WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 20, 2009

พันธมารไม่เลิกป่วน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ


การรวมตัวกันที่ชลบุรีของกลุ่มพันธมาร แสดงให้เห็นว่า การชุมนุมประท้วง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ยังไม่เลิกรา ตราบใดที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย คนเหล่านี้สุมหัวกับเผด็จการและผู้สูญเสียที่คบคิดกันเอาไว้

การจัดการชุมนุมของพันธมารที่จังหวัดชลบุรีถือเป็นการหยั่งความนิยม ว่ายังเหมือนเดิมหรือไม่ ยังสามารถเป่านกหวัดได้อีกหรือไม่ เพราะถูกข้อหาฉกาจฉกรรจ์ว่าเป็นตัวการบ่อนทำลายชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อถือในเกียรติภูมิของประเทศชาติจนย่อยยับ

จับประเด็นชัดๆ 2 เรื่องคือ 1.การเดินหน้าสร้าง “การเมืองใหม่” ซึ่งไม่รู้ว่าติดอกติดใจอะไรหนักหนา เพราะผู้รู้ออกมาให้ความเห็นคัดค้าน ว่า มันสวนทางกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ที่เน้นการแต่งตั้งมากกว่าการเลือกตั้ง

เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชน ในการมีส่วนสำคัญในการเลือกคนมาบริหารจัดการบ้านเมือง

การเมืองใหม่ของพันธมาร เพียงแค่ต้องการเลือกตั้ง ส.ส.มาบางส่วน มาทำหน้าที่ออกกฎหมายเท่านั้นเอง
เรื่องที่ 2 คือ ตอกย้ำทวงถามหาคนรับผิดชอบและให้มีการลงโทษกับคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งมีกองกำลังของพันธมารบาดเจ็บล้มตาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกองกำลังพันธมารทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ บางคนถูกถอยรถทับ ซึ่งเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ที่จะทำกัน

เรื่องนี้กลุ่มพันธมาร ยกเอาการตรวจสอบของของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมาอ้าง ซึ่งที่ผ่านมาเห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาตลอด

และที่ต้องตามจับตาดู ว่าในอีกหลายจังหวัดที่ “พันธมาร” จะยกกำลังไป ซึ่งในจำนวนนั้น ทั้งที่ เชียงใหม่ และที่ อุดรธานี ซึ่งคนเสือแดงที่นี่ เหนียวแน่น เข้มแข็ง เอาจริง

โดยเฉพาะที่อุดรธานีนั้น นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ประกาศพร้อมนำสมาชิกเป็นหมื่นคนมาต้อนรับอย่างเต็มที่ มาเมื่อไรก็เมื่อนั้น

พร้อมกับประกาศกร้าวว่า จะไม่ให้คนที่คิดกบฏทำลายชาติ ฝักใฝ่เผด็จการ มุ่งล้มล้างประชาธิปไตยมาเหยียบแผ่นดินอุดรธานี ลูกหลาน “กรมหลวงประจักษ์” พร้อมจะให้บทเรียนที่สาสม หรือว่า เหตุการณ์หนองประจักษ์ภาค 2 จะเกิดขึ้นอีกก็ไม่ทราบได้

อย่าลืมว่าเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552 เวลา 17.00 น. ที่บริเวณสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร บ้านหนองเหล็ก ซอย 9 ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี วันนั้นนายขวัญชัย ไพรพรนา ประธานชมรมคนรักอุดรได้นัดพบปะพูดคุยกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ โดยแกนนำหลายจังหวัดเดินทางมาร่วมปรึกษาเสวนาในการขับเคลื่อนแนวทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย บนพื้นฐานความถูกต้องและชอบธรรม

โดยมีแกนนำจากจังหวัด ปทุมธานี สมุทรปราการ โคราช ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ สุโขทัย ชลบุรี อุดรธานี ขอนแก่น เชียงราย พิษณุโลก พัทยา หนองบัวลำภู ลำปาง โดยร่วมกันพูดคุย

เพื่อหาแนวทางต่อสู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และจะกดดันให้ นายกษิต ภิรมย์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ก็ นายกษิต ภิรมย์ คนนี้แหละที่มีความสนิทสนมมักคุ้นกับแกนนำพันธมาร ถึงขนาดเคยขึ้นเวทีม็อบโกเต๊กซ์ ถือว่าเป็นขวัญใจของม็อบโกเต๊กซ์คนหนึ่งเลยทีเดียว

ทั้งนี้ นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องต่อรัฐบาลและการเคลื่อนไหวของ “คนเสื้อแดง” ว่า

ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยได้ทำลายหลักการประชาธิปไตย ด้วยการดึงสมาชิกจากพรรคเพื่อไทย และเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงและความป่าเถื่อนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนกระทั่งประชาชนคนเสื้อแดง ได้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เพื่อแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ระหว่างวันที่ 28-30 ธันวาคม 2551 เพื่อเรียกร้องให้มีการ “ยุบสภา” คืนอำนาจให้กับประชาชน เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย แต่รัฐบาลได้แถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศ และยังคงยืนกรานที่จะบริหารประเทศต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

“อาเซียน” หรือ “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาคดำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การกินดีอยู่ดีบนพื้นฐานความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก อาเซียน

เห็นว่า สันติภาพและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ จึงมุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างยิ่ง

“ชมรมคนรักอุดร” และ “คนเสื้อแดงทั่วประเทศ” ขอยืนยันว่าพวกเราสนับสนุนการประชุมอาเซียน ในการพัฒนาความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงและสันติภาพและความเจริญก้าวหน้าให้กับประชาชนในภูมิภาค

รัฐบาลประชาธิปัตย์ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีความชอบธรรมในการเป็นเจ้าภาพการประชุม เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนทหารทำการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

และต่อมาได้มีการเคลื่อนไหวยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการก่อการร้าย ทำให้เศรษฐกิจ สังคม ของประเทศไทยเสียหายอย่างหนัก รวมทั้งทำลายความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

“ชมรมคนรักอุดร” และ “คนเสื้อแดงทั่วประเทศ” ซึ่งมีตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ ขอแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเฉพาะหน้าดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา พร้อมทั้งทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง เพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เป็นการไถ่บาปที่พรรคประชาธิปัตย์มีส่วนในการทำให้เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น “ของแสลง” ของพันธมารครับ นี่ก็ต้องติดตามดูกันต่อไป

2.รัฐบาลต้องดำเนินคดีโดยรวดเร็วในการจับกุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้ทำการยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดถนนราชดำเนิน ยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ มีการใช้อาวุธปืน ระเบิดปิงปอง จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก มีการยิงและทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ ใช้อำนาจเถื่อนทำร้าย ซ้อมประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ พันธมมารปิดปากเรื่องนี้เสียสนิท แต่กดดันให้ดำเนินการลงโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับบัญชาผู้ที่สั่งการ

3.รัฐบาลต้องปลด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เพราะได้พูดสนับสนุนการยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและได้สนับสนุนการกระทำที่รุนแรงและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของบ้านเมือง

รัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้ถูกมองว่าเป็นคนของพันธมาร น่าสนใจว่าจะลงเอยอย่างไร เพราะพันธมาทวงบุญคุณว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็เพราะพันธมารนี่แหละ

ด้วยเหตุนี้เอง พันธมาร จึงยังไม่เลิกง่ายๆ ก็อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์จะทนกับแรงเสียดทานจากเรื่องนี้ได้นานแค่ไหน ในขณะที่ปัญหาภายในประเทศ ยังเป็นเรื่องที่จะต้องแสดงฝีมือ

ว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนหรือเป็นรัฐบาลที่ใครส่งมา เพื่อให้ภารกิจทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยสำเร็จให้ได้

เรื่องนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมารและเป็น ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ ประกาสยืนยันว่าจะขับเคลื่อนให้พันธมารประสบความสำเร็จให้ได้ ถึงกับกล่าวกับผู้มาชุมนุมที่ จ.ชลบุรี ว่า ไมมีอะไรที่พันธมารทำไม่ได้ ทำเนียบก็ยึดมาแล้ว สนามบินก็ยึดมาแล้ว เหลือแต่สวรรค์เท่านั้นที่ยังไม่ได้ไปยึด

เพราะอย่างนี้นี่เล่า คนไทยก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น จากฝีมือของพันธมารและ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์นี่เอง

ปกป้องศักดิ์ศรี!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


สถานการณ์การเมืองไทยภายใต้ “อำนาจเผด็จการ” แบบนี้ใครจะทำอะไรก็ลำบาก เพราะมีแต่เสียกับเสีย

วันนี้ผมต้องยกนิ้วให้ “ตำรวจไทย” เลยว่า พวกคุณสุดยอดจริงๆ สมแล้วที่เป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”เพราะหลังจากโดน “ป.ป.ช.เถื่อน” ตั้งคณะกรรมการไต่สวนเหตุความรุนแรงหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

โดยเฉพาะ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษก บช.น. ระเบิดถึงความรู้สึก ถึงกรณียื่นฟ้อง ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน

ประมาณว่า "เป็นการทำเพื่อเปิดโอกาสให้ตำรวจพิสูจน์ตนเองว่า ไม่ผิด ในกรณีสลายการชุมนุมโดยไม่ต้องการอยากเด่นอยากดัง แต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้ก็มีชื่อเสียงมากพออยู่แล้ว แต่การออกมาฟ้องครั้งนี้ ต้องการให้สังคมพิสูจน์ว่า ตำรวจไม่ผิด ไม่ใช่ผู้ทำลายแต่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่ทรราช อย่างที่ถูกกล่าวหา

และอยากเรียกร้องศักดิ์ศรีของตำรวจคืนมา ที่ผ่านมาตำรวจต้องใช้ความอดทนอดกลั้นในการทำหน้าที่ การที่ฟ้องครั้งนี้ ก็จะเป็นผลดีต่อ ป.ป.ช. เพราะจะเป็นบรรทัดฐานให้สังคมเห็นว่า ป.ป.ช. ที่เป็นองค์กรอิสระนั้น ยังต้องอยู่ใต้กฎหมาย และคงต้องมาพิสูจน์กันในชั้นศาล"

นอกจากนี้ พวกคุณกำลังโดนหมิ่นศักดิ์ศรีอย่างหนักจากพวกอันธพาลที่ใช้สื่อเลวๆ ใส่สีตีข่าวทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต

นอกจากการล่ารายชื่อถอดถอน ป.ป.ช.เถื่อน ทั้ง 9 คนแล้ว ผมอยากให้พวกท่านช่วยกรุณาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากสื่อเลวๆ ที่ออกอากาศโจมตีตำรวจไทยอยู่ในเวลานี้

ผมเชื่อว่า ญาติพี่น้องหรือ ลูกหลานของตำรวจที่ได้ยินได้ฟังคำพูดที่หมิ่นเกียรติภูมิของตำรวจไม่มีใครทนดู ทนฟังได้หรอก เพราะเล่นย่ำยีหยามศักดิ์ศรีของตำรวจจนไม่เหลืออะไรแล้ว

พวกสื่อเลวๆ พวกนี้กำลังพยายามล้างสมองประชาชนให้เกลียดตำรวจ โดยให้ข้อมูลผิดๆ หวังจะใช้กระแสสังคมบีบรัฐบาลให้ปลดนายตำรวจระดับบิ๊กๆ

เช่น นายตำรวจที่ปฏิบัติงานในรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นในการทำหน้าที่ โดยไม่ฟังเสียงจากใครบางคนทำให้ถูกจับตาเป็นพิเศษ
ขนาดนายใหญ่ของพันธมิตรฯ ถึงกับออกมาไฟเขียวให้ลูกน้องไล่เช็กบิลตำรวจกันเรียงตัวเลยทีเดียว

ผมได้ยินข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นแล้วรู้สึกสงสารตำรวจเหลือเกิน พวกท่านทำงานหนัก ค่าตอบแทนน้อย แถมยังมาโดนแบบนี้
โดยเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อยอาศัยตามแฟลตต่างๆ ห้องเท่ารูหนู พ่อ แม่ ลูก แทบกระดิกตัวไม่ได้
การกระทำที่หมิ่นเกียรติภูมิตำรวจเช่นนี้ สมาคมตำรวจจึงจะต้องออกมารวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่
โดยเฉพาะบรรดาอดีตอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตผู้บัญชาการตำรวจทั้งหลาย ในฐานะที่เป็นตำรวจเก่า

หากพวกท่านทนไม่ได้ที่ตำรวจถูกเหยียดหยาม พวกท่านจึงต้องกู้ศักดิ์ศรีของตำรวจกลับคืนมา เพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจ !

“องค์กรตำรวจกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง 2

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีกเป็นฉบับที่ 327 ประจำวันอังคารที่ 20 มกราคม 2552 วันนี้ตรงกับวันแรม 10 ค่ำเดือน 2 ตามปฏิทินของสำนักโหราศาสตร์ “น้ำเฮียง” เขาบอกไว้ว่า “วันฉลูไม่ถูกกับมะแม” แทง แทนไท รับหน้าที่เข้าฐานปฏิบัติการ พบกันท่านผู้อ่านที่รัก รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักประชาธิปไตย จะไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำซ้ำเติมบ้านเมืองให้เสียหายไปมากกว่านี้อีกแล้ว

** สุดคึกคักกับการสัมมนา ของ สมาคมตำรวจ จัดอภิปรายในหัวข้อ “องค์กรตำรวจกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ” ตั้งเป้าหมายล่าชื่อ ถอดถอน!!! “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.” 1 แสนรายชื่อ !!! งานนี้มีเครือข่าย กองหนุน กองบังคับการละ 1 พันรายชื่อ โดยมีตำรวจ ภริยาตำรวจ ลูกหลานตำรวจ หากรวบรวมได้จริงถือเป็นการรวมพลังของคนสีกากีที่น่าทึ่งทีเดียว...

** ปัญหาที่น่าขบคิดสำหรับบ้านเมืองไทย ในเวลานี้คือ คนทำผิดคิดชั่ว แล้วไม่รู้จักแสดงสปิริตที่จะรับว่าทำผิด คิดชั่ว จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ใช้ความ หน้าหนา หน้าด้าน หน้าทน ทำทุกทางในการให้ตนดำรงอยู่ในตำแหน่ง ทั้งที่รู้ว่าตนมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ซึ่งมีผลผูกพันไปถึงกฎหมาย เงินเดือน และ เงินประจำตำแหน่ง ที่มีการเบิกจ่ายกันด้วย เรื่องนี้อาจจะยังไม่กระเทือนซาง คนบางคนในบ้านเมือง ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย

** มันจะแตกต่างอะไรกับการทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย แล้ว ใช้อำนาจ ตัดสิน คนนั้น คนนี้ มีความผิดอย่างนั้น อย่างนี้ จึงเป็นการใช้อำนาจสิทธิขาดที่ไม่ชอบธรรม เสมือนกับเป็นการ ตัดสินคดีเถื่อน !!! มาทั้งหมด นี่คือมูลเหตุจูงใจ...ให้ การตัดสินคดี ในหลายๆ คดีความ ที่โยงกับการเมือง หรือ พรรคพวกของตน เป็นไปโดย ความน่าเคลือบแคลงสงสัยนานัปการ ว่าจะเป็นการใช้ดุลพินิจอันถูกต้องชอบธรรมในการตัดสินคดีความ การใช้ตำแหน่ง (อันมิชอบ) ชี้นำสังคมให้ไขว้เขว หรือไม่?!!!? หรือทำเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องของตนเอง

** ที่สำคัญคือ การที่ กรรมการองค์กรอิสระ หลายแห่ง ไป รับจ๊อบ สอนหนังสือ ในมหาวิทยาลัย รับเงินเดือน ค่าตอบแทน ไปสร้างความน่าเชื่อถือให้มหาวิทยาลัย นำ องค์กรอิสระ ไปโฆษณาแอบอ้าง ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา หลงเชื่อ นั้นเป็นการกระทำที่แตกต่างอะไรจากการทำรายการ ชิมไปบ่นไป เพราะมีรายได้ตอบแทน แต่ที่น่าเสียใจคือ บรรทัดฐานนี้ถูกตีค่าตีความว่าผิด แล้ว องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กลับไม่สำนึกว่าตนเองทำผิดเหมือนกัน สมควรจะต้องลาออกจากตำแหน่งเหมือนกัน แต่กลับ หาสปิริต...ไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว คนบางคน เป็นโต้โผตัดสินคดีความ ชิมไปบ่นไป ด้วยซ้ำไป แตกต่างอะไรกับ การถ่มน้ำลายรดฟ้า เปรอะเปื้อนเข้าหาหน้าตัวเอง

** พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องเข้าใส่ตัวได้ทุกวี่วัน นับตั้งแต่บริหารราชการมาจนจะครบเดือน ตั้งแต่ แต่งตั้งพันธมารธิปไตยเป็นรัฐมนตรี ตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แต่งตั้งพันธมารธิปไตย เข้าไปเป็นเลขารัฐมนตรี ล่าสุดผุดเรื่อง สปก.4-01 แผลคาใจ ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง ขึ้นมาหลอกหลอนผู้คนเข้าไปอีก ไม่รู้ พรรคการเมืองนี้คิดจะให้นายทุนมาฮุบสมบัติชาติกันไปอีกหรืออย่างไร...ยังไม่เข็ด...ใช่ไหม

** พอคนจะให้โอกาส กลับเหิมเกริม ผุดนิสัยดั้งเดิม คือ ความดันทุรังสูง มาใช้กับผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง งานนี้หากฝืนเดินหน้าแจก สปก.4-01 ไม่ดูตาม้าตาเรือ ทำป่าไม้เมืองไทย บรรลัยวายวอด ไปอีกหละ... รับรอง งานนี้ แทง แทนไท บอกตามตรงว่าไม่เอาไว้ทำซากแน่!!! เป็นไง เป็นกัน เพราะ ตลอด 3-5 ปี มานี้ คนไทย หวงแหนทรัพยากรป่าไม้ เรามีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 4-5% จากเดิมที่ผ่านมา ส่งผลให้ดินฟ้าอากาศกลับมาเป็นปกติ หน้าหนาว เรามีลมหนาว หน้าฝน เรามีฝน หน้าร้อน เรามีแสงแดด

** เทกแรกที่ออนแอร์รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย” ของ “นายกฯ มาร์ค” เห็นชัดเจนระหว่าง “คนพูดมาก” กับ “คนทำงานเป็น” มันแตกต่างกันราว ฟ้า กับ เหว แบบนี้นี่เอง บอกตามตรง แทง แทนไท ยังไม่เห็น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจนของ “นายกฯ มาร์ค” แต่อย่างใด แล้วจะให้ “เชื่อมั่น” ประเทศไทย คงต้องทำใจยากเย็นแสนเข็ญ 1 สัปดาห์ ที่ผ่านมา เปิดทีวีไปช่องไหนช่วงไหน เห็นแต่หน้าและเสียงของ นายกฯ มาร์ค ม.7 แทง แทนไท เตือนด้วยความหวังดี ภาษาคนเคยรู้จักชื่นชมกัน “พูดให้น้อย ทำให้มาก” เถอะขอรับ ด้วยความหวังดี อย่าไปเชื่อความคิด พีอาร์ ชั้นกระจอก ของ “รัฐมนตรีนกคุ่ม” ให้มากนัก หากเก่งจริง “พรรคประชาธิปัตย์” รุ่งเรืองมาตั้งนานนมเนแล้ว

** ให้ คิว...เคลียร์ข่าวกันอุตลุด สำหรับความขัดแย้งภายใน “พรรคเพื่อไทย” ที่มีข่าวกระเส็นกระสายในการแตกคอระหว่าง แก๊งออฟโฟร์ รุ่น 2 “ยุทธ–หน่อย-แดง-เพ้ง” ซึ่งเป็นเรื่องราวของการแย่งชิงอำนาจในพรรค ระหว่างที่เจ้าของพรรค “ตัวจริง เสียงจริง” ไม่สามารถมาสั่งการในพรรคได้ นักการเมืองหลายคนน่าไม่อาย !!! ประกาศกับสาธารณชน อยากจะมาเป็น หัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรค ในยามนี้ หวัง...ส้มหล่น จะเป็น นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี คนพวกนี้อ่านหน้าไพ่ไม่ขาด สู้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไม่ได้ เต้นฟุตเวิร์ก ... ชิ่งไป...ชิ่งมา.. เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์ตกต่ำจนยากจะแก้ไขเยียวยา

** ตำหนิติเตียนกันยกใหญ่กับการทุ่มงบประมาณ 1 แสนล้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ยังไม่รู้จะกระตุ้นได้จริงหรือไม่ ตั้งเป้าให้จีดีพีโตขึ้นมามากกว่าที่ประมาณการกันไว้ได้จริงหรือไม่ แต่ที่น่าสนใจคือ เงิน 2 พันบาท ที่ให้ผ่านสำนักงานประกันสังคม ที่หลายคนเป็นห่วงว่าจะน้อยเกินไปบ้าง เข้าไปไม่ถึงประชาชนทุกกลุ่มบ้าง ทุกมาตรการย่อมมีข้อตำหนิ มีจุดอ่อน จุดแข็ง แต่การใช้งบประมาณในลักษณะนี้มีข้อควรระวัง อย่าให้พิสูจน์ได้ว่าเอาเงินรัฐมาใช้เพื่อกระตุ้นฐานคะแนนเสียง การทุจริตคอร์รัปชั่น มากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ... เด็ดขาด

ล้างบางขั้วทักษิณ!!เฉดหัว‘พีรพล’เข้ากรุ‘เทพเทือก’ป๋าดัน ตั้ง‘วิชัย ศรีขวัญ’เสียบปลัดมท.

ที่มา ประชาทรรศน์

เด้งฟ้าผ่าปลัด มท.!! เฉดหัว ‘พีรพล’ ยัดเข้ากรุสำนักนายกฯ พร้อมตั้ง ‘วิชัย ศรีขวัญ’ เสียบเก้าอี้ปลัดฯ ปูดสัมพันธ์ใกล้ชิด ‘บิ๊กบัง-เทพเทือก’ ไขปมร้าว! ล้างบางเด็กทักษิณ ระบุการเมืองแทรกแซง แหกม่านประเพณีกระทรวงคลองหลอด เหตุรองปลัดทะลึ่งพรวด!คว้าเก้าอี้ “ซี 11”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามอนุมัติโยกย้ายนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และมีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ ในเอกสารโยกย้ายได้มีข้อความสำคัญว่า “การโยกย้ายเพื่อประโยชน์ทางราชการตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เสนอ และได้มีการแต่งตั้งให้ นายวิชัย ศรีขวัญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน”

อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายครั้งนี้ถือเป็นการโยกย้ายครั้งแรกของกระทรวงมหาดไทยหลังมีการเปลี่ยนรัฐบาลและมีการคาดการณ์กันก่อนหน้านี้แล้วว่าจะต้องมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่เป็นคนใกล้ชิดรัฐบาลชุดเก่าออกไป

รายงานระบุถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างนายพีรพล กับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และก่อนหน้านี้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

ขณะเดียวกัน ในการโยกย้ายข้าราชการประจำปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 นายวิชัย ศรีขวัญ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ก้ได้รับคำสั่งให้ย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รวมถึงการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จนเป็นเหตุให้ถูกฝ่ายการเมืองใช้อำนาจสั่งโยกย้ายดังกล่าว

จวบจนถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงได้มีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงมหาดไทย”

ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า มีความเป็นไปได้ว่า ในเร็วๆนี้ จะมีคำสั่งโยกย้ายอธิบดีอีกหลายคน ที่มีความแนบแน่นกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็น “สิงห์ขาว” คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำกลุ่มวังบัวบาน และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.)

'ครม.มาร์ค' คลอด 7 มาตรการภาษียืดอายุใช้น้ำ-ไฟฟรี

ที่มา ประชาทรรศน์

'มาร์ค' โปรยประชานิยม เอาใจประชาชน มติครม.ผ่านงบกลางปี 1.16 แสนล้าน จัดมาตรการภาษีชุดใหญ่ 7 มาตรการ ต่อยอดอายุนโยบายใช้น้ำ-ไฟฟรีทั่วประเทศ ขยายโครงการพืชผลทางเกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้(20 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายกลางปี 2552 พร้อมทั้งมาตรการชุดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภาคธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) ขยายโครงการแทรกแซงราคาพืชผลเกษตร รวมไปถึงขยายเวลามาตรการลดรายจ่ายให้กับประชาชน อีกทั้งกรณีค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าด้วย

โดยในทุกประเด็นเกี่ยวกับการอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่างกลางปีนั้นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบผ่านมาตรการทางภาษี 7 มาตรการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ 1 มาตรการปรับเพิ่มเพดานการคำนวณภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา และคณะบุคคลที่ไม่มีรายได้ประจำประเภทเงินเดือน โดยขยายวงเงินขั้นต่ำสำหรับการคำนวณภาษีจากฐานรายได้พึงประเมินเป็นเงินได้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 5 พันบาทต่อปี จากกำหนดเดิมวงรายได้ขั้นต่ำตั้ง 6 หมื่นบาทขึ้นไปเสียภาษี 300 บาทต่อปี

มาตรการต่อมา สำหรับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 โดยนำเงินต้นซื้อบ้าน 3 แสนบาท บวกภาระดอกเบี้ย 1 แสนบาท สามารถมาหักลดหย่อนภาษีในการซื้อบ้านปี 2552 ได้ มาตรการที่3 ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกองทุนร่วมลงทุนที่ลงทุนในธุรกิจSME โดยจะขยายระยะเวลาทางภาษีออกไปอีก 3 ปี จนสิ้นปี 2554 ซึ่งจากเดิมสิทธิดังกล่าวหมดไปตั้งแต่ปี 2551

มาตรการที่ 4 สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการปรับโครงสร้างหนี้ควบรวมกิจการ ซึ่งจะขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี มาตรการที่5ให้หน่วยงานได้นำค่าใช้จ่ายในการสัมมนาท่องเที่ยวภายในประเทศมาหักค่าลดหย่อนทางภาษีได้ 2 เท่า เป็นต้น มาตรการที่ 6 มาตรการแบ่งเบาภาระประชาชน โดยต่ออายุมาตรการใช้น้ำฟรี 60 หน่วยต่อเดือน และใช้ไฟฟรี 90 หน่วยต่อเดือน และสุดท้ายมาตรการที่ 7มาตรการช่วยเหลือภาคเกษตร โดยให้ขยายโครงการแทรกแซงราคาพืชผลเกษตรหลัก 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว มัน ยาง ข้าวโพด และปาล์ม

'เทพเทือก'อึ้ง!ถูกจี้ถามคดี'พันธมาร'ยึดสนามบินเล็งสอบตร.อืดเป็นเรือเกลือ

ที่มา ประชาทรรศน์

'สุเทพ' รับคดี พธม.ปิดสนามบินไม่คืบ เล็งสอบถามตำรวจหากทำงานล่าช้า ปัดเสียงแข็ง!!เด้งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จี้ 'พัชรวาท' ติงสีกากีอย่าตีตนไปก่อนไข้ ล่ารายชื่อถอด ป.ป.ช. ระวังมีปัญหา ผบ.ตร.ชี้ ตร.ล่ารายชื่อสามารถทำได้ ด้าน 'ผบช.น.' ปิดปากเงียบ ไม่โต้'เทพเทือก'สั่งเด้งตกเก้าอี้

จากกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตุว่ามีการจงใจเตะถ่วงคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายหลังบุกยึดสถานที่ราชการ และการยึดท่าอากาศยานทั้งสองแห่ง โดยเฉพาะการพยายามรวบ 2 คดี ในส่วนของคดีการบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเข้าด้วยกัน ทั้งที่ในส่วนของสำนวนบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองมีความคืบหน้าไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งน่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ในเร็ววันนี้ แต่ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดกลับสั่งให้รวมสำนวนของทั้ง 2 สนามบินเข้าด้วยกัน แล้วค่อยส่งให้อัยการสั่งฟ้อง

โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมสัพยอกนักข่าว "น้องรู้เรื่องดีจริง" โดยระบุว่า ตนยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และไม่อยากเข้าไปแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม ส่วนเรื่องของการสอบสวนก็ให้ว่ากันไปตามปกติ ซึ่งถ้าหากตำรวจยังเพิกเฉยไม่รีบดำเนินการตนก็จะลงไปสอบถามเองว่าทำไมถึงล่าช้า อย่างไรก็ตามยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ปัดเด้ง'ทวี สอดส่อง'

ส่วนข่าวลือการย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการโยกย้าย

'มาร์ค' ยันไม่รวมสำนวนคดีม็อบถ่อยยึดสนามบิน

ขณะที่ ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า ไม่มีการยุบสำนวนการยึด 2 สนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯเข้าด้วยกัน โดยตนได้ทำการพูดคุยกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่าคดีความทุกเรื่องนั้นต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามปกติ ยึดหลักกฎหมายไม่มีการแบ่งแยก และให้สืบสวนสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา

ขู่ฟอด!!ตร.ล่ารายชื่อถอดป.ป.ช.ระวังมีปัญหา

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สมาคมตำรวจตั้งโต๊ะล่ารายชื่อถอดถอนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะไม่อยากให้มีปัญหาระหว่างหน่วยงาน และเมื่อรู้เรื่องก็ได้เตือน พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปแล้ว ว่าต้องให้อยู่ในกรอบ การแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ปกติในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่าให้บานปลาย จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการสอบสวน นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมตรงไหน เพราะการทำงานของ ปปช.ก็ยังไม่ได้มีการแถลงผลการสอบสวนออกมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการตีตนไปก่อนไข้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กรณีระเบิดที่เกิดขึ้นที่ เซ็นทรัลเวิลด์ สมัย พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เห็นชัดเจนว่าผิด ประชาชนทั้งประเทศก็เห็น แต่กรณีเหตุการณ์ 7 ตค. นั้นต้องดูข้อเท็จจริงกันต่อไป อีกทั้ง ปปช. ยังไม่ได้แถลงผลการสอบ ฉะนั้นอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้

ต่อข้อถามว่า กรณีสั่งกำชับกับ ผบ.ตร.เป็นการระงับความเคลื่อนไหวของตำรวจหรือให้ดูแลความเคลื่อนไหว นายสุเทพ กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของตำรวจ ก็เช่นเดียวกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอดี ไม่ใช่มายุยงป่วนปั่นเพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีปัญหากับ ปปช. ส่วนจะเป็นส่วนหนึ่งของกระแสข่าวการโยกย้าย ผบช.น.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กระแสข่าวนั้นอย่าไปเชื่อมาก ตนไม่รู้ว่าใครทำ คนอยากย้ายทำหรือคนกลัวถูกย้ายทำ หรือกองเชียร์ทำ แต่ตนยังไม่ได้คิด ตนตรงไปตรงมาถ้าจำเป็นต้องทำก็จะทำและจะแถลงให้ทราบว่าด้วยเหตุผลอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นลักษณะการนำกำลังคนเข้ามากดดันในการตัดสินใจด้วยหรือไม่ เนื่องจากสามารถรวมรวบรายชื่อได้มาก นายสุเทพ กล่าวว่า คิดว่าไม่ได้ผล ตนไม่เชื่อว่า ปปช. จะหวั่นเกรงเรื่องการกดดัน เพราะปปช.คงทำหน้าที่ต่อไปจะถูกหรือผิดก็เป็นเรื่องของการทำงาน ส่วนทำแล้วจะรับได้หรือไม่ต้องรอดู ทั้งนี้จะเป็นการกดดันในตัวผู้บังคับบัญชาอย่างตนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เคยมีใครมากดดันตน เค้าไม่ได้เข้าชื่อมากดดันตน ไม่สนใจหากคิดจะกดดันตนด้วยพลังเช่นนี้ไม่ได้ผล

ผบ.ตร.ชี้ตำรวจ.ยื่นถอดปปช.ไม่ผิดวินัย

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีข้าราชการตำรวจนับพันนายได้ร่วมลงชื่อยื่นถอดถอน ป.ป.ช.ภายในงานสัมนาวิชาการของสมาคมตำรวจ ที่สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดี หลังร่วมกับ ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ พล.ต.ท.อมรินทร์ อัครวงษ์ ผบช.รร.นรต. แถลงข่าวโครงการนักเรียนนายร้อยตำนวจหญิง ว่า การร่วมลงชื่อดังกล่าวเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ข้าราชการตำรวจสามารถทำได้ และไม่เป็นการกระทำที่ขัดหรือผิดระเบียบวินัยของข้าราชการตำรวจแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อมวลชนได้พยายามซักถาม ผบ.ตร.ในเรื่องดังกล่าวอีกหลายประเด็น แต่ ผบ.ตร. ได้กล่าวขอโทษต่อสื่อมวลชนที่จะไม่แสดงความคิดเห็น หลังจากนั้นนายตำรวจติดตามได้พยายามขอให้สื่อมวลชนเปิดทางเดินให้ ผบ.ตร.เข้าไปในลิฟท์ เพื่อขึ้นไปยังชั้น 7 ซึ่งเป็นสำนักงานของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

'ผบช.น.' ปิดปากเงียบ ไม่โต้'เทือก'สั่งเด้งตกเก้าอี้

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการโยกย้ายนายตำรวจระดับสูงบางคน ซึ่งถูกแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลชุดก่อน ที่อยู่คนละขั้วกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีรายชื่อของตนอยู่ด้วยนั้น โดยในวาระการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วันพุธที่ 21 ม.ค.นี้ ว่า ตนไม่ทราบในรายละเอียด ผู้สื่อข่าวคงต้องไปสอบถาม พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เอาเอง เนื่องจากตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่รับคำสั่งเท่านั้น ขณะเดียวกัน ยอมรับว่าตนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นกรณีนี้ได้ เนื่องจากเกรงว่าสื่อมวลชนอาจตีความหมายผิดอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.สุชาติ ยืนยันว่าไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีการโยกย้าย และตนมีรายชื่อติดอยู่หรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไร และทราบว่าล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็ได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่มีวาระดังกล่าวในการประชุม ก.ตร.วันพุธนี้ ซึ่งก็คงต้องเชื่อไปตามนั้น

รบ.ก้มหน้ารับดันก้น'สำราญ'จริง ปัดกตัญญูม็อบโกเต็กซ์

ที่มา ประชาทรรศน์

'สาทิตย์'อ้าปากรับ รบ.เล็งดึง 'สำราญ' แกนนำม็อบโกเต็กซ์ นั่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯจริง ทำกั๊กยังไม่เห็นชื่อเข้าครม.วันนี้ ปัดตอบแทนคุณม็อบถ่อย ย้ำเป็นไปตามนโยบายมาร์ค 9 ข้อ ต้องจับตา!!ดัน นวลพรรณ-ยุพ-เสถียร นั่งตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีวันนี้


ที่ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (20 ม.ค.) กระแสข่าวการแต่งตั้งนายสำราญ รอดเพชร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่น 2 ให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนยอมรับว่ามีการพูดคุยเรื่องดังกล่าวในรัฐบาล แต่จนถึงขณะนี้ตนยังไม่เห็นรายชื่อของนายสำราญที่จะเสนอเข้าต่อที่ประชุมครม.ในวันนี้ และตนก็ไม่ทราบด้วยว่าจะมีรายชื่อของนายสำราญปรากฎขึ้นหรือไม่

ทั้งนี้การแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่จำเป็นจะต้องมีการแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีในทุกกระทรวง เนื่องจากต้องพิจารณาถึงหลักความจำเป็นและเนื้องานของแต่ละกระทรวง และขอยืนยันว่าการแต่งตั้งไม่ได้เป็นการเอาใจ อีกทั้งไม่ได้เป็นการหาทางลงให้กับคนในพรรค ซึ่งหากจะมีการแต่งตั้งขึ้นมาจริง ก็ต้องเป็นคนของในพรรคตามนโยบาย 9 ข้อที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายไว้

อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งนายสำราญ ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ หรือบุคคลใดที่จะขึ้นมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในครั้งนี้นั้น ตนมองว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นท้าทายสังคม เป็นการดำเนินตามนโยบายอย่าแท้จริง ซึ่งหากจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มต่างๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากคนที่ได้รับตำแหน่งก็จะต้องมีการระวังตัวให้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครม.นัดนี้ มีประเด็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเสนอตั้งตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีต่อคณะรัฐมนตรี โดยเบื้องต้นมีบุคคลที่น่าสนใจ ได้แก่ นางนวลพรรณ ล่ำซำ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายยุพ นานา เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ่วงด้วยนายสำราญ รอดเพชร แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯรุ่นที่ 2 มีความเป็นไปได้ว่า จะได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

ลุ้น ป.ป.ช.ชี้มูล"โฆสิต"ต่ออายุเหมืองพื้นที่ป่า"ผาแดง"ช่วงรมว.อุตฯ-ชี้ปมกลับทำงานแบงก์กรุงเทพ

ที่มา มติชนออนไลน์
ลุ้น ป.ป.ช.ชี้มูล "โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์"คดีต่ออายุทำเหมืองสังกะสีบริษัทผาแดงฯพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นหนึ่งช่วงเป๋น รมว.อุตสาหกรรม เผย"เรืองไกร "ร้องเรียนเคยเป็นกรรมการบริษัทในฐานะตัวแทนธนาคารกรุงเทพฯที่ถือหุ้นใหญ่ ซัดกลับไปทำงานในแบงก์อีก ชี้เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนต่อเนื่อง


ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานเมื่อวันที่ 19 มกราคมว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)วันที่ 20 มกราคมมีวาระการพิจารณาชี้มูลความผิด เรื่องที่มีการกล่าวหา นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กรณีให้ความช่วยเหลือ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด(มหาชน) ให้ได้รับการผ่อนผันจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เพื่อทำเหมืองแร่สังกะสีท้องที่ อ.แม่สอด จ.ตาก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551ให้แต่งตั้งนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนเรื่องดังกล่าว ตามที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหาร้องเรียนว่า นายโฆสิตปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในฐานะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแล หรือตรวจสอบหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในความรับผิดชอบ รวมทั้งในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยตำแหน่ง กระทำการช่วยเหลือ ให้ได้รับการผ่อนผันจากคณะรัฐมนตรีในการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เพื่อทำเหมืองแร่สังกะสี ท้องที่ อแม่สอด จ.ตาก และต่ออายุประทานบัตรให้ทำเหมืองแร่สังกะสีต่อไปได้ โดยนายโฆสิตเคยเป็นกรรมการของบริษัทผาแดงฯก่อนมารับตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


สำหรับหนังสือร้องเรียนของนายเรืองไกร ลงวันที่ 10 ธันวาคม 2550 มีสาระสำคัญคือ นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ขณะดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กระทำความผิดเนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียรับสัมปทานหรือคงไว้ซึ่งสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดและเป็นที่ปรึกษาหรือตัวแทนของบริษัท ผาแดงฯซึ่งเป็นเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ควบคุมหรือตรวจสอบของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง อันมีลักษณะขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนรวม คือ


1. บริษัท ผาแดงฯ มีธนาคารกรุงเทพ เป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 7,301,070 หุ้นโดยนายโฆษิต ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการตัวแทนของธนาคารกรุงเทพตั้งแต่ 6 เมษายน 2548 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549และได้รับค่าตอบแทนจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 จำนวน 169,891.30 บาท (หนึ่งแสนหกหมื่นเก้าพันแปดร้อยเก้าสิบเอ็ดบาทสามสิบสตางค์) พร้อมกับโบนัสกรรมการปี พ.ศ.2549 อีกจำนวน 1,178,500.00 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นแปดพันห้าร้อยบาท) ถือได้ว่านายโฆษิต อาจจะมีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) โดยตรง


2. นายโฆษิตได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2549 พร้อมกับดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอีกด้วย จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมกัน 3 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินั้นมีประโยชน์โดยตรงต่อการกำกับดูแล ควบคุมและตรวจสอบเกี่ยวกับประทานบัตรเหมืองแร่สังกะสีของบริษัท ผาแดงเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ ซึ่งในระหว่างดำรงตำแหน่งดังกล่าว นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ได้มีพฤติกรรมดังนี้ คือ


2.1 เนื่องจากประทานบัตรเหมืองแร่สังกะสีและพื้นที่กิจกรรมเกี่ยวเนื่องของบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ใบอนุญาตเลขที่ 20781/13285, 20780/13286, 20782/13287 จะหมดอายุสัมปทานพร้อมกันในวันที่ 17 ตุลาคม 2550 บริษัท ผาแดงฯ จึงมีความต้องการขยายระยะเวลาของสัมปทานออกไปอีก โดยได้ยื่นขอประทานบัตรใหม่ตามคำขอที่ 1/2546 พร้อมใบอนุญาตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 แต่มิได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลที่แล้วแต่อย่างใด


2.2 นายโฆษิตได้เร่งรัดดำเนินการเริ่มตั้งแต่ให้คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ให้ความเห็นชอบตามที่บริษัท ผาแดงฯต้องการในวันที่ 26 มีนาคม 2550 สาระสำคัญคือ ในขณะนั้นยังไม่มีรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย


2.3 ต่อมาในวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 มีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2550 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายโฆษิต เป็นประธานที่ประชุม


ในการประชุมวาระที่ 1 และวาระที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ผาแดงฯ นายโฆษิต ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองประธานกรรมการคนที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่แทนในการประชุม โดยอ้างว่าติดภารกิจสำคัญ


2.4 เมื่อถึงวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมือนแร่สังกะสีของบริษัท ผาแดงฯคำขอประทานบัตรที่ 1/2546 ตั้งอยู่ที่ตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุมและควบคุมการประชุมจนสามารถทำให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามที่บริษัท ผาแดงฯได้จัดทำข้อมูลมาให้จึงเป็นการสมประโยชน์ตามที่ต้องการ โดยมีการชี้นำจากนายโฆษิต


จากนั้นในวันที่ 27 สิงหาคม 2550 จึงได้ทำการส่งรายงานการประชุมไปยังอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เห็นว่า การกระทำของนายโฆษิตเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ผาแดงฯอย่างชัดเจนโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้ง 3 ตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น ส่งเสริมสนับสนุนให้บริษัท ผาแดงฯป็นผู้ผูกขาดการทำเหมืองแร่สังกะสีแต่เพียงผู้เดียวจึงเป็นการปฏิบัติโดยมิชอบด้วยหน้าที่


3. เพื่อให้บริษัท ผาแดงฯได้รับประโยชน์สูงสุดและมากกว่าประโยชน์ของรัฐ ดังนั้นนายโฆษิต จึงอาศัยตำแหน่งหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทำหนังสือถึง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 เรื่องบริษัท ผาแดงฯขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อการทำเหมืองแร่ท้องที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยนายโฆษิต ได้ทำความเห็นว่า เห็นชอบด้วยกับความเห็นของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีผ่อนผันให้บริษัท ผาแดงฯใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่สังกะสีได้


ในที่สุดบริษัท ผาแดงฯได้รับประโยชน์โดยตรงจากการดำเนินการของนายโฆษิต โดยในวันที่ 8 ตุลาคม 2550 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักวิเคราะห์เรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงนายโฆษิต ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เรื่อง บริษัทผาแดงฯขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อทำเหมืองแร่ฯเพื่อให้นายโฆษิต พิจารณา


แต่ปรากฏว่าผู้ที่อนุมัติคือ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งเป็นผู้ลงนามแทนนายโฆษิต ทั้งๆที่ หนังสือดังกล่าวทำถึงนายโฆษิตแต่เพราะสาเหตุใดนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม จึงเป็นผู้ลงลายมือชื่อของตนทั้งที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงวันหมดอายุสัมปทานในวันที่ 17 ตุลาคม 2550 เป็นการต่ออายุสัมปทานภายใต้การกำกับดูแล ควบคุมและตรวจสอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและมีการเร่งรัดการดำเนินการอย่างเร่งรีบผิดปกติทั้งที่ใช้เวลานานมากกว่านี้ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นไม่มีการดำเนินการอย่างรวดเร็วเหมือนกับกรณีของบริษัท ผาแดงฯ


เมื่อพิจารณารวมกับการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเคยเป็นกรรมการและรับเงินตอบแทนจำนวนมากจากบริษัท ผาแดงฯ แล้ว อีกทั้งปรากฏว่า เมื่อมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า นายโฆษิต ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพราะต้องการมีตำแหน่งกรรมการในสถาบันการเงินคือ ธนาคารกรุงเทพ อีกเมื่อพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


เห็นว่านายโฆษิต มีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัท ผาแดงฯอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอดในขณะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายและเป็นการแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียรับสัมปทานหรือคงไว้ซึ่งสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 มาตรา 122 และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

ญี่ปุ่นลดการลงทุน

ที่มา เดลินิวส์

นโยบาย เฮลิคอปเตอร์ มันนี่ หรือ การโปรยเงินตามสี่แยก อุ๊ย ไม่ใช่สิ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลมาร์ค 1 จากงบฯเพิ่มเติมกลางปี 1.167 แสนล้าน ใน 18 โครงการที่ออกมาแล้ว ถูก นักวิชาการเศรษฐศาสตร์วิพากษ์แหลกลาญว่า เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

หม่อมอุ๋ย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯขิงแก่ ยังลุกขึ้นเอาขวานจามหน้าว่า เป็นนโยบาย “บ้องตื้น” คนจบเคมบริดจ์กับ ออกซฟอร์ด คิดได้แค่นี้เองหรือ เช่น จู่ ๆ เอาเงินยัดใส่มือผู้ประกันตนที่ รายได้ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาทกับข้าราชการบำนาญรวม 9 ล้านคน คนละ 2,000 บาท รวม 1.8 หมื่นล้าน เฉยเลย

คนที่ค้านเห็นว่าเมื่อคนไม่แน่ใจว่า พรุ่งนี้ยังจะมีงานทำหรือไม่ เรื่องอะไรเอาไปใช้จ่าย เก็บเงินไว้ดีกว่า เท่ากับเกาไม่ถูกที่คัน นี่ยังไม่นับที่ถูกครหาว่า เงินถึง 60% เทไปกระทรวงที่ ปชป. ดูแลเป็นหลัก

ซึ่งดูแล้ว ก็จริง เช่น งบเงินส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ รมว.ชุมพล ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา ดูอยู่ ได้ไปแค่ 900 ล้านเท่านั้น ทั้งที่แต่ละปี ทำเงินเข้าประเทศ 6-7 แสนล้าน กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรเลย

แต่ใครจะว่ายังไง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ยืนยัน เฮลิคอปเตอร์ มันนี่ เป็นแค่การเริ่มต้น เพื่อทำให้ผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ที่ยังไม่มีความมั่นใจได้เห็นว่า เราเริ่มทำอะไรแล้ว จะได้ขยับตัวและกลับมามั่นใจในการบริโภคและลงทุนเหมือนเดิม

ได้อย่างที่ว่าก็ดีเลย แต่เกรงว่า จะไม่เป็นเช่นนั้น !!!

รายงานข่าวจาก องค์กรส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น หรือ เจโทร เปิดเผยว่า ปีนี้นักลงทุนญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในไทยลดลง 10-20% อันเนื่องจากเศรษฐกิจโลกถดถอยส่วนหนึ่ง นั่นก็ช่างเถอะ แต่สำคัญคือ เจโทรบอกว่า ปัญหาการเมืองและการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ นั้น ได้สร้างความหวาดวิตกให้นักลงทุนญี่ปุ่นมากว่า จะมีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม จึงชะลอการลง ทุนไว้ก่อน

อ่านแล้วก็หนาว เพราะที่ผ่าน ๆ มา ไม่ว่าจะปฏิวัติกี่หน นักลงทุนชาติอื่น ๆ อาจตกใจ ถอนการลงทุนหรือ “เวทแอนด์ซี” แต่ญี่ปุ่นไม่เคยเลย ปักหลักแน่น เรียกว่า ทนยังกับแรด แต่ภาวการณ์นั้นเปลี่ยนไปแล้ว

เดิมการเมืองจะทะเลาะตบตีกันยังไง ก็อยู่แค่แวดวงการเมือง แต่นับแต่ปล่อยให้เมืองไทย กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ไร้ขื่อแป ม็อบมีเส้น อาละวาดปิดถนน ยึดทำเนียบฯ เหิมถึงขนาดยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมืองอย่างง่ายดาย โดยตำรวจและทหารต่างเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ เป็นข่าวแพร่ไปทั่วโลก

เพียงเพื่อกำจัดรัฐบาลที่ไม่ได้ดั่งใจ นี่ เป็นเหตุรุนแรงมาก !!!

แต่นอกจากไม่ถูกลงโทษ รัฐบาลนี้ยังให้บำเหน็จรางวัลอีกด้วย เป็นทั้งรัฐมนตรี เป็นทั้งที่ปรึกษา ก็เพราะอย่างนี้ จึงกลายเป็นแบบอย่าง คนงานไม่ได้โบนัส ก็ยึดโรงงานบ้าง สิ ภาพออกไป แมวที่ไหนอยากมา ลงทุนในไทย ในเมื่อ มาเลเซีย เวียดนาม หรือ เขมร พร้อมเปิดรับนักลงทุนต่างชาติอยู่แล้ว

มีข่าวอีกว่า ตอนนี้ การทำสัญญาระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ ถึงขนาดมีบางแห่งขอให้ใช้กฎหมายสิงคโปร์แล้ว เพราะกลัวจะมีการใช้ “กฎหมาย 2 มาตรฐาน” อย่างที่คนไทยบางกลุ่มโดนกระทำอยู่

ก็ดูสิ พอ ดีทีวี ของ 3 เกลอความจริงวันนี้ จะออกอากาศเท่านั้น มท.1 สั่งให้ตั้ง คกก.คอยจัดการเลย ก็แปลกนะ ทีวีบางช่องล้างสมอง ยุคนไปฆ่ากันทุกวัน กลับเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ กันหมด ???

ไม่ใช่แต่ญี่ปุ่นหรอกที่จะถอยกรูด ยังจะมีชาติอื่น ๆ อีก หากบ้านเมืองมี 2 มาตรฐานอย่างนี้.

ดาวประกายพรึก

ยื้อไม่ยื่นขอถอดถอน ป.ป.ช.

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ นายกสมาคมตำรวจจัดการอภิปรายเชิงวิชาการเรื่อง “องค์กรตามรัฐธรรมนูญกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ” ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคัก มีข้าราชการตำรวจ และประชาชน กว่า 2,000 คน มาลงชื่อร่วมงาน และมีการถ่ายเอกสารสำเนาบัตรไว้ด้วยจนล้นสถานที่ มีผู้เข้าร่วมอภิปราย ประกอบด้วย พล.ต.อ.สุพาสน์ จีระพันธ์ อดีตนายกสมาคมตำรวจ และอดีต ก.ตร. นายพนา ทองมีอาคม คณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ นายพนม ปีย์เจริญ ประธาน กรรมการบริหารบริษัทเนเจอร์ไลฟ์ จำกัด และ พล.ต.อ. สุวรรณ สุวรรณเวโช อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายม็อบวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่า ตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรม ตกเป็นจำเลยของสังคม ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายประชาชน ทั้งที่ตลอดการชุมนุมประท้วงตำรวจต้องอดทนอดกลั้นมาตลอด ตำรวจสมควรน่าจะได้รับดอกไม้ ไม่ใช่ก้อนหิน เป็นเรื่องที่ต้องฟังความเห็นของตำรวจและประชาชน ทั้งนี้ พล.ต.อ.วิสุทธิ์ เผยภายหลังอภิปรายว่า ยังไม่ตัดสินใจจะส่งรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน ป.ป.ช. แม้จะมีตำรวจและ ประชาชนนำรายชื่อมามอบให้ก็ตาม ขอดูพยานหลักฐานและเหตุผลที่มาประกอบก่อน ไม่ใช่แค่นำสำเนาบัตรประชาชนมาให้อย่างเดียว

ป.ป.ช.เย้ย ตร.อย่าวิตกล่วงหน้า

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนการไต่สวนเหตุการณ์สลายม็อบวันที่ 7 ต.ค. 2551 บริเวณรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กรณีตำรวจเข้าชื่อถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 248 ว่า เป็นสิทธิของตำรวจที่สามารถยื่นได้ ขึ้นอยู่กับวุฒิสภาจะลงความเห็นว่าอย่างไร แต่ยืนยันว่า การทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในคดีนี้ไม่มีการเร่งรัดตามที่ถูกกล่าวหา แต่เห็นว่าเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงนำขึ้นมาพิจารณาก่อน ไม่มีวาระซ่อนเร้น และการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนก็ยังไม่มีการชี้มูลความผิด อย่าไปวิตกอะไรล่วงหน้า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะไม่ตัดสินคดีจากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือยึดกระแสสังคม แต่จะตัดสินตามหลักนิติธรรมและกฎหมาย ส่วนกรณีคุณสมบัติของนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุมนั้น มองว่าไม่น่าจะขัดคุณสมบัติต่อการเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เพราะไม่ใช่การไปแสวงหากำไร หากจะได้ค่าตอบแทนก็เป็นเพียงเล็กน้อย ไม่คุ้มค่าน้ำมันรถ เป็นประเด็นที่ไม่น่าหยิบยกขึ้นมา เป็นผู้ใหญ่กันแล้วเรื่องนี้มันนอนเซ้นส์

ยันไม่ได้เร่งไต่สวนคดีสลายม็อบ

ด้าน น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ว่า การยื่นถอดถอนดูแล้วไม่มีเหตุผล สมควร เพราะ ป.ป.ช.ทำตามหน้าที่ไม่ได้เลือกปฏิบัติ กรณี การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเหตุการณ์สลายม็อบหน้ารัฐสภาวันที่ 7 ต.ค. 2551 นั้น ไม่มีการเร่งพิจารณาไต่สวน ส่วนใหญ่ ป.ป.ช.จะพิจารณาคดีต่างๆตามลำดับ แต่คดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ป.ป.ช. สามารถหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก่อนได้ ส่วนที่ฝ่ายตำรวจมองว่าการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้ของ ป.ป.ช. เป็นการชี้นำสังคมให้เข้าใจผิดว่าตำรวจมีส่วนร่วมในการสลายม็อบจนมีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น คงเป็นการเข้าใจผิดของตำรวจ เพราะการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย เมื่อมีการกล่าวหาก็ต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ไม่ได้หมายความว่าการตั้งคณะอนุกรรมการจะต้องมีความผิดและถูกลงโทษเสมอไป ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะดำเนินการอย่าง มีเหตุผล ไม่ได้เร่งรีบ โดยจะนำเรื่องที่ฝ่ายตำรวจเข้าชื่อเสนอถอดถอนคณะกรรมการ ป.ป.ช.เข้าหารือในที่ประชุม ป.ป.ช.วันที่ 20 ม.ค.นี้

“กล้านรงค์” ยัน ป.ป.ช.ทำงานไร้อคติ

ทางด้านนายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. กล่าวว่า การที่ตำรวจและประชาชนเข้าชื่อถอดถอน ป.ป.ช. สามารถกระทำได้ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.พร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ เชื่อว่าการถูกยื่นถอดถอนนี้ไม่ใช่เกมการเมือง หรือการเข้าไปตรวจสอบการทุจริตของ ป.ป.ช. แต่เป็นความคิดเห็นที่ต่างกัน หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ถูกถอดออกจากตำแหน่งจริง ก็คงจะกลับไปทำงานของตนเองและการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจถอดถอนครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี เพราะ ป.ป.ช.ก็ทำหน้าที่โดยปราศจากอคติเช่นเดิม ขณะที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ยืนยัน ป.ป.ช.ไม่ได้ทำคดีอย่างรีบเร่งผิดปกติเนื่องจากการตรวจสอบจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับหลักฐาน