WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 20, 2009

'เทพเทือก'อึ้ง!ถูกจี้ถามคดี'พันธมาร'ยึดสนามบินเล็งสอบตร.อืดเป็นเรือเกลือ

ที่มา ประชาทรรศน์

'สุเทพ' รับคดี พธม.ปิดสนามบินไม่คืบ เล็งสอบถามตำรวจหากทำงานล่าช้า ปัดเสียงแข็ง!!เด้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จี้ 'พัชรวาท' ติงสีกากีอย่าตีตนไปก่อนไข้ ล่ารายชื่อถอด ป.ป.ช. ระวังมีปัญหา ผบ.ตร.ชี้ ตร.ล่ารายชื่อสามารถทำได้ ด้าน 'ผบช.น.' ปิดปากเงียบ ไม่โต้'เทพเทือก'สั่งเด้งตกเก้าอี้

จากกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตุว่ามีการจงใจเตะถ่วงคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายหลังบุกยึดสถานที่ราชการ และการยึดท่าอากาศยานทั้งสองแห่ง โดยเฉพาะการพยายามรวบ 2 คดี ในส่วนของคดีการบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเข้าด้วยกัน ทั้งที่ในส่วนของสำนวนบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองมีความคืบหน้าไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งน่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ในเร็ววันนี้ แต่ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดกลับสั่งให้รวมสำนวนของทั้ง 2 สนามบินเข้าด้วยกัน แล้วค่อยส่งให้อัยการสั่งฟ้อง

โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมสัพยอกนักข่าว "น้องรู้เรื่องดีจริง" โดยระบุว่า ตนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และไม่อยากเข้าไปแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องของการสอบสวนก็ให้ว่ากันไปตามปกติ ซึ่งถ้าหากตำรวจยังเพิกเฉยไม่รีบดำเนินการตนก็จะลงไปสอบถามเองว่าทำไมถึงล่าช้า อย่างไรก็ตามยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ปัดเด้ง'ทวี สอดส่อง'

ส่วนข่าวลือการย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการโยกย้าย

'มาร์ค' ยันไม่รวมสำนวนคดีม็อบถ่อยยึดสนามบิน

ขณะที่ ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า ไม่มีการยุบสำนวนการยึด 2 สนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯเข้าด้วยกัน โดยตนได้ทำการพูดคุยกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่าคดีความทุกเรื่องนั้นต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติ ยึดหลักกฎหมายไม่มีการแบ่งแยก และให้สืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา

ขู่ฟอด!!ตร.ล่ารายชื่อถอดป.ป.ช.ระวังมีปัญหา

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สมาคมตำรวจตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะไม่อยากให้มีปัญหาระหว่างหน่วยงาน และเมื่อรู้เรื่องก็ได้เตือน พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปแล้ว ว่าต้องให้อยู่ในกรอบ การแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ปกติในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่าให้บานปลาย จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการสอบสวน นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงไหน เพราะการทำงานของ ปปช.ก็ยังไม่ได้มีการแถลงผลการสอบสวนออกมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการตีตนไปก่อนไข้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กรณีระเบิดที่เกิดขึ้นที่ เซ็นทรัลเวิลด์ สมัย พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เห็นชัดเจนว่าผิด ประชาชนทั้งประเทศก็เห็น แต่กรณีเหตุการณ์ 7 ตค. นั้นต้องดูข้อเท็จจริงกันต่อไป อีกทั้ง ปปช. ยังไม่ได้แถลงผลการสอบ ฉะนั้นอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้

ต่อข้อถามว่า กรณีสั่งกำชับกับ ผบ.ตร.เป็นการระงับความเคลื่อนไหวของตำรวจหรือให้ดูแลความเคลื่อนไหว นายสุเทพ กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของตำรวจ ก็เช่นเดียวกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอดี ไม่ใช่มายุยงป่วนปั่นเพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีปัญหากับ ปปช. ส่วนจะเป็นส่วนหนึ่งของกระแสข่าวการโยกย้าย ผบช.น.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กระแสข่าวนั้นอย่าไปเชื่อมาก ตนไม่รู้ว่าใครทำ คนอยากย้ายทำหรือคนกลัวถูกย้ายทำ หรือกองเชียร์ทำ แต่ตนยังไม่ได้คิด ตนตรงไปตรงมาถ้าจำเป็นต้องทำก็จะทำและจะแถลงให้ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นลักษณะการนำกำลังคนเข้ามากดดันในการตัดสินใจด้วยหรือไม่ เนื่องจากสามารถรวมรวบรายชื่อได้มาก นายสุเทพ กล่าวว่า คิดว่าไม่ได้ผล ตนไม่เชื่อว่า ปปช. จะหวั่นเกรงเรื่องการกดดัน เพราะปปช.คงทำหน้าที่ต่อไปจะถูกหรือผิดก็เป็นเรื่องของการทำงาน ส่วนทำแล้วจะรับได้หรือไม่ต้องรอดู ทั้งนี้จะเป็นการกดดันในตัวผู้บังคับบัญชาอย่างตนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เคยมีใครมากดดันตน เค้าไม่ได้เข้าชื่อมากดดันตน ไม่สนใจหากคิดจะกดดันตนด้วยพลังเช่นนี้ไม่ได้ผล

ผบ.ตร.ชี้ตำรวจ.ยื่นถอดปปช.ไม่ผิดวินัย

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีข้าราชการตำรวจนับพันนายได้ร่วมลงชื่อยื่นถอดถอน ป.ป.ช.ภายในงานสัมนาวิชาการของสมาคมตำรวจ ที่สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดี หลังร่วมกับ ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ พล.ต.ท.อมรินทร์ อัครวงษ์ ผบช.รร.นรต. แถลงข่าวโครงการนักเรียนนายร้อยตำนวจหญิง ว่า การร่วมลงชื่อดังกล่าวเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ข้าราชการตำรวจสามารถทำได้ และไม่เป็นการกระทำที่ขัดหรือผิดระเบียบวินัยของข้าราชการตำรวจแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อมวลชนได้พยายามซักถาม ผบ.ตร.ในเรื่องดังกล่าวอีกหลายประเด็น แต่ ผบ.ตร. ได้กล่าวขอโทษต่อสื่อมวลชนที่จะไม่แสดงความคิดเห็น หลังจากนั้นนายตำรวจติดตามได้พยายามขอให้สื่อมวลชนเปิดทางเดินให้ ผบ.ตร.เข้าไปในลิฟท์ เพื่อขึ้นไปยังชั้น 7 ซึ่งเป็นสำนักงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

'ผบช.น.' ปิดปากเงียบ ไม่โต้'เทือก'สั่งเด้งตกเก้าอี้

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงบางคน ซึ่งถูกแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลชุดก่อน ที่อยู่คนละขั้วกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีรายชื่อของตนอยู่ด้วยนั้น โดยในวาระการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วันพุธที่ 21 ม.ค.นี้ ว่า ตนไม่ทราบในรายละเอียด ผู้สื่อข่าวคงต้องไปสอบถาม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เอาเอง เนื่องจากตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่รับคำสั่งเท่านั้น ขณะเดียวกัน ยอมรับว่าตนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นกรณีนี้ได้ เนื่องจากเกรงว่าสื่อมวลชนอาจตีความหมายผิดอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.สุชาติ ยืนยันว่าไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีการโยกย้าย และตนมีรายชื่อติดอยู่หรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไร และทราบว่าล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่มีวาระดังกล่าวในการประชุม ก.ตร.วันพุธนี้ ซึ่งก็คงต้องเชื่อไปตามนั้น

รบ.ก้มหน้ารับดันก้น'สำราญ'จริง ปัดกตัญญูม็อบโกเต็กซ์

ที่มา ประชาทรรศน์

'สาทิตย์'อ้าปากรับ รบ.เล็งดึง 'สำราญ' แกนนำม็อบโกเต็กซ์ นั่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯจริง ทำกั๊กยังไม่เห็นชื่อเข้าครม.วันนี้ ปัดตอบแทนคุณม็อบถ่อย ย้ำเป็นไปตามนโยบายมาร์ค 9 ข้อ ต้องจับตา!!ดัน นวลพรรณ-ยุพ-เสถียร นั่งตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีวันนี้


ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (20 ม.ค.) กระแสข่าวการแต่งตั้งนายสำราญ รอดเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่น 2 ให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนยอมรับว่ามีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวในรัฐบาล แต่จนถึงขณะนี้ตนยังไม่เห็นรายชื่อของนายสำราญที่จะเสนอเข้าต่อที่ประชุมครม.ในวันนี้ และตนก็ไม่ทราบด้วยว่าจะมีรายชื่อของนายสำราญปรากฎขึ้นหรือไม่

ทั้งนี้การแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่จำเป็นจะต้องมีการแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีในทุกกระทรวง เนื่องจากต้องพิจารณาถึงหลักความจำเป็นและเนื้องานของแต่ละกระทรวง และขอยืนยันว่าการแต่งตั้งไม่ได้เป็นการเอาใจ อีกทั้งไม่ได้เป็นการหาทางลงให้กับคนในพรรค ซึ่งหากจะมีการแต่งตั้งขึ้นมาจริง ก็ต้องเป็นคนของในพรรคตามนโยบาย 9 ข้อที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายไว้

อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งนายสำราญ ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ หรือบุคคลใดที่จะขึ้นมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในครั้งนี้นั้น ตนมองว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นท้าทายสังคม เป็นการดำเนินตามนโยบายอย่าแท้จริง ซึ่งหากจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มต่างๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากคนที่ได้รับตำแหน่งก็จะต้องมีการระวังตัวให้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครม.นัดนี้ มีประเด็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเสนอตั้งตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต่อคณะรัฐมนตรี โดยเบื้องต้นมีบุคคลที่น่าสนใจ ได้แก่ นางนวลพรรณ ล่ำซำ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายยุพ นานา เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ่วงด้วยนายสำราญ รอดเพชร แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯรุ่นที่ 2 มีความเป็นไปได้ว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

ลุ้น ป.ป.ช.ชี้มูล"โฆสิต"ต่ออายุเหมืองพื้นที่ป่า"ผาแดง"ช่วงรมว.อุตฯ-ชี้ปมกลับทำงานแบงก์กรุงเทพ

ที่มา มติชนออนไลน์
ลุ้น ป.ป.ช.ชี้มูล "โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์"คดีต่ออายุทำเหมืองสังกะสีบริษัทผาแดงฯพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นหนึ่งช่วงเป๋น รมว.อุตสาหกรรม เผย"เรืองไกร "ร้องเรียนเคยเป็นกรรมการบริษัทในฐานะตัวแทนธนาคารกรุงเทพฯที่ถือหุ้นใหญ่ ซัดกลับไปทำงานในแบงก์อีก ชี้เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานเมื่อวันที่ 19 มกราคมว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)วันที่ 20 มกราคมมีวาระการพิจารณาชี้มูลความผิด เรื่องที่มีการกล่าวหา นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรณีให้ความช่วยเหลือ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด(มหาชน) ให้ได้รับการผ่อนผันจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เพื่อทำเหมืองแร่สังกะสีท้องที่ อ.แม่สอด จ.ตาก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551ให้แต่งตั้งนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนเรื่องดังกล่าว ตามที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหาร้องเรียนว่า นายโฆสิตปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในฐานะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแล หรือตรวจสอบหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในความรับผิดชอบ รวมทั้งในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยตำแหน่ง กระทำการช่วยเหลือ ให้ได้รับการผ่อนผันจากคณะรัฐมนตรีในการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เพื่อทำเหมืองแร่สังกะสี ท้องที่ อแม่สอด จ.ตาก และต่ออายุประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่สังกะสีต่อไปได้ โดยนายโฆสิตเคยเป็นกรรมการของบริษัทผาแดงฯก่อนมารับตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


สำหรับหนังสือร้องเรียนของนายเรืองไกร ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2550 มีสาระสำคัญคือ นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ขณะดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กระทำความผิดเนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียรับสัมปทานหรือคงไว้ซึ่งสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดและเป็นที่ปรึกษาหรือตัวแทนของบริษัท ผาแดงฯซึ่งเป็นเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ควบคุมหรือตรวจสอบของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง อันมีลักษณะขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวม คือ


1. บริษัท ผาแดงฯ มีธนาคารกรุงเทพ เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 7,301,070 หุ้นโดยนายโฆษิต ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการตัวแทนของธนาคารกรุงเทพตั้งแต่ 6 เมษายน 2548 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549และได้รับค่าตอบแทนจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 จำนวน 169,891.30 บาท (หนึ่งแสนหกหมื่นเก้าพันแปดร้อยเก้าสิบเอ็ดบาทสามสิบสตางค์) พร้อมกับโบนัสกรรมการปี พ.ศ.2549 อีกจำนวน 1,178,500.00 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นแปดพันห้าร้อยบาท) ถือได้ว่านายโฆษิต อาจจะมีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) โดยตรง


2. นายโฆษิตได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2549 พร้อมกับดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอีกด้วย จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมกัน 3 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินั้นมีประโยชน์โดยตรงต่อการกำกับดูแล ควบคุมและตรวจสอบเกี่ยวกับประทานบัตรเหมืองแร่สังกะสีของบริษัท ผาแดงเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ซึ่งในระหว่างดำรงตำแหน่งดังกล่าว นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ได้มีพฤติกรรมดังนี้ คือ


2.1 เนื่องจากประทานบัตรเหมืองแร่สังกะสีและพื้นที่กิจกรรมเกี่ยวเนื่องของบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ใบอนุญาตเลขที่ 20781/13285, 20780/13286, 20782/13287 จะหมดอายุสัมปทานพร้อมกันในวันที่ 17 ตุลาคม 2550 บริษัท ผาแดงฯ จึงมีความต้องการขยายระยะเวลาของสัมปทานออกไปอีก โดยได้ยื่นขอประทานบัตรใหม่ตามคำขอที่ 1/2546 พร้อมใบอนุญาตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 แต่มิได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลที่แล้วแต่อย่างใด


2.2 นายโฆษิตได้เร่งรัดดำเนินการเริ่มตั้งแต่ให้คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ให้ความเห็นชอบตามที่บริษัท ผาแดงฯต้องการในวันที่ 26 มีนาคม 2550 สาระสำคัญคือ ในขณะนั้นยังไม่มีรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย


2.3 ต่อมาในวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 มีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2550 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายโฆษิต เป็นประธานที่ประชุม


ในการประชุมวาระที่ 1 และวาระที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ผาแดงฯ นายโฆษิต ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองประธานกรรมการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่แทนในการประชุม โดยอ้างว่าติดภารกิจสำคัญ


2.4 เมื่อถึงวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมือนแร่สังกะสีของบริษัท ผาแดงฯคำขอประทานบัตรที่ 1/2546 ตั้งอยู่ที่ตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมและควบคุมการประชุมจนสามารถทำให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามที่บริษัท ผาแดงฯได้จัดทำข้อมูลมาให้จึงเป็นการสมประโยชน์ตามที่ต้องการ โดยมีการชี้นำจากนายโฆษิต


จากนั้นในวันที่ 27 สิงหาคม 2550 จึงได้ทำการส่งรายงานการประชุมไปยังอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เห็นว่า การกระทำของนายโฆษิตเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ผาแดงฯอย่างชัดเจนโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้ง 3 ตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น ส่งเสริมสนับสนุนให้บริษัท ผาแดงฯป็นผู้ผูกขาดการทำเหมืองแร่สังกะสีแต่เพียงผู้เดียวจึงเป็นการปฏิบัติโดยมิชอบด้วยหน้าที่


3. เพื่อให้บริษัท ผาแดงฯได้รับประโยชน์สูงสุดและมากกว่าประโยชน์ของรัฐ ดังนั้นนายโฆษิต จึงอาศัยตำแหน่งหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทำหนังสือถึง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 เรื่องบริษัท ผาแดงฯขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อการทำเหมืองแร่ท้องที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยนายโฆษิต ได้ทำความเห็นว่า เห็นชอบด้วยกับความเห็นของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีผ่อนผันให้บริษัท ผาแดงฯใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่สังกะสีได้


ในที่สุดบริษัท ผาแดงฯได้รับประโยชน์โดยตรงจากการดำเนินการของนายโฆษิต โดยในวันที่ 8 ตุลาคม 2550 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักวิเคราะห์เรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงนายโฆษิต ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เรื่อง บริษัทผาแดงฯขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อทำเหมืองแร่ฯเพื่อให้นายโฆษิต พิจารณา


แต่ปรากฏว่าผู้ที่อนุมัติคือ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งเป็นผู้ลงนามแทนนายโฆษิต ทั้งๆที่ หนังสือดังกล่าวทำถึงนายโฆษิตแต่เพราะสาเหตุใดนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม จึงเป็นผู้ลงลายมือชื่อของตนทั้งที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงวันหมดอายุสัมปทานในวันที่ 17 ตุลาคม 2550 เป็นการต่ออายุสัมปทานภายใต้การกำกับดูแล ควบคุมและตรวจสอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและมีการเร่งรัดการดำเนินการอย่างเร่งรีบผิดปกติทั้งที่ใช้เวลานานมากกว่านี้ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นไม่มีการดำเนินการอย่างรวดเร็วเหมือนกับกรณีของบริษัท ผาแดงฯ


เมื่อพิจารณารวมกับการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเคยเป็นกรรมการและรับเงินตอบแทนจำนวนมากจากบริษัท ผาแดงฯ แล้ว อีกทั้งปรากฏว่า เมื่อมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า นายโฆษิต ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะต้องการมีตำแหน่งกรรมการในสถาบันการเงินคือ ธนาคารกรุงเทพ อีกเมื่อพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


เห็นว่านายโฆษิต มีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัท ผาแดงฯอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอดในขณะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายและเป็นการแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียรับสัมปทานหรือคงไว้ซึ่งสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 มาตรา 122 และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ญี่ปุ่นลดการลงทุน

ที่มา เดลินิวส์

นโยบาย เฮลิคอปเตอร์ มันนี่ หรือ การโปรยเงินตามสี่แยก อุ๊ย ไม่ใช่สิ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลมาร์ค 1 จากงบฯเพิ่มเติมกลางปี 1.167 แสนล้าน ใน 18 โครงการที่ออกมาแล้ว ถูก นักวิชาการเศรษฐศาสตร์วิพากษ์แหลกลาญว่า เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

หม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯขิงแก่ ยังลุกขึ้นเอาขวานจามหน้าว่า เป็นนโยบาย “บ้องตื้น” คนจบเคมบริดจ์กับ ออกซฟอร์ด คิดได้แค่นี้เองหรือ เช่น จู่ ๆ เอาเงินยัดใส่มือผู้ประกันตนที่ รายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาทกับข้าราชการบำนาญรวม 9 ล้านคน คนละ 2,000 บาท รวม 1.8 หมื่นล้าน เฉยเลย

คนที่ค้านเห็นว่าเมื่อคนไม่แน่ใจว่า พรุ่งนี้ยังจะมีงานทำหรือไม่ เรื่องอะไรเอาไปใช้จ่าย เก็บเงินไว้ดีกว่า เท่ากับเกาไม่ถูกที่คัน นี่ยังไม่นับที่ถูกครหาว่า เงินถึง 60% เทไปกระทรวงที่ ปชป. ดูแลเป็นหลัก

ซึ่งดูแล้ว ก็จริง เช่น งบเงินส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ รมว.ชุมพล ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา ดูอยู่ ได้ไปแค่ 900 ล้านเท่านั้น ทั้งที่แต่ละปี ทำเงินเข้าประเทศ 6-7 แสนล้าน กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรเลย

แต่ใครจะว่ายังไง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ยืนยัน เฮลิคอปเตอร์ มันนี่ เป็นแค่การเริ่มต้น เพื่อทำให้ผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ที่ยังไม่มีความมั่นใจได้เห็นว่า เราเริ่มทำอะไรแล้ว จะได้ขยับตัวและกลับมามั่นใจในการบริโภคและลงทุนเหมือนเดิม

ได้อย่างที่ว่าก็ดีเลย แต่เกรงว่า จะไม่เป็นเช่นนั้น !!!

รายงานข่าวจาก องค์กรส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น หรือ เจโทร เปิดเผยว่า ปีนี้นักลงทุนญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในไทยลดลง 10-20% อันเนื่องจากเศรษฐกิจโลกถดถอยส่วนหนึ่ง นั่นก็ช่างเถอะ แต่สำคัญคือ เจโทรบอกว่า ปัญหาการเมืองและการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ นั้น ได้สร้างความหวาดวิตกให้นักลงทุนญี่ปุ่นมากว่า จะมีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม จึงชะลอการลง ทุนไว้ก่อน

อ่านแล้วก็หนาว เพราะที่ผ่าน ๆ มา ไม่ว่าจะปฏิวัติกี่หน นักลงทุนชาติอื่น ๆ อาจตกใจ ถอนการลงทุนหรือ “เวทแอนด์ซี” แต่ญี่ปุ่นไม่เคยเลย ปักหลักแน่น เรียกว่า ทนยังกับแรด แต่ภาวการณ์นั้นเปลี่ยนไปแล้ว

เดิมการเมืองจะทะเลาะตบตีกันยังไง ก็อยู่แค่แวดวงการเมือง แต่นับแต่ปล่อยให้เมืองไทย กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ไร้ขื่อแป ม็อบมีเส้น อาละวาดปิดถนน ยึดทำเนียบฯ เหิมถึงขนาดยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองอย่างง่ายดาย โดยตำรวจและทหารต่างเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ เป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลก

เพียงเพื่อกำจัดรัฐบาลที่ไม่ได้ดั่งใจ นี่ เป็นเหตุรุนแรงมาก !!!

แต่นอกจากไม่ถูกลงโทษ รัฐบาลนี้ยังให้บำเหน็จรางวัลอีกด้วย เป็นทั้งรัฐมนตรี เป็นทั้งที่ปรึกษา ก็เพราะอย่างนี้ จึงกลายเป็นแบบอย่าง คนงานไม่ได้โบนัส ก็ยึดโรงงานบ้าง สิ ภาพออกไป แมวที่ไหนอยากมา ลงทุนในไทย ในเมื่อ มาเลเซีย เวียดนาม หรือ เขมร พร้อมเปิดรับนักลงทุนต่างชาติอยู่แล้ว

มีข่าวอีกว่า ตอนนี้ การทำสัญญาระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ ถึงขนาดมีบางแห่งขอให้ใช้กฎหมายสิงคโปร์แล้ว เพราะกลัวจะมีการใช้ “กฎหมาย 2 มาตรฐาน” อย่างที่คนไทยบางกลุ่มโดนกระทำอยู่

ก็ดูสิ พอ ดีทีวี ของ 3 เกลอความจริงวันนี้ จะออกอากาศเท่านั้น มท.1 สั่งให้ตั้ง คกก.คอยจัดการเลย ก็แปลกนะ ทีวีบางช่องล้างสมอง ยุคนไปฆ่ากันทุกวัน กลับเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ กันหมด ???

ไม่ใช่แต่ญี่ปุ่นหรอกที่จะถอยกรูด ยังจะมีชาติอื่น ๆ อีก หากบ้านเมืองมี 2 มาตรฐานอย่างนี้.

ดาวประกายพรึก

ยื้อไม่ยื่นขอถอดถอน ป.ป.ช.

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจจัดการอภิปรายเชิงวิชาการเรื่อง “องค์กรตามรัฐธรรมนูญกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ” ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคัก มีข้าราชการตำรวจ และประชาชน กว่า 2,000 คน มาลงชื่อร่วมงาน และมีการถ่ายเอกสารสำเนาบัตรไว้ด้วยจนล้นสถานที่ มีผู้เข้าร่วมอภิปราย ประกอบด้วย พล.ต.อ.สุพาสน์ จีระพันธ์ อดีตนายกสมาคมตำรวจ และอดีต ก.ตร. นายพนา ทองมีอาคม คณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ นายพนม ปีย์เจริญ ประธาน กรรมการบริหารบริษัทเนเจอร์ไลฟ์ จำกัด และ พล.ต.อ. สุวรรณ สุวรรณเวโช อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายม็อบวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่า ตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรม ตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายประชาชน ทั้งที่ตลอดการชุมนุมประท้วงตำรวจต้องอดทนอดกลั้นมาตลอด ตำรวจสมควรน่าจะได้รับดอกไม้ ไม่ใช่ก้อนหิน เป็นเรื่องที่ต้องฟังความเห็นของตำรวจและประชาชน ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ เผยภายหลังอภิปรายว่า ยังไม่ตัดสินใจจะส่งรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน ป.ป.ช. แม้จะมีตำรวจและ ประชาชนนำรายชื่อมามอบให้ก็ตาม ขอดูพยานหลักฐานและเหตุผลที่มาประกอบก่อน ไม่ใช่แค่นำสำเนาบัตรประชาชนมาให้อย่างเดียว

ป.ป.ช.เย้ย ตร.อย่าวิตกล่วงหน้า

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนเหตุการณ์สลายม็อบวันที่ 7 ต.ค. 2551 บริเวณรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กรณีตำรวจเข้าชื่อถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 248 ว่า เป็นสิทธิของตำรวจที่สามารถยื่นได้ ขึ้นอยู่กับวุฒิสภาจะลงความเห็นว่าอย่างไร แต่ยืนยันว่า การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในคดีนี้ไม่มีการเร่งรัดตามที่ถูกกล่าวหา แต่เห็นว่าเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงนำขึ้นมาพิจารณาก่อน ไม่มีวาระซ่อนเร้น และการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนก็ยังไม่มีการชี้มูลความผิด อย่าไปวิตกอะไรล่วงหน้า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะไม่ตัดสินคดีจากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือยึดกระแสสังคม แต่จะตัดสินตามหลักนิติธรรมและกฎหมาย ส่วนกรณีคุณสมบัติของนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมนั้น มองว่าไม่น่าจะขัดคุณสมบัติต่อการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เพราะไม่ใช่การไปแสวงหากำไร หากจะได้ค่าตอบแทนก็เป็นเพียงเล็กน้อย ไม่คุ้มค่าน้ำมันรถ เป็นประเด็นที่ไม่น่าหยิบยกขึ้นมา เป็นผู้ใหญ่กันแล้วเรื่องนี้มันนอนเซ้นส์

ยันไม่ได้เร่งไต่สวนคดีสลายม็อบ

ด้าน น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ว่า การยื่นถอดถอนดูแล้วไม่มีเหตุผล สมควร เพราะ ป.ป.ช.ทำตามหน้าที่ไม่ได้เลือกปฏิบัติ กรณี การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเหตุการณ์สลายม็อบหน้ารัฐสภาวันที่ 7 ต.ค. 2551 นั้น ไม่มีการเร่งพิจารณาไต่สวน ส่วนใหญ่ ป.ป.ช.จะพิจารณาคดีต่างๆตามลำดับ แต่คดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ป.ป.ช. สามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก่อนได้ ส่วนที่ฝ่ายตำรวจมองว่าการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้ของ ป.ป.ช. เป็นการชี้นำสังคมให้เข้าใจผิดว่าตำรวจมีส่วนร่วมในการสลายม็อบจนมีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น คงเป็นการเข้าใจผิดของตำรวจ เพราะการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย เมื่อมีการกล่าวหาก็ต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ไม่ได้หมายความว่าการตั้งคณะอนุกรรมการจะต้องมีความผิดและถูกลงโทษเสมอไป ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะดำเนินการอย่าง มีเหตุผล ไม่ได้เร่งรีบ โดยจะนำเรื่องที่ฝ่ายตำรวจเข้าชื่อเสนอถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช.เข้าหารือในที่ประชุม ป.ป.ช.วันที่ 20 ม.ค.นี้

“กล้านรงค์” ยัน ป.ป.ช.ทำงานไร้อคติ

ทางด้านนายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. กล่าวว่า การที่ตำรวจและประชาชนเข้าชื่อถอดถอน ป.ป.ช. สามารถกระทำได้ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.พร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ เชื่อว่าการถูกยื่นถอดถอนนี้ไม่ใช่เกมการเมือง หรือการเข้าไปตรวจสอบการทุจริตของ ป.ป.ช. แต่เป็นความคิดเห็นที่ต่างกัน หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ถูกถอดออกจากตำแหน่งจริง ก็คงจะกลับไปทำงานของตนเองและการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจถอดถอนครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี เพราะ ป.ป.ช.ก็ทำหน้าที่โดยปราศจากอคติเช่นเดิม ขณะที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ยืนยัน ป.ป.ช.ไม่ได้ทำคดีอย่างรีบเร่งผิดปกติเนื่องจากการตรวจสอบจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับหลักฐาน

หา 'แพะ'มารับแทน ปลาป๋องเน่า โบ้ยบริษัทรับสัมปทาน

ที่มา ไทยรัฐ

ยังคงเป็นประเด็นปริศนากรณีความไม่ชอบมาพากล ของปลากระป๋องเน่ายี่ห้อ “ชาวดอย” ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำไปบริจาคชาวบ้านตำบลชัยบุรี จังหวัดพัทลุง ทั้งที่ฉลากบนกระป๋องระบุผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมีระยะเวลาหมดอายุอีก 3 ปี โดย อย. ยังพบพิรุธไร้ตัวตนบริษัทผู้จัดจำหน่ายและบริษัทผู้ผลิต ตามที่อยู่ซึ่งระบุบนกระป๋อง ขณะที่นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ออกโรงแก้เกี้ยวว่า เป็นเพราะบริษัทเอกชนที่รับสัมปทานจัดซื้อจัดจ้างส่งของเน่าแจกชาวบ้านผิดสเปกที่เสนอกระทรวง และขอเวลาจะชี้แจงข้อเท็จจริงในวันที่ 19 ม.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ม.ค. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เปิดแถลงความคืบหน้าการสอบสวนเรื่องปลากระป๋องเน่า ว่า นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อนที่จังหวัดพัทลุง กรณีปลากระป๋องไม่ได้คุณภาพให้รับทราบแล้ว หลังจากที่ได้สั่งการให้ตรวจสอบเมื่อวันที่ 14 ม.ค. โดยอ้างว่า ถุงยังชีพดังกล่าวเป็นของที่สำนักงานปลัดกระทรวง ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาที่ชื่อนายวิเชน สมมาต อดีตรองเลขาธิการสมาคมชาวจังหวัดพัทลุง และประกอบธุรกิจหลายอย่าง ที่แจ้งจะบริจาคถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบความเดือดร้อนจังหวัดพัทลุง จำนวน 5,000 ชุด โดยนายวิเชนเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนเอง ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวง เป็นเพียงผู้ประสานไปยังพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุงทราบ เพื่อดำเนินการตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค เบื้องต้นได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนจังหวัดพัทลุงไปแล้ว 1,500 ชุด และเกิดปัญหา ทั้งนี้ในช่วงปีงบประมาณ 2552 สำนักงานปลัดกระทรวง ยังไม่มีการจัดซื้อถุงยังชีพแต่อย่างใด

นายวิฑูรย์ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้สั่งการให้ตั้งคณะ กรรมการตรวจสอบคุณภาพสิ่งของบริจาคที่จะมอบให้กับประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งของ เพื่อนำไปบริจาคจะต้องมีการปฏิบัติตามระเบียบและดำเนินการจัดซื้อเท่าที่จำเป็น และต้องคำนึงถึงคุณภาพ เนื่องจากชาวบ้านเดือดร้อนอยู่แล้ว ไม่ควรไปซ้ำเติม

นอกจากนี้ นายวิฑูรย์ยังกล่าวไปถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี สั่งให้ตรวจสอบสิ่งของบริจาคต่างๆ รวมถึงผ้าห่ม ที่พบว่าไม่ได้คุณภาพเช่นกันว่า ในส่วนของผ้าห่มนั้น มีหลายหน่วยงานบริจาค ทั้งสภากาชาดไทย หรือท้องถิ่นจัดซื้อเพื่อบริจาคเอง และส่วนใหญ่เป็นของที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยบริจาค ที่ผ่านมากระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จัดซื้อผ้าห่มแจกให้กับประชาชนที่เดือดร้อนไปบ้าง แต่จำนวนไม่มาก เท่าที่ทราบขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีการจัดซื้อไม่ตรงสเปก แต่หากมีข้อมูลการจัดซื้อสิ่งของไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งมาที่ตนได้โดยตรง

ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลที่นายวิเชนไม่ไปบริจาคช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ทั้งที่เป็นคนจังหวัดพัทลุงเช่นเดียวกับชาวบ้านที่เดือดร้อนจากอุทกภัย นายวิฑูรย์ ตอบแทนนายวิเชนว่า ปัจจุบันนายวิเชนมีที่อยู่อาศัยใน กทม. และเข้าใจว่าสาเหตุที่นายวิเชนบริจาคผ่านกระทรวงเพราะอยากได้เครดิต

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่ออีกว่า นายวิเชนจะต้องเป็นผู้ รับผิดชอบกรณีทำให้ชาวบ้านเสียหายหรือไม่ ก็ได้รับ คำตอบจาก รมว.พม.ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประสานงานไปยังนายวิเชนแล้ว แต่อยากให้เข้าใจด้วยว่า บางครั้งผู้บริจาคมีความปรารถนาดี โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งของที่นำมาบริจาคไม่มีคุณภาพ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย เมื่อถามอีกว่า แล้วกระทรวงจะฟ้องร้องแทนประชาชนหรือไม่ นายวิฑูรย์ตอบว่า เรื่องนี้จะต้องพยายามหาต้นตอร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเองจะตั้งคณะกรรมการติดตามเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการแถลงข่าวชี้แจงครั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหมือนจัดฉาก เพราะราวกับ หนังคนละม้วนหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ตัวนายวิฑูรย์เองเคยแถลงว่าเป็นความผิดของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ที่ได้รับสัมปทานจัดซื้อจัดจ้าง ส่งของไม่ตรงสเปกที่เสนอกระทรวง ปรากฏว่านายวิฑูรย์ถึงกับมีอาการเลิ่กลั่ก และอ้ำอึ้งก่อนตอบว่า ขอยืนยันว่าไม่มีการจัดฉาก การแถลงเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

จากนั้นนายวิฑูรย์ก็ได้ให้เบอร์โทรศัพท์ของนายวิเชน เบอร์ 08-7135-2201 กับสื่อมวลชน โดยกล่าวว่า หากไม่เชื่อก็โทร.ไปถามได้ ซึ่งผู้สื่อข่าวจึงกดโทรศัพท์ตามเบอร์ ที่ได้รับทันที เพื่อสอบถามว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่ และมีผู้รับปลายสายบอกว่าคือ นายวิเชน สมมาต คนที่นายวิฑูรย์อ้างถึงว่าเป็นผู้บริจาคปลากระป๋องเน่า และได้ตอบยืนยันมาว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าปลากระป๋องที่นำไปช่วยเหลือประชาชนจะเน่าเสีย เพราะได้สั่งการให้ลูกน้องเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ ส่วนสาเหตุที่ตนบริจาคของผ่านทางกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เนื่องจากไม่มีกำลังพอจะจัดส่งสิ่งของไปเอง ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการฟ้องร้องผู้บริจาคนั้น หากฟ้องร้องจริง ต่อไปก็คงไม่มีใครกล้าบริจาคสิ่งของอีกแล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามไปว่า ได้ติดต่อขอบริจาคมาตั้งแต่ เมื่อไหร่ นายวิเชนตอบว่าเป็นผู้ประสานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯเอง เมื่อต้น ม.ค. แต่เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามซักถามอีก นายวิเชนก็ตัดบทอ้างว่ากำลังติดประชุมอยู่ และวางสายไป ต่อมามีสื่อมวลชนจากสำนักอื่นๆ โทรศัพท์ กลับไปสัมภาษณ์อีกหลายครั้ง จนนายวิเชนได้ปิดมือถือในที่สุด

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนางถนอมศรี กุลวชิรา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง พม. ว่าในการบริจาคสิ่งของทางระเบียบราชการจะมีการจัดซื้อทั้งจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น สำหรับกรณีนี้ นายวิเชนเป็นผู้ติดต่อมาเพื่อขอบริจาคและแจ้งความจำนงจะเป็นผู้จัดส่งของเอง ดังนั้น การบริจาคครั้งนี้ ทางกระทรวงฯไม่ได้ใช้ งบประมาณใดๆ ทั้งสิ้น โดยทางส่วนกลางรับเรื่องประมาณเดือนมกราคมว่านายวิเชนจะบริจาค

กระนั้นเมื่อผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบที่ศูนย์รับบริจาคเพื่อการสงเคราะห์ผู้เดือดร้อน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ซึ่งเป็นหน่วยลงทะเบียนผู้บริจาคสิ่งของช่วยเหลือประชาชน ปรากฏว่าตั้งแต่เดือน ธ.ค.2551 จนถึงวันที่ 19 ม.ค. 2552 ไม่ปรากฏผู้บริจาคที่ชื่อนายวิเชน สมมาต แต่อย่างใด ทั้งนี้ ทางศูนย์ฯยังชี้แจงว่าผู้บริจาคทุกคนหากมาบริจาคสิ่งของให้กระทรวงฯ จะต้องมีหลักฐานเป็นใบเสร็จออกให้ทุกราย นอกจากนี้ จากการตรวจสอบชื่อสมาคมชาวจังหวัดพัทลุง หรือสมาคมชาวพัทลุง ผ่านระบบสืบค้นหาผ่านอินเตอร์เน็ต ก็ไม่ปรากฏชื่อนายวิเชนสมมาต แต่อย่างใด

แกนนำเสื้อแดงบุกขอทุน “เจ๊แดง”

ที่มา ไทยรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายขวัญชัย ไพรพนา ประธาน ชมรมคนรักอุดรฯ ให้สัมภาษณ์เปิดเผยก่อนเข้าพบแกนนำพรรคเพื่อไทย ว่า ต้องการมาหารือกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ว่า ให้ทราบถึงแนวการเคลื่อนไหวว่า วันนี้พรรคต้องเคลื่อนมวลชน อย่าไปหวังเกมในสภา เพราะเราสู้ไม่ได้ และจะขอสนับสนุน งบประมาณในการเดินทางมาร่วมชุมนุมอย่างไร เนื่องจากแกนนำคนเสื้อแดง ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง เห็นตรงกันว่า ในวันที่ 22-24 ม.ค. จะนำมวลชน 1-3 หมื่นคน มาปักหลักชุมนุมที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อกดดันนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้ออกจากตำแหน่ง และโจมตีนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่พยายามแจกเพื่อเอาใจ ทั้งนี้ หากนางเยาวภาไม่เห็นด้วยตนจะโทรศัพท์ไปประสานกับแกนนำแต่ละจังหวัด บอกว่า ไม่ต้องมา เพราะเหนื่อยเปล่า นอกจากนี้ อยากบอกนาง เยาวภาว่า ที่ผ่านมาการทำงานมวลชน หากให้ ส.ส.จัดการเรื่องงบประมาณจะถูกแบ่งเปอร์เซ็นต์ไปเยอะมาก โดย ส.ส.รอเงินทอน เช่น ให้ 100 เข้ากระเป๋า 80 เหลือ 20 เอามา ทำงาน แต่หากเป็นมวลชนให้ 100 เราทำ 200 เกินด้วยซ้ำ

แห้วกลับไป มาคุยใหม่หลังตรุษจีน

จนกระทั่งเวลา 19.00 น. นายขวัญชัยให้สัมภาษณ์ ภายหลังการเข้าพบแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า ไม่ได้เข้าพบ กับนางเยาวภา แต่ได้พบกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แทน โดยแกนนำพรรคได้ซักถาม ว่า จะใช้งบประมาณในการเคลื่อนไหวเท่าไร ได้บอกไปว่า คำนวณไม่ถูก เพราะที่ผ่านมาเคลื่อนไหว 3 ปี ไม่เคยใช้ เงินพรรค แต่ใช้เงินของชมรมคนรักอุดร ทั้งนี้ ได้ข้อสรุป ตรงกันว่า หลังเทศกาลตรุษจีนวันที่ 26 ม.ค. ให้มาคุยกัน อีกครั้ง เนื่องจากถ้าเคลื่อนไหวช่วง 22-24 ม.ค. ก่อนเทศกาล ตรุษจีน จะไม่ได้รับแรงสนับสนุน เสียของเปล่า เพราะคน กทม.จะหายไปเที่ยวต่างจังหวัด

“จตุพร” ลั่นเสื้อแดงไม่ใช้แกนนำ

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มคน เสื้อแดงว่า ภายในสิ้นเดือนนี้ หรือต้นเดือนหน้า จะมีการ นัดประชุมกลุ่มคนเสื้อแดงหนึ่งครั้ง ส่วนแนวทางของคนเสื้อแดง นั้น จะนำบทเรียนของกลุ่มพันธมิตรฯมาศึกษา แต่ต้องการให้คนเสื้อแดงเติบโตโดยไม่ต้องมีสายบังคับ บัญชา ไม่ต้องมีแกนนำ เพราะเชื่อมั่นว่าจะแข็งแรงกว่า มีพลังมากกว่า จะให้เกิดเป็นแม่น้ำร้อยสาย ซึ่งเราได้พิสูจน์ แล้วจากการชุมนุมที่สนามหลวง และราชมังคลากีฬาสถาน วันนี้ประชาชนไปไกลกว่านักการเมืองแล้ว ถ้านักการเมืองไม่เดินตามประชาชนเขาก็ไม่เอาด้วย ทั้งนี้ คาดว่าในการ ประชุม ครม. วันที่ 20 ม.ค. จะมีการแต่งตั้งคนในพันธมิตรฯ เข้าไปมีตำแหน่งในรัฐบาลเป็นการตอบแทน ระหว่างคน ที่ร่วมกันโค่นล้มประชาธิปไตย เรื่องนี้จะเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับประชาชนมากขึ้นไปอีก

รัฐบาลมึนไม่มีช่อง ก.ม.ฟันดีทีวี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย นายกรัฐมนตรี โดยมีคณบดีคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย ชื่อดังเข้าร่วมประชุมนัดแรกอย่างไม่เป็นทางการ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะ นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นายสาทิตย์ได้มอบ หมายงานให้กลับไปพิจารณา พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯในอีก 2 สัปดาห์ ข้างหน้า เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลมอบหมายให้ดูกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อจัดการกับสถานีโทรทัศน์ ดีทีวีใช่หรือไม่ นายสมคิดตอบว่า นายสาทิตย์เคยหารือนอกรอบกรณีการเปิดสถานีดีทีวี ในฐานะนักกฎหมายได้ ให้ความเห็นไปว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายควบคุมไม่ให้มีการเปิดสถานีโทรทัศน์ขึ้นมาใหม่ แต่การดำเนินการของดีทีวีเหมือนกับการเปิดสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่ไปเปิดในต่างประเทศ ยิงสัญญาณเข้ามาที่ประเทศไทย ทั้งที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุมการยิงสัญญาณจากต่างประเทศ จึงยังไม่มีช่องทาง ดำเนินการเอาผิดได้

พท.เล็งแก้ปัญหากลุ่มก๊วนป่วน

วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความแตกแยกภายในพรรคเพื่อไทยว่า ที่ประชุม ส.ส.วันที่ 20 ม.ค.นี้ จะหารือถึงการปรับโครงสร้างพรรค เพื่อขจัดปัญหากลุ่ม ก๊วน มุ้งภายในพรรค เนื่องจากที่ผ่านมีปัญหามากในการควบคุม ส.ส. เพราะส่วนใหญ่เชื่อฟังหัวหน้ากลุ่มมากกว่าผู้บริหารพรรค เห็นได้ชัดเจนกรณี ส.ส.ออกจากพรรคไปเป็นกลุ่ม ส่วนกรณีที่ความเคลื่อนไหวภายในต้องการให้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคนั้น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค เคยบอกว่าพร้อมสละตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้คนที่เป็น ส.ส.เข้ามาเป็นหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้าน โดยที่ประชุม ส.ส.ก่อนหน้านี้สนับสนุน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค แต่ ร.ต.อ.เฉลิมยืนยันว่าไม่รับ โดยจะให้เกียรตินายยงยุทธทำงานไปก่อน อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยมีบุคคลที่สามารถเป็นหัวหน้าพรรคได้ เช่น นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา แต่ติดที่นายวิทยาอาจไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เพราะเกมสภาต้องใช้คนที่มีบุคลิกดุเด็ด เผ็ดร้อน ตรงนี้ ร.ต.อ. เฉลิมเหมาะสมที่สุด ยังเชื่อว่าในอนาคตถ้าไม่มีใครรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ร.ต.อ.เฉลิมจะตอบรับในที่สุด

ตั้ง ส.ส.ฝีปากจัดรับมือเกมสภา

นายสุชาติกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมรับมือการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 21 ม.ค.นั้น พรรคได้ตั้งทีมตอบโต้ในที่ประชุมสภาฯแล้ว นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ นายสุนัย จุลพงศธร นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน ส่วนกรณีที่จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น คงยังไม่ยื่นญัตติอภิปรายในเร็วๆนี้ จะปล่อยให้รัฐบาลได้บริหารประเทศไปก่อน แต่พรรคได้แบ่ง ส.ส.เป็นคณะทำงานติดตามการบริหารงานตามกระทรวงต่างๆแล้ว เช่น กระทรวงมหาดไทยจะมีทีมของ ร.ต.อ.เฉลิม และนาย สุนัยรับผิดชอบในการตรวจสอบ และรวบรวมข้อมูลส่งให้ทีมอภิปรายได้นำไปใช้ในสภา

ทำเนียบฯ ได้คืนรถตู้จอดทิ้งทุ่งนา

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่หน้าอาคารสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นายสมนึก นาสวัสดิ์ หัวหน้าหมวดรถยนต์ ทำเนียบรัฐบาล ได้พาเจ้าหน้าที่ พิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 10 นาย เดินทางมาตรวจพิสูจน์หลักฐาน รถตู้โตโยต้า สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 41-5160 ของสำนักเลขาธิการ ครม. ซึ่งถูกขโมยไปตั้งแต่ช่วงที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้ามาปักหลังชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล

โดยนายสมนึกเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งว่ารถตู้คันดังกล่าวได้หายไปตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. 51 พร้อมกับรถคันอื่นๆ จึงได้เข้าแจ้งความ สน.ดุสิตไว้ในวันที่ 2 ธ.ค. 51 กระทั่งวันที่ 24 ธ.ค. ได้รับแจ้งจาก สภ.ทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ว่าได้พบรถตู้คันดังกล่าวจอดทิ้งไว้ในทุ่งนา บ้านท่าช้าง หมู่ 5 ต.พนาตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงได้นำรถคันดังกล่าวมาจอดไว้ที่ สภ.ทะเลน้อย และติดตามผู้ต้องหามาดำเนินคดี และได้แจ้งให้ตนไปรับรถคันนี้เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา จึงได้ขับมาจอดไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 17 ม.ค. และแจ้งให้ สน.ดุสิตรับทราบ

กฎเหล็กเซียนเต่า หมอดูต้องมีจริยธรรม

ที่มา ไทยรัฐ

เศรษฐกิจปี พ.ศ. 2552 ฟุบอีกครั้ง คนตกงานนับวันยิ่งเพิ่ม การเมืองยังง่อนแง่นไม่รู้ชะตากรรม แล้วประชาชนตาดำๆจะอยู่กันอย่างไร

ปรัชญายึดเหนียวจิตใจ และใช้เป็นหลักปฏิบัติได้จริงคือ แนวดำเนินชีวิตตามปรัชญาพอเพียง เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา เราก็ต้องพึ่งพาตนเอง เหมือนพุทธสุภาษิต ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

เรื่องเศรษฐกิจเมื่อถามหมอดู เซียนเต่า หรืออาจารย์ฉัตรประเสริฐ รวยโภคทรัพย์ บอกว่า ปีนี้ยังจะไม่ดีขึ้น แถมยังเป็นปีวัวไฟพ่นไอร้อนเผาผลาญสรรพสิ่ง เป็นเหตุให้ต้องระวังอุบัติเหตุด้านไฟให้มากๆ

มีแนวโน้มว่าจะเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันและเกิดไฟลุกบ่อยๆเซียนเต่าทำนาย

คนที่เชื่อเรื่อง ปีชงเซียนเต่าบอกว่า ปีชงใน พ.ศ. 2552 นี้มีปีมะเส็ง ปีมะแม ปีระกา และปีฉลู คนที่เกิดปีฉลูไม่ต้องตกใจ เพราะไม่ได้หมายความว่าคนปีฉลูจะต้องชงไปทุก พ.ศ. เพราะชงเฉพาะคนที่เกิดปีฉลู ใน พ.ศ. 2480 พ.ศ. 2492 พ.ศ. 2528 และ 2540 เท่านั้น ส่วนคนที่เกิดปีฉลู พ.ศ. 2504 และ พ.ศ. 2516 เป็นปีที่ดี

คนที่เกิดปีชง เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิต เซียนเต่าแนะนำให้ไหว้เทพเจ้า และทำบุญใส่บาตรเข้าไว้มากๆ เหมือนที่ สุรพล สมบัติเจริญ เคยเขย่าลูกคอบอกไว้ว่า วันโกนวันพระอย่าให้ขาด ทำบุญใส่บาตรให้ทุกๆวันนั้นเอง

สำหรับปีที่ดีหรือเจริญรุ่งเรืองใน พ.ศ. 2552 นี้ เซียนเต่าบอกว่า ได้แก่คนที่เกิดปีชวด ปีวอก และปีมะโรง เมื่อพลิกแฟ้มปีเกิดคนเด่นและดังแห่งปีก็พบว่า ปีมะโรงเป็นปีเกิดของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

เรื่องการทำนายชะตาคนและบ้านเมืองเซียนเต่าออกตัวว่า เรื่องการเมืองไม่ค่อยถนัด และให้เหตุผลว่า ศาสตร์ที่เรียนมา แม่ใหญ่มาจากอี้จิงของปรมาจารย์ที่เป็นชาวจีน คนจีนเก่งเรื่องการค้าขาย ดังนั้น เรื่องทำมาหาค้าขายจึงถนัดกว่า

แต่เมื่อให้ดูการเมืองไทย เซียนเต่าบอกว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยังจะอยู่ได้อีกประมาณ 1 ปี 3 เดือน และอาจอยู่ได้ถึงครบเทอม

ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่มีข่าวว่าถูกถอดยศ คำตอบคือ ท่านยังไม่ได้ให้ผมดูดวงของท่านนี่ครับ

คนที่ต้องการให้เซียนเต่าทำนาย ท่านบอกว่าไม่อาจบอกที่ติดต่อได้ เนื่องจากติดขัดเรื่องข้อวัตรปฏิบัติตน คนเข้าไปดูส่วนใหญ่เชิญไปดูที่บ้าน และคนเหล่านั้นติดต่อผ่านลูกศิษย์ที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศ

เรื่องค่าดูสำหรับในประเทศเท่าที่ผ่านมาเริ่มจากเลข 5 หลักเรื่อยไปถึง 7 หลัก ถ้าเป็นต่างประเทศ ราคาจะเริ่มที่เลข 6 หลัก และจำนวนนี้ไม่รวมค่าเครื่องบินโดยสาร ค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าล่ามแปลเมื่อต้องใช้ภาษาต่างประเทศ

เซียนเต่าบอกว่า ปัจจุบันเดินสายไปทำนายดวงทั้งที่ประเทศสิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง และมาเลเซีย การติดของลูกค้าต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ ลูกศิษย์ลูกหาที่กรุงเทพฯแนะนำกันเอง ปากต่อปาก ผมไม่เคยใช้สื่อ เพิ่งจะมาออกทีวีและเพิ่งเปิดตัวกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐนี่แหละครับ

เรื่องค่าดูอันโหดร้าย ไม่ว่าจะเป็นในและนอกประเทศ

เซียนเต่าบอกว่าเมื่อก่อนกับเดี๋ยวนี้ต่างกันแล้ว เพราะเมื่อก่อนถ้าไม่เป็นไปตามจำนวนที่บอกก็อย่าหวังว่าจะได้ดู บางทีผมนัดกับคนดูไว้ 2 คน เพราะวันหนึ่งผมจะรับได้แค่ 2 คนเท่านั้น เมื่อคนที่สองแจ้งความประสงค์ว่า ต้องการดูก่อนเพราะคนที่ดูก่อนจะได้เปรียบในเรื่องความแม่นยำ เนื่องจากพลังจิตผมยังเข้มแข็งอยู่ ทำให้ดูแม่น คนที่สองอยากดูก่อนแล้วก็เสนอเงื่อนไขว่า ขอเพิ่มเงินให้มากกว่าเก่า ผมก็เปลี่ยนคนที่สองขึ้นมาเป็นคนที่หนึ่งเลย

ส่วนคนที่สอง ผมก็บอกเขาตรงๆ ว่าผมมีแขกสำคัญ ถ้าจะกลายเป็นคิวสองได้ไหม เขาก็บอกว่าได้เซียนเต่ายอมรับถึงความหน้าเลือดของตนเอง

อาจเพราะสาเหตุนี้เอง ทำให้วันหนึ่งเซียนเต่าต้องพบกับวิกฤติของชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้เอง ที่ทำให้ค่าดูเปลี่ยนไป

อยู่มาวันหนึ่ง อาจารย์หลี่มาเข้าฝันผม อาจารย์บอกว่า วิชาที่สอนให้ผมนั้น มันเป็นวิชาฟ้าและดิน เป็นวิชาสูงส่ง ต้องการให้ผมไว้เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่ให้เอามาขูดรีดเอากับชาวบ้านกินเซียนเต่าบอก

หลังจากอาจารย์มาเข้าฝัน ผมดูดวงให้ใครไม่ได้เลย มันมืดไปหมดเลยครับ ไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่เป็นผล

เมื่อทำบุญสุนทานแก้กรรม สามารถดูดวงได้เหมือนเดิม เซียนเต่าบอกว่าค่าดูดวงไม่ได้เรียกร้องเหมือนก่อนแล้ว ลูกศิษย์จะให้เท่าไรก็ใส่ซองมา ซองเหล่านั้น อาจารย์เอาไปทำบุญตามวัดต่างๆ

ส่วนคนจนนั้น ถ้าจนจริงๆ ผมก็ดูให้ฟรีครับ

การปฏิบัติตนของเซียนเต่า อาจารย์บอกว่า ตอนนี้ถือศีล 8 ประพฤติพรหมจรรย์ ตื่นมาตี 4 สวดมนต์ ไหว้พระ เดินจงกรม เจริญจิต เข้าวิปัสสนา แล้วสวดมนต์แผ่เมตตา สวดแผ่เมตตา 2 ครั้ง คือ ก่อนนอนและตอนเช้า เพื่อแผ่เมตตาให้แก่ลูกศิษย์ทั้งหลาย เพราะเมื่อเขาเชื่อเราแล้ว เราแนะนำให้เขาปฏิบัติแล้ว เราแผ่เมตตาให้เขา เขาก็จะเจริญรุ่งเรือง

การเข้าวิปัสสนากรรมฐาน จะทำก็ต่อเมื่อ เราทายอะไรออกไปแม่นเกินไป เราต้องรีบไปแก้ เราต้องแก้ในตัวเรา เพราะถ้าไม่ทำมันจะเข้าตัวเรา นี่เป็นความเชื่อนะครับ เพราะว่าครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาสอนผมมาอย่างนี้

ส่วน เต๋าเองก็มีวิปัสสนาเหมือนกัน แต่ผมเข้าไม่ถึง ผมกลับไปได้สายวัดป่าแถวจังหวัดอุดรธานี สกลนคร เป็นพระสายธรรมยุติ พระสายป่าสอนการวิปัสสนาผม จนได้รู้แก่นของหมอดูขั้น 9 เมื่อก่อนผมได้แค่ขั้น 7 เท่านั้นเอง

เมื่อถามถึงการสอนศิษย์ เซียนเต่าบอกว่า ไม่มีครับ แต่ก่อนผมมีลูกศิษย์เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เพราะเรียนยากมาก ไม่มีใครเรียนได้ วิชาเหล่านี้ยากมาก ปัจจุบันนี้ ผมเองก็ยังศึกษาไม่จบ ต้องศึกษาไปเรื่อยๆ

สำหรับการเข้าสมาคมโหราศาสตร์ เซียนเต่าบอกว่า ไม่ได้เข้าไปร่วมกิจกรรมใดๆ ผมไม่เข้าสมาคมอะไรเลย ไม่สังกัดสมาคมไหน ผมอยู่สำนักของผมเอง คืออยู่บ้าน สวดมนต์ไหว้พระปกติ อยู่ในกฎเกณฑ์ของอาจารย์ตามลัทธิเต๋า

สถานภาพยามนี้คือ ผมเป็นนักพรตลัทธิเต๋าครับ

อาชีพโหรในเมืองไทย เซียนเต่าบอกว่า โหรในเมืองไทยเป็นอาชีพที่ดี ถ้าหมอดูมีคุณธรรม คือไม่ไปโฆษณาให้คนดูเสียๆ หายๆ คนไทยเราอยู่กับหมอดูมายาวนานแล้ว มีหลักฐานมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา คือไม่ต่ำกว่า 400 ปี มาแล้ว

คนทำอาชีพหมอดูในปัจจุบัน ถ้าคนไหนเป็นคนดี มีคุณธรรม และจริยธรรมก็ควรสนับสนุน แต่ถ้าคนไหนไปหลอกลวงคนดู ไปต้มไปตุ๋นชาวบ้าน ไม่มีคุณธรรมในวิชาชีพของตนเอง คนพวกนี้เป็นคนไม่ดี ก็ไม่ควรสนับสนุน

จริยธรรมของหมอดู สำหรับเซียนเต่าแล้ว เราต้องไม่ไปละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเขา อันที่สองอย่าไปหลอกไปต้มเขา ไม่ใช้หลักหมอดูไปข่มเหงรังแกเขา ไปทำวิชาอาคมไปหลอกเขาด้วยกายก็ดี ด้วยใจก็ดี สิ่งเหล่านี้ไม่พึงกระทำ

กฎของหมอดู แต่ละสำนักไม่เหมือนกัน สำหรับของผมคือ 1.ห้ามนำเรื่องส่วนตัวของคนดูไปพูดต่อ ดูแล้วต้องจบเลย 2.เรื่องผัวเมียจะไม่ค่อยดูกัน ผัวเมียทะเลาะกัน ไปมีชู้เหล่านี้ไม่เอา 3. คนจนไม่เอาตังค์ คนจนจริงๆ ผมไม่เอาตังค์เลย

เซียนเต่ากล่าวทิ้งท้ายด้วยเสียงหนักแน่น.

ฟ้าเปลี่ยนสีที่อเมริกา

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (อังคารที่ 20 มกราคม 2552) เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งวันหนึ่งที่สมควรแก่การบันทึกไว้

เพราะจะเป็นวันที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่ประเทศใหญ่ประเทศหนึ่ง ซึ่งคาดกันว่าจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกนับจากนี้เป็นต้นไป

ใช่แล้วครับ...วันนี้เวลาประมาณเที่ยงคืนบ้านเรา จะมีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของคุณ บารัก ฮุสเซน โอบามา ณ บริเวณปะรำพิธี หน้าตึกรัฐสภาสหรัฐอเมริกัน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

นับเป็นคนอเมริกันผิวสีคนแรกที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ของประเทศมหาอำนาจสูงสุดของโลกประเทศนี้

คนผิวดำที่เคยเป็นพลเมืองอันต่ำต้อยของประเทศนี้ จะขึ้นบริหารประเทศ โดยความยินยอมพร้อมใจของประชาชน 69,456,892 คน ที่เลือกเขาขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี คนที่ 44 ของสหรัฐฯ

คาดว่าในพิธีสาบานตนที่กรุงวอชิงตัน จะมีประชาชนไปร่วมเป็นสักขีพยานไม่ต่ำกว่า 1 ล้าน 5 แสนคน และอาจจะสูงถึง 2 ล้านคน หากดินฟ้าอากาศเป็นใจ

ขณะนี้มีรายงานว่าอากาศที่วอชิงตันค่อนข้างหนาวเย็น อุณหภูมิขณะมีพิธีน่าจะอยู่ราวๆ 30-32 องศาฟาเรนไฮต์ หรือใกล้ๆ 0 องศาเซลเซียส

หากมีผู้คนมาร่วมตามจำนวนที่ประมาณการไว้ จะทำให้พิธีสาบานตนครั้งนี้เป็นพิธีสาบานตนที่มีคนอเมริกันมาร่วมเป็นสักขีพยานมากที่สุด

เพราะสถิติเก่าที่อดีตประธานาธิบดี ลินดอน จอห์นสัน ทำไว้เมื่อปี 1965 ก็คือ 1 ล้าน 2 แสนคน ซึ่งยังไม่มีใครทำลายได้มาถึงบัดนี้

เทียบกับ 2 ครั้งที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เข้าสู่พิธีรับตำแหน่ง มีประชาชนมาร่วมด้วยช่วยเชียร์ประมาณครั้งละ 300,000 คน เท่านั้นเอง

ว่าไปแล้วพิธีสาบานตนของคุณบารัก โอบามา เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 มกราคมแล้วด้วยซ้ำ เมื่อรถไฟขบวนหนึ่งออกเดินทางจากฟิลาเดลเฟียมาสู่วอชิงตัน ดี.ซี.

ว่าที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามาและครอบครัวเป็น 1 ในผู้โดยสารของรถไฟขบวนพิเศษขบวนนี้ เจริญรอยตามประธานาธิบดีลินคอล์น ที่นั่งรถไฟเข้ารับตำแหน่งในอดีตกาล

ขบวนรถไฟหยุดพักในเมืองประวัติศาสตร์สำคัญๆ อาทิ วิลมิงตัน, เดลาแวร์, บัลติมอร์ และแมรีแลนด์ เป็นต้น

จากนั้นก็จะมีงานเฉลิมฉลองต่างๆในกรุงวอชิงตัน ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม และจะไปสิ้นสุดในวันที่ 21 มกราคม โดยทั้ง 4 คืนที่กล่าวนี้ ทางการจะอนุญาตให้บาร์และไนต์คลับเปิดได้จนถึงตี 5 เป็นกรณีพิเศษ

ตามกำหนดการที่แจ้งไว้ พิธีสาบานตนของประธานาธิบดี จะเริ่มในเวลาเที่ยงตรงตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งก็คือเที่ยงคืน คืนนี้บ้านเรา

ก่อนหน้านั้นจะเป็นขบวนพาเหรดต่างๆซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 10.00 น. หรือ 4 ทุ่ม

ในพิธีสาบานตน บารัก โอบามาจะใช้พระคัมภีร์ไบเบิล เล่มเดียวกับที่ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น เคยใช้ในพิธีเดียวกันนี้ เมื่อปี 1861

หลังจากพิธีสาบานตนแล้ว จะมีการกล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนอย่างเป็นทางการ เนื่องในโอกาสที่ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเต็มตัว

คาดกันไว้เช่นกันว่า ในสุนทรพจน์ของท่านจะมีประโยคเด็ดๆ นโยบายเด็ดๆ หรือความคิดที่โดดเด่น ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสหรัฐอเมริกา และโลก อีกหลายๆประโยคที่จะนำไปพาดหัวข่าวกันได้

ครับ ในฐานะมิตรที่ดีต่อกัน และประเทศเขาก็เป็นขาใหญ่หรือพี่เบิ้มของโลกจริงๆ การเคลื่อนไหวของเขาล้วนมีผลกระทบต่อโลกในทุกเรื่องไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม

คุณบารักเข้ามาในช่วงภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯกำลังย่ำแย่ จึงเป็นที่หวังว่า เขาจะสามารถช่วยกอบกู้เอาไว้ได้ รวมทั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่างๆทั้งในประเทศเขาเองและต่อโลกเป็นส่วนรวม

คนไทยเราก็คงต้องเอาใจช่วย เพราะถ้าเขาทำสำเร็จ ผลดีก็ย่อมจะตกแก่โลก และได้ผลานิสงส์มาถึงไทยแลนด์เรา

ขณะเดียวกันก็คงจะถือโอกาสนี้ร่ำลาอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ด้วย ซึ่งก็คงจะกลับไปเป็นราษฎรเต็มขั้นในวันนี้

แม้ผลงานของท่านจะทำให้เศรษฐกิจทรุด ทำให้สงครามขยายตัว ซึ่งท่านก็ได้รับผลตอบแทนเป็น รองเท้า จากนักข่าวอิรักไปแล้ว

สำหรับเราไม่มีอะไรขุ่นข้องหมองใจกับท่าน และตลอดเวลาที่ท่านมาเยือนเมืองไทยหลายครั้ง ก็น่ารักและประทับใจ

ขอมอบดอกไม้ 1 ช่อใหญ่ มาเป็นกำลังใจในวันอำลาก็แล้วกันนะครับ...ท่านอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และภริยา.

“ซูม”

ฟอร์มเก่ากลับมาแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ

ไม่รู้ช้างจะฉุดอยู่หรือเปล่า

แต่อย่างน้อยก็เป็นความอุ่นใจกับรายการปรับฮวงจุ้ยล่าสุดของพรรคเพื่อไทย ยกช้างหินแกะสลักคู่มาตั้งที่ประตูทางเข้าออกของพรรค

นัยว่า “แก้เคล็ด” สถานการณ์ที่กำลังระส่ำระสาย ไร้แม่ทัพถือธงนำ ในขณะที่ขุนศึกบางส่วนจ้องแหกค่ายหนีภาวะแห้งตายไปอยู่กับค่ายใหม่อย่างพรรคภูมิใจไทย

ท่ามกลางข่าวกระเส็นกระสายอาการขบเหลี่ยมกันเองระหว่างสายตรงเลือดแท้ “นายใหญ่” อย่าง “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ลูกน้องที่ร่วมเป็นร่วมตาย

ส่งเด็กในสายออกมาฟัดกันเสียงโหวกเหวกโวยวาย

เรื่องของเรื่อง “หมดตัวเล่น” จะเอามวยตัวหลักมานั่งเป็นหัวหน้าพรรค เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเดี้ยงยาว 5 ปี

ชิ่งหนีโทษแบนจากคดียุบพรรค

เพราะตามโปรแกรม “ล้าง 3 น้ำ” ขุดรากถอนโคน “ทักษิณ” เพิ่งผ่านไปแค่ 2 น้ำ คือคิวของพรรคไทยรักไทยมาถึงพรรคพลังประชาชน

พรรคเพื่อไทยจ่ออยู่ในคิวน้ำที่ 3

ใครมานั่งแท่นเก้าอี้หัวหน้าพรรคนำทัพ ก็ทำใจรับชะตากรรมล่วงหน้า

นี่คือเหตุที่มวยเก๋า และคุณสมบัติถูกฝาถูกตัวอย่าง “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้อาวุโสสูงสุดของพรรค ณ คาบนี้ ต้องบอกปัดตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน

ไม่สนเกียรติประวัติครั้งหนึ่งของชีวิต

และยิ่งไม่คุ้มกันไปใหญ่กับคิวของ “ตัวจริง” ที่ล็อกสเปกกันไว้ที่ชื่อของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนเก่งของอดีตนายกฯทักษิณ

เสี่ยงเกินไปที่จะก้าวพรวดพราดเข้ามา

เพราะถ้าเผลอโดนรวบก็จบกัน ยี่ห้อ “ชินวัตร” แทบไม่เหลือ “มวย” ดึงราคา

โดยเงื่อนไขความจำเป็นอย่างที่เห็นๆกัน มันก็เป็นอะไรที่ต้องทำใจยอมรับสภาพกับอาการเครื่องรวนของพรรคเพื่อไทยช่วงถ่ายเลือดแท้

แค่ทรงตัวยืนอยู่ได้ก็เก่งแล้ว

แน่นอนโดยสภาพตั้งลำยังไม่ได้ของพรรคเพื่อไทย รูปเกมถือว่าเข้าทางรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังอยู่ในช่วงขึ้นหม้อ

ไม่ต้องพะวงคู่ต่อสู้

โดยอาการก็อย่างที่เห็นกัน ประชาธิปัตย์เหยียบคันเร่งมิดตั้งแต่ออกสตาร์ต กล้าแม้กระทั่งขุดผีเน่า สปก.4-01 ขึ้นมาท้าทายกระแส

ไม่กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

และถือเป็นปมจิ๊บจ๊อยไปแล้วกับรายการสมนาคุณม็อบพันธมิตรฯ

ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติโผแต่งตั้งโยกย้ายเอกอัครราชทูตของกระทรวงการต่างประเทศตามที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ นำเสนอแล้ว

โดยชื่อที่สะดุดตาก็คือ นายพฤทธิพงศ์ กุลทนันทน์ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง ลูกเขยของ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ขาประจำเวทีม็อบพันธมิตรฯ โยกเป็นอธิบดีกรมสนธิสัญญา

รับงานคุมเรื่องเขาพระวิหาร

จาก “กษิต” มาถึงคิวของลูกเขย “บุรุษคาบไปป์” เครือข่ายม็อบพันธมิตรฯกุมบังเหียนกระทรวงการต่างประเทศ คุมเกมทวงคืนเขาพระวิหาร

นายกฯฮุน เซน ของเขมรไม่หูผึ่งให้รู้ไป

แต่ที่สะดุ้งยิ่งกว่าถูกตบหน้า ม็อบเสื้อแดงที่กำลังเย้วๆ ตะโกนด่ารัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ต้องจ่ายบิลให้ม็อบพันธมิตรฯ

หลักฐานฟ้องจะจะว่า แตะมือเหยียบตีนเล่นกันมา

แต่อย่างว่า โดยเงื่อนไขการเมืองภายในประเทศที่ประชาธิปัตย์กำลังขึ้นหม้อ คุมเกมส่วนใหญ่ไว้ได้ นาทีนี้ไม่สนอะไรอยู่แล้ว

ล่าสุด “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ออกลีลาหูทวนลม พูดสีหน้าเรียบเฉย

ไม่เคยได้ยินเสียงเรียกร้องของม็อบเสื้อแดง

ไม่สนกระแสต้าน ไม่ให้ราคา หยามคู่ต่อสู้ซึ่งๆหน้า

ฟอร์มเก่ายี่ห้อ “ประชาธิปัตย์” กลับมาอีกแล้ว.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน