WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 22, 2009

กลุ่มคนเสื้อแดงต้องมีจุดยืนเดียวกันให้ได้ซะก่อน!!!(ผู้นำตัวจริงอยู่ที่ไหน) โดย เสียงประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

ทุกวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงยังไม่มีผู้นำตัวจริง
พวกเรายังขาดบุคคลที่จะคอยมาเชื่อมจุดต่างๆของกลุ่มคนเสื้อแดงแต่ละกลุ่มให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้

จุดยืนของแต่ละกลุ่มยังต่างกันอยู่ครับ
บางกลุ่มชุมนุมเพราะรักทักษิณ
บางกลุ่มชุมนุมเพราะรักในประชาธิปไตย
บางกลุ่มชุมนุมเพราะไม่เห็นด้วยกับระบบ2มาตรฐาน
บางกลุ่มชุมนุมเพราะเกลียดพันธมิตร

ผมคิดว่า พวกเราชาวเสื้อแดงต้องหาผู้นำให้ได้ก่อนครับ
และพัฒนาจุดยืนของกลุ่มคนเสื้อแดงให้พุ่งไปที่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในประเทศมากกว่าครับ

ซึ่งตรงนี้ต่างจากม๊อบโกเต๊กครับ ม๊อบพวกนี้เขามีจุดยืนที่แน่นอนคือ เกลียดทักษิณ (ไม่ได้ชื่นชมนะครับ แต่อยากให้เห็นตัวอย่างม๊อบที่มีจุดยืนเดียวกันครับ) แม้บางครั้งแกนนำพวกนี้มันจะทะเลาะกันเองแต่มันไม่เคยแสดงออกมาให้เป็นข่าว เพราะมันจะทำให้มวลชนที่มารวมกันเสื่อมศรัทธาเอาครับ

และอยากทำความเข้าใจกันนิดหน่อยว่า
คุณทักษิณเขาคือต้นแบบของผู้นำประชาธิปไตย
เขาไม่ใช่ผู้นำกลุ่มคนเสื้อแดงในวันนี้
ในกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อคุณทักษิณ
เราจะเอาท่านมาเป็นผู้นำไม่ได้

ข่าวการทะเลาะทุกวันนี้ของเสื้อแดง ไม่ดีแน่ครับ
และผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่แกนนำมาทะเลาะกันเอง
ไม่ว่าจะคุณขวัญชัย หรือคุณจตุพร ไม่ควรทำอย่างยิ่งครับ
ถ้าหากจะทะเลาะกันเองก็ให้เคลียกันเอง
ไม่ใช่มาให้ข่าวแบบนี้
เพราะทำอย่างนั้น
พวกคุณกำลังทำลายตัวเอง
ทำลายศรัทธาของกลุ่มคนเสื้อแดงครับ

พวกเราชาวเสื้อแดงต้องสามัคคีกันครับ
กลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพก็สำคัญ
กลุ่มคนเสื้อแดงต่างจังหวัดก็สำคัญครับ
ไม่ว่าคุณจะเป็นกรรมกรเสื้อแดง หรือ เจ้าของกิจการเสื้อแดง
พวกเรามีความสำคัญเท่าเทียมกันครับ พวกเราคือเสื้อแดงเหมือนกัน

อย่ามาแบ่งแยกความสำคัญกันครับ
หากยังไม่เลิกความคิดนี้
พังครับ พังครับ
การที่ต่างคนต่างสู้นั้น
อย่าว่าแต่ชนะเลยครับ
แค่ที่ยืนในสังคมก็จะไม่เหลือให้กลุ่มคนเสื้อแดงครับ

Wednesday, January 21, 2009

"ดีทีวี" เล็งจัด "ขอดเกล็ดอภิสิทธิ์" ใช้ย้อนศรรบ.ลอกเลียนนโยบาย ปชป.ชี้"แม้ว"โฟนอินปชช.ได้ประโยชน์

ที่มา มติชนออนไลน์

ปชป.ชี้"แม้ว"โฟนอินมีประโยชน์ ประชาชนได้ข้อมูลสองด้าน อดีตคมช.ซัด"ทักษิณ"ไร้เครดิต คำพูดผู้ต้องหนีคดีไม่น่าเชื่อถือ กลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่สนามหลวง 31ม.ค. ขอมติจัดการรัฐบาล ชี้เข้าบริหารประเทศไม่ชอบธรรม เตรียมย้ายขรก.ล็อตใหญ่ เตรียมร้องยูเอ็นเอาผิดพันธมิตรยึดสนามบิน เปิดรายการ"ขอดเกล็ดอภิสิทธิ์" ม็อบเชียงใหม่ไล่"ประดิษฐ์"ดอดเสริมชะตา

"เสื้อแดง"นัดชุมนุมใหญ่31มกราฯ

แกนนำผู้จัดรายการ"ความจริงวันนี้" เปิดแถลงถึงความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ร้านสภากาแฟ หน้าสำนักงานสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดีทีวี ห้างอิมพิเรียล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 21 มกราคม โดยนายวีระ มุกสิกพงษ์ กล่าวว่า การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง วันที่ 31 มกราคมนี้ ที่ห้องสนามหลวง จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า เสื้อแดงแตกจริงตามที่มีการสร้างกระแสหรือไม่ และจะเป็นการชุมนุมเพื่อลงมติว่า จะเอาอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้ เพื่อระงับไม่ให้สร้างความเสียหายกับประเทศ และจะหารือกันว่า จะชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่

นายวีระ กล่าวถึงเหตุผลที่กลุ่มเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ ว่าได้ติดตามพฤติกรรมของรัฐบาลมาระยะหนึ่ง พบว่ารัฐบาลไม่เข้าใจสาระสำคัญ และต้องถามคำถามประชาชน ดังนี้ 1.ความไม่ชอบธรรมในการเข้ามาบริหารประเทศ ที่ยอมรับการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบและทำลายพรรคการเมืองอื่นเพื่อเข้าสู่อำนาจ 2.การไม่ใส่ใจเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรที่ยึดสนามบิน และแต่งตั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าบริหารประเทศ 3.สิ่งที่น่าวิตกคือ การโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งทราบมาว่ากำลังมีการเตรียมการเพื่อโยกย้ายขนานใหญ่ โดยไม่ยึดถือเรื่องความสมานฉันท์ที่รัฐบาลแถลงนโยบาย และล่าสุดได้หยิบยกเอา ส.ป.ก.4-01 ขึ้นมาดำเนินการ โดยไม่ได้ตระหนักถึงความเสียหายที่เคยได้เกิดขึ้น เพราะมีการแต่งตัวมารอรับสิทธิแทนเศรษฐีมากมาย ไปจนถึงเรื่องปลากระป๋องเน่า ที่ไล่จนพบว่า เป็นปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น


เดินสาย9สถานฑูตอาเซียน

นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงจะเดินสายไปยังสถานเอคอัคราชฑูตประเทศอาเซียน 9 ประเทศในประเทศไทย เพื่อยืนหนังสือให้กับเอกอัครราชฑูตพิจารณาการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรืออาเซียนซัมมิท โดยแสดงจุดยืนว่า กลุ่มคนเสื้อแดงสนับสนุนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการพัฒนาของอาเซียน แต่ไม่ยอมรับรัฐบาลไทยที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม โดยวันที่ 23 มกราคม เวลา 10.00 น.จะไปที่สถานทูตพม่า เวลา 10.30 น.ไปสถานทูตสิงคโปร์, วันที่ 26 มกราคม ไปสถานฑูตฟิลิปปินส์ เวลา 11.00 น.ไปสถานฑูตอินโดนีเชีย, วันที่ 27 มกราคม เวลา 10.00 น.ไปสถานฑูตบรูไน เวลา 11.00 น.ไปสถานฑูตกัมพูชา และวันที่ 28 มกราคม ไปสถานฑูตเวียดนาม เวลา 11.00 น.ไปยังสถานฑูตมาเลเชีย

"แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการเอาผิดกับผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน โดยจะตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการชี้แจงและให้ข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ยึดสนามบิน ซึ่งผม และนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นตัวแทนเดินทางไปยังสหประชาชาติ เพื่อร้องขอให้องค์กรการบินระหว่างประเทศดำเนินการสอบสวนกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ"นายจักรภพ กล่าว


ตั้งสถาบัน-ทำบัตรคนเสื้อแดง

นายจักรภพ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการก่อตั้งสถาบันคนเสื้อแดง ว่าจะแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งรูปแบบเบื้องต้นจะเป็นการจับมือกันหลวมๆ ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่างๆ แต่คาดว่า อีกไม่นานจะมีความชัดเจนเรื่องสถานที่ก่อตั้งและรูปแบบขององค์กร โดยอาจจะมีบัตรประจำตัวคนเสื้อแดง ที่เป็นเหมือนสมุดพกเล็กๆ คล้ายๆ กับวีซ่า หรือรัฐธรรมนูญฉบับพกพา เพื่อบ่งบอกถึงการเป็นคนเสื้อแดง พร้อมคู่มือและข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวของคนเสื้อแดง รวมทั้งการจัดตั้งสำนักงานสาขาคนเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆ

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงรูปแบบการโฟน อิน ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารายการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีทีวี ในวันที่ 25 มกราคม ว่าการโฟน อินของพ.ต.ท.ทักษิณ จะใช้เวลา 1 ชั่วโมงเต็ม เพื่อแสดงทัศนะเรื่องต่างๆ โดยมีแกนนำผู้จัดรายการความจริงวันนี้ร่วมพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบ แต่สำหรับสัปดาห์อื่นๆ จะมีผู้รู้คนอื่นๆ ผลัดเปลี่ยนเข้าร่วมพูดคุย หลังรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์"


เปิดรายการ"ขอดเกล็ดอภิสิทธิ์"

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมเทปบันทึกภาพการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในช่วงที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน และได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี รวมไปถึงคำให้สัมภาษณ์และคำปราศรัยต่างๆ เพื่อมาเผยแพร่ทางดีทีวี ช่วงรายการ "ขอดเกร็ดอภิสิทธิ์" เพื่อกระชากเสื้อคลุมจริยธรรมของนายอภิสิทธิ์ให้หมด เนื่องจากวันนี้ ทุกอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เคยด่านายสมัครและนายสมชาย เอาไว้ ได้ถูกรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มาต่อยอดใช้

นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง รักประชาธิปไตย ประตูน้ำพระอินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า วันที่ 31 มกราคม กลุ่มคนเสื้อแดงอยุธยาจัดงานที่ อ.บางปะอิน และจะเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาล และเพื่อเปิดทางให้พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับประเทศและกลับเข้าสู่วงการเมืองอย่างสง่างาม


ชี้"แม้ว"โฟนอินปชช.ได้ประโยชน์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าหากไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย ก็จะไม่ดำเนินการใดๆ ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ หากไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง หรือไม่กระทำผิดกฎหมาย แต่หากผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อ กล่าวถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินหลังรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ซึ่งจะทำให้เกิดการเปรียบเทียบกัน ว่าถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะที่ผ่านมีการเปรียบเทียบว่านายกฯไปลอกนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งหลังจากนี้ประชาชนจะได้มีข้อมูลมากขึ้น และรัฐบาลจะได้ทำงานด้วยความระมัดระวังขึ้น อย่างไรก็ตามชื่อของพ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นที่ยอมรับของคนอยู่มาก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากให้ประเทศสงบสุข และพร้อมให้โอกาสรัฐบาลบริหารประเทศก็มีมากเช่นกัน ดังนั้นรัฐบาลจะไม่หยิบยกประเด็นของพ.ต.ท.ทักษิณ มาสร้างความแตกแยก


มท.ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง"ดีทีวี"

วันเดียวกัน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามข้อมูลข่าวสาร กระทรวงมหาดไทย โดยให้มีหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดกฎหมาย กระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ และขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ รองปลัดกระทรวงฝ่ายกิจการความมั่นคงภายใน และอธิบดีกรมการปกครอง เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ สำหรับฝ่ายปฏิบัติการเฝ้าระวัง และติดตามข้อมูลข่าวสาร ให้อธิบดีกรมการปกครอง เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ทั้งนี้ หากติดตามพบการกระทำความผิดให้รายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้รายการผลการปฏิบัติงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายในวันที่ 10 ของทุกเดือน แต่หากมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเหตุการณ์ที่กระทบกับความมั่นคง หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญให้รายงานทันที

ข่าวแจ้งว่า การตั้งศูนย์เฝ้าระวังดังกล่าว เพื่อจับตาเอาผิดกับสถานีโทรทัศน์ดีทีวี และการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 25 มกราคม เป็นกรณีพิเศษ ตามที่นายชวรัตน์ เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้


อดีตคมช.ซัด"ทักษิณ"ไร้เครดิต

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวว่า เรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินเข้ารายการของดีทีวีนั้น ต้องมอง 2 มุม คือ มุมของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนไทยคนหนึ่งก็น่าจะทำได้ แต่อีกมุม พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในฐานะของผู้ต้องหาหลบหนีคดี ดังนั้น การออกมาพูดอะไรความน่าเชื่อถือคงไม่มี ดังนั้นอย่าไปสนใจ ควรปล่อยให้รัฐบาลเดินหน้าแก้วิกฤตของชาติไป

ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคม เป็นการหยั่งกำลังเสื้อแดง หรือป็นการต่อสู้เฮือกสุดท้ายหรือไม่นั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า "คงไม่ใช่เฮือกสุดท้าย เขาพยายามเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แต่เห็นชัดว่ากลุ่มเสื้อแดงก็มีความแตกแยกกันมีการด่าทอกันพูดจาถึงขั้นมึงกูแสดงว่ามีความแตกแยก"


นายกฯหลบเสื้อแดงเข้าสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เพื่อมาประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป ที่รัฐสภา โดยนั่งรถยนต์ตู้ของนายธนญ ตันติสุนทร อดีตส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปช่วยงานที่กระทรวงการคลัง ส่วนรถยนต์ตู้ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นั่งมา ซึ่งนายศิริโชค ชี้แจงกรณีนายอภิสิทธิ์ไม่นั่งรถยนต์ตู้ประจำตำแหน่งเข้ารัฐสภาว่า เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากมีกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมอยู่หน้ารัฐสภา

ด้านกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่ ประมาณ 30 คน ชุมนุมและเผาพริกเผาเกลือบริเวณหน้าวัดอุปคุต อ.เมืองเชียงใหม่ สาปแช่งนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่เดินทางทำพิธีสืบชะตาเสริมดวงเสริมบารมี ร่วมกับครอบครัว ข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลัง เพื่อนนักธุรกิจ และคนในตระกูล ณ เชียงใหม่ รวม 50 คน ที่วัดอุปคุต ตั้งแต่เวลา 07.09 น โดยมีเกจิอาจารย์จาก 21 วัดนามมงคลใน จ.เชียงใหม่ ประกอบพิธี ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำนายประดิษฐ์ หลบออกจากวัดทางประตูด้านหลังวัด พร้อมเลิกภารกิจตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของข้าราชการสรรพากรภาค 8 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงบ่าย


อัยการเลื่อนสั่งคดี 9พันธมิตร

ด้านนายจำรัส อัตถสุริยานันท์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 มีคำสั่งเลื่อนนัดสั่งคดีที่ 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พร้อมพวกรวม 9 คน ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก เป็นวันที่ 3 มีนาคมนี้ เวลา 10.00 น. โดยจำรัส กล่าวว่า คณะทำงานอัยการอยู่ระหว่างจัดเรียงหลักฐานในส่วนของแผ่นบันทึกภาพเหตุการณ์การชุมนุม และต้องรอผลการสอบสวนเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวนในอีกหลายประเด็น ประกอบกับผู้ต้องหาทั้ง 9 คนได้มอบอำนาจให้เสมียนทนายยื่นคำร้องขอให้สอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก 38 ปาก และขอเลื่อนนัดออกไปเนื่องจากติดภารกิจอยู่ที่ต่างจังหวัด

เสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่31ม.ค.-ลงมติจัดการรัฐบาล

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 มกราคม นายวีระ มุกสิกพงษ์ แกนนำคนเสื้อแดงแถลง ที่ร้านสภากาแฟ หน้าสำนักงานสถานีโทรทัศน์ดาเทียมพีทีวี เพื่อนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคมว่า มีการพูดกันมาว่าเสื้อแดงแตกเป็นเรื่องของเนื้อในที่จะต้องมีการชี้แจง แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเสื้อแดงนั้นแตกจริงหรือไม่ในการชุมนุมใหญ่วันที่ 31 มกราคมที่ท้องสนามหลวง เหตุผลที่จะต้องชุมนุมเนื่องจากติดตามพฤติกรรมของรัฐบาลมาระยะหนึ่ง และพบว่ารัฐบาลไม่เข้าใจสาระสำคัญที่จะต้องตอบคำถามของประชาชน 3 ข้อ 1.ความไม่ชอบธรรมในการเข้ามาบริหารประเทศ 2.การไม่ใส่ใจในการจัดการกับผู้ก่อการร้าย ยึดสนามบิน 3.สิ่งที่น่าวิตกคือการโยกย้ายข้าราชการ พร้อมกันนั้นจะลงมติว่าจะดำเนินการอย่างไรกับรัฐบาลเพื่อระงับไม่ให้ประเทศได้รับความเสียหายและจะชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่

ผู้ร้ายปากแข็งสปก.4-01

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างตำนาน ขโมยที่ดินคนจนไปให้คนรวย ด้วยการแจก สปก.4-01 ไปให้กับครอบครัว วงศ์วานว่านเครือของมหาเศรษฐีชาวภูเก็ต ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรผู้ทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก การทำนโยบายเอื้อเฟื้อให้กับนายทุน เอาที่ดินไปแจกจ่ายให้กับพรรคพวก แบบนี้ กระบวนการยุติธรรมเมืองไทย ไม่ตัดสินให้ยุบพรรคทิ้ง

ที่ดินแปลงเจ้าปัญหา เมื่อหลายปีก่อน เป็นที่บนภูเขา มีความลาดชันของพื้นที่เกิน 45 องศา ดูก็รู้ว่า ไม่ได้เอาไปทำเรือกสวนไร่นา แต่จะเอาไปทำ...รีสอร์ต !!!

กระบวนการแจกจ่าย สปก.4-01 นักการเมืองทุกคนรู้ดีว่า ในอนาคตเมื่อครอบครอง สปก.4-01 ไปสักพักจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโฉนด ไปเป็น นส.3 ก. และ กลายเป็นโฉนดที่ดินปกติ อาศัยระยะเวลา 7-10 ปีเท่านั้น !!! ทำไมจะรอไม่ได้เมื่อเงิน 100-200 ล้านบาท รออยู่ข้างหน้า...
เมื่อมีการขายที่ดินไปแล้ว ประชาชนจะเข้าไปรุกพื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร เขตต้นน้ำลำธาร กันอีกไม่จบไม่สิ้น

เป็นคำถามตัวโตๆ ว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้ทำการท้าทายประชาชนด้วยความย่ามใจ เช่นนี้ หลังจากที่ได้เป็นรัฐบาลแบบอาศัยตัวช่วยมากมาย

ก่อนหน้านี้แต่งตั้งบุคลากร ที่เกี่ยวกับพันธมิตรฯ พันธมารฯ ทำลายประเทศชาติและประชาธิปไตย เข้ามาเสวยสุขในอำนาจรัฐ

พร้อมๆ กันนั้น พรรคประชาธิปัตย์ แต่งตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ สปก.4-01 เข้ามาเสวยสุขในอำนาจ ทั้ง “ผู้ชาย” และ “ผู้หญิง” ไม่มีใครสอบสวนทวนความหวังให้รัฐบาลชุดนี้มาทำการฟอกขาวให้กับขบวนการงาบที่ดินใช่ไหม?

วันนี้น่าแปลกใจ ที่ ที่ปรึกษาพรรค ซึ่งเป็น อดีตหัวหน้าพรรค อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดจาเป็นแผ่นเสียงตกร่อง คลับคล้ายคลับคลา... โทษคนโน้นที โทษคนนี้ที ทำผิดแล้วยังไม่รู้จักสำนึก
ในอดีตท่านต่อว่านักข่าวช่อง 7 “ไปถามพ่อแม่หนูดูสิ”
ในปัจจุบัน ท่านว่าให้ไปถามคนเอา “กระจง” มาปล่อย

ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาระแห่งเรื่องราวที่คนเขาสงสัยเลย คนเขาสงสัยทั่วบ้านทั่วเมืองว่า เอาที่ สปก.4-01 ไปแจกให้กับนายทุน ทำได้อย่างไร? เอาอะไรคิดแทนศีรษะหรือเปล่า? หรือใช้หัวแม่โป้งที่เท้าด้านไหนคิดการแทนให้?

ถามจริงๆ ว่า กฎหมายเรื่อง สปก.4-01 ที่ออกมาประกาศใช้กับประชาชน คนระดับ ส.ส. รัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้เลยหรือว่า เขาให้ใช้บังคับกับใคร คำว่า “เกษตรกร”...หมายถึงอะไร (ดีที่ไม่ต้องไปเปิด พจนานุกรม ตีความกัน) นักการเมืองพรรคนี้ไม่ใช่หรือคือคนยกมือกันสลอนเพื่อออกกฎหมายมาบังคับใช้กับคนไทย

หากจะมาดูสิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือการทำอย่างไรให้ที่ดินในประเทศไทย ที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงแท้ๆ ยังมีที่ดินรกร้างว่างเปล่าเยอะแยะมากมาย นับประสาอะไรกับที่ดินในต่างจังหวัดทุกจังหวัด จะไม่มีที่ดินรกร้างว่างเปล่า บ้างติดสถาบันการเงิน บ้างรอกระบวนการของศาล บ้างเป็นที่มรดกตกทอด ลูกหลานไม่สนใจเอาที่ดินไปประกอบกิจการให้งอกเงยขึ้นมา รอการเก็งกำไร

ทำไมรัฐบาลจึงไม่สนใจที่จะทำสิ่งที่มีอยู่ให้ใช้ประโยชน์ให้ได้คุ้มค่าก่อน หากไม่พอจริงๆค่อยไปเอาที่ สปก.4-01 มาใช้ประโยชน์...หรือมันผลาญที่ดินชาติไม่รวดเร็วทันใจ...ก็ไม่รู้ได้

บินไทย...อีลุ่ยฉุยแฉก!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย ลวดหนาม


ผมชอบพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อ 2- 3 วันก่อนจริงๆ ครับ “โสภณ ตะลึงบินไทยอีลุ่ยฉุยแฉก”
คำว่า “อีลุ่ยฉุยแฉก” ที่ไทยรัฐนำมาต่อท้าย “บินไทย” นั้นสามารถอธิบายความหมายได้มากมายเป็นล้านๆ ข้อความ

เข้าไปค้นหาความหมายในเว็บไซต์ สำนวน สุภาษิต คำพังเพย คำว่า “อีลุ่ยฉุยแฉก” หมายถึง ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

มันช่างเหมาะเจาะกับ “การบินไทย” ในยุคปัจจุบันนี้จริงๆ เพราะมีข่าวว่า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงถึงขั้นต้องขอเงินกู้มากถึง 70,000 ล้านบาท

ในรายละเอียดของข่าวระบุว่า นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าขณะนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารการบินไทยเร่งตรวจสอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดว่าจะสามารถปรับลดในส่วนใด เพื่อให้การบินไทยมีประสิทธิภาพการดำเนินการในภาวะวิกฤติ

ทั้งนี้ อาจลดค่าใช้จ่ายด้านสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ ที่ คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานการบินไทยที่ได้รับมากกว่ารัฐวิสาหกิจอื่นๆ
เช่น สิทธิในการซื้อตั๋วโดยสารทั้งครอบครัวได้ในราคา พิเศษลดสูงสุดถึง 90% โดยไม่จำกัดเที่ยวบินและจำนวนครั้ง

หลายท่านได้อ่านแค่สิทธิในการซื้อตั๋วโดยสารทั้งครอบครัวได้ในราคาพิเศษ ก็ตกตะลึงกันแล้ว เพราะให้กันถึง 90% ซึ่งถ้าให้ฟรีได้ ผมคิดว่าคงให้กันฟรีๆ ไปแล้ว
แต่ผมต้องบอกไว้ก่อนว่า “สิทธิพิเศษ” ของพนักงานการบินไทยยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่หลายคนคาดไม่ถึง
ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า? การบินไทยต้องรับจ่ายภาษีแทนพนักงานประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อปี

สิทธิประโยชน์ของคณะกรรมการการบินไทยที่ได้รับ อาทิ บัตรโดยสารชั้น 1 เส้นทางต่างประเทศ และในประเทศอย่างละ 15 ใบต่อปี โดยบุคคลในครอบครัวและผู้ติดตามก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกัน

ส่วนอดีตกรรมการบอร์ดและบุคคลในครอบครัวและผู้ติดตามได้รับบัตรค่าโดยสารส่วนลดในอัตรา 75% ค่าตอบแทนคณะกรรมการจะได้รับ 20,000 บาทต่อเดือน เบี้ยประชุม 30,000 บาทต่อเดือน

หากเป็นประธานจะได้รับเบี้ยประชุมเพิ่มอีก 25% ขณะที่รองประธานกรรมการจะได้รับเบี้ยประชุมสูงกว่ากรรมการ 12.5%

ส่วนคณะกรรมการตรวจสอบได้ค่าตอบแทนเดือนละ 30,000 บาท และได้รับเบี้ยประชุมและค่าตอบแทนอีกคนละ 10,000 บาท

บุคคลภายนอกที่ได้รับเชิญมาเป็นที่ปรึกษาประธานกรรมการจะได้รับค่าตอบแทนคนละ 20,000 บาทต่อเดือน และได้รับเบี้ยประชุมคนละ 30,000 บาทต่อครั้ง

สำหรับผู้บริหารของการบินไทย ตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการใหญ่ขึ้นไปจะได้รับค่าน้ำมันรถเดือนละ 75,000 บาท
ท่านผู้อ่านทราบข้อมูลต่างๆ เหล่านี้แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ แม้ท่านโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม จะออกมายืนยันว่า “จะไม่มีการลดเงินเดือนพนักงาน” แต่ประชาชนก็รู้สึกหวั่นไหวกับสวัสดิการเหล่านี้เหลือเกิน

เพราะถ้าสวัสดิการต่างๆ เหล่านี้ที่พนักงานบริษัทการบินไทยได้รับ ทั้งหมดเป็นเงินกำไรจากการดำเนินการของการบินไทยเอง

ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็คิดว่า ไม่เห็นจะไปหนักหัวใคร แต่ถ้าสวัสดิการเหล่านั้นต้องเอา “ภาษีประชาชน” ไปแบกรับ
เนื่องจากการบินไทยไม่สามารถบริหารจัดการให้มีกำไรได้ คอยแต่แบมือรอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียว
แบบนี้ ประชาชนที่ต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ยอมให้ พนักงานการบินไทยมาเอาเปรียบนะครับ!

โกง! โดยสุจริต

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลพ บุรี


กลับมาอีกครั้ง สำหรับนโยบายแจกที่ดินทำกินเพื่อประชาชนรากหญ้าประกอบการเกษตรกรรม ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ คล้ายว่าพยายามกู้หน้าคดี สปก. 4-01 ในอดีต หวังทำดีสมัยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อกลบความผิดสมัยชวน หลีกภัย

สปก. 4-01 คืออะไร? หลายคนยังคงไม่กระจ่างกับคำนี้เท่าไหร่ ตัวผมเองก็เพิ่งมาขุดคุ้ยหาข้อมูลเมื่อไม่นานนี้ เพราะต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าเต่าล้านปี ที่ดูจะไม่มีใครปั่นกระแสขึ้นมาอีก

พรรคประชาธิปัตย์ถูกดิสเครดิตด้วยเรื่องนี้มาตลอด หลายคนคงจำกันได้ดี แต่ในเมื่อวันนี้พรรคนี้ขึ้นมานั่งเป็นรัฐบาลในสภา และยังใจกล้าหยิบนโยบายนี้ขึ้นมาอีก

ในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง ก็คงอดสงสัยไม่ได้ว่า “ฝันร้ายของประชาธิปัตย์” จะกลับมาเป็น “ฝันร้ายของเกษตรกร” อีกหรือไม่

ผมหาข่าวเก่าๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว บวกกับข้อมูลของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จึงพอสรุปรวมได้ว่า สปก. 4-01 คืออะไร และเพื่อใครกันแน่!

สปก. 4-01 คือหนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินโดยผู้มีชื่อใน สปก.4-01 เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและต้องปฏิบัติตามระเบียบ กฎ ข้อบังคับ และเงื่อนไข ที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด

การออกสปก. 4-01 ให้แก่ใคร ทางสปก.จะเป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติของบุคคลนั้น ว่าเป็นเกษตรกรและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับหรือไม่

เมื่อบุคคลใดมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์ ก็จะมีการพิจารณาอนุญาตให้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน โดยออกเป็นหลักฐาน สปก. 4-01 ให้เป็นชื่อของบุคคลนั้นๆ
แต่บุคคลดังกล่าวจะยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่อย่างใด เนื่องจากมาตรา 36 ทวิ แห่งพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532

ซึ่งระบุว่า "บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ที่ สปก.ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ สปก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม"

และวรรคสองของมาตรานี้ ยังระบุอีกว่า "ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีอำนาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเกี่ยวกับที่ดินของ สปก. ตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามที่ สปก.ร้องขอ"

ดังนั้น ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน สปก. จึงเป็นผู้มีสิทธิที่จะร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อของ สปก. ได้ และในการออกโฉนดที่ดินก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ สปก. 4-01 เป็นหลักฐานแต่อย่างใด

จากเหตุผลข้างต้น ผู้มีชื่อตามหลักฐาน ส.ป.ก. 4-01 จึงไม่สามารถนำ ส.ป.ก. 4-01 มาใช้เป็นหลักฐานในการออกโฉนดที่ดินได้

นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะบอกกับพี่น้องชาวเกษตรกรที่ยากจนตัวจริง ว่าพี่น้องมีสิทธิในการได้รับแจกเอกสาร สปก. 4-01 และอ้างสิทธิที่มีได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อย่าหลงกลให้พวกที่อ้างตัวเป็นเกษตรกรแบบมีเงินนับพันล้านบาท แต่อยากได้อยากมีด้วยความโลภจนตัวสั่นเข้ามาครอบครอง

เพราะคนขี้โกงพวกนี้มักจะอ้างคำสวยหรูดูดีแต่ฟังยาก ว่า “ทำได้โดยสุจริต” แต่เชื่อเถอะว่าคนพวกนี้ไม่บริสุทธิ์ใจอย่างแน่นอน
พรรคประชาธิปัตย์มานั่งเป็นรัฐบาลหนนี้ โปรดใช้ความรอบคอบในการพิจารณานโยบาย อย่าเร่งรีบ รวบรัด ผลักดันให้เกิดการแจกเอกสารสิทธิ สปก. 4-01 จนภาพที่ออกมาเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มการเมืองกันเอง เหมือนที่ผ่านมาก็แล้วกัน

'จงรัก'ออกตัว!ปัดเตะถ่วงเชือดพันธมารยึดสนามบิน

ที่มา ประชาทรรศน์

'จงรัก'ร้อนตัว!ออกโรงปัดเตะถ่วงเชือดม็อบพันธมารบุกยึดสนามบิน อ้างที่ประชุมพนักงานสอบสวนเห็นชอบรวบสำนวน 2 สนามบินเข้าด้วยกัน ชี้ทำให้เสียเวลาหากแยกสอบสวนยันหาก ผบ.ตรไม่เห็นด้วยก็พร้อมกลับดำเนินการตามแนวทางเดิม

จากกรณีที่'สำนักข่าวประชาทรรศน์'ได้นำเสนอข่าวโดยตั้งข้อสังเกตุถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ของพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กรณีบุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิว่า อาจเป็นการถ่วงเวลาทำให้การสอบสวนล่าช้าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ เนื่องจากในส่วนคดีที่เกี่ยวเนื่องกับท่าอากาศยานดอนเมือง มีความคืบหน้าไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งน่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องได้ในเร็ววัน แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมคณะกรรมการสอบสวนคดีความอันเกี่ยวเนื่องกับการยึดสนามบินทั้ง 2 แห่ง ที่มี พล.ต.อ.จงรัก เป็นหัวหน้าชุด กลับสั่งให้รวมสำนวนของทั้ง 2 สนามบินเข้าด้วยกัน และส่งหลักฐานให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตรวจสอบหมด แทนที่จะส่งสำนวนของท่าอากาศยานดอนเมืองให้อัยการสั่งฟ้องก่อน

วันนี้ (21ม.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จงรัก ออกมาปฎิเสธ ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ยืนยันไม่มีการถ่วงเวลา จนทำให้การสอบสวนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งสาเหตุที่มีการเสนอให้รวมคดีทั้ง 2 เป็นคดีเดียวกันนั้น เป็นความเห็นชอบของที่ประชุมพนักงานสอบสวนทั้งหมดรวมทั้งกองคดี ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ทั้งนี้เนื่องจากการสอบสวนรวบพยานหลักฐานในระยะที่ผ่านมาเกิดอุปสรรคขึ้นเพราะต้องสอบสวนกันคนละ 2 ครั้ง ทำให้เสียเวลาและเป็นการไม่สะดวกแก่พยานบุคคลที่ต้องเดินทางมาให้ปากคำ ทั้งๆที่ความผิดที่เกิดขึ้นมีที่มาจากทำเนียบรัฐบาลโดยแกนนำพันธมิตรฯชุดเดียวกัน ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปที่สนามบินทั้ง 2 แห่ง

"ซึ่งจุดมุ่งหมายหรือเจตนาในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การขับไล่รัฐบาลในขณะนั้น อีกทั้งการแยกดำเนินการเพื่อให้ผู้ต้องหาต้องถูกลงโทษถึง 2 ครั้ง เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย แต่ในส่วนความผิดปลีกย่อยที่อาจจะเป็นความผิดเช่นบุกรุกหรืออื่นๆ ต่างสถานที่กันระหว่างสนามบินดอนเมืองกับสนามบินสุวรรณภูมิก็ต้องดำเนินคดีไปต่างหากและอีกประการหนึ่งพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ที่ตั้งขึ้นมาดำเนินคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับพนักงานสอบสวนของบช.น.ที่รับผิดชอบคดีที่สนามบินดอนเมือง ดังนั้น การรวมคดีเป็นสำนวนเดียวกันจะทำให้พนักงานสอบสวน บช.น.สามารถเข้ามาช่วยสอบสวนพยานในคดีที่สนามบินสุวรรณภูมิให้เสร็จเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การรวมคดีทั้ง 2 คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกองคดีประมวลเรื่องเสนอไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อพิจารณาซึ่งหาก ผบ.ตร.เห็นว่ายังไม่ควรรวมคดี พนักงานสอบสวนก็จะต้องดำเนินการไปตามแนวทางเดิม"

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.จงรัก กล่าวอีกด้วยว่า ตนขอยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการเตะถ่วงเวลาหรือหรือช่วยเหลือใครๆทั้งสิ้น ซึ่งในเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้กำชับให้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งนี้ ยืนยันพนักงานสอบสวนจะดำเนินการไปตามหลักฐานที่ปรากฎเท่านั้น

'มาร์ค'ยันอัดงบศก.พอเพียงไม่พาไทยกลับยุค IMF

ที่มา ประชาทรรศน์

'อภิสิทธิ์' ยัน อัดงบกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ มั่นใจไม่สร้างหนี้ IMF ไฟเขียวอัดฉีดกองทุน SME ห้าหมื่นล้านบาท

จากกรณีที่มีนักวิชาการออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง 1.52 หมื่นล้านบาท เป็นแค่งบลูบหน้าปะจมูก ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยระบุว่าควรนำเงินไปใช้เพื่อการสร้างงานสร้างอาชีพ มากกว่าจะเอาไปแจกหรือเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไร้ทิศทาง โดยแนะรัฐบาลว่าควรสำรวจความต้องการให้ชัดเจนเสียก่อน เนื่องจากกังวลว่าหากพิจารณาไม่รอบคอบจะกลายเป็น ไอเอ็มเอฟรอบ 2 ที่สำคัญประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับภาษีที่ต้องจ่ายให้รัฐเพราะทุกวันนี้หนี้สาธารณะก็ท่วมหัวอยู่แล้ว โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่มี ตนได้ดูอย่างละเอียดรอบครอบอยู่แล้ว อีกทั้งการนำเงินคืนสู่กระเป๋าไม่ได้ใช้ทุนสำรองที่มีอยู่

ส่วนกระแสข่าวที่บอกว่ารัฐบาลเป็นหนี้สาธารณะนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งตัวเลขที่ออกมาตนได้คิดก่อนที่จะกำหนดจำนวนเงินของงบกลางปี บวกกับโครงการการแทรกแซง อย่างเรื่องพืชผลทางการเกษตรก็ได้ดูตัวเลขก่อนแล้ว เนื่องจากต้องไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องนี้ ฉะนั้นเรื่องเป็นหนี้ IMF จะไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน

ไฟเขียว!5หมื่นล้านอัดฉีดกองทุนเอสเอ็มอี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ.เป็นนัดแรก โดยภาคเอกชนเสนอแนวทางการแก้ปัญหาแรงงาน โดยการขอปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 20-25 เปอร์เซ็นต์ จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ และขยายเวลาการหักขาดทุนสะสม 5 ปีเป็น 8 ปีสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปรับลดแรงงาน และปรับเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 150,000 บาท เป็น 200,000 บาท เพื่อลดภาระให้กับประชาชน แต่ทั้ง 2 เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีตีกลับ

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ดูแลสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยจัดหาเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีอนุมัติวงเงิน 66,000 ล้านบาท ผ่านช่องทางการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินของรัฐ พร้อมทั้งตั้งกองทุนสนับสนุน SMEs วงเงิน 50,005 ล้านบาท และให้ SMEs 20,000 ราย

กรอ.เห็นชอบคณะกรรมการดูแลเรื่องเศรษฐกิจ

ด้าน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)ว่า มีการกำหนดแนวทางในการประชุมกรอ. เห็นชอบให้มีขึ้นในทุก 2-3 สัปดาห์ ในวันพุธ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ในการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 4 คณะ ดังนี้ คณะกรรมการกรอ. ระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด คณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์ คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก และคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในต่างประเทศและในประเทศ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของภาคเอกชนที่เป็นเร่งด่วน 4 เรื่อง คือ สร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และความโปร่งใส ให้ภาคเอกชนรับไปประมวลประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกของการตรวจคนเข้าเมือง มาตรการเสริมสร้างสภาพคล่อง โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาจัดทำตัวเลขเรื่องการเร่งรัดการคืนภาษี ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการตามแนวคิดที่จะให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยผ่อนปรนโดยผ่านสถาบันการเงินในลักษณะ Matching fund

มาตรการแก้ไขปัญหาการว่างงาน ในระยะสั้น โดยมอบหมายกระทรวงแรงงานให้ดำเนินการตาม Package ที่ได้วางไว้ภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน ส่วนในระยะยาว ควรให้ความต่อการศึกษาที่ยกระดับองค์ความรู้และทักษะความชำนาญให้สูงขึ้น และตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าน่าจะอัดฉีดเงินภาครัฐเข้าไปกระตุ้นประมาณ 30 เปอร์เซนต์ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศได้กลับคืนมา เรื่องภาษีเพื่อการหักค่าใช้จ่ายในกรณีสัมมนาสามารถหักได้สองเท่า ให้กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อการฝึกอบรมบุคลากร โดยประสานงานกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ให้กระทรวงท่องเที่ยวฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และสภาอุตสาหกรรมฯ ประสานงานการจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย และมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ (สศช.) ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาให้การส่งเสริมการลงทุนกับผู้ประกอบการโรงแรม ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการปรับปรุงอาคารสถานที่ในปี 2552 และ2553 โดยได้รับสิทธิประโยชน์ด้านยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี สำหรับมูลค่าการปรับปรุงโรงแรม

'หม่อมอุ๋ย'ชมเปาะ!มาตรการกระตุ้นศก.'มาร์ค1'

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาหัวข้อ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย 60ปี เศรษฐศาสตร์ มธ. โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า มาตรการที่ออกมาในครั้งนี้ดีกว่าครั้งก่อน เนื่องจากจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาในรอบแรกนั้นมุ่งช่วยเหลือแต่เพียงผู้ประกอบการ

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามาตรการที่รัฐบาลนำออกมาใช้นั้นเพียงพอหรือไม่ แต่การที่มีมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจนั้นถือเป็นเรื่องที่ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องการปัญหาการจ้างงาน ซึ่งเชื่อว่าจะมีประชาชนได้รับผลกระทบในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหานี้ไว้เพียง 7.1 พันล้านบาท จากงบประมาณกลางปีกว่า 1 แสนล้านบาท โดยน่าจะได้รับการจัดสรรถึง 50% ของงบกลางปีทั้งหมด

ขณะที่การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินน่าจะเน้นไปที่ประชาชนมากขึ้นเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพราะภาวะการส่งออกลดลงไม่จำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการมากนัก

'อัศวิน'แบะท่าคุมดีเอสไอ!เสียงอ่อยอยากเกษียณในอาชีพตร.

'มาร์ค'เรียกถกรองผบ.ตร.-ผู้ช่วย สั่งเร่งสางคดีมั่นคง-สัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้าน'อัศวิน'ปัดถูกทาบคุมดีเอสไอแทบ'ทวี สอดส่อง' ลั่นอยากเกษียณในอาชีพตำรวจดีกว่า

ที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (21 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. และพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. เดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสข่าวอาจมีการให้โยกพล.ต.ท.อัศวิน ไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แทนพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง

ซึ่งภายหลังหารือประมาณครึ่งชั่วโมง พล.ต.อ.ธานี ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการดำเนินคดีสำคัญที่นายอภิสิทธิ์ มอบหมายให้เร่งดำเนินการ โดยขอให้ไปสอบถามจากนายกรัฐมนตรีเอง สำหรับคดีของนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หนักใจหรือไม่หากต้องมีการรื้อคดีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า คดีของทนายสมชาย เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ ส่วนจะสามารถจับตัวคนทำผิดได้หรือไม่นั้นขณะนี้คดีก็เดินหน้าต่อไป พร้อมยืนยันเงื่อนงำการคลี่คลายคดีนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

เมื่อถามว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะสรุปคดีได้ รองผบ.ตร. กล่าวว่า ต้องดูว่ารวบรวมพยานหลักฐานได้แค่ไหนอย่างไร ซึ่งการทำคดีดังกล่าวยืนยันว่าไม่มีการหยุด เจ้าหน้าที่ก็ทำอย่างต่อเนื่องเพียงแต่ต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งยังมีพยานหลักฐานอีกจำนวนมากที่จะต้องไปดำเนินการ ทั้งนี้ตนยอมรับว่าคดีของทนายสมชายเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาภาคใต้

ขณะที่พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องข่าวที่จะมอบหมายให้ตนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ไม่ทราบว่าข่าวออกมาอย่างไรนายกฯเรียกมาหารือวันนี้ก็เพื่อให้เป็นผู้ช่วย พล.ต.อ.ธานี ทำงานในส่วนคดีต่างๆ ที่คั่งค้างอยู่ 4-5 คดี ที่เกี่ยวกับความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมซึ่งตนเองก็ถือว่าเป็นคนใหม่ในคดีเหล่านี้ ทั้งคดีการหายตัวของทนายสมชาย คดีชิ๊ปปิ้งหมู คดีแสตมป์ฟอร์ด เพราะคดีส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลและรับผิดชอบของดีเอสไออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวยอมรับว่าการดำเนินคดีดังกล่าวทั้งหมดค่อนข้างยาก แต่จะเร่งดำเนินการเต็มที่ เมื่อถามว่า แสดงว่าจะไม่รับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ พล.ต.ท.อัศวินระบุว่า ไม่ใช่บอกว่าไม่รับ แต่ตนเป็นตำรวจมาทั้งชีวิตก็อยากเกษียณอายุราชการในอาชีพตำรวจ น่าจะเหมาะสมกว่า

'เทพเทือก'ปัดทาบ 'อัศวิน' เด้ง 'ทวี สอดส่อง'พ้นเก้าอี้DSI

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” กรณีเตรียมสั่งย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้การสั่งย้ายเป็นเรื่องภายในของกระทรวงยุติธรรม ถ้าจะเกี่ยวข้องกับตนก็คือ หากเห็นว่ามีความจำเป็นว่า สำนักนายกรัฐมนตรีจะขอตัวมา ให้มาทำงานที่นี่ก็จะดำเนินการได้ ส่วนการคัดเลือกคนที่เหมาะสม เป็นเรื่องภายในของกระทรวงยุติธรรม

เมื่อถามว่า มีข่าวว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทาบทาม “พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง” มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ นายสุเทพ กล่าวว่า “พวกเราชอบสร้างข่าวลือกัน บางคนอยากเป็น-บางคนไม่อยากไป ไม่มีประเด็นทั้งสิ้น รับรองได้ว่าเป็นข่าวลือ นายกฯไม่มีเวลาไปดูแลเรื่องเหล่านี้ ส่วนชื่อ พล.ต.ท.อัศวิน จะขีดทิ้งได้เลยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า “ไม่มีครับ”

การ์ตูนมะนาว:ประโยชน์ของเน่า

ที่มา Thai E-News