WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 23, 2009

"มาร์ค"ลั่นกลางสภาเอาผิดพันธมารฯไม่มีละเว้นอสส.นัดสั่งคดี"โกตั๊บ"หมิ่นเบื้องสูง 3 มี.ค.นี้

ที่มา ประชาทรรศน์

"เหลิม"ตั้งกระทู้สด จี้นายกฯเอาผิดพันธมารฯ-ปลด"กษิต" "มาร์ค"ลั่นเอาผิดม็อบเหลืองไม่มีละเว้น ระบุการดำเนินคดีคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้าน อสส.นัดฟังคำสั่ง'สนธิ'หมิ่นเบื้องสูง 3 มี.ค.นี้ เจ้าตัวยันไม่หนักใจ เตรียมชี้แจงภายใน 30 วัน เสียงอ่อยสงสารประเทศมีตำรวจเห็นแก่อามิสสินจ้าง ปั้นเรื่องรับใช้นักการเมือง 'อำนวย'ออกโต้ทันควัน!ปัดข้อหาตร.เลว ล่าชื่อถอด 9 อรหันต์ป.ป.ช.

ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไปวันนี้ (22 ม.ค. ) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานสส.พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งกระทู้ถามสด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่องการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. ถึง วันที่ 2 ธ.ค. มีการกระทำการบางอย่างที่เข้าข่ายการเป็นผู้ก่อการร้ายสากล โดยเฉพาะการปิดสนามบินเป็นการทำลายระบบขนส่งสาธารณะ การปิดล้อมสถานที่ราชการ โดยเฉพาะนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งมีส่วนการกระทำการดังกล่าวด้วย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 ว่าด้วยการกระทำที่มีลักษณะการก่อการร้าย ซึ่งตนขอถามว่า นายกรัฐมนตรีจะดำเนินคดีอย่างไร และคิดว่าการกระทำของพันธมิตรฯผิดกฎหมายหรือไม่

“พรรคประชาธิปัตย์มีความเชื่อมโยงกับพันธมิตรฯเรื่อยมาตั้งแต่การเสนอมาตรา 7 ในปี 2549 หรือแม้กระทั่งที่มีการปิดล้อมรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ ยังสามารถเดินแจกลายเซ็นได้ ผิดกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ต้องหนีคนละทิศคนละทาง และที่สำคัญแกนนำพันธมิตรฯถึง 2 คนคือ ทั้งนายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พูดในลักษณะที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลได้เพราะพันธมิตรฯแต่พันธมิตรฯจะไม่มีการทวงบุญคุณ ถ้ารัฐบาลไม่หักพันธมิตรฯก่อน คำพูดเช่นนี้พรรคประชาธิปัตย์จะตอบอย่างไร” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

"มาร์ค"ลั่นเอาผิดพันธมารไม่มีละเว้น

จากกระทู้ดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณี มาตรา 7 นั้นเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ตนไม่เคยเสนอแต่ตนได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกและสภาวะการขณะนั้นไม่มีบทบัญญัติรองรับจึงเข้าหลักตามมาตรา 7 ตามกระบวนการประชาธิปไตย

"ส่วนกรณีพันธมิตรฯได้กำชับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าให้ดำเนินคดีต่างๆอย่างตรงไปตรงมา อย่าละเว้น กลั่นแกล้งหรือถ่วงเวลา แต่ต้องไม่รวบรัด แต่จะให้ตนบอกว่าใครผิดถูกนั้นขอสงวนไว้ในใจ คงพูดไม่ได้เพราะจะเป็นการชี้นำ คดีของพันธมิตรฯ 32 คดีนั้น ขณะนี้สอบสวนเสร็จแล้ว 4 คดีโดยเฉพะคดีที่ได้รับความสนใจ เช่นการชุมนุมที่ทำเนียบ ได้ส่งสำนวนไปอัยการแล้ว คดีเหตุการณ์ 7 ต.ค.อยู่ในระหว่างสอบสวนและเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา คดีปิดล้อมสนามบิน ที่ดอนเมือง สอบสวนไปแล้วร้อยละ 80 สนามบินสุวรรณภูมิ ร้อยละ30 ยืนยันทุกคดีเดินหน้า”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

"เหลิม"รุกคืบจี้นายกฯปลด"กษิต"

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิมได้กล่าวกระทู้ถามว่า ในส่วนกรณีนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศนั้น มีการกระทำในลักษณะการก่อการร้ายนั้น นายกรัฐมนตรีจะดำเนินคดีการอย่างไร และคิดว่าการกระทำของพันธมิตรฯ ผิดกฎหมายหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ตอบกระทู้ดังกล่างว่า เรื่องนี้ตนไม่ขอตอบ เหตุที่ตนไม่ตอบเพราะ ตนเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด หากบอกว่าใครทำถูกผิด ก็จะมีการตีความสร้างปัญหาต่อผู้ที่ปฏิบัติงานได้ ซึ่งการที่บอกว่าตนเรียกตำรวจมารือฟื้นคดีนั้น เป็นการรายงานอุปสรรคการทำงานว่ามีสิ่งใดที่รัฐบาลช่วยได้ และที่ว่าสิ่งที่ตนทำไม่เหมาะนั้นตนอยากถามคนในรัฐบาลชุดที่แล้วว่า คนในรัฐบาลเรียกตำรวจมาแล้วบอกว่าอย่าทำคดีนั้นคดีนี้เหมาะสมหรือไม่

อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่พันธมิตรฯแสดงความเห็นการขึ้นเป็นนายกฯของตนนั้นเป็นสิทธิ์ของเขา แต่ไม่ว่าใครคิดเห็นอย่างไร ยืนยันว่าการดำเนินคดีต่างๆต้องตรงไปมา ถ้ามีผลให้ตนพ้นจากตำแหน่งตนก็ยอม เพราะความถูกต้องของบ้านเมืองอยู่เหนือผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งรวมถึงตนด้วย ส่วนที่ถามว่าการกระทำของพันธมิตรฯเป็นการก่อการร้ายสากลหรือไม่ ตนเห็นว่าการชุมนุมปิด สนามบินนั้นเป็นเหตุการณ์ก่อนที่ตนเข้ามารับผิดชอบ ผู้เสียหายเขาแจ้งข้อหาเป็นบุกรุกสถานที่ราชการเวลาในยาววิกาลซึ่งตนเคารพเจ้าของหน่วยงาน รวมทั้งกรณีนายกษิต นั้นแม้ไม่ได้เป็นแกนนำพันธมิตรฯก็ตาม แต่ถ้าปรากฏว่าวันข้างหน้ามีการแจ้งข้อหานายกษิต ตนจะดำเนินการต่อไปทันที

อสส.นัดฟังคำสั่ง"โกตั๊บ"หมิ่นเบื้องสูง

วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.บรรยง แดงมั่นคง พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.พญาไท ช่วยราชการ สน.ดุสิต นำตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ผู้ต้องหาในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในกรณีที่นายสนธิ ได้นำคำปราศรัยของ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ "ดาตอร์ปิโด" บนเวทีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ มาพูดซ้ำให้กลุ่มผู้ชุมนุม บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 20 ก.ค.51 พร้อมสำนวนการสอบสวนจำนวน 1 แฟ้ม และความเห็นสมควรสั่งฟ้อง ไปมอบให้แก่ นายพีรยุทธ์ ประดิษฐ์กุล อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เพื่อพิจารณายื่นฟ้องต่อศาล

โดยพนักงานอัยการได้นัดให้นายสนธิ มาฟังการสั่งคดีว่าจะฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 3 มี.ค.52 เวลา 10.00 น. และให้ปล่อยตัวนายสนธิ เป็นการชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์เดิม จำนวน 3 แสนบาท เมื่อครั้งที่ยื่นประกันตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้นายสนธิ ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม เพื่อให้อัยการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดี และจะขอยื่นคำชี้แจงและหลักฐานอื่นๆ ให้แก่อัยการภายใน 30 วัน ด้วย

"สนธิ"ไม่หนักใจแม้จ่อขึ้นเขียง

ซึ่งภายหลัง นายสนธิ กล่าวว่า ขณะนี้มีความสุขที่สามารถสร้างครอบครัวพันธมิตรฯ ขึ้นมาได้ เป็นครอบครัวที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ทุกคนภูมิใจในความเป็นพันธมิตรฯในฐานะหนึ่งในแกนนำพร้อมยอมรับที่จะถูกดำเนินคดี เมื่อเราต่อสู้มาแล้วพบว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีนายกรัฐมนตรี เป็นปัญหารองลงไป สำหรับปัญหาใหญ่เป็นตำรวจไทย ที่เป็นเครื่องมือของนักการเมือง บางคนเลวทราม ต่ำช้า เห็นแก่อามิสสินจ้าง ปั้นเรื่องหาเรื่อง ตำรวจพวกนี้เมื่อโดน ป.ป.ช. ตรวจสอบ กลับไปวิ่งเต้นถอดถอน ป.ป.ช. ไม่ยอมรับการตรวจสอบ ทำได้อย่างเดียวคือหาเรื่องคนอื่น พอถูกตรวจสอบบ้างไม่ยอม สังคมไทยโชคร้ายมากที่มีตำรวจพฤติกรรมแบบนี้แบบนี้

"อำนวย"ปัดข้อหาตร.เลวล่าชื่อไล่ป.ป.ช.

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. กล่าวถึงกรณี ที่นายสนธิ กล่าวถึงตำรวจ ว่า สำหรับปัญหาใหญ่เป็นตำรวจไทย ที่เป็นเครื่องมือของนักการเมือง บางคนเลวทราม ต่ำช้า เห็นแก่อามิสสินจ้าง ปั้นเรื่องหาเรื่อง ตำรวจพวกนี้เมื่อโดน ป.ป.ช. ตรวจสอบ กลับไปวิ่งเต้นถอดถอน ป.ป.ช. ไม่ยอมรับการตรวจสอบ ทำได้อย่างเดียวคือหาเรื่องคนอื่น พอถูกตรวจสอบบ้างไม่ยอม สังคมไทยโชคร้ายมากที่มีตำรวจเลว ๆ ชั่วช้าแบบนี้ นั้น พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ไม่รับฝาก และเชื่อว่าคงเป็นเรื่องที่นายสนธิ ถูกดำเนินคดี จึงมีการกล่าวถึงคนที่ดำเนินการเพราะตน เป็นผู้ที่ทำตามกฎหมาย และไม่อยากให้กฎหมายเป็นเพียงกระดาษที่เปื้อนน้ำหมึกเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับ พล.ต.ต.อำนวย ถือเป็นนายตำรวจที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อขัดขวางการสอบสวนเพื่อชี้มูลความผิด กรณีเหตุสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ต. 2551 ไม่ว่าจะเป็นการยื่นฟ้อง ป.ป.ช.ทั้งคณะต่อศาลอาญา แต่ศาลไม่รับฟ้อง เนื่องจากคดีไม่ครบองค์ประกอบความผิด การยื่นฟ้องแบบมีเงื่อมงำ โดยทนายความคนบ้านเดียวกับ พล.ต.ต.อำนวย ยื่นฟ้องตนเองและคณะตำรวจ เพื่อหวังใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการรับฟ้อง เพื่อให้ ป.ป.ช.ยุติการไต่สวน รวมทั้ง การเคลื่อนไหว จัดฉากจัดสัมนาโดยสมาคมตำรวจ เพื่อล่ารายชื่อของตำรวจยื่นถอดถอน ป.ป.ช.

กปส.บุกทำเนียบทวงคำตอบยุบสภา

สำหรับบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธานกลุ่มรักประชาธิปไตยสนามหลวง (กปส.) และเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตย 4 ภาคประมาณ 50 คน ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้ายืนแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เรื่องทวงถามการเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและยุบสภาตามมติมหาชน ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนในการรับมอบหนังสือดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้ทาง กปส.ได้เดินทางมายื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวผ่านนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รายละเอียดในแถลงการณ์ฉบับที่ 5 ได้ระบุว่า ทางมติมหาชนของกปส. ยังคงคืนยันให้รัฐบาลทำการเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และทำการยุบสภาเพื่อนคืนอำนาจให้กับประชาชน จนกว่าจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆจากนายกรัฐมนตรี โดยหากในวันนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ยอมดำเนินการใดๆให้เป็นไปตามมติของมหาชน แสดงว่านายกรัฐมนตรีกำลังเหลิงอำนาจที่ปล้นมา จนไม่คำนึงถึงความสงบของชาติบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ในถ้อยคำแถลงการณ์ยังโจมตีรัฐบาลที่ทำการแต่งตั้งนายกษิต หนึ่งในแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นการตอบแทนบุญคุณ เท่ากับรัฐบาลยอมให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรฯที่ทำการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง จนเป็นเหตุให้เกิดควาเสียหายอย่างมหาศาลกับระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ และเป็นการทำลายสถาบันทางการเมือง

"เทพเทือก"เมินข้อเสนอตะแบงอุ้ม"กษิต"ต่อ

ด้าน นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์กรณีการพิจารณาปลดนายกษิต ให้พ้นจากตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ โดยระบุเพียงสั้นๆว่า การที่รัฐบาลพิจารณาแต่งตั้งนายกษิต เป็นรมว.ต่างประเทศ เนื่องด้วยนายกษิตเคยเป็นนักการฑูตที่มีความสามารถ และคาดว่านายกษิตจะทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวได้ดี และขอยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวของรัฐบาลไม่ได้เป็นการตอบแทนบุญคุณกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างที่ถูกกล่าวหา ส่วนการเรียกร้องนายกรัฐมนตรีทำการยุบสภา ก็เป็นสิทธิ์ที่ประชาชนจะสามารถเรียกร้องได้

ทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่นที่ดูไบ: หวังสันติและเรียกร้องความยุติธรรม

ที่มา Thai E-News

ที่มา The Nation
แปลเป็นไทยโดย hectic01
22 มกราคม 2552

คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวของหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุนของญี่ปุ่น ขณะที่พำนักอยู่ที่ดูไบเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา คุณทักษิณได้บอกนักข่าวว่า เขาจำเป็นต้องหาแหล่งเงินรายได้เพิ่มเติมทุกวันเพื่อที่จะมาใช้จ่าย และไม่สามารถใช้เงินเพื่อไปสนับสนุนพรรคเพื่อไทยภายใต้บรรยากาศที่เป็นอยู่ขณะนี้ ข่าวการสัมภาษณ์ดังกล่าว หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นรายงานว่าถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ต่อไปนี้เป็นคำสัมภาษณ์พร้อมคำแปลภาษาไทยโดยคุณ hectic01 จากประชาไท

S: What is the main reason forcing you to face this difficult situation? Was it because you sold your (Shin Corp) shares without paying any tax?
S: อะไรคือเหตุผลหลักที่ทำให้คุณต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก? เพราะว่าคุณขายหุ้น(Shin Corp) โดยไม่เสียภาษีหรือเปล่า
T : That was not main reason, I believe. In fact, it was not possible for me to pay tax according to the law at that time. It is true that this matter gave some impact to activate anti-Thaksin camp at that time. But there were some underground work to put label of "lese majeste" on me by some group of people since the time I was in peak of my status as PM of Thailand. Actually, I respect Thai Monarch much more than any other people but it seems there were some misunderstandings among group of advisors to our king.
T : ผมเชื่อว่า เรื่องนั้นไม่ใช่เหตุผลหลัก ที่จริง เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะต้องจ่ายภาษี เพราะกฎหมายขณะนั้นกำหนดไว้ จริงที่ว่าเรื่องดังกล่าวส่งผลให้เกิดการปลุกเร้ากระบวนการต่อต้านทักษิณในขณะนั้น แต่มันมีการดำเนินการใต้ดินบางอย่างที่จะป้ายการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” บนตัวผมโดยคนบางกลุ่ม เนื่องจากว่าขณะนั้นผมอยู่บนจนสูงสุดของการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อันที่จริง ผมมีความเคารพในกษัตริย์มากกว่าใครๆ แต่ดูเหมือนว่ามีความเข้าใจผิดบางประการในหมู่ที่ปรึกษาของกษัตริย์(องคมนตรี)

S : What is your opinion of the new government?
S : คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลใหม่?
T : Democrats got their power of majority by receiving support from the courts, the army and the Privy Council. They keep on asking me to stay away from Thai politics simply because they are not confident to win their power if I am still involved in politics. I believe it is the Army and the Privy Council who must stay away from politics.
T : ประชาธิปัตย์ได้อนาจจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่มาโดยได้รับการสนับสนุนจากศาล ทหาร และ องคมนตรี พวกนี้เฝ้าขอร้องให้ผมไปให้ห่างจากการเมืองไทยเพียงเพราะวาพวกเขาไม่มั่นใจว่าจะมีชัยชนะเข้าสู่อำนาจได้หากว่าผมยังคงเกี่ยวข้องกับการเมือง ผมเชื่อว่าทหารปละองคมนตรีต่างหากที่ควรจะอยู่ให้ไกลจากการเมือง

S : Are you still willing to fight?
S : คุณจะยังสู้ไหม?
T : I will be 60 years old in July this year. I would rather prefer to have a peaceful life and wishing to see reconciliation of Thai people. However, there has been no approach from the government or the anti-Thaksin camps asking for any talks with me. I cannot die without proving my justice. I trust my supporters will keep on fighting against them even after my life ends here.
T : ผมจะมีอายุครบ 60 ปี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ผมอยากจะมีชีวิตที่สงบสุขและหวังจะเห็นความสมนฉันท์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการติดต่อจากรัฐบาลหรือพวกต่อต้านทักษิณขอเจรจากับผม ผมไม่อาจตายได้โดยปราศจากการพิสูจน์ความถูกต้องของผม ผมเชื่อว่าผู้สนับสนุนผมจะสู้กับพวกเขาต่อไปแม้ว่าผมจะตายไปแล้วที่นี่

S : Tell me something about the main figures of anti-Thaksin camp.
S : โปรดบอกผู้สัมภาษณ์ถึงลักษณะสำคัญของกกระบวนการต่อต้านทักษิณ
T : Sondhi (Limthongkul), one of the PAD leaders is a puppet of anti-Thaksin force. He used to be one of my major supporters when I was PM in the early days. He told me that he would like to own a TV station but I told him it would be difficult because of the law. This was the reason why he suddenly turned himself to the enemy's side. It was really big mistake that I offered top position of Army to Gen Sonthi (Boonyaratglin), who lead the coup in 2006. I should not have chosen him as the top commander. It was my big mistake in my life. Gen Anupong (Paochinda, the current armuy chief) is also one of the puppets like Gen Sonthi.
T : สนธิ (ลิ้มทองกุล) หนึ่งในบรรดาแกนนำเป็นหุ่นเชิดของกระบวนการต่อต้านทักษิณ เขาเคยเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของผมขณะที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีระยะแรกๆ เขาเคยบอกผมว่าเขาอยากจะเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์แต่ผมบอกเขาว่าคงจะยากเพราะมีกฎหมายอยู่ นี่คือเหตุผลที่เขาเปลี่ยนข้างไปเป็นศัตรูโดยฉับพลัน ความผิดพลาดครั้งใหญ่ก็คือการที่ผมได้เสนอตำแหน่งในกองทัพให้แก่พลเอกสนธิ(บุญยรัตกลิน) ผู้นำในการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ผมไม่ควรจะเลือกเขามาเป็นผู้บัญชาการทหาร มันเป็นความผิดพลาดในชีวิตของผม พลเอกอนุพงษ์ (เผ่าจินดา) ก็เป็นหนึ่งในบรรดาหุ่นเชิดเหมือนกับพลเอกสนธิเหมือนกับพลเอกสนธิ

S : Do you regret your decision to become politician?
S : คุณเสียใจที่ได้ตัดสินใจมาเป๋นนักการเมืองไหม?
T : Yes, certainly I do. Maybe I am being punished for something I did in my former life...You see, I lost my money and assets. Politic is a job which must be handled by "Doraemon" not by "Nobita"...
T : เสียใจ เสียใจจริงๆ บางทีผมอาจจะต้องมารับกรรมชดใช้บางอย่างที่ผมเคยทำมาในชาติก่อน.... คุณรู้ไหม ผมต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง การเมืองเป็นงานที่ต้องทำโดย “โดเรมอน” ไม่ใช่ “โนบิตะ”

ข่าวฮือฮาเกี่ยวกับฝรั่งชาวออสเตรเลียดังทะทุโลกอีกแล้ว!!!!!

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ป้าพลอย


ข่าวฮือฮาได้ออกไปทั่วโลกเกี่ยวกับนักโทษชาวออสเตรเลียดังทะทุโลกอีกครั้งหลังจากเรื่องปิดสนามบินสุวรรณภูมิในไทยแลนด์ ปีนี้ไทยแลนด์ได้ติดอันดับหนึ่งของโลกที่มีชื่อเสียงให้ชาวโลก ได้ชื่นชมผลงานอันภูมิใจ

เฮ้อคนไทยอยู่ต่างประเทศต้องเอาปีบคุมหัวไม่ขาดเลย จากเรื่องนี้เดี๋ยวไปเรื่องนั้นขายหน้าจนไม่อยากจะบอกใครว่ามาจากไทยแลนด์ อายชาวโลกจริงๆ

ข่าวได้เล่าว่านักโทษชาวออสเตรเลียเขียนหนังสือได้เพียงเจ็ดเล่มเท่านั้น และแค่พาดพิงเกี่ยวกับครอบครัวคนคนหนึ่งซึ่งหนังสือพิมพ์ต่างๆในต่างประเทศก็เขียนพาดพิงกันทั้งนั้น ทำไมไทยแลนด์จึงอ่อนไหวกับระบบนี้ ข่าวได้เขียนอีกว่าแท้จริงแล้วเจ้าของจริงๆ แล้วไม่ได้ให้ออกกฏถึงขนาดนี้ แต่ผู้ทีรับทำได้ออกกฏนี้เพื่อเล่นงานฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย



ดัง นั้นจะเห็นได้ว่าเวลานี้ประเทศไทยได้ใช้กฏหมายหมิ่นฯ ไล่ล่าจับผู้คนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นด้วยกับเผด็จการพลเรือนและทหารที่ ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาโดยใช้อำจศาลเผด็จการยุบพรรคพลังประชาชนอย่างสาย ฟ้าแลบ เพื่อที่จะให้พันธมิตรได้สลายตัวโดยเร็ว เนื่องจากถูกกดดันจากต่างประเทศที่รุมสะกรัมผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ข่าวได้แฉอีกสารพัดอย่างและเน้นว่ากฏหมายหมิ่นในประเทศไทยใช้อย่างพร่ำเพื่อ เกินไป

ตอนนี้ต่างประเทศกำลังรอฟังข่าวการอภัยโทษให้นักเขียนชาวออสเตรียเลียอยู่ หากไม่อภัยโทษให้ คิดว่ากฏหมายในไทย ทางประเทศคงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ประชาชนชาวไทยแน่นอน เพราะบางอย่างไม่ correct

กฏหมายหมิ่นไทยเป็นเครื่องมือหากินของศักดินาและอำมาตย์และพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่ห้อยโหนศักดินาและอามาตย์ คอยไล่จับผิดกรณีหมิ่นเพื่อที่จะเอาชนะศัตรูที่ไม่เห็นด้วยกับพวกตน

แท้จริงแล้วเจ้าของกฏหมิ่นไม่ได้ประสงค์ที่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน หากเรื่องที่หมิ่นไม่ได้ลึกลงไปให้ครอบครัวเสียหาย นักข่าวยังได้แฉอีกว่า รัฐบาลไทยมือใหม่ของอภิสิทธิ์ตัวนายกฯ เองแค่เป็นตัวเชิดของหนังตลุงให้นักการเมืองที่ชื่อนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวนายกเองทำตัวเช่นโฆษกรัฐบาล

เมื่อไม่นานมานี้ฝรั่งชาวสวิสก็ได้รับอภัยโทษให้ ฉะนั้นหากครั้งนี้อภัยโทษกรณีหมิ่นต้องอภัยโทษให้นักข่าวต่างประเทศอีกหลายคนเช่นกันที่ติดคุกในไทยจากข้อหาหมิ่นเช่นกัน งานนี้ต่างชาติเป็นต่อว่าพวกอามาตย์และศักดินาจะหน้าแตกหรือไม่ รวมทั่งผู้ที่ทำหน้าที่กฏหมายไทยทั้งหลายที่ร่วมมือกับศักดินา ไล่ล่าจับกรณีหมิ่นทั้งที่เรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

นักข่าวยังเขียนอีกว่าคนไทยนับถือคน คนนี้เช่นพระเจ้า God นักข่าวยังรู้อีกหลายเรื่อง นี่แค่หนังสือพิมพ์รายวันฉบับเดียว หากไปอ่านในแม็กกาซีนยิ่งมากกว่านี้ และอาจจะขุดเรื่องอื่นมาแฉเรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ เพื่อให้คนอ่านได้จำเรื่องย้อนยุค ขี้เกียจแปลให้แล้วเหนื่อยใจ ปายละจ้า

ป้าพลอย

Thursday, January 22, 2009

ข่าวลับ ข่าวลือ ...ช่วยกันเก็บไว้หน่อย อย่าให้รั่วไหล !!!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ผู้ไม่รัก
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
22 มกราคม 2552

(หมายเหตุจาก thaienews ย้ำ ข่าวลับ ข่าวลือ โปรดใช้วิจารณญานในการรับข้อมูล)

1. เรื่องปลาป๋อง ยังวุ่นวายไม่รู้จบ รัฐบาลก็พยายามสืบหาตัวว่า ใครกันที่ไปคาบ ข้อมูลเด็ด ไปบอกฝ่ายค้าน ค้นไปค้นมาก็รู้ว่า อ๋อ ที่แท้คนในรัฐบาลนั้นมีหนอน แต่หนอนตัวนี้ เกิดจากความคับแค้นใจ ที่ท่าน เทพ ตัดเยื่อขาดใย ไปเมื่อวันก่อน ทำให้มังกรเฒ่ากับ จรเข้หนังเหนียว คับแค้นใจเป็นยิ่งนัก ที่เขียนนี่ไม่ได้อยากยุยงอะไรหรอก แต่ทำตามนโยบายของอดีตนายกฯ ท่านหนึ่ง ที่มีวลีเด็ด ๆ เยอะ เขาเคยพูดไว้ว่า “รัฐบาลรู้อะไร ประชาชนก็รู้อย่างนั้น” ดังนั้น เมื่อรัฐบาลรู้แล้วว่า ว่าเกลือเป็นมังกร เอ้ย เป็นหนอน ประชาชนก็ควรจะรู้เหมือนกันจิง ป๊ะ

2. เรื่อง สปก. โอ้โห้ ต้องบอกว่าเป็นข่าว ที่ยังไม่ชัวร์ ที่ฟังแล้วน่าตกก๊ะใจป็นยิ่ง ถ้าเป็นจริง ว่ามีนายทุนได้ซื้อที่ดินแถบ สปก.ไว้เรียบ โดยโอนชื่อให้ชาวบ้านไป บางคน 30-40 ไร่ บางคนก็ 13 ไร่ก็มี

แต่ที่น่าสนใจก็คือ ขั้นตอนต่อไปนี้ ในพื้นที่ สปก. ที่จะนำมาแจกให้กับชาวบ้านนั้น แหล่งข่าวบอกว่า มีผู้ (มีอิทธิพลตัวดำ) ไปไล่ก๊อปปี้บัตรประชาชนเอาไว้ รอถึงวันโอนที่ ก็จะเอาไปจำนองกับธนาคารยักษ์ใหญ่ ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลและผู้ก่อการร้าย แล้วรอให้สัญญาขาด เมื่อถึงตอนนั้น ธนาคารนี้จะขายทอดตลาด ผู้ที่มาซื้อ จะเป็นนายทุนข้ามชาติแถบยุโรป เป้าหมายต้องการแสนไร่ แต่ยังมีปัญหาก็ตรงที่ ไอ้ 16 ไร่ มันก็ติดอยู่ในโครงการของพวกเขาด้วย เมื่อรวมกับที่ ๆ ได้จาก สปก. และที่ ๆ นายทุนใหญ่ภูเก็ต ที่เป็นนอมินีถือให้แล้ว ก็ครบพอดี ได้รีสอร์ท ทะเลสวยชายหาดงามพอดี ไอโครงการนี้ มันจะไม่สำคัญเลย ถ้ามันไม่เกี่ยวโยงกับการถอนวีซา ทักษิณ ในบางประเทศ (อุ้ย หลุดความลับมาอีกแร๊ะ)

3. เรื่อง พัฒนาชายฝั่งแถบไทย-กัมพูชา ก็มีฝรั่งตาน้ำข้าว มาขอเป็นผู้ลงทุนขุดเจาะทรัพยากรในน่านน้ำ และที่สำคัญ ก็ตรงที่เป็นเขตที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน

โดยหลักแล้ว การปักปันเขตแดนยึดหลักดังนี้ (จะอธิบายง่ายๆ ให้ผู้อ่านเข้าใจ) นั้นก็คือ จุดสูงสุดเป็นเส้นแบ่ง ดังที่เราเคยได้ยินมาแล้ว จากคำว่า “เส้นสันปันน้ำ” นั้นก็คือ ทางซ้ายของประเทศซ้าย ทางขวาของประเทศขวา นั้นเอง และจุดต่ำสุดเป็นเส้นแบ่ง เรียกว่า “เส้นร่องน้ำลึก” หลักการเดียวกัน ทางซ้ายของประเทศซ้าย ทางขวาของประเทศขวา

เมื่อบริษัทที่จะขุดเจาะที่ว่า มันจะมาขุดเจาะในเขตไทย (ที่ยังไม่ได้แบ่งเขต ดังนั้น ไอที่มันลึกสุด จากที่มันอยู่ตรงกลางหรืออาจจะไกลกว่านั้น ก็จะกลายเป็นว่า ขุดเจาะได้ลึกกว่า ไอจุดที่มันเคยต่ำสุดๆ มาแล้ว)

หลังจากนั้น ถ้าวันใดวันหนี่ง เกิดกัมพูชาบอกว่า “เรามาขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนไปเลยดีกว่า” เท่ากับว่า เราเฉือนพื้นที่ไปให้เขาฟรีๆ

ไม่ทราบว่า ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่จะเป็นจะตายกับการเสียเขาพระวิหาร ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ?

ไม่ทราบว่า ท่าน ผบ.ทร. ที่เคยทนไม่ได้กับการเสียดินแดนในพื้นที่เขาพระวิหาร ท่านจะไม่โวยสักนิดบ้างหรือ?

ไม่ทราบว่า ท่าน พันธมิตรทั้งหลาย ท่านจะยอมตาย ถ้าจะเสียพื้นที่ 10 กว่าตารางกิโลเมตรให้ได้ แต่ครั้งนี้ มั่นใจได้ว่า พื้นที่มากกว่านั้นมากหลายเท่านัก ท่านจะยังสุขสบายอยู่ไหม? คิดจะมาบอกให้รัฐบาลหยุดก่อนหรือชะลอหรือไม่? หรือคิดว่าไม่ใช่เขาพระวิหารก็ชั่งมัน

ความลับนี้ ถ้ากลัวว่าเก็บคนเดียวไม่อยู่ ก็บอกต่อๆ กันไปนะ

ท่านสามารถรับชมข้อมูลความลับฉบับเต็มได้ จากการชุมนุมพลังเสื้อแดง ที่ ท้องสนามหลวง วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2552 นี้

ชะตากรรมของโรฮิงยา

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย

ข่าวโทรทัศน์บีบีซี (BBC) รายงานว่า ผู้อพยพโรฮิงยาจมน้ำตายหลายร้อยคน เพราะถูกทางการไทยผลักดันกลับประเทศพม่า ซึ่งทางกองทัพเรือและรัฐบาลปฏิเสธเป็นพัลวัน แต่บรรดานักสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศยังคลางแคลงใจ แล้วก็มีผู้ค้นคว้าหาข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวชาวโรฮิงยามาพูดมาเขียน ทำให้คนไทยได้รับรู้ความเป็นมาของชนชาตินี้มากขึ้น ผมเคยรู้จักผู้นำโรฮิงยาในไทยและยังห่วงใยชะตากรรมผู้อพยพกลุ่มนี้อยู่เสมอ

ผมเริ่มรู้จักคนโรฮิงยาตั้งแต่เดือนแรกๆ ที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จำได้ว่า วันหนึ่งมีคนหนุ่ม 3 คนมาที่สำนักงาน มาขอความช่วยเหลือให้พวกเขาอยู่ในประเทศไทยต่อไป ด้วยทางการไทยกำลังจะผลักดันออกนอกประเทศ ผมดูหน้าตาและผิวดำไม่เหมือนแรงงานพม่า จึงถามว่ามาจากประเทศไหน คนที่พูดไทยคล่องบอกว่ามาจากพม่า เป็นโรฮิงยา ผมสนใจอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนี้ จึงถามสอบถามต่อไปได้ความว่า โรฮิงยา เป็นชนชาติในรัฐอาราข่าน หรือยะไข่ ติดกับบังคลาเทศและอินเดีย นับถือศาสนาอิสลาม เป็นมุสลิมในประเทศพม่า หนีมาเมืองไทยพร้อมพ่อแม่มากว่าสิบปีแล้ว ขณะนี้ทำงานเป็นลูกจ้าง เป็นแรงงานต่างด้าว จึงกลัวจะถูกผลักดันกลับพม่า

หลายเดือนต่อมา มีโรฮิงยากลุ่มหนึ่งมาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มาพบผมพอดี พวกเขาจึงร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงยา โดยเฉพาะสิทธิอยู่ในประเทศไทย คณะนี้เป็นคณะกรรมการโรฮิงยาในประเทศไทย มีทั้งประธาน เลขาธิการ และกรรมการ เลขาธิการพูดภาษาอังกฤษค่อนข้างดี มีสถานะขอลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย สหประชาชาติ เข้ามาอยู่ในประเทศไทยกว่า 15 ปี พวกเขาบอกว่า นอกจากพม่าจะไม่ยอมรับโรฮิงยาว่าเป็นพลเมือง ไม่ให้สัญชาติแล้ว ยังปกครองอย่างกดขี่ ปราบปรามชาวโรฮิงยาอย่างโหดร้าย ไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงยาเลย แม้จะแต่งงาน ต้องขออนุญาตจากทางการพม่า หากไม่ขอ ถือเป็นความผิดต้องติดคุกติดตาราง จะซื้อวัว ควาย ก็เช่นกัน ชาวโรฮิงยาที่ทนไม่ได้จึงต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังบังคลาเทศ

ต่อมา ส่วนหนึ่งเดินทางมายังประเทศไทยแบบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่มีเอกสาร กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 15,000 คน ทุกคนไม่มีเอกสาร (undocumented persons) มักจะถูกตำรวจจับกุม รีดไถ ไม่มีเสรีภาพในการเดินทาง และไม่มีสิทธิใดๆ ฯลฯ

เมื่อรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายแก้ปัญหาสัญชาติและสิทธิของชนส่วนน้อย เช่น ชาวเขา ผู้นำโรฮิงยาในไทยมาขอให้ผมช่วยประสานกับกรมการปกครองและสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อขอให้เป็นกลุ่มหนึ่งตามนโยบาย พวกเขาพยายามสำรวจจำนวน ชื่อ และที่อยู่ ซึ่งได้มาแค่กว่า 3 พันคน แล้วก็อย่างคร่าวๆ ผมนำใบสำรวจไปมอบให้อธิบดีกรมการปกครอง และพยายามคุยกับเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติให้พิจารณาปัญหาสิทธิของชาวโรฮิงยา แต่ค่อนข้างยาก ด้วยเป็นมุสลิม เพราะทางการไทยจะไม่ไว้วางใจเหมือนผู้อพยพกลุ่มอื่น

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน ผมไม่ได้ติดต่อผู้นำโรฮิงยา ติดตามแต่ข่าวรู้ว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ชาวโรฮิงยาอพยพมาประเทศไทยจำนวนมากขึ้นทุกวันโดยทางเรือ เหมือนชาวเวียดนามอพยพหลังเวียดนามปลดปล่อย ที่เรียกกันว่า “ประชาชนเรือ” (Boat People) เรือโรฮิงยาอพยพส่วนใหญ่จะมาจอดฝั่งแถว จ.พังงา ตะกั่วป่า เขาหลัก และมักจะถูกจับ ควบคุมตัว และถูกผลักดันกลับพม่า

ฉะนั้น รายงานข่าวของ BBC ที่กำลังโต้แย้งกันอยู่นี้ ผมคิดว่าจริงมากกว่าไม่จริง ดร.โคทม อารียา นายสมชาย หอมละออ นักสิทธิมนุษยชนที่เพิ่งเข้าไปพบและเสนอความคิดเห็นต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี น่าจะรู้เรื่องนี้ดี ถ้าเรื่องนี่เกิดในรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ บรรดานักสิทธิมนุษยชนคงถล่มจนจมดินแล้ว

อิจฉานายกอภิสิทธิ์จริงๆ

เมื่อ...โจร!!!สั่งตำรวจ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

รองนายกรัฐมนตรี ผู้เคยสร้างอดีตอันฉาวโฉ่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ในการแจกที่ดินซึ่งเป็นสิทธิทำกินของพี่น้องเกษตรกร คนยากคนจน ให้กับมหาเศรษฐินีชาวภูเก็ต จนทำให้ต้องตีความเรื่องข้อกฎหมายเกี่ยวกับนิยามคำว่า เกษตรกร มาเสียใหม่ทั้งหมด ภาพนี้ยังติดตราตรึงใจคนไทยทั้ง 63 ล้านคนไม่รู้ลืม

ภาพติดตราตรึงใจที่ว่าคือ มีการทำผิดกฎหมาย แต่ยังดื้อรั้น พาคนในพรรคช่วยกัน แถ ไปข้างๆ คูๆ อ้างไปเรื่อยเปื่อย ตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเอง ทั้งที่ พรรคการเมืองนี้ใครก็รู้ว่า ไม่แตกต่างจากสำนักงานทนายความ เพราะมีนักนิติศาสตร์เลื่องชื่อหลายสำนักมาช่วยเป็นกุนซือใหญ่ให้

มาวันนี้พวกเขายังดื้อรั้นในการที่จะออกนโยบายที่สุ่มเสี่ยงแบบเดิมๆ ในการนำที่ดินไปแจกจ่าย ซึ่งมีโอกาสพลาดสูงมาก แต่ยังเสี่ยงที่จะทำ

รองนายกรัฐมนตรี ท่านนี้ปัจจุบันคุมงานด้านความมั่นคง เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย หลายฉบับ เกี่ยวข้องกับการควบคุม กำกับ ดูแล ส่วนราชการ ที่เป็นกระบวนการยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย

ใครๆ ทั่วทั้งพาราต่างบอกว่า เห็นท่าทางของรองนายกรัฐมนตรีท่านนี้แล้ว บอกตามตรง สยึมกึ๋ย!!! จั๊กเดียม...ในหัวใจพอสมควร

มาวันนี้ รองนายกรัฐมนตรี ท่านออกมาสั่งราชการผ่านหน้าจอทีวี ในทำนองไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการที่ สมาคมตำรวจ กำลังล่าชื่อ 1 แสนรายชื่อ เพื่อถอดถอน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่พลเมืองดี และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมกันในทางการเมือง
เขาตั้งข้อสงสัยกันว่า กรรมการ ป.ป.ช. อาจจะมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงกับการวางตัวไม่เป็นกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

มีพฤติกรรมส่อว่าโน้มเอียงเข้าข้างกลุ่มพันธมิตรฯ พันธมารฯ ในการประท้วงนอกกรอบกติกาประชาธิปไตย รุกล้ำก้ำเกินสิทธิผู้อื่น พกอาวุธเข้าไปชุมนุม

มีพฤติกรรมส่อว่าโน้มเอียงเข้าข้างองค์กรอิสระที่เป็นผลผลิตของ คมช. เพราะตนเองก็เป็นผลผลิตของคณะเผด็จการปฏิวัติรัฐประหาร

ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติราชการของตำรวจ เขาจึงต้องออกมาดำเนินการเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งสังคมส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ ทราบกันดีอยู่แล้ว ใครเป็นฝ่ายเล่นนอกกฎเกณฑ์กติกา ใครทำร้าย ใครทำลาย ประเทศชาติและประชาชนกันแน่!!!

ที่ฟังแล้วจั๊กเดียม...หัวใจที่สุด คือ ความพยายามที่ส่อว่าจะใส่ความ ใส่ร้ายป้ายสี ว่า สมาคมตำรวจ มีการกระทำการในลักษณะการปลุกระดม ยุยง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ดำเนินการเข้าชื่อถอดถอน ป.ป.ช.9 ท่าน ดังว่า แหม่...จะยัดข้อหาเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งชาติ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียอีก ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยไปแจก สปก.4-01 ให้กับมหาเศรษฐินีชาวภูเก็ตแม้แต่แปลงเดียว

อยากรู้จังว่าเมื่อให้ “โจร” ออกคำสั่ง “ตำรวจ” ซ้าย...หัน ขวา...หัน บ้านเมืองมันจะเป็นอย่างไร นึกไม่ออกจริงๆ เวลานี้ไม่ต้องบอกก็รู้ ท่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระอักกระอ่วนใจ มากน้อยแค่ไหน เจ้าหน้าที่อาจจะไม่สามารถตอบคำถามนี้กับสาธารณะได้ แต่ ว.2 ทราบแล้วเปลี่ยน ท่านบอกความในใจผ่านมาได้ที่ กอง บก.ประชาทรรศน์ เราพร้อมเป็นสื่อกลาง ปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรี ข้าราชการตำรวจ

อย่ายอมให้ โจร มาขย่ม โรงพัก

ผสมพันธุ์เพิ่ม!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

“ทะเล” ยังไม่รู้อิ่มกับน้ำ... “ฟ้า” ยังไม่รู้อิ่มกับอากาศ ฉะนั้น จะให้ “นักการเมือง” ที่วิ่งกัน “ขาขวิด” อิ่มใน “อำนาจ-วาสนา-บารมี” ได้ฉันใด

แม้ในตอนนี้ ใครจะมองว่า “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ในซีก “อินทรีอีสาน” พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จะซิ่งแคนนอล ทำตัวเป็น “ยาดำ” ปฏิบัติหน้าที่ “ฝ่ายค้าน” กลายๆ...

แต่ในวิชั่น วิสัยทัศน์ สันดาน “นักการเมืองไทย” แล้ว...ไม่มีใคร “งมโข่ง” ยงโย่ ยงหยง ยักแย่ ยักยัน ตะบันน้ำกิน เพื่อขออยู่เป็น “ฝ่ายค้าน” อย่างแร้นแค้นให้อดอยากปากแห้ง เป็น “อีแร้ง” ผอมโซกันหรอก??

ไม่ต้องดูอื่นไกล ฝ่ายค้านมืออาชีพ...ค้านอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” หลังจากเฉามือ ไม่ได้คุมกลไกบริหารประเทศมานานหลายปีดีดัก
พอรั้งบังเหียน หมุนกลับสลับเปลี่ยน มาเป็น “รัฐบาล” ธาตุแท้ ก็แตกเป็นเสี่ยง
กลายเป็น “ชูชก” นักฉกฉวย หาเงินเข้ากระเป๋ากันทันที??
เห็นได้ จากการที่เอา “ปลากระป๋องเน่า” ตรา “ชาวดอย” ไปช่วยพี่น้องชาวใต้
หากไม่เร่ง “ถอนทุน” มีน่ะหรือ??
มีหรือจะตะกละตะกลาม มูมมาม “กินด่วน” ยกกำลังสอง เช่นนี้

ดังนั้น การเป็นนักการเมืองไทย อุดมการณ์ “พับเก็บใส่ลิ้นชัก”...เรื่องจะเป็น “ฝ่ายค้าน” ไปทั้งปี ทั้งชาติ ทั้งตลอดศก เป็นไปไม่ได้จริงๆ เลยล่ะท่านสารวัตรกำนัน

เช่นเดียวกัน กับ “อินทรีอีสาน” พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก...ขณะนี้ เตรียมตีปีกพึ่บพั่บ โบยบิน ทิ้งฐานะความเป็น “ฝ่ายค้าน” เอาไว้เป็นอนุสรณ์ เบื้องหลัง เป็นที่เรียบร้อยกันแล้ว...
เดินหน้าเสียบ จ้องผสมพันธุ์ เป็น “รัฐบาล” อยู่รอมร่อ
ขืนตะบี้ตะบันเป็น “ฝ่ายค้าน” มีแต่ “ซกมก” ตกที่นั่งลำบาก ล่ะไม่ว่า...
อีกทั้งการเป็นรัฐบาลนั้น....มีอำนาจครอบจักรวาล ชี้นิ้วต้องการอะไร ก็ได้ตามประสงค์ทุกประการ

ไม่ต้องดูอื่นไกล การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา... ปรากฏว่า “กลุ่มวังพญานาค” ของ “ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” “ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ” และ “กลุ่มบ้านริมน้ำ” ของ “สุชาติ ตันเจริญ ซึ่งส่งคนของตนลงชิงธงในนาม “พรรคเพื่อแผ่นดิน”
อาศัยคราบความเป็น “พรรคร่วมรัฐบาล”...ก็คว้าเก้าอี้ ส.ส. เพิ่มรวดเดียวตั้ง 3-4 ตัว

โดยเป็นการหักดิบ ได้เก้าอี้ ในถิ่น “พรรคเพื่อไทย”... ให้ “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีนนายกรัฐมนตรี เจ็บกระดองใจอย่างหนักเสียด้วย
ในเมื่อเป็นรัฐบาล สุขขี สุขโขสโมสร แฮปปี้เอนดิ้งครบวงจรเช่นนี้
จะให้ “อินทรีอีสาน” มานอนป่วย ระทวยเป็นฝ่ายค้าน อยู่ทำไมกัน??

ฉะนั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงมีคนเห็น “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” บินข้ามฟ้า ข้ามทะเล ไปยังมาเก๊า เข้าไปเต๊ะจุ้ย อยู่ในอัครสถานกาสิโน อันมีนามว่า “เดอะเวเนเชี่ยน”
สถานที่ “เอนเตอร์เทนเมนต์” อันดับหนึ่งของโลก ที่มาแรงเหลือรับ อยู่ในขณะนี้
ที่สำคัญเป็น “กาสิโนน้องใหม่” ที่มาแรง สุดอลังการงานสร้าง แห่งยุค เลยเชียวล่ะ
และที่ “เดอะเวเนเชี่ยน” มาเก๊าแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของ “มังกรซ่อนเล็บ” ขนานแท้

รวมทั้ง “บุรุษแซ่เบ๊” คุณพี่วัฒนา อัศวเหม กระเป๋าเงินตัวจริงเสียงจริงของ พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็เป็น “มังกรซ่อนกาย” ขอมดำดิน อยู่ ณ ที่นี้ เช่นกัน
“คุณพี่วัฒนา อัศวเหม ณ ม้าทอง” นั้น ได้ลัดฟ้า มากบดาน ที่เดอะเวเนเชี่ยน นานแล้ว…
จะให้ชีวิตอยู่เซ็งกะตาย นอนหยำฉ่า อ้าซ่าอยู่ที่ “ปอยเปต” และ “เกาะกง” แดนดินถิ่นเขมร คงจะเป็นไปไม่ได้...
และการมาเยือน อย่างลับลี้ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ในครั้งนี้...นัยว่าเพื่อให้ “คุณพี่วัฒนา อัศวเหม” ใช้กำลังภายใน ผลักดัน “กลุ่มอินทรีอีสาน” เข้าไปเป็นรัฐบาล?...
เพราะไม่เช่นนั้น “พล.ต.อ.ประชา” ไม่ถ่อสังขาร...ไปขอพึ่งบารมีกันถึงขั้นนี้หรอก

นอกจาก “พล.ต.อ.ประชา” จะหาทางเทกโอเวอร์เข้าร่วมกับ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” แล้ว...แม้แต่พรรคประชาราช ของ “ป๋าเหนาะ” เสนาะ เทียนทอง ก็อาจต้องเสียความบริสุทธิ์อีกครั้ง
ด้วยการ “เข้าผสมพันธุ์” ร่วมเป็น “รัฐบาล” ในคราวเดียวกัน
เห็นได้จากการที่ “ป๋าเหนาะ” ยอมเอาลูกเขามาเลี้ยง ยอมเอาเมี่ยงเขามาอม

เพราะผู้แทนฯ หน้าใหม่ ที่กระโดดค้ำถ่อ เข้ามาเป็น “ส.ส.” ของพรรคประชาราช ถึง 4 คน ...ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งล่าสุด
มียี่ห้อ “สีเสื้อ” พรรคอื่น ฝากและแฝงกันเข้ามาหลายพะหน่อ
ฉะนั้น เป็นไปได้ ที่ “ป๋าเหนาะ” จะกลับหลังหัน 360 องศา ดี๊ด๊า เข้ามาเป็น “รัฐบาล”
ปล่อยเกาะ “พรรคเพื่อไทย” อยู่เป็น “พรรคฝ่ายค้านโดดเดี่ยวผู้น่ารัก” เพียงลำพัง
เพราะจนบัดนี้ ยัง “ไร้น้ำยา” ที่จะหา “หัวหน้าพรรค” มาเทียบชั้น เทียบรัศมี พรรคอื่นได้แม้แต่น้อย
ด้วยเหตุฉะนั้น ตรงนี้ ขอ “ฟันธง” ว่า “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะอยู่เป็นรัฐบาลอีกนาน
ที่เป็นห่วง ก็แต่...“พรรคประชาธิปัตย์” จะเหยียบเปลือกกล้วย ล้มลงมาเอง...
เพราะอวดเก่ง...รีบเร่ง “คอร์รัปชั่น” โดนไม่สนเสียงทักท้วงของชาวบ้าน???

โดย “กะพรุนไฟ”

ศักดิ์ศรีเสื้อเแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*


ขบวนการคนเสื้อแดง เริ่มมาจากการที่มีกลุ่มคนมีความคิดว่าต้องการจะช่วยต้องการปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตกเป็นเป้าการโจมตีทำลายล้างของ “กลุ่มพันธมาร” ที่พยายามขัดขวางประกาศล้มล้าง “ระบอบทักษิณ” ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย
เพราะถือว่านี่เป็นตัวปัญหาที่สำคัญ เป็นอุปสรรคในการสถาปนา “การเมืองใหม่” ที่เป็นมรดกอสูรของ “เผด็จการ”
คนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ๆ ก็มีบทบาทโดดเด่น คือ กลุ่มเพื่อนเนวิน ชมรมคนรักอุดร และ นปช.

ดังนั้นการรวมพลของ “คนเสื้อแดง” ที่ผ่านมา จึงทำได้อย่างทันทีทันใดและมีจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งทำให้คน “เสื้อเหลือง” ที่สนับสนุน “กลุ่มพันธมาร” หรือเป็นสาวกของ
“ม็อบโกเต๊กซ์” ตลอดจนผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง จะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง ไม่สามารถมองข้ามไปได้ จนเกิดการประลองกำลังกันมาแล้ว ที่ จ.อุดรธานี ซึ่งในครั้งนั้น ได้สร้างบทเรียนให้กับ “กลุ่มพันธมาร” จนไม่อาจจะลืมได้

การกลับมารวมตัวของ “คนเสื้อเหลือง” ที่สนับสนุน “กลุ่มพันธมาร” อีกครั้งที่ จ.ชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ เชื่อว่าบรรดาแกนนำคงมีการวิเคราะห์แล้วว่า วันนี้ “คนเสื้อแดง” ขาดเอกภาพ ความเป็นปึกแผ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเปล่า มองว่ามีปัญหา แตกออกเป็นเสี่ยงๆ กันแล้วกระมัง ซึ่งการวิเคราะห์นี้ ใช่ว่าจะไร้ซึ่งความจริงเสียทีเดียว

วันนี้เสื้อแดงของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” มองภาพรวมของประเทศ เอาอนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหลัก พยายามทำทุกอย่างให้บ้านเมืองเดินหน้าไปให้ได้ ต้องการฟื้นฟูเยียวยาประเทศที่บอบช้ำเสียหายจากการกระทำของ “กลุ่มพันธมาร” ที่ทิ้งความอัปยศอดสูไว้จนมาถึงวันนี้

ซึ่งก็ยังไม่ทิ้งข้อเรียกร้องเดิม ที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศชาติต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และช่วยเหลือประชาชนคนยากคนจน

เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่คนรากหญ้าควรได้รับก็ต้องได้รับ ต้องได้รับการช่วยเหลือสนับสนุน เพื่อการสร้างาน สร้างรายได้ เมื่อปากท้องอิ่มแล้วก็มากันเรื่องอื่น เพราะตราบใดที่ท้องยังหิว ถามจริงๆ เถอะว่า จะมีแก่ใจไปคิดเรื่องอื่นได้อย่างไร
ดังนั้น การผลักดันนโยบาย “ประชานิยม” เป็นเรื่องที่ต้องรีบทำเพื่อให้ “สังคมเป็นสุข”

ความเลวร้ายของ “กลุ่มพันธมาร” ไม่ว่าจะเป็นการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ใช้เป็นที่ซ่องสุมกำลัง ประกาศชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ ที่พวกเขาภูมิใจกันหนักหนา รวมทั้งการบุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ “กลุ่มพันธมาร” ประกาศเป็นชัยชนะในการทำสงคราม
แต่เป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก ทำลายศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศแทบไม่มีชิ้นดีหลงเหลือไว้เลย

สำหรับ “ชมรมคนรักอุดร” มีชัดเจนในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คัดค้านต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ และต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้คนยากคนจน คนด้อยโอกาส โดยเฉพาะคนอีสานได้มีสิทธิลืมตาอ้าปาก มองเห็นอนาคต

แต่การที่ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ออกมาระบายความในใจ ที่กองทัพเสื้อแดงในภาคอีสาน เป็นได้แค่กำลังเสริม เป็นไม้ประดับมาสร้างบารมีให้ใครบางคนนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

เพราะหลายครั้งหลายหนที่ “คนเสื้อแดง” ชมรมคนรักอุดร ยกขบวนลงมากรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมงานสำแดงพลังของ “คนเสื้อแดง” ซึ่งการมาทุกครั้งต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่ารถค่ากินอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเป็นงานที่ “ใจ” สั่งมา เพื่อการมีส่วนร่วมในการแสดงพลังเพื่อประชาธิปไตย ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร

จากการเดินทางค้างคืนต้องอดหลับอดนอนมาบนรถ แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นเพียงแค่มาฟังเสร็จแล้วก็เดินทางกลับไป ไม่ได้มีบทบาทอะไรเลย ซึ่งไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับอะไรเลย ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้ มีความพร้อม มีศักยภาพ มีประสบการณ์และมีหัวใจในการต่อสู้ที่เกินร้อย ไม่ใช่ราคาคุย

การฝากความบอกไปยัง นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องสาว-น้องเขย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กรณีที่กลุ่มเสื้อแดงไม่ได้รับการเหลียวแลจากแกนนำผู้จัดรายการ ”ความจริงวันนี้” หรือ กลุ่ม นปช.

ว่ามักมองข้ามหัวคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงพร้อมที่จะเป็นแกนนำของ “คนเสื้อแดง” ขอเพียงแต่ อย่าปิดตัวเอง โดยคิดว่าตัวเองเป็น “ทัพหลวง” แล้วไม่ให้ราคาคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด
คิดเอาเองว่าเมื่อเป่านกหวีดไม่ไร คนเสื้อแดงในต่างจังหวัดก็ต้องมา
ซึ่งนายขวัญชัย มองความคิดนี้ว่า เป็นความคิดแบบพวกศักดินา
“ต่อไปนี้กลุ่มพวกผมจะเข้าร่วมทัพคนเสื้อแดงก็เพื่อปิดบัญชีเท่านั้น”

เป็นเรื่องที่น่าห่วงนะครับ ถ้าตราบใดที่พรรคไม่มีผู้นำ ก็จะเดินไปอย่าสะเปะสะปะ การเคลื่อนไหวโดยไม่มีผู้นำ ทำให้เป้าหมายผิดไปจากจุดยืนได้ ยกตัวอย่าง การป่วนรายวันที่เกิดขึ้นนั้น คนส่วนใหญ่เริ่มส่ายหน้า ระวังความศรัทธาเชื่อมั่นจะลดลงไป

สิ่งที่คิดไว้ ตั้งความหวังไว้ เพื่อปกปักรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม ยึดมั่นประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการ และการทำเพื่อ “นาย” ก็จะหายไปกับสายลมแสงแดด

วันนี้ภารกิจของ “คนเสื้อแดง” ยังไม่จบลงง่ายๆ หรอกครับ เพราะทาง พรรคประชาธิปัตย์ เองก็ออกมาพูดไม่เต็มปากนัก ในการจัดการกับ “กลุ่มพันธมาร” ว่าจะทำได้ เมื่อไรอย่างไร แต่ก็เชื่อเหลือเกินว่า ยังต้องมีลูกล่อลูกชน ลูกเล่นต่างๆ เพื่อยื้อเวลาออกมาอีกหลายยกครับ สำหรับรัฐบาลเทพประทาน และยังจะมีคนของ “กลุ่มพันธมาร” อีกหลายคนที่จะได้รับตำแหน่งในรัฐบาล “มาร์ค 1”

ที่เรียบร้อย “โรงเรียนแป๊ะลิ้ม” ไปแล้ว มี นายประพันธ์ คูณมี นายพิเชฐ พัฒนโชติ ส.ส.สอบตก ที่ยืนหยัดบนเวทีม็อบโกเต๊กซ์ตลอดมา นี่ก็มีข่าวว่าจะดัน นายสำราญ รอดเพชร แกนนำ
“กลุ่มพันธมาร” รุ่นที่ 2 มามีตำแหน่งในทำเนียบรัฐบาล ที่พวกตัวเองเคยบุกยึดสร้างความเสียหายมาแล้ว

แม้จะเป็นที่รับรู้ถึง “ความจริง” ที่ว่า “กลุ่มพันธมาร” ที่มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำนั้น ได้สร้างความเสียหายอย่างยับเยินให้กับประเทศชาติบ้านเมือง

รวมทั้งยังเป็นต้นเหตุของความแตกแยกร้าวฉานกันไปทั้งประเทศ คนในบ้านนี้เมืองนี้อยู่ด้วยความระแวงไม่ไว้ใจกัน เพราะฉะนั้นหนทางที่จะนำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์ สามัคคีร่วมมือร่วมใจกันนั้น ยังเป็นสิ่งที่ยังไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง

ขออย่าให้สิ่งที่เคยร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันต่อสู้ ต้อง “เสียของ” ไปเลยครับ เพราะเพียงเพื่อต้องการจะยึดกุมอำนาจการนำ แล้วยังหลงใหลได้ปลื้มกับคำเยินยอ ว่าข้านี้มีความสำคัญเสียเต็มประดา

จนมองข้ามหัวแนวร่วม ที่เคยร่วมต่อสู้กันมา ด้วยจุดหมายเดียวกันคือ ”นาย” ซึ่งวันเวลาจะบอกเองว่า ใครบ้างทำเพื่อ “นาย” และมีใครใช้ “นาย” เป็นเครื่องมือหรือเปล่า

เพราะฉะนั้น “คนเสื้อแดง” ต้องอย่าเห็นแก่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ มองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉาบฉวย มาทำลายปณิธานอันแรงกล้า มาทำลายความมุ่งมั่นตั้งใจที่ยิ่งใหญ่
และอย่าให้พี่น้องประชาชนอยู่กันอย่างอดอยากและลำบากอีกต่อไป
ต้องมาคิดกันว่า ต้องทำอย่างไรให้ “ประชานิยม สังคมเป็นสุข” เพราะนั่นจะเป็นแนวร่วมเป็นพลังในการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่
ถ้าทำได้อย่างนี้ ชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อมเท่านั้น

ต่อมสามัญสำนึก !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ตอนสายๆ ของวันที่ 21 มกราคม เว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่งรายงานว่า

“สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เปลี่ยนคณะกรรมการบริหาร โดยแต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารงาน แทนรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพื่อให้มีนโยบายการบริหารที่ชัดเจน เนื่องจากเห็นว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้รุนแรงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งบริษัทการบินไทยมา”

นับตั้งแต่การบินไทยออกอาการหนักหนาสาหัส กระเป๋ากลวงโบ๋ ขาดสภาพคล่องรุนแรง ต้องวิ่งโร่หน้าตื่นทำเรื่องขอกู้เสริมสภาพคล่องถึง 3 หมื่นล้านบาท

ผมเพิ่งเห็นครั้งนี้ที่ “สหภาพการบินไทย” ออกมาร้อนรนผิดปกติ อาจจะเป็นเพราะว่าภัยกำลังจะมา จึงออกมาปกป้องสถานะความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัว
สาเหตุการขาดทุนอย่างหนักของการบินไทยครั้งนี้ นอกจากจะมาจากปัญหาการบริหารงานแล้ว
การบุกยึดสนามบินของพันธมิตรฯ ก็ถือเป็นที่ต้องหยิบมาขยายความเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศรับรู้ไว้ด้วย

พันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ในระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน - 4 ธันวาคม 2551 ทำให้ไม่สามารถทำการบินได้ถึง 9 วัน

เกิดความเสียหายโดยตรง จนการบินไทยมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับกลุ่มพันธมิตรฯ ถึง 20,000 ล้านบาท
ที่ต้องออกมาเขียนย้ำในเรื่องนี้ เพราะ “การบินไทย” เป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อขาดทุนขึ้นมาก็วิ่งโร่ไปให้รัฐที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่นำเงินภาษีของคนทั้งชาติไปช่วยเหลือ
ผมจำได้ว่า ช่วงการยึดสนามบิน ทั้งที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ สหภาพการบินไทยเป็นฮีโร่ของพันธมิตรฯ เลยทีเดียว
เพราะเล่นสนับสนุนทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ขนมหวาน และผลไม้ ให้ผู้ชุมนุมได้รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

ประชาชนได้รู้แค่นี้ก็เจ็บปวดกันมากพอแล้ว แต่ข่าวที่สร้างความสะเทือนใจประชาชนขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่า น.ส.แจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ใช้สิทธิในฐานะประธานสหภาพการบินไทย อนุญาตให้พันธมิตรฯ ใช้สถานที่ได้อย่างเต็มที่

สุดยอดจริงๆ ครับ...แค่นี้ยังไม่พอ ข่าวโด่งดังกรณีกัปตันสายการบินไทย ปฏิเสธรับผู้โดยสารซึ่งเป็น ส.ส. จากพรรคพลังประชาชน จำนวน 4 คน ก็ทำลายภาพลักษณ์สายการบินไทยย่อยยับ

แทนที่สหภาพการบินไทยจะออกมาลงโทษกัปตันคนนั้น น.ส.แจ่มศรี ประธานสหภาพการบินไทย กลับออกมาปกป้องกันอีกตามเคย อ้างว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล

แต่พอเกิดวิกฤติครั้งนี้ สหภาพการบินไทยกลับออกมาเต้นแรงเต้นกา โยนบาปไปให้ คณะกรรมการบริหาร เรียกร้องให้แต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารงาน แทนรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ในปัจจุบัน

การกระทำเยี่ยงนี้ พวกคุณไม่ละอายใจกันบ้างหรือครับ ความฉิบหายวายป่วงของการบินไทย ส่วนหนึ่งก็มาจากพวกคุณ

การที่สหภาพการบินไทยไปร่วมปิดสนามบินสุวรรณภูมิกับกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยนั้น จะช่วยรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

หากมี “ต่อมสามัญสำนึก” ของความเป็นพลเมืองที่ดี...สหภาพการบินไทย ควรจะอธิบายให้ประชาชนได้ทราบสักนิดนะครับ

ยกเว้น "ต่อมสามัญสำนึก" ไม่ทำงาน ก็คงต้องปล่อยให้เรื่องมันผ่านไป แบบเลยตามเลย...

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด"หมัก-สหัส"สตง.ชี้ผิดรับสินบนอุโมงค์ระบายน้ำ

ที่มา ประชาทรรศน์

มัดตราสังข์"อุโมงค์หมัก" สตง.สรุปผลสอบ ชี้ชัดรับสินบน "นิชิมัตสุ" ชงเรื่อง กทม.ฟันกราวรูด "สมัคร-สหัส"ไม่รอด ข้าราชการโดนอีกระนาว ด้านอดีตผู้ว่าฯ กทม. กลับถึงไทย เพ่นหนีนักข่าว สะพัด"มะเร็งตับ"ทำน้กหนักตัวลดฮวบกว่า 20 กิโลฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.50 น. วานนี้ (21 ม.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยเพื่อกลับมาพักผ่อน และเพาะเนื้อเยื่อตับให้ได้ถึงร้อยละ 40 หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งตับที่สหรัฐฯ โดยอดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับมาด้วยสารการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ ยูเอ 0891 ลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าวและกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่นำดอกไม้มาต้อนรับ

โดยทันทีที่นายสมัครเดินทางถึง ได้ให้เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) นำรถตู้สีดำ หมายเลขทะเบียน ศร 3333 กรุงเทพมหานคร เข้าไปรับด้านในอาคารวีไอพีของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อหลีกเลี่ยงผู้สื่อข่าวที่รอสัมภาษณ์ ขณะที่ผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่งก็ได้ไปดักรอที่หน้าบ้านพักของนายสมัคร สุนทรเวช ภายใน ซ.นวมินทร์ 81 ตลอดทั้งคืน แต่บรรยากาศก็เป็นไปอย่างเงียบเหงา เพราะทันทีที่รถตู้แล่นเข้ามา คนในบ้านได้เปิดประตูรั้วให้รถตู้เข้าไป และปิดประตู โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปสัมภาษณ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ มีรายงานว่า น้ำหนักตัวของนายสมัคร ลดลงไปถึง 20 กิโลกรัม หลังป่วยด้วยโรคดังกล่าว

วันเดียวกัน มีรายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้สรุปผลการสอบ โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าวลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาของสำนักการระบายน้ำ ในสมัยนายสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ที่ศาลประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า บริษัทนิชิมัตสุ คอนสตรั๊กชั่น จำกัด ผู้ได้สัมปทานการก่อสร้างจ่ายสินบนให้กับ กทม. ว่า สตง.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว เห็นว่า การที่กรุงเทพมหานคร โดยสหัส บัณฑิตกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้สั่งการให้บริษัทที่ปรึกษาทบทวนเกี่ยวกับขนาดของอุโมงค์ระบายน้ำใหม่และที่บริษัทที่ปรึกษาได้มีการเสนอแก้ไขขนาดของอุโมงค์ให้ใหญ่ขึ้น เป็นเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 5.00 เมตร และการกำหนดคุณสมบัติและประสบการณ์ของผู้เสนอราคา รวมทั้งหลักเกณฑ์การให้คะแนนข้อเสนอทางเทคนิคร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาประกอบกันแล้วจะเห็นได้ว่า บริษัทก่อสร้างที่มีผลงานก่อสร้างอุโมงใน กทม. และปริมณฑล ที่มีผลงานก่อสร้างอุโมงค์ขนาด ไม่น้อยกว่า 5.00 เมตร และจดทะเบียนงานทางชั้น 1 กับ กทม.มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น ได้แก่ บมจ.ช.การชั่ง และบมจ.อิตาเลี่ยนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ทราบดีอยู่แล้ว และเมื่อพิจาณาการปฏิบัติหน้าที่ในการคัดเลือกผู้รับจ้างและการให้คะแนนข้อเสนอทางเทคนิคของคณะกรรมการพิจารณาการประกวดราคา

ความสัมพันธ์ของผู้เสนอราคาทั้ง 3 รายการที่ผ่านข้อเสนอทางเทคนิค และการที่กรุงเทพมหานครไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดการให้คะแนนข้อเสนอทางเทคนิคของคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา ความสัมพันธ์ของผู้เสนอราคาทั้ง 3 รายที่ผ่านข้อเสนอทางเทคนิคไว้เป็นเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคา ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของการได้เปรียบเสียเปรียบในการเข้าเสนอราคาของผู้เสนอราคาแต่ละรายการในการได้รับสิทธิพิจาณาเปิดซองราคารวมทั้งหลักเกณฑ์การพิจารณาให้คะแนนทางเทคนิค(ในข้อย่อย) ได้กำหนดขึ้นภายหลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาได้รับซองข้อเสนอทางเทคนิคของผู้เสนอราคาทุกรายแล้ว และพฤติการณ์การต่ออายุสัญญาการจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากเดิม 120 วัน(ประมาณ 4 เดือน) เป็นเวลาประมาณ 1 ปี 6 เดือนโดยบริษัทที่ปรึกษาไม่ขอเพิ่มเงินค่าจ้าง ตลอดจนการที่ปรากฎข้อเท็จจริงเป็นข่าวทางสื่อมวลชนของประเทศญี่ปุ่น (สำนักข่าวเคียวโค) กรณีอดีตผู้บริหารของบริษัทนิชิมัตสุ คอนสตั๊กชั่นจำกัด ได้ให้การกับอัยการญี่ปุ่นว่า บริษัทฯได้จ่ายเงินจำนวนมากกว่า 400 ล้านเยน ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยหลายคนเพื่อแลกกับ"ความสนับสนุน" เพื่อให้บริษัทได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการนี้

เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดประกอบกันแล้ว น่าเชื่อว่าการประกวดราคาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองลาดพร้าวลงสู่แม้น้ำเจ้าพระยาของสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานครไม่เป็นธรรมและไม่โปร่งใส มีพฤติการณ์เข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบริษัทมดบริษัมหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ให้เป็นผู้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคากันอย่างเป็นธรรม อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และทำให้กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายต้องจัดจ้างโครงการดังกล่าวในราคาที่สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นประกอบกับขั้นตอนการจัดจ้าง รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาผบการประกวดราคาไม่เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการพัสดุ พ.ศ. 2538 การประกวดราคาจ้างเหมาโครงการนี้อยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบของนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น

โดยกลุ่มตรวจสอบสืบสวนเรื่องเฉพาะกรณี สำนักงานตรวจสอบการบริหารพัสดุ และสืบสวนที่ 3 พิจารณาแล้วเห็นควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. แจ้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อพิจารณาดำเนินการดังนี้
1.1 ดำเนินการสอบวนโทษทางวินัย แก่คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา ดังนี้
1.1.1 นายชาญชัย วิทูรปัญญากิจ ประธานคณะกรรมการ
1.1.2 นายพรพจน์ กรรณสูต กรรมการ
1.1.3. นางสาวสุทิตย์ ทิพย์สุวรรณ์ กรรมการ
1.2 ดำเนินการหาตัวผู้รับผิดชอบทางแพ่งในความเสียหายเบื้องต้น จำนวน 386,000,000 ล้านบาท (สามร้อยแปดสิบหกล้านบาทถ้วน) ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539
2. แจ้งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินคดีกับนายสหัส บัณฑิตกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้มีอำนาจในการสั่งหรือปฎิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่รับผิดชอบสำนักงานระบายน้ำและนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงทพมหานครในขณะนั้น รวมทั้งบริษัทไทยเอ็นจิเนี่ยริ่ง คอนซัลแตนทส์ จำกัด กิจการรวมค้าไอเอ็น,บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการจำกัด (มหาชน) ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรับ พ.ศ. 2542