WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 21, 2009

นปช.นัดชุมใหญ่ 31 ม.ค.นี้ เล็งแฉคนอยู่ “หลังฉาก” สั่งม๊อบยึดสนามบินพร้อมเริ่มเดินสายยื่นหนังสือ 9 สถานทูตประเทศอาเซียน ต้านรัฐบาล “มาร์คกระสัน” เป็นเจ

ที่มา thaifreenews

วันที่ 21 ม.ค. 2552 เวลา 10.15 น. ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ดี-สเตชั่น คณะผู้ดำเนินรายการประจำสถานี นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมกันแถลงประกาศนัดหมายชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง

โดยนายวีระ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า คนเสื้อแดงแตกคอกันนั้น ขอเรียนว่าอย่าประเมินพวกตนแบบตกอก-ตกใจ เพราะปัญหาเนื้อในกันเองถือเป็นปัญหาเล็กน้อย ซึ่งจะพิสูจน์กันได้ในวันชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป และจะขอมติผู้ชุมนุมว่าจะปฏิบัติต่อไปอย่างไร เพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างไร ทั้งนี้เหตุผลสำคัญที่จัดชุมนุมใหญ่เพราะรัฐบาลไม่ได้ใส่ใจสาระสำคัญ ไม่ได้ตอบคำถามถึงความชอบธรรมในการบริหารประเทศ รัฐบาลไปยอมรับอำนาจนอกระบบ เพียงเพื่อให้ตัวเองได้เป็นผู้บริหาร นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ใส่ใจโดยไปตั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการยึดทำเนียบฯและ สนามบินมาเป็นรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรี

นายวีระ กล่าวว่า นอกจากนี้มีการการโยกย้ายข้าราชการและเตรียมแต่งตั้งข้าราชการในครั้งต่อไป โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่เคยประกาศไป ขณะที่เรื่องความสมานฉันท์ การกระทำของรัฐบาลก็สวนทางกับนโยบายที่ประกาศมาโดยตลอด อีกทั้งการดำเนินการเรื่องสปก.4-01 รัฐบาลก็ไม่ได้ตระหนักถึงความเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีการแจกปลากระป๋องเน่าให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เรื่องนี้อยากให้มีการติดตามให้ดีๆ เพราะมันเป็นการทุจริต ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่คาดไม่ถึงก็ได้

ขู่เปิดเบื้องลึก "คนสั่งการ" ให้ยึดสนามบิน

นาย จักรภพ กล่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงจะเร่งดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1.จะเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตทั้ง 9 ประเทศ เพื่อยื่นหนังสือ ซึ่งมีสาระสำคัญคือเราสนับสนุนการจัดประชุมของกลุ่มประเทศอาเซียน แต่เราไม่สนับสนุนรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมให้เป็นผู้แทนของคนไทยไปเจรจา โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ม.ค.เวลา 10.00 น. จะไปที่สถานทูตพม่า และ 10.30 น. จะไปสถานทูตสิงคโปร์ ในวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. เวลา 10.00 จะไปสถานทูตฟิลิปปินส์ และเวลา 11.00 น. จะไปสถานทูตอินโดนิเซีย ในวันอังคารที่ 27 ม.ค. 10.00 น.จะไปสถานทูตบรูไน และ 11.00 น.จะไปสถานทูตกัมพูชา และวันพุธที่ 28 ม.ค. 10.00 น. จะไปยังสถานทูตเวียดนาม และ 11.00 น. จะไปสถานทูตมาเลเซีย จากนั้นวันพฤหัสที่ 29 ม.ค. 10.00 น. จะไปสถานทูตลาว

นายจักรภพ กล่าวว่า เราจะดำเนินการกับผู้ก่อการร้ายที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างแน่นอน ในการชุมนุมวันที่ 31 ม.ค. ตนจะเล่าถึงขั้นตอนเกี่ยวกับขบวนการก่อการร้ายและจะลงลึกไปยังผู้ที่อยู่ “หลังฉาก” ว่า ใครเป็นผู้สั่งการที่ให้ยึดสนามบิน ทำให้ประเทศชาติเสียหายเป็นแสนล้านบาท

นาย จักรภพ กล่าวถึงการตั้งสถาบันคนเสื้อแดงว่า กำลังดำเนินการอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยรูปแบบจะตั้งเป็นสำนักงานในแต่ละจังหวัด เหมือนเป็นศูนย์ประสานงาน ความตั้งใจก็เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ไม่เกินวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งจะมีสมุดประจำตัวขนาดเล็กของคนเสื้อแดงคล้ายๆ พาสปอร์ต บอกรายละเอียดเกี่ยวกับคนเสื้อแดง รวมทั้งวิธีการเคลื่อนไหวให้กับสมาชิก

ลั่นถ้าเด้งอธิบดีดีเอสไอเมื่อไหร่ ม็อบแดงบุกหน้าก.ยุติธรรมแน่

ด้าน นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้เชื่อว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะใช้วิธีการล้างบางข้าราชการ และจะดำเนินการไปยังกระทรวงอื่นๆด้วย โดยเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์นั้น คืออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะขณะนี้มีคนของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ระหว่างถูกสอบสวนหลายคดี เช่น คดีปรส., คดีรถและเรือดับเพลิงของกทม., คดีทีพีไอที่โอนเงินไปให้บริษัทประชาสัมพันธ์ และโอนไปยังบุคคลในพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้หากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม โยกย้ายอธิบดีดีเอสไอจริง เป้าหมายอีกอย่างหนึ่งของคนเสื้อแดงก็คือไปกระทรวงยุติธรรมทันที

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า กรณีการ แจกปลากระป๋องยี่ห้อชาวดอย เรื่องนี้ทำท่าจะยาวเป็นมหากาพย์ เพราะฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะบุคคลในกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เข้าไปมีส่วนในการจัดซื้อและที่สำคัญมีส.ส.หญิงคนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับ การจัดซื้อจัดจ้างด้วย โดยส.ส.คนดังกล่าวเป็นส.ส.อีสาน คิดว่านายวิทูรย์ นามบุตร น่าจะรู้จักเป็นอย่างดี เรื่องนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ตั้งแต่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค ที่เป็นเจ้าของจริยธรรมทางการเมือง รวมไปถึงบุคลลอื่นๆในพรรคน่าจะออกมาแสดงความชัดเจน และมีคำอธิบายต่อประชาชนมากกว่านี้ เรื่องนี้อาจจะป็นคดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองได้ ที่จะทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ตกกระป๋องในเวลาอันสั้น นอกจากนี้ตนยังได้รวบรวมบันทึกคำปราศรัย คำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ ที่เคยโจมตีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การอภิปรายปราสาทพระวิหาร การอภิปรายเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยจะนำออกอากาศทางดี-สเตชั่นในช่วงของรายการขอดเกล็ดอภิสิทธิ์ด้วย รายการนี้จะเป็นรายการกระชากเสื้อคลุมจริยธรรมออกจากตัวนายอภิสิทธ์ให้เห็น ว่าใครก็ตามที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องต้องเป็นคนบริสุทธิ์ อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตัวสะอาดด้วยการโยนให้คนอื่นสกปรก

"ขวัญชัย" ประกาศแตกหัก-แยกกันเดิน ไม่ไปร่วมงานชุมนุมใหญ่

นาย ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ระบุว่าหากนายขวัญชัยไม่มาร่วมในการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 31 ม.ค.ก็ไม่ง้อว่า เมื่อวานนี้ (20 ม.ค.) ตนได้เห็นจากสื่อต่างๆ รวมทั้งทางดีทีวีว่าทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต่างโจมตีตนอย่างหนัก แต่ตนไม่สนใจ ไม่แคร์ เพราะวันนี้มีประชาชนเสื้อแดงโดยเฉพาะในภาคอีสานโทร.มาให้กำลังใจจำนวนมาก

นาย ขวัญชัย กล่าวต่อว่า ตนเคยต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคมช.มาก่อนบุคคลเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ไปอยู่กันที่ไหน อีกทั้งตนก็ไม่ได้เป็นส.ส.จึงไม่จำเป็นต้องรักษาภาพเหมือนนายจตุพร ขอประกาศว่าที่ผ่านมา ตนตกเป็นเครื่องมือรับใช้นักการเมืองมาตลอด ซึ่งหลังจากนี้จะไม่ยอมอีกแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงในอีสานก่อนหน้านี้ก็เคยชื่นชมกลุ่มของนายวีระ มุสิกพงศ์ มาตลอด แต่ในระยะหลังตั้งแต่จัดรายการทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ก็ไม่เคยพูดให้เครดิตกลุ่มเสื้อแดงในต่างจังหวัดเลยสักครั้ง หลังจากนี้คงต้องแยกกันเดิน โดยตนจะทบทวนบทบาทในการเคลื่อนไหว ซึ่งจะไม่ไปร่วมกับกลุ่มรายการความจริงวันนี้

"ยืนยันว่า กลุ่มคนรักอุดรจะไม่ไปร่วมการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ม.ค.อย่างแน่นอน แต่เร็วๆ นี้ในช่วงกลางเดือนก.พ.จะนัดเครือข่ายคนเสื้อแดงในภาคเหนือ ภาคกลาง และอีสาน ทั้ง 30 จังหวัด เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชลบุรี สมุทรปราการ และพิษณุโลก เป็นต้น เพื่อหารือกันถึงจุดยืนที่จะไม่ไปร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มผู้จัดรายการความ จริงวันนี้"นายขวัญชัยกล่าว

โอบามาที่แสนสง่างามหันมาดูโอมามารค์ของไทย!!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย : ป้าพลอย

เมื่อคืนนี้ดูการถ่ายทอดจากอเมริกาโดยช่อง CNN เกี่ยวกับ Barack Obama รับตำ
แหน่งประธานาธิปดีแห่งอเมริกา ดูแล้วน่าปลาบปลื้มใจแทนคนอเมริกาทั้งหลายที่ได้ผู้นำผิว
สีชาเป็นผู้นำ เห็นผู้คนเป็นจำนวนแสนรอยืนอยู่ริมถนนเพื่อโปกมือให้ตลอดทางเหมือนดังโอบามาเป็นกษัตริย์ดูแล้วช่างภูมิใจเป็นอย่างมากเป็นประวัติศาสตร์ของชาติอเมริกาที่ไม่เคยมีมาก่อน

เช่นนี้ คนที่เลือกโอบามาต่างน้ำไหลดีใจและภูมิใจให้สัมภาษณ์ออกทางทีวี นี่คือความจริงที่ประชาชนได้เลือกผู้นำของตนเองอย่างถูกต้องตามกฏหมายสากลคนที่เลือกให้ขึ้นมาบริหารบ้านเมืองรับตำแหน่งอย่างงามสง่าสมเป็นผู้นำเหมือนเช่นครั้ง นายกทักษิณ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายของพรรคไทยรักไทยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์บ่งบอกความเชื่อหมั่นของ

ประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งว่า นายก ทักษิณ ชินวัตร จะนำประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาประเทศให้ดีเทียบเท่าต่างประเทศ ดังนั้นในระหว่างที่นายกทักษิณ เป็นนายกได้ทำให้นานาประเทศทั่วโลกนับถือใว้วางใจหันมาลงทุนกับประเทศไทย อีกทั้งเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็วในระบบประชานิยมที่ นายกทักษิณได้ตั้งชื่อ ดังนั้นไม่นานเลยนายกทักษิณก็ได้

ทำสำเร็จและเป็นที่พอใจสำหรับคนจนทั่วไปได้หยิบได้จับได้จนคนจนไม่สามารถลืมคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร จนถึงณะบัดนี้ ความสง่างานที่ได้ตำแน่งโดยประชาชนเลือกมาเกือบทั้งประเทศนั่นย่อมจะทำให้นักการเมืองได้ตระหนักว่าประชาชนยอมรับชัยชนะด้วยการเลือกตั้งอย่างถูกต้องเท่านั้นที่จะมาเป็นนายกรัฐตรีปกครองประชากรทั้งประเทศ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีวิ่งราว

อำนาจพรรคอื่นเอาไปครอง มันน่าอายโอบามา แทบแทรกแผ่นหนีไม่ทราบ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับชมการถ่ายทอดบ้างหรือเปล่าว่าโอบามาสง่างามขนาดใหนที่ชนะใจชาวอเมริกาไม่ได้โกงประชาชนเช่นตัวเองที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีแม้แต่สักเสียงเดียว แล้วอย่างนี้จะยกตัวเองเทียบกับโอบามา ไม่อายผู้คนบ้างหรือ? คุณอภิสิทธิ์ ไม่มีส่วนใหนเหมือนโอบามา

แม้แต่สักนิดเดียวอย่าไปเทียบเขาเลย มันคนละเกดกัน ทั่วโลกกำลังรอนโยบายของผู้นำอเมริกาคนใหม่ที่จะบริหารประเทศและแก้ไขวิกฤติการเศรษฐกิจโลกอย่างไรเพราะอเมริกาตอนนี้เศรษฐกิจแย่มากๆบริษัทใหญ่หลายบริษัทล้มละลายแล้วยังแพร่เชื้อมายังยุโรปตอนนี้ได้อ่านข่าวว่าที่ประเทศเยอรมนีก็มีปัญหาบริษัทผลิตรถยตร์ยี่ห้อ BMW and VW ได้ลดผนักงานให้
ทำเป็นกะแต่ละช่วงไม่ปล่อยลอยแพไปเสียเลย ฉะนั้นความหายนะกำลังมาสู่ทัวโลกในปี2552 และประเทศต้องมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจแน่นอนยิ่งรัฐบาลใหม่หาเงินไม่เป็นแถมยังทั้งแจกทั้งแถมเอาหน้า เดี๋ยวเถอะหาเงินไม่ทันเงินคลั่งหมดจะล้มพังระเนระนาดยิ่งกว่าปี 2540 เสียอีกขอเตือน ตอนนี้ที่ฝรั่งเศสก็ปิดบริษัทไปแล้วหลายบริษัทคนตกงานเยอะเลยทั่วโลกกำลังมีปัญหา

ฉะนั้นขอให้คนไทยทุกคนโปรดใช้จ่ายให้ระวังจะเดือดร้อนสิ่งไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อเก็บเงินใว้ใช้จ่ายในยามขัดสนมันมาแน่ ต่างประเทศเขายังประหยัดเลยกลัวเศรษฐกิจโลกเป็นอำมพาต มันกำลังระบาดไปทั่วในต่างประเทศ คนตกงานเป็นจำนวนมากแล้วอะไรจะเกิดขึ้นหากบริษัทในไทยต่างๆโดนพิษสงอำมพาตนี้ตายแน่ๆ ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ที่ไม่ได้เชิญนี้จะหาทางช่วยเหลือ

ประชาชนที่ไม่มีงานทำอย่างไรหรือว่าแจกเงินท่าเดียว ต่างประเทศกลัวการขาดเงินในประเทศ แต่ไทยแลนด์รวยมากนายกเที่ยวไล่แจกเงินชาวบ้านจนทำให้ต่างประเทศกังขากับพฤติการณ์ไล่แลกแจกดะของนายกไทยฝรั่งต่างสั่นศรีษะไปตามๆกัน ในระหว่างกำลังจิ้มคีย์บรอดนี้ลุงได้นำ

หนังสือพิมพ์รายวันเอามาให้อ่านข่าวพลิกไปดูหน้าที่สองไปเจอข่าวใหญ่เกี่ยวกับที่ชาวออสเตรียเลียถูกจับที่ไทยแลนด์ในกรณีหมิ่นมีรูปด้วยที่ใช้โซ่ใส่ขาเช่นนักโทษฆ่าคนตาย ว่าแล้วหนังสือพิมพ์ในยุโรปต้องเอามาแฉเดี๋ยวจะตัดเก็บใว้ขอไปอ่านข่าวก่อนแล้วจะแปลมาเล่าให้ฟังจ้า
ป้าพลอย

แกนนำ"เสื้อแดง"เดือดสวนกลับ"ขวัญชัย"ใครชวนมึง! ประกาศเผด็จศึกใน 3 เดือน ลั่นทำทุกทางให้ยุบสภา

ที่มา มติชนออนไลน์

"เสื้อแดง"ประกาศเผด็จศึกใน3เดือน ทำทุกวิถีทางให้รัฐบาลยุบสภา ดึง"ทักษิณ"โฟนอินเข้ารายการ"ดีทีวี" ชุมนุมใหญ่สนามหลวงปลายม.ค. เมิน"ขวัญชัย"ขู่ถอนทัพ ถามกลับใครชวนมึง "ใจ"มอบตัว-ล่าชื่อเลิกกม.หมิ่นเบื้องสูง


"เสื้อแดง"ลั่นเผด็จศึกบีบยุบสภาใน3เดือน

กลุ่มเสื้อแดงประกาศจะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้รัฐบาลยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 3 เดือน โดยทางหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ารายการของกลุ่มคนเสื้อแดง 2 ครั้งๆ แรกผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม"ดีทีวี" และครั้งที่ 2 ในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ท้องสนามในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้

ทั้งนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และผู้ดำเนินรายการของดีทีวี ให้สัมภาษณ์ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 20 มกราคม ว่าหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคมนี้แล้วเสร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนดินเข้าสนทนาในรายการของดีทีวี เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อพูดคุยถึงเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ และโครงการประชานิยมต่างๆ

"วันที่ 21 มกราคม ผม พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุกสิกพงศ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ดำเนินรายการของดีทีวี จะแถลงข่าวที่ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว เกี่ยวกับการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ที่ห้องสนามหลวง ภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้ โดยพ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินพูดคุยกับพี่น้องประชาชน และจะมีการถ่ายทอดสดผ่านดีทีวี"นายจตุพร กล่าว และว่า การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ จะเกิดปรากฎการณ์แม่น้ำร้อยสายจากคนเสื้อแดง และเมื่อถึงเวลานั้นคนเสื้อแดงจะไม่อยู่เพียงแค่ท้องสนามหลวง แต่จะเดินไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งสถานที่อยู่ระหว่างการหารือ และภายใน 3 เดือนนี้ คนเสื้อแดงจะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้มีการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนให้ได้


เมิน"ขวัญชัย"ถอน-ถามใครชวนมึง

นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำชมรมคนรักอุดรให้สัมภาษณ์โจมตีแกนนำคนเสื้อแดงว่า ไม่ให้การเหลียวแลมวลชนในต่างจังหวัด ว่าได้โทรศัพท์ไปสอบถามนายขวัญชัย แล้วซึ่งนายขวัญชัย ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์เช่นนี้ แต่ปรากฎการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ดังนั้นถ้าคิดจะคบกันต่อไป นายขวัญชัยไม่ควรให้สัมภาษณ์อย่างนี้อีก "ยืนยันได้ว่าพวกผม 3 คนไม่มีใครเป็นศักดินา และคำนี้แรงเกินไปสำหรับพวกผม เพราะพวกผมชิงชังกับระบบศักดินา"

นายจตุพร กล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง ไม่มีอะไรที่จะต้องไปดูแลกัน เพราะเรื่องประชาธิปไตยไม่มีผลประโยชน์อะไรมาเจือปน ยกเว้นพวกที่ถูกดำเนินคดี พวกตนก็แอบให้คนไปประกันตัว หรือช่วยเรื่องทนายความบ้างเท่านั้น ถ้าคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ก็อยู่กันไม่ยืด เพราะคนเสื้อแดงมาด้วยใจ

"ผมเบื่อบรรยากาศที่มีการนัดชุมนุมวันนี้ และพรุ่งนี้มีคนบอกว่าจะไม่มา ก็ขอถามว่าแล้วใครไปชวนมึง เพราะเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องของเหตุผล ถ้าใครมีจิตใจแปรเปลี่ยนก็ควรประกาศให้ชัดเจนเหมือนพวกที่ไปกันแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่ามีเขาหรือไม่ เราก็ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง ดังนั้นไม่ว่าจะมีนายขวัญชัยหรือไม่มี พวกผมก็จะต่อสู้อยู่แล้ว"นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีการขนคน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง หรือสนามศุภชลาสัย หากนายขวัญชัยไม่ได้เข้าร่วม หากไม่ได้เงินนั้นก็ขออย่าให้มาเกะกะ แม้จะเหลือแค่ผู้จัดรายการก็จะขอสู้ต่อไป ที่พูดกันถึงเรื่องตัวเงินนั้นก็อยากบอกว่า ตนเกลียดนักการเมืองก็ตรงนี้ ดังนั้นอย่าขอให้เกลียดคนพวกเดียวกันอีกเลย


"ดีทีวี"ทะยอยโชว์ตัวแกนนำตจว.

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ระยะนี้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเสื้อแดงละเอียดอ่อน โดยเฉพาะบทบาทของคนเสื้อแดงเอง ที่ผ่านมามีพี่น้องคนเสื้อแดงโทรศัพท์มาหาเป็นจำนวนมาก โดยตั้งข้อสังเกตุว่า นายขวัญชัยเคยทำงานและเคลื่อนไหวกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย เมื่อนายเนวินถอนตัวออกไปบทบาทและการให้สัมภาษณ์ของนายขวัญชัยก็ไม่เป็นบวกกับคนเสื้อแดง จึงได้บอกกับพี่น้องเสื้อแดงว่าอย่าไปตั้งข้อสังเกตุอย่างนั้น ขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกฝ่ายทุกคน

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คนเสื้อแดงเป็นการรวมตัวของเสรีชนผู้รักประชาธิปไตย ไม่มีสายบังคับบัญชา ไม่มีผู้นำที่เด็ดขาด โดยมั่นใจว่าเดินมาถูกทางและเชื่อว่าคนเสื้อแดงตั้งมั่นเคลื่อนไหวร่วมกัน ที่ผ่านมาพวกตน 3 คนก็ไม่เคยสถาปนาตัวเองเป็นแกนนำ แต่ได้ย้ำตลอดมาว่าแค่ทำหน้าที่ตัวแทนคนเสื้อแดง ทั้งนี้ต่อไปทุกวันเสาร์และอาทิตย์ จะเปิดให้ตัวแทนคนเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ สลับสับเปลี่ยนมาออกรายการ "แดงทั่วแผ่นดิน" ทางดีทีวี ในเวลา 13.45 น. โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มกราคมเป็นต้นไป

"การโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ พวกผมเป็นผู้ร้องขอไปยังพ.ต.ท.ทักษิณ เอง เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่มีผลงานเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้"นายณัฐวุฒิ กล่าว


"มาร์ค"ไฟเขียว"แม้ว"โฟนอิน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงผลการประชุม ครม. ที่อาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟน อิน เข้าร่วมรายการของสถานีโทรทัศน์ดีทีวีหลังรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ว่า ทุกคนสามารถใช้สิทธิของตัวเองได้ในขอบเขต

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร พ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิโทรศัพท์พูดจากับใครก็ได้เป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่า ห่วงสถานการณ์ทางการเมืองจะคุกรุ่นหรือไม่ หลังการเมืองเริ่มนิ่ง นายสุเทพกล่าวว่า ไม่เป็นห่วงอะไร คิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณคงพูดจาในเรื่องที่ไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย หวังว่าอย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างให้สัมภาษณ์ กลุ่มเสื้อแดงที่ปักหลักต่อต้านรัฐบาลอยู่ริมรั้วทำเนียบรัฐบาล ได้ส่งเสียงด่าโจมตีรัฐบาลผ่านเครื่องขยายเสียง ผู้สื่อข่าวจึงกระเซ้านายสุเทพ ว่า ฟังจนเบื่อหรือยัง จะจัดการอย่างไรหรือไม่ นายสุเทพตอบอย่างอารมณ์ดีว่า "ไม่กล้าๆ เดี๋ยวเป็นข่าวอีก"


"สาทิตย์"เร่งกม.ฟัน"ดีทีวี-เอเอสทีวี"

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ว่ายอมรับว่ามีช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมกว่า 20 ช่อง ที่ยังออกอากาศในขณะนี้ได้ จนกว่ากฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่จะเกิด ขณะที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ยังยอมรับว่าหนักใจ และไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดตาดูดีทีวีเป็นพิเศษ เพราะหากยังทำตามระเบียบ กฎหมายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมโฟนอินเข้ามาในรายการของดีทีวีนั้น รัฐบาลก็ไม่หนักใจ เพราะสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณทำขณะนี้ก็ยิ่งกว่าโฟนอินอยู่แล้ว

"ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของสภาแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งรัฐบาลนี้จะดำเนินการได้สองแนวทาง คือดึงร่างดังกล่าวออกมา หรือส่งร่างกฎหมายใหม่เข้าไปประกอบ ซึ่งผมเห็นว่าอย่างหลังจะดีกว่า เพราะทำได้รวดเร็ว โดยภายในสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับฟังความเห็น ก่อนเขียนเป็นร่างพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ของรัฐบาล เข้าสู่สภาได้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยที่มาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะต้องเปลี่ยนที่มาจากการแต่งตั้งโดย ครม.ตามร่างเดิม มาเป็นให้ทุกภาคส่วน เช่น สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ กิจการโทรคมนาคม ฯลฯ เสนอมาให้เกินจำนวนที่กำหนด ก่อนส่งให้วุฒิสภาเป็นผู้เลือก เชื่อว่าไม่เกิน 7 เดือน กฎหมายฉบับนี้จะสามารถออกมาใช้งานได้ ซึ่งหากมีกฎหมายจัดระเบียบได้จะเข้าไปจัดการทั้งเอเอสทีวี และดีทีวี"นายสาทิตย์ กล่าว


"ใจ"ล่าชื่อเลิกกม.หมิ่นเบื้องสูง

ด้าน นายใจลล์ ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทนายความ เข้าพบ พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน ตามหมายเรียกเพื่อรับทราบข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเบื้องต้นก่อนจะปล่อยตัวชั่วคราว และจะนัดมาให้ปากคำเพิ่มเติมในภายหลัง
รศ.ใจลล์ ใจ กล่าวว่า มารับทราบข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากได้เขียนหนังสือเชิงวิชาการเรื่อง A Coup for the Rich ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนไปเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 ซึ่งวันนี้จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และคิดว่ากฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขัดต่อการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ ประเทศอื่นๆ ที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ยังไม่ใช้กฏหมายนี้เลย

"นอกจากจะมารับทราบข้อหาแล้ว จะมีการล่ารายชื่อประชาชนให้ยกเลิกการใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยส.ส.จากประเทศนิวซีแลนด์ และอังกฤษ พร้อมนักวิชาการจากทั่วโลกกว่า 128 คน ก็จะมีการลงนามเรียกร้องให้มีการถอนฟ้องผมในคดีนี้ด้วย" นายใจลล์ ใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 30 คน เดินทางมารอให้กำลังใจ นายใจลล์ ใจ พร้อมชูป้ายข้อความว่า "ม.112 กฎหมายเผด็จการ ล้าหลัง ทำลายเสรีภาพ" "ใช้กฏหมายหมิ่นคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ คือเผด็จการทางปัญญา" พร้อมกับตะโกนเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุาภาพ

รบ.ย้ำไม่หวั่น 'ทักษิณ' โฟนอินผ่านดีทีวี

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่มีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะโฟนอินเข้ามาร่วมรายการในสถานีโทรทัศน์ดีทีวี หลังจากที่นายกฯจัดรายการในวันที่ 24 ม.ค. นี้ นายสุเทพตอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิที่จะพูดคุยกับใครก็ได้ และคิดว่าอดีตนายกฯคงจะไม่พูดจาให้ใครเสียหาย เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่จะมีการตั้งนายสำราญ รอดเพชร มาเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี นายสุเทพตอบว่า ไม่มาหรอก

เข็น ก.ม.คลื่นความถี่คุมกำเนิดดีทีวี

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีช่องว่างทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปควบคุมเนื้อหาและผังรายการของสถานีโทรทัศน์เหล่านี้ได้ ส่วนความคืบหน้าการออก พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่นั้น คาดว่าน่าจะเสนอกฎหมายนี้ได้ประมาณสัปดาห์ที่ 3 หลังจากเปิดประชุมสภาสมัยสามัญในวันที่ 21 ม.ค. คิดว่าภายใน 6-7 เดือน กฎหมายนี้น่าจะมีผลบังคับใช้ ส่วนการออกอากาศสถานีดีทีวี รัฐบาลจะไม่ไปจับตาหรือตั้งคณะกรรมการติดตามการออกอากาศเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่ดีทีวีเคลื่อนไหวนอกจอทีวีหนักกว่าในจอทีวี หากจะดำเนินการกับดีทีวีให้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั้งระบบไปพร้อมกัน รวมถึงเอเอสทีวีด้วย

ปชป.เย้ยดีทีวีแค่แผ่นเสียงตกร่อง

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการออกอากาศรายการของดีทีวีว่า ไม่มีอะไรใหม่ เพียงแต่ใช้การจัดรายการแบบเดิมเป็นการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องเก่าๆ ทั้งที่เคยมีการอธิบายอย่างชัดเจนไปแล้ว เช่น ที่มาของ ป.ป.ช.และนายกฯ ผู้จัดรายการก็ยังใช้ข้ออ้างหรือตั้งคำถามเดิมๆ เป็นแผ่นเสียงตกร่อง ไม่มีมุกใหม่ และยังใช้การใส่ความข้างเดียว ไม่แตกต่างจากการเป็นแค่ใบปลิวของคนบางกลุ่มเท่านั้น ดีทีวีบอกชัดเจนว่าจะต้องโจมตีรัฐบาล ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่สร้างสรรค์ รัฐบาลเพิ่งจะเริ่มต้นการทำงาน แต่กลับไม่ให้โอกาส เข้าตำราที่ว่ามือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนในสังคม เมื่อถามกรณีที่ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ ระบุว่ากองทัพควรให้โอกาสออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้เช่นเดียวกับที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. หรือไม่ นายบุญยอดตอบว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาถึงระเบียบวินัยของกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะที่ต้องเคารพ และพล.อ.อนุพงษ์เป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน จึงมีอำนาจหน้าที่ในการแถลงหรือให้ความเห็นต่อสื่อมวลชน ในขณะที่ข้าราชการระดับล่างไม่มีหน้าที่นี้ จึงต้องแยกแยะให้ถูกต้อง

ทบ.ลั่นไม่มีใครรังแก “หมวดเจี๊ยบ”

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่กองทัพบกเรียกสอบ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก พิธีกรสถานีโทรทัศน์ดีทีวีว่า หน่วยต้นสังกัดคงดูแลอยู่ ส่วนจะมีหลักการและมาตรการที่เหมาะสมเป็นอย่างไร หากพูดอะไรบางทีไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผู้น้อยผู้ใต้บังคับบัญชา ลักษณะคุกคามคงไม่ใช่ แต่การจะปล่อยปละละเลยเส้นแบ่งระหว่างเรื่องระเบียบวินัยกับการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาต้องมีอยู่ ผู้บังคับบัญชาต้องไปดูว่าทำอย่างไรแล้วเสนอขึ้นมา ทราบว่าคุณสุนิสาประสงค์ที่จะลาออกจากทหาร เพื่อทำเรื่องส่วนตัว แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ทราบจากผู้บังคับบัญชาว่าเป็นอย่างนั้น เมื่อถามว่า กองทัพรังแกผู้หญิงหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น ไม่มีใครจะไปรังแกไม่มี

“หมวดเจี๊ยบ” ประกาศไม่ยอมลาออก

เช้าวันเดียวกัน ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก ร.ท.หญิงสุณิสาได้เข้าพบ พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก เพื่อชี้แจงการทำหน้าที่พิธีกรรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” ทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวี โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้น ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวว่า ได้ทำหนังสือขออนุญาต พล.ต.วีรัณเรียบร้อยแล้ว จากนี้จะต้องรอให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ให้ คำตอบ และจะไม่ไปจัดรายการจนกว่าจะมีคำสั่งอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ยินดีที่จะทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากราชการทหารอย่างแน่นอน เพราะเป็นอาชีพที่เราภาคภูมิใจและมีคุณค่า ทั้งนี้จะอยู่ต่อไปจนกว่ากองทัพไม่ต้องการ เมื่อถามว่า กลัวจะเป็นเกมการเมืองที่กลุ่ม นปช.พยายามดึงเข้ามา เพื่อให้เกิดความขัดแย้งกับกองทัพ ร.ท.หญิงสุณิสาตอบว่า เรารู้ดีว่าทำอะไรอยู่ เราเป็นผู้ใหญ่แล้วคงไม่ปล่อยให้ใครมาชักจูง หรือบงการให้ทำในสิ่งที่ไม่ดี เราจะทำอะไรบนพื้นฐานของความถูกต้อง ความคิดความเชื่อและความเคารพบนหลักวิชาชีพ คิดว่าเพื่อนทหารกว่า 50,000 คน คงสงสัย และอยากรู้ว่าสิทธิการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย สามารถทำได้แค่ไหน

ดึง “ทักษิณ” โฟนอินปลุกคนเสื้อแดง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ แถลงว่า ทีมงานความจริงวันนี้จะแถลงข่าวในวันที่ 21 ม.ค. เวลา 10.00น. ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว เพื่อชี้แจงถึงความชัดเจนในการชุมนุมใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง ภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้ ที่จะมีคนเสื้อแดงมาร่วมนับแสนคน โดยจะขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินเข้ามาเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยมีทีมงานความจริงวันนี้เป็นผู้ดำเนินรายการ อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 เดือนจะทำทุกวิถีทางให้รัฐบาลยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนให้ได้ ส่วนกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย ที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภานั้น ประชาธิปไตยมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ ส่วนกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรฯ ขอสนับสนุนงบประมาณในการชุมนุมจากแกนนำพรรคเพื่อไทยนั้น มันประหลาด เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ยังเจอกันทักทายกันดี จนมาเห็นข่าวในช่วงเช้าวันที่ 20 ม.ค. ดังนั้นถ้าจะไปก็ไป เพราะเราไม่มีความผูกพันเรื่องผลประโยชน์ ถ้าใครจิตใจแปรพักตร์ ก็ควรประกาศให้ชัดเจนเหมือนกับพวกที่ไป ถ้าอยู่ด้วยกันก็ควรให้สัมภาษณ์ด้วยความระมัดระวังหน่อย เพราะเป็นแบบนี้แล้วใครจะกล้าไปคุยด้วย

ร้อง รมว.กลาโหมถอดยศ “อภิสิทธิ์”

เช้าวันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม นายกมล บันไดเพชร กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือผ่าน พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อส่งถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เพื่อขอให้ถอดยศนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และเรียกคืนเงินเดือนและเบี้ยหวัดคืน โดยมี พ.อ.สิทธิผลนิ่มนวล รองหัวหน้าสำนักงานเลขาฯปลัดกระทรวงกลาโหม มารับหนังสือแทน

นายกมลกล่าวว่า กรณีการบรรจุเข้ารับราชการของนายอภิสิทธิ์ จนได้รับแต่งตั้งยศเป็นนายทหารยศสัญญา บัตร เป็นการบรรจุแต่งตั้งโดยมิชอบ ฝ่าฝืนต่อระเบียบและกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยหวัดและเงินเดือน ดังนั้น รมว.กลาโหม สมควรพิจารณาถอดยศนายอภิสิทธิ์ และเรียกเงินเดือนเบี้ยหวัดที่รับไปแล้วคืน ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยให้เวลา 30 วัน ในการดำเนินการ หาก รมว. กลาโหมไม่ดำเนินการจะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะนำเรื่องเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมยื่นร้องต่อศาลอาญาแผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

จ่อเชือด‘ทวี’พ้นDSI‘มาร์ค’ทาบ‘อัศวิน’เสียบเก้าอี้อธิบดี

ที่มา ประชาทรรศน์

‘มาร์ค’ จ่อเชือด ‘ทวี สอดส่อง’ ขับพ้นดีเอสไอ พร้อมทาบ ‘อัศวิน ขวัญเมือง’ เสียบเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แม้เจ้าตัวเคยบอกปัด เชื่อสุดท้ายไม่พลิกโผ หวังฟื้น 2 คดีดัง ‘อุ้มทนายสมชาย-ฆ่าชิปปิ้งหมู’

แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า วันที่ 21 ม.ค. เวลา 08.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเรียกพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าพบที่บ้านพิษณุโลก เพื่อเจราจาให้ พล.ต.ท.อัศวินไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังจากเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับย้าย พ.ต.อ.ทวี ที่เติบโตในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งตั้งแต่หลังการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น

แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ได้ปรารภกับแกนนำพรรคหลายคน หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีการปรับย้าย พ.ต.อ.ทวี และให้ พล.ต.ท.คนหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปรับตำแหน่งแทน และปลายเดือนธ.ค.2551 พล.ต.ท.อัศวินได้เดินทางไปที่พรรคประชาธิปัตย์แล้วครั้งหนึ่ง เพื่อหารือกับแกนนำพรรคในเบื้องต้น

โดยมีรายงานว่า พล.ต.ท.อัศวิน ยังไม่รับปากว่าจะไปดำรงตำแหน่ง พร้อมกับให้เหตุผลว่าเป็นตำรวจมาเกือบทั้งชีวิต จึงอยากเกษียณอายุราชการในอาชีพตำรวจในปี 2554 นอกจากนี้ พล.ต.ท.อัศวิน ยังให้เหตุผลว่า พ.ต.อ.ทวีเป็นเสมือนน้องชาย จึงไม่อยากไปนั่งตำแหน่งแทน อีกทั้งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังมีปัญหาอย่างมาก ซึ่งพล.ต.ท.อัศวินให้ความเห็นว่าควรจะให้พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.ไปรับตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าที่สุดแล้ว พล.ต.ท.อัศวินจะยอมรับตำแหน่ง

ต่อมาเมื่อผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามเรื่องนี้ไปยัง พล.ต.ท.อัศวิน ได้รับคำตอบจากนายตำรวจติดตามว่า พล.ต.ท.อัศวินยังไม่ทราบเรื่องนี้ ไม่ทราบเรื่องการทาบทามใดๆ และเพิ่งได้รับทราบข้อมูลจากข่าวในสื่อมวลชนเท่านั้น

สำหรับ พล.ต.ท.อัศวินเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 30 ขึ้นเป็นผู้บังคับการครั้งแรกที่ตำรวจภูธร จ.เชียงราย ยุคพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ก่อนโยกมาคุมกองปราบปราม และเป็นตำรวจที่ทำงานสืบสวนปราบปรามมาตลอดชีวิตรับราชการ เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และถูกดันขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.อย่างกะทันหันในยุคนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

วางตัว‘อัศวิน-ธานี’ฟื้น2คดีดัง‘อุ้มทนายสมชาย-ฆ่าชิปปิ้งหมู’

อย่างไรก็ตาม ได้มีกระแสข่าวว่า หาก พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง เกิดปัญหาติดขัดทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ นายอภิสิทธิ์เตรียมจะมอบหมายให้ พล.ต.ท.อัศวิน และ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) มาเป็นคณะทำงานพิเศษ เพื่อรื้อคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ เพราะที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จนเป็นที่กังขาอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ คดีอุ้มนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความที่รับว่าความให้กับชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคดีอุ้มฆ่านายกรเทพ วิริยะ หรือ “ชิปปิ้งหมู” พยานปากเอกในการเปิดเผยพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ฯ โดยรัฐบาลตั้งใจจะให้คดีทั้งสองได้รับการคลี่คลายให้ทันสมัยรัฐบาลชุดนี้

สำหรับคดีฆ่าชิปปิ้งหมูนั้น เป็นคดีที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนสนิทของนายอภิสิทธิ์ เกาะติดเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น และเป็นคนที่เก็บข้อมูลสำคัญในคดีดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีที่ชิปปิ้งหมูให้สัมภาษณ์ก่อนจะถูกฆ่าตาย

เลขาฯกกต.เชื่อ DSI ไม่ถูกการเมืองแทรกแซง!!

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวอธิดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะมีผลต่อการสอบสวนกรณีที่กกต.ถูกดีเอสไอ สอบเรื่องฮั้วและพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินว่า กรณีดังกล่าวนั้น พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ได้ไปร้องให้ดีเอสไอ ดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีกับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก ในความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กรณีการจัดจ้างบริษัทพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 23 ธ.ค. 2550 และการทุจริตการเลือกตั้ง และได้มอบหลักฐานการโกงการเลือกตั้งให้ดีเอสไอตรวจสอบด้วย กรณีดังกล่าวได้มีการดำเนินการสอบสวนไปแล้ว ซึ่งกกต.ก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด ดีเอสไอต้องการอะไรกกต.ก็ได้ให้ไปจนหมดแล้ว ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจที่ดีเอสไอในการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวจะต้องทำหนังสือไปรมว.ยุติธรรมหรือไม่ ขอให้มีการเปลี่ยนตัวคณะกรรมการที่สอบเรื่องบัตรเลือกตั้ง เพราะดูเหมือนว่าจะมีอคติกับกกต. นายสุทธิพล กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งก็ต้องมีการมาตีความอย่างเคร่งคัด และทางกกต.ก็ต้องให้เขาดำเนินการไป ซึ่งตนหัวงว่าทางคณะกรรมการจะดำเนินการด้วยความยุติธรรม และเป็นธรรม ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

“คิดว่านายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ก็เคยเป็นอดีตผู้พิพากษามาก่อน ท่านก็น่าจะรู้ และน่าจะให้ความยุติธรรมได้ ดังนั้นเราต้องดูว่า การทำงานเป็นอย่างไรภายใต้รมต.คนใหม่ ท่านคงให้ความเป็นธรรม และตระหนักดีว่าควรจะให้ความเป็นรอิสระต่อคณะกรรมการฯให้เขาดำเนินการไป การเมืองจะไปแทรกแซงคงไม่เหมาะสม”นายสุทธิพล กล่าวในตอนท้าย

คลิป 'ใจ' ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่ง 19 ม.ค. 52

ที่มา Thai E-News

ช่วงที่ 1



ช่วงที่ 2

ตอนนี้ผมเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า "พวกเขารู้หรือเปล่าว่าเขากำลังสู้อยู่กับใคร"

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

คือ คำถามยอดฮิตที่พวกเราเสื้อแดงมักถามกัน เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่า เพื่อนๆ ของตนเข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้หรือเปล่าว่า "เรากำลังสู้อยู่กับใคร" ซึ่งหากคนนั้นรู้ว่า เขากำลังสู้อยู่กับใคร ก็หมายถึงว่าเขาเข้าใจสถานการณ์ดี หากเขาตอบว่า กำลังสู้อยู่กับ ปชป. และนายอภิสิทธิ์ แสดงว่านั่นเพิ่งเป็นมือใหม่ทางการเมือง

บางคนรู้ว่าเขากำลังสู้อยู่กับใครก็รู้สึกท้อแท้ เหมือนวิ่งชนกำแพงใหญ่มหึมา

แต่ตอนนี้ ผมคิดกลับทางว่า จริงๆ แล้ว "พวกเขาต่างหาก" ที่รู้ตัวหรือไม่ว่าพวกเขากำลังสู้อยู่กับใคร เพราะตอนนี้ ผมรู้สึกว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังสู้อยู่กับ "ทักษิณ" หรือลูกสมุนทักษิณ หรือคนที่ถูกทักษิณซื้อ

ผมคิดว่าไม่ใช่พวกเราที่ไม่เข้าใจสถานการณ์การต่อสู้ แต่เป็นพวกเขาต่างหาก พวกเขาหาทางทำลายทักษิณทุกอย่าง เพราะคิดว่าทำลายทักษิณได้ก็ชนะ แต่พวกเขาก็ไม่ชนะสักที และผมไม่คิดว่าการตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่พิกลพิการได้ นี่คือชัยชนะ เพราะ อภิสิทธิ์คือ "เปลวเทียนที่เผาศรัทธาที่ประชาชนมีต่อเขา" อภิสิทธิ์ทำงานได้ห่วยเท่าไหร่ก็เท่ากับทำลายบารมีของพวกเขามากยิ่งขึ้น และเชื่อได้เลยว่านายอภิสิทธิ์ทำงานไปไม่รอดแน่นอน

ผมไม่เชื่อว่าพวกเขาจะใช้กลโกงในการครอบครองประเทศได้ตลอดไป เมื่อหลงเข้ามาใน "เส้นทางอธรรม" หรือ ด้านมืดแล้ว ยากนักที่พวกเขาจะถอนตัวออกไปได้ สุดท้ายก็กลายเป็น ศัตรูของประชาชน

พวกเขากำลังสู้อยู่กับ "ประชาชนจำนวนมหาศาลที่รักประชาธิปไตย" ต่างหาก

ในสามปีที่ผ่านมานี้ ขบวนการประชาชน เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมายมหาศาล คนเสื้อแดงเพิ่มจำนวน และความเข้าใจ และเป็นปฎิปักษ์ต่อพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีทางชนะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ได้อยู่แล้ว

ผมกลับสงสารพวกเขาเสียอีกว่า ตอนนี้ยิ่งกว่าร้อนรุ่มกลุ้มใจว่าจะเรียกคืน "บารมีและศรัทธา" ที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้อย่างไร คาถาการโปรประกันดาต่างๆ แบบเดิมๆ ๆไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว รังแต่จะก่อให้เกิดความเกลียดชังมากขึ้น เพราะคนจำนวนมากย่อมไม่มีทางโดนหลอกลวงได้ตลอดไป การโปรประกันดา สวนกับความจริงที่ประชาชนรับรู้ ยิ่งทำให้เกิดผลในทางลบมากยิ่งขึ้น อย่าคิดว่า การกระทำต่างๆ นั้นสามารถหลอกประชาชน ได้ด้วยการปฎิเสธแบบหน้าตายกัน ยุคนี้ไม่ใช่ปี 2400 หรือ 2500 ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก ด้วยสื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ "สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย" เหมือนสองสามทศวรรษที่ผ่านมา

ดังนั้น แทนที่ประชาชนจะถามว่า รู้หรือเปล่าว่าเรากำลังสู้อยู่กับใคร พวกเขาควรถามตัวเองมากกว่าว่า จริงๆ แล้วพวกเขารู้หรือเปล่าว่ากำลังสู้อยู่กับใคร

คุณกำลังสู้กับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนาดใหญ่ ใหญ่ยิ่งกว่าทุกลูกที่ผ่านมา การพยายามสร้างกำแพงทราย เพื่อขวางมหาคลื่นยักษ์ทางสังคมที่ถาโถมเข้ามานั้น ไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน คลื่นกวาดพวกคุณจมน้ำตายหมดแน่นอน เหมือนกับประวัติศาสตร์ของทุกประเทศที่คนชั้นสูง ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดจากคนชั้นล่าง ที่ตระหนักในอำนาจของพวกเขา คาถา จักร ๆ วงศ์ ๆ มันไม่ขลังอีกแล้ว ในสังคมกึ่งอุตสาหกรรม

“รายการความจริงวันนี้” กลับมาออกอากาศแล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย : puangchang


“รายการความจริงวันนี้” ที่เคยจัดเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงอ้างอิงตามหลักฐานที่จะหาดูยากจากสื่ออื่น ๆ ในเมืองไทย ก็คงจะรู้ ๆ กันแล้วในหมู่คนผู้รักประชาธิปไตยว่าเพราะมันเกิดจากสาเหตุใด แล้วทำให้ NBT มียอด เรตติ้งผู้ชมจำนวนมาก แม้แต่รายการยอดฮิตเรื่องเล่าเช้านี้อย่างบ่างช่างยุ สรยุทธ์ ทางช่อง 3 เทียบไม่ติดฝุ่น
“รายการความจริงวันนี้” ที่ถูกเบียดบังจาก nbt ขณะนี้ได้รีเทิร์นกลับมาออกอากาศแล้ว สามารถรับชมได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ประชาธิปไตย หรือที่เรียกว่า D Station ตั้งแต่เวลา 21.30 - 22.30 น. ทุกวัน เริ่มจัดรายการประเดิมตอนแรกเมื่อวันที่ 19 มกราคม. 2552 แฟนประจำรายการติดตามได้ตามเวลาดังกล่าว โดยสามารถรับชมได้จากจานดาวเทียมขนาดกลาง – ใหญ่ จานตะแกรง เช่น psi(s star) sarmart ipm โดยตั้งความถี่
Trans Freq 3545 MHZ Symbol Rate 30000 Polarity V Vedio PID 529 Audio PID 820 PCR PID 529

Tuesday, January 20, 2009

พูดให้น้อย : ทำให้มาก

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ระยะนี้ดูข่าวสารทางสถานีโทรทัศน์ และ สถานีวิทยุ แล้วบอกตามตรงว่าแปร่งๆ พิกล เพราะมีแต่ข่าวของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะหัวหน้ารัฐบาล ออกมาแทบจะทุกเบรก จนอยากจะอาเจียนออกมา ไม่ใช่เพราะไม่อยากฟัง ไม่อยากเห็น หล่อแบบนี้ ทั้งอยากเห็นและอยากฟัง แต่อยากได้คุณภาพมากกว่าปริมาณ!!!

คุณภาพที่ว่าหมายถึงความคิดใหม่ๆ ที่จะทำงานให้กับประชาชน มีอะไรเป็นฐานความคิดนี้บ้าง บอกตามตรงว่ายังไม่เห็น

อาทิ การกล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ ที่ยังไม่เห็นความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ จะใช้ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี การกำหนดห้วงเวลา อย่างไร ในการสร้างสมการแก้ไขปัญหา ให้เห็นเป็นรูปธรรมขึ้นมา เห็นพูดแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำซากจำเจ “เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน” ทั้งที่ฝ่าย “โจรใต้ต่างหากที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน” แล้วรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร

คนอยากจะเห็น วิสัยทัศน์ ของนายกรัฐมนตรี เทียบกับ อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ของประเทศชาติอย่างไร นอกจากสูตรสำเร็จ ที่มักจะตอบแบบกรอบกว้างๆ ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เห็นแต่เป้าหมายของการช่วยพรรคพวกเพื่อนฝูง ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง แสวงหาประโยชน์ให้พรรคพวกเท่านั้นที่เป็นเรื่องชัดเจนที่สุดในระยะเวลา 1 เดือน ของการเข้ามาสู่อำนาจ
อาจจะมีคนช่วย “อุ้มสม” ตั้ง รัฐบาลชุดนี้ ขึ้นมาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง
แต่ไม่อาจจะมีคนช่วย “อุ้มสม” การทำงานของรัฐบาล ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง

แน่นอนว่า ผู้นำรัฐบาล อาจจะคิดเรื่องส่วนใหญ่ของทั้งประเทศไม่ได้ เพราะไม่มีใครคิดว่าคนเดียวจะเก่งกาจสามารถขนาดที่ไม่ต้องพึ่งพาใครในการบริหารประเทศ วันนี้ ผู้นำประเทศอาจจะ ไม่มีทีมงาน ท่านควรจะต้องรีบหาทีมงาน ในการมาช่วยคิด ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการกำหนดยุทธศาสตร์ ความคิด และ กรอบวิสัยทัศน์ ในการทำงาน ให้ประชาชนเห็นมากกว่านี้

รัฐบาลอาจจะคิดเพียงเรื่องการทางการเมือง เพราะพรรคการเมืองต้องคิดถึงอนาคตทางการเมือง แต่ประชาชนไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาคิดว่าอีก 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี ประเทศชาติ จะไปในทางใด ประชาชนจะอยู่ดีมีสุขมากน้อยขนาดไหน หรือจะให้ใช้ชีวิตไปตามยถากรรม รอความฟลุก แบบ ผู้นำรัฐบาล ชุดนี้ นี่คือเรื่องที่จะต้องทำงานอย่างจริงจัง มากกว่าจะคิดให้ตัวเองนำพารัฐบาลให้อยู่รอดเพื่อผลทางการเมืองเท่านั้น

ผู้นำรัฐบาล ยังขาดวิสัยทัศน์ ยังขาดความจริงใจ จิตวิญญาณ ในการคิดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาประชาชน คนทั้งประเทศ จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การกระทำทั้งหมดนี้มุ่งหมายที่จะทำเพื่อผลตอบแทนในทางการเมือง เพียงอย่างเดียว หรืออย่างไร?

ข้อความที่ผู้นำประเทศหยิบฉวยมาใช้ ล้วนเป้นข้อความเก่าที่รัฐบาลชุดที่แล้วๆ มาเคยนำมาใช้ เช่น การลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ ซึ่งพูดง่าย แต่ทำยาก และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีมาตรการใดมารองรับเรื่องที่ว่านี้ในระยะยาว หรือ การพัฒนาแบบยั่งยืนนี้เลย

หากผู้นำรัฐบาล ละทิ้งความมุ่งหมายทางการเมือง ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนให้ลืมตาอ้าปากได้ทั่วประเทศ หายุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ในการขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปจากประเทศ นั่นแหละจะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจ

ต้องตั้งหลักให้มั่น “อย่าพูดมาก” แต่ “ทำให้มาก”

ประธาน ก.ตร.ไม่ใช่มือใหม่หัดขับ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร


ได้ฤกษ์ วันพุธที่ 21 มกราคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และได้รับมอบหมายจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กำกับควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ทำให้ตำรวจเฝ้าจับตาดูว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญๆ ที่รัฐบาลจะต้องหาคนที่ไว้ใจทำงาน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกลับขั้วกลับหัวกลับหาง ยิ่งต้องเฝ้าจับตาและลุ้นกันด้วยใจระทึก

ย้อนอดีตตั้งแต่กรมตำรวจยกฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงที่ดำรงอยู่น่าจะเรียกว่าเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกิดขึ้นในรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ โดย นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 และมอบให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เมื่อครั้งยังเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ต่อมาเมื่อ พล.ต.สนั่น ต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็รับช่วงต่อเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นเดียวกัน

จนกระทั่งถึงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ได้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามเจตนารมณ์มีการยกฐานะกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้รัฐบาลต่อๆ มา ตั้งแต่ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และ รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คนเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่ในช่วงท้ายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีข่าวทำให้ตำรวจตื่นเต้นหวาดเสียว คือ จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี โดยให้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี เพื่อกำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

เท่ากับว่าเป็นเวลา 8 ปี ที่พรรคประชาธิปัตย์ ว่างเว้นจากการเป็นแกนนำรัฐบาล ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถูกกำกับควบคุมดูแลโดยนายกรัฐมนตรี ตามเจตนารมณ์

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ได้กลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง และรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล และความมั่นคงให้กับเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้รับมอบหมายให้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนที่จะมาเล่นการเมือง ก็ผ่านงานด้านความมั่นคงมาแล้ว โดยเป็นกำนันที่ อ.พูนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

ส่วนความรู้เรื่องตำรวจ ผมเชื่อว่าป่านนี้ นายสุเทพ รับรู้ปัญหาต่างๆ ในแวดวงตำรวจจากทีมงานที่ปรึกษา เข้าชั้นระดับสมภารแล้ว แถมการทำงานที่ถึงลูกถึงคน บวกกับความเป็นนักเลงลูกผู้ชายเต็มร้อย หากไม่เป็นโรคหูเบา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับนักการเมืองที่เป็นใหญ่คับแข้งคับขา ก็น่าจะขับเคลื่อนให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากผู้บังคับบัญชาใจนักเลงกล้าที่จะรับผิดชอบ ไม่ใช่รับแต่ชอบ ให้ข้าราชการรับผิด ผมมั่นใจว่าพฤติกรรมที่ว่านี้ คงไม่เกิดขึ้นแน่กับลูกผู้ชายที่ไม่ได้ดูกันที่นุ่งกางเกงที่ชื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นนัดปฐมฤกษ์ของรองนายกฯ สุเทพ แค่แนะนำตัว รับทราบวาระการประชุม ก็ดูไม่สมศักดิ์ศรีกำนันเก่า น่าจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับนายพลชิมลาง ซึ่งมีตำแหน่งที่ว่างอยู่ขณะนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 1 ตำแหน่ง ผู้บัญชาการ 1 ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ 3 ตำแหน่ง และ ผู้บังคับการ 3 ตำแหน่ง

แม้การแต่งตั้งโยกย้ายชิมลางนัดปฐมฤกษ์มีไม่กี่ตำแหน่ง แต่ก็ตื่นเต้นไม่น้อย แม้จะไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่บังเอิญ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชากาตำรวจแห่งชาติ มีหลายขั้วเป็นตัวช่วยค้ำยัน คงจะดำรงตำแหน่งไปจนถึงวันเกษียณเดือนกันยายนปีนี้

ที่ต้องตื่นเต้นเพราะมีนายตำรวจสายอำนาจใหม่ ฝีมือยังไม่ถึงขั้น ฝีมือชื่อชั้นยังห่างที่จะนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แต่เห็นว่า “นาย” เป็นใหญ่ จึงต้องการจะนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อ้างว่าสามารถควบคุมม็อบได้ ไม่ให้ “นาย” เสียหน้า และปล่อยข่าวว่า พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 26 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่คนในวงการตำรวจรู้ดีว่า การข้ามห้วยจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มาเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลของ พล.ต.ท.สุชาติ นั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรรณ เป็นคนส่งมา เพื่อให้คนที่ไว้ใจในฝีมือคุมพื้นที่นครบาล ซึ่งถือเป็นหน้าตาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
4 เดือนที่ผ่านมาบนเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ทั้งงานบู๊และบุ๋น ไม่ทำให้คนสนับสนุนและกองเชียร์ผิดหวัง และเชื่อว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็น่าจะรับทราบมาบ้าง คงไม่บ้าจี้ตามข่าวลือ นะครับ