WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 19, 2009

สีกากีนับพันตบเท้ากดดัน ป.ป.ช. เผยล่ารายชื่อถอดถอนทะลุครึ่งหมื่น

ที่มา ประชาทรรศน์

ตร.นับพันตบเท้าประชุมกดดัน ป.ป.ช. พร้อมตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอน 9 อรหันต์พ้นเก้าอี้ เผยสีกากีร่วมลงนามกว่า 5 พันคนแล้ว นายกฯตำรวจ ระบุเหตุจัดสัมมนา เพื่อปลอบขวัญผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หลังตกเป็นแพะการเมืองจากเหตุมิคสัญญี 7 ตุลาฯ

วันนี้ (19 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดี ว่า สมาคมตำรวจมีงานสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง "องค์กรตามรัฐธรรมนูญกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ" โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการเข้าร่วมเวทีสัมมนาอย่างคับคับ อาทิ พล.ต.อ.สุพาสน์ จิระพันธุ อดีตนายกสมาคมตำรวจ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดร.พนา ทองมีอาคม คณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เป็นต้น

โดยมี พล.ต.อ.วิสุทธิ์ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ซึ่งก่อนการอภิปรายได้มีการเปิดซีดีตำรวจภาคประชาชน ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ตำรวจที่เข้าร่วมลงทะเบียนฟังสัมมนาจาก กต.ตร. กองบังคับการตำรวจนครบาล นายตำรวจระดับล่างยศตั้งแต่นายสิบจนถึงนายพล ประมาณ 1,000 นาย ที่นั่งเต็มจนล้นห้องประชุมได้รับชม จากนั้นได้เปิดสกู๊ปที่ช่อง 9 จัดทำขึ้นสมัยเกิดเหตุการณ์สลายการชุมชุม เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ให้นายตำรวจทั้งหมดได้ชมก่อนที่จะเริ่มสัมมนา

ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้สืบเนื่องจากวันที่ 7 ต.ค.51 ทำให้ตำรวจตกเป็นจำเลยสังคม เป็นแพะทางการเมือง จนตำรวจเสียขวัญกำลังใจในการทำงาน แม้ขณะนี้ประชาชนจะเริ่มเข้าใจตำรวจมากขึ้น แต่การตรวจสอบการทำงานของตำรวจยังคงมีอยู่ ซึ่งทางสมาคมตำรวจได้ติดตามข่าวมาตลอด จึงอยากทราบความรู้สึกของตำรวจทั้งหมด และในวันนี้จึงได้เปิดโอกาสให้นายตำรวจทุกคนได้แสดงความรู้สึก

ส่วนกรณีข่าวการจัดสัมมนาเพื่อที่จะมีการล่ารายชื่อถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้ง 9 คนนั้น พล.ต.อ.วิสุทธิ์ ยอมรับว่า รู้ว่ามีตำรวจบางคนจัดทำรายชื่อมาให้ในวันนี้ แต่ตนยังไม่เห็น และยังไม่ได้รับรายชื่อดังกล่าว ซึ่งก่อนจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ต้องฟังมติจากการจัดสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วย ซึ่งหากมีการดำเนินการคนที่นำไปดำเนินการต้องเป็นจุดเป้าหมายที่หลายฝ่ายมอง ซึ่งส่วนตัวมองว่าถ้าทำให้วงการตำรวจดีขึ้นตนก็ยินดีเป็นตัวแทนดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่าการจัดงานจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับป.ป.ช. เนื่องจากทุกคนมีเหตุผลของตัวเองคงไม่มีการกระทบกระทั่งกัน

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในบริเวณหน้างานนั้น มีการจัดโต๊ะจำนวน 2 โต๊ะเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาได้ลงชื่อเพื่อยื่นถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช. โดยขณะนี้มีจำนวนล่าสุด 5 พันรายชื่อแล้ว ทั้งนี้ได้มีการกระจายการล่ารายชื่อไปยังสถานีตำรวจในแต่ละท้องที่ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และในพื้นที่ต่างจังหวัด

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สมาคมตำรวจเปิดเวทีสัมมนา และจะทำการล่ารายชื่อให้ได้ 1 แสนรายชื่อ เพื่อถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. จากกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวนเหตุสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวในกรณีเดียวกันว่า ตำรวจมีสิทธิที่จะทำได้ เพราะตำรวจมีที่มาที่ถูกต้อง ต่างจาก ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ที่เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าวโดยมิชอบ ดังนั้น ขณะนี้ ตำรวจจึงเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจที่สุด อย่างไรก็ตาม ขอดูปฎิกริยาของตำรวจก่อนเพราะต้องยอมรับว่าก็มีตำรวจบางคนที่ทำตัวหน้าหมั่นใส้ ทั้งนี้ ตั้งแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมของตำรวจเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ตนมองว่า ตำรวจหลายคนต้องรอการประหารชีวิตในอาชีพราชการ

"ตลอดเวลาที่ผ่านมา เสื้อแดงได้อธิบายความที่มาของ ป.ป.ช. มาตลอด ซึ่ง ป.ป.ช.ชุดนี้ก็คือเป็นกลไกของคมช.นั่นเอง หากตำรวจจะลุกขึ้นมาต่อสู้ก็ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม" นายจตุพร กล่าว

"จงรัก"ขีดเส้น 1 เดือนปิดบัญชี"พันธมาร"ยึดสนามบิน

ที่มา ประชาทรรศน์

รองผบ.ตร.เร่งสอบพยานดำเนินคดี"พันธมาร" ขีดเส้น 30 วัน เช็กบิลยึดสนามบิน เผยกรณีปักหลักชุมนุมปิดทำเนียบสำนวนถึงมืออัยการแล้ว ขณะที่ ศาลเลื่อนนัดตรวจพยานเปิดคดี 82 นักรบศรีวิชัยป่วน"เอ็นบีที"เป็น 16 มี.ค.นี้

วันนี้ (19 ม.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบพยานอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะได้ความชัดเจน ซึ่งคาดว่าภายใน 1 เดือน คงจะมีความคืบหน้าในทุกๆ คดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีกับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ส่วนคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ได้ส่งสำนวนให้อัยการรับไปดำเนินการฟ้องร้องแล้ว โดยครอบคลุมในทุกข้อหายกเว้นข้อหากบฏ เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ถอนหมายจับไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนกรณีการยึดสนามบิน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนพยาน ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง จึงอยากให้รอฟังผล เพราะต้องใช้ความรอบคอบในการสอบสวน และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้หยุดพัก

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวก ซึ่งเป็นนักรบศรีวิชัยรวม 82 คน ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาอื่นรวม 9 ข้อหา จากกรณีที่จำเลยทั้ง 82 คน ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ของทางราชการ รวมทั้งความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติด

ทั้งนี้ ทนายความของจำเลยทั้ง 82 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุดรธาณี ไม่สามารถเดินทางมายังศาลได้ ประกอบกับจำเลยที่ 12 ไม่ได้เดินทางมาที่ศาล เนื่องจากถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นและไม่ได้เบิกตัวมา จากนั้น ศาลสอบถามจำเลยแล้วไม่คัดค้าน กรณีมีเหตุอันควรให้เลื่อนคดีออกไปเป็นวันที่ 16 มี.ค.นี้

‘เทพเทือก’ป้องมท.2พัวพันฮั้วที่ดินสปก.4-01

ที่มา ประชาทรรศน์

‘เทพเทือก’ ไม่ยี่หระ! ปัด มท.2 พัวพันที่ดิน สปก.4-01 โยนเผือกร้อนกระทรวงเกษตรฯแพะรับบาปตัวเป้ง ขู่ฟอด!!หยุดโยงศรีสุบรรณฟาร์มมาเกลือกกลั้วการเมือง ยันไม่เป็นฝันร้ายของประชาธิปัตย์ ‘โสภณ’ ขำกลิ้ง! แม้โดนป้ายสีฮั้ว สปก.แลกเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องกับที่ดินสปก.4-01 โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ตลกอย่างยิ่ง ที่ฝ่ายค้านจะนำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ รมช.มหาดไทย มีความเกี่ยวข้องกับที่ดินแสนไร่ 4 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นที่ดิน สปก.4-01 แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ขอเรียกร้องว่าอย่านำเรื่องนี้ไปโยงกับโครงการรถเมล์ 4,000 คัน และบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม แต่เชื่อว่า สปก.4-01 จะไม่เป็นฝันร้ายของพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงขั้นยุบสภา ซึ่งตนไม่หนักใจกับการทำงานของฝ่ายค้าน เพราะมักนำเรื่องที่ไม่มีข้อเท็จจริงมาพูด”

พร้อมกันนี้ นายสุเทพ ยังกล่าวถึงกระแสการโยกย้ายราชการว่า ขณะนี้ยังไม่ให้ความชัดเจนว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ จะมีการโยกย้าย พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือไม่ โดยระบุด้วยว่า ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไร

'โสภณ'ปัดข่าวฮั้วสปก.4-01แลกรถเมล์ปรับอากาศNGV4พันคัน

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวมีการฮั้ว สปก.4-01 แลกเปลี่ยนกับการผลักดันโครงการรถประจำทางปรับอากาศเอ็นจีวี 4 พันคันของรัฐมนตรีในกลุ่มเพื่อนเนวินนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า โครงการรถประจำทางปรับอากาศเอ็นจีวี 4 พันคัน เป็นเรื่องที่ดำเนินการมานานแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากมีผู้ที่เคลือบแคลงสงสัยในโครงการดังกล่าวก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ และขณะนี้ได้สั่งการให้ขยายเวลารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเงื่อนไขการประมูล(TOR) ออกไปอีกเป็นครั้งที่ 4 ก่อนที่จะสรุปความเห็นเสนอให้คณะกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพพิจารณาตัดสินใจ

นายโสภณ กล่าวอีกว่า หลังจากที่สามารถคลายความสงสัยของสังคมได้แล้ว ตนเองจะเดินหน้าโครงการต่อ เพราะข้อสงสัยมาจากคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมีเจตนาบริสุทธิ์ ส่วนอีกกลุ่มอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจซึ่งคงต้องปล่อยไป

'บุญจง'เชื่อสปก.ไม่ซ้ำรอย!ปัดแลกเปลี่ยนถนนปลอดฝุ่น

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึง กรณีกระแสข่าวนโยบายแจกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน สปก.4-01 ของรัฐบาลเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โครงการถนนปลอดฝุ่นของกลุ่มเพื่อนเนวิน ว่า คนยากคนจนยังมีปัญหาเรื่องที่ดินอยู่ และ ส.ป.ก.ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีกฎหมายออกมารองรับชัดเจน ประชาชนที่มีสิทธิได้รับ สปก.ต้องเป็นเกษตรกร และ ส.ป.ก.ที่รับไปแล้วไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือขายได้ แต่ต้องตกทอดโดยทายาทเชื่อว่ารัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจะนำเอาบทเรียนในอดีตมาเป็นกรณีศึกษา เพื่อไม่ให้มันเกิดปัญหาขึ้นมาซ้ำอีก ส่วนโครงการถนนปลอดฝุ่น เป็นโครงการที่ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดได้รับความเดือดร้อน ที่หน้าฝนมีโคลนและหน้าร้อนมีฝุ่น ซึ่งบรรดาส.ส.ที่อยู่ใกล้ชาวบ้านได้เสนอปัญหานี้มานานแล้วพอรวบรวมเสร็จมีกี่หมื่นกิโลเมตรก็มาคุยกันเพื่อผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนได้มีถนนที่ดีใช้กัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่คนที่เป็นผู้แทนราษฎรหรือคนที่เป็นรัฐมนตรีต้องคิดโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชน จึงยืนยันว่าไม่มีอะไรต่างตอบแทน

'หมวดเจี๊ยบ'อ้อนนาย!เปิดไฟเขียวจัด"ดีทีวี"

ที่มา ประชาทรรศน์

'หมวดเจี๊ยบ'ย้ำพร้อมแจงกรณีโผล่ร่วมเปิดตัว'ดีทีวี'พรุ่งนี้ เชื่อผู้บังคับบัญชาใจกว้าง-ไม่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพไฟเขียวให้จัดรายการได้ เพราะใช้เวลานอกราชการ ยันไร้มีเจตนาทำลายกองทัพ ด้าน'จตุพร'ข้องใจกรณี'ปฐมพงษ์'ขึ้นเวทีม็อบมาร แต่กองทัพทำเฉยไม่จัดการ

จากกรณีที่พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพเตรียมเรียก ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ร.ท.หญิง มาสอบถามกรณีจะร่วมดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดีทีวี ของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากเห็นว่าขัดข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ที่ห้ามข้าราชการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ถ้าหากเป็นรายการที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ก็สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ถือว่าหมวดเจี๊ยบมีความผิด กรณีไปร่วมแถลงข่าวเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ DTV โดยไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงโทรศัพท์มาแจ้ง กับเลขานุการกองทัพบกนั้น

วันนี้ (19 ม.ค.) ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ “หมวดเจี๊ยบ” นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก กล่าวว่า พร้อมเข้าชี้แจงเรื่องดังกล่าว ในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) เวลา 09.00 น.ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วยังคาดหวังว่า ผู้บังคับบัญชาจะอนุญาต เพราะเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาจะใจกว้างพอและมีความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเรื่องของประชาธิปไตยเนื่องจากตนมีความบริสุทธิ์ใจ ที่จะถ่ายทอดเรื่องที่เป็นสาระความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และไม่มีเจตนาที่ทำลายกองทัพ หรือนำความลับของกองทัพออกมาเปิดเผย ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ยืนยันตนไม่ได้นำเวลาราชการมาทำงานส่วนตัว เพราะรายการที่จะจัดนั้นอยู่ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-18.00 น. ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 24 ม.ค.นี้

นอกจากนี้ร.ท.(หญิง) สุนิสา ยังเรียกร้องให้กองทัพ เปิดโอกาสให้กำลังพลคนอื่นๆ จัดรายการโทรทัศน์ได้ เพราะกำลังพลหลายคนมีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ได้ถูนำมาใช้ เพราะถูกปิดกั้น อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับอนุญาตก็พร้อมยอมรับ

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และผู้ดำเนินรายการหลักในสถานีโทรทัศน์ “ดีทีวี” กล่าวถึงกรณีเลขานุการกองทัพบกเรียก 'หมวดเจี๊ยบ'เข้าชี้แจงนั้น ตนอยากรู้ว่าทำไมกรณีของพล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษา บก.ทหารสูงสุด ใส่ชุดทหารขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ไม่เห็นกองทัพหรือโฆษกกองทัพบก แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ขณะที่ร.ท.(หญิง) สุณิสา ไปร่วมจัดรายการในเวลานอกราชการ กลับแสดงอำนาจว่าทำไม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเฟอะฟะไร้รูปแบบของกองทัพ

DTVออนแอร์แล้ววันนี้'ณัฐวุฒิ'ย้ำดำเนินงานตามกม.

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว การออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ DTV ในวันนี้(19 ม.ค.) ซึ่งเป็นการออกอากาศครั้งแรกอย่างเป็นทางการของสถานีดังกล่าว โดยมีผู้ดำเนินรายการ ซึ่งประกอบไปด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง มีการวิพากษ์วิจาณ์มาตรการและนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะการออกอากาศรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เมื่อวานนี้ และยังคงออกอากาศทางช่อง PTV เดิมมีการขึ้นหมายเลขโทรศัพท์ เป็นช่องทางให้ผู้ชม ซื้อและติดตั้งจานดาวเทียม นอกจากนี้ ในส่วนเว็บไซต์ ดี สเตชั่น เองก็ยังไม่สามารถให้บริการได้เช่นกัน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม DTV เปิดเผยว่า DTV ได้เริ่มทดลองออกอากาศครั้งแล้วตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยเป็นรายการที่มีการบันทึกเทปไว้ล่วงหน้า ซึ่งหากประชาชนต้องการติดตามการจัดรายการสดสามารถ ดูได้ในเวลา 13.00 น. ซึ่งจะมีการจัดรายการสด จากห้องส่งภายในตึก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว หรือ สถานี PTV เดิม ทั้งนี้มั่นใจว่า ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายในการออกอากาศทุกขั้นตอน

ส่วนบรรยากาศ ภายในสตูดิโอของสถานีโทรทัศน์ DTV ล่าสุด ขณะนี้ ยังไม่มีผู้จัดรายการคนใด รวมถึง พนักงานเดินทางมาแม้แต่คนเดียว โดยบรรยากาศ ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้จัดรายการจะเข้าไปยังสตูดิโอในช่วงเวลาใด และจะมีการจัดรายการออกอากาศสดในช่วงเวลาใด

ขณะเดียวกันพล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่า เช้าวันนี้เวลา 10.00 น.ทางตนได้มีการเรียกเจ้าหน้าที่ด้านข่าวประชุมเพื่อหารือถึงการเข้าไปดูแลความเหมาะสม เนื้อหาของรายการโทรทัศน์ ดีทีวี ซึ่งออนแอร์วันนี้เป็นวันแรกซึ่งการตรวจสอบไม่ได้เป็นการสั่งการจากรัฐบาล แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

ด้านพล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงใดๆ เกี่ยวกับการออกอากาศครั้งแรกของ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DTV ที่หลายฝ่ายมองว่า อาจจะมีการยั่วยุ ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ หากการดำเนินการทุกอย่างไปตามขั้นตอน และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็ไม่น่ามีอะไร และเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการสันติบาล ได้มีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเวลาวันนี้ 10.00 น. เพื่อดูเนื้อหารายละเอียดของรายการ

อึ่งอ่างส่วนใหญ่กับแม่วัวส่วนน้อย ..หรือว่าเราคือเสียงส่วนน้อยของประเทศนี้.....กันแน่

ที่มา thaifreenews

คอลัมน์ เพื่อนพ้องน้องพี่

หรือว่าเราคือเสียงส่วนน้อยของประเทศนี้.....กันแน่

ล่าสุดเราคือเสียงส่วนน้อยในกรุงเทพ...
สุขุมพันธ์ถึงได้เป็นผู้ว่ากทม..อันนี้ต้องยอมรับ
ไม่ว่าด้วยวิธีการใด เราคิดได้ เค้าก็ต้องคิดได้

คราวก่อน ...จำนวนคนหรือ ส.ส. ที่รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลได้....เราก็คือเสียงส่วนน้อยอีก..เราจัดตั้งไม่ได้...ต้องยอมรับ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ เช่นกัน
เราล้วนต่างมีวิธีการ...ตราบที่ยังมีลมหายใจ....ดีเลว อยู่ที่ใครชนะ....

คราวก่อน..เราได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นพรรคอันดับ 1 แถมยังสามารถรวบรวมกันจัดตั้งรัฐบาลได้อีก....
..เราคือเสียงส่วนใหญ่..ตอนนั้น
คราวต่อมา เลือกตั้งอีก เราก็ยังได้รับการเลือกมาเป็นอันดับ 1 อีก....
เราคือเสียงส่วนใหญ่..ตอนนั้น..อีกครั้ง
........
เราต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ของสังคมหรือไม่..
เราต้องอยู่ใต้กฎกติกาของเสียงส่วนใหญ่หรือไม่.....
เราต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่หรือไม่......
เราต้องให้เสียงส่วนน้อยยอมรับเสียงส่วนใหญ่ใช่หรือไม่..
ตอนนั้นเสียงส่วนใหญ่คือของเรา......
แล้วตอนนี้เล่า..เสียงส่วนใหญ่คือของเค้า...หรือปล่าว

ตอนนี้เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกก่อการร้ายพันธมาร(เรียกพันธมิตรไม่ลง ไม่เคยเป็นมิตรกับพวกมันสักที)
ตอนนี้เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกระทำของประชาธิปัตย์และพวกของพวกก่อการร้ายพันธมาร...อีกครั้ง

...เสียงส่วนน้อยย่อมไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่...ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่
แต่เสียงส่วนน้อยอยู่ร่วมกับเสียงส่วนใหญ่ได้...แม้ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่

วันใดที่เสียงส่วนใหญ่กลายเป็นเสียงส่วนน้อย....นั่นคือวันของเรา...คนเสียงส่วนน้อย
วันใดที่เสียงส่วนน้อยกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่....นั่นคือวันของเรา...คนเสียงส่วนน้อย

เรายังเชื่อว่า...คราวต่อไป..เลือกตั้งครั้งต่อไป....เสียงส่วนใหญ่จะเป็นของเรา......
เมื่อถึงคราวนั้น...เราต้องอย่าให้มันได้ผุดได้เกิดอีก.......

ถ้าประชาธิปไตย คือเสียงส่วนใหญ่ ..
เราก็อยากได้ประชาธิปไตยของเรากลับคืนมาจาก......พวกเสียงส่วนน้อยที่ได้ไปโดยความไม่ยุติธรรม
อำนาจอยู่ที่ใครคนนั้นชนะ ใช่ไหม ในประเทศนี้......
เพราะฉะนั้นเราจะเอาอำนาจคืนสู่ประชาชน...จะได้รู้กันว่ายกต่อไป ใครจะเป็นผู้ชนะ
จะเป็นคราวของฟ้า...หรือดิน..

เคยได้ยินเรื่องเล่าของ แม่อึ่งอ่าง กับแม่ วัว หรือไม่

วันหนึ่งลูกอื่งอ่างน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นานได้เดินไปในทุ่งนาแล้วเจอ แม่วัวตัวใหญ่มาก....(ผลงานเค้าดีมีคุณภาพอ่ะ)
ลูกอึ่งอ่าง ตื่นเต้น ที่เห็น วัวตัวใหญ่....มาก...ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น..เลยไม่รู้ว่าตัวอะไร
ความสงสัยจึงบังเกิด
จึงรีบกลับไปหาแม่อึ่งอ่าง ...แล้วก็เล่าให้แม่ฟังถึงเรื่องที่เพิ่งเจอมา
"แม่ แม่ครับ..เมื่อกี้ผมเดินไปเจอตัวอะไรไม่รู้ มันตัวใหญ่มากเลยแม่..ท่าทางจะเก่งมาก"
แม่อึ่งอ่างเห็นลูกมาถามก็เลยอยากจะโชว์ลูกว่าแม่มีความรู้
และไม่อยากเก่งน้อยกว่าตัวที่ลูกชม
"ตัวมันใหญ่ขนาดไหนลูก...ใหญ่เท่าแม่ไหม...."
ลูกอึ่งอ่างบอก.."ใหญ่กว่าแม่....."
แม่อึ่งอ่างถาม.."งั้นใหญ่เท่านี้หรือปล่าวลูก.."
พูดพลางสูดลมเข้าตัว ทำให้ตัวแม่อึ่งอ่างพองใหญ่ขึ้น
ลูกอึ่งอ่าง"..ใหญ่กว่านี้อีกแม่.."
แม่อึ่งอ่างได้ยินก็สูดลมเข้าตัวอีก..
"ใหญ่เท่านี้หรือปล่าวลูก....ใหญ่พอยัง"
ลูกอึ่งอ่าง"ยังเลยแม่ ..ใหญ่กว่านี้อีก..ใหญ่กว่าอีก.."
แม่อึ่งสูดลมเข้าอีกจนตัวโป่งพองแทบจะระเบิด...
"แค่นี้ได้ไหมลูก..ใหญ่เท่านี้ไหม..."
ลูกอึ่งอ่าง..."ยังเลยแม่..ยังไม่ได้ครึ่งผลงานเค้าเลยแม่..."
แม่อึ่งได้ยินดังนั้น.เลยสูดหายใจเข้าไปแล้วเบ่งตัวให้ใหญ่...ใหญ่..และใหญ่ที่สุด..
ลูกอึ่งอ่าง.."จ๊าก.....แม่.....ใหญ่เท่านั้นแหละแม่..เท่านั้นแหละ..."
ในที่สุดแม่อึ่งอ่างก็ขยายตัวจนใหญ่เท่าแม่วัว...จนได้..
แหม..ทำไปได้

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความพยายามอยู่ที่ไหน...ความสำเร็จอยู่ที่นั่น....

พยายามเข้านะมาร์ค...รูปร่างอึ่งอาจจะน่าเกลียดไปบ้าง
แต่ถ้ามาแข่งสร้างพลังศรัทธากับประชาชน........วัวตัวนี้ก็พร้อมรออึ่งอ่างให่เบ่งตัวมาเทียบเด้อ
ถ้าไม่ท้องแตกตายไปซะก่อนเด้อ.....อิอิ
จบ.

การ์ตูนมะนาว:ภัยฤดูหนาว

ที่มา Thai E-News



ONAIRจริงแล้วDTV4นปช.ซัดพธม.-รัฐ

ที่มา innnews

ONAIRจริงแล้วDTV4โจกนปช.ซัดพธม.รัฐบาล ขณะสันติบาลตื่น เรียกประชุมตำรวจคุมเข้ม เนื้อหาดีทีวี หวั่นพูดพาดพิงเกี่ยวกับสถาบัน

ความเคลื่อนไหว การออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ DTV เช้าวันนี้ มีผู้ดำเนินรายการ ซึ่งประกอบไปด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง มีการวิพากษ์วิจาณ์มาตรการและนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะการออกอากาศรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เมื่อวานนี้ และยังคงออกอากาศทางช่อง PTV เดิมมีการขึ้นหมายเลขโทรศัพท์ เป็นช่องทางให้ผู้ชม ซื้อและติดตั้งจานดาวเทียม นอกจากนี้ ในส่วนเว็บไซต์ ดี สเตชั่น เองก็ยังไม่สามารถให้บริการได้เช่นกัน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม DTV เปิดเผยว่า DTV ได้เริ่มทดลองออกอากาศครั้งแล้วตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยเป็นรายการที่มีการบันทึกเทปไว้ล่วงหน้า ซึ่งคาดว่าในวันที่ 1 มีนาคม จะสามารถออกอากาศได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งหากประชาชนต้องการติดตามการจัดรายการสดสามารถ ดูได้ในเวลา 13.00 น. ซึ่งจะมีการจัดรายการสด จากห้องส่งภายในตึก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว หรือ สถานี PTV เดิม ทั้งนี้มั่นใจว่า ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายในการออกอากาศทุกขั้นตอน

ขณะบรรยากาศ ภายในสตูดิโอของสถานีโทรทัศน์ DTV ล่าสุด ขณะนี้ ยังไม่มีผู้จัดรายการคนใด รวมถึง พนักงานเดินทางมาแม้แต่คนเดียว โดยบรรยากาศ ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา มีเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัยที่คอยดูแลความเรียบร้อย
อยู่บริเวณด้านหน้าสตูดิโอเท่านั้น ทั้งนี้ในวันนี้ถือเป็นวันออกอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของสถานีโทรทัศน์ DTV
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้จัดรายการจะเข้าไปยังสตูดิโอในช่วงเวลาใด และจะมีการจัดรายการออกอากาศสด
ในช่วงเวลาใดเช่นกัน ขณะที่ การออกอากาศยังคงเป็นการนำเทปบันทึกรายการความจริงวันนี้ ที่มี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง เป็นผู้จัดรายการโดยเป็นการทดลองออกอากาศ
ซึ่งเนื้อหาในรายการส่วนใหญ่ยังคงเป็นการโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลและชุมนุมเคลื่อนไหวของ
กลุ่มพันธมิตรฯ

ด้าน ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก พร้อมเข้าชี้แจง กับพล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์ โกศล เลขานุการกองทัพบก ผู้บังคับบัญชา ในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. กรณีเตรียมจัดรายการวิเคราะห์การเมืองกับสถานนีโทรทัศน์ ดีทีวี โดยส่วนตัวแล้วยังคาดหวังว่า ผู้บังคับบัญชาจะอนุญาตเพราะเชื่อว่า ผู้บังคับบัญชา จะใจกว้างพอและมีความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมทั้ง มีความเข้าใจเรื่องของประชาธิปไตย เนื่องจาก ตนมีความบริสุทธิ์ใจ ที่จะถ่ายทอดเรื่องที่เป็นสาระความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนไม่ได้มีเจตนาที่ทำลายกองทัพ หรือ นำความลับของกองทัพออกมาเปิดเผย ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้กองทัพ เปิดโอกาสให้กำลังพลคนอื่น จัดรายการโทรทัศน์ได้ เพราะกำลังพลหลายคนมีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ได้ถูนำมาใช้ เพราะถูกปิดกั้น อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับอนุญาต ตนก็พร้อมยอมรับ ทั้งนี้ หมวดเจี๊ยบ ยังระบุด้วยว่า ตนไม่ได้นำเวลาราชการมาทำงานส่วนตัวเพราะ รายการดังกล่าวที่จะจัดนั้นอยู่ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-18.00 และเริ่ม 24 ม.ค.นี้

ขณะที่ พล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่า เช้าวันนี้เวลา 10.00 น.ทางตนได้มีการเรียกเจ้าหน้าที่ด้านข่าวประชุมเพื่อหารือถึงการเข้าไปดูแลความเหมาะสม เนื้อหาของรายการโทรทัศน์ ดีทีวี ซึ่งออนแอร์วันนี้เป็นวันแรกซึ่งการตรวจสอบไม่ได้เป็นการสั่งการจากรัฐบาล แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

รายงานข่าวแจ้งว่า การตรวจสอบของสันติบาล จะมุ่งเน้นเนื้อหาซึ่งอาจหมิ่นเหม่โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับสถาบัน ส่วนการให้ร้ายบุคคลอื่นนั้นทางกฎหมายอาญาสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการหมิ่นประมาทส่วนการออนแอร์เช้านี้ พบว่าเป็นรายการสนทนาระหว่างนายณัฐวุฒิ นายจตุพร และวีระ ซึ่งเป็นเทปบันทึกรายการ ไม่ใช่รายการสดและทางสถานีได้ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนโทรศัพท์สอบถามถึงการจูนคลื่นสถานี ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวโทรสอบถามปรากฎว่า เป็นระบบอัตโนมัติแจ้งว่าอยู่ระหว่างนอกเวลาทำการ

ด้าน พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงใดๆ เกี่ยวกับการออกอากาศครั้งแรกของ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DTV ที่หลายฝ่ายมองว่า อาจจะมีการยั่วยุ ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ หากการดำเนินการทุกอย่างไปตามขั้นตอน และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็ไม่น่ามีอะไร และเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการสันติบาล ได้มีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเวลาวันนี้ 10.00 น. เพื่อดูเนื้อหารายละเอียดของรายการ















"หมวดเจี๊ยบ"ลั่นไม่มีเจตนาทำลายกองทัพจัดDTV

ที่มา มติชนออนไลน์

ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 ม.ค. ว่า ตนพร้อมเข้าชี้แจง พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก ผู้บังคับบัญชาในวันที่ 20 ม.ค.นี้ เวลา 09.00น. กรณีเตรียมจัดรายการวิเคราะห์การเมือง กับสถานีโทรทัศน์ดีทีวี ทั้งนี้ ส่วนตัวแล้วคาดหวังว่า ผู้บังคับบัญชาจะอนุญาต เพราะเชื่อว่า มีใจกว้างพอ และมีความเข้าใจเรื่องของประชาธิปไตย เนื่องจากตนมีความบริสุทธิ์ใจที่จะถ่ายทอดเรื่องที่เป็นสาระความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ไม่ได้มีเจตนาทำลายกองทัพ หรือนำความลับของกองทัพออกมาเปิดเผยตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์แต่อย่างใด


ร.ท.(หญิง) สุณิสา ยังเรียกร้องให้กองทัพเปิดโอกาสให้กำลังพลคนอื่นจัดรายการโทรทัศน์ได้ เพราะกำลังพลหลายคนมีความรู้ความสามารถแต่ไม่ได้นำมาใช้เพราะถูกปิดกั้น พร้อม ระบุตนไม่ได้นำเวลาราชการมาทำงานส่วนตัว เพราะรายการที่จะจัดนั้นอยู่ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-18.00 น. โดยจะเริ่มออกอากาศในวันที่ 24 มกราคมนี้

'หม่อมอุ๋ย' เล่นแรง

ที่มา เดลินิวส์

พลันที่ “ครม.อภิสิทธิ์ 1” มีมติเมื่อ วันที่ 13 ม.ค. 2552 อนุมัติรายละเอียดงบประมาณ รายจ่ายเพิ่มเติม ในปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 115,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเงินส่วนใหญ่เป็น การอัดฉีด เงินให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ โดยตรง เป็นโครงการที่เป็นการลงทุนและงบสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินไม่ถึงหมื่นล้านบาท ก็ได้มี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากผู้คนหลายฝ่ายค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายแจกเบี้ยค่าครองชีพให้แก่ประชาชนและบุคลากรของรัฐรายละ 2,000 บาท นั้น ถูกวิจารณ์มากที่สุด บางคนถึงกับเรียกว่านโยบายนี้เป็นนโยบายของ “ซานต้ามาร์ค” และเป็น นโยบายหาเสียง ของพรรค ประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลโดยแท้

และผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์แรงที่สุดคือ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล หรือ “หม่อมอุ๋ย” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

“หม่อมอุ๋ย” ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีวิทยุเอฟ เอ็ม 98.0 เมกะเฮิรตซ์ เกี่ยวกับการแจกเงิน 9 ล้านคน คนละ 2,000 บาทไว้ว่า

....ผมนึกไม่ออก ทำไมคิดได้แค่นี้ ไม่อยากจะบอกว่าจบจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด หรือเคมบริดจ์จะคิดได้เท่านี้ เพราะงบ 1.8 หมื่นล้านบาทจะหายไปเลย สหรัฐอเมริกาเคยทำในสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยใช้มาตรการนี้เมื่อเดือน พ.ค. 2551 ที่ผ่านมา โดยคืนภาษี ให้ครอบครัวละ 1,800 ล้านเหรียญสหรัฐ สามารถ ดึงเศรษฐกิจขึ้นมาได้เพียง 2 เดือน จากนั้นเศรษฐกิจก็ตกลงไปอีก.....

ผู้ที่เบรกนักวิจารณ์แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1” และดูจะ ให้กำลังใจ มากเป็นพิเศษคือ “ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์”

“ดร.ศุภชัย” เลขาธิการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ได้กล่าวไว้ว่า .....ทุกประเทศต้องเร่งแก้ปัญหาผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่า วิธีการที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดคืออะไร เนื่องจากขณะนี้การแก้ไขปัญหาของแต่ละประเทศยังไม่มีความชัดเจน...

...อย่าถามว่าอะไรดีหรือไม่ ตอนนี้ไม่มีใครรู้นโยบายเศรษฐกิจทุกวันนี้ ทุกคนต้องเรียนรู้ใหม่หมด แต่ที่ผมมองเรื่องการลงทุน ถ้าใหญ่เกินไปอาจเริ่มได้ช้าและส่งผลต่อเศรษฐกิจช้า อยาก ให้เน้นการลงทุนที่ปรับตัวได้และให้ผลเรื่อย ๆ ตอนนี้ใครก็ตอบไม่ได้ว่ากระตุ้นตรงไหนดีที่สุด...

เมื่อ “หม่อมอุ๋ย” พูดถึงว่าการจ่ายเงินให้ประชาชนรายละ 2,000 บาท ไม่น่า เป็นไอเดีย ของคนจบมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ตอนแรก นึกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะ โกรธฟัดเฟียด เพราะเล่นถึงมหาวิทยาลัยที่เรียน

แต่ ต้องชม ว่ามาคราวนี้นายอภิสิทธิ์ นิ่ง และ ตอบโต้ได้ดี โดยบอกว่า “ได้คิดดีแล้ว” เป็นเรื่องที่แล้วแต่ มุมมองของแต่ละคน แต่ยืนยันว่าได้ติดตามการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก และติดตามข่าวสารการวิเคราะห์ ซึ่ง ทุกแห่งมองตรงกันว่า ไม่มีอะไรจะดีกว่าการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน เพราะเป็นวิธีช่วยภาคธุรกิจ โดยไม่ต้องบิดเบือนกลไกของตลาด และจบลงด้วย “ดีกว่าไม่มี”

แม้กระทั่ง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง และ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ก็ตอบโต้ด้วยการควบคุมอารมณ์ที่ดี

และนี่คือสิ่งที่เราอยากจะเห็นในบ้านเมืองของเรา

นั่นคือ ทุกสิ่งทุกอย่างควรจะดำเนินไปด้วยคำว่า “เหตุและผล” ใครจะวิจารณ์อะไร รัฐบาลก็ ตอบโต้ไปด้วย “เหตุและผล” ไม่ใช่ยิงอารมณ์เข้าใส่ โดยคิดว่า ตัวนั้นเป็นรัฐบาล และเป็นผู้ยิ่งใหญ่

“บุคคลสาธารณะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว ต้องมองว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะมาจากไหน เป็นสิ่งที่ดี ควรเก็บมาพินิจพิเคราะห์ว่า อะไรควรฟัง และ อะไรไม่ควรฟัง และคำวิพากษ์วิจารณ์เป็น เครื่องเตือนสติ ที่ดีที่สุด สำหรับคนปกครองประเทศ ถ้าปราศจากคำวิพากษ์วิจารณ์ สังคมนั้นไม่ใช่สังคมประชาธิปไตย

การที่นายอภิสิทธิ์นิ่ง การที่นายกรณ์นิ่ง และการที่นายกอร์ปศักดิ์นิ่ง ถือได้ว่าเป็น การสอบผ่านขั้นแรก ของรัฐบาลชุดนี้ ถ้า สามารถรักษา ความนิ่ง ไว้ได้เช่นนี้ตลอดไป เชื่อได้ว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ จะไม่ยาก เลย

งานนี้จึงเรียกได้ว่า “หม่อมอุ๋ย” เล่นแรง “ศุภชัย” ยื่นมือเข้ามาช่วย และ “อภิสิทธิ์” นิ่งดี ทุกอย่างจึงจบด้วยความสวยงาม ผลงานจะเป็น เครื่องพิสูจน์ว่า “ออกซฟอร์ด” แน่จริง หรือไม่?.

อนุภพ

ถอดยศ

ที่มา ไทยรัฐ

จดหมายแสดงความคิดเห็นทางการเมืองระยะนี้จะมากเป็นพิเศษ มีทั้งด่าทั้งชม แต่โดยสรุปแล้วผมว่าคนไทยที่มีหัวใจเป็นธรรม ยังเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ ว่ากันตามจริงแล้ว ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้หลับหูหลับตาเชียร์คุณทักษิณ เพียงแต่อยากเห็นความเป็นธรรมหลงเหลืออยู่บ้างเท่านั้น

อะไรๆดูลำเอียงเกินไปก็ไม่ชอบ

ส่วนตัวผมเห็นว่า การเมืองวันนี้เล่นกันเลยเถิด ไม่ใช่เรื่องของคุณทักษิณ หรือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่วิกฤติการเมืองที่กลายเป็นวิกฤติบ้านเมือง กำลังจะแบ่งประเทศไทย คนไทย และการปกครอง

มีจดหมายฉบับหนึ่งพูดถึงเรื่องการตั้งท่าถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ หรือคดีความที่ร้ายแรงกว่าการถูกลงโทษจำคุก 2 ปี ดูจงใจไปหน่อย

จองกฐินเอาไว้ล่วงหน้า

การกลับเข้ารับตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างตำแหน่งรักษาการนายกฯกับ รมว.มหาดไทย ของคุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล ยังไม่ชัด ดูทะแม่งชอบกล

ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 26 การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ อาจกระทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ และ (1) ตั้งแต่ยศพลตำรวจตรีขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง

สังคมไปคิดเอาเอง

และในกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เจ้าของจดหมายให้แนวคิดมาว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ระบุชัดเจนว่า เป็นกฎหมายฉบับเดียวให้ครอบคลุมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับข้าราชการตำรวจ

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลาออกจากข้าราชการตำรวจมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองนานแล้ว ไม่มีสถานะใดที่จะพิจารณาได้ว่าเป็นข้าราชการตำรวจและไม่อาจอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับนี้

จะถอดยศได้หรือไม่

ผมว่าเรื่องทำนองนี้ หลักกฎหมายก็ส่วนหนึ่ง ความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ก็อีกส่วนหนึ่ง การพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรม ยังต้องยึดคำพิพากษาฎีกาเป็นหลักในกรณีที่กฎหมายไม่ได้ให้ความกระจ่างชัดเอาไว้

ส่วนการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม วัดได้ง่ายนิดเดียว เมื่อมีคำวินิจฉัยไปแล้ว ได้รับการยอมรับโดยดุษฎีจากทุกภาคส่วนของสังคมก็ถือว่ายุติธรรมแล้ว

เนื่องจากตามกฎหมาย การให้ออกจากว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร หรือการถอดยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่ายศพันตำรวจเอก ให้ ผบ.ตร. เป็นผู้สั่ง เผือกร้อนจึงตกที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

ที่จะต้องแบกรับไปทั้งชีวิต.

หมัดเหล็ก