WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 22, 2009

แดง’สะบั้น‘ขวัญชัย’บอกลาไม่ขอเป็นเครื่องมือการเมือง

ที่มา ประชาทรรศน์

แกนนำ คปพร.บุกรัฐสภา ตามทวงร่างแก้ไขรธน.ระบุเป็นการยืนยันเจตนาปกป้องรัฐธรรมนูญ สร้างนิติรัฐ และทำการเมืองให้ก้าวหน้ากว่าเดิม ขณะที่ “สามเกลอ” เชื่อชุมนุมท้องสนามหลวงสิ้นเดือนนี้มีผู้ร่วมชุมนุมคับคั่ง อ้างเป็นการยืนยัน “เสื้อแดง” ไม่ได้แตกคออย่างที่เป็นข่าว ขณะที่ “ขวัญชัย ไพรพนา” แกนนำคนรักอุดรฯ ยืนยันหนักแน่น ไม่ไปร่วมชุมนุมด้วยแน่ กร้าว!ไม่ขอเป็นเครื่องมือของนักการเมือง

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เข้ายื่นหนังสือต่อนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส. พรรคเพื่อไทย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับของ คปพร.เข้าพิจารณาโดยเร่งด่วน

หมอเหวงติดตามการแก้ไขรธน.

นพ.เหวง กล่าวว่า คปพร.ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนกว่า 7 หมื่นชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ตั้งแต่ปี 2551 รวมทั้งมี ส.ส.และ ส.ว. 164 คนร่วมลงชื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทาง คปพร.จึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งปฏิรูปการเมืองให้ประเทศมีประชาธิปไตยที่แท้จริง

ทั้งนี้ ข้อเสนอของ คปพร.เป็นการนำเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา และได้เพิ่มเติมในส่วนของการให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แก้ไขเพิ่มเติมให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจง่ายขึ้นเพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง แก้ไขเพิ่มเติมคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ต้องจบการศึกษาปริญญาตรี โดยที่ยังคงไว้ที่หมวดพระมหากษัตริย์เหมือนเดิมและให้คงไว้ซึ่งหน่วยงานและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ในการปกป้องรัฐธรรมนูญและการสร้างนิติรัฐ และเป็นการสร้างการเมืองใหม่ที่ก้าวหน้ามากกว่าเดิม

เสื้อแดงชุมนุมจี้นายกฯปลดกษิต

ระหว่างที่ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) เข้ายื่นหนังสือต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอยู่นั้น บริเวณหน้ารัฐสภามีกลุ่มประชาชนเสื้อแดง ประกอบด้วย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลุ่มคนรักทักษิณ ปักหลักชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โดยมีการตั้งเวทีปราศรัยโจมตีนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กรณีการแจกที่ดิน ส.ป.ก.4-01 และโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าหนีทหาร ท่ามกลางการอารักขาอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยนาย

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมกลุ่มรักประชาธิปไตยสนามหลวง นำโดยนายสุขุม วงษ์ประสิทธิ์ ได้ปักหลักชุมนุม บริเวณประตูทำเนียบรัฐบาล ด้านถนนพิษณุโลก ซึ่งทางกลุ่มได้มีการออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 โดยยังคงยื่นข้อเสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เลื่อนการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนออกไป และต้องยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน พร้อมกับโจมตีรัฐบาลที่แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ เป็นการตอบแทนคุณคนที่ทำให้ประเทศได้รับความเสียหาย

หากนายกรัฐมนตรี ไม่ดำเนินการตามคำเรียกร้องของกลุ่ม จะร่วมกับเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตยแห่งชาติปักหลักชุมนุมโดยสงบบริเวณทำเนียบรัฐบาล จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์

สามเกลอนัดชุมนุม31มกรานี้

ขณะเดียวกันที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดีสเตชั่น แกนนำกลุ่มนปช.นำโดยนาย วีระ มุสิกพงศ์ นาย จตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมกันแถลงข่าว

โดยนายวีระ กล่าวว่ากรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนเสื้อแดงแตกคอกันนั้น อย่าประเมินพวกตนแบบตกอกตกใจ เพราะปัญหาเนื้อในกันเองดังกล่าวนี้ถือเป็นปัญหาเล็กน้อย การจะแตกกันจริงหรือไม่จะพิสูจน์กันได้ในวันชุมนุมใหญ่วันที่ 31 ม.ค. ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

ทั้งนี้การจัดชุมนุมไม่ได้พิสูจน์ว่าเสื้อแดงแตกกันหรือไม่ แต่สาเหตุที่จัดชุมนุมเพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจสาระสำคัญไม่ตอบคำถามถึงความชอบธรรมในการบริหารประเทศ

อีกทั้งการดำเนินการเรื่องสปก.4-01 รัฐบาลก็ไม่ได้ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งกรณีการแจกปลากระป๋องเน่าให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม เรื่องนี้อยากให้มีการติดตามให้ดีๆ เพราะมันเป็นการทุจริต ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่คาดไม่ถึงก็ได้

จ่อเดินสายฟ้องทูต9ประเทศ

ด้านนายจักรภพ กล่าวว่า เราได้เห็นภาพพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายบารัค โอบามา ทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะขณะที่ประเทศที่เคารพประชาธิปไตยมากที่สุด แต่ของไทยกลับเดินหน้ากับรัฐบาลที่มาแบบไม่ถูกต้อง และทำเหมือนกับว่าชาวโลกนั้นเขามองไม่เห็น ตรงนี้เป็นสิ่งที่มวลชนคนเสื้อแดงมีความกังวล

ส่วนที่มีการเล่นข่าวว่าขอให้รัฐบาลทำงานไปก่อนนั้น ก็เสมือนปล่อยให้สิ่งที่ผิดยิ่งผิดหนักขึ้น และยิ่งถลำลึกเข้าไปในความไร้เกียรติยศของประเทศไทย ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ขอเรียนว่ากลุ่มเสื้อแดงจะดำเนินการเร่งด่วน คือจะเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตทั้ง 9 ประเทศอาเซียนเพื่อยื่นหนังสือ

ซึ่งสาระสำคัญที่เดินทางไปนั้น จะสนับสนุนการทำงานร่วมทั้งการจัดประชุมของกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ไม่สนับสนุนรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมให้เป็นผู้แทนของคนไทยไปเจรจา หรือพูดง่ายๆคือ ไม่ยอมรับรัฐบาลของตัวเอง

ควานหาตัวคนสั่งยึดสนามบิน

นายจักรภพ กล่าวอีกว่า เราจะดำเนินการเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไม่ปล่อย และเชื่อว่าเมื่อได้ผู้กระทำที่อยู่หน้าฉากแล้วอาจจะลงลึกไปยังผู้ที่อยู่หลังฉากว่าใครเป็นผู้สั่งการให้ยึดสนามบิน ทำให้ประเทศชาติเสียหายเป็นแสนล้านบาท

ด้าน นายก่อแก้ว กล่าวว่า งบประชาสัมพันธ์จำนวน 570 ล้านบาทที่รัฐบาลมอบหมายให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ไปเผยแพร่ให้ต่างประเทศเชื่อมั่นในประเทศไทยนั้นเชื่อว่าสูญเปล่า เพราะรัฐบาลแต่งตั้งผู้ก่อการร้ายมาทำประชาสัมพันธ์ให้กับประเทศ อย่าคิดว่าคนไทยทั้งประเทศกินหญ้าและคนทั่วโลกกินหญ้าไปด้วย สิ่งที่จะทำให้ความเชื่อมั่นกลับมาคือต้องปลดนายกษิตออกจากตำแหน่ง

ขณะที่ นายจตุพร กล่าวยืนยันว่า ภายหลังจากที่นายกฯจัดรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ เสร็จสิ้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินมายังสถานีดีสเตชั่นทันที โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมงเต็ม เริ่มตั้งแต่ 10.00 น. จะมีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ในมุมมองของพ.ต.ท.ทักษิณ

ขวัญชัยลั่นไม่เป็นเครื่องมือการเมือง

นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำชมรมคนรักอุดร กล่าวถึง กรณีนายจตุพร ออกมาตอบโต้ และประกาศไม่ร่วมเคลื่อนไหวด้วยว่า เมื่อวานนี้ ตนได้เห็นจากสื่อต่างๆ รวมทั้ง ดีทีวี ว่า ทั้งนายจตุพร และนายณัฐวุฒิ โจมตีตนอย่างหนัก แต่ตนมาสนใจ มาแคร์ เพราะ วันนี้มีประชาชน เสื้อแดง โดยในภาคอีสาน โทรมาให้กำลังใจตนจำนวนมาก ทั้งนี้ ตนเคยต่อสู้ กับพธม. และ คมช. มาก่อนบุคคลเหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ไปอยู่กันที่ไหน อีกทั้งตนไม่ได้เป็น ส.ส.จึงไม่จำเป็นต้องรักษาภาพ เหมือนนายจตุพร ตนขอประกาศว่า ที่ผ่านมาตนได้ตกเป็นเครื่องมือรับใช้นักการเมืองมาตลอด ซึ่งหลังจากนี้จะไม่ยอมอีกแล้ว ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงในภาคอีสาน ก่อนหน้านี้ก็เคยชื่นชม กลุ่มนายวีระ มาตลอด แต่ในระยะหลังต่อการจัดรายการเอ็นบีที ก็ไม่เคยพูดให้เครดิตคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดสักครั้ง หลังจากนี้ ก็ต้องแยกกันเดิน ซึ่งตนจะทบทวนบทบาท ในการเคลื่อนไหว จะไม่ไปร่วม กับกลุ่มรายการความจริงวันนี้ ยืนยันว่า กลุ่มคนรักอุดร จะไม่ไปร่วมการชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 31 มกราคมอย่างแน่นอน โดยเร็วๆ นี้ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ตนจะนัดเครือข่ายคนเสื้อแดง ในภาคเหนือ ภาคกลาง และอีสาน ทั้ง 30 จังหวัด เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ ชลบุรี สมุทรปราการ พิษณุโลก เป็นต้น ไปหารือกันถึงจุดยืนที่จะไม่ไปร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มผู้จัดรายการความจริงวันนี้

มาร์คบอกนปช.ชุมนุมเป็นสิทธิ์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช) ที่จะนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 มกราคมนี้ที่สนามหลวงว่า อย่างที่บอกว่าเป็นสิทธิของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะชุมนุมอยู่ภายใต้กฎหมาย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. โดยใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง

ต่อมา นายสุเทพ เปิดเผยว่า การประชุมวันนี้ไม่มีการพิจารณาโยกย้ายนายตำรวจระดับนายพลไปคุมหน่วยงานต่างๆ ตามที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ และไม่ได้มีการโยกย้าย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นข่าวลือเท่านั้น แต่ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงงานประจำ และหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาทิ การพิจารณาความดีความชอบ การลงโทษ การโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ซึ่งถือเป็นเรื่องทั่วไป และกรณีที่ ก.ตร.จะมีการพิจารณานำหลักการข้าราชการตำรวจที่ถูกไล่ออกกลับมารับราชการใหม่อีกครั้ง

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในวันที่ 31 มกราคมนี้ ว่า สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ใครทำผิดก็จะต้องดำเนินคดี และหากตำรวจไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะต้องถูกเอาผิดด้วย พร้อมทั้งสั่งให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานคดีสำคัญต่างๆรวมถึงคดีพันธมิตรฯให้ตนทราบด้วย

ตร.ตรึงเข้มทำเนียบ-สภา24ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้ารัฐสภาภายหลังเปิดประชุมสภาสมัยสามัญครั้งแรกภายใต้การนำของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีกำลังตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จำนวน 1 กองร้อย 150 นายดูแลสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดทั้งสองฝั่งถนนอู่ทองในมีการนำแผงเหล็กมากั้นโดยรอบรองรับกรณีที่มีการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้มีการบุกรุกเข้าไปด้านในพื้นที่อาคารรัฐสภาอย่างเด็ดขาด

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. ได้เน้นย้ำตำรวจผู้ปฏิบัติการทุกนายให้ใช้ความอดทนอดกลั้น อะลุ้มอล่วยในการดูแลผู้ชุมนุมให้มากที่สุดห้ามตอบโต้หรือใช้ความรุนแรงใดๆ พร้อมลงนามคำสั่ง ที่ 0016.(ศปก.น.) / 465 วันที่ 20 มกราคม ถึงนายตำรวจระดับผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ( ผบก.น.) ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ( ผบก.ตปพ.) ผู้บังคับการตำรวจจราจร ( ผบก.จร.) ผู้บังคับการอำนวยการกองบัญชาการตำรวจนครบาล ( ผบก. อก.) รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนนครบาล ( ผบก.ศส. ) และผู้กำกับการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศนครบาล( ผกก.ศทส.บช.น.) รวมถึงผู้ปฏิบัติงานและเกี่ยวข้องให้จัดกำลังตำรวจชุดปราบจราจล ( ปจ.) ในสังกัดเข้าปฏิบัติภารกิจดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาระหว่างวันที่ 20 - 23 มกราคม วันละ 2 ผลัดๆ ละ 12 ชั่วโมง เวลา 20.00-08.00 น. และ 08.00-20.00 น.

ติง!แผนกระตุ้นศก.ปั๊มจีดีพีแค่0.5%

ที่มา ประชาทรรศน์

แนะรัฐอัดงบ3แสนล้าน-บริหารแบบไชน่าอิงค์

“หม่อมอุ๋ย” แนะการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเรื่องดีแต่ต้องหันมาดูแลทรัพยากรธรรมชาติด้วย ที่สำคัญต้องเร่งลดช่องว่าระหว่างคนจนกับคนรวย พัฒนาชุมนุมให้เทียบเท่าคนในเมือง ระบุไม่เห็นด้วยกับมาตราการแจกเงิน “ก่อศักดิ์” แนะรัฐบาลบริหารแบบ china inc. มอนิเตอร์ทั้งระบบไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรมอย่างที่ผ่านมา ขณะที่คณบดีเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ชี้รัฐควรทุ่มเงินอีดฉีดอีก 3 แสนล้าน โพลลชี้ประชาชนไม่มั่นใจแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ กว่า 60% ระบุยังใช้จ่ายเงินเหมือนเดิม ในขณะที่นโยบายให้เรียนฟรี 15 ปี โดนใจ แต่การแจกเงิน 2 พัน กับให้เงินช่วยคนตกงานติดอันดับบ๊วย

โพลชี้ประชาชนไม่เชื่อมั่นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ

ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา ได้มีการจัดอภิปราย 60 ปี เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 1 โดยมี ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรมว.คลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปฐกถาเรื่อง “ประเทศไทย กับการพัฒนาตามกระแสโลกาภิวัตน์”

ศก.พัฒนาแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม

มีใจความว่า เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ มีการพัฒนาการตามธรรมชาติโลกเสรีนิยมมีการพัฒนาเป็นซับพลายเชนเอเชีย และเอเชียตะวันออก ป้อนสินค้าระหว่างกันในประเทศ ที่รับผลประโยชน์จากเศรษฐกิจออกมาตามการดึงดูดการลงทุน อำนวยความสะดวกแก่บริษัทข้ามชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยที่ผ่านมาเกาะกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเดินตามประเทศ 4 เสือ คือ เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เข้าไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออก เกิดการสร้างงาน มีการส่งออกพัฒนาการที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ

ประเทศไทยมีการเจริญเติบโต มีคนทำงานมากขึ้น ในด้านสินค้าอุปโภค บริโภคที่ดีที่สุดในเอเชีย ทั้งข้าว อัญมณี มีการเติบโตเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง เพราะอุตสาหกรรม มีการขยายกิจการและใช้ทรัพยากรจนเกือบหมด เช่น ดีบุก ไม้ จนเริ่มขาดแคลน โรงงานอุตสาหกรรม มีผลทำลายสิ่งแวดล้อมคุณภาพชีวิต ทำให้โลกาภิวัตน์ เร่งขยายตัว เป็นผลทำลายสิ่งแวดล้อม ชีวิต การท่องเที่ยว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวต่อไปว่า ด้านภาคการเงิน ดำเนินการตามพัฒนาการตามตลาดโลก ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้ความครอบงำ ของธุรกิจต่างชาติ มีการซื้อขาย จึงอยู่ที่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ ขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจโลก ในตลาดทุนเกิดขึ้นเนื่องจากทุนต่างชาติในตลาดหลักลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามธนาคารไทย ควรดูแลให้ความปลอดภัยสถาบันการเงิน ในเรื่องการแทรกแซงเงินตราระหว่างประเทศ ให้อัตราการแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาด จะดีขึ้นเอง ไม่จำเป็นต้องแทรกแซง

“ตลาดการเงิน เปิดรับในความเหมาะสม ตามความแข็งแรง หากไม่ปลอยตลาดเงินเสรี ภาคเศรษฐกิจต้องเติบโตได้อย่างมั่นคง การพัฒนาโลกาภิวัตน์ ในภาพรวมเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย หลักการพัฒนาควรเนินการที่เข้มแข็งเพิ่มมาตรการที่ไม่มีผลกระทบสังคมคุณภาพชีวิต

หนี้เสียมหาศาล-คนตกงานเพียบ

ม.ร.ว. ปรีดิยาธร กล่าวว่า ธุรกิจเงินอาจจะไม่กระทบสิ่งแวดล้อง แต่กระทบต่อสังคม เช่นบัตรเคดิต สินเชื่อ ที่ใช้เงินเกินกำหนด “ออมก่อนใช้ ใช้ก่อนออม” ทำให้หนี้ พอกพูนขึ้น ไม่สามารถชำระหนี้ได้ กระทบความเป็นอยู่ บางรายถูกทวงหนี้ ทำให้เสียอนาคต กระทบต่อครอบครัว

“การใช้บัตรเคดิตผ่านทางธนาคมารเริ่มใช้มา 10-20 ปีแล้ว โดยใช้ผู้มีฐานะ ไม่กระตุ้นการใช้เงิน แต่ในเวลา7-8 ปี บริษัทต่างชาติประเทศ มีการชาร์ตดอกเบี้ยสูงถึง 36 %- 60 % ต่อปี ทำให้คนจน ผู้รายได้ต่ำ ในโรงงานที่ใช้บัตรเคตดิ เกิดหนี้เสียมหาศาล จีงทำให้คนตกงาน กระแสโลกาภิวัฒน์แบบนี้ทำให้คนตกงาน วิธีควบคุม ก็คือต้องกดดอกเบี่ยเป็น 22 % บริษัทก็อยู่ได้ ให้เลิกออกบัตรให้คนที่เป็นหนี้ เศรษฐกิจจะโต 15% ต่อปี” ม.ร.ว. ปรีดิยาธร กล่าว

การพัฒนาตามการเจริญของโลกหากไม่จัดกระบวนการพัฒนา จะไม่สามารถผันรายได้ ส่วนเพิ่มกระจายสู่สังคมได้อย่างทั่วถึงในภาคส่งออกทำให้คนร่ำรวย แต่กับการเกษตรได้รับประโยชนน้อยกว่า ทำให้เกิดช่องว่างของรายได้ระหว่างคนเมือง กับชนบทที่ทำอาชีพเกษตร เมื่อช่องว่างขยายตัวมากขึ้นจะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งในสังคมได้

คุณภาพชีวิต ที่เสื่อมลงไปหรือไม่ถ้าถามนักธุรนกิจ คงบอกว่าเกิดประโยชน์ ถ้าถามชาวเกษตร คงบอกว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าถามคนรุ่นใหม่คงบอกว่าเศรษฐกิจที่พัฒนามีผลดียิ่ง ซึ่งคำตอบจะตรงข้ามกับเด็กชนบท ที่ด้อยการศึกษาอย่างสิ้นเชิง

ช่องว่างคนรวย-คนจนยังเท่าเดิม

การพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ได้กระจายรายได้ไปสู่คนชนบท มีช่องว่างคนรวยจน มากเท่าเดิม สิ่งที่มีผลต่อโลกาภิวัตน์เศรษฐกิจ คือสังคมไทยนิยมทำตามวัฒนธรรมชาวตะวันตก นำแบบแผนชีวิตตะวันตกเข้ามาผ่านการค้า มีทั้งข้อดี และข้อเสีย ซึ่งข้อดี คือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งค่านิยมเศรษฐกิจของทางตะวันตก ต้องทำกำไรสูงสุด มีธุรกิจขนาดใหญ่ ขยายกิจการ ซึ่งในเมืองไทยได้ดูดซับค่านิยมนี้เข้ามา เกิดความพึงพอในการสร้าง เกิดการแข่งขันของตลาดโลกที่ต้องมีขนาดใหญ่ แต่บางประเภทก็ไม่จำเป็นแข่งขันตลาดโลก

“ด้านธุรกิจการค้าปลีกเช่น โลตัส แมคโค ทำให้ร้านขายของชำขนาดเล็กต้องทยอยปิดตัวลง คนซื้อของร้านของชำไม่มีที่รับระบายทุก หันมาซื้อของตามร้านค้าปลีก ที่ต้องเข้าแถวซื้อของกับพนักงานที่เร่งกดเคื่องแข่งกับบเวลา เพื่อแลกกับราคาสินค้าที่ถูกลง ทั้งนี้ธุรกิจขนาดยักต์มีอำนาจต่อรองสูง และกลายเป็นศัตรู กับชาวไร่ชาวนนา”

ม.ร.ว. ปรีดิยากุล กล่าวว่า สภาวะทางเศรษฐสังคม มาจากแนวทางพัฒนาจาก 50 ปีที่ผ่านมา มีค่านิยมมาจากทางตะวันตก สู่โลกาภิวัฒน์ หลายคนคิดว่า เราต้องปฏิเสธการพัฒนาเศรษฐกิจแต่ไม่ใช่ เพราะแนวทางการพัฒนานั้นเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากมาย จำเป็นที่จะพัฒนาต่อไป เพราะเศรษฐกิจก้าวหน้ามาก สิ้นค้าส่งออกได้หารายได้มาพัฒนาประเทศ เป็นพื้นฐานในการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ทั้งภาคผลิต นำมาส่งออก เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนของโลก ต้องมีการพัฒนา ทางด้านวัตถุดิบ เพื่อเติมความเข้มแข็ง ทางภาคอุตสาหกรม เช่น เรามีแร่โปแตชมากที่สุดในเอเชีย ก็ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

ม.ร.ว. ปรีดิยาธร กล่าวอีกว่า ประชาชนหลายหมื่นหมูบ้าน ได้รวมตัวช่วยตัวเอง ทำแผนพัฒนาชุมชน โดยดึงหน่วยงานของรัฐช่วยทำตามแผน ให้องค์การบริหารส่วนตำบลเข้าไปช่วย แผนชุมชนที่ได้มาตรฐานก็จะเกิดขึ้น ตามหน่วยราชการเกี่ยวข้องเมื่องบผ่านมาที่ อบต. ก็น่าจะให้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นกลุ่มประชาสังคนที่น่าจับตามอง ที่พัฒนาชนบทที่แท้จริง เชื่อว่าภายในปี 54 จะเจริญขึ้นกว่าทีเคยเป็นมา

“เศรษฐกิจ ในท้องถิ่น ต้องมีการวางแผนการกระจายรายได้ เพิ่มรายได้ ไม่ควรแจกเงินเป็นครั้งๆเพิ่มโอกาสในการทำมาหากิน การให้เงินจะส่งเสริมให้คนเกิดความเคยตัว ทำให้คนรับไม่เห็นคุณค่าของการหาเงินด้วยตัวเอง”

ต้องลดช่องว่างคนเมืองกับชนบท

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงการแก้ไขจุดอ่อนในเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นว่า ต้องมีความระมัดระวัง ในการใช้ทรัพยากร ที่ไม่สูงกว่าที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา มีโครงการปลูกป่า จัดการใช้น้ำ มีการนำธรรมชาติ หรือน้ำฝน มาใช้ให้มากที่สุด โดยน้ำที่ปล่อยลงทะล ไม่ควรเป็นนำที่ใช้แล้ว จัดแหล่งน้ำอย่างพอเพียงกับการเกษตร อุตสาหกรรม และครัวเรือนอย่างเหมาะสม บริหารจัดการไม่ให้โรงงานปล่อยควันพิษออกมา ไม่ให้มีโรงงานตั้งหนาแน่นเกินไป เพราะจะต้องใช้แหล่งน้ำมากเกินในท้องถิ่นนั้นๆ จำกัดการธุรกิจท่องเที่ยวที่ไม่กระทบต่อศีลธรรม กำจัดแหล่งเสื่อมโทรมของธุรกิจท่องเที่ยว ป้องกันบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เพราะเป็นปัญหาภายหลัง ผู้กู้ ถูกเอาเปรียบมาก เช่น การไปศูนย์การค้า จะมีมุมเล็กๆ ที่คนไปกู้สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นกระบวนการที่น่ากลัว ส่วนในมาตรการอื่นควรเสริมราคาพืชผลเกษตร การสร้างรายได้เกษตรกรรม ไปสู่ชนบท เช่น “ไทยเที่ยวไทย” ชักชวนคนกรุงเทพไปเที่ยวชนบท ให้มากขึ้น

สุดท้ายคือลดช่องว่างระหว่างคนเมืองกับชนบท เป็นยุทธศาสตร์พัฒนาท้องถิ่น พัฒนาชนบท เพื่อไม่ให้ชุมนุมห่างไกล เพราะภาคเกษตรชนบท นอกจากแผนชุมนมแล้วต้องพัฒนาโครงสร้างระบบท้องถิ่น เพื่อโอกาสทำมาหากิน ตั้งแต่สร้างอุตสาหกรรมนำพืชผลที่มีอยู่ผลิตพลังงานทดแทน เพื่อไม่ให้ราคาตกต่ำอย่างที่เคยเป็น เพิ่มรายได้เกษตรกรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คู่กับการส่งออก ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ ลดความขัดแย้งไปด้วย

หม่อมอุ๋ยชี้งบสร้างงานยังน้อยมาก

ภายหลังจากการที่ปาฐกถาเสร็จ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร ให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้รัฐบาลกระตุ้นงบการสร้างงานให้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้งบสร้างงานเป็นงบทางอ้อม แต่งบสร้างงานโดยตรง ครั้งแรกมีจำนวน 115,000 ล้านบาท แต่ทุกวันนี้เหลือเพียง 1,700 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก และจะมีคนตกงานในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เนื่องจากการขายลดลงมาก เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องรับรู้ และเป็นปัญหาใหญ่ งบประมาณที่ออกมามีจุดอ่อนก็คือ ยังสร้างงานน้อยเกินไป งบออกมาแสนล้าน เป็นงบสร้างงานสักครึ่งหนึ่งก็จะทำให้ทุกคนสบายใจได้

เมื่อถามว่า ถ้ามีการลดตุ้นทุนเงินประกันสังคมจะเหมาะสมหรือไม่ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเสนอที่ควรจะแยกออกจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ควรนำมาปนกัน เป็นข้อเสนอทางกฎเกณฑ์แต่งบกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นควรมุ่งเน้นไปสู่การสร้างงาน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวถึงการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้านเดินตามปกติ ผู้ประกอบการที่ฐานะไม่ดีต่างหากน้อยลง การส่งออกลดลงก็ไม่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น วงเงินเดิมผู้ส่งออกเพียงพอแล้ว ผู้ส่งออกใดเงินไม่พอก็มีการขาดทุนเยอะ สินเชื่อที่ควรปล่อยคือ สินค้าที่เพิ่มกำลังซื้อเพิ่มกำลังความต้องการ เช่นการซื้อบ้าน เป็นต้น ซึ่งรัฐบาลนี้เข้าใจเรื่องนี้แล้ว

แนะอัดฉีดกระตุ้นศก.อีก3แสนล้าน

หลังจากนั้นเป็นการอภิปรายในเรื่อง “เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยปี 2552” โดย นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บ.ซีพีเซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) แนะว่ารัฐบาลควรบริหารประเทศแบบ china inc. ของจีน ให้เป็น Thailand inc. ที่มอนอเตอร์เศรษฐกิจทั้งระบบ ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรมเหมือนอย่างที่ผ่านมา

เหมือนอย่างประเทศจีนเมื่อเขารู้ว่าฟองสบู่จะแตกก็ออกกฎหมายห้ามธนาคารปล่อยเงินกู้ทำให้เศรษฐกิจของจีนรอดมาได้ และตอนนี้ยังมีการวางแผนลดจำนวนเกษตรกรลงจากร้อยละ 70 ลงเหลือร้อยละ 40 เพื่ออพยพแรงงานเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรม

ด้าน ศ.ดร.ตีรณ พงษ์มฆพัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การช่วยค่าครองชีพ 2,000 บาท แม้จะเป็นจำนวนไม่มากและไม่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม แต่ถือเป็นการลดภาระประชาชน ด้วยการคืนเงินให้ประชาชนใช้บ้าง

ข้อดีคือกลุ่มคนที่ได้รับ ซึ่งมีรายได้ไม่สูงมากจะนำเงินส่วนนี้มาบริโภคและคิดแล้วก็เป็นคนจำนวนมากเกือบ 10 ล้านคน อาจช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินบ้าง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ามาตรการที่ออกมารอบแรกของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมได้ เป็นเพียงประชานิยมที่ต้องการเพียงสร้างความเชื่อมั่นให้ยอมรับรัฐบาล จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นรอบสองออกมา ซึ่งจะต้องสร้างความชัดเจนในการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ ภาษี แรงงาน เพื่อให้ได้ผลถาวรต่อเนื่องถึงการกระตุ้นจีดีพีโดยตรง
เพราะเท่าที่ดูมาตคการของรัฐบาลน่าจะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% เท่านั้น

ที่สำคัญมาตรการต่างๆ ทั้ง 18 ข้อ ยังไม่มีส่วนใดแตะลงไปถึงกลุ่มความเดือดร้อนหลักจากผลกระทบเศรษฐกิจโลก ทั้งผู้ส่งออกและท่องเที่ยว ฉะนั้น หากไม่เกาให้ถูกที่คัน ระยะยาวแผลจะเรื้อรังมากกว่าที่เห็น

แต่หากเศรษฐกิจหดตัวมาก และนโยบายที่ส่งตรงสู่ระบบเศรษฐกิจ กลับไม่ได้กระตุ้นจีดีพีให้มากพอจะสร้างรายได้กลับสู่คลังหลวง หรือมีเพียงแต่รายจ่ายที่ไม่สร้างผลผลิตเพิ่ม รัฐจะมีภาระก่อหนี้มากขึ้นและส่งผลระยะยาวต่อภาระของประชาชนในการแบกรับหนี้ในอนาคต

ขณะเดียวกันยังแนะให้รัฐบาลอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 3 แสนล้านบาท สำหรับ 3 ปีข้างหน้า

โพลชี้ปชป.ไม่มั่นใจแผนกระตุ้นศก.

ทางด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์การพยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจทรรศนะของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่า ประชาชนยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมารอบแรกผ่านงบกลางปี 115,000 ล้านบาท โดยคนส่วนใหญ่แม้จะเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลแต่ไม่แน่ใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลจึงรอผลการกระตุ้นให้เป็นรูปธรรมก่อน

ทั้งนี้ทรรศนะต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจประชาชนส่วนใหญ่ 44.4% เห็นว่ากระตุ้นได้ปานกลาง โดยคนทุกภาคส่วนใหญ่ยังมั่นใจในระดับปานกลางถึงมั่นใจน้อย มีเพียงภาคใต้เท่านั้นที่มั่นใจว่านโยบายของรัฐจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้ ขณะที่พฤติกรรมการบริโภค การซื้อสินค้า หลังออกมาตรการของรัฐบาลนั้น คนส่วนใหญ่ยังไม่ตอบสนองมากนัก โดย 60.2% บอกว่าจะใช้จ่ายเท่าเดิม ส่วนที่บอกว่าจะใช้จ่ายมากขึ้นมี 30.1%

นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่มองว่ามาตรการเหล่านี้จะได้ผลปานกลาง 42.3% ส่วนที่เห็นว่าได้ประโยชน์มากถึงมากที่สุดรวม 17.6% และที่เหลือ 39.4% มองว่าได้ผลน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะเดียวกันประชาชน 48.4% ไม่แน่ใจว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ทำตรงจุดหรือไม่ ส่วนที่เห็นว่าถูกจุดมี 28.9% และไม่ถูกจุด 22.8%

"ผลสำรวจทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าคนเห็นด้วยกับการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ แต่ยังไม่มีพฤติกรรมที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าไตรมาสแรกเศรษฐกิจยังชะลอตัว และน่าจะต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 แต่จะกลับมาฟื้นได้ชัดเจนในไตรมาส 3 ซึ่งหลังจากนี้รัฐบาลควรกระตุ้นด้วยการทำนโยบายให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น และคาดว่าตลอดปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ 2-2.5% ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ออกมาต่อเนื่อง" นายธนวรรธน์ กล่าว

สำหรับนโยบายที่คนชื่นชมสูงสุด คือ เรียนฟรี 15 ปี รองลงมาเป็นเบี้ยยังชีพคนชรา กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาแหล่งน้ำทางการเกษตร จำหน่ายสินค้าราคาถูก การต่ออายุมาตรการ 6 เดือน

ส่วนนโยบายที่คนพอใจน้อยสุด คือ การช่วยเหลือค่าครองชีพ 2,000 บาท แก่พนักงานเอกชนและบุคลากรของรัฐที่ได้เงินเดือนน้อยกว่า 15,000 บาท และการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน โดยช่วยเหลือเงินเดือนละ 5,000 บาท ในช่วง 6 เดือน

'เหลิม'ลั่นตั้งกระทู้สดตบก้นรบ.สั่งผิดม็อบโกเต็กซ์!!

ที่มา ประชาทรรศน์

ประชุมสภามีเสียว 'เหลิม' ประกาศตั้งกระทู้สด 'นายกฯมาร์ค' จี้รบ.ลูกหนี้ เอาผิดม็อบโกตั๊บ ณ โกเต็กซ์ วันนี้ ด้านกลุ่มกปส. บุกทำเนียบยื่นหนังสือไล่จี้ทวงคำตอบ'มาร์ค'ยุบสภา-เลื่อนประชุมอาเซียนซัมมิท'สุเทพ'ออกโรงรับเรื่อง โดดป้อง'กษิต'ตามระเบียบ อ้างเป็นเทปท้วนเดิม ปัดกตัญญูพันธมาร

บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้(22 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานกลุ่มรักประชาธิปไตยสนามหลวง (กปส.) และเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตย 4 ภาคประมาณ 50 คน ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้ายืนแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เรื่องทวงถามการเลื่อนการประขุทสุดยอดผู้นำอาเซียนและยุบสภาตามมติมหาชน ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนในการรับมอบหนังสือดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้ทางกปส.ได้เดินทางมายืนข้อเรียกร้องดังกล่าวผ่านนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้รายละเอียดในแถลงการณ์ฉบับที่ 5 ได้ระบุว่า ทางมติมหาชนของกปส. ยังคงคืนยันให้รัฐบาลทำการเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และทำการยุบสภาเพื่อนคืนอำนาจให้กับประชาชน จนกว่าจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆจากนายกรัฐมนตรี โดยหากในวันนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ยอมดำเนินการใดๆให้เป็นไปตามมติของมหาชน แสดงว่านายกรัฐมนตรีกำลังเหลิงอำนาจที่ปล้นมา จนไม่คำนึงถึงความสงบของชาติบ้านเมือง

อย่างไรก็ตามในถ้อยคำแถลงการณ์ยังโจมตีรัฐบาลที่ทำการแต่งตั้งนายกษิต หนึ่งในแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการตอบแทนบุญคุณ เท่ากับรัฐบาลยอมให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรฯที่ทำการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง จนเป็นเหตุให้เกิดควาเสียหายอย่างมหาศาลกับระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ และเป็นการทำลายสถาบันทางการเมือง

ด้านรองนายกรัฐมนตรี กล่าวให้สัมภาษณ์ในกรณีการพิจารณาปลดนายกษิต ให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยระบุเพียงสั้นๆว่า การที่รัฐบาลพิจารณาแต่งตั้งนายกษิต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องด้วยนายกษิตเคยเป็นนักการฑูตที่มีความสามารถ และคาดว่านายกษิตจะทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวได้ดี และขอยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลไม่ได้เป็นการตอบแทนบุญคุณกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างที่ถูกกล่าวหา ส่วนการเรียกร้องนายกรัฐมนตรีทำการยุบสภานั้น ก็เป็นสิทธิ์ที่ประชาชนจะสามารถเรียกร้องได้

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไปในช่วงเวลา 11.00 น.ในวันนี้ ระเบียบวาระการประชุมมีการตั้งกระทู้ถามสด 3 เรื่อง โดยลำดับที่ 1 นั้นเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง คือเรื่องการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้ตั้งกระทู้ถามคือร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ถามนายกรัฐมนตรี ซึ่งประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะมีการโต้เถียงกันในสภาอย่างเผ็ดร้อน เนื่องจากยังเป็นกรณีที่ได้รับความสนใจจากสังคม

'อนุสรณ์'ติงนโยบายประชานิยม'มาร์ค'เกาไม่หายคัน

ที่มา ประชาทรรศน์

คณบดีเศรษฐศาสตร์ จวกรบ.หาเสียงแก้ไม่ตรงจุด เข็นนโยบายประชานิยมรายวัน เตือนระวังหลุดกรอบวินัยการเงิน-คลังของประเทศ ชี้ศก.ไทยขาดดุลเหยียบ 5แสนล้าน รัฐห้ามทำหูหนวก

ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และกรรมการสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นถึงนโยบายตระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาในขณะนี้ เป็นการออกนโยบายที่ค่อนข้างถี่จนเกิดไป ซึ่งประเด็นดังกล่าวรัฐบาลต้องมีความระมัดระวังในการดำเนินการมากยิ่งขึ้น โดยจะต้องไม่ให้มีผลกระทบต่อวินัยการเงินและการคลัง รัฐบาลต้องดำเนินการ หรือวางมาตรการให้อยู่ในกรอบที่กำหนด เนื่องจากงบประมาณปี 2552 พบว่ามีการขาดดุลค่อนข้างสูง คือประมาณเกือบ 5 แสนล้านบาท

อีกทั้งรัฐบาลต้องมีการวิเคราะห์นโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ในระยะกลางและระยะยาว และต้องระมัดระวังถึงจำนวนเม็ดเงินในการลงทุน และการลงทุนจะต้องสามารถสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ตนอยากฝากเตือนรัฐบาลว่า รัฐบาลควรที่จะต้องมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยต้องยึดประเด็นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่เน้นไปที่การสร้างคะแนนนิยมจากประชาชน จนเหมือนเป็นการหาเสียงกันอย่างที่ปรากฎอยู่ทุกวันนี้ เพราะนั่นจะเท่ากับว่ารัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาอย่างถูกจุด

'สาทิตย์'เมินฝ่ายค้านเล่นเกมป่วนประชุมสภาฯลั่นพร้อมรับมือ

ที่มา ประชาทรรศน์

รัฐบาลไม่สนฝ่ายค้านเล่นเกมการเมืองเสนอนับองค์ประชุมบ่อย! ชี้เป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้แล้ว ยันไม่หวั่นไหว มั่นใจสามารถรับมือได้แน่

จากกรณีที่ฝ่ายค้านพยายามปั่นป่วนการประชุมสภาฯด้วยการเสนอให้ประธานรัฐสภาฯนับองค์ประชุมถึงสองครั้งวานนี้ (21 ม.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลคาดการณ์กันไว้แล้วว่า ฝ่ายค้านจะเล่นเกมการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวิปรัฐบาล ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว โดยกำชับให้วิปรัฐบาลประสานกับพรรคร่วมรัฐบาลให้กำชับ ส.ส. เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง และจัดสรรเวลา แม้จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ก็ตาม และยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้กังวล เพราะมั่นใจว่าสามารถรับมือได้ เพียงแต่ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ใช้ข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้มีการนับองค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่สมเหตุสมผล ขณะเดียวกันได้ชื่นชมประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าทำหน้าที่ได้อย่างดี

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะประสานกับฝ่ายค้านเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในวันนี้วิป 3 ฝ่าย จะหารือร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก แต่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือฝ่ายค้านเรื่องกรอบการประชุมอาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงขอให้ฝ่ายค้านคิดถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ แต่นายอภิสิทธิ์อาจจะไม่ได้เข้าร่วมประชุมเนื่องจากติดภารกิจ

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะประสานเพื่อพูดคุยกับฝ่ายค้านนั้น เข้าใจว่าคงจะเป็นเรื่องกลไกเรื่องกรรมการปฏิรูปการเมือง ที่อยากให้ฝ่ายค้านเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ

อย.สั่งกวาด'ชาวดอย'เข้ากรุเผยผลสอบส่ออาหารปลอม

ที่มา ประชาทรรศน์

เลขาธิการฯอย.เผยผลตรวจปลากระป๋อง"ชาวดอย" เข้าข่ายอาหารปลอม ติดฉลากเก๊ ระบุวันเท็จ ประกาศเรียกเก็บเข้ากรุ เร่งจี้เอาผิดผู้ผลิต โทษนอนคุกยาว10ปี ปรับแสนบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ม.ค.) นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวเปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างปลากระป๋องยี่ห้อ "ชาวดอย" ว่าเข้าข่ายเป็นอาหารปลอม เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตแจ้งวันผลิตเท็จ รวมถึงติดฉลากปลอม แต่ทั้งนี้ขอยืนยันว่าไม่พบเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อโรคใดเจือปน ซึ่งแม้พิจารณาจากลักษณะภายนอกแล้วอาจจะดูไม่ถึงกับเน่าเสีย แต่ก็ไม่สามารถชี้ว่ารับประทานได้หรือไม่ เพราะมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

อย่างไรก็ตาม ทางอย.จะได้เรียกเก็บของกลางทั้งหมด และเตรียมดำเนินคดีกับผู้ผลิต สำหรับเบื้องต้นเข้าข่ายติด ฉลากหรือผลิตอาหารปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน - 10 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ในกรณีอื้อฉาวดังกล่าว เกิดขึ้นมีผู้นำปลากระป๋องยี่ห้อ "ชาวดอย" ไปแจกให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.พัทลุง โดยนายวิเชน สมมาตร นักธุรกิจเป็นผู้บริจาคถุงยังชีพบรรจุปลากระป๋อง 5,000 ชุด มีเอกสารรับมอบถูกต้องเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 ที่ จ.พัทลุง แต่ต่อมาชาวบ้านที่ได้รับแจกร้องเรียนว่า ปลากระป๋องดังกล่าวเน่าเสีย ทั้งที่ฉลากบนกระป๋องระบุผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมีระยะเวลาหมดอายุอีก 3 ปี ต่อมา นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ออกมาชี้แจงว่า เป็นเพราะบริษัทเอกชนที่รับสัมปทานจัดซื้อจัดจ้างเป็นผู้ส่ง พร้อมทั้งสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น และไม่น่าจะมีการการทุจริตภายในอย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ยังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้างเรื่องถุงยังชีพ ยังไม่ได้ใช้จ่ายงบประมาณในเรื่องนี้ มั่นใจว่าสามารถอธิบายในเรื่องนี้ได้

ขณะเดียวกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป เมื่อวานนี้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นหารือที่ประชุมกรณีมีการเอาปลากระป๋องยี่ห้อ "ชาวดอย" เน่าเสียไปแจกประชาชน โดยช่วงแรกหน่วยงานรัฐบอกว่า ซื้อมา ตอนหลังบอกได้รับบริจาคมา หากประชาชนบริโภคจะเกิดอันตรายต่อชีวิต จึงฝากรัฐมนตรีนำคนผิดมาลงโทษด้วย

ทางด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ตรวจสอบพบ ส.ส.หญิงภาคอีสานจากพรรคการเมืองหนึ่งเข้าไปมีส่วนจัดซื้อจัดจ้าง นายวิฑูรย์รู้จัก ส.ส.คนนี้เป็นอย่างดี เชื่อว่าเรื่องนี้จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นรัฐบาลตกกระป๋องแน่

สมัคร กลับจากสหรัฐถึงไทยแล้ว

ที่มา MCOT News
สุวรรณภูมิ 22 ม.ค. - “สมัคร สุนทรเวช” อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว หลังไปรักษาโรคมะเร็งตับ ที่สหรัฐอเมริกา

บรรยากาศที่อาคารวีไอพี ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งนำดอกไม้เตรียมมามอบให้นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ ยูเอ 0891 ลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายสมัคร ได้ให้เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) นำรถตู้สีดำ หมายเลขทะเบียน ศร 3333 กรุงเทพมหานคร เข้าไปรับด้านในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อหลีกเลี่ยงผู้สื่อข่าวที่เดินทางมาดักรอสัมภาษณ์เป็นจำนวนมาก

ขณะที่ทีมข่าวสำนักข่าวไทย อีก 1 ชุด ได้ไปดักรอที่หน้าบ้านพักของนายสมัคร สุนทรเวช ภายใน ซ.นวมินทร์ 81 ตลอดทั้งคืน แต่บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเงียบเหงา ทันทีที่รถตู้แล่นเข้ามา คนในบ้านได้เปิดประตูรั้วให้รถตู้เข้าไป และปิดประตู โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปสัมภาษณ์

สำหรับการเดินทางกลับประเทศไทยในครั้งนี้ นายสมัคร ต้องกลับมาเพาะเนื้อเยื่อตับให้ได้ถึงร้อยละ 40 เพื่อเดินทางกลับไปรักษาโรคมะเร็งตับ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ซึ่งมีรายงานว่า น้ำหนักตัวของนายสมัคร ลดลงไปถึง 20 กิโลกรัม. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-22 05:13:06

"บิ๊กมท." กังขาโยกย้ายไม่เป็นธรรม ชี้หนังสือคำสั่งส่อพิรุธ "สว.กำแพงเพชร"จี้นายกฯ ตอบกระทู้ในสภาสูง

ที่มา มติชนออนไลน์

แฉหนังสือย้าย "ปลัดมหาดไทยง" ส่อพิรุธตัวหนังสือ 2 ฉบับใช้เลขไม่เหมือนกัน อดีตผู้ว่าฯ กำแพงเพชรกังขาถึงการโยกย้ายเป็นธรรมหรือไม่ "ชวรัตน์" ยืดอกรับผิดชอบเองหากการโยกย้ายไม่ถูกต้อง "เพื่อไทย" ได้ทีซัดรัฐบาลรังแกข้าราชการ


คนมหาดไทยมึนหนังสือเด้ง-ตั้ง"ส่อพิรุธ"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคม มีหนังสือจากสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ส่งมายังกระทรวงมหาดไทย ลงนามโดย นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร อดีตผู้ว่าราชการจ.กำแพงเพชรถึงประธานวุฒิสภา เพื่อตั้งกระทู้ถามด่วนนายกรัฐมนตรี ให้ชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมวุฒิสภา กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะเพิ่งจะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามมติครม. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 และการย้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นธรรมตามกฎหมายและเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือไม่

รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทยแจ้งว่า บรรดาข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ตั้งข้อสังเกตการออกหนังสือย้ายนายพีรพล และแต่งตั้งนายวิชัย ในตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา สงสัยว่า อาจจะไม่ใช่หนังสือที่ออกมาจากกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากเลขหนังสือที่ออก ในฉบับแรก ที่เป็นหนังสือแต่งตั้งโยกย้ายนายพีรพล เลขที่ มท. 0100 / 222 ส่วนคำสั่งแต่ตั้งนายวิชัย เลขที่ มท. 0100 / 502 ซึ่งหนังสือทั้ง 2 ฉบับ เป็นหนังสือลับ และลงวันที่ 20 มกราคม 2552 เหมือนกัน หากออกที่กระทรวงมหาดไทยจริง ตัวเลขหนังสือจะต้องไม่ห่างกันถึง 280 เลข เพราะกระทรวงมหาดไทย ไม่มีการทำหนังสือลับมากมายขนาดนั้นในวันเดียว

"อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ตัวหนังสือของหนังสือทั้ง 2 ฉบับ เป็นคนละแบบกัน ฉบับหนึ่งเป็นตัวเลขไทย และอีกฉบับเป็นตัวเลขอารบิค ทำให้เชื่อได้ว่า คนออกหนังสือต้องออกจากคนละที่และคาดว่าหนังสือดังกล่าวออกจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนำมาให้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เซ็นก่อนจะเข้าประชุมครม. เพียงไม่ถึงชั่วโมง"รายงานข่าวระบุ


นายกฯปัดกลุ่มเนวินกดดันเด้งปลัดฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลมีเหตุผลที่จะชี้แจงศาลปกครองหาก นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)และจะยื่นศาลปกครอง กรณีมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบคำสั่งให้ย้ายไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้สัมภาษณ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 มกราคม ว่า การย้ายรัฐบาลไม่ได้กล่าวหาว่ามีความผิด และคงจะได้พูดคุยกับนายพีรพล เมื่อมารายงานตัวที่ทำเนียบ และยังปฏิเสธกระแสข่าวรัฐมนตรีกลุ่มเพื่อนเนวินอยู่เบื้องหลังการกดดันให้ย้าย เพราะ ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องการกดดันอะไร

ต่อมาเวลา 09.00น. นายอภิสิทธิ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน (กรอ.) ทั้งนี้มี นายวิชัย ศรีขวัญ ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยร่วมประชุมด้วย โดยก่อนการประชุมนายอภิสิทธิ์เข้าไปแสดงความยินดีกับนายวิชัยด้วย


ปลัดมหาดไทยใหม่รับหนีการเมืองไม่พ้น

นายวิชัย กล่าวภายหลังประชุมถึงเสียงวิจารณ์ได้รับตำแหน่งเพราะการเมืองและเป็นคนจังหวัดเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ว่า ไม่ลำบากใจและไม่หนักใจ เมื่อเป็นข้าราชการก็ต้องทำตามคำสั่งและนโยบายรัฐบาล ยืนยันหลังจากได้รับการแต่งตั้งยังไม่ได้เจอนายสุเทพเลย กระทรวงมหาดไทยมียุทธศาสตร์วางไว้แล้ว สามารถทำงานต่อได้เลย และพร้อมพูดคุยกับนายพีรพล ในเรื่องการทำงาน เป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว ส่วนเป็นห่วงหรือไม่ว่าเมื่อมาจากการเมือง อนาคตถ้ามีการเปลี่ยนแปลงต้องถูกกย้าย นายวิชัย กล่าวว่า ไม่ห่วง เป็นข้าราชการต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่คิดว่าตำแหน่งที่ได้รับเป็นเผือกร้อน

นายวิชัย กล่าวว่า เรื่องแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองในทุกๆ ตำแหน่ง อย่างตำแหน่งของปลัดกระทรวงก็ต้องเสนอโดยรัฐมนตรีต่อ ครม.เช่นเดียวกับตำแหน่งผู้ว่าฯ และอธิบดี ปลัดกระทรวงก็เป็นผู้เสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อ ครม.ดังนั้น มันก็ต้องเกี่ยวกับการเมืองหนีไม่พ้น เมื่อถามส่วนตัวเมื่อรับตำแหน่งแล้วจะเสนอปรับย้ายใครหรือไม่เพื่อทำงานได้สะดวก นายวิชัย หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ไม่มีการทำเช่นนั้น

"ถ้าพูดว่าเป็นการสนองตอบนักการเมืองก็ถูก ไม่ผิด เพราะเมื่อรัฐบาลมีนโยบายอะไรก็ทำตามนโยบายนั้นๆ เปรียบเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ฝ่ายการเมืองเป็นผู้มอบนโยบาย ส่วนฝ่ายข้าราชการประจำต้องไปทำงานให้สำเร็จ"


มท.1ชี้โยกย้ายขรก.เรื่องปกติ

ที่กระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ถือเป็นเอกสิทธิ์ หากนายพีรพล รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ที่จะฟ้องร้องต่อศาลชั้นต้น ศาลทั่วไป หรือศาลปกครอง ส่วนความเหมาะสม ที่แต่งตั้ง นายวิชัยเป็นปลัดกระทรวงคนใหม่แทนนั้น มีการพิจารณามาก่อนแล้ว และนายสุเทพ รองนายกฯก็เห็นว่าเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย

นายชวรัตน์ กล่าวว่าการโยกย้ายข้าราชการประจำ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งจะเริ่มมีในรัฐบาลนี้ แต่เป็นเรื่องของความจำเป็นในแต่ละกระทรวงซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำงาน ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งหรือมีอคติ และไม่ได้ถูกใครกดดัน เพราะทำงานกับใครก็ได้ เมื่อนายสุเทพสุเทพ เห็นว่า นายพีรพล มีความจำเป็นตนก็ไม่ได้ขัดข้อง ส่วนนายพีรพลต้องการทำงานที่สำนักนายกฯหรือไม่นั้น เห็นว่าต้องเคารพผู้บังคับบัญชา

"การที่ตั้งนายวิชัย ขึ้นเป็นปลัด ไม่เกี่ยวกับทหาร แต่พิจารณาจะลำดับอาวุโส ส่วนการที่รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่า เมื่อเข้ามาย้ายคนของรัฐบาลเก่านั้น ถามหน่อยว่ามีรัฐบาลชุดใดบ้างที่ไม่มีการย้าย"


ลั่นขอรับผิดเองหากย้ายไม่ชอบ

ส่วนการย้ายปลัดมหาดไทยเหมือนเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู หากผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สนองนโยบายของรัฐ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ใช่ การทำทุกอย่างเป็นหน้าที่ เหมือนเกมกีฬา จะต้องมีการชิงเหรียญทอง ดังนั้นต้องเล่นให้ดีที่สุด หากทำไม่ดีก็ต้องพิจารณาตัวเอง แม้กระทั่งตนก็เช่นกัน และก็ต้องเดินไปตามเกมจนกว่าจะได้เหรียญทองเช่นกัน ส่วนการย้ายครั้งนี้จะเป็นการกดดันผู้ว่าฯหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล คนที่ทำงานในหน้าที่ที่ถูกมอบหมายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร การทำงานอย่างกลัวเก้าอี้ หากกลัวจะทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ

เมื่อถามว่าหากโยกย้ายครั้งนี้เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะกระทบความน่าเชื่อถือหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า "เป็นเรื่องที่ผมจะต้องพิจารณาตัวเอง" และยอมรับขณะนี้ตกเป็นเป้าโจมตีฝ่ายค้านอยู่แล้ว


"สุเทพ′ ย้ำเด้งเพื่อความเหมาะสม

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯกล่าวถึงนายพีรพลจะ อุทธรณ์คำสั่งโยกย้าย และฟ้องศาลปกครอง ว่า ไม่กังวลใจ มีสิทธิดำเนินการได้ ต้องดูว่าไม่เป็นธรรมตรงไหน เพราะโยกย้ายเพื่อความเหมาะสม ในการปฏิบัติราชการไม่ได้ไปกล่าวหาว่าร้ายใคร แต่การย้ายไปทำงานที่ทำเนียบเพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อราชการมากกว่า ส่วนที่บางฝ่ายมองว่ามีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องนั้น นั่นเป็นข่าวลือ ข่าวลือมีทุกวัน ส่วนกระแสข่าวการโยกย้ายอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็เป็นเพียงข่าวลือ

ส่วนจะมีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งผู้ว่าฯอีกหรือไม่ โดยเฉพาะสิงห์ขาว (ผู้ที่จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) นายสุเทพกล่าวว่า ต้องไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเรื่องที่จะเห็นสมควรว่าจะทำหรือไม่ทำ เมื่อถามว่า ขณะนี้ผู้ว่าฯบางจังหวัด ยังใกล้ชิดกับขั้วอำนาจเก่า นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ได้กังวล แต่ที่คำนึงคือประสิทธิภาพ ประสิทธิผลการทำงาน

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้กลั่นแกล้งนายพีรพล ส่วนเหตุผลการย้ายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลกลุ่มคนเสื้อแดงแต่อย่างใด เป็นเรื่องของการทำงานมากกว่า "ตำแหน่งของคุณพีรพลต้องมารองรับที่สำนักนายกฯ เป็นที่ปรึกษานายกฯโดยทางก.พ.จัดสรรไว้ ตั้งแต่รัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ใช้ไม่ครบ เรียกว่าตำแหน่งที่สอง เพื่อรองรับข้าราชการระดับ 11 เพราะโยกย้ายจะต้องตัดขาดจากตำแหน่งเดิมเพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามารับตำแหน่งใหม่โดยไม่ต้องรักษาการ"


พท.ซัดใช้อำนาจรังแแกขรก.

ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักชัยกุล ส.ส.เขียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า รัฐบาลกำลังใช้อำนาจรังแกข้าราชการ ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ที่ห้ามรัฐมนตรีก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ ขอตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายข้าราชการครั้งนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคพลังประชาชนเดิม เนื่องจากมีกระแสข่าวว่า มีการเตรียมการปลดพล.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ และ ข้าราชการอีกหลายหน่วยงาน

ล้างบางข้าราชการ

ที่มา เดลินิวส์

ตอน ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง ถูก คตส.ชี้มูลความผิด กรณีหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ซึ่งครม.ทักษิณโดนฟ้องแทบยกครัว เหตุผลหนึ่งที่คนใน คตส.ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อ ฟังแล้วอยากบ้าตาย

บอกหน้าตาเฉย ปลัดคลังนั่งประชุมครม.ด้วย แต่ (ขอโทษ.. เสือก) ไม่คัดค้าน เพราะอยากรักษาเก้าอี้ตัวเอง จึงต้องโดนซะประมาณนั้น ทั้งที่มติครม.เสมือนเป็นกฎหมาย ข้าราชการต้องปฏิบัติตาม การออกหวยบนดิน 40-50 งวด สตง.ของคุณหญิงเป็ด จารุวรรณ เมณฑกา ก็ให้การรับรองงบดุลเรื่อยมา

แล้วใครที่ไหนจะตรัสรู้ว่า ทำตามมติครม.แท้ ๆ กลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายไปได้

ทั้งที่เรื่อง หวยใต้ดิน 2 ตัว 3 ตัว เอามาอยู่บนดิน มองยังไงก็ถูกต้อง แต่ไม่สำคัญกว่าการอคติว่าศุภรัตน์เป็นคนในระบอบทักษิณ เลยต้องกลายเป็น หมาป่ากับลูกแกะ เอ็งไม่ผิด พ่อเอ็งก็ผิด พ่อไม่ผิด ปู่ก็ผิด ว่างั้นเถอะ ถ้าไม่ใช่ ทำไมไม่เอาผิดคุณหญิงเป็ดด้วย ทำไมปลัดศุภรัตน์ผิดคนเดียว

เป็นข้าราชการเหมือนกัน ทำไมคนหนึ่งขาวจั๊วะ อีกคนดำปี๋ นี่หรือความเป็นธรรม !!!

ล่าสุด ปลัดคลังเจอวิบากกรรมร้ายแรง เมื่อ ป.ป.ช.มีมติ 5 ต่อ 4 ชี้มูลความผิด ทั้งทางอาญาและวินัยร้ายแรง มีโทษไล่ออกหรือให้ออกสถานเดียว กรณีเป็นกก.คัดเลือกและแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากร 4 ราย ขณะเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ตั้งแต่ปี 2544 โน่น

ที่เป็นเรื่องก็เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ก.พ.ของคุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ (ถูกป.ป.ช.ชี้มูลผิดด้วย)มีการใช้หลักเกณฑ์ว.9 ใหม่ (รายละเอียดไม่ต้องไปรู้ รู้ไปก็เท่านั้น) โดย กระทรวงการคลังเป็นแห่งแรกที่นำกฎนี้มาใช้

ก็เข้าใจได้ ของใหม่ย่อมมีช่องโหว่ และผิดพลาดได้ ไม่ต้องดูอื่นไกล รัฐธรรมนูญ ยังตีความกันไม่รู้กี่ครั้งกี่หน ตัวอักษรบัญญัติอย่าง นำไปใช้อีกอย่าง หรือบัญญัติไว้กำกวมจริง ๆ จนเกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมา

ที่ปลัดโดน ก็คือ หาว่าส่งคนของตัวเองไปคัดเลือก ซึ่งที่จริงระเบียบก็ให้มีทั้งสมัครเองและให้มีการเสนอชื่อด้วย เพื่อให้มีตัวเลือกมากขึ้น ปลัดซึ่งเป็นอธิบดีฯก็เซ็นรับรองผลงาน ผู้สมัครลูกน้องตัวเองทั้ง 7 คน แล้วจะไปล็อกคนของตัวเองได้ไง

แต่เมื่อศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า หลัก เกณฑ์ว.9ไม่ถูกต้องเป็นธรรมและทำเกินกว่ามติครม. ให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากรทั้ง 4 คน (2 พ.ค. 2549) ทุกคนก็ต้องน้อมรับคำตัดสินนั้น

แต่อีกนั่นล่ะ ที่กลายเป็นเรื่องจริง ๆ ก็เพิ่งมารู้ตอนสื่อเสนอข่าวว่า เพราะ 1 ใน 4 หรือ 2 ใน 4 ของรองอธิบดีกรมสรรพากรที่ได้รับเลือกนั้น ถูกข้อหาว่า เป็นข้าราชการที่ไปช่วยทักษิณปกปิดเรื่องการถือครองหุ้นด้วย

สรุปว่า ไป ๆ มา ๆ ก้าวไม่พ้นข้อหา เป็นคนในระบอบทักษิณนั่นเอง!!!

ทั้งที่ปลัดศุภรัตน์ เป็นข้าราชการตงฉิน ที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่นเลย ข้อสำคัญ เป็นคนเก่งมาก ๆ (เป็นนักเรียนทุนทั้งของกรมสรรพากร และ ก.พ.) และเชี่ยวชาญการคลังหาตัวจับยาก

ที่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 25% เมื่อ เร็ว ๆ นี้ ก็ปลัดคลังนี่ล่ะ เป็นเสาหลักยืนต้านลมซึ่งถูกต้องเลยหาก บริษัทขาดทุน ไม่มีเงินจ่ายภาษี ลดไปก็แค่นั้น ทำภาษีรัฐหดอีกด้วย เท่ากับเกาไม่ถูกที่คัน

มีข่าวว่าปลัดศุภรัตน์กำลังเตรียมการที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นจริงก็ดีเลย เพราะปกติเห็นเป็นคนสุภาพสุด ๆ แต่นั่นล่ะโดนรังแกขนาดนี้ หากไม่ลุกขึ้น กู้ศักดิ์ศรีตัวเอง ก็น่าเสียดาย

เขียนเรื่องนี้ เพราะเสียใจและเสียดาย แทน “ข้าแผ่นดิน” ที่เป็นข้าราชการที่ดีมากอีกคนหนึ่ง ซึ่งถูกทำลายล้าง ด้วยความไม่เป็นธรรม เพียงเพราะอคติว่า เป็นคนในระบอบทักษิณ

เพราะเชื่อว่าปลัดศุภรัตน์ จะยังไม่ใช่คนสุดท้ายหรอก ???

ล่าสุด ครม.ก็เด้งปลัดมหาดไทย พีรพล ไตรทศาวิทย์ ไปพ้นหูพ้นตาเรียบร้อยแล้ว !!!.

ดาวประกายพรึก

โอบามาโละจุดยืนเก่าชี้พร้อมปรองดองโลกมุสลิม

ที่มา ไทยรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ม.ค. ว่า ประเทศและกลุ่มองค์กรต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มชาวมุสลิมออกแถลงการณ์และปรับท่าทีของตน หลัง นายบารัก โอบามา ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯกล่าวว่า สหรัฐฯพร้อมที่จะสื่อสารกับโลกมุสลิมด้วยหนทางใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเมื่อ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา

หลังจากการแสดงจุดยืนใหม่ดังกล่าว ตัวแทนมุสลิมจากหลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความยินดีต่อท่าทีของสหรัฐฯต่อโลกมุสลิมในอนาคต โดยนายเคอร์ชิด อาเหม็ด ผู้นำระดับสูงของพรรคอิสลามแห่งปากีสถาน ระบุยินดีให้ความร่วมมือแก่สหรัฐฯ และกล่าวโทษอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ว่าเป็นคนทำลายความสัมพันธ์สหรัฐฯกับโลกมุสลิม ส่วนคีธ เอลลิสัน ส.ส.มุสลิมคนแรกในสภาผู้แทนฯจากรัฐมินเนโซตา กล่าวว่า คำพูดของโอบามา อาจทำให้กลุ่มอัล เคดา เกณฑ์คนมาร่วมขบวนการได้น้อยลง เพราะที่ผ่านมาอัล เคดา ชักชวนให้ชาวบ้านเข้าร่วมด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ ระบุว่าสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ต่อต้านชาวมุสลิม

แต่ทั้งนี้ มุสลิมบางกลุ่มระบุว่าเป็นคำพูดที่ไร้น้ำหนัก หากโอบามาไม่แก้ไขความขัดแย้งฝังรากของอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และปิดคุก “กวน-ตานาโม” ที่ขึ้นชื่อด้านทารุณกรรมนักโทษมุสลิม ดั่งคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนเป็นประธานาธิบดี

ด้าน “sina.com.cn” และ “sohu.com” 2 เว็บไซต์ยอดนิยมอันดับต้นๆของจีน ตัดทอนข้อความ ที่แปลจากสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนรับเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯของนายโอบามา ก่อนเผยแพร่ลงเว็บเมื่อ 21 ม.ค. เนื้อหาที่ถูกตัดออกไปคือส่วนที่พูดถึงการปกครองแบบคอมมิวนิสต์และเผด็จการ รวมถึง ข้อความที่โอบามาสื่อไปถึงผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศซึ่งทุจริตฉ้อฉลและเพิกเฉยต่อเสียงคัดค้านของผู้เห็นต่าง ทั้งนี้ รัฐบาลจีนวิตกว่าจุดยืนใหม่ของสหรัฐฯอาจทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่หยุดชะงัก เนื่องจากโอบามาระบุว่าจีนเป็น “คู่แข่ง”

อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุน่าตกใจขึ้นระหว่างการ รับประทานอาหารกลางวันของโอบามาและไบเดนในวันพิธีสาบานตน หลัง ส.ว.เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี จากรัฐ แมสซาชูเสตต์ น้องชายของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นลมล้มพับกลางงาน เจ้าหน้าที่ต้องรีบ หามส่งโรงพยาบาล แต่อาการดีขึ้นแล้ว วันเดียวกันนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว เอพี กล่าวชื่นชมนายโอบามาว่า แผนอุ้มชูเศรษฐกิจของ โอบามา ซึ่งคํ้าจุนด้วย “การเมืองแห่งความหวัง” จะส่ง ผลให้เศรษฐกิจเอเชียรวมทั้งไทยฟื้นตัวจากวิกฤติครั้งนี้.