ที่มา thaifreenews
โดย : tik-tok
หมวดเจี๊ยบจะจัดรายการในวันหยุด โดนสอบสวนทางวินัย ย้อนไปถึงการแต่งหนังสือ ทักษินแวร์อาร์ยู ด้วย แม้จะยื่นจดหมายลาออกแล้ว แต่กองทัพก็ไม่ยอมพิจารณาให้ออก เขาลาออกแล้วมันก็น่าจะจบ เพราะไม่ได้ทุจริตอะไร สงสัยต้องการลงโทษกักขัง
เหตุก็ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ จะจัดรายการที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เมืองหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ขบวนการลงโทษปะดังเข้ามาแล้ว ทำไมรีบร้อนจัง รีบร้อนจนไปเร็วกว่าเหตุอีก เพราะรายการที่ว่ายังไม่ได้จัดเลย แค่ยศเด็กๆแค่นี้ จะจัดรายการทีวี ดิ้นกันยังกะถูกน้ำร้อนลวก หัดไปดูทหารว่างงานที่เปิดบริษัทรักษาความปลอดภัยกันบ้าง ว่า วันๆอยู่ที่ออฟฟิศหรือไม่
ต่างกันลี้ลับกับ พลเอกปฐมพงษ์ ที่ใส่ชุดนายทหารเต็มยศ ขึ้นปราศัยโจมตีรัฐบาลกับกลุ่มที่ประกาศตนเป็นศัตรูรัฐบาลชัดเจน แต่โทษมีเพียงแค่ตักเตือน
กฎระเบียบของกองทัพห้ามข้าราชการทหารวิจารร์การทำงานของรัฐบาล หรือแสดงความเห็นทางการเมืองที่มีลักษณะเป็นปรปักษ์กับรัฐบาล แต่ระดับแม่ทัพทหารไทยจัดตั้งรัฐบาลเลย ทำไมเงียบฉี่ และขอประนามนักข่าวที่ตั้งคำถาม รมต ถามแบบมีอคติ ถามแบบตัดสินเขาไว้ในใจแล้ว วันก่อนก็เจอถามแบบนี้กับ พลเอกสุจินดามาทีแล้ว ฟังแล้วหงุดหงิดมากกับคำถามแบบนี้ ไม่มีความเป็นกลาง ขอให้สื่อหันมองตัวเองบ้างว่าทำหน้าที่สื่อได้ดีพอหรือยัง ใครที่ชอบไม่เหมือนตนก็ว่าเขาเป็นสื่อเทียม ผมว่านักข่าวที่ถาม รมต สาทิต นั่นแหละสื่อเทียม
สื่อจริงต้องแบบผู้ประกาศข่าวของ ช่อง TNN ทึ่ถาม โฆษกกองทัพบกได้ครบท้วนไม่เอนเอียงฝ่ายใหน ชมในคลิป 2
หมวดเจี๊ยบ ช่วงที่1
หมวดเจี๊ยบโดนสอบสวนวินัย แม้จะยื่นจดหมายลาออกแล้ว กองทัพก็ยังไม่ให้ออก
หมวดเจี๊ยบ ช่วงที่2
ความไม่เท่าเทียมของกฎหมายระหว่างหมวดเจี๊ยบกับพลเอกปฐมพงษ์ซึ่งพลเอกรับโทษแค่ตักเตือน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, January 19, 2009
ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหมวดเจี๊ยบกับ พลเอกปฐมพงษ์
ต่างประเทศงงที่นายกไทยแจกเงิน!!!!!!
ที่มา thaifreenews
โดย : ป้าพลอย
ได้นายกใหม่ปีนี้ประเทศร่ำรวยอะไรมาทำไมนายกใหม่ทั้งแจกทั้งแถมต่างประเทศเขาถามมารค์ช่วยตอบให้ต่างประเทศชื่นใจหน่อยว่าไทยแลนด์ร่ำรวยมาจากใหนถึงได้แจกประชาชนคนละ 2000บาทต่างประเทศงงกับนโยบายหลอกเด็กแจกเงินของมารค์ ไทยแลนด์มีประชากรทั้งหมด 65 ล้านคนมารค์แจกคนละ 2000 โอ้โฮเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่กันเนี่ยตาลายคิดไม่ถูกใครช่วย
หน่อย ปีนี้คนไทยได้นอนตีพุงกินเงินเดือนฟรีๆจากนายกใหม่เดือนละ 2000 ไม่เลวรากหญ้าราก
ไซคงมีเงินซื้อขนมให้ลูกกินอย่างสุขโข แต่เอ้มารค์มีเงินก้นคลั่งอยู่อีกเท่าไหร่?เห็นว่ามันจะหมด
อยู่แล้วนี่น่ากำลังจะกู้ต่างประเทศมาใส่เพิ่ม แต่ตอนนี้ต่างประเทศก็ย่ำแย่ไปตามๆกันเขาจะมีให้มารค์กู้หรือเปล่า ทั้งญี่ปุ่ อเมริกา สหภาพยุโรป สแกนดิเนเวีย ต่างมีปัญหาเรื่องขายสินค้าไม่ออก
ในอเมริกาบริษัทอีเลคโทนิคว่ำบาตรกันเป็นแถวอีกทั้งบริษัทรถยนต์ แต่ไหงไทยแลนด์มีเงินแจก
ประชาชนงงโว๊ยนายกมารค์ ถึงว่าฝรั่งนักข่าวจึงถามว่าไทยแลนด์รวยมาจากใหนทั้งที่ค่าเสียหายที่ต่างประเทศเรียกร้องตอนปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองยังไม่ได้จ่ายทางอเมริกาที่เรียกค่าชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2.6 แสนล้านบาทยังไม่จ่ายเขา แล้วยังในสหภาพยุโรปอีกละมารค์
ช่วยเปิดโปรงความจริงให้ประชาชนรู้บ้างซี ยิ่งรัฐบาลทั้งแจกทั้งแถมในประเทศทางต่างประเทศยิ่งจะทวงถามว่าเงินที่จะชดใช้ค่าเสียหาย มีเงินแจกประชาชนได้ต้องมีเงินจ่ายค่าเสียหายได้เช่นกัน ยังไม่ทราบตัวเลขจำนวนเงินที่ทางสหภาพยุโรปได้เรียกร้องค่าเสียหายว่าเป็นจำนวนเงินกี่แสนล้านเดี๋ยวหนังสือพิมพ์ก็ออกข่าว อเมริกาชาติเดียวเล่นสองแสนกว่าล้านแล้วสหภาพ
ยุโรปและกลุ่มสแกนดิเนเวียอีกละขายประเทศก็ใช้เขาไม่หมดแน่งานนี้ นายกใหม่ก้นเป็นไฟแน่นอนแล้วตอนนี้หน้าสลอนวิ่งไปกู้เงินต่างชาติไทยแลนด์มีอะไรไปค้ำประกันเขานอกจากเอาประเทศไปจำนำ สมัยก่อนท่านนายกทักษิณยังใช้วิธีฉลาดในการกู้โดยมีสิ่งแลกเปลี่ยนอย่างแยบยลเพราะคนหัวนักธุระกิจมีพาวเว่อร์สูงที่ทั่วโลกยอมรับ แต่นายกมารค์ไม่มีอะไรเทียบนายก
ทักษิณได้เลยแม้สักนิดเดียววันๆดีแต่พูดเหมือนเป็นโฆษกรัฐบาลไม่ใช่นายกรัฐมนตรี ความแตกต่างน่าเชื่อต่อผู้คนต้องเลือกอยู่ข้างนายกมือทำงานไม่ใช่ปากทำงาน ความน่าเชื่อถือของ
รัฐบาลใหม่นี้คงมีเปอร์เซ็นไม่สูงนักยิ่งรับพันธมิตรเข้าร่วมในรัฐบาลภาพพจน์ยิ่งต่ำลง ประชาชนหมดที่พึ่ง เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่กี่วันก็วางแผนไล่ล่านายกทักษิณไล่ล่าคนที่อยู่
ข้างนายกทักษิณวางกฏหมายหมิ่นไม่ให้ประชาชนได้พูดได้เอ่ยสิ่งใดไล่จับคนที่กระทำเยี่ยง
พันธมิตรแต่กับพันธมิตรยังไม่เห็นดำเนินการใดๆให้ประชาชนเห็นนี่คือความอยุติธรรมของ
ประเทศไทยที่มีต่อประชาชนที่ไม่ยอมเข้าเป็นลูกสมุนเผด็จทหารและเผด็จการพลเรือน ความ
อยุติธรรมกำลังเพิ่มทวีขึ้นทุกโอกาสเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามเผด็จการ ฉะนั้นประชาชนไทยทีรัก
ประชาธิปไตยต้องระวังตัว เพราะตอนนี้กลุ่มมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้ครอบครองประเทศไทย
ใครอย่าได้โงหัวข้าจะเยียบพวกที่ไม่เห็นด้วยให้จมดิน พฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นกำลังเริ่มออกมา
พวกเราชาวเสื้อแดงต้องอย่าแตกแยกต้องผนึกกำลังต่อสู้กับความอยุติธรรม คราวนี้หากเกิดอะไร
ขึ้นเชื่อแน่ว่าต่างชาติยืนอยู่ข้างประชาธิปไตยของเรา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่ปิดสนามบินเป็นข้ออ้าง
ได้ดีสำหรับชาวเสื้อแดงว่ารัฐบาลนี้มาจากพันธมิตร ฉะนั้นทุกอย่างต้องใจเย็นๆและทำอะไรต้องมีเหตุมีผล ฟังกันทุกๆฝ่ายจึงจะอยู่ร่วมกันได้ ใครมีไอเดียใดที่แยบยลเอามาเผยแพร่สู่กันจะได้หาทางป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเรา....
ป้าพลอย
"ดีทีวี"ท้าพิสูจน์เนื้อหารายการ ยันแค่มุ่งตรวจสอบรัฐบาล
ที่มา มติชนออนไลน์
นายอดิศร เพียงเกษ ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ดี สเตชั่น จำกัด หรือ ดีทีวี กล่าวว่า ขอให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลติดตามดูการนำเสนอข่าวและรายการต่างๆ ของดีทีวี ก่อนวิจารณ์ว่าอาจเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งในสังคม เพราะเป้าหมายของดีทีวีคือการตรวจสอบรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย
"จตุพร"ซัด ทบ. รังแกผู้หญิง ชี้ครม. "ชวน1"ควรติดคุกด้วยกันทั้งคณะ แนะ"มาร์ค"เอ็กซ์เรย์ที่ติดชายฝั่ง
ที่มา มติชนออนไลน์
"จตุพร"ซัด ครม."ชวน1"ควรติดคุกด้วยกันทั้งคณะ พท.แนะ"มาร์ค"เอ็กซ์เรย์สถานะที่ดินชายฝั่งอันดามัน สับทบ. รังแกผู้หญิง ย้อน ปลด "บิ๊กป็อก"เหตุวิจารณ์รัฐบาลก่อน ปูด ครม.เล็งตั้งพธม.ทำงานในรัฐบาล 20 ม.ค.นี้เพื่อไทยย้ำ181ส.ส.ยังเหนียวแน่น หวังตั้งรบ.อีก ยัน "2 บิ๊ก" ไม่แตกคอ พรรคยังมีเอกภาพ "ก๊กเหนือ"อยากได้ "ยิ่งลักษณ์"เป็นหัวหน้า อ้าง"แม้ว"ต่อสาย "ยงยุทธ"ขอให้อดทน
"จตุพร"ซัด ครม."ชวน1"ควรติดคุกด้วยกันทั้งคณะ ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดีทีวี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลผลักดันการแจกเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 ว่า ส.ป.ก.เป็นหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีหน้าที่แจกส.ป.ก.4-01 ให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อใครมาเป็นรัฐบาลก็ดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ในกรณีรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี มีสิ่งที่พิเศษกว่าใคร เนื่องจากนำที่ดินไปแจกให้กับคนที่ไม่ใช่เกษตรกรที่ยากไร้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยออกมาขอโทษประชาชนเลย และคนที่ได้รับที่ดินเมื่อคราวก่อนเป็นสามีของนางอัญชลี วานิชเทพบุตร เลขาธิการรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ใช้มาตราฐานเดียวกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชน รัฐบาลของนายชวน ที่ในขณะนั้นมี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วยนั้น ก็ควรที่จะติดคุกกันทั้งคณะด้วย พท.แนะ"มาร์ค"เอ็กซ์เรย์สถานะที่ดินชายฝั่งอันดามัน
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ดินในภาคใต้โดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามันที่มีราคาแพง มีปัญหาการครองสิทธิ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการที่มีการศึกษาในสมัยรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น พบว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินเป็นจำนวนมากซึ่งผู้ที่บุกรุกล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดของรัฐบาลในเวลานี้นายอภิสิทธิ์ที่บอกว่าตัวเองเป็นคนมีมาตราฐานสูงนั้น ควรที่จะดำเนินการตรวจสอบสถานะที่ดินทั้งหมด ว่าเป็นอย่างไร พื้นที่ไหนถูกบุกรุกบ้าง เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนที่จะดำเนินการ
“การที่นายรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าการแจกที่ดินส.ป.ก.4-01 ในรัฐบาลชุดนี้นั้นจะไม่ซ้ำรอยรัฐบาลของนายชวน ถือว่านายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่ารัฐบาลของนายชวน มีความผิดในเรื่องส.ป.ก.4-01 จริง และวันนี้ประชาชนเริ่มตั้งข้อสงสัยท่วงท่านายกรัฐมนตรีว่าการแจกที่ดินจะทำไปอย่างเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตนหรือไม่”นายจตุพร กล่าว เมื่อถามว่าจะมีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งมีที่ดินหลายแปลงที่ผู้คนแวดล้อมพรรคประชาธิปัตย์ถือครองอยู่ โดยหลักฐานทั้งหมดจะเก็บไว้ตอนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ตามการเดินหน้านโยบายนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ มีนัยยะอื่นซ่อนอยู่เพื่อให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจในตัวรัฐบาล ซึ่งสามารถทำให้เบี่ยงเบนประเด็นเรื่องที่มาของรัฐบาลได้
สับทบ. รังแกผู้หญิง ย้อน ปลด "บิ๊กป็อก"เหตุวิจารณ์รัฐบาลก่อน
นายจตุพร กล่าวถึงกรณีที่โฆษกกองทัพบก ระบุว่ากรณีที่ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก มีความผิดกรณีที่ร่วมร่วมจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวีที่เป็นรายการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ว่า หากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมีความผิดจริง กองทัพบกจะต้องปลดพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกเป็นคนแรก เพราะพล.อ.อนุพงษ์ ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลต่างกรรมต่างวาระ ดังนั้นกองทัพบกอย่าทำตัวเป็นแม่ปูกับลูกปู ที่แม่ปูแม่ปูไม่เคยเดินตรงเลยแต่กลับสอนให้ลูกปูเดินตรง เรื่องนี้จึงถือว่าว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ตัวเองต้องทำให้ดีก่อนถึงจะมีน้ำหน้าไปเตือนคนอื่น รังแกได้แต่ทหารผู้หญิงชั้นผู้น้อย ทีผบ.ทบ.ทำผิดตนไม่ทราบว่าโฆษกกองทัพบกไปมุดหัวอยู่ที่ไหน นายจตุพร กล่าวถึงกรณีที่ที่มีกระแสข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะตนทราบข่าวว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายที่จะถูกประหาร จากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม2549 ส่วนมวลชนคนเสื้อแดงจะให้ความร่วมมือหรือไม่นั้น คนเสื้อแดงไม่เคยคาดหวังว่าจะมีการถอดถอนป.ป.ช.ได้ เพราะทุกกลไกที่จะนำไปสู่การถอดถอนนั้น ล้วนแล้วแต่อยู่ข้างเดียวกับป.ป.ช.ทั้งสิ้น
ปูด ครม.เล็งตั้งพธม.ทำงานในรัฐบาล 20 ม.ค.นี้
นายจตุพร กล่าวถึงการขับเคลื่อนของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า เท่าที่ทราบในวันที่ 20 มกราคมนี้ คณะรัฐมนตรีจะมีมติแต่งตั้งคนในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ทำหน้าที่ในรัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็นเงื่อนไขต่างต่อรองร่วมกัน ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าที่จะขัดใจเพราะพวกพันธมิตรฯพร้อมที่จะพูดทุกอย่างถ้าไม่ได้ส่งที่ตนต้องการ ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นการเติมเชื้อห้คนมาชุมนุมกันมากขึ้น โดยคาดว่าจะมีการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อไทยย้ำ181ส.ส.ยังเหนียวแน่น หวังตั้งรบ.อีก
น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ส.ส.ของพรรคทั้งหมด 181 คน ยังคงอยู่ทำกิจกรรมทางการเมืองด้วยกันอย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ได้ส่งบัญชีรายชื่อ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ไปยังนายทะเบียนพรรคการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แล้ว จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ส.ส.เพื่อไทยจะย้ายพรรค เพราะหากย้ายพรรคก็เท่ากับต้องขาดคุณสมบัติของการเป็น ส.ส. คงไม่มี ส.ส.คนไหนคิดสั้นไปแต่ตัว ไม่เอาตำแหน่งไปด้วย
เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคยังคงเป็นพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.อันดับ 1 ของสภาฯ จึงมีความเป็นไปได้ตลอดเวลาที่จะจัดตั้งรัฐบาล ส.ส.ยันพท.เอกภาพ-พรรคไม่แตก
นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย (พท.) ปฏิเสธระหว่างการแถลง "เพื่อไทย วันอาทิตย์” เมื่อวันที่ 18 มกราคม ที่อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ถนนพระราม 4 สำนักงานพรรค ไม่มีปัญหาความแตกแยกระหว่างแกนนำที่อยู่เบื้องหลังพรรค หลังจากปรากฏกระแสข่าวการงัดข้อกันระหว่างกลุ่มนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้คงแนวทางการปัจจุบัน กับกลุ่มนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่เรียกร้องให้ปรับโครงสร้างพรรคใหม่ โดยเปลี่ยนตัวนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค และนางสุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค พร้อมกับเลิกยึด พ.ต.ท.ทักษิณ
นายวิทยากล่าวว่า ไม่มีปัญหาความขัดแย้ง ขอยืนยันว่าในพรรคยังมีเอกภาพและองคาพยพที่พร้อมขับเคลื่อนทำงานในฐานะพรรคฝ่ายค้าน นอกจากนี้พรรคจะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรวมถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่รับรองกรรมการบริหารพรรค โดยจะใช้โครงสร้างเดิมคืองานในสภาจะมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน รับผิดชอบงานในฐานะเทียบเท่าผู้นำฝ่ายค้านและตนทำหน้าที่ประธานวิปฝ่ายค้าน ส่วนนายยงยุทธรับผิดชอบงานในพรรค ที่วิจารณ์ว่าพรรคหาหัวหน้าพรรคไม่ได้นั้น ไม่ต้องเป็นห่วงถ้าไม่มีใครจริงๆ ก็พร้อมจะทำให้เอง ยืนยันว่าพรรคจะไม่แตกใน 2 เดือน จะแตกได้อย่างไรพรรคมีความมั่นคง และยังไม่ได้ทำอะไรเสียหายเลย
"บี้" เอาผิดปิดสนามบิน-ถอดยศ"มาร์ค"
นายวิทยากล่าวว่า พรรคจะติดตามเพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่และรัฐบาล เร่งเอาผิดกับคนที่ปิดสนามบิน ขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังดำเนินการว่ามีเอกชนรายใดทำการฟ้องร้องบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่ฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องแรก หากรัฐบาลที่นำโดยนายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิกเฉยก็จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นายกมล บันไดเพชร นายทะเบียนพรรคและฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ในวันที่ 20 มกราคมเวลา จะเข้ายื่นหนังสือเรื่องต่อ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหมผ่านไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อเรียกร้องให้ถอดยศทหารของนายอภิสิทธิ์ โดยแนบบันทึกที่ลับ กห.0423/277 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2542 เรื่องรายงานผลการสอบสวนกรณีนายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการที่โรงเรียนนายร้อย จปร. การดำเนินการเช่นนี้เนื่องจากเห็นว่านายอภิสิทธิ์ขาดคุณสมบัติเพราะไม่เข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารประจำการ แต่ต่อมาได้ทุจริตร่วมกับเจ้าหน้าที่สัสดี ออก ส.ด.9 ที่เป็นเท็จมาใช้เป็นหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่จนได้รับการบรรจุรับราชการ ต่อมาได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนของกระทรวงกลาโหม ปรากฏสอบว่ามีความผิดและให้ดำเนินการถอดยศนายอภิสิทธิ์และเรียกคืนเบี้ยหวัด ซึ่งขณะนั้นติดยศ ร.ต.อภิสิทธิ์ แต่ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันไม่ได้ถอดยศและเรียกคืนเงินเดือนและเบี้ยหวัดคืนแต่อย่างใด
อ้างคืนเงิน-เบี้ยหวัดไม่มีอายุความ
"การที่บุคคลในกองทัพออกมาชี้แจงว่าเรื่องนี้จบไปแล้วเพราะเวลานานผ่านมานานกว่า 20 ปีนั้น ในกฎหมายถ้าเป็นคดีอาญาจะมีอายุความ 20 ปี แต่กรณีการคืนเงินและเบี้ยหวัดจากผู้ที่ไม่มีสิทธิ ไม่มีระยะเวลาของอายุความ เงินหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ที่สำคัญกระทรวงกลาโหมต้องถอดยศนายอภิสิทธิ์ ส่วนการคืนเงินเชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะจะเท่ากับยอมรับว่าทำความผิดจริง เรื่องดังกล่าวถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและปลัดกระทรวงกลาโหมเพิกเฉยจะฟ้องร้องในความผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่แน่นอน นอกจากนี้ผมยังมีหลักฐานสำคัญในกรณีดังกล่าวที่ไม่เคยมีใครเปิดเผยว่ามาก่อนด้วย โดยผมจะดำเนินการขอให้ถอดยศนายอภิสิทธิ์อย่างแน่อนอน" นายกมลกล่าว
พท.เหนืออยากได้ "ยิ่งลักษณ์" หน.
นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย พท.กล่าวว่า ข่าวนายยงยุทธกับนางเยาวภานั้นไม่น่ามีอะไร เป็นการออกมาเขย่า ส.ส.ในพรรคเพื่อต้องการแย่งชิงพื้นที่ข่าวกับรัฐบาลเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นคนของนายยงยุทธหรือนางเยาวภา แต่ทุกคนถือว่าอยู่ใต้เถ้าแก่คนเดียวกันอยู่แล้ว
นายสุรสิทธิ์กล่าวว่า การเรียกร้องที่ให้มีการปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคที่เป็นงานการเมืองนั้น ต้องเข้าใจว่านายยงยุทธและน.ส.สุณีย์ เข้ามาขัดตาทัพระหว่างที่พรรคกำลังค้นหาเพชรแท้ที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคอยู่เท่านั้น โดยบุคคลที่มีการหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุดในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคตัวจริงคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจจะยังไม่ใช่ขณะนี้เพราะเท่าที่ทราบมีความพยายามที่จะยุบ พท.และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นครั้งที่ 3 ดังนั้น พรรคจำเป็นที่จะต้องรักษาบุคคลสำคัญเอาไว้ไม่ให้ถูกเด็ดไปอีก
นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พท.กล่าวว่า หลังหัวก๊วนถูกยุติกิจกรรมทางการเมืองทำให้เอกภาพพรรคมีมากขึ้นกว่าเดิม เพราะ ส.ส.ได้มีเวทีการแสดงความคิดเห็นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จากเมื่อก่อนมีแต่พวกเจ้าจอมมารดา ที่มารวมตัวกันอยู่ข้างบนของพรรคแต่วันนี้บางคนไม่ได้มามีบทบาทที่พรรคแล้ว ทำให้ ส.ส.มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
อ้างต่อสายให้ยึด "แม้ว" ศูนย์กลาง
นายศักดา นพสิทธิ์ คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ พท. ที่ใกล้ชิดกับนายยงยุทธ กล่าวว่า สิ่งที่ส.ส.สะท้อนความเห็นออกไปนั้นไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การทำงานของพรรคให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่นายยงยุทธ และนางเยาวภา พูดคุยกันมาโดยตลอด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่นายยงยุทธต้องการชิงการนำทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะอย่างไรเสียนายยงยุทธ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้
อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธมีความเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถเป็นศูนย์กลางทางความคิดของ ส.ส.ในพรรคได้ เนื่องจากสมาชิกทุกคนให้การยอมรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น การที่ไม่ดึง พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้ามาให้คำปรึกษากับพรรคนั้นไม่เหมาะสม เพราะเวลานี้พรรคต้องการคำปรึกษาเพื่อให้พรรคเดินหน้าต่อไปได้ โดยรูปแบบการเป็นที่ปรึกษาของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นจะเป็นอย่างไม่เป็นทางการจะไม่ไม่เกิดปัญหาข้อกฎหมาย
อ้างแม้วต่อสายขอ "ยงยุทธ"อดทน
"เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานายยงยุทธ ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ได้บอกกับนายยงยุทธ ว่า ตราบใดที่บ้านเมือง ยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอยู่ท่านก็ไม่สามารถทิ้งบ้านเมืองไปได้ รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ ที่ขณะนี้การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลยังไม่ชัดเจน เป็นการลอกนโยบายของท่านไป แต่เอาไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ทำให้ตัวท่านรับไม่ได้ ซึ่งเมื่อใช้ไม่ถูกหลักและเกิดปัญหาขึ้นก็จะมาโทษตัวท่าน นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังบอกด้วยว่าให้เราอดทน เพราะเป็นเรื่องปกติที่เวลานี้สมาชิกพรรคเพื่อไทยจะมีความหวั่นไหวบ้างว่าท่านทักษิณจะอยู่ต่อไปหรือไม่ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยืนยันกับนายยงยุทธว่ามีความตั้งใจที่จะกลับบ้าน เพราะต้องการให้บ้านเมืองดีขึ้น และมีบางสิ่งที่ต้องการชี้แจงกับประชาชน แต่จะเป็นเมื่อใดนั้นต้องอาศัยจังหวะโอกาสอีกครั้งหนึ่ง" นายศักดากล่าว
ปรับฮวงจุ้ยช้างหินวางหน้าพรรค
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท.กล่าวว่า ลำพังเรื่องภายนอกพรรคยังจะเอาตัวเองแทบไม่รอด ถ้าแตกแยกในภายในเพื่อไทยจะเหลืออะไร ดังนั้นจึงอยากให้คนในพรรคคิดถึงภารกิจที่จะต้องฟันฝ่าต่อไป ซึ่งการที่จะฟันฝ่าได้นั้นจะมีความ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีปรับฮวงจุ้ยบริเวณหน้าที่ทำการพรรค พท. อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ถนนพระรามสี่ โดยนำช้างหินแกะสลักคู่ ขนาดความสูง 1 เมตร มาวางบริเวณประตูทางทางเข้า-ออกของพรรค เจ้าหน้าที่พรรคบอกว่าช้างเกาะสลักคู่นี้เคยวางที่ประตูทางเข้ามาก่อนสมัยอาคารนี้ยังเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าของ "ชินวัตรไหมไทย" หลังจากใช้เป็นที่ทำการพรรคเพื่อไทยได้ยกออกไปแล้วนำกลับมาวางอีกครั้งเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา
มท.2ชี้รบ.แค่งัดข้อทางความคิด
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจากกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าว กรณี ส.ส. พท.ประเมินว่าไม่เกิน 4 เดือน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่โดยเนื่องจากขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มเพื่อนเนวินเป็นตัวแปรสำคัญว่า กลุ่มเพื่อนเนวินเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อแก้วิกฤต ดังนั้นการทำกิจกรรมทางการเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลต้องเป็นเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน แม้อาจขัดแย้งบ้าง ก็เป็นเรื่องทางความคิด แต่สุดท้ายมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อประชาชนและจะเดินไปด้วยกัน คงไม่ถึงขั้นทำให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลง
"อภิสิทธิ์" ย้ำทำงานหนัก-ซื่อสัตย์
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ 11 วันหลังมีการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา แต่เป็น 11 วันที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพราะทราบดีว่าการทำงานในภาวะวิกฤตเป็นการทำงานที่ท้าทายมาก ต้องยอมรับว่าตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา บ้านเมืองแทบจะเดินไม่ได้เลย มีปัญหา มีความสับสนในทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2551 ที่ปัญหาต่างๆ ถั่งโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ทำให้เกิดความตึงเครียด ความกังวล จนประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าจะมีที่พึ่งที่หวังหรือไม่ ประเทศไทยจะเดินต่อได้หรือไม่ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกดำรงตำแหน่งนายกฯ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องการจัดตั้งคณะรัฐบาล และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หลังจากนี้รัฐบาลต้องทำงานหนัก ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
"ความตั้งใจของผมคือการทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ วันนี้ก็ดีใจที่สามารถมาพูดคุยกับประชาชนจากทำเนียบ ซึ่งเป็นที่ทำงานของนายกฯ ได้ตามปกติ แต่การปรับปรุงสภาพทำเนียบ จะมีการดำเนินการต่อไป ขณะเดียวกันจะเห็นได้ว่า 11 วันทำงาน รัฐบาลมีโอกาสทำเพื่อประชาชน และสามารถเดินหน้าประเทศไทยไปได้พอสมควร" นายกฯกล่าว
กุนซือกม.นายกฯร่วมถกนัดแรก
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเฟ้นหาคณะที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของนายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรี ได้ทาบทามนักกฎหมายเข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มอีก 3 คน รวมมีทีมที่ปรึกษา 15 คน โดยคณะที่ปรึกษากฎหมายดังกล่าวจะเริ่มประชุมนัดแรกในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 19 มกราคม ซึ่งจะมีการพิจารณากฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ร.บ. องค์กรปฏิรูปกฎหมาย ฯลฯ
"กลไกพิเศษ" ใกล้ได้ความชัดเจน
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตั้งกลไกพิเศษขึ้นมาสะสางคดีการเมือง ตามแนวคิดนายนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องนี้เป็นแนวคิดของนายกฯว่าอยากให้มีคณะกรรมการ 3 ชุดขึ้นมาทำทำหน้าที่ศึกษาและนำเสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาล ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง 2.คณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของนายกฯ และ 3.คณะกรรมการพิเศษเพื่อดูแลคดีความต่างๆ ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง และคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของนายกฯ ได้ตัวบุคคลค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่ในส่วนของคณะกรรมการพิเศษเพื่อดูแลคดีความต่างๆ ยังอยู่ระหว่างการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหลายคน และในเวลา 08.30 น. ของวันที่ 19 มกราคม ที่ตัวแทนองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจะเข้าพบนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะหารือเรื่องนี้ และน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น และน่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับรูปแบบในขั้นสุดท้ายในเร็วๆ นี้
มะกันคุมเข้มสาบานตนปธน.'โอบามา' เป็นประวัติการณ์
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน วันนี้ (19 ม.ค.) นายเอเดรียน เฟนตี้ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับพิธีสาบานตนของ นายบารัค โอบามา ว่า ทางการได้เตรียมความพร้อมเพื่อจะรองรับประชาชนมากถึง 5 ล้านคน ที่คาดว่าจะมาร่วมในพิธีสาบานตนของ นายโอบามา ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐ ในวันพรุ่งนี้ ทำให้ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเป็นพิเศษ โดยหน่วยข่าวกรองสหรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัยโดยรวม
ในครั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมจำนวนหลายหมื่นคน นอกจากนี้ ยังจะมีการสุ่มตรวจประชาชนที่จะเข้ามาร่วมงานอย่างละเอียดด้วย อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่พบเบาะแสของการก่อเหตุรุนแรง แต่หน่วยข่าวกรองก็เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ในทุกรูปแบบ
รายงานข่าวระบุด้วยว่า หลังนายโอบามา เสร็จสิ้นพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ทั่วทั้งประเทศสหรัฐก็จะมีการจัดงานเลี้ยงและการแสดงอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์กันอย่างคึกคัก แต่มีบางสถานที่ที่ได้เริ่มจัดการแสดงต้อนรับนายโอบามาบ้างแล้ว เช่น ที่บริเวณอนุสรณ์สถานลินคอล์น ซึ่งมีการจัดฟรีคอนเสิร์ตตั้งแต่เมื่อเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศิลปินชื่อดังร่วมงานอย่างคับคั่ง เช่น บียอนเซ , โบโน , บรูซ สปริงสทีน และสตีวี วันเดอร์
ทางคณะผู้จัดงานระบุว่า ที่ต้องระดมศิลปินมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง เพราะหวังให้การแสดงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในช่วงที่ชาติบ้านเมืองกำลังต้องการความสามัคคีเพื่อรับมือกับความท้าทายอันใหญ่หลวงในขณะนี้
ด้านคณะกรรมการดูแลการจัดพิธีสาบานตนในครั้งนี้ มีแผนจัดทำ ซีดี และดีวีดี รวบรวมการแสดงและงานเลี้ยงทั้งหมดที่จัดขึ้นเนื่องในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งของนายโอบามา โดยจะจำหน่ายซีดี และดีวีดีชุดนี้ให้แก่ผู้ที่สนใจ ภายในจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการแสดงและบทเพลงเฉลิมฉลอง ทั้งยังรวบรวมสุนทรพจน์ครั้งสำคัญของนายโอบามาที่เคยกล่าวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
สีกากีนับพันตบเท้ากดดัน ป.ป.ช. เผยล่ารายชื่อถอดถอนทะลุครึ่งหมื่น
ที่มา ประชาทรรศน์
ตร.นับพันตบเท้าประชุมกดดัน ป.ป.ช. พร้อมตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอน 9 อรหันต์พ้นเก้าอี้ เผยสีกากีร่วมลงนามกว่า 5 พันคนแล้ว นายกฯตำรวจ ระบุเหตุจัดสัมมนา เพื่อปลอบขวัญผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หลังตกเป็นแพะการเมืองจากเหตุมิคสัญญี 7 ตุลาฯ
วันนี้ (19 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดี ว่า สมาคมตำรวจมีงานสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อเรื่อง "องค์กรตามรัฐธรรมนูญกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ" โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการเข้าร่วมเวทีสัมมนาอย่างคับคับ อาทิ พล.ต.อ.สุพาสน์ จิระพันธุ อดีตนายกสมาคมตำรวจ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจ พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดร.พนา ทองมีอาคม คณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เป็นต้น
โดยมี พล.ต.อ.วิสุทธิ์ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ซึ่งก่อนการอภิปรายได้มีการเปิดซีดีตำรวจภาคประชาชน ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ตำรวจที่เข้าร่วมลงทะเบียนฟังสัมมนาจาก กต.ตร. กองบังคับการตำรวจนครบาล นายตำรวจระดับล่างยศตั้งแต่นายสิบจนถึงนายพล ประมาณ 1,000 นาย ที่นั่งเต็มจนล้นห้องประชุมได้รับชม จากนั้นได้เปิดสกู๊ปที่ช่อง 9 จัดทำขึ้นสมัยเกิดเหตุการณ์สลายการชุมชุม เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ให้นายตำรวจทั้งหมดได้ชมก่อนที่จะเริ่มสัมมนา
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้สืบเนื่องจากวันที่ 7 ต.ค.51 ทำให้ตำรวจตกเป็นจำเลยสังคม เป็นแพะทางการเมือง จนตำรวจเสียขวัญกำลังใจในการทำงาน แม้ขณะนี้ประชาชนจะเริ่มเข้าใจตำรวจมากขึ้น แต่การตรวจสอบการทำงานของตำรวจยังคงมีอยู่ ซึ่งทางสมาคมตำรวจได้ติดตามข่าวมาตลอด จึงอยากทราบความรู้สึกของตำรวจทั้งหมด และในวันนี้จึงได้เปิดโอกาสให้นายตำรวจทุกคนได้แสดงความรู้สึก
ส่วนกรณีข่าวการจัดสัมมนาเพื่อที่จะมีการล่ารายชื่อถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้ง 9 คนนั้น พล.ต.อ.วิสุทธิ์ ยอมรับว่า รู้ว่ามีตำรวจบางคนจัดทำรายชื่อมาให้ในวันนี้ แต่ตนยังไม่เห็น และยังไม่ได้รับรายชื่อดังกล่าว ซึ่งก่อนจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ต้องฟังมติจากการจัดสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วย ซึ่งหากมีการดำเนินการคนที่นำไปดำเนินการต้องเป็นจุดเป้าหมายที่หลายฝ่ายมอง ซึ่งส่วนตัวมองว่าถ้าทำให้วงการตำรวจดีขึ้นตนก็ยินดีเป็นตัวแทนดำเนินการ ซึ่งเชื่อว่าการจัดงานจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับป.ป.ช. เนื่องจากทุกคนมีเหตุผลของตัวเองคงไม่มีการกระทบกระทั่งกัน
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในบริเวณหน้างานนั้น มีการจัดโต๊ะจำนวน 2 โต๊ะเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาได้ลงชื่อเพื่อยื่นถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช. โดยขณะนี้มีจำนวนล่าสุด 5 พันรายชื่อแล้ว ทั้งนี้ได้มีการกระจายการล่ารายชื่อไปยังสถานีตำรวจในแต่ละท้องที่ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และในพื้นที่ต่างจังหวัด
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สมาคมตำรวจเปิดเวทีสัมมนา และจะทำการล่ารายชื่อให้ได้ 1 แสนรายชื่อ เพื่อถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช. จากกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวนเหตุสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 อย่างไรก็ตาม นายสุเทพ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว
ด้าน นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวในกรณีเดียวกันว่า ตำรวจมีสิทธิที่จะทำได้ เพราะตำรวจมีที่มาที่ถูกต้อง ต่างจาก ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ที่เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าวโดยมิชอบ ดังนั้น ขณะนี้ ตำรวจจึงเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจที่สุด อย่างไรก็ตาม ขอดูปฎิกริยาของตำรวจก่อนเพราะต้องยอมรับว่าก็มีตำรวจบางคนที่ทำตัวหน้าหมั่นใส้ ทั้งนี้ ตั้งแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมของตำรวจเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ตนมองว่า ตำรวจหลายคนต้องรอการประหารชีวิตในอาชีพราชการ
"ตลอดเวลาที่ผ่านมา เสื้อแดงได้อธิบายความที่มาของ ป.ป.ช. มาตลอด ซึ่ง ป.ป.ช.ชุดนี้ก็คือเป็นกลไกของคมช.นั่นเอง หากตำรวจจะลุกขึ้นมาต่อสู้ก็ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม" นายจตุพร กล่าว
"จงรัก"ขีดเส้น 1 เดือนปิดบัญชี"พันธมาร"ยึดสนามบิน
ที่มา ประชาทรรศน์
รองผบ.ตร.เร่งสอบพยานดำเนินคดี"พันธมาร" ขีดเส้น 30 วัน เช็กบิลยึดสนามบิน เผยกรณีปักหลักชุมนุมปิดทำเนียบสำนวนถึงมืออัยการแล้ว ขณะที่ ศาลเลื่อนนัดตรวจพยานเปิดคดี 82 นักรบศรีวิชัยป่วน"เอ็นบีที"เป็น 16 มี.ค.นี้
วันนี้ (19 ม.ค.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบพยานอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะได้ความชัดเจน ซึ่งคาดว่าภายใน 1 เดือน คงจะมีความคืบหน้าในทุกๆ คดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีกับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ส่วนคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ได้ส่งสำนวนให้อัยการรับไปดำเนินการฟ้องร้องแล้ว โดยครอบคลุมในทุกข้อหายกเว้นข้อหากบฏ เนื่องจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ถอนหมายจับไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนกรณีการยึดสนามบิน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสอบสวนพยาน ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง จึงอยากให้รอฟังผล เพราะต้องใช้ความรอบคอบในการสอบสวน และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้หยุดพัก
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญารัชดา มีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐาน ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธเนศร์ คำชุม กับพวก ซึ่งเป็นนักรบศรีวิชัยรวม 82 คน ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาอื่นรวม 9 ข้อหา จากกรณีที่จำเลยทั้ง 82 คน ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ของทางราชการ รวมทั้งความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติด
ทั้งนี้ ทนายความของจำเลยทั้ง 82 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอเลื่อนนัดตรวจพยานหลักฐานออกไปก่อน เนื่องจากติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุดรธาณี ไม่สามารถเดินทางมายังศาลได้ ประกอบกับจำเลยที่ 12 ไม่ได้เดินทางมาที่ศาล เนื่องจากถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นและไม่ได้เบิกตัวมา จากนั้น ศาลสอบถามจำเลยแล้วไม่คัดค้าน กรณีมีเหตุอันควรให้เลื่อนคดีออกไปเป็นวันที่ 16 มี.ค.นี้
‘เทพเทือก’ป้องมท.2พัวพันฮั้วที่ดินสปก.4-01
ที่มา ประชาทรรศน์
‘เทพเทือก’ ไม่ยี่หระ! ปัด มท.2 พัวพันที่ดิน สปก.4-01 โยนเผือกร้อนกระทรวงเกษตรฯแพะรับบาปตัวเป้ง ขู่ฟอด!!หยุดโยงศรีสุบรรณฟาร์มมาเกลือกกลั้วการเมือง ยันไม่เป็นฝันร้ายของประชาธิปัตย์ ‘โสภณ’ ขำกลิ้ง! แม้โดนป้ายสีฮั้ว สปก.แลกเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องกับที่ดินสปก.4-01 โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ตลกอย่างยิ่ง ที่ฝ่ายค้านจะนำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ รมช.มหาดไทย มีความเกี่ยวข้องกับที่ดินแสนไร่ 4 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ซึ่งเป็นที่ดิน สปก.4-01 แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
“ขอเรียกร้องว่าอย่านำเรื่องนี้ไปโยงกับโครงการรถเมล์ 4,000 คัน และบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม แต่เชื่อว่า สปก.4-01 จะไม่เป็นฝันร้ายของพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงขั้นยุบสภา ซึ่งตนไม่หนักใจกับการทำงานของฝ่ายค้าน เพราะมักนำเรื่องที่ไม่มีข้อเท็จจริงมาพูด”
พร้อมกันนี้ นายสุเทพ ยังกล่าวถึงกระแสการโยกย้ายราชการว่า ขณะนี้ยังไม่ให้ความชัดเจนว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ จะมีการโยกย้าย พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลหรือไม่ โดยระบุด้วยว่า ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไร
'โสภณ'ปัดข่าวฮั้วสปก.4-01แลกรถเมล์ปรับอากาศNGV4พันคัน
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวมีการฮั้ว สปก.4-01 แลกเปลี่ยนกับการผลักดันโครงการรถประจำทางปรับอากาศเอ็นจีวี 4 พันคันของรัฐมนตรีในกลุ่มเพื่อนเนวินนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า โครงการรถประจำทางปรับอากาศเอ็นจีวี 4 พันคัน เป็นเรื่องที่ดำเนินการมานานแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากมีผู้ที่เคลือบแคลงสงสัยในโครงการดังกล่าวก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ และขณะนี้ได้สั่งการให้ขยายเวลารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเงื่อนไขการประมูล(TOR) ออกไปอีกเป็นครั้งที่ 4 ก่อนที่จะสรุปความเห็นเสนอให้คณะกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพพิจารณาตัดสินใจ
นายโสภณ กล่าวอีกว่า หลังจากที่สามารถคลายความสงสัยของสังคมได้แล้ว ตนเองจะเดินหน้าโครงการต่อ เพราะข้อสงสัยมาจากคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมีเจตนาบริสุทธิ์ ส่วนอีกกลุ่มอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจซึ่งคงต้องปล่อยไป
'บุญจง'เชื่อสปก.ไม่ซ้ำรอย!ปัดแลกเปลี่ยนถนนปลอดฝุ่น
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึง กรณีกระแสข่าวนโยบายแจกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน สปก.4-01 ของรัฐบาลเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โครงการถนนปลอดฝุ่นของกลุ่มเพื่อนเนวิน ว่า คนยากคนจนยังมีปัญหาเรื่องที่ดินอยู่ และ ส.ป.ก.ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีกฎหมายออกมารองรับชัดเจน ประชาชนที่มีสิทธิได้รับ สปก.ต้องเป็นเกษตรกร และ ส.ป.ก.ที่รับไปแล้วไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนหรือขายได้ แต่ต้องตกทอดโดยทายาทเชื่อว่ารัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจะนำเอาบทเรียนในอดีตมาเป็นกรณีศึกษา เพื่อไม่ให้มันเกิดปัญหาขึ้นมาซ้ำอีก ส่วนโครงการถนนปลอดฝุ่น เป็นโครงการที่ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดได้รับความเดือดร้อน ที่หน้าฝนมีโคลนและหน้าร้อนมีฝุ่น ซึ่งบรรดาส.ส.ที่อยู่ใกล้ชาวบ้านได้เสนอปัญหานี้มานานแล้วพอรวบรวมเสร็จมีกี่หมื่นกิโลเมตรก็มาคุยกันเพื่อผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนได้มีถนนที่ดีใช้กัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่คนที่เป็นผู้แทนราษฎรหรือคนที่เป็นรัฐมนตรีต้องคิดโครงการเพื่อช่วยเหลือประชาชน จึงยืนยันว่าไม่มีอะไรต่างตอบแทน
'หมวดเจี๊ยบ'อ้อนนาย!เปิดไฟเขียวจัด"ดีทีวี"
ที่มา ประชาทรรศน์
'หมวดเจี๊ยบ'ย้ำพร้อมแจงกรณีโผล่ร่วมเปิดตัว'ดีทีวี'พรุ่งนี้ เชื่อผู้บังคับบัญชาใจกว้าง-ไม่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพไฟเขียวให้จัดรายการได้ เพราะใช้เวลานอกราชการ ยันไร้มีเจตนาทำลายกองทัพ ด้าน'จตุพร'ข้องใจกรณี'ปฐมพงษ์'ขึ้นเวทีม็อบมาร แต่กองทัพทำเฉยไม่จัดการ
จากกรณีที่พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก ออกมาเปิดเผยว่า กองทัพเตรียมเรียก ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ร.ท.หญิง มาสอบถามกรณีจะร่วมดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดีทีวี ของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากเห็นว่าขัดข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ที่ห้ามข้าราชการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่ถ้าหากเป็นรายการที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง ก็สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ถือว่าหมวดเจี๊ยบมีความผิด กรณีไปร่วมแถลงข่าวเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ DTV โดยไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงโทรศัพท์มาแจ้ง กับเลขานุการกองทัพบกนั้น
วันนี้ (19 ม.ค.) ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต หรือ “หมวดเจี๊ยบ” นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก กล่าวว่า พร้อมเข้าชี้แจงเรื่องดังกล่าว ในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) เวลา 09.00 น.ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วยังคาดหวังว่า ผู้บังคับบัญชาจะอนุญาต เพราะเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาจะใจกว้างพอและมีความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเรื่องของประชาธิปไตยเนื่องจากตนมีความบริสุทธิ์ใจ ที่จะถ่ายทอดเรื่องที่เป็นสาระความรู้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และไม่มีเจตนาที่ทำลายกองทัพ หรือนำความลับของกองทัพออกมาเปิดเผย ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ยืนยันตนไม่ได้นำเวลาราชการมาทำงานส่วนตัว เพราะรายการที่จะจัดนั้นอยู่ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-18.00 น. ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 24 ม.ค.นี้
นอกจากนี้ร.ท.(หญิง) สุนิสา ยังเรียกร้องให้กองทัพ เปิดโอกาสให้กำลังพลคนอื่นๆ จัดรายการโทรทัศน์ได้ เพราะกำลังพลหลายคนมีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ได้ถูนำมาใช้ เพราะถูกปิดกั้น อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับอนุญาตก็พร้อมยอมรับ
ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และผู้ดำเนินรายการหลักในสถานีโทรทัศน์ “ดีทีวี” กล่าวถึงกรณีเลขานุการกองทัพบกเรียก 'หมวดเจี๊ยบ'เข้าชี้แจงนั้น ตนอยากรู้ว่าทำไมกรณีของพล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษา บก.ทหารสูงสุด ใส่ชุดทหารขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ไม่เห็นกองทัพหรือโฆษกกองทัพบก แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ขณะที่ร.ท.(หญิง) สุณิสา ไปร่วมจัดรายการในเวลานอกราชการ กลับแสดงอำนาจว่าทำไม่ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเฟอะฟะไร้รูปแบบของกองทัพ
DTVออนแอร์แล้ววันนี้'ณัฐวุฒิ'ย้ำดำเนินงานตามกม.
วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว การออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ DTV ในวันนี้(19 ม.ค.) ซึ่งเป็นการออกอากาศครั้งแรกอย่างเป็นทางการของสถานีดังกล่าว โดยมีผู้ดำเนินรายการ ซึ่งประกอบไปด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง มีการวิพากษ์วิจาณ์มาตรการและนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะการออกอากาศรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เมื่อวานนี้ และยังคงออกอากาศทางช่อง PTV เดิมมีการขึ้นหมายเลขโทรศัพท์ เป็นช่องทางให้ผู้ชม ซื้อและติดตั้งจานดาวเทียม นอกจากนี้ ในส่วนเว็บไซต์ ดี สเตชั่น เองก็ยังไม่สามารถให้บริการได้เช่นกัน
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม DTV เปิดเผยว่า DTV ได้เริ่มทดลองออกอากาศครั้งแล้วตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยเป็นรายการที่มีการบันทึกเทปไว้ล่วงหน้า ซึ่งหากประชาชนต้องการติดตามการจัดรายการสดสามารถ ดูได้ในเวลา 13.00 น. ซึ่งจะมีการจัดรายการสด จากห้องส่งภายในตึก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว หรือ สถานี PTV เดิม ทั้งนี้มั่นใจว่า ได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายในการออกอากาศทุกขั้นตอน
ส่วนบรรยากาศ ภายในสตูดิโอของสถานีโทรทัศน์ DTV ล่าสุด ขณะนี้ ยังไม่มีผู้จัดรายการคนใด รวมถึง พนักงานเดินทางมาแม้แต่คนเดียว โดยบรรยากาศ ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเหงา อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้จัดรายการจะเข้าไปยังสตูดิโอในช่วงเวลาใด และจะมีการจัดรายการออกอากาศสดในช่วงเวลาใด
ขณะเดียวกันพล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่า เช้าวันนี้เวลา 10.00 น.ทางตนได้มีการเรียกเจ้าหน้าที่ด้านข่าวประชุมเพื่อหารือถึงการเข้าไปดูแลความเหมาะสม เนื้อหาของรายการโทรทัศน์ ดีทีวี ซึ่งออนแอร์วันนี้เป็นวันแรกซึ่งการตรวจสอบไม่ได้เป็นการสั่งการจากรัฐบาล แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต
ด้านพล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงใดๆ เกี่ยวกับการออกอากาศครั้งแรกของ สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DTV ที่หลายฝ่ายมองว่า อาจจะมีการยั่วยุ ปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกในสังคม ทั้งนี้ หากการดำเนินการทุกอย่างไปตามขั้นตอน และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็ไม่น่ามีอะไร และเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการสันติบาล ได้มีการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในเวลาวันนี้ 10.00 น. เพื่อดูเนื้อหารายละเอียดของรายการ
อึ่งอ่างส่วนใหญ่กับแม่วัวส่วนน้อย ..หรือว่าเราคือเสียงส่วนน้อยของประเทศนี้.....กันแน่
ที่มา thaifreenews
คอลัมน์ เพื่อนพ้องน้องพี่
หรือว่าเราคือเสียงส่วนน้อยของประเทศนี้.....กันแน่
ล่าสุดเราคือเสียงส่วนน้อยในกรุงเทพ...
สุขุมพันธ์ถึงได้เป็นผู้ว่ากทม..อันนี้ต้องยอมรับ
ไม่ว่าด้วยวิธีการใด เราคิดได้ เค้าก็ต้องคิดได้
คราวก่อน ...จำนวนคนหรือ ส.ส. ที่รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลได้....เราก็คือเสียงส่วนน้อยอีก..เราจัดตั้งไม่ได้...ต้องยอมรับ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ เช่นกัน
เราล้วนต่างมีวิธีการ...ตราบที่ยังมีลมหายใจ....ดีเลว อยู่ที่ใครชนะ....
คราวก่อน..เราได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นพรรคอันดับ 1 แถมยังสามารถรวบรวมกันจัดตั้งรัฐบาลได้อีก....
..เราคือเสียงส่วนใหญ่..ตอนนั้น
คราวต่อมา เลือกตั้งอีก เราก็ยังได้รับการเลือกมาเป็นอันดับ 1 อีก....
เราคือเสียงส่วนใหญ่..ตอนนั้น..อีกครั้ง
........
เราต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ของสังคมหรือไม่..
เราต้องอยู่ใต้กฎกติกาของเสียงส่วนใหญ่หรือไม่.....
เราต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่หรือไม่......
เราต้องให้เสียงส่วนน้อยยอมรับเสียงส่วนใหญ่ใช่หรือไม่..
ตอนนั้นเสียงส่วนใหญ่คือของเรา......
แล้วตอนนี้เล่า..เสียงส่วนใหญ่คือของเค้า...หรือปล่าว
ตอนนี้เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกระทำของพวกก่อการร้ายพันธมาร(เรียกพันธมิตรไม่ลง ไม่เคยเป็นมิตรกับพวกมันสักที)
ตอนนี้เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกระทำของประชาธิปัตย์และพวกของพวกก่อการร้ายพันธมาร...อีกครั้ง
...เสียงส่วนน้อยย่อมไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่...ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่
แต่เสียงส่วนน้อยอยู่ร่วมกับเสียงส่วนใหญ่ได้...แม้ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่
วันใดที่เสียงส่วนใหญ่กลายเป็นเสียงส่วนน้อย....นั่นคือวันของเรา...คนเสียงส่วนน้อย
วันใดที่เสียงส่วนน้อยกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่....นั่นคือวันของเรา...คนเสียงส่วนน้อย
เรายังเชื่อว่า...คราวต่อไป..เลือกตั้งครั้งต่อไป....เสียงส่วนใหญ่จะเป็นของเรา......
เมื่อถึงคราวนั้น...เราต้องอย่าให้มันได้ผุดได้เกิดอีก.......
ถ้าประชาธิปไตย คือเสียงส่วนใหญ่ ..
เราก็อยากได้ประชาธิปไตยของเรากลับคืนมาจาก......พวกเสียงส่วนน้อยที่ได้ไปโดยความไม่ยุติธรรม
อำนาจอยู่ที่ใครคนนั้นชนะ ใช่ไหม ในประเทศนี้......
เพราะฉะนั้นเราจะเอาอำนาจคืนสู่ประชาชน...จะได้รู้กันว่ายกต่อไป ใครจะเป็นผู้ชนะ
จะเป็นคราวของฟ้า...หรือดิน..
เคยได้ยินเรื่องเล่าของ แม่อึ่งอ่าง กับแม่ วัว หรือไม่
วันหนึ่งลูกอื่งอ่างน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นานได้เดินไปในทุ่งนาแล้วเจอ แม่วัวตัวใหญ่มาก....(ผลงานเค้าดีมีคุณภาพอ่ะ)
ลูกอึ่งอ่าง ตื่นเต้น ที่เห็น วัวตัวใหญ่....มาก...ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น..เลยไม่รู้ว่าตัวอะไร
ความสงสัยจึงบังเกิด
จึงรีบกลับไปหาแม่อึ่งอ่าง ...แล้วก็เล่าให้แม่ฟังถึงเรื่องที่เพิ่งเจอมา
"แม่ แม่ครับ..เมื่อกี้ผมเดินไปเจอตัวอะไรไม่รู้ มันตัวใหญ่มากเลยแม่..ท่าทางจะเก่งมาก"
แม่อึ่งอ่างเห็นลูกมาถามก็เลยอยากจะโชว์ลูกว่าแม่มีความรู้
และไม่อยากเก่งน้อยกว่าตัวที่ลูกชม
"ตัวมันใหญ่ขนาดไหนลูก...ใหญ่เท่าแม่ไหม...."
ลูกอึ่งอ่างบอก.."ใหญ่กว่าแม่....."
แม่อึ่งอ่างถาม.."งั้นใหญ่เท่านี้หรือปล่าวลูก.."
พูดพลางสูดลมเข้าตัว ทำให้ตัวแม่อึ่งอ่างพองใหญ่ขึ้น
ลูกอึ่งอ่าง"..ใหญ่กว่านี้อีกแม่.."
แม่อึ่งอ่างได้ยินก็สูดลมเข้าตัวอีก..
"ใหญ่เท่านี้หรือปล่าวลูก....ใหญ่พอยัง"
ลูกอึ่งอ่าง"ยังเลยแม่ ..ใหญ่กว่านี้อีก..ใหญ่กว่าอีก.."
แม่อึ่งสูดลมเข้าอีกจนตัวโป่งพองแทบจะระเบิด...
"แค่นี้ได้ไหมลูก..ใหญ่เท่านี้ไหม..."
ลูกอึ่งอ่าง..."ยังเลยแม่..ยังไม่ได้ครึ่งผลงานเค้าเลยแม่..."
แม่อึ่งได้ยินดังนั้น.เลยสูดหายใจเข้าไปแล้วเบ่งตัวให้ใหญ่...ใหญ่..และใหญ่ที่สุด..
ลูกอึ่งอ่าง.."จ๊าก.....แม่.....ใหญ่เท่านั้นแหละแม่..เท่านั้นแหละ..."
ในที่สุดแม่อึ่งอ่างก็ขยายตัวจนใหญ่เท่าแม่วัว...จนได้..
แหม..ทำไปได้
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความพยายามอยู่ที่ไหน...ความสำเร็จอยู่ที่นั่น....
พยายามเข้านะมาร์ค...รูปร่างอึ่งอาจจะน่าเกลียดไปบ้าง
แต่ถ้ามาแข่งสร้างพลังศรัทธากับประชาชน........วัวตัวนี้ก็พร้อมรออึ่งอ่างให่เบ่งตัวมาเทียบเด้อ
ถ้าไม่ท้องแตกตายไปซะก่อนเด้อ.....อิอิ
จบ.