติด และทำให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ในการแถลงนโยบายของรัฐลบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยถูกฝ่ายค้านติติงมาแล้วว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติด ทั้งที่กำลังมีการขยายตัวอีกครั้งหลังหมดยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยมีการเอาจริงเอาจัง


