WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 22, 2009

อย่ากระตุ้นจนคนไม่มั่นใจ

ที่มา ไทยรัฐ

ปล่อยออกมาอีกก๊อกแล้ว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก๊อกสอง ของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังจากที่เพิ่งปล่อยก๊อกแรก ออกมาได้ไม่กี่วัน ยังไม่ทันจะทำงานด้วยซํ้า ก็ไม่รู้จะมีก๊อกสามตามมาอีกหรือไม่ ถ้ายังปล่อยออกมาอีก ผมกลัวคนไทยจะถูกมาตรการช่วยเหลือช่วยจนเคยตัวเสียคนไปเสียก่อน

บางมาตรการก็เกินความจำเป็น เอาเงินภาษีของประชาชนไปหาเสียงแจกเล่น บางมาตรการก็ให้มากจนคนตกใจ นึกไม่ถึงว่า เสี่ยมาร์คอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะใจถึงกว่า เสี่ยแม้วพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสียอีก

อย่างมาตรการ แจกเงินสด ให้ผู้ประกันสังคมที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 14,999 บาทลงมา 8 ล้านกว่าคน และข้าราชการอีก 1.45 ล้านคน คนละ 2,000 บาท เป็นเงินเกือบสองหมื่นล้านบาท ความจริงคนกลุ่มนี้ไม่ถือว่าเดือดร้อนมากนัก ยังมีงานทำ มีเงินส่งประกันสังคมได้ ได้รับเงินสดไปสองพันบาท ก็ไม่แน่ว่าจะนำไปใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

การแจกเงินของรัฐบาลมาร์ค สู้วิธีการแจกเงินของ รัฐบาลไต้หวัน ที่เพิ่งแจกกันเมื่อวานซืนนี้ไม่ได้ เขาแจกเป็น คูปอง คนละประมาณ 4,000 บาทไทย เอาคูปองไปขึ้นเป็นเงินสดไม่ได้ เท่ากับบังคับให้นำไปใช้จ่ายโดยตรง ใครไม่ใช้ก็เป็นเศษกระดาษไป การแจกอย่างนี้จึงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แจกเท่าไรต้องใช้จ่ายเท่านั้น

การแจกเงินสดเท่าที่เห็นก็มี รัฐบาลบุช กับ รัฐบาลเสี่ยมาร์ค นี่แหละ

สำหรับ มาตรการก๊อกสอง ที่เพิ่งคลอดออกมานี้ ถือเป็นมาตรการที่เอื้อต่อธุรกิจเอกชนโดยตรง เน้นเรื่องอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยวและธุรกิจ เอสเอ็มอี

มาตรการที่ใจป้ำสุดๆ ก็คือ การลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านใหม่ ในปีนี้และโอนกรรมสิทธิ์ในปีนี้ นอกจากได้สิทธิ ลดหย่อนค่าดอกเบี้ย 100,000 บาทแล้ว ยังได้สิทธินำเงินต้นไปลดหย่อนภาษีได้อีก 300,000 บาท รวมเป็น 400,000 บาท ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะทำให้มีการซื้อบ้านใหม่ อย่างน้อย 100,000 หลัง โดยรัฐบาลยอมขาดทุนภาษีไป 36,500 ล้านบาท

ถ้าปีนี้ขายบ้านได้ 100,000 หลังจริง ก็จะมีเงินหมุนเวียนซื้อขายอย่างน้อย 2-3 แสนล้านบาท แถมยังสร้างงานและสร้างธุรกิจในอนาคตได้อีกมหาศาล เพราะบ้านเก่าที่ขายไปแล้วต้องมีการสร้างบ้านใหม่ขึ้นมาทดแทน ต้องก่อสร้างอีกเป็นแสนหลัง ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในระบบอีกไม่รู้กี่แสนล้านบาท

ถ้าโครงการนี้บรรลุเป้า เศรษฐกิจไทยไม่เพียงฟื้น แต่ยังจะคึกคักอีกด้วย เพราะแบงก์ทุกแบงก์ ตอนนี้มีเงินล้นเหลือนับล้านล้านบาทพร้อม ที่จะปล่อยกู้ออกมาอยู่แล้ว ถ้ามีความมั่นใจ

มาตรการก๊อกสองที่ผมชอบอีกอย่างก็คือ การให้นำค่าใช้จ่ายในการ อบรมสัมมนาและฝึกอบรมไปหักเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดจ่ายจริง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เป็นการพัฒนาคนและส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัว เป็นการใช้จ่ายเงินที่เร็วที่สุด ซึ่งรัฐบาลสมัยก่อนเคยใช้ ได้ผลมาแล้ว

ก็อย่างที่ผมเขียนบอกมาตลอด เศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ได้วิกฤติหนักหนาสาหัสเหมือนในสหรัฐฯ และยุโรป ธนาคารไทยทุกแห่งก็มั่นคงแข็งแรง มีเงินเหลือเฟือพร้อมที่จะปล่อยกู้ แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยไม่เดิน เพราะการเมืองงี่เง่าเห็นแก่ตัวของนักการเมืองไม่กี่คน ที่มัน ทำลายขวัญและกำลังใจของคนไทยจนป่นปี้ วันนี้ผมจึงอยากให้การเมืองไทยนิ่ง แค่การเมืองนิ่งเท่านั้น ไม่กวนน้ำให้ขุ่น เศรษฐกิจไทยก็ไปโลด

แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือ ข่าวสารเชิงลบทางเศรษฐกิจที่ออกมามากมาย หลายอย่างก็ขัดกับความเป็นจริง เมื่อผสมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามากจนเว่อร์ในบางเรื่อง จนทำให้คนรู้สึกกลัว ว่า เศรษฐกิจไทย จะแย่มากจริง จนเดี๋ยวนี้แม้แต่ ตลาดนัด ในต่างจังหวัดก็เริ่มหดหาย ไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีคนซื้อของ

ผมจึงอยากเรียน นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไว้ตรงนี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่คนต้องการวันนี้คือ ความมั่นใจ ถ้าทำได้ เศรษฐกิจไทยก็คึกไปเองโดยไม่ต้องกระตุ้นให้เสียเงินมากนัก แผนกระตุ้นหลายกระทรวง ดูแล้วไม่รู้ว่ากระตุ้นใคร เศรษฐกิจประเทศ หรือ เศรษฐกิจนักการเมือง.

ลม เปลี่ยนทิศ

โรฮิงยา

ที่มา ไทยรัฐ

ชาวโรฮิงยาเป็นชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลาม อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอารากัน หรือยะไข่ ตอนเหนือของประเทศพม่า ติดกับชายแดนบังกลาเทศ ชาติพันธุ์ของชาวโรฮิงยา ยิ่งน่าสนใจ มีภาษาของตัวเองที่เรียกว่าภาษาอินดิค คล้ายๆกับภาษาที่ชาวบังกลาเทศ และอินเดีย ใช้กันอยู่

ประชากรชาวโรฮิงยามีอยู่ไม่เกิน 1.5 ล้านคน ตามประวัติศาสตร์ บริเวณที่ชาวโรฮิงยาอาศัยอยู่ในปัจจุบันคือรัฐยะไข่นั้น เป็นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7-12 ผมคิดว่าน่าจะก่อนที่พม่าจะเข้ามาปกครองด้วยซ้ำ

แต่ปัจจุบันชาวโรฮิงยาที่เคยเป็นเจ้าของแผ่นดินกลายเป็น ผู้ลี้ภัยอย่างผิดกฎหมาย ในสายตาของรัฐบาลพม่า ไม่ได้รับสัญชาติ ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายใดๆทั้งสิ้น จะไปไหนมาไหนก็ไม่ได้

ไม่ได้รับอิสรภาพความเป็นมนุษย์

ชาวโรฮิงยาอยู่กันอย่างแร้นแค้น มีคนพยายามเล็ดลอดออกมายอมไปตายเอาดาบหน้าแต่ก็ไปไม่รอด แม้แต่ประเทศที่สามก็ไม่ต้อนรับ ประเทศไทยของเราใช่ว่าจะไม่เคยสัมผัสกับชาวโรฮิงยาเลย เท่าที่มีการสำรวจคาดว่ามีชาวโรฮิงยาในประเทศไทยประมาณ 1 หมื่นคนใช้แรงงานที่ จ.ระนอง และสมุทรสาคร

แต่ก็อีกนั้นแหละ เนื่องจากชาวโรฮิงยาไม่ได้การรับรองจากประเทศพม่า จึงมีสถานะที่แย่กว่าแรงงานพม่า แม้แต่การเข้ามาใช้แรงงานก็ลำบาก ขาดกฎหมายที่จะรับรอง

รายงานข่าวเชิงลึกยังระบุด้วยว่า ชาวโรฮิงยาหลบหนีเข้าไปที่บังกลาเทศ และมาเลเซีย เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ได้รับการดูแลในด้านของสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร ถูกจับขังคุกเป็นเวลานาน ไม่ได้ทั้งอาหารและยารักษาโรค ถูกทรมาน ข่มขืนสารพัด

ถูกปฏิบัติเหมือนไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์

ผมคงไม่ต้องวิจารณ์ ความเป็นมนุษย์ของชาวโรฮิงยาหลงเหลืออยู่เท่าไหร่ สิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องตอบคำถามสังคมโลก เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวโรฮิงยา เป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงลำบาก อาจจะไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลไทย แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

เอาเถอะชาวโรฮิงยาก็เป็นอีกปัญหา การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไทยด้วยกันเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่า กองทัพเอาเป็นเอาตายกับหมวดเจี๊ยบ ที่จะจัดรายการดีทีวีของคนเสื้อแดง เพราะกองทัพห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง กับการที่ ผบ.เหล่าทัพออกทีวีทั่วประเทศ กดดันให้รัฐบาล ลาออก ยุบสภา จะตอบอย่างไร

การที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ถูกยุบแล้วยุบอีก ยุบจนเหลือแต่ตอ จนขนาดจะขอให้อดีตผู้นำพรรคมาเป็นที่ปรึกษาเป็นที่พึ่งทางใจ กกต.รีบดักคอ ระวังผิดกฎหมายถึงขั้นยุบพรรคได้ ในขณะที่คนที่ตกอยู่ในสถานะเดียวกันไปกอดคอร่วมจัดตั้งรัฐบาลปล้นประชาธิปไตยกันโจ๋งครึ่ม ไม่มีอะไรในกอไผ่

ถูกปฏิบัติไม่ต่างอะไรกับชาวโรฮิงยา.

หมัดเหล็ก

ถึงวาระ

ที่มา ไทยรัฐ

ไฟไหม้อย่าเสียดายนํ้านายกฯอภิสิทธิ์เล่นคำคมเปรียบ เปรยการแก้ไขเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทุ่มเงินเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นคืนชีพ ทั้งนี้ก็เพราะมีการแจกจ่ายหัวละ 2,000 บาท วงเงินเกือบ 2 หมื่นล้านบาท แก่มนุษย์ เงินเดือน

จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์กันให้ขรมว่าดีกรีออกซ์ฟอร์ดคิดได้แค่เองหรือ...และยังว่าเป็นการตำนํ้าพริกละลายแม่นํ้าไม่ได้ผล เสียเงินฟรีทำนองนั้น

นายกฯก็เลยออกมาโต้ว่านี่เดินตามตำราฝรั่งเป๊ะ หลายประเทศก็ทำ อเมริกาตัวปัญหาก็ทำก็เลยเปรียบเทียบว่าไฟไหม้อย่าเสียดายนํ้า พูดอีกก็ถูกอีก หากเป็นเงินของนายกฯเองก็คงไม่มีใครว่า แต่นี่มันเงินภาษีอากรของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ภาพโดยรวมในแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในลักษณะประชานิยม ทุกฝ่ายต่างก็เห็นด้วยเพียงแต่ติงว่าการจ่ายหัวละ 2,000 บาท มันจะไม่ได้เสียเงินเปล่า ควรจะสร้างความคุ้มค่าให้มากกว่านี้

นโยบายการแก้ไขเศรษฐกิจของรัฐบาลยังพูดไม่ได้ว่าผิด-ถูก อย่างไรคงต้องรอผลที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็คงอีกไม่นานจะได้รู้กัน

พูดถึงรัฐบาลแล้วยังอยากพูดถึงพรรคฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทย จากข่าวคราวที่ออกมาดูเหมือนว่าจะเกิดปัญหาภายในค่อนข้างสูง

รํ่าๆ จะแตกด้วยซํ้าไป

นั่นเพราะเกิดปัญหาชิงการนำ ไม่มีเอกภาพ ไม่มีใครใหญ่จริง บรรดาแกนนำหลักๆ ที่มีประสบการณ์มีความสามารถ มีความเขี้ยวทางการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกเว้นวรรคทางการเมือง ต่างก็ถอยกลับที่ตั้งมากกว่าจะเข้ามาร่วมหัวจมท้าย

แม้แต่พวกที่อยู่ในกลุ่มเสื้อแดง ความจริงวันนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเคลื่อนไหวเป็นอิสระมากขึ้นเพียงแต่สอดรับกันในเงื่อนไขการเมืองเท่านั้น

ว่าที่จริงแล้วพรรคเพื่อไทยนั้นมี ส.ส.เป็นอันดับหนึ่งบวกกับประชาราช, เพื่อแผ่นดินบางส่วนก็มีเสียงห่างจากฝ่ายรัฐบาลไม่เท่าใด ดังนั้นหากเล่นกันในทางสภาแล้วก็ไม่เป็นรองฝ่ายรัฐบาลแต่อย่างใด

ยิ่งหากทำงานเป็น เล่นบทฝ่ายค้านอย่างมีคุณภาพ เดี๋ยวก็ได้ เห็นดำเห็นแดงได้ รัฐบาลบริหารประเทศแค่ไม่กี่วัน แม้จะมีความมุ่งมั่นในแก้ไขปัญหา นายกฯมีภาพลักษณ์ดีได้รับการยอมรับ แต่ดูเหมือนว่าพรรคนี้มันมีลูกเหิมที่ผิดปกติเสมอๆ

เรียกว่าชอบเปิดหน้าท้าท้าย สร้างเงื่อนไขให้คู่ต่อสู้

ขณะเดียวกันจุดเปราะในรัฐบาลก็เห็นเค้าลางมากขึ้นเรื่อยๆ เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานมันก็ต้องขัดกันจนได้ โครงการใหญ่ๆ รถเมล์เช่า รถไฟฟ้า สปก.4-01 ถนนไร้ฝุ่น และอะไรต่อมิอะไรที่จะตามมาและเกิดขึ้นใหม่ ต่างๆเหล่านี้ถึงวาระหนึ่งอาจจะยอมกันได้ แต่อีกวาระหนึ่งก็ยอมกันไม่ได้

หากพรรคเพื่อไทยหยุดแค้น หยุดยึดติดคนเพียงคนเดียว ทำหน้าที่ของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย น่าจะเกิดประโยชน์ ต่อพรรคและนักการเมืองในพรรคนี้มากกว่า ข้อสำคัญเกิดประโยชน์ต่อชาติและประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล

อย่างน้อยๆ ก็เป็นตัวแทนของชาวรากหญ้าที่ให้การสนับสนุน

ที่สำคัญก็คือต้องจัดรูปขบวนภายในพรรคกันใหม่อย่างที่มี ส.ส.บางคนให้ความเห็นว่าจากนี้ไปพรรคเพื่อไทยจะต้องไม่ขึ้นกับคนใดคนหนึ่ง แต่จะต้องมีการกำหนดโครงสร้างพรรคใหม่ การการบริหารและจัดการที่เปิดกว้างกว่านี้

แค่ตั้งผู้นำฝ่ายค้านยังทำไม่ได้ ทั้งๆที่เป็นตำแหน่งสำคัญมีความหมายทางการเมือง แม้จะเป็นฝ่ายค้านก็ตาม แต่สามารถแสดงบทบาทในฐานะผู้ตรวจสอบที่ได้รับความเชื่อถือ

หรือว่ากำลังจะถึงวาระทางใครทางมันเสียแล้ว.

สายล่อฟ้า

เกมแสบ “แดงเทียม”

ที่มา ไทยรัฐ

หายหน้าหายตาไปซะนาน จนแฟนๆเอะใจ เป็นตายร้ายดียังไง

ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้คิวบินกลับจากการรักษาโรคมะเร็งที่สหรัฐอเมริกา มาพักรอเวลาเพาะเนื้อเยื่อตับที่เมืองไทย ด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวยังมีอารมณ์เขียนเล่าไว้ในพ็อกเกตบุ๊กต่วย'ตูน บอกว่า เซ็งที่ต้องจับเจ่าอยู่เมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส

วันๆนั่งมองแต่หน้าเมีย

สำคัญเหนืออื่นใดเลย ตามประสานักชิมไปบ่นไป “ลุงหมัก” บ่นอาหารฝรั่งเมืองมะกันไม่ถูกปาก แถมยังหาวัตถุดิบเข้าครัวยาก

กลับมากินซี่โครงไก่ต้มฟักที่เมืองไทยก่อนดีกว่า

และในอารมณ์ที่น่าจะเซ็งเหมือนกัน กับคิวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่วันนี้กลายสภาพเป็น “โดดเดี่ยวผู้น่าสงสาร” เร่ร่อนไปเมืองนั้นเมืองนี้ แต่แย่กว่า “ลุงหมัก” ตรงที่กลับมาพักใจที่เมืองไทยไม่ได้

ล่าสุดแว่วๆมีคิวบินมาปักหลักที่ฮ่องกง

ลัดเลาะโฉบมาใกล้ๆ ในห้วงพอดิบพอดีกับการโหมโรงนัดดีเดย์ แกนนำรายการ “ความจริงวันนี้” ประกาศนัดรวมพลใหญ่ม็อบเสื้อแดง

โค่นรัฐบาลภายใน 3 เดือน

ที่แน่ๆ ประกาศโปรแกรมกันแล้ว อดีตนายกฯทักษิณมีนัด “โฟนอิน” 2 คิวติดๆกัน

โดยคิวแรกผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมดีทีวี เป็นความตั้งใจของฝ่ายยุทธศาสตร์ จัดคิวให้พูดต่อจากรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม

ตามที่โหมโรงกันไว้ พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินเข้ารายการเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็มๆ

เพื่อพูดคุยเรื่องเศรษฐกิจและโครงการประชานิยม

ประชันกึ๋น บลัฟกันจะจะไปเลย

และอีกคิวหนึ่ง อดีตนายกฯทักษิณจะโฟนอินเข้ามาเร้าอารมณ์กองเชียร์ในวันนัดชุมนุมใหญ่ม็อบเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 31 มกราคม

กระตุ้นต่อมฮึกเหิมให้กลุ่มเลือดแดงแท้

ตามยุทธศาสตร์ที่ “ไข่มุกดำ” นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำม็อบ นปช. ประกาศเดิมพันวัดใจ การชุมนุมใหญ่ นัดรวมพลคนเสื้อแดงที่สนามหลวง

เพื่อพิสูจน์ความเหนียวแน่น และพลังของคนเสื้อแดง

“นายห้างใหญ่” ต้องออกโรง ก่อนที่เหล่าสาวกจะเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศละทาง อ่อนกำลังไปตามยุทธศาสตร์ย่อยสลายของฝ่ายที่จ้องถอนรากถอนโคนยี่ห้อ “ทักษิณ”

โดยเฉพาะเกมแสบๆของ “พ่อมดทรยศ”

กดปุ่ม “กบฏ” แปรพักตร์ วางระเบิดวินาศกรรม ฆ่าหมู่พวกเดียวกันเอง

กับอาการทะแม่งๆของนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำม็อบเสื้อแดงสายกลุ่มคนรักอุดร ที่เดินโท่งๆเข้าไปหา “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ ที่พรรคเพื่อไทย แล้วออกมาพูดกับนักข่าวโต้งๆเลยว่า

มาคุยเรื่องเงินๆทองๆ ขอเสบียงระดมม็อบเข้ามาล้มรัฐบาล

ประจานเบื้องหลังตัวเองซะอย่างนั้น

แถมยังยุให้ลูกข่าย “นายใหญ่” เลิกหวังการต่อสู้ในสภา หันมาให้น้ำหนักกับเกมนอกสภา เปิดแผนล้อมกระทรวงการต่างประเทศ ป่วนเมืองตามรอยม็อบพันธมิตรฯ

ปั่นกระแสหมั่นไส้

เรียกตีนให้ม็อบเสื้อแดงดื้อๆ

ก่อนตบท้าย นายขวัญชัยยังด่ากราดนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3 เกลอ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ เป็นพวกศักดินา ไม่ให้การเหลียวแลมวลชนต่างจังหวัด

ประกาศ ถ้ามีการชุมนุมม็อบเสื้อแดงจะไม่นำคนเข้ามาร่วมด้วย

เตะตัดขา หักหน้ากันเอง

แต่โดยเกมที่ทันกัน นายจตุพรก็ประกาศสวนเปรี้ยง “ใครไปชวนมึง”

ตอกหน้ากลับนายขวัญชัย ถ้าใครมีจิตใจแปรเปลี่ยนก็ควรประกาศชัดเจนเหมือนพวกที่ไปกันแล้ว

ไหวตัว จับพิรุธ “แดงเทียม” ได้ไว.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

รัฐสภานัด 26 ม.ค.ประชุมแก้ รธน.

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ออกหนังสือเชิญ ส.ส.และ ส.ว.เข้าประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 26-27 ม.ค.นี้ โดยระเบียบ วาระการประชุมเรื่องด่วนที่ 1 คือร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. ...ที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 71,543 คน เป็นผู้เสนอเรื่องด่วนที่ 2-20 เป็นการพิจารณากรอบความร่วมมืออาเซียน ส่วนวาระเรื่องที่เสนอใหม่คือร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงแรงงานแห่งสาธารณรัฐ เกาหลีและกระทรวงแรงงานไทยว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไทยไปเกาหลี ภายใต้ระบบการจ้างแรงงานแห่งชาติ เชื่อว่าเขาน่าจะเข้าใจ

กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมหน้าสภา

อีกเรื่อง วันเดียวกัน ที่รัฐสภา กลุ่มคนเสื้อแดง ในนามกลุ่มคนรักประชาธิปไตยสนามหลวง ร่วมกับเครือข่ายรักประชาธิปไตย 4 ภาค และศูนย์กลางประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หรือ ศ.ป.ป.ท. เปิดเวทีปราศรัยโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ พุ่งเป้าไปในเรื่องการหลบเลี่ยงเกณฑ์ทหาร และมีกิริยาไม่บังควรระหว่างเข้าเฝ้าฯ จากนั้นนายนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล และพระครูสังฆรักษ์ แกนนำกลุ่ม ศ.ป.ป.ท.ยื่นหนังสือถึงนายชัย ชิดชอบ ผ่านเจ้าหน้าที่สำนักงานประธานสภาผู้แทนฯ เรียกร้องให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ โดยกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่บังควร ทั้งนี้ นายนพรุฒระบุว่า การกระทำของนายอภิสิทธิ์แสดงออกถึงความไม่จงรักภักดี หลังจากนี้ทางกลุ่มยื่นหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักพระราชวัง องคมนตรี ป.ป.ช. ฯลฯ เพื่อกดดันให้นายกฯรับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำขึ้น

นายกฯแหยงม็อบสลับรถเข้าสภาฯ

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เพื่อมาประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป แต่เมื่อรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้วิ่งเข้ามาจอดที่บริเวณชั้น 2 ทางเชื่อมเข้าห้องประชุม อาคารรัฐสภา 1 ปรากฏว่าคนที่นั่งอยู่ในรถกลับเป็นนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ สร้างความงุนงงแก่ผู้สื่อข่าวที่รอสัมภาษณ์เป็นจำนวนมากว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์ไม่นั่งรถประจำตำแหน่งเข้ามาเอง ซึ่งนายศิริโชค ชี้แจงว่าเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมอยู่หน้ารัฐสภา หลังจากนายศิริโชคมาถึงได้ 5 นาที นายอภิสิทธิ์ได้เดินขึ้นมาทางขึ้นลงรถยนต์รัฐมนตรี และ ส.ส. บริเวณหลังอนุสาวรีย์ ร.7 โดยมีนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ติดตามมาด้วย โดยนายสาธิตเปิดเผยว่า นายกฯได้นั่งรถตู้โฟล์คส่วนตัวของนายธนญ ตันติสุนทร อดีต ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกลุ่ม ส.ส.ชลบุรีและระยอง ได้ไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล จึงนั่งรถเข้ามารัฐสภาพร้อมกัน

เปิดประชุมสภาฯสมัยสามัญ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปนัดแรก โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและ ครม.ได้เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง สำหรับที่นั่ง ส.ส.ได้มีการสับเปลี่ยน โดยย้ายพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาราช มาอยู่ทางที่นั่งของพรรคฝ่ายค้านซึ่งอยู่ซ้ายมือของห้องประชุม ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ย้ายไปนั่งทางขวามือของห้องประชุม จากนั้นที่ประชุมได้รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา สมัยประชุมสามัญทั่วไป พ.ศ.2552 และให้ ส.ส.ใหม่ 20 คนปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่

ส.ส.เพื่อไทยเรียงหน้าจวก “ชัย”

หลังจากนั้น ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายค้านเป็นครั้งแรก ได้เรียงหน้าขึ้นมาขอหารือประธานฯทันที กรณีที่ย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลไปเป็นที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา อาทิ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา เป็นต้น โดยนายสุนัยกล่าวว่า การอ่านพระบรมราชโองการถือเป็นเรื่องสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการโปรดเกล้าฯนายกรัฐมนตรี ครม.ต้องประกาศในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คือสภาแห่งนี้ ตนเชื่อในเรื่องโชคลาง อย่าทำอะไรล่วงเกินประเทศ เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันก็เกิดไฟไหม้ตาย 59 คน และเหตุการณ์อื่นตามมาเรื่อยๆ

นายประเสริฐ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะขอแต่งชุดดำประท้วงลัทธิและการได้มาซึ่งการปกครองประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมเช่นนี้ และคนแก่เป็นผู้ใหญ่จะทำอะไรควรทำให้ดี มิใช่แก่แบบกะโหลกกะลา ขณะที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การย้ายสถานที่ประชุมถือเป็นวีรกรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศ ที่นายชัย ถือเป็นผู้เสียสละทำเพื่อบ้านเมืองช่วยเหลือให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล วีรกรรมเช่นนี้จึงน่าจะลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แล้วเพื่อความสง่างาม

ด้านนายชัยได้ชี้แจงว่าทราบว่าพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นคำร้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว จึงอยากรอคำพิพากษาของศาลก่อนเพื่อให้ได้ข้อยุติ ถ้าผิดตนก็คงต้องออกจากตำแหน่งหรืออาจติดคุก แต่ถ้าทำถูกก็ทำหน้าที่ประธานต่อไป

ส.ส.บางตาโดนดีนับองค์ประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังการหารือก่อนที่นายชัยจะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมคือเรื่องรับทราบรายงานการโอนงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ประจำปี งบประมาณ 2551 ซึ่งค้างมาจากการประชุมสมัยที่แล้วนั้น ปรากฏว่าเมื่อเห็นที่ประชุมมี ส.ส.รัฐบาลนั่งประชุมกันบางตา ทำให้นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เสนอให้นับองค์ประชุมทันทีเมื่อเวลา 15.15 น. ทำให้นายชัยต้องกดออดเรียกสมาชิกเข้ามาแสดงตนนานกว่า 5 นาที ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็รีบวิ่งเข้าห้องประชุมกันอย่างจ้าละหวั่น รวมทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.อีกหลายคน ทั้งนี้ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์หลายคนพยายามยื้อเวลานับองค์ประชุมออกไปเพื่อรอสมาชิกเข้ามากดบัตรแสดงตน โดยนายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอให้รอก่อนเพราะ ส.ส.ยังประชุมกรรมาธิการอยู่ในห้องต่างๆขณะที่นายธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเช่นเดียวว่า ขอให้พักการลงคะแนนออกไปสัก 20-30 นาที ทำให้นายชัยตอบกลับด้วยสีหน้าเซ็งๆว่า

“ส.ส.มีหน้าที่ต้องเข้าประชุม ถ้าไม่สนใจหรือองค์ประชุมไม่ครบก็ต้องเลื่อนการประชุมออกไป ตอนนี้กดจนเมื่อยมือแล้ว ผมว่ามันเป็นกงกรรมกงเกวียน”

หวุดหวิดอีกโดนนับรอบสอง

อย่างไรก็ตาม ผลการลงคะแนนปรากฏว่า มี ส.ส.กด บัตรแสดงตนจำนวน 235 ซึ่งถือว่าองค์ประชุมครบเกินกึ่งหนึ่ง คือ 228 เสียง เกินมาเพียง 7 เสียง จากนั้นก็เข้าสู่ระเบียบวาระทันที โดยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้โต้ตอบนายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กันไปมา

นายสุนัยจึงเสนอให้มีการนับองค์ประชุมรอบสองทันทีในเวลา 15.55 น. ผ่านการนับองค์ประชุมรอบแรกไปไม่ถึง 30 นาที โดยอ้างว่ามองแล้ว ส.ส.เหลือกันอยู่น้อยมาก โดยผลการนับองค์ประชุมรอบสองมีผู้อยู่กดบัตรแสดงตนเพียงแค่ 233 คน เกินกึ่งหนึ่งเพียงแค่ 5 เสียง เท่านั้น จากนั้นนายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ได้เสนอให้มีการนับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อเพราะเกรงว่าจะมีการลักไก่เนื่องจากคะแนนเกินมาไม่กี่เสียง

นายกฯวิ่งวุ่นเข้าห้องประชุมถึง 2 รอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในขณะที่ฝ่ายค้านขอให้นับองค์ประชุมครั้งแรก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีซึ่งกำลังนั่งหัวโต๊ะ เป็นประธานการประชุมเตรียมการอาเซียน ซัมมิท อยู่ที่ห้องประชุมชั้น 2 ต้องลุกพรวดพราดออกมาจากห้อง เพื่อเข้าไปร่วมโหวตในห้องประชุมสภา โดยการประชุมต้องหยุดชะงักลง จากนั้นเมื่อมีการขอนับองค์ประชุมอีกครั้ง ซึ่งนายอภิสิทธิ์อยู่ระหว่างการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอพี ก็ต้องยกเลิกการให้สัมภาษณ์ ทันทีเพื่อมาร่วมโหวตอีกครั้ง เมื่อโหวตเสร็จจึงกลับไปให้สัมภาษณ์ต่อจนจบ อย่างไรก็ตาม หลังจากเสร็จการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวต่างประเทศแล้ว นายอภิสิทธิ์ได้เรียกแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ประชุมเป็นการด่วนที่ห้องรับรองนายกฯ

ถกแกนนำ ปชป.รับมือฝ่ายค้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ได้หารือร่วมกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่ห้องรับรองนายกฯ นานประมาณ 20 นาที โดยแสดงความเป็นห่วงต่อบรรยากาศที่เกิดขึ้นในสภาฯ เพราะรัฐบาลไม่คิดว่าฝ่ายค้านจะตีรวนตั้งแต่เปิดประชุมวันแรกจึงไม่ทันตั้งตัว และได้มีการกำชับให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ต้องมาประชุมสภาฯให้ครบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไม่ครบองค์ประชุม และประเมินว่าฝ่ายค้านคงใช้วิธีการนี้เพื่อทำให้การประชุมสภาฯเป็นไปด้วยความไม่ราบรื่น แต่เชื่อว่าการกระทำของฝ่ายค้านจะเป็นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายค้านเอง เพราะวิธีการที่ให้นับองค์ประชุมแตกต่างจากที่พรรคประชาธิปัตย์เคยดำเนินการ ทั้งเนื้อหาและเหตุผลในการนับองค์ประชุม อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ยังเชื่อว่า ผลงานของรัฐบาลจะเป็นเกราะคุ้มกันถึงแม้จะถูกตีรวนในสภาฯก็ตาม

วอน พท.ผ่านกรอบประชุมอาเซียน

เมื่อเวลา 18.45 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านพยายามปั่นป่วนรัฐบาลในการประชุมสภาฯโดยเสนอให้ประธานรัฐสภาฯนับองค์ประชุมถึง 2 ครั้ง ว่าไม่มีอะไรทุกอย่างเรียบร้อยดี และองค์ประชุมก็ครบ อีกทั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่องก็ลุกขึ้นชี้แจงไปตามวาระ ทั้งนี้ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะรัฐมนตรีและ ส.ส.จะได้ตื่นตัวพร้อมทำหน้าที่รับผิดชอบต่อการประชุมสภาอยู่ตลอด รัฐบาลต้องพยายามทำให้ ส.ส.เข้าร่วมประชุมอย่างครบองค์ อีกทั้งจะเป็นการเตือนให้ ส.ส.ทุกคนช่วยกันดูแลให้เกิดความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มองว่าเป็นกงเกวียนกำเกวียนตามที่ประธานสภาฯระบุ แต่ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่แต่ละฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง โดยฝ่ายค้านมีสิทธิ์ตรวจสอบองค์ประชุม ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่มาประชุมให้ครบ ทั้งนี้ ตนอยากขอความร่วมมือกับฝ่ายค้านในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียนและร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมประจำปีงบ ประมาณ 2552 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยกันทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ และประเทศไทยเกิดความ เชื่อมั่นในสายตาของทั่วโลก ส่วนเรื่องอื่นๆนั้นรัฐบาลเปิดโอกาสให้เต็มที่อยู่แล้ว ทั้งนี้ ตนจะประสานหารือกับประธานวิปฝ่ายค้านในเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ 22 ม.ค.นี้

กลุ่มเสื้อแดงปิดวัดไล่ “ประดิษฐ์”

วันเดียวกัน ที่ จ.เชียงใหม่ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง และภรรยา เดินทางไปเป็นประธานทำบุญบูรณะซ่อมแซมยอดฉัตรพร้อมปิดทององค์พระธาตุและทำพิธีสะเดาะเคราะห์เสริมดวงเสริมบารมี ณ วัดอุปคุต ถนนท่าแพ ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ หลังเสร็จพิธีปรากฏว่ามีกลุ่มรักเชียงใหม่ 51ประมาณ 70 คนสวมเสื้อแดง นำโดยนางกัญญภัค มณีจักร ได้ชูตีนตบปิดประตูทางเข้า-ออกของวัด เพราะรอใช้ตีนตบไล่ รมช. คลัง โดย พ.ต.อ.ยุทธชัย พัวประเสริฐ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ นำกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้ามาป้องกันเหตุและกันไม่ให้กลุ่มเสื้อแดงเข้าไปในวัด แต่ในที่สุดกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ก็ไม่ได้พบกับนายประดิษฐ์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้พาออกไปทางประตูหลังวัดและขึ้นรถไปสนามบินเชียงใหม่กลับกรุงเทพฯทันที

เสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ 31 ม.ค.

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานบริษัทเพื่อนพ้อง น้องพี่ จำกัด ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว บรรดาแกนนำคณะผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ดีทีวี กลุ่มความจริงวันนี้ และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ พร้อมนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมกันแถลงประกาศ จัดชุมนุมใหญ่ต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 31 ม.ค. ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป โดยระบุว่า ตั้งแต่หลังการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี การแถลงนโยบายของรัฐบาล จนถึงการเตรียมดำเนินการด้านต่างๆที่รัฐบาลไม่ได้ให้ความใส่ใจกับสาระ สำคัญของปัญหาความไม่ชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะมีการแต่งตั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ โดยที่ไม่ถูกดำเนินคดี ขณะ เดียวกันรีบเร่งการโยกย้ายและเตรียมโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งสวนทางกับนโยบายสมานฉันท์ของรัฐบาล รวมถึงความ พยายามแจก สปก. 4-01 และการแจกปลากระป๋องเน่า ดังนั้น จึงเป็นวาระสำคัญที่คนเสื้อแดงจะมาชุมนุมกัน และ ในวันนั้นจะมีการขอมติจากประชาชนว่าเราจะทำอย่างไร เพื่อให้ปัญหายุติก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายไปกว่านี้

ไม่มีความขัดแย้งในกลุ่มคนเสื้อแดง

อย่างไรก็ตาม ทั้งนายวีระ นายจตุพร และนายณัฐวุฒิ ต่างปฏิเสธข่าวความขัดแย้งของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยอ้างว่า การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 31 ม.ค. ที่ท้องสนามหลวง จะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นจริงตามที่เป็นข่าวหรือไม่ “ไม่จำเป็นที่จะต้องมาพูดถึงเรื่องนี้อีก ไม่ทราบว่าคนที่พูดเรื่องนี้ไป รับจ้างใครมาสร้างความเสียหาย แตกแยกในกลุ่มคนเสื้อแดง” นายณัฐวุฒิระบุพร้อมกับกล่าวอีกว่า ในเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ม.ค.นี้ หลังจากรายการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินมาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวีเพื่อร่วมสนทนากับตน พร้อมด้วยนายจตุพรและนายวีระ ถึงปัญหา และทางออกของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศในมุมมอง พ.ต.ท.ทักษิณ

รัฐบาลเมิน “ทักษิณ” จ้อดีทีวี

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ามาในรายการสถานีโทรทัศน์ดีทีวี หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯอภิสิทธิ์” ว่า เป็นสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญที่สามารถสื่อสารได้ ไม่ได้กังวลว่าการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินและติดต่อกับผู้ชุมนุมเป็นระยะ เป็นเรื่องปกติที่คนรู้จักกันจะติดต่อพูดคุย แต่จะเชื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชน ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเน้นคุยเรื่องวิสัยทัศน์ นโยบายรัฐบาล เกรงหรือไม่ว่าจะถูกนำมาเปรียบเทียบ นายสาทิตย์ตอบว่า เป็นเรื่องดี อยากให้นำมาเปรียบเทียบ จะทำให้รัฐบาลทำงานระมัดระวังมากขึ้น เมื่อถามว่า มีความเหมาะสมหรือไม่ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอิน เพราะมีสถานะเป็นนักโทษหนีคดี นายสาทิตย์ ตอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงคิดได้เอง ส่วนผู้จัดรายการที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาออกรายการ ต้องมีความรับผิดชอบ หากมีการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

เชื่อแค่เกมกุข่าวสร้างสีสัน

เมื่อถามว่า ส.ส.ที่ประสานให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาร่วมรายการต้องรับผิดชอบทางกฎหมายหรือไม่ เพราะเข้าข่ายรู้ที่อยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่แจ้งให้ตำรวจดำเนินการ นายสาทิตย์ตอบว่า ส.ส.ที่ยังติดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ เข้าใจว่ายังมีความผูกพันกันอยู่ แต่ ส.ส.ควรคิดได้เองว่า การดำเนินการอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมหรือไม่ ขณะนี้บ้านเมืองต้องการความสงบ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณแค่แสดงความคิดเห็นผ่านโทรทัศน์ก็ทำได้ แต่ถ้ามีสิ่งใดนอกเหนือขอบเขตดังกล่าวต้องรับผิดชอบ เมื่อถามว่าการออกรายการของ พ.ต.ท.ทักษิณมีจุดประสงค์เพื่อต้องการสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล นายสาทิตย์ตอบว่า ไม่มีใครรู้จุดประสงค์ในการออกรายการ ส่วนจะสั่นคลอนรัฐบาลได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่กังวล และไม่จำเป็นต้องจับตาดูเรื่องนี้เป็นพิเศษ เป็นการดำเนินการตามปกติของคนกลุ่มดังกล่าว เพียงแต่ต้องการสร้างข่าวให้มากขึ้น จึงต้องพูดให้มีสีสัน ชวนติดตาม ซึ่งประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดในรายการจะถูกบันทึกเป็นหลักฐาน ถ้าไปละเมิดสิทธิและพาดพิงบุคคลอื่นต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย

วิปรัฐบาลเล็งหารือตั้ง กมธ.ใหม่

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดสรรตำแหน่งกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรว่า กรรมาธิการได้หารือเบื้องต้นว่า คณะกรรมาธิการที่ยังดำรงตำแหน่งขณะนี้สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ แต่เนื่องจาก ส.ส.มีการเปลี่ยนแปลงจากการถูกยุบพรรคและการเลือกตั้งซ่อม ทางประธานสภาผู้แทนราษฎรจะทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค เพื่อให้ไปดำเนินการพิจารณาผู้ที่เหมาะสมมาเป็นกรรมาธิการ เพราะโดยหลักการทั่วไปกรรมาธิการที่เป็นสัดส่วนของแต่ละพรรคก็ถือว่าหมดสภาพไปด้วย เพราะ ฉะนั้น ส.ส.ที่ไปสังกัดพรรคใหม่จะต้องมาดำเนินการตามข้อบังคับ โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องกำหนดสัดส่วนของกรรมาธิการใหม่ตามจำนวนของ ส.ส. จากนั้นตนจะเชิญวิปฝ่ายค้านและตัวแทนของพรรคการเมืองทุกพรรคมาพูดคุยกันอีกครั้งว่าจะเสนอชื่อตั้งกรรมาธิการทั้งหมดอย่างไร

ดักคออย่าเพิ่งด่วนอภิปราย

เมื่อถามถึงการเตรียมรับมือการอภิปรายไม่ไว้ วางใจของฝ่ายค้าน นายชินวรณ์ตอบว่า อยู่ที่ฝ่ายค้านที่จะคำนึงถึงข้อมูลและความเหมาะสม แต่อยากให้ฝ่ายค้านให้เวลารัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินสักระยะหนึ่ง ส่วนตัวไม่อยากให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องประเพณี จึงจะได้รับการยอมรับว่าไม่ได้นำสภามาเป็นเกมการเมือง การประชุมร่วมของรัฐสภาที่จะต้องให้ความเห็นชอบบันทึกข้อตกลงในกรอบความร่วมมืออาเซียน 43 ฉบับ และการพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 2552 และตนจะเชิญตัวแทนวิป 3 ฝ่ายประชุมหารือในวันที่ 22 ม.ค. เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา ส่วนเรื่องการพิจารณางบประมาณนั้น วิปรัฐบาลจะประชุมในวันที่ 23 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล

จี้บรรจุญัตติแก้ รธน.ฉบับ คปพร.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.45 น. ที่รัฐสภา คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา โดยมีนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนรับเพื่อขอให้นำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของ คปพร.เข้าสู่ การพิจารณาของสภาโดยด่วนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับคืนมา รวมถึงแก้ไขให้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้ วางในรัฐมนตรีได้ง่ายขึ้น

ฝ่ายค้านป่วน!จี้นับองค์ประชุมอึ้ง!ครบถึงสองครั้ง

ที่มา ประชาทรรศน์

ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านพยายามปั่นป่วนรัฐบาล ในการประชุมสภาฯโดยเสนอให้ประธานรัฐสภาฯนับองค์ประชุมถึงสองครั้ง ว่า ไม่มีอะไรทุกอย่างเรียบร้อยดีและองค์ประชุมก็ครบ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่องก็ลุกขึ้นชี้แจงไปตามวาระ เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อรัฐบาลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มองว่าเป็นเรื่องดีเพราะรัฐมนตรีและส.ส.จะได้มีรับผิดชอบต่อการประชุมรัฐสภาและตื่นตัวพร้อมที่จะทำหน้าที่อยู่ตลอดเวลา และรัฐบาลก็ต้องพยายามที่จะทำให้ส.ส.เข้าร่วมประชุมอย่างครบองค์ นอกจากนี้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นการเตือนให้ส.ส.ทุกคนช่วยกันดูแล ให้เกิดความเรียบร้อย

ต่อข้อถามว่าประธานสภาฯระบุว่าการที่ฝ่ายค้านขอนับองค์ประชุมเหมือนเป็นกงกรรมกงเกวียน นายกฯกล่าวว่า ไม่ใช่กงกรรมกงเกวียน แต่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ฝ่ายค้านมีสิทธิ์ตรวจสอบองค์ประชุม ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่มาประชุมให้ครบ เมื่อถามว่าจะขอความร่วมมือกับฝ่ายค้านอย่างไรในการทำงานในสภาฯอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นอยากขอให้ฝ่ายค้านร่วมมือเข้าประชุมเพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียนและร่างพ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ2552 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของทุกฝ่ายที่จะไดช่วยกันทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ และประเทศเกิดความเชื่อมั่นในสายตาของทั่วโลก ส่วนเรื่องอื่นๆ รัฐบาลเปิดโอกาสให้เต็มที่อยู่แล้วทั้งนี้ในวันที่22 ม.ค. นี้ ตนจะประสานกับประธานวิปฝ่ายค้านในเรื่องนี้อีกครั้ง

ผลประโยชน์ทับซ้อนหวยออนไลน์โฉ่ คนนามสกุลขุนคลัง-เมียกระซวกผลประโยชน์มโหฬาร

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มามติชน และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
22 มกราคม 2552

จับตาผลประโยชน์ทับซ้อนหวยออนไลน์โฉ่ รัฐมนตรีคลังเร่งแจ้งเกิดไวผิดสังเกต ทั้งที่ขุนคลังคนก่อนๆพยายามสกัดทุกทาง เหตุหวั่นคนไทยตกเป็นทาสพนัน มีทั้ง3ตัวบน2ตัวล่างแทงโต๊ด ขั้นต่ำ40บาทแทงได้ไปจนถึง5,000บาท พบ"คุณหญิงชัชนี จาติกวณิช"เป็นป้ากรณ์ แถมคนเดียวกับนามสกุลเมียนั่งกรรมการบริษัท เป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของนักการเมืองหล่อโย่งที่เคยเกาะติดคดีทักษิณมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มชินวัตร กองสลากเด้งรับแค่รัฐบาลกดปุ่มอีก2เดือนขายพรึ้บมอมเมาทั่วประเทศ




นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ในวันที่ 23 มกราคมนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกตนให้เข้าไปชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องความคืบหน้าของโครงการจำหน่ายสลากแบบเลขท้าย 3 และ 2 ตัว แบบอัตโนมัติ (หวยออนไลน์) นอกจากนี้ จะยืนยันถึงความพร้อมของระบบจำหน่ายสลากว่า บริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี ในฐานะที่เป็นผู้วางระบบได้เตรียมความพร้อมเรื่องระบบจำหน่ายสำหรับเครื่องจำหน่ายกว่า 6 พันเครื่องทั่วประเทศแล้ว และหากรัฐบาลเห็นชอบให้สำนักงานสลากฯ ก็สามารถเดินหน้าโครงการได้ โดยใช้เวลาเตรียมความพร้อมประมาณ 2 เดือน จากนั้น จะเริ่มจำหน่ายหวยออนไลน์ได้อย่างเป็นทางการ


นายวันชัย กล่าวต่อว่า สำนักงานสลากฯ ยังยืนยันแนวทางการจำหน่ายหวยออนไลน์ โดยยึดตามมาตรา 22 ที่กำหนดไว้ให้เป็นเงินรางวัล 60% ที่เหลือ 28% นำส่งเข้ารัฐ และเป็นค่าดำเนินงาน 12% ขณะที่รูปแบบการจ่ายเงินรางวัล จะให้วิธีการจ่ายรางวัลแบบผันแปร กล่าวคือถ้าเลขที่ออกรางวัล มีคนซื้อน้อยผู้ถูกรางวัลจะได้รางวัลมาก แต่ถ้าเลขที่ออกรางวัลมีคนซื้อมาก รางวัลที่ได้ก็จะน้อยไปตามจำนวนคนถูกรางวัลด้วย

สำหรับรูปแบบการจำหน่ายหวยออนไลน์จะมีทั้งหมด 5 รูปแบบ คือ 3 ตัวบน 3 ตัวล่าง 3 ตัวโต๊ด 2 ตัวบน 2 ตัวล่าง โดยจะมีราคาจำหน่ายต่ำที่สุดคือใบละ 40 บาท และสูงสุดถึง 1,000 บาท ถ้าหากซื้อในใบเดียวกัน 5 เกม สามารถซื้อสูงสุดได้ถึง 5,000 บาท ซึ่งจะซื้อได้จากคนเดินโพย หรือตัวแทนจำหน่ายที่มีเครื่อง คอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

นายกรณ์มีชื่อเสียงทางการเมืองขึ้นมาจากการเกาะติดคดีกล่าวหาว่าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีผลประโยชน์ทับซ้อน จากการใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อผลประโยชน์ให้กับเครือบริษัทชินวัตร และคราวนี้ก็มาถึงคิวของนายกรณ์จะต้องพิสูจน์ตัวว่าเขาจะพ้นจากกงเกวียนกำเกวียนหรือไม่

เนื่องจากเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ล็อกเลย์เป็นบริษัทของตระกูล"จาติกวณิช"ที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับนายกรณ์อย่างยิ่ง โดยลุงของนายกรณ์คือ นายเกษม จาติกวณิช หรือ "ซูเปอร์เค" เป็นสามีคุณหญิงชัชนี จาติกวณิช (สกุลเดิมล่ำซำ) ผู้บริหารกลุ่ม “ล็อกซเล่ย์”

นอกจากนั้นยังมีคนในนามสกุลเดียวกับนายกรณ์ดำรงตำแหน่งกรรมการอยู่ คือนายวสันต์ จาติกวณิช นอกจากนั้นยังมีคนนามสกุล"สูตะบุตร"ที่เป็นนามสกุลเดิมของนางวรกร จาติกวณิช ภรรยาของนายกรณ์(นามสกุลเดิม สูตะบุตร )เป็นกรรมการล็อกซเลย์อยู่อีกด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐมนตรีคลังหลายคนในช่วงก่อนหน้านี้ รวมทั้งน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และนายสุชาติ ธาดาดำรงเวช รัฐมนตรีคลังคนล่าสุดได้พยายามเบรกไม่ให้หวยออนไลน์เกิดขึ้น เพราะจะเป็นการมอมเมาประชาชนให้เล่นหวยกันได้ขยายวงกว้างขึ้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าพอนายกรณ์มาเป็นรัฐมนตรีคลังก็รีบแต่งตั้งนายวันชัย สุระกุล ที่เป็นรักษาการผอ.กองสลากฯมานานหลายปีขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ และเร่งรัดให้แจ้งเกิดไวผิดสังเกต

รายชื่อกรรมการบริษัท ล็อกเลย์ จำกัด (มหาชน)

รายชื่อกรรมการ

นายไพโรจน์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ
นายสุกิจ หวั่งหลี รองประธานกรรมการ
นายธงชัย ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ
นายศุภชัย หวั่งหลี กรรมการ
นายภูมิชาย ล่ำซำ กรรมการ
นายวสันต์ จาติกวณิช กรรมการ
นายสืบตระกูล สุนทรธรรม กรรมการ
นายสุรพันธ์ ภาษิตนิรันดร์ กรรมการ
นายสมภพ เจริญกุล กรรมการ
นายสุรช ล่ำซำ กรรมการ
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการ
นายวิษณุ เครืองาม กรรมการ
นายศิรินทร์ นิมมานเหมินท์ กรรมการ
ดร.วิเชียร วัฒนคุณ กรรมการอิสระ
นายหริส สูตะบุตร กรรมการอิสระ
นายหริส สูตะบุตร ประธานกรรมการตรวจสอบ
ดร.วิเชียร วัฒนคุณ กรรมการตรวจสอบ
นายจรูญ ชินาลัย กรรมการตรวจสอบ
นายดุสิต นนทะนาคร กรรมการตรวจสอบ
.............

คลิป น่าขายหน้า รัฐมนตรีวิฑูรย์ ไม่รู้จักที่อยู่ของกระทรวงที่ตัวเองทำงานอยู่ ถ้าเจอพิธีกรจี้หน่อย ตายยยยย

ที่มา thaifreenews

โดย : tik-tok

คลิป น่าขายหน้า รัฐมนตรีวิฑูรย์ ไม่รู้จักที่อยู่ของกระทรวงที่ตัวเองทำงานอยู่ ถ้าพิธีกรจี้หน่อย ตายยยยย

คลิป ขำรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ รายงานตัวแล้วแอบแยกวงไปประชุมเรื่ออื่น ถูกให้นับองค์ประชุม วงแตกรีบเข้าห้อง ถึง 2 รอบ

ที่มา thaifreenews

โดย : tik-tok

ขำรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ รายงานตัวแล้วแอบแยกวงไปประชุมเรื่ออื่น ถูกให้นับองค์ประชุม วงแตกรีบเข้าห้อง ถึง 2 รอบ



นายเชาวริน พูดจาเหน็บ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้เจ็บจริง ในการประชุมสภา



วาทะของนายสุนัย ที่อภิปรายเหน็บฝ่ายรัฐบาลได้แสบเข้าไปถึงทรวง ในการประชุมสภา

เลือดแดงอีกกรุ๊ปหนึ่งกำลังจะกลายเป็นเลือดบวกอีก??????

ที่มา thaifreenews

โดย : ป้าพลอย

จากการที่ได้อ่านข้อมูลเรื่องเลือดสีแดงของพี่น้องชาวไทยได้เกิดรอยร้าวขึ้นเหมือนเช่นเมื่อไม่นานมานี้ที่เคยเป็นเลือดสีแดงกลับกลายเปลี่ยนกรรมพันธุ์ไปเป็นเลือกบวก และนี่ก็กำลังจะเกิดเลือดบวกใหม่ตามเชื้อสายไปอีกกรุ๊ปหนึ่ง เป็นอันว่าเชื้อโรคบวกกำลังจะกินเม็ดเลือดสีแดงของพวกเราฉะนั้นเราต้องหาหนทางป้องกันไม่ให้เลือดบวกนี้มันมีปฏิกิริยาแพร่หลายไปสู่เม็ดเลือดสี

แดงอื่นๆได้โดยเร็วมิฉะนั้นเชื้อโรคเลือดบวกอันตรายนี้จะรักษายาก ขอให้พี่น้องที่มีเม็ดเลือดสีแดงในร่างกายทุกคนโปรดช่วยกันเป็นหูเป็นตาหากพบผู้คนที่มีเชื้อโรคบวกพยายามอย่าเข้าใกล้ เพราะมันจะกินเลือดแดงของเรา การแฉใส่ใคลต่อเลือดสีแดงต่อกันมันเป็นการประจานสันดาน
ตัวเองที่ไม่ได้จริงใจและบริสุทธิ์อย่างแท้จริงขาดอุดมการณ์ที่ให้ใว้ คนที่ยึดมั่นต่ออุดมการณ์แม้

จะเอาช้างสิบเชือกมาฉุดก็ไม่มีทางขยับไปใหนนี่คืออุดมการณ์ที่สมัยก่อนนักศึกษาต่างๆได้ยึดถือ
แต่มาสมัยนี้แทบจะไม่มีได้เห็นคนที่ยึดมั่นอุดมการณ์อีกเลยในประเทศไทยมันได้หายไปใหน?
ตอนนี้ผู้คนได้ยึดเอาเงินเป็นใหญ่ เงินเท่านั้นที่ทำให้อยู่รอดอุดมการณ์กินไม่ได้นี่คือผู้คนในไทย
สมัยนี้คิดกัน และถ้าคิดกันทั้งหมดแบบนี้ประเทศชาติก็ไม่เหลืออะไรเพราะไม่มีคนยอมตายเพื่อ

ชาติ แต่มีคนยอมตายเพื่อเงินทั้งประเทศ เวลาข้าศึกมาตียึดประเทศไปครองหากไม่มีเงินจ่ายทหารตำรวจก็คงไม่ไปรบให้เสียเวลาเพราะขาดอุดมการณ์ในคำว่าตายเพื่อชาติดังคำปฏิญาณเอาใว้ในวันสำเร็จวิชาทหารตำรวจ ดังนั้นหากเราขาดอุดมการณ์ยึดมั่นที่มีต่อกันใหนเลยเราจะรวมพลังกันได้ เรื่องเล็กเรื่องน้อยเหมือนฟันกระทบลิ้นมันก็ยังอยู่ในปากเราไม่ออกมาขยายไปสู่

ภายนอกเพราะมันคือฟันกับลิ้นของเราเองที่อยู่ที่เดียวกันพึ่งพาอาศัยกัน แล้วทำไมจึงต้อง
คายออกมาให้ชาวบ้านต้องรับรู้เรื่องของลิ้นกับฟัน ทั้งที่สามารถพูดคุยกันได้ในเมื่อเลือดสีแดง
เดียวกัน ดังนั้นรอยร้าวที่เกิดซ้ำซากที่เห็นจึงจำเป็นต้องพิจารณาและต้องตัดเส้นเลือดบวกนี้ออกไปเหลือเพียงเม็ดเลือดแดงที่บริสุทธิ์ล้วนๆ เท่านั้น....
ป้าพลอย