WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 21, 2009

โกง! โดยสุจริต

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลพ บุรี


กลับมาอีกครั้ง สำหรับนโยบายแจกที่ดินทำกินเพื่อประชาชนรากหญ้าประกอบการเกษตรกรรม ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ คล้ายว่าพยายามกู้หน้าคดี สปก. 4-01 ในอดีต หวังทำดีสมัยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อกลบความผิดสมัยชวน หลีกภัย

สปก. 4-01 คืออะไร? หลายคนยังคงไม่กระจ่างกับคำนี้เท่าไหร่ ตัวผมเองก็เพิ่งมาขุดคุ้ยหาข้อมูลเมื่อไม่นานนี้ เพราะต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าเต่าล้านปี ที่ดูจะไม่มีใครปั่นกระแสขึ้นมาอีก

พรรคประชาธิปัตย์ถูกดิสเครดิตด้วยเรื่องนี้มาตลอด หลายคนคงจำกันได้ดี แต่ในเมื่อวันนี้พรรคนี้ขึ้นมานั่งเป็นรัฐบาลในสภา และยังใจกล้าหยิบนโยบายนี้ขึ้นมาอีก

ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง ก็คงอดสงสัยไม่ได้ว่า “ฝันร้ายของประชาธิปัตย์” จะกลับมาเป็น “ฝันร้ายของเกษตรกร” อีกหรือไม่

ผมหาข่าวเก่าๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว บวกกับข้อมูลของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จึงพอสรุปรวมได้ว่า สปก. 4-01 คืออะไร และเพื่อใครกันแน่!

สปก. 4-01 คือหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยผู้มีชื่อใน สปก.4-01 เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและต้องปฏิบัติตามระเบียบ กฎ ข้อบังคับ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด

การออกสปก. 4-01 ให้แก่ใคร ทางสปก.จะเป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติของบุคคลนั้น ว่าเป็นเกษตรกรและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับหรือไม่

เมื่อบุคคลใดมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์ ก็จะมีการพิจารณาอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน โดยออกเป็นหลักฐาน สปก. 4-01 ให้เป็นชื่อของบุคคลนั้นๆ
แต่บุคคลดังกล่าวจะยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด เนื่องจากมาตรา 36 ทวิ แห่งพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532

ซึ่งระบุว่า "บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ที่ สปก.ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ สปก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม"

และวรรคสองของมาตรานี้ ยังระบุอีกว่า "ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีอำนาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเกี่ยวกับที่ดินของ สปก. ตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามที่ สปก.ร้องขอ"

ดังนั้น ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน สปก. จึงเป็นผู้มีสิทธิที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของ สปก. ได้ และในการออกโฉนดที่ดินก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ สปก. 4-01 เป็นหลักฐานแต่อย่างใด

จากเหตุผลข้างต้น ผู้มีชื่อตามหลักฐาน ส.ป.ก. 4-01 จึงไม่สามารถนำ ส.ป.ก. 4-01 มาใช้เป็นหลักฐานในการออกโฉนดที่ดินได้

นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะบอกกับพี่น้องชาวเกษตรกรที่ยากจนตัวจริง ว่าพี่น้องมีสิทธิในการได้รับแจกเอกสาร สปก. 4-01 และอ้างสิทธิที่มีได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อย่าหลงกลให้พวกที่อ้างตัวเป็นเกษตรกรแบบมีเงินนับพันล้านบาท แต่อยากได้อยากมีด้วยความโลภจนตัวสั่นเข้ามาครอบครอง

เพราะคนขี้โกงพวกนี้มักจะอ้างคำสวยหรูดูดีแต่ฟังยาก ว่า “ทำได้โดยสุจริต” แต่เชื่อเถอะว่าคนพวกนี้ไม่บริสุทธิ์ใจอย่างแน่นอน
พรรคประชาธิปัตย์มานั่งเป็นรัฐบาลหนนี้ โปรดใช้ความรอบคอบในการพิจารณานโยบาย อย่าเร่งรีบ รวบรัด ผลักดันให้เกิดการแจกเอกสารสิทธิ สปก. 4-01 จนภาพที่ออกมาเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มการเมืองกันเอง เหมือนที่ผ่านมาก็แล้วกัน

'จงรัก'ออกตัว!ปัดเตะถ่วงเชือดพันธมารยึดสนามบิน

ที่มา ประชาทรรศน์

'จงรัก'ร้อนตัว!ออกโรงปัดเตะถ่วงเชือดม็อบพันธมารบุกยึดสนามบิน อ้างที่ประชุมพนักงานสอบสวนเห็นชอบรวบสำนวน 2 สนามบินเข้าด้วยกัน ชี้ทำให้เสียเวลาหากแยกสอบสวนยันหาก ผบ.ตรไม่เห็นด้วยก็พร้อมกลับดำเนินการตามแนวทางเดิม

จากกรณีที่'สำนักข่าวประชาทรรศน์'ได้นำเสนอข่าวโดยตั้งข้อสังเกตุถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ของพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กรณีบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิว่า อาจเป็นการถ่วงเวลาทำให้การสอบสวนล่าช้าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากในส่วนคดีที่เกี่ยวเนื่องกับท่าอากาศยานดอนเมือง มีความคืบหน้าไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งน่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ในเร็ววัน แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมคณะกรรมการสอบสวนคดีความอันเกี่ยวเนื่องกับการยึดสนามบินทั้ง 2 แห่ง ที่มี พล.ต.อ.จงรัก เป็นหัวหน้าชุด กลับสั่งให้รวมสำนวนของทั้ง 2 สนามบินเข้าด้วยกัน และส่งหลักฐานให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตรวจสอบหมด แทนที่จะส่งสำนวนของท่าอากาศยานดอนเมืองให้อัยการสั่งฟ้องก่อน

วันนี้ (21ม.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จงรัก ออกมาปฎิเสธ ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ยืนยันไม่มีการถ่วงเวลา จนทำให้การสอบสวนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งสาเหตุที่มีการเสนอให้รวมคดีทั้ง 2 เป็นคดีเดียวกันนั้น เป็นความเห็นชอบของที่ประชุมพนักงานสอบสวนทั้งหมดรวมทั้งกองคดี ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทั้งนี้เนื่องจากการสอบสวนรวบพยานหลักฐานในระยะที่ผ่านมาเกิดอุปสรรคขึ้นเพราะต้องสอบสวนกันคนละ 2 ครั้ง ทำให้เสียเวลาและเป็นการไม่สะดวกแก่พยานบุคคลที่ต้องเดินทางมาให้ปากคำ ทั้งๆที่ความผิดที่เกิดขึ้นมีที่มาจากทำเนียบรัฐบาลโดยแกนนำพันธมิตรฯชุดเดียวกัน ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปที่สนามบินทั้ง 2 แห่ง

"ซึ่งจุดมุ่งหมายหรือเจตนาในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การขับไล่รัฐบาลในขณะนั้น อีกทั้งการแยกดำเนินการเพื่อให้ผู้ต้องหาต้องถูกลงโทษถึง 2 ครั้ง เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย แต่ในส่วนความผิดปลีกย่อยที่อาจจะเป็นความผิดเช่นบุกรุกหรืออื่นๆ ต่างสถานที่กันระหว่างสนามบินดอนเมืองกับสนามบินสุวรรณภูมิก็ต้องดำเนินคดีไปต่างหากและอีกประการหนึ่งพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ที่ตั้งขึ้นมาดำเนินคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานสอบสวนของบช.น.ที่รับผิดชอบคดีที่สนามบินดอนเมือง ดังนั้น การรวมคดีเป็นสำนวนเดียวกันจะทำให้พนักงานสอบสวน บช.น.สามารถเข้ามาช่วยสอบสวนพยานในคดีที่สนามบินสุวรรณภูมิให้เสร็จเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การรวมคดีทั้ง 2 คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกองคดีประมวลเรื่องเสนอไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อพิจารณาซึ่งหาก ผบ.ตร.เห็นว่ายังไม่ควรรวมคดี พนักงานสอบสวนก็จะต้องดำเนินการไปตามแนวทางเดิม"

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.จงรัก กล่าวอีกด้วยว่า ตนขอยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเตะถ่วงเวลาหรือหรือช่วยเหลือใครๆทั้งสิ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้กำชับให้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งนี้ ยืนยันพนักงานสอบสวนจะดำเนินการไปตามหลักฐานที่ปรากฎเท่านั้น

'มาร์ค'ยันอัดงบศก.พอเพียงไม่พาไทยกลับยุค IMF

ที่มา ประชาทรรศน์

'อภิสิทธิ์' ยัน อัดงบกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ มั่นใจไม่สร้างหนี้ IMF ไฟเขียวอัดฉีดกองทุน SME ห้าหมื่นล้านบาท

จากกรณีที่มีนักวิชาการออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง 1.52 หมื่นล้านบาท เป็นแค่งบลูบหน้าปะจมูก ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าควรนำเงินไปใช้เพื่อการสร้างงานสร้างอาชีพ มากกว่าจะเอาไปแจกหรือเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไร้ทิศทาง โดยแนะรัฐบาลว่าควรสำรวจความต้องการให้ชัดเจนเสียก่อน เนื่องจากกังวลว่าหากพิจารณาไม่รอบคอบจะกลายเป็น ไอเอ็มเอฟรอบ 2 ที่สำคัญประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับภาษีที่ต้องจ่ายให้รัฐเพราะทุกวันนี้หนี้สาธารณะก็ท่วมหัวอยู่แล้ว โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่มี ตนได้ดูอย่างละเอียดรอบครอบอยู่แล้ว อีกทั้งการนำเงินคืนสู่กระเป๋าไม่ได้ใช้ทุนสำรองที่มีอยู่

ส่วนกระแสข่าวที่บอกว่ารัฐบาลเป็นหนี้สาธารณะนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งตัวเลขที่ออกมาตนได้คิดก่อนที่จะกำหนดจำนวนเงินของงบกลางปี บวกกับโครงการการแทรกแซง อย่างเรื่องพืชผลทางการเกษตรก็ได้ดูตัวเลขก่อนแล้ว เนื่องจากต้องไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องนี้ ฉะนั้นเรื่องเป็นหนี้ IMF จะไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน

ไฟเขียว!5หมื่นล้านอัดฉีดกองทุนเอสเอ็มอี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ.เป็นนัดแรก โดยภาคเอกชนเสนอแนวทางการแก้ปัญหาแรงงาน โดยการขอปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 20-25 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ และขยายเวลาการหักขาดทุนสะสม 5 ปีเป็น 8 ปีสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปรับลดแรงงาน และปรับเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 150,000 บาท เป็น 200,000 บาท เพื่อลดภาระให้กับประชาชน แต่ทั้ง 2 เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีตีกลับ

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ดูแลสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยจัดหาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีอนุมัติวงเงิน 66,000 ล้านบาท ผ่านช่องทางการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินของรัฐ พร้อมทั้งตั้งกองทุนสนับสนุน SMEs วงเงิน 50,005 ล้านบาท และให้ SMEs 20,000 ราย

กรอ.เห็นชอบคณะกรรมการดูแลเรื่องเศรษฐกิจ

ด้าน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)ว่า มีการกำหนดแนวทางในการประชุมกรอ. เห็นชอบให้มีขึ้นในทุก 2-3 สัปดาห์ ในวันพุธ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ในการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 4 คณะ ดังนี้ คณะกรรมการกรอ. ระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด คณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์ คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก และคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในต่างประเทศและในประเทศ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของภาคเอกชนที่เป็นเร่งด่วน 4 เรื่อง คือ สร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และความโปร่งใส ให้ภาคเอกชนรับไปประมวลประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกของการตรวจคนเข้าเมือง มาตรการเสริมสร้างสภาพคล่อง โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาจัดทำตัวเลขเรื่องการเร่งรัดการคืนภาษี ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการตามแนวคิดที่จะให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยผ่อนปรนโดยผ่านสถาบันการเงินในลักษณะ Matching fund

มาตรการแก้ไขปัญหาการว่างงาน ในระยะสั้น โดยมอบหมายกระทรวงแรงงานให้ดำเนินการตาม Package ที่ได้วางไว้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน ส่วนในระยะยาว ควรให้ความต่อการศึกษาที่ยกระดับองค์ความรู้และทักษะความชำนาญให้สูงขึ้น และตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าน่าจะอัดฉีดเงินภาครัฐเข้าไปกระตุ้นประมาณ 30 เปอร์เซนต์ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศได้กลับคืนมา เรื่องภาษีเพื่อการหักค่าใช้จ่ายในกรณีสัมมนาสามารถหักได้สองเท่า ให้กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อการฝึกอบรมบุคลากร โดยประสานงานกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ให้กระทรวงท่องเที่ยวฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และสภาอุตสาหกรรมฯ ประสานงานการจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย และมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ (สศช.) ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาให้การส่งเสริมการลงทุนกับผู้ประกอบการโรงแรม ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการปรับปรุงอาคารสถานที่ในปี 2552 และ2553 โดยได้รับสิทธิประโยชน์ด้านยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี สำหรับมูลค่าการปรับปรุงโรงแรม

'หม่อมอุ๋ย'ชมเปาะ!มาตรการกระตุ้นศก.'มาร์ค1'

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาหัวข้อ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย 60ปี เศรษฐศาสตร์ มธ. โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า มาตรการที่ออกมาในครั้งนี้ดีกว่าครั้งก่อน เนื่องจากจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาในรอบแรกนั้นมุ่งช่วยเหลือแต่เพียงผู้ประกอบการ

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามาตรการที่รัฐบาลนำออกมาใช้นั้นเพียงพอหรือไม่ แต่การที่มีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องการปัญหาการจ้างงาน ซึ่งเชื่อว่าจะมีประชาชนได้รับผลกระทบในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหานี้ไว้เพียง 7.1 พันล้านบาท จากงบประมาณกลางปีกว่า 1 แสนล้านบาท โดยน่าจะได้รับการจัดสรรถึง 50% ของงบกลางปีทั้งหมด

ขณะที่การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินน่าจะเน้นไปที่ประชาชนมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพราะภาวะการส่งออกลดลงไม่จำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการมากนัก

'อัศวิน'แบะท่าคุมดีเอสไอ!เสียงอ่อยอยากเกษียณในอาชีพตร.

'มาร์ค'เรียกถกรองผบ.ตร.-ผู้ช่วย สั่งเร่งสางคดีมั่นคง-สัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้าน'อัศวิน'ปัดถูกทาบคุมดีเอสไอแทบ'ทวี สอดส่อง' ลั่นอยากเกษียณในอาชีพตำรวจดีกว่า

ที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (21 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. และพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. เดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสข่าวอาจมีการให้โยกพล.ต.ท.อัศวิน ไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แทนพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

ซึ่งภายหลังหารือประมาณครึ่งชั่วโมง พล.ต.อ.ธานี ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการดำเนินคดีสำคัญที่นายอภิสิทธิ์ มอบหมายให้เร่งดำเนินการ โดยขอให้ไปสอบถามจากนายกรัฐมนตรีเอง สำหรับคดีของนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่หากต้องมีการรื้อคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า คดีของทนายสมชาย เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ส่วนจะสามารถจับตัวคนทำผิดได้หรือไม่นั้นขณะนี้คดีก็เดินหน้าต่อไป พร้อมยืนยันเงื่อนงำการคลี่คลายคดีนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

เมื่อถามว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะสรุปคดีได้ รองผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องดูว่ารวบรวมพยานหลักฐานได้แค่ไหนอย่างไร ซึ่งการทำคดีดังกล่าวยืนยันว่าไม่มีการหยุด เจ้าหน้าที่ก็ทำอย่างต่อเนื่องเพียงแต่ต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งยังมีพยานหลักฐานอีกจำนวนมากที่จะต้องไปดำเนินการ ทั้งนี้ตนยอมรับว่าคดีของทนายสมชายเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาภาคใต้

ขณะที่พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องข่าวที่จะมอบหมายให้ตนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ไม่ทราบว่าข่าวออกมาอย่างไรนายกฯเรียกมาหารือวันนี้ก็เพื่อให้เป็นผู้ช่วย พล.ต.อ.ธานี ทำงานในส่วนคดีต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ 4-5 คดี ที่เกี่ยวกับความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมซึ่งตนเองก็ถือว่าเป็นคนใหม่ในคดีเหล่านี้ ทั้งคดีการหายตัวของทนายสมชาย คดีชิ๊ปปิ้งหมู คดีแสตมป์ฟอร์ด เพราะคดีส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลและรับผิดชอบของดีเอสไออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวยอมรับว่าการดำเนินคดีดังกล่าวทั้งหมดค่อนข้างยาก แต่จะเร่งดำเนินการเต็มที่ เมื่อถามว่า แสดงว่าจะไม่รับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ พล.ต.ท.อัศวินระบุว่า ไม่ใช่บอกว่าไม่รับ แต่ตนเป็นตำรวจมาทั้งชีวิตก็อยากเกษียณอายุราชการในอาชีพตำรวจ น่าจะเหมาะสมกว่า

'เทพเทือก'ปัดทาบ 'อัศวิน' เด้ง 'ทวี สอดส่อง'พ้นเก้าอี้DSI

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” กรณีเตรียมสั่งย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้การสั่งย้ายเป็นเรื่องภายในของกระทรวงยุติธรรม ถ้าจะเกี่ยวข้องกับตนก็คือ หากเห็นว่ามีความจำเป็นว่า สำนักนายกรัฐมนตรีจะขอตัวมา ให้มาทำงานที่นี่ก็จะดำเนินการได้ ส่วนการคัดเลือกคนที่เหมาะสม เป็นเรื่องภายในของกระทรวงยุติธรรม

เมื่อถามว่า มีข่าวว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทาบทาม “พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง” มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ นายสุเทพ กล่าวว่า “พวกเราชอบสร้างข่าวลือกัน บางคนอยากเป็น-บางคนไม่อยากไป ไม่มีประเด็นทั้งสิ้น รับรองได้ว่าเป็นข่าวลือ นายกฯไม่มีเวลาไปดูแลเรื่องเหล่านี้ ส่วนชื่อ พล.ต.ท.อัศวิน จะขีดทิ้งได้เลยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า “ไม่มีครับ”

การ์ตูนมะนาว:ประโยชน์ของเน่า

ที่มา Thai E-News



นปช.นัดชุมใหญ่ 31 ม.ค.นี้ เล็งแฉคนอยู่ “หลังฉาก” สั่งม๊อบยึดสนามบินพร้อมเริ่มเดินสายยื่นหนังสือ 9 สถานทูตประเทศอาเซียน ต้านรัฐบาล “มาร์คกระสัน” เป็นเจ

ที่มา thaifreenews

วันที่ 21 ม.ค. 2552 เวลา 10.15 น. ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ดี-สเตชั่น คณะผู้ดำเนินรายการประจำสถานี นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมกันแถลงประกาศนัดหมายชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง

โดยนายวีระ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า คนเสื้อแดงแตกคอกันนั้น ขอเรียนว่าอย่าประเมินพวกตนแบบตกอก-ตกใจ เพราะปัญหาเนื้อในกันเองถือเป็นปัญหาเล็กน้อย ซึ่งจะพิสูจน์กันได้ในวันชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป และจะขอมติผู้ชุมนุมว่าจะปฏิบัติต่อไปอย่างไร เพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างไร ทั้งนี้เหตุผลสำคัญที่จัดชุมนุมใหญ่เพราะรัฐบาลไม่ได้ใส่ใจสาระสำคัญ ไม่ได้ตอบคำถามถึงความชอบธรรมในการบริหารประเทศ รัฐบาลไปยอมรับอำนาจนอกระบบ เพียงเพื่อให้ตัวเองได้เป็นผู้บริหาร นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ใส่ใจโดยไปตั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการยึดทำเนียบฯและ สนามบินมาเป็นรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรี

นายวีระ กล่าวว่า นอกจากนี้มีการการโยกย้ายข้าราชการและเตรียมแต่งตั้งข้าราชการในครั้งต่อไป โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่เคยประกาศไป ขณะที่เรื่องความสมานฉันท์ การกระทำของรัฐบาลก็สวนทางกับนโยบายที่ประกาศมาโดยตลอด อีกทั้งการดำเนินการเรื่องสปก.4-01 รัฐบาลก็ไม่ได้ตระหนักถึงความเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีการแจกปลากระป๋องเน่าให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เรื่องนี้อยากให้มีการติดตามให้ดีๆ เพราะมันเป็นการทุจริต ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่คาดไม่ถึงก็ได้

ขู่เปิดเบื้องลึก "คนสั่งการ" ให้ยึดสนามบิน

นาย จักรภพ กล่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงจะเร่งดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1.จะเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตทั้ง 9 ประเทศ เพื่อยื่นหนังสือ ซึ่งมีสาระสำคัญคือเราสนับสนุนการจัดประชุมของกลุ่มประเทศอาเซียน แต่เราไม่สนับสนุนรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมให้เป็นผู้แทนของคนไทยไปเจรจา โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ม.ค.เวลา 10.00 น. จะไปที่สถานทูตพม่า และ 10.30 น. จะไปสถานทูตสิงคโปร์ ในวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. เวลา 10.00 จะไปสถานทูตฟิลิปปินส์ และเวลา 11.00 น. จะไปสถานทูตอินโดนิเซีย ในวันอังคารที่ 27 ม.ค. 10.00 น.จะไปสถานทูตบรูไน และ 11.00 น.จะไปสถานทูตกัมพูชา และวันพุธที่ 28 ม.ค. 10.00 น. จะไปยังสถานทูตเวียดนาม และ 11.00 น. จะไปสถานทูตมาเลเซีย จากนั้นวันพฤหัสที่ 29 ม.ค. 10.00 น. จะไปสถานทูตลาว

นายจักรภพ กล่าวว่า เราจะดำเนินการกับผู้ก่อการร้ายที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างแน่นอน ในการชุมนุมวันที่ 31 ม.ค. ตนจะเล่าถึงขั้นตอนเกี่ยวกับขบวนการก่อการร้ายและจะลงลึกไปยังผู้ที่อยู่ “หลังฉาก” ว่า ใครเป็นผู้สั่งการที่ให้ยึดสนามบิน ทำให้ประเทศชาติเสียหายเป็นแสนล้านบาท

นาย จักรภพ กล่าวถึงการตั้งสถาบันคนเสื้อแดงว่า กำลังดำเนินการอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย โดยรูปแบบจะตั้งเป็นสำนักงานในแต่ละจังหวัด เหมือนเป็นศูนย์ประสานงาน ความตั้งใจก็เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ไม่เกินวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งจะมีสมุดประจำตัวขนาดเล็กของคนเสื้อแดงคล้ายๆ พาสปอร์ต บอกรายละเอียดเกี่ยวกับคนเสื้อแดง รวมทั้งวิธีการเคลื่อนไหวให้กับสมาชิก

ลั่นถ้าเด้งอธิบดีดีเอสไอเมื่อไหร่ ม็อบแดงบุกหน้าก.ยุติธรรมแน่

ด้าน นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้เชื่อว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะใช้วิธีการล้างบางข้าราชการ และจะดำเนินการไปยังกระทรวงอื่นๆด้วย โดยเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์นั้น คืออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะขณะนี้มีคนของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ระหว่างถูกสอบสวนหลายคดี เช่น คดีปรส., คดีรถและเรือดับเพลิงของกทม., คดีทีพีไอที่โอนเงินไปให้บริษัทประชาสัมพันธ์ และโอนไปยังบุคคลในพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้หากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม โยกย้ายอธิบดีดีเอสไอจริง เป้าหมายอีกอย่างหนึ่งของคนเสื้อแดงก็คือไปกระทรวงยุติธรรมทันที

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า กรณีการ แจกปลากระป๋องยี่ห้อชาวดอย เรื่องนี้ทำท่าจะยาวเป็นมหากาพย์ เพราะฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะบุคคลในกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เข้าไปมีส่วนในการจัดซื้อและที่สำคัญมีส.ส.หญิงคนหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับ การจัดซื้อจัดจ้างด้วย โดยส.ส.คนดังกล่าวเป็นส.ส.อีสาน คิดว่านายวิทูรย์ นามบุตร น่าจะรู้จักเป็นอย่างดี เรื่องนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ตั้งแต่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค ที่เป็นเจ้าของจริยธรรมทางการเมือง รวมไปถึงบุคลลอื่นๆในพรรคน่าจะออกมาแสดงความชัดเจน และมีคำอธิบายต่อประชาชนมากกว่านี้ เรื่องนี้อาจจะป็นคดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองได้ ที่จะทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ตกกระป๋องในเวลาอันสั้น นอกจากนี้ตนยังได้รวบรวมบันทึกคำปราศรัย คำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ ที่เคยโจมตีรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การอภิปรายปราสาทพระวิหาร การอภิปรายเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยจะนำออกอากาศทางดี-สเตชั่นในช่วงของรายการขอดเกล็ดอภิสิทธิ์ด้วย รายการนี้จะเป็นรายการกระชากเสื้อคลุมจริยธรรมออกจากตัวนายอภิสิทธ์ให้เห็น ว่าใครก็ตามที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องต้องเป็นคนบริสุทธิ์ อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตัวสะอาดด้วยการโยนให้คนอื่นสกปรก

"ขวัญชัย" ประกาศแตกหัก-แยกกันเดิน ไม่ไปร่วมงานชุมนุมใหญ่

นาย ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ระบุว่าหากนายขวัญชัยไม่มาร่วมในการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 31 ม.ค.ก็ไม่ง้อว่า เมื่อวานนี้ (20 ม.ค.) ตนได้เห็นจากสื่อต่างๆ รวมทั้งทางดีทีวีว่าทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต่างโจมตีตนอย่างหนัก แต่ตนไม่สนใจ ไม่แคร์ เพราะวันนี้มีประชาชนเสื้อแดงโดยเฉพาะในภาคอีสานโทร.มาให้กำลังใจจำนวนมาก

นาย ขวัญชัย กล่าวต่อว่า ตนเคยต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคมช.มาก่อนบุคคลเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ไปอยู่กันที่ไหน อีกทั้งตนก็ไม่ได้เป็นส.ส.จึงไม่จำเป็นต้องรักษาภาพเหมือนนายจตุพร ขอประกาศว่าที่ผ่านมา ตนตกเป็นเครื่องมือรับใช้นักการเมืองมาตลอด ซึ่งหลังจากนี้จะไม่ยอมอีกแล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงในอีสานก่อนหน้านี้ก็เคยชื่นชมกลุ่มของนายวีระ มุสิกพงศ์ มาตลอด แต่ในระยะหลังตั้งแต่จัดรายการทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ก็ไม่เคยพูดให้เครดิตกลุ่มเสื้อแดงในต่างจังหวัดเลยสักครั้ง หลังจากนี้คงต้องแยกกันเดิน โดยตนจะทบทวนบทบาทในการเคลื่อนไหว ซึ่งจะไม่ไปร่วมกับกลุ่มรายการความจริงวันนี้

"ยืนยันว่า กลุ่มคนรักอุดรจะไม่ไปร่วมการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ม.ค.อย่างแน่นอน แต่เร็วๆ นี้ในช่วงกลางเดือนก.พ.จะนัดเครือข่ายคนเสื้อแดงในภาคเหนือ ภาคกลาง และอีสาน ทั้ง 30 จังหวัด เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชลบุรี สมุทรปราการ และพิษณุโลก เป็นต้น เพื่อหารือกันถึงจุดยืนที่จะไม่ไปร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มผู้จัดรายการความ จริงวันนี้"นายขวัญชัยกล่าว

โอบามาที่แสนสง่างามหันมาดูโอมามารค์ของไทย!!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย : ป้าพลอย

เมื่อคืนนี้ดูการถ่ายทอดจากอเมริกาโดยช่อง CNN เกี่ยวกับ Barack Obama รับตำ
แหน่งประธานาธิปดีแห่งอเมริกา ดูแล้วน่าปลาบปลื้มใจแทนคนอเมริกาทั้งหลายที่ได้ผู้นำผิว
สีชาเป็นผู้นำ เห็นผู้คนเป็นจำนวนแสนรอยืนอยู่ริมถนนเพื่อโปกมือให้ตลอดทางเหมือนดังโอบามาเป็นกษัตริย์ดูแล้วช่างภูมิใจเป็นอย่างมากเป็นประวัติศาสตร์ของชาติอเมริกาที่ไม่เคยมีมาก่อน

เช่นนี้ คนที่เลือกโอบามาต่างน้ำไหลดีใจและภูมิใจให้สัมภาษณ์ออกทางทีวี นี่คือความจริงที่ประชาชนได้เลือกผู้นำของตนเองอย่างถูกต้องตามกฏหมายสากลคนที่เลือกให้ขึ้นมาบริหารบ้านเมืองรับตำแหน่งอย่างงามสง่าสมเป็นผู้นำเหมือนเช่นครั้ง นายกทักษิณ ชินวัตร ที่ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายของพรรคไทยรักไทยที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์บ่งบอกความเชื่อหมั่นของ

ประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งว่า นายก ทักษิณ ชินวัตร จะนำประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาประเทศให้ดีเทียบเท่าต่างประเทศ ดังนั้นในระหว่างที่นายกทักษิณ เป็นนายกได้ทำให้นานาประเทศทั่วโลกนับถือใว้วางใจหันมาลงทุนกับประเทศไทย อีกทั้งเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็วในระบบประชานิยมที่ นายกทักษิณได้ตั้งชื่อ ดังนั้นไม่นานเลยนายกทักษิณก็ได้

ทำสำเร็จและเป็นที่พอใจสำหรับคนจนทั่วไปได้หยิบได้จับได้จนคนจนไม่สามารถลืมคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร จนถึงณะบัดนี้ ความสง่างานที่ได้ตำแน่งโดยประชาชนเลือกมาเกือบทั้งประเทศนั่นย่อมจะทำให้นักการเมืองได้ตระหนักว่าประชาชนยอมรับชัยชนะด้วยการเลือกตั้งอย่างถูกต้องเท่านั้นที่จะมาเป็นนายกรัฐตรีปกครองประชากรทั้งประเทศ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีวิ่งราว

อำนาจพรรคอื่นเอาไปครอง มันน่าอายโอบามา แทบแทรกแผ่นหนีไม่ทราบ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับชมการถ่ายทอดบ้างหรือเปล่าว่าโอบามาสง่างามขนาดใหนที่ชนะใจชาวอเมริกาไม่ได้โกงประชาชนเช่นตัวเองที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีแม้แต่สักเสียงเดียว แล้วอย่างนี้จะยกตัวเองเทียบกับโอบามา ไม่อายผู้คนบ้างหรือ? คุณอภิสิทธิ์ ไม่มีส่วนใหนเหมือนโอบามา

แม้แต่สักนิดเดียวอย่าไปเทียบเขาเลย มันคนละเกดกัน ทั่วโลกกำลังรอนโยบายของผู้นำอเมริกาคนใหม่ที่จะบริหารประเทศและแก้ไขวิกฤติการเศรษฐกิจโลกอย่างไรเพราะอเมริกาตอนนี้เศรษฐกิจแย่มากๆบริษัทใหญ่หลายบริษัทล้มละลายแล้วยังแพร่เชื้อมายังยุโรปตอนนี้ได้อ่านข่าวว่าที่ประเทศเยอรมนีก็มีปัญหาบริษัทผลิตรถยตร์ยี่ห้อ BMW and VW ได้ลดผนักงานให้
ทำเป็นกะแต่ละช่วงไม่ปล่อยลอยแพไปเสียเลย ฉะนั้นความหายนะกำลังมาสู่ทัวโลกในปี2552 และประเทศต้องมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจแน่นอนยิ่งรัฐบาลใหม่หาเงินไม่เป็นแถมยังทั้งแจกทั้งแถมเอาหน้า เดี๋ยวเถอะหาเงินไม่ทันเงินคลั่งหมดจะล้มพังระเนระนาดยิ่งกว่าปี 2540 เสียอีกขอเตือน ตอนนี้ที่ฝรั่งเศสก็ปิดบริษัทไปแล้วหลายบริษัทคนตกงานเยอะเลยทั่วโลกกำลังมีปัญหา

ฉะนั้นขอให้คนไทยทุกคนโปรดใช้จ่ายให้ระวังจะเดือดร้อนสิ่งไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อเก็บเงินใว้ใช้จ่ายในยามขัดสนมันมาแน่ ต่างประเทศเขายังประหยัดเลยกลัวเศรษฐกิจโลกเป็นอำมพาต มันกำลังระบาดไปทั่วในต่างประเทศ คนตกงานเป็นจำนวนมากแล้วอะไรจะเกิดขึ้นหากบริษัทในไทยต่างๆโดนพิษสงอำมพาตนี้ตายแน่ๆ ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ที่ไม่ได้เชิญนี้จะหาทางช่วยเหลือ

ประชาชนที่ไม่มีงานทำอย่างไรหรือว่าแจกเงินท่าเดียว ต่างประเทศกลัวการขาดเงินในประเทศ แต่ไทยแลนด์รวยมากนายกเที่ยวไล่แจกเงินชาวบ้านจนทำให้ต่างประเทศกังขากับพฤติการณ์ไล่แลกแจกดะของนายกไทยฝรั่งต่างสั่นศรีษะไปตามๆกัน ในระหว่างกำลังจิ้มคีย์บรอดนี้ลุงได้นำ

หนังสือพิมพ์รายวันเอามาให้อ่านข่าวพลิกไปดูหน้าที่สองไปเจอข่าวใหญ่เกี่ยวกับที่ชาวออสเตรียเลียถูกจับที่ไทยแลนด์ในกรณีหมิ่นมีรูปด้วยที่ใช้โซ่ใส่ขาเช่นนักโทษฆ่าคนตาย ว่าแล้วหนังสือพิมพ์ในยุโรปต้องเอามาแฉเดี๋ยวจะตัดเก็บใว้ขอไปอ่านข่าวก่อนแล้วจะแปลมาเล่าให้ฟังจ้า
ป้าพลอย

แกนนำ"เสื้อแดง"เดือดสวนกลับ"ขวัญชัย"ใครชวนมึง! ประกาศเผด็จศึกใน 3 เดือน ลั่นทำทุกทางให้ยุบสภา

ที่มา มติชนออนไลน์

"เสื้อแดง"ประกาศเผด็จศึกใน3เดือน ทำทุกวิถีทางให้รัฐบาลยุบสภา ดึง"ทักษิณ"โฟนอินเข้ารายการ"ดีทีวี" ชุมนุมใหญ่สนามหลวงปลายม.ค. เมิน"ขวัญชัย"ขู่ถอนทัพ ถามกลับใครชวนมึง "ใจ"มอบตัว-ล่าชื่อเลิกกม.หมิ่นเบื้องสูง


"เสื้อแดง"ลั่นเผด็จศึกบีบยุบสภาใน3เดือน

กลุ่มเสื้อแดงประกาศจะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้รัฐบาลยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 3 เดือน โดยทางหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ารายการของกลุ่มคนเสื้อแดง 2 ครั้งๆ แรกผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม"ดีทีวี" และครั้งที่ 2 ในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ท้องสนามในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้

ทั้งนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และผู้ดำเนินรายการของดีทีวี ให้สัมภาษณ์ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 20 มกราคม ว่าหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคมนี้แล้วเสร็จ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนดินเข้าสนทนาในรายการของดีทีวี เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อพูดคุยถึงเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ และโครงการประชานิยมต่างๆ

"วันที่ 21 มกราคม ผม พร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวีระ มุกสิกพงศ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ดำเนินรายการของดีทีวี จะแถลงข่าวที่ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว เกี่ยวกับการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ที่ห้องสนามหลวง ภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้ โดยพ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินพูดคุยกับพี่น้องประชาชน และจะมีการถ่ายทอดสดผ่านดีทีวี"นายจตุพร กล่าว และว่า การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ จะเกิดปรากฎการณ์แม่น้ำร้อยสายจากคนเสื้อแดง และเมื่อถึงเวลานั้นคนเสื้อแดงจะไม่อยู่เพียงแค่ท้องสนามหลวง แต่จะเดินไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งสถานที่อยู่ระหว่างการหารือ และภายใน 3 เดือนนี้ คนเสื้อแดงจะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้มีการยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนให้ได้


เมิน"ขวัญชัย"ถอน-ถามใครชวนมึง

นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำชมรมคนรักอุดรให้สัมภาษณ์โจมตีแกนนำคนเสื้อแดงว่า ไม่ให้การเหลียวแลมวลชนในต่างจังหวัด ว่าได้โทรศัพท์ไปสอบถามนายขวัญชัย แล้วซึ่งนายขวัญชัย ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์เช่นนี้ แต่ปรากฎการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ดังนั้นถ้าคิดจะคบกันต่อไป นายขวัญชัยไม่ควรให้สัมภาษณ์อย่างนี้อีก "ยืนยันได้ว่าพวกผม 3 คนไม่มีใครเป็นศักดินา และคำนี้แรงเกินไปสำหรับพวกผม เพราะพวกผมชิงชังกับระบบศักดินา"

นายจตุพร กล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดง ไม่มีอะไรที่จะต้องไปดูแลกัน เพราะเรื่องประชาธิปไตยไม่มีผลประโยชน์อะไรมาเจือปน ยกเว้นพวกที่ถูกดำเนินคดี พวกตนก็แอบให้คนไปประกันตัว หรือช่วยเรื่องทนายความบ้างเท่านั้น ถ้าคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ก็อยู่กันไม่ยืด เพราะคนเสื้อแดงมาด้วยใจ

"ผมเบื่อบรรยากาศที่มีการนัดชุมนุมวันนี้ และพรุ่งนี้มีคนบอกว่าจะไม่มา ก็ขอถามว่าแล้วใครไปชวนมึง เพราะเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องของเหตุผล ถ้าใครมีจิตใจแปรเปลี่ยนก็ควรประกาศให้ชัดเจนเหมือนพวกที่ไปกันแล้ว ซึ่งไม่รู้ว่ามีเขาหรือไม่ เราก็ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง ดังนั้นไม่ว่าจะมีนายขวัญชัยหรือไม่มี พวกผมก็จะต่อสู้อยู่แล้ว"นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีการขนคน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง หรือสนามศุภชลาสัย หากนายขวัญชัยไม่ได้เข้าร่วม หากไม่ได้เงินนั้นก็ขออย่าให้มาเกะกะ แม้จะเหลือแค่ผู้จัดรายการก็จะขอสู้ต่อไป ที่พูดกันถึงเรื่องตัวเงินนั้นก็อยากบอกว่า ตนเกลียดนักการเมืองก็ตรงนี้ ดังนั้นอย่าขอให้เกลียดคนพวกเดียวกันอีกเลย


"ดีทีวี"ทะยอยโชว์ตัวแกนนำตจว.

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ระยะนี้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเสื้อแดงละเอียดอ่อน โดยเฉพาะบทบาทของคนเสื้อแดงเอง ที่ผ่านมามีพี่น้องคนเสื้อแดงโทรศัพท์มาหาเป็นจำนวนมาก โดยตั้งข้อสังเกตุว่า นายขวัญชัยเคยทำงานและเคลื่อนไหวกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย เมื่อนายเนวินถอนตัวออกไปบทบาทและการให้สัมภาษณ์ของนายขวัญชัยก็ไม่เป็นบวกกับคนเสื้อแดง จึงได้บอกกับพี่น้องเสื้อแดงว่าอย่าไปตั้งข้อสังเกตุอย่างนั้น ขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกฝ่ายทุกคน

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คนเสื้อแดงเป็นการรวมตัวของเสรีชนผู้รักประชาธิปไตย ไม่มีสายบังคับบัญชา ไม่มีผู้นำที่เด็ดขาด โดยมั่นใจว่าเดินมาถูกทางและเชื่อว่าคนเสื้อแดงตั้งมั่นเคลื่อนไหวร่วมกัน ที่ผ่านมาพวกตน 3 คนก็ไม่เคยสถาปนาตัวเองเป็นแกนนำ แต่ได้ย้ำตลอดมาว่าแค่ทำหน้าที่ตัวแทนคนเสื้อแดง ทั้งนี้ต่อไปทุกวันเสาร์และอาทิตย์ จะเปิดให้ตัวแทนคนเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ สลับสับเปลี่ยนมาออกรายการ "แดงทั่วแผ่นดิน" ทางดีทีวี ในเวลา 13.45 น. โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มกราคมเป็นต้นไป

"การโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ พวกผมเป็นผู้ร้องขอไปยังพ.ต.ท.ทักษิณ เอง เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่มีผลงานเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้"นายณัฐวุฒิ กล่าว


"มาร์ค"ไฟเขียว"แม้ว"โฟนอิน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงผลการประชุม ครม. ที่อาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟน อิน เข้าร่วมรายการของสถานีโทรทัศน์ดีทีวีหลังรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ว่า ทุกคนสามารถใช้สิทธิของตัวเองได้ในขอบเขต

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร พ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิโทรศัพท์พูดจากับใครก็ได้เป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่า ห่วงสถานการณ์ทางการเมืองจะคุกรุ่นหรือไม่ หลังการเมืองเริ่มนิ่ง นายสุเทพกล่าวว่า ไม่เป็นห่วงอะไร คิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณคงพูดจาในเรื่องที่ไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย หวังว่าอย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างให้สัมภาษณ์ กลุ่มเสื้อแดงที่ปักหลักต่อต้านรัฐบาลอยู่ริมรั้วทำเนียบรัฐบาล ได้ส่งเสียงด่าโจมตีรัฐบาลผ่านเครื่องขยายเสียง ผู้สื่อข่าวจึงกระเซ้านายสุเทพ ว่า ฟังจนเบื่อหรือยัง จะจัดการอย่างไรหรือไม่ นายสุเทพตอบอย่างอารมณ์ดีว่า "ไม่กล้าๆ เดี๋ยวเป็นข่าวอีก"


"สาทิตย์"เร่งกม.ฟัน"ดีทีวี-เอเอสทีวี"

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ว่ายอมรับว่ามีช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมกว่า 20 ช่อง ที่ยังออกอากาศในขณะนี้ได้ จนกว่ากฎหมายจัดสรรคลื่นความถี่จะเกิด ขณะที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ยังยอมรับว่าหนักใจ และไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดตาดูดีทีวีเป็นพิเศษ เพราะหากยังทำตามระเบียบ กฎหมายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมโฟนอินเข้ามาในรายการของดีทีวีนั้น รัฐบาลก็ไม่หนักใจ เพราะสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณทำขณะนี้ก็ยิ่งกว่าโฟนอินอยู่แล้ว

"ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของสภาแล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งรัฐบาลนี้จะดำเนินการได้สองแนวทาง คือดึงร่างดังกล่าวออกมา หรือส่งร่างกฎหมายใหม่เข้าไปประกอบ ซึ่งผมเห็นว่าอย่างหลังจะดีกว่า เพราะทำได้รวดเร็ว โดยภายในสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับฟังความเห็น ก่อนเขียนเป็นร่างพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ของรัฐบาล เข้าสู่สภาได้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยที่มาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะต้องเปลี่ยนที่มาจากการแต่งตั้งโดย ครม.ตามร่างเดิม มาเป็นให้ทุกภาคส่วน เช่น สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ กิจการโทรคมนาคม ฯลฯ เสนอมาให้เกินจำนวนที่กำหนด ก่อนส่งให้วุฒิสภาเป็นผู้เลือก เชื่อว่าไม่เกิน 7 เดือน กฎหมายฉบับนี้จะสามารถออกมาใช้งานได้ ซึ่งหากมีกฎหมายจัดระเบียบได้จะเข้าไปจัดการทั้งเอเอสทีวี และดีทีวี"นายสาทิตย์ กล่าว


"ใจ"ล่าชื่อเลิกกม.หมิ่นเบื้องสูง

ด้าน นายใจลล์ ใจ อึ้งภากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทนายความ เข้าพบ พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน ตามหมายเรียกเพื่อรับทราบข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเบื้องต้นก่อนจะปล่อยตัวชั่วคราว และจะนัดมาให้ปากคำเพิ่มเติมในภายหลัง
รศ.ใจลล์ ใจ กล่าวว่า มารับทราบข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากได้เขียนหนังสือเชิงวิชาการเรื่อง A Coup for the Rich ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนไปเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 ซึ่งวันนี้จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และคิดว่ากฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขัดต่อการแสดงออกทางสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ ประเทศอื่นๆ ที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ยังไม่ใช้กฏหมายนี้เลย

"นอกจากจะมารับทราบข้อหาแล้ว จะมีการล่ารายชื่อประชาชนให้ยกเลิกการใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยส.ส.จากประเทศนิวซีแลนด์ และอังกฤษ พร้อมนักวิชาการจากทั่วโลกกว่า 128 คน ก็จะมีการลงนามเรียกร้องให้มีการถอนฟ้องผมในคดีนี้ด้วย" นายใจลล์ ใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 30 คน เดินทางมารอให้กำลังใจ นายใจลล์ ใจ พร้อมชูป้ายข้อความว่า "ม.112 กฎหมายเผด็จการ ล้าหลัง ทำลายเสรีภาพ" "ใช้กฏหมายหมิ่นคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ คือเผด็จการทางปัญญา" พร้อมกับตะโกนเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุาภาพ

รบ.ย้ำไม่หวั่น 'ทักษิณ' โฟนอินผ่านดีทีวี

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่มีข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะโฟนอินเข้ามาร่วมรายการในสถานีโทรทัศน์ดีทีวี หลังจากที่นายกฯจัดรายการในวันที่ 24 ม.ค. นี้ นายสุเทพตอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิที่จะพูดคุยกับใครก็ได้ และคิดว่าอดีตนายกฯคงจะไม่พูดจาให้ใครเสียหาย เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่จะมีการตั้งนายสำราญ รอดเพชร มาเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี นายสุเทพตอบว่า ไม่มาหรอก

เข็น ก.ม.คลื่นความถี่คุมกำเนิดดีทีวี

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมีช่องว่างทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปควบคุมเนื้อหาและผังรายการของสถานีโทรทัศน์เหล่านี้ได้ ส่วนความคืบหน้าการออก พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่นั้น คาดว่าน่าจะเสนอกฎหมายนี้ได้ประมาณสัปดาห์ที่ 3 หลังจากเปิดประชุมสภาสมัยสามัญในวันที่ 21 ม.ค. คิดว่าภายใน 6-7 เดือน กฎหมายนี้น่าจะมีผลบังคับใช้ ส่วนการออกอากาศสถานีดีทีวี รัฐบาลจะไม่ไปจับตาหรือตั้งคณะกรรมการติดตามการออกอากาศเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่ดีทีวีเคลื่อนไหวนอกจอทีวีหนักกว่าในจอทีวี หากจะดำเนินการกับดีทีวีให้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องดำเนินการกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทั้งระบบไปพร้อมกัน รวมถึงเอเอสทีวีด้วย

ปชป.เย้ยดีทีวีแค่แผ่นเสียงตกร่อง

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการออกอากาศรายการของดีทีวีว่า ไม่มีอะไรใหม่ เพียงแต่ใช้การจัดรายการแบบเดิมเป็นการโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องเก่าๆ ทั้งที่เคยมีการอธิบายอย่างชัดเจนไปแล้ว เช่น ที่มาของ ป.ป.ช.และนายกฯ ผู้จัดรายการก็ยังใช้ข้ออ้างหรือตั้งคำถามเดิมๆ เป็นแผ่นเสียงตกร่อง ไม่มีมุกใหม่ และยังใช้การใส่ความข้างเดียว ไม่แตกต่างจากการเป็นแค่ใบปลิวของคนบางกลุ่มเท่านั้น ดีทีวีบอกชัดเจนว่าจะต้องโจมตีรัฐบาล ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่สร้างสรรค์ รัฐบาลเพิ่งจะเริ่มต้นการทำงาน แต่กลับไม่ให้โอกาส เข้าตำราที่ว่ามือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนในสังคม เมื่อถามกรณีที่ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ ระบุว่ากองทัพควรให้โอกาสออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้เช่นเดียวกับที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. หรือไม่ นายบุญยอดตอบว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาถึงระเบียบวินัยของกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะที่ต้องเคารพ และพล.อ.อนุพงษ์เป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน จึงมีอำนาจหน้าที่ในการแถลงหรือให้ความเห็นต่อสื่อมวลชน ในขณะที่ข้าราชการระดับล่างไม่มีหน้าที่นี้ จึงต้องแยกแยะให้ถูกต้อง

ทบ.ลั่นไม่มีใครรังแก “หมวดเจี๊ยบ”

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีที่กองทัพบกเรียกสอบ ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ นายทหารสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก พิธีกรสถานีโทรทัศน์ดีทีวีว่า หน่วยต้นสังกัดคงดูแลอยู่ ส่วนจะมีหลักการและมาตรการที่เหมาะสมเป็นอย่างไร หากพูดอะไรบางทีไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผู้น้อยผู้ใต้บังคับบัญชา ลักษณะคุกคามคงไม่ใช่ แต่การจะปล่อยปละละเลยเส้นแบ่งระหว่างเรื่องระเบียบวินัยกับการดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาต้องมีอยู่ ผู้บังคับบัญชาต้องไปดูว่าทำอย่างไรแล้วเสนอขึ้นมา ทราบว่าคุณสุนิสาประสงค์ที่จะลาออกจากทหาร เพื่อทำเรื่องส่วนตัว แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ทราบจากผู้บังคับบัญชาว่าเป็นอย่างนั้น เมื่อถามว่า กองทัพรังแกผู้หญิงหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า คงไม่ใช่อย่างนั้น ไม่มีใครจะไปรังแกไม่มี

“หมวดเจี๊ยบ” ประกาศไม่ยอมลาออก

เช้าวันเดียวกัน ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก ร.ท.หญิงสุณิสาได้เข้าพบ พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบก เพื่อชี้แจงการทำหน้าที่พิธีกรรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” ทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวี โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้น ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวว่า ได้ทำหนังสือขออนุญาต พล.ต.วีรัณเรียบร้อยแล้ว จากนี้จะต้องรอให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ให้ คำตอบ และจะไม่ไปจัดรายการจนกว่าจะมีคำสั่งอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ยินดีที่จะทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากราชการทหารอย่างแน่นอน เพราะเป็นอาชีพที่เราภาคภูมิใจและมีคุณค่า ทั้งนี้จะอยู่ต่อไปจนกว่ากองทัพไม่ต้องการ เมื่อถามว่า กลัวจะเป็นเกมการเมืองที่กลุ่ม นปช.พยายามดึงเข้ามา เพื่อให้เกิดความขัดแย้งกับกองทัพ ร.ท.หญิงสุณิสาตอบว่า เรารู้ดีว่าทำอะไรอยู่ เราเป็นผู้ใหญ่แล้วคงไม่ปล่อยให้ใครมาชักจูง หรือบงการให้ทำในสิ่งที่ไม่ดี เราจะทำอะไรบนพื้นฐานของความถูกต้อง ความคิดความเชื่อและความเคารพบนหลักวิชาชีพ คิดว่าเพื่อนทหารกว่า 50,000 คน คงสงสัย และอยากรู้ว่าสิทธิการแสดงออกในระบอบประชาธิปไตย สามารถทำได้แค่ไหน

ดึง “ทักษิณ” โฟนอินปลุกคนเสื้อแดง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ แถลงว่า ทีมงานความจริงวันนี้จะแถลงข่าวในวันที่ 21 ม.ค. เวลา 10.00น. ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว เพื่อชี้แจงถึงความชัดเจนในการชุมนุมใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง ภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้ ที่จะมีคนเสื้อแดงมาร่วมนับแสนคน โดยจะขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินเข้ามาเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยมีทีมงานความจริงวันนี้เป็นผู้ดำเนินรายการ อย่างไรก็ตาม ภายใน 3 เดือนจะทำทุกวิถีทางให้รัฐบาลยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนให้ได้ ส่วนกรณีที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย ที่กลุ่มเสื้อแดงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภานั้น ประชาธิปไตยมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ ส่วนกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรฯ ขอสนับสนุนงบประมาณในการชุมนุมจากแกนนำพรรคเพื่อไทยนั้น มันประหลาด เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ยังเจอกันทักทายกันดี จนมาเห็นข่าวในช่วงเช้าวันที่ 20 ม.ค. ดังนั้นถ้าจะไปก็ไป เพราะเราไม่มีความผูกพันเรื่องผลประโยชน์ ถ้าใครจิตใจแปรพักตร์ ก็ควรประกาศให้ชัดเจนเหมือนกับพวกที่ไป ถ้าอยู่ด้วยกันก็ควรให้สัมภาษณ์ด้วยความระมัดระวังหน่อย เพราะเป็นแบบนี้แล้วใครจะกล้าไปคุยด้วย

ร้อง รมว.กลาโหมถอดยศ “อภิสิทธิ์”

เช้าวันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม นายกมล บันไดเพชร กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือผ่าน พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อส่งถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เพื่อขอให้ถอดยศนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และเรียกคืนเงินเดือนและเบี้ยหวัดคืน โดยมี พ.อ.สิทธิผลนิ่มนวล รองหัวหน้าสำนักงานเลขาฯปลัดกระทรวงกลาโหม มารับหนังสือแทน

นายกมลกล่าวว่า กรณีการบรรจุเข้ารับราชการของนายอภิสิทธิ์ จนได้รับแต่งตั้งยศเป็นนายทหารยศสัญญา บัตร เป็นการบรรจุแต่งตั้งโดยมิชอบ ฝ่าฝืนต่อระเบียบและกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยหวัดและเงินเดือน ดังนั้น รมว.กลาโหม สมควรพิจารณาถอดยศนายอภิสิทธิ์ และเรียกเงินเดือนเบี้ยหวัดที่รับไปแล้วคืน ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยให้เวลา 30 วัน ในการดำเนินการ หาก รมว. กลาโหมไม่ดำเนินการจะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะนำเรื่องเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมยื่นร้องต่อศาลอาญาแผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

จ่อเชือด‘ทวี’พ้นDSI‘มาร์ค’ทาบ‘อัศวิน’เสียบเก้าอี้อธิบดี

ที่มา ประชาทรรศน์

‘มาร์ค’ จ่อเชือด ‘ทวี สอดส่อง’ ขับพ้นดีเอสไอ พร้อมทาบ ‘อัศวิน ขวัญเมือง’ เสียบเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แม้เจ้าตัวเคยบอกปัด เชื่อสุดท้ายไม่พลิกโผ หวังฟื้น 2 คดีดัง ‘อุ้มทนายสมชาย-ฆ่าชิปปิ้งหมู’

แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า วันที่ 21 ม.ค. เวลา 08.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเรียกพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าพบที่บ้านพิษณุโลก เพื่อเจราจาให้ พล.ต.ท.อัศวินไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังจากเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับย้าย พ.ต.อ.ทวี ที่เติบโตในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งตั้งแต่หลังการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น

แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ได้ปรารภกับแกนนำพรรคหลายคน หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีการปรับย้าย พ.ต.อ.ทวี และให้ พล.ต.ท.คนหนึ่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปรับตำแหน่งแทน และปลายเดือนธ.ค.2551 พล.ต.ท.อัศวินได้เดินทางไปที่พรรคประชาธิปัตย์แล้วครั้งหนึ่ง เพื่อหารือกับแกนนำพรรคในเบื้องต้น

โดยมีรายงานว่า พล.ต.ท.อัศวิน ยังไม่รับปากว่าจะไปดำรงตำแหน่ง พร้อมกับให้เหตุผลว่าเป็นตำรวจมาเกือบทั้งชีวิต จึงอยากเกษียณอายุราชการในอาชีพตำรวจในปี 2554 นอกจากนี้ พล.ต.ท.อัศวิน ยังให้เหตุผลว่า พ.ต.อ.ทวีเป็นเสมือนน้องชาย จึงไม่อยากไปนั่งตำแหน่งแทน อีกทั้งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังมีปัญหาอย่างมาก ซึ่งพล.ต.ท.อัศวินให้ความเห็นว่าควรจะให้พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.ไปรับตำแหน่งนี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าที่สุดแล้ว พล.ต.ท.อัศวินจะยอมรับตำแหน่ง

ต่อมาเมื่อผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามเรื่องนี้ไปยัง พล.ต.ท.อัศวิน ได้รับคำตอบจากนายตำรวจติดตามว่า พล.ต.ท.อัศวินยังไม่ทราบเรื่องนี้ ไม่ทราบเรื่องการทาบทามใดๆ และเพิ่งได้รับทราบข้อมูลจากข่าวในสื่อมวลชนเท่านั้น

สำหรับ พล.ต.ท.อัศวินเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 30 ขึ้นเป็นผู้บังคับการครั้งแรกที่ตำรวจภูธร จ.เชียงราย ยุคพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ก่อนโยกมาคุมกองปราบปราม และเป็นตำรวจที่ทำงานสืบสวนปราบปรามมาตลอดชีวิตรับราชการ เคยเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และถูกดันขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.อย่างกะทันหันในยุคนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

วางตัว‘อัศวิน-ธานี’ฟื้น2คดีดัง‘อุ้มทนายสมชาย-ฆ่าชิปปิ้งหมู’

อย่างไรก็ตาม ได้มีกระแสข่าวว่า หาก พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง เกิดปัญหาติดขัดทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ นายอภิสิทธิ์เตรียมจะมอบหมายให้ พล.ต.ท.อัศวิน และ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) มาเป็นคณะทำงานพิเศษ เพื่อรื้อคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ เพราะที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จนเป็นที่กังขาอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ คดีอุ้มนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความที่รับว่าความให้กับชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคดีอุ้มฆ่านายกรเทพ วิริยะ หรือ “ชิปปิ้งหมู” พยานปากเอกในการเปิดเผยพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ฯ โดยรัฐบาลตั้งใจจะให้คดีทั้งสองได้รับการคลี่คลายให้ทันสมัยรัฐบาลชุดนี้

สำหรับคดีฆ่าชิปปิ้งหมูนั้น เป็นคดีที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนสนิทของนายอภิสิทธิ์ เกาะติดเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น และเป็นคนที่เก็บข้อมูลสำคัญในคดีดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีที่ชิปปิ้งหมูให้สัมภาษณ์ก่อนจะถูกฆ่าตาย

เลขาฯกกต.เชื่อ DSI ไม่ถูกการเมืองแทรกแซง!!

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวอธิดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะมีผลต่อการสอบสวนกรณีที่กกต.ถูกดีเอสไอ สอบเรื่องฮั้วและพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินว่า กรณีดังกล่าวนั้น พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ ได้ไปร้องให้ดีเอสไอ ดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีกับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก ในความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กรณีการจัดจ้างบริษัทพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 23 ธ.ค. 2550 และการทุจริตการเลือกตั้ง และได้มอบหลักฐานการโกงการเลือกตั้งให้ดีเอสไอตรวจสอบด้วย กรณีดังกล่าวได้มีการดำเนินการสอบสวนไปแล้ว ซึ่งกกต.ก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด ดีเอสไอต้องการอะไรกกต.ก็ได้ให้ไปจนหมดแล้ว ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจที่ดีเอสไอในการตรวจสอบ

เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวจะต้องทำหนังสือไปรมว.ยุติธรรมหรือไม่ ขอให้มีการเปลี่ยนตัวคณะกรรมการที่สอบเรื่องบัตรเลือกตั้ง เพราะดูเหมือนว่าจะมีอคติกับกกต. นายสุทธิพล กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งก็ต้องมีการมาตีความอย่างเคร่งคัด และทางกกต.ก็ต้องให้เขาดำเนินการไป ซึ่งตนหัวงว่าทางคณะกรรมการจะดำเนินการด้วยความยุติธรรม และเป็นธรรม ไม่ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

“คิดว่านายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ก็เคยเป็นอดีตผู้พิพากษามาก่อน ท่านก็น่าจะรู้ และน่าจะให้ความยุติธรรมได้ ดังนั้นเราต้องดูว่า การทำงานเป็นอย่างไรภายใต้รมต.คนใหม่ ท่านคงให้ความเป็นธรรม และตระหนักดีว่าควรจะให้ความเป็นรอิสระต่อคณะกรรมการฯให้เขาดำเนินการไป การเมืองจะไปแทรกแซงคงไม่เหมาะสม”นายสุทธิพล กล่าวในตอนท้าย