WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 23, 2009

สถาบันนิติฯพังยับ'ปทุมวัน-อุเทน'ยกพวกตะลุมบอน

ที่มา ประชาทรรศน์

รับศพเพื่อนทำพิษ!ช่างกล 2 สถาบัน ร่วม 100 อัดกันหน้าสถาบันนิติฯ ทรัพย์สินพังยับ ชาวบ้านหนีอลหมานกลัวลูกหลง ตร.สั่งแยกตรวจค้นอาวุธวอนให้ยุติวีรกรรมเถื่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้(23 ม.ค.) เมื่อเวลา ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย ประมาณ 40 คนเดินทางมารอรับศพ นายพรพจน์ โสภณเจริญ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาโยธา ชั้นปีที่3 ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น แยกเกษตรเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยผลการชันสูตรศพนายพรพจน์ ทางสถาบันนิติเวชระบุว่าเสียชีวิต เนื่องจากบาดแผลถูกกระสุนปืนทำลายปอดขวา ทะลุไขสันหลังส่วนคอ และเอว

โดยระหว่างที่นักศึกษากลุ่มดังกล่าวรอรับศพอยู่บริเวณด้านหน้าสถาบันนิติเวชนั้น ได้มีนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันประมาณ 30 คนก็เดินทางมารับศพนายนันทศักดิ์ แก้วเขียว อายุ 22 ปี นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันที่ประสบอุบัติเหตุรถชน เสียชีวิตโดยเกิดเหตุที่จ.สมุทรปราการ ทันใดนั้นเมื่อกลุ่มนักศึกษาทั้ง 2 สถาบันมาเผชิญหน้ากันก็เกิดการเขม่นขึ้นทันที ต่อด้วยนักศึกษาทั้ง2 สถาบันได้วิ่งเข้าใส่กันอย่างชุลมุน โดยต่างฝ่ายพยายามหาสิ่งของที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุมาเป็นอาวุธ แม้กระทั่งตะเกียงที่จุดไว้เพื่อให้จุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เข้าขว้างปาทุบตีกันชุลมุน จนทำให้ทรัพย์สินของราชการกระจกประตูสถาบันนิติเวชแตกเสียหาย ประชาชนหลายคนที่มารอรับศพพากันแตกตื่นตกใจกลัวโดนลูกหลง โดยมีนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวายบาดเจ็บศีรษะแตกเล็กน้อย 1คน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ และสายสืบสน.ปทุมวัน ได้เข้ามาแยกนักศึกษาทั้งสองกลุ่มออกจากกันโดยให้นักศึกษาเทคโนโลยีปทุมวัน เข้าไปอยู่ภายในสถาบันนิติเวช และทำการตรวจค้นอาวุธแต่ไม่พบอาวุธร้ายแรงแต่อย่างใด จึงรอรับศพเพื่อนและจัดรถตู้ไปส่งยังสถาบันโดยออกทางด้านหลัง ส่วนกลุ่มนักศึกษาสถาบันเทคโนโลราชมงคลให้อยู่บริเวณฟุตบาทด้านหน้า

ด้านพ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวันได้เดินทางมาเจรจาด้วยตนเอง โดยแจ้งกับกลุ่มนักศึกษาว่า ให้แยกย้ายกันกลับด้วยความสงบ ขออย่าให้มีเรื่อง เนื่องจากผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับความเดือดร้อน นักศึกษาบางส่วนจึงเดินทางกลับ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 10 คนก็ยังรอรับศพด้วยความสงบ โดยมีตำรวจคอยดูแลสถานการณ์

ผู้สื่อข่าวรานงานว่าด้านนายสง่า โสณเจริญ พ่อของนายพรพจน์ พร้อมญาติ ได้เดินทางมาติดต่อรับศพ และกล่าวว่า ลูกชายมีความใฝ่ฝันที่จะเข้าที่ที่สถาบันนี้ และก่อนมาเรียนลูกก็บอกกับตนว่าไม่ได้เข้ามาเรียนพื่อจะมีเรื่องจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้จบ ซึ่งตั้งแต่ที่ลูกเรียนมาก็สอบได้ไม่เกินที่ 10 เลย และอยากบอกทุกคนเป็นอุทธาหรณ์ว่าขออย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ทั้งนี้ศพของนายพรจน์ ญาติจะนำไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดลาดปลาเค้าต่อไป

การ์ตูนมะนาว:ตรุษจีนปีนี้ ซินเจียยู่อี่ชินนี่ฮวดไช้

ที่มา Thai E-News



เสื้อแดงจ่อบุกUNเร่งเอาผิดโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ และมติชน
23 มกราคม 2552



3เกลอเสื้อแดงเดินสายยื่นค้านรัฐบาลโจรประชุมอาเซียน-เอาผิดผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน

นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้จัดรายการ "ความจริงวันนี้" และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสถานทูตพม่าและสิงคโปร์แล้วช่วงเช้าวันนี้ เพื่อขอให้กลุ่มประเทศอาเซียนทบทวนการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ก.พ. ถึง 1 มี.ค. 2552 นี้ เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่มีความชอบธรรม เพราะเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง (อ่านเนื้อหารายละเอียดจดหมายท้ายข่าวนี้)

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งบุคคลที่ถือว่า เป็นผู้ก่อการร้ายสากล คือ นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากได้เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองด้วย พร้อมระบุว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะยื่นหนังสือให้ครบอีก 9 ประเทศ

นายจักรภพกล่าวว่า การเดินสายไปยังสถานเอคอัคราชฑูตประเทศอาเซียน 9 ประเทศในประเทศไทย ก็เพื่อยืนหนังสือให้กับเอกอัครราชฑูตพิจารณาการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรืออาเซียนซัมมิท โดยแสดงจุดยืนว่า กลุ่มคนเสื้อแดงสนับสนุนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการพัฒนาของอาเซียน แต่ไม่ยอมรับรัฐบาลไทยที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม โดยวันที่ 23 มกราคม เวลา 10.00 น.ไปที่สถานทูตพม่า เวลา 10.30 น.ไปสถานทูตสิงคโปร์ ส่วนสัปดาห์หน้าวันที่ 26 มกราคม ไปสถานฑูตฟิลิปปินส์ เวลา 11.00 น.ไปสถานฑูตอินโดนีเชีย, วันที่ 27 มกราคม เวลา 10.00 น.ไปสถานฑูตบรูไน เวลา 11.00 น.ไปสถานฑูตกัมพูชา และวันที่ 28 มกราคม ไปสถานฑูตเวียดนาม เวลา 11.00 น.ไปยังสถานฑูตมาเลเชีย

"แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการเอาผิดกับผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน โดยจะตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับการชี้แจงและให้ข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ยึดสนามบิน ซึ่งผม และนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นตัวแทนเดินทางไปยังสหประชาชาติ เพื่อร้องขอให้องค์กรการบินระหว่างประเทศดำเนินการสอบสวนกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ"นายจักรภพ กล่าว

(คำแปลเนื้อความในหนังสือที่ยื่นต่อเอกอัคราชทูต9ประเทศอาเซียน)

เรียน ท่านเอกอัครราชทูต...

ประเทศที่ยิ่งใหญ่ของท่าน คือองค์ประกอบสำคัญในกรอบการทำงานของอาเซียน และความเป็นประธานกลุ่มของไทยก็ขึ้นอยู่กับท่านด้วย เราขอขอบคุณที่ท่านแสดงความสนใจที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบันนี้ นั่นคือ รัฐบาลไทย หรือที่เรียกขานกันว่ารัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาใช่ผู้แทนอย่างแท้จริงของประชาชนชาวไทยไม่ ดูเผินๆ รัฐบาลดังกล่าวก็มีเสียงข้างมาก และมีคุณสมบัติครบถ้วนในทางการเมือง แต่จุดกำเนิดของรัฐบาลชุดนี้ห่างไกลจากความเป็นประชาธิปไตยยิ่งนัก

ท่านทราบดีว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตยจะต้องนำโดยพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก อันเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” มาสู่อำนาจโดยการจัดการของพลังภายนอกที่มิใช่ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพลังที่เมินเฉยต่อเจตนารมณ์อันแท้จริงของประชาชนและสิทธิของประชาชนในการกำหนดใจตนเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การเสนอแต่งตั้ง นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังเป็นพฤติกรรมอันไม่น่าเชื่อที่ได้รวมเอาผู้มีพฤติกรรมที่ชาวไทยจำนวนมากเห็นว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจากพฤติกรรมยึดสนามบินนานาชาติทั้งสองแห่งเมื่อไม่นานมานี้เข้าไว้ด้วย ในสายตาของพลเมืองไทยส่วนใหญ่ รัฐบาลชุดนี้มีความพิการทางการเมือง สภาพการนำเช่นนี้ย่อมไม่คู่ควรกับการทำงานในกรอบอาเซียน โดยเฉพาะในฐานะประธาน

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงขอนำเสนอประเด็นปัญหาดังกล่าวนี้ต่อท่าน ผู้เป็นสมาชิกอันทรงเกียรติของประชาคมอาเซียน ว่าประชาชนชาวไทยทั่วแผ่นดินไม่มีความรู้สึกที่ดี และไม่ยอมรับรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันนี้ได้เลย แต่การจะทำอะไรหรือแสดงออกอย่างไรต่อไปนั้น ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของท่าน หน้าที่พลเมืองของเราคือการแสดงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ เรายืนยันสนับสนุนการทำงานของอาเซียน แต่เราไม่อาจสนับสนุนรัฐบาลที่ประกอบด้วยบุคคลทางการเมืองที่ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรมได้

เราประชาชนชาวไทยมีความเชื่อมั่นในวิจารณญาณของท่าน และขอขอบคุณสำหรับความใส่ใจที่ท่านมีให้กับเรา

ลงชื่อ

นายจักรภพ เพ็ญแข
อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ผู้ประสานงานกลุ่มพลังเสื้อแดง

ตารางเดินสายสถานเอกอัคราชทูตในสัปดาห์หน้า นำโดยคุณจักรภพ

ศุกร์ ที่ 23 เวลา 10.00 น พม่า
10.30 น. สิงคโปร์

จันทร์ ที่ 26 เวลา 10.00 น ฟิลิปปินส์

อังคาร ที่ 27 เวลา 10.00 น บรูไน
11.00 น. กัมพูชา

พุธ ที่ 28 เวลา 10.00 น เวียดนาม
11.00 น. มาเลเซีย

พฤหัสบดี 29 เวลา 10.00 น ลาว
11.00 น. อินโดนีเซีย


ใครพอมีเวลา ไปร่วมเดินสายกันได้

อย่าสร้างภาพบิดเบือนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย กำพล จำปาพันธ์
ที่มา ประชาไท
23 มกราคม 2552

“ทวิมาตรฐาน” ไม่เพียงไม่เป็นกลาง แต่กลับเข้าข้างฝ่ายเผด็จการอย่างเต็มที่ ไม่เพียงไม่ได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา กลับสร้างภาพบิดเบือนว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาธิปไตย ชี้นำให้คนหลงผิดเห็นเป็นเพียงพวกทำเพื่อ “นายใหญ่” ..ถ้าขืนยังยืนกรานจะสร้างภาพบิดเบือนเสนอข่าวสารอย่างเป็นเท็จอย่างนี้ต่อไปอีก ก็ขอให้เปลี่ยนหัวเป็น “สื่อพันธมิตร” “สื่อของเผด็จการ” “กระบอกเสียงของรัฐบาลอภิสิทธิ์” และ/หรือ “เครื่องมือของอภิสิทธิ์ชน” ไปเสียเลยจะดีกว่าไหม ?!



มีคนบ่นว่า ภาพของคนเสื้อแดงตามที่ปรากฏในสื่อนั้น บิดเบือนอย่างร้ายกาจ ชนิดที่ทำเอาหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องพากันส่ายหัวส่ายหน้าไปตามๆ กัน

บางคนก็ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า ในแวดวงสื่อมีการนำเอาข้อกล่าวหาให้ร้ายของฝ่ายเสื้อเหลืองที่มีต่อฝ่ายเสื้อแดงมาใช้อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจุดยืนความเป็นสื่อที่ทำงานสอดรับกับผลประโยชน์ของฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยม คำถามที่เกิดตามมาก็คือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? และเมื่อเป็นเช่นที่กล่าวนี้แล้วจะมีความหมายเช่นใดต่อไป ?

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นคำถามข้างต้น ผู้เขียนใคร่ขอพิจารณาภาพดังกล่าวเสียก่อนว่ามีลักษณะเช่นไร จากนั้นจึงจะนำเข้าสู่แนวการอธิบายปัญหาอันมีที่มาจากการเสนอภาพดังกล่าวเป็นลำดับต่อไป จากการสำรวจคร่าว ๆ ผู้เขียนพบว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงช่วงปลายปี 2551 ที่ผ่านมาจนวันนี้ ถูกนำเสนอผ่านสื่อหลายสำนัก (ที่เรียกกันรวม ๆ ว่า “สื่อกระแสหลัก”) ด้วยภาพที่ค่อนข้างหนักไปในทางลบอยู่ 4 รูปแบบดังนี้คือ

1.เลียนแบบพันธมิตร ทั้งที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง แตกต่างกันอยู่หลายประการ เป้าหมายก็ต่างกัน

เป็นต้นว่า เสื้อเหลืองต้องการเปลี่ยนผ่านอำนาจไปให้ทหารและกลุ่มการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับไทยรักไทยเดิม ซึ่งก็คือพรรคประชาธิปัตย์ เสื้อแดงต้านรัฐประหาร ต้านอำนาจนอกระบบที่แทรกแซงทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนได้ วิธีการก็ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเคลื่อนไหวโดยเห็นเป้าหมายทางการเมืองของตนสำคัญกว่าอื่นใด มุ่งเอาชนะในทางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี คิดแบบทหาร การเมืองบนท้องถนนของพันธมิตรจึงดูไม่ต่างจากการรบในสมรภูมิสงครามตรึงกำลังตั้งมั่น ไม่ใส่ใจแม้กระทั่งชีวิตมวลชนของตนเอง จัดตั้งให้เป็นทหารเป็นนักรบที่พร้อมเสียสละ จึงสารพัดวิชามาร ถึงขนาดไฮแจ๊คทำเนียบ ยึดสนามบิน สร้างความเสียหายแก่ประเทศ

อีกฝ่ายเน้นแสดงพลัง ชุมนุมโดยสันติ ไม่นำพาซึ่งความรุนแรง ภายในขบวนการมีความหลากหลาย ไม่ชุมนุมยืดเยื้อ ไม่เรียกร้องสุดโต่ง ไม่ประกาศชัยชนะพร่ำเพรื่อ ไม่คุกคามสื่อ ฯลฯ

2.ใช้ความรุนแรง ถามว่า ระหว่างอิฐตัวหนอน ปาไข่ กับยึดสนามบิน ใช้อาวุธปืน ระเบิด อันไหนรุนแรงกว่ากัน?

หากจะใช้มาตรฐานว่าด้วยความรุนแรงในเชิงเปรียบเทียบ สิ่งที่พันธมิตรกระทำย่อมถือว่าเป็นความรุนแรงที่เห็นได้เด่นชัดเป็นที่สุด แต่แทนที่จะประณามการกระทำของพันธมิตรด้วยมาตรฐานว่าด้วยความรุนแรงตามปกติ ก็กลับเอามาตรฐานนี้ (ที่ควรใช้กับกรณียึดสนามบิน) มาใช้กับกรณีของอิฐตัวหนอนและการปาไข่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงก็เห็นกันอยู่ว่าใครใช้ความรุนแรงเป็นปัจจัยเร่งให้บรรลุชัยในการเคลื่อนไหว อย่าลืมว่า พันธมิตรทำให้คนตาย 8 คน (หรือ 9 คน หากรวมกรณีณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงด้วย) เสียหายอีกกว่า 1.4 แสนล้านบาท

กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า อิฐตัวหนอน ปาไข่ และกรณีอื่น ๆ ไม่ถือเป็นความรุนแรง ประเด็นอยู่ที่มีการใช้ความรุนแรงเพื่อเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่นอกเหนือการควบคุมโดยไม่มีการคิดคำนวณถึงผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าใช่หรือไม่ และอีกคำถามที่ละเลยไม่ได้ก็คือ ความรุนแรงของใคร ? อิฐตัวหนอนกับไข่เน่าอาจเป็นความรุนแรงสำหรับนักการเมืองบางคนที่ทำความผิดบางอย่างตามความเห็นของผู้ปา ไม่ใช่ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างการตั้งกองกำลังส่วนตัวของกลุ่มพันธมิตร


แทนที่จะหมกมุ่นอยู่เพียงปรากฏการณ์ระดับพื้นผิว ทำไมไม่ลองมองดูสาเหตุที่มาที่ไปของสิ่งที่เกิดขึ้นบ้างว่าทำไมหรือเพราะอะไร จึงมีคนโกรธแค้นพรรคประชาธิปัตย์ จนแสดงออกมาอย่างนั้น การปล้นอำนาจประชาชน สมรู้ร่วมคิดกับม็อบเผด็จการอนารยะอย่างพันธมิตร ยอมรับการแทรกแซงของทหารและตุลาการ ไม่ถือเป็นความรุนแรงโดยตัวมันเอง หรืออีกนัยคือไม่ถือเป็นการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงหรอกหรือ ?

3.ทำเพื่อนายใหญ่ “ทักษิณ” ยังเป็นผีร้ายให้คนพวกนี้ใช้อ้างโจมตีกลุ่มที่ออกมาประท้วงพันธมิตรและรัฐบาล “อภิสิทธิ์”

ทั้งที่จริงแล้วพันธมิตร ทหาร และพรรคประชาธิปัตย์ ต้องทบทวนดูบทบาทการกระทำของตัวเองใหม่ได้แล้วว่า ทำไมจนป่านนี้แล้วพวกตนจึงไม่ประสบผลสำเร็จในการปลุกกระแสความเกลียดชังต่อ “ทักษิณ” และกลุ่มไทยรักไทยเดิม จะรัฐประหารก็แล้ว ม็อบอนารยะก็แล้ว ตุลาการภิวัตน์ก็แล้ว ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ยังเห็น “ทักษิณ” เป็นฮีโร่ หรือจะคิดเอาง่ายๆ ตื้นๆ ว่า ชาวบ้านเหล่านั้นยังโง่ยังขายเสียงกันอยู่อีก ก็รังแต่จะผิดพลาดกันต่อไปอีกเป็นนานเท่านั้น


เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อเสนอจากภายในของเสื้อแดงเองด้วยซ้ำว่า ให้ถือว่า “ทักษิณ” เป็นเพียงแนวร่วมคนหนึ่ง เขาดูแลตัวเองได้ ผู้นำที่ควรให้การยกย่องกันต่อไปคือ “วีระ“ และก่อนหน้านี้ก็มีการเสนอเป็นการภายในอยู่แล้วว่า ทักษิณเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” โดยนัยก็คือทักษิณไม่ได้มีบทบาทควบคุมบงการการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงดังที่ฝ่ายเสื้อเหลืองกล่าวหา แต่เป็นคนเสื้อแดงต่างหากที่เชื่อมโยงการต่อสู้ของตนเข้ากับ “ทักษิณ” เขาไม่ได้มีฐานะเป็น “นายใหญ่” ของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด


แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าในหมู่คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยยังรักและผูกพันกับทักษิณและรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารไปในวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่นั่นไม่เป็นสารัตถะมากพอที่จะกล่าวหาคนเหล่านี้ว่า ที่ออกมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนนั้นเพียงเพราะนายสั่งหรือทำเพื่อทักษิณเท่านั้น ประเด็นที่ต้องถามต่อก็คือ ทำไมถึงต้องเป็นทักษิณ เพราะทักษิณมีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยใช่หรือไม่? ถ้าใช่! งั้นสารัตถะที่ถูกมองข้ามไปจากการอคติแบบนี้ก็คือ “ประชาธิปไตย” (ที่เข้าใจกันว่า “ทักษิณ” กับพวกมีความเชื่อมโยงอยู่) ใช่หรือไม่?

ความผิดพลาดอย่างสำคัญของขบวนการต่อต้านทักษิณในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การเคลื่อนไหวของพวกเขานำไปสู่รัฐประหารและการเมืองแบบพันธมิตรอภิสิทธิ์ชน ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลยแทนที่จะเห็นด้วยกับขบวนการต่อต้าน กลับแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อขบวนการดังกล่าว “ทักษิณ” หลุดจากตำแหน่งจนต้องระหกระเหินต่างแดนก็เพราะการแก้ปัญหาที่ไม่คำนึงถึงหลักประชาธิปไตยของคนจำนวนหนึ่งในบ้านเมืองนี้

นี่คือความจริงสามัญที่เห็นกันอยู่ แท้ที่จริงแล้วผู้ที่ทำให้ทักษิณเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” และทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องออกมาแสดงตัวตนว่าเป็น “กลุ่มคนรักทักษิณ” อย่างที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ก็คือ ขบวนการต่อต้านทักษิณในช่วงที่ผ่านมานี้นั่นเองแหล่ะ!


4.หมิ่นสถาบัน ตัวอย่างเช่น การติดตั้งพระบรมสาทิสลักษณ์ข้างๆ คำ “อภิสิทธิ์ (ชน) โจร” บนเวทีนปช. ในคราวชุมนุมเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ถูกใช้โดยหนังสือพิมพ์ฝ่ายพันธมิตรกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมว่า “หมิ่นสถาบัน” (โปรดดู นสพ. ไทยโพสต์. วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2551 ปีที่ 13 ฉบับ 4445)

เนื้อหาการนำเสนอข่าวยังมีการขุดคุ้ยกรณีดา ตอร์ปิโด, สุชาติ นาคบางไทร, จักรภพ เพ็ญแข และคดีที่ยังค้างอยู่มาเชื่อมโยงเป็นประเด็นกล่าวหาว่าหมิ่นฯ ตามด้วยการเสนอความเห็นของนายสุริยะใส กตะศิลา เกี่ยวกับกรณีนี้ว่า “เป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง ถือเป็นการส่อเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างชัดเจน”

ขณะที่จตุพร พรหมพันธุ์ ก็ได้กล่าวชี้แจงแล้วว่า “ไม่เจตนาละเมิดสถาบันแน่นอน เพราะกลุ่มนปช. ต้องการแสดงให้เห็นว่า นปช. เทิดทูนสถาบัน แต่เนื่องจากมีความพยายามเชื่อมโยงให้ละเมิดสถาบัน จึงได้นำพระบรมสาทิสลักษณ์ลงเพื่อป้องกันไม่ให้ไปขยายผลต่อไป และทำให้เกิดปัญหาได้ ส่วนข้อความที่ว่า อภิสิทธิ์ชน “โจร” นั้น เราต้องการโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่มีนัยแอบแฝง”


จะเห็นได้ว่า มีความพยายามจะใช้กฎหมายมรดกจากยุคเผด็จการมาทำลายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาเป็นกลุ่มเดียวกับที่ต่อต้านการรัฐประหาร ภายหลังก็พยายามที่จะใช้ในกรณีที่มีคนต่อต้านรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ด้วย สะท้อนมุมมองแบบพันธมิตรและการสืบรับเอาวิธีการทางการเมืองในแบบฉบับของพันธมิตรมาใช้ สื่อบางสำนักมีใจให้กับพันธมิตรมากไป จนไม่รู้อะไรถูก-ผิดไปอย่างไม่น่าเชื่อ กลุ่มคนที่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลสมัคร-สมชาย ฟังเสียงเรียกร้องของผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตร

วันนี้เมื่อเสื้อแดงเป็นฝ่ายประท้วง คนเหล่านี้ไม่เพียงไม่ได้กระทำการอย่างเดียวกับที่เคยทำคราวนั้น คราวนี้กลับทำตรงกันข้ามคือ พวกเขาโจมตีผู้ออกมาประท้วง กล่าวหาว่าเป็นพวกก่อความไม่สงบ สมควรถูกปราบปราม ทั้งที่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลสมัคร-สมชาย จัดการกับการชุมนุมด้วยวิธีสันติ รวมหัวกันประณามกรณี 7 ตุลา’ มาคราวนี้กลับจะชักนำให้รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ทำการปราบปรามฝ่ายเสื้อแดงอย่างเด็ดขาดรุนแรง ด้วยข้อหาความผิดฉกาจฉกรรจ์ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง


“ทวิมาตรฐาน” ไม่เพียงไม่เป็นกลาง แต่กลับเข้าข้างฝ่ายเผด็จการอย่างเต็มที่ ไม่เพียงไม่ได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา กลับสร้างภาพบิดเบือนว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้เป็นไปเพื่อประชาธิปไตย ชี้นำให้คนหลงผิดเห็นเป็นเพียงพวกทำเพื่อ “นายใหญ่”

เอาความผิดหรือข้อหาที่ควรตกเป็นของกลุ่มพันธมิตรมาให้กลุ่มเสื้อแดง ลดระดับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงให้อยู่ระดับเดียวกับเสื้อเหลือง เข้าข้างเสื้อเหลืองนำเอามายาคติข้อกล่าวหาให้ร้ายของฝ่ายเสื้อเหลืองมาใช้ว่าเสื้อแดงอีกต่อหนึ่ง มองเสื้อแดงเป็นเพียงพวกก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองไม่ต่างจากที่เสื้อเหลืองเคยทำมา ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการ ภาพบิดเบือนที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นภาพที่สะท้อนตามมุมมองของฝ่ายพันธมิตร แสดงตัวตนของสื่อที่เป็นผู้นำเสนอภาพนั้นเอง ไม่ได้แสดงถึงตัวตนของคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง


ปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล “อภิสิทธิ์” และความผิดระดับก่อการร้ายสากลของม็อบอนารยะอย่างพันธมิตร ซึ่งเป็นปัญหาที่ฝ่ายเสื้อแดงหยิบยกขึ้นมา ไม่ได้รับการพูดถึง ไม่ถูกพิจารณาอย่างจริงจัง การเล่นงานผู้ประท้วงนั้นง่าย เพราะเสื้อแดงไม่มี “เส้น” เหมือนเสื้อเหลือง

แต่หากสื่อยังอยากจะเป็นสื่อ ก็ควรทำหน้าที่ของสื่อที่ดี ด้วยการปกป้องประชาธิปไตย เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา อย่าสวมแว่นพันธมิตร เพราะจะทำให้สายตาคุณสั้น-ยาวเกินปกติได้ง่าย ๆ จนทำให้มองภาพเป็นเบลอเห็นคนด้วยกันเป็นอื่นไป ที่สำคัญคือ อย่าเข้าข้างเผด็จการแล้วสร้างภาพบิดเบือนให้ร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมดังที่เป็นอยู่ ลองคิดดูว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ดิ่งเหวตกต่ำขนาดไหน หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป

ถ้าขืนยังยืนกรานจะสร้างภาพบิดเบือนเสนอข่าวสารอย่างเป็นเท็จอย่างนี้ต่อไปอีก ก็ขอให้เปลี่ยนหัวเป็น “สื่อพันธมิตร” “สื่อของเผด็จการ” “กระบอกเสียงของรัฐบาลอภิสิทธิ์” และ/หรือ “เครื่องมือของอภิสิทธิ์ชน” ไปเสียเลยจะดีกว่าไหม ?!

"ณัฐวุฒิ"คุยลั่นสร้างภาพประวัติศาสตร์เสื้อแดงเต็มสนามหลวง เพื่อนเนวิน เชื่อสายอีสานไม่ร่วมชุมนุม

ที่มา มติชนออนไลน์

"ณัฐวุฒิ" โวจะได้เห็นภาพประวัติสาสตร์คนเสื้อแดงเต็มท้องสนามหลวง ยัน "แม้ว" โฟนอินสดไม่มีบันทึกเทป เพื่อนเนวินเชื่อสายอีสานไม่ร่วมชุมนุมใหญ่ 31 ม.ค. หลายจังหวัดถอนตัว เพื่อไทยกระหน่ำ "ขวัญชัย" ดังแล้วแยกวง

"ณัฐวุฒิ"โวสร้างประวัติศาสตร์เสื้อแดงเต็มสนามหลวง


ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวว่า การนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 31 มกราคมนั้นจะได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ที่คนเสื้อแดงมารวมตัวกันเต็มท้องสนามหลวง เพราะขณะนี้ได้รับการติดต่อจากแกนนำคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน ที่จะมาร่วมการชุมนุมและขณะนี้สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดี สเตชั่น มีแกนนำต่างจังหวัดได้ติดต่อเข้ามาขอออกรายการแดงทั้งแผ่นดินหลายจังหวัด จังหวัดแรกที่จะมาออกอากาศคือจังหวัอุบลราชธานี ส่วนการโฟน อินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 25 มกราคมนั้นขณะนี้ระบบทุกอย่างพร้อมหมดแล้วยืนยันได้ว่าครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟน อิน สดสดโดยไม่มีการบันทึกเทปมาออกอากาศแน่นอน เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องการตัดสัญญาณ


เพื่อนเนวินเชื่ออีสานเมินชุมนุมใหญ่31ม.ค.


นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ชาวบ้านหลายจังหวัดไม่อยากมาร่วมม็อบเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคม เพราะอยากให้รัฐบาลได้ทำงานก่อน เชื่อว่าการชุมนุมครั้งนี้พื้นที่หลายจังหวัดในภาคอีสานจะไม่ร่วมด้วย จึงสงสัยหากไม่มีแนวร่วมจากอีสานจะมีคนจากที่ไหนมาร่วมชุมนุม แนวร่วมใน กทม.หรืออย่างไร สำหรับประชาชนใน จ.ขอนแก่น ได้ทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหมดแล้ว เพราะฉะนั้นการชุมนุมวันที่ 31 มกราคม จะไม่มีชาวขอนแก่นมาร่วมชุมนุมด้วยแน่นอน และไม่รู้ว่าจะจัดชุมนุมทำไมเพราะวันที่ 31 มกราคม ดูแล้วก็ไม่มีเหตุการณ์อะไร รัฐสภาร่วมพิจารณากรอบการประชุมอาเซียนเสร็จสิ้นแล้ว


เพื่อไทยกระหน่ำ "ขวัญชัย" ดังแล้วแยกวง


นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ารายการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีทีวี ในวันที่ 25 มกราคม ว่าเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล อยู่ที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะพูดเรื่องอะไร คิดว่าไม่น่าจะมีอะไร เมื่อรัฐบาลนำนโยบาย พ.ต.ท.ทักษิณไปปฏิบัติ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีสิทธิแสดงความเห็นได้ ส่วนกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำชมรมคนรักอุดร ประกาศแยกกันเดินกับแกนนำผู้ดำเนินรายการ "ความจริงวันนี้" และจะไม่เดินทางเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 31มกราคม นายวิทยา กล่าวว่า ไม่ทราบเหตุผลดังกล่าว ว่าประกาศแยกตัวเพราะอะไร "เป็นเพราะดังแล้วแยกก็มีเยอะไป อย่างกลุ่มเพื่อนเนวินดังแล้วแยกวง"


ประธานคน.รักอุดรฯล้มรวมพลสกัดม็อบ


นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวถึงการประกาศเรียกประชุมแกนนำคนเสื้อแดง 30 จังหวัด เพื่อล็อบบี้ไม่ให้มาร่วมชุมนุมใหญ่กับกลุ่มความจริงวันนี้ ว่า หลังจากนี้จะไม่เคลื่อนไหวนามของกลุ่มคนเสื้อแดงใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งการนัดเครือข่ายแกนนำคนเสื้อแดง 30 จังหวัดภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง มาหารือถึงการชุมนุมครั้งใหญ่ในวันที่ 31 มกราคมจะไม่เกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากข่าวไม่ได้เป็นความจริง โดยเฉพาะข้อมูลที่ออกมาว่า เข้าไปยุ่งที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อขอเงิน ทั้งที่วันนั้นเข้าไปเพื่อนำข้อมูลของคนเสื้อแดงไปมอบให้กับ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ คนใกล้ชิดนางเยาวภา แต่เมื่อข่าวออกไปแบบนี้ก็ขอหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่าง


กลุ่มคนเสื้อแดงเหนือส่ง300-500คน


แกนนำกลุ่มเสื้อแดงในหลายจังหวัดภาคเหนือระบุว่าจะส่งคนไปร่วมชุมนุมที่สนามหลวงวันที่ 31 มกราคม แม้ว่ากลุ่มเสื้อแดงอุดรฯ นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา จะแยกตัวออกไป โดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานที่ปรึกษากลุ่มรักเชียงใหม่ 51-ลำพูน 51 จะส่ง 5 พันคนไปร่วม น.ส.กัญญาภัค มณีจักร แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 คาดจะมีคนร่วมไม่ต่ำกว่า 500 คน ขณะที่ น.ส.จีระนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยเชียงราย กล่าวเพียงว่าพร้อมที่จะส่งตัวแทนเข้ารวมพลที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 31 มกราคม นายธีรภัทร วัชรพล หรือดีเจต้อย นักจัดรายการวิทยุชุมชนคลื่น 93.75 นครอุบล ระบุว่า จะเดินทางเข้า กทม. 300-500 คน


เสื้อแดงหลายจังหวัดขอถอนตัว


ส่วนที่พะเยา นายทูล เวชกลาง แนวร่วมกลุ่มเสื้อแดงอีสาน-ล้านนา จ.พะเยา ระบุว่าจะส่งเพียงแกนนำเข้าร่วม 5-6 คน ส่วนชาวบ้านยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด นายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ ผู้ประสานงานกลุ่มอีสานล้านนา แกนนำ นปช.สายโคราช ยืนยันว่า ทางกลุ่มไม่มีเงินทุนพอที่จะระดมมวลชนไปสนามหลวง คนที่จะไปต้องไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว นับแล้วประมาณ 100 คน ส่วนนายพรชัย ก่อวัฒนะมงคล ประธานแกนนำ นปช.ปากน้ำ กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมชุมนุมที่สนามหลวงหรือไม่ ต้องประชุมแกนนำในจังหวัดก่อน


ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และเป็นแกนนำคนเสื้อแดงใน จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า จะไม่เคลื่อนพลไปที่สนามหลวง เพราะไม่อยากสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง เช่นเดียวกับที่ จ.ศรีสะเกษ นายจักรภพ สถาวร แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงหลายจังหวัดเขตภาคอีสานและภาคเหนือ เชิญพวกตนให้เข้าร่วมชุมนุมที่สนามหลวง แต่มติที่ประชุมไม่ต้องการเข้าชุมนุม เพราะต่างต้องการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ทำงานไปสักระยะเวลาหนึ่ง

เสื้อแดงทำเนียบรัฐบาลสลายตัวแล้ว


ที่ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนประมาณ 10 คน นำโดยนายสุขุม วงประสิทธิ อ้างว่าชื่อกลุ่มรักประชาธิปไตยสนามหลวง (กปส.) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชุมนุมเกาะติดอยู่ข้างรั้วทำเนียบรัฐบาลตลอด ได้ยื่นแถลงการณ์ฉบับที่ 5 ต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา และเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป


ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังยื่นหนังสือแล้วจะยุติการชุมนุมข้างรั้วทำเนียบเลยใช่หรือไม่ นายสุขุม กล่าวว่า ใช่ โดยอีก 30 วัน จะมาทวงถามความคืบหน้า แต่ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงอื่นจะมาแสดงความคิดเห็นก็เป็นสิทธิ การเข้ายื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการยกระดับการชุมนุมของ กปส. ดีกว่าการปาไข่ ปาหิน ทำให้นายสุเทพกล่าวแทรกขึ้นมาทันทีว่า "ถ้าปาไข่ผมจะสั่งให้จับ"


ตำรวจสันติบาลควานหาที่อยู่ "ทักษิณ"

พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.ส. กล่าวถึงกรณีที่นายสาธิต วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อภิปรายในสภาเรื่องการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยคาดว่าน่าจะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบหาที่อยู่ที่ชัดเจนเพื่อติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาดำเนินคดีตามหมายจับว่า เป็นหน้าที่ของตำรวจสันติบาลโดยตรงอยู่แล้วในการตรวจสอบทั้งเรื่องข้อความที่ใช้โฟนอิน การติดตามที่อยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ และการดูแลการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ซึ่งพร้อมที่จะดูในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วแม้ไม่มีการร้องขอจากรัฐบาล รวมทั้งการชุมนุมของ นปช. ที่จะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเฝ้าฟังและบันทึกไว้ตรวจสอบ รวมทั้งการติดตามที่อยู่ที่โฟนอินเข้ามา แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในการติดตาม รวมทั้งการดูแลไม่ให้มีมือที่สามเข้ามาปั่นป่วนสร้างความวุ่นวายให้เกิดเรื่องเมื่อมีการชุมนุม จนเกิดเป็นความร้าวฉาน

เจอเสนอนับองค์ประชุมครั้งที่3รอบ2วันทำสภาฯล่ม

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 22 มกราคมว่า เวลา 17.25 น. ขณะที่ประชุมสภากำลังพิจารณาวาระรับทราบรายงานการปฏิบัติงานของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองประจำปี 2550 นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติขอนับองค์ประชุม แม้ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนฯ คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน พยายามขอให้ถอนการเสนอนับองค์ประชุม แต่นายประเสริฐยืนยันไม่ถอน ทำให้ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอญัตติให้นับองค์ประชุมโดยการขานชื่อ เพราะจะได้รู้ว่าใครมาหรือไม่มา จะได้ลงโทษได้ถูก อย่างไรก็ดี พ.อ.อภิวันท์ได้ขอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาอีกครั้ง แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่ยอมถอน จึงมีการนับองค์ประชุมด้วยวิธีการขานชื่อ เมื่อเวลา 17.45 น. ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ปรากฏว่ามีสมาชิกแสดงตน 219 คน จากจำนวน 455 คน ถือว่าไม่ครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่งที่ 228 คน ทำให้ พ.อ.อภิวันท์ปิดประชุมเวลา 18.40 น.

ทั้งนี้จากการตรวจสอบการนับองค์ประชุมด้วยการขานชื่อพบว่า มีฝ่ายค้านขานชื่ออยู่ในห้องประชุม 2 คนคือ นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน โดย การเสนอนับองค์ประชุมครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 ในรอบสองวัน หลังจากการประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป นัดแรกเมื่อวันที่ 21 มกราคม ฝ่ายค้านได้เสนอนับองค์ประชุม มาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งปรากฏว่า 2 ครั้งแรก องค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่งมาอย่างเฉียดฉิว ไม่ถึง 10 เสียง จนมาในครั้งที่ 3 ซึ่งองค์ประชุมไม่ครบทำให้สภาล่ม

ข้าวสารยังชีพ

ที่มา ไทยรัฐ

สักเมื่อสิบปีที่แล้ว ผมปลงใจใช้สิทธิรักษาพยาบาล จากกองทุนประกันสังคม ติดต่อกันสอง-สามปี เปลี่ยนโรงพยาบาล (เอกชน) สองโรงพยาบาล

ทดสอบอยู่นาน จึงพบว่า หมอให้การดูแลรักษาแบบไม่เต็มใจ ...โรคตามกระแส ทั้งไขมันในเส้นเลือด ทั้งระดับน้ำตาลในเลือด (เบาหวาน) ไม่มีเค้าจะดีขึ้น

รักตัวกลัวตาย ก็ต้องหันไปหาโรงพยาบาลหลวง แล้วรู้สึกได้ชัดเจน การจ่ายเงินแบบคนไข้ธรรมดา มาตรฐานการรักษาสูงขึ้น

มั่นใจว่าชีวิตจะยืนยาวขึ้น

แต่ตลอดเวลานั้น ก็ถูกหักเงินประกันสังคม รู้สึกเหมือนกันว่า

เสียเปล่าแต่ก็หวังไว้ว่า มีประกันสังคมเผื่อเอาไว้ เป็นตัวช่วย

เมื่อไข้หนักหรือตอนใกล้ตาย วันนี้ไม่ใช้ แต่วันหน้าก็ยังหวังว่าจะใช้

ด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างนี้ เมื่อมีข่าวรัฐบาลท่านจะเอาเงินจากกองทุนประกันสังคม เกือบ 1 พันล้าน ไปซื้อข้าวสารแจกผู้เอาประกันตน...ผมก็เริ่มคิดว่า มันยังไงๆอยู่

ยิ่งเอาตัวเลขเงินพันล้าน ไปเปรียบกับข้าวสารถุงละ 5 กก. ซึ่งผมเป็นหนึ่งใน 9 ล้านคนที่จะได้ แล้วก็ยังคิดไม่ออกว่า ข้าวสารถุงละ 5 กก. เป็นข้าวพันธุ์ไหน

จะเป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวสาวไห้ ที่เคยหุงกินทุกวันหรือไม่ และจะยาไส้ได้สักกี่วัน

ประเด็นก็คือ วันนี้ผมยังมีงานทำ ยังมีเงินส่งเบี้ยประกัน ระบบการกินอยู่หลับนอนก็ยังมีมาตรฐานของมนุษย์ชั้นกลาง... ไม่ได้ขาดแคลน

ครูหลักสูตร บ.ส.ส.คนหนึ่ง สอนว่า ในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคยมีคนอดตาย ในขณะที่ระบอบเผด็จการ มีคนอดตาย

เคยอ่านเรื่องของคนไร้บ้านย่านสนามหลวง...วันที่ขัดสนไม่มีข้าวกิน เขาก็ยังมีวัดหลายวัด เช่นที่วัดโพธิ์ ท่าเตียน เป็นที่พึ่ง

ยิ่งช่วงม็อบสีแดงสีเหลืองเบ่งบาน ทุกม็อบมีเสบียงอาหารสมบูรณ์ คนไร้บ้านก็พลอยได้อยู่ดีกินดี มีความสุขไปด้วย ยืนยันประโยคที่ว่า อยู่เมืองไทยหมายังไม่อดตาย

ข่าวคนอดตายก็ยังไม่เคยมี

การมีรัฐบาลที่ มีแต่ให้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรอกครับ เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ผมเคยขึ้นรถเมล์ฟรีหลายครั้ง ทุกครั้งเมื่อพ้นความรู้สึกเอะใจ ทำไมกระเป๋าไม่เก็บเงิน

ก็รู้สึกขอบคุณเจ้าของนโยบายรถเมล์ฟรีที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช ทุกที

ขอบคุณแล้วก็คิดได้ คนแบบผมไม่น่าจะอยู่ในข่ายได้รับการสงเคราะห์ เหมือนระบบช่วยค่าน้ำค่าไฟ บ้านหลังที่อาจารย์

ระดับดอกเตอร์ ไม่ได้อยู่ ได้ยกเว้นค่าน้ำค่าไฟ เจ้าของยังบอกว่า ไม่ควร

อย่างตอนนี้ ผมอายุเกิน 60 ปี แต่ยังโชคดีมีงานทำ ถ้ารัฐบาลบังคับให้รับเงินช่วยเหลือคนละ 500 ผมคงสงสัย จะรับเงินก้อนนี้ เอาไปทำอะไร

ไม่คิดว่าถูกดูถูกดูแคลน เพียงแต่คิดว่า ควรจะเอาไปให้คนที่ควรให้ที่มีอยู่มากมาย...มากกว่า

เรื่องเงินเรื่องค่ารถเมล์ ค่าน้ำค่าไฟ ยังพอปะล่อมปะแล่มรับไหว แต่เรื่องข้าวสารถุงละ 5 กก. บอกตรงๆว่า รับไม่ได้จริงๆ รับมาแล้วสงสารตัวเอง มันดูน่าอเนจอนาถเหลือเกิน

แจกข้าวสาร จำนวนที่ผมเชื่อว่า คนไร้บ้านก็ยังเมิน ไปทำไม?

หรือจะยอมรับว่า รัฐบาลมีเวลาน้อย ต้องรีบกอบโกยกันไว้ ทำกันอย่างนี้ ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ก็ไม่ต่างจากการเมืองทั่วไป ตรงไหนเลย.

กิเลน ประลองเชิง

เจอรับน้องต้องคิดใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

กระตุกต่อม “เหลิง” ได้ชะงัดนัก

กับรายการประเดิม “รับน้อง” ของฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทย เปิดเกม “ลองของ” จ้องนับองค์ประชุม เช็กเสียง ส.ส.รัฐบาลถี่ยิบถึง 2 ครั้ง 2 ครา ในชั่วระยะเวลา 1 ชั่วโมง

ครั้งแรกเกินกึ่งหนึ่งเพียง 7 เสียง ครั้งที่สองลดลงอีก เหลือเกินแค่ 5 แต้ม

ปริ่มๆหวิดล่ม ตั้งแต่เปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญนัดแรก

โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่า จากนี้ไปรัฐบาลต้องเหนื่อยหนักแน่กับเกมป่วนในสภา แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังต้องรีบตาลีตาเหลือก วิ่งเข้าวิ่งออกห้องประชุมสภาฯ ไม่เป็นอันทำการทำงาน

แน่นอน กองเชียร์รัฐบาลต้องก่นด่าฝ่ายค้าน ตีรวน ขี้แพ้ชวนตี

แต่ในมุมของฝ่ายที่ถือหางพรรคเพื่อไทยก็มีสิทธิ์สวนกลับได้ว่า โดยเงื่อนไข ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบเต็มๆของรัฐบาล ต้องรักษาองค์ประชุมให้ครบอยู่ตลอดเวลา

กระสันแย่งอำนาจเขามาแล้ว ก็ต้องคุมเกมให้ได้

แต่ทั้งหมดทั้งปวง พวกที่แอบกระหยิ่มใจอยู่ลึกๆก็คือพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพวกลูกเมียน้อยอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดินในปีกของวังพญานาค พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคกิจสังคม ทุกเสียงมีมูลค่าเพิ่ม จำเป็นสำหรับความอยู่รอด

อย่างที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ออกมาดักคอแกมวิงวอน ส.ส.รัฐบาล

ทุกคนรู้หน้าที่ตัวเอง เข้าใจว่าแต่ละเสียงของเรามีความสำคัญ

ยอมรับกรายๆ ยังไงก็ต้องง้อเสียงเพื่อน

ซึ่งนั่นก็น่าจะกระตุกให้ต้องทบทวนกระบวนท่ากันใหม่ กับอาการ “ย่ามใจ” กระแสน้ำขึ้น เริ่มมองไม่เห็นหัวใครตามสไตล์ยี่ห้อประชาธิปัตย์

โดยเฉพาะ “ลูกเขี้ยว” ผันงบกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกระทรวงที่คนของตัวเองคุมผันเงิน แตะมือเหยียบตีนกันเล่นกับค่ายภูมิใจไทยของก๊วนเพื่อนเนวิน แลกออปชั่น มัดจำซื้อเสียง ตุนเสบียงกันโดยไม่ใส่ใจพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆจะมองกันตาปริบๆ

เบื้องต้นเลย “เทพเทือก” คงต้องอัดโปรโมชั่น แสดงความรักเพื่อนให้เท่ากัน

ประกันเสียงพรรคร่วมรัฐบาล

มิฉะนั้นจะกลายเป็นการรับศึกสองด้าน ทางหนึ่งต้องเหนื่อยกับเกมบล็อกแต้มในสภาฯ โดยปัจจัยภายนอกก็ยังต้องเสี่ยงภัยกับฝ่ายต่อต้าน

ถึงขั้นที่นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องสลับจากรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู ประจำตำแหน่ง ไปนั่งรถตู้ของ ส.ส.ลูกพรรคเข้าสภาฯ ตามที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เฉลยเหตุผล

เพื่อความปลอดภัย เพราะม็อบเสื้อแดงชุมนุมอยู่หน้ารัฐสภา

แม้ล่าสุด “เทพเทือก” จะแก้ลำ กู้ภาพแหยงม็อบตีนตบ ด้วยการเปิดถ้ำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.นำตัวแทนม็อบเสื้อแดง จากกลุ่มรักประชาธิปไตยสนามหลวง (กปส.) และเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตย 4 ภาค ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณด้านข้างรั้วทำเนียบฯ

เข้ายื่นหนังสือ เพื่อทวงถามข้อเรียกร้องให้เลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และให้รัฐบาลยุบสภา รวมถึงจี้ให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ โควตาม็อบพันธมิตรฯ

“เทพเทือก” เสียงแข็งใส่ เล่นบทใจถึงข่มม็อบ

แต่โดยอาการ “เสียว” จริงๆ ไม่ได้สร้างภาพข่มฝ่ายต่อต้าน

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญได้ออกระเบียบว่าด้วยการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือ “บอดี้การ์ด” ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวและครอบครัว สถานที่พักและยานพาหนะ

เพิ่มระดับการอารักขา ระวังตัวกันแจ

ท่ามกลางกระแสม็อบเสื้อแดงเร่งเกมหักดิบนอกสภา

นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำ นปช.เดินสายไปพบปะกับเครือข่ายม็อบเสื้อแดงที่จังหวัดลพบุรี พูดกันตรงๆแบบไม่อ้อมค้อมเลยว่า

เพื่อนัดแนะกับแกนนำระดับคุณภาพในแต่ละจังหวัด เปิดเกมรบกับรัฐบาล

อาการสอดรับกับเครือข่ายคนเสื้อแดงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ประกาศจะรวมพลในวันที่ 31 มกราคม เคลื่อนไหวล้มรัฐบาลประชาธิปัตย์

เปิดทางให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย

เน้นลูกบู๊แลกหมัด ท้าชนแบบวัดดวงกันเลย.

ทีมข่าวการเมืองรายงาน

“เฉลิม” ไล่บี้คดีพันธมิตร-ปลด “กษิต”

ที่มา ไทยรัฐ

“เชาวริน” ถามกระทู้ถอดยศ “ทักษิณ”

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดย ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน ตั้งกระทู้ถามเรื่องกรณีถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ลงมติว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดในคดีที่ดินรัชดานั้น ยึดหลักฐานแค่กระดาษแผ่นเดียวคือ ใบเซ็นยินยอมของคู่สมรสที่ให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ไปซื้อที่ดินเท่านั้น แต่ตำรวจที่โง่แต่ทำตัวขยันพยายามนำประเด็นนี้มาดำเนินการถอดยศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่ในอดีต พ.ต.ท.ทักษิณสร้างคุณงามความดีให้กับประเทศมากมาย อยากถามว่า รัฐบาลมีส่วนรู้เห็นในการกระทำการครั้งนี้หรือไม่ และประเทศจะล่มจมหรือไม่ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ ในอดีตเคยมีการถอดยศนายตำรวจไปแล้วกี่ราย ทำไมกรณี พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ที่ศาลพิพากษาจำคุกมาแล้วหลายปี จึงไม่ดำเนินการถอดยศ ทำไมกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ทำผิดกฎหมายหลายเรื่องจึงยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทำไม พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร. ซึ่งถูกพ้นจากนายตำรวจประจำราชสำนักในเรื่องร้ายแรงคือไม่ไปรายงานตัวที่ราชสำนักในวันที่ คมช.ยึดอำนาจ เหตุใดจึงไม่ถูกถอดยศ

“สุเทพ” ยันตำรวจทำตามกฎหมาย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรับผิดชอบดูแล สตช. ชี้แจงว่า รับทราบเรื่องถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณจากสื่อมวลชนพร้อมกับประชาชน เมื่อสอบถาม สตช.แล้วทราบว่าดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตำรวจ และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศข้าราชการตำรวจ ที่มีข้อความระบุตอนหนึ่งว่าผู้ใดวางตัวให้เหมาะสมแห่งเกียรติยศศักดิ์ศรีของข้าราชการตำรวจไม่ได้ก็สมควรที่จะได้รับการถอดยศ เหตุแห่งการถอดยศมี 7 กรณี กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณสืบเนื่องมาจากที่ศาล ฎีกาฯพิพากษาว่ามีความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 (1) วรรค 3 และมาตรา 22 วรรค 1 ให้จำคุก 2 ปี ซึ่งรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเป็นใจหรือสั่งการ แต่เป็นเรื่องที่ตำรวจกองวินัยและกองกำลังพลเป็นผู้พิจารณา สำหรับกรณี พล.ต.ท.ชลอนั้นเป็นเพราะศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนกรณี พล.ต.อ.พัชรวาทและ พล.ต.อ. วิเชียรนั้น ไม่ขอตอบ ทั้งนี้ จากสถิติมีการถอดยศตำรวจแยกเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร 251 คน ตำรวจชั้นประทวน 1,909 คน จึงไม่ได้ทำเฉพาะกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น

“เฉลิม” ไล่บี้คดีพันธมิตร-ปลด “กษิต”

ถัดมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า กลุ่มพันธมิตรฯที่กล้าประกาศสงคราม 9 ทัพ ทั้งที่ในอดีตคำนี้เขาใช้กับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน กลุ่มพันธมิตรฯเป็นใครถึงมีสิทธิยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รู้เห็นกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ เพราะได้รับฟังจากงานเลี้ยงฉลองของกลุ่มพันธมิตรฯที่โรงแรมแห่งหนึ่ง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ กล้าประกาศบนเวทีว่าหากไม่มีกลุ่มพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีโอกาสได้เป็นนายกฯ ต้องรอชาติหน้าตอนบ่ายๆ เช่นเดียวกับที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศบนเวทีพันธมิตรฯว่า “เราเป็นนักเลงพอที่จะไม่ทวงบุญคุณ เราแน่พอแต่อย่ามาหักเรา วันไหนพวกคุณมาหักเรา พี่น้องพร้อมจะมีเรื่องใช่มั้ย” จึงขอฟ้องสังคมไทยว่านายอภิสิทธิ์เมื่อได้เป็นนายกฯก็ตั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายมาเป็น รมว.ต่างประเทศ และตั้งแกนนำพันธมิตรฯมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี อยากถามว่า พวกที่ปิดถนนขับไล่รัฐบาล ยุยงส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติ ปิดสถานีโทรทัศน์และยึดทำเนียบฯ ปิดสนามบิน ทำให้ระบบขนส่งทางอากาศเป็นอัมพาต การกระทำเช่นนี้เรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากลหรือไม่ นายกฯควรปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้แล้ว เพื่อให้ไปสู้คดี และอย่ากระทืบหัวใจประชาชนด้วยการตั้งแกนนำพันธมิตรฯมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีอีก

“อภิสิทธิ์” เผยกำชับ ผบ.ตร.อย่ายื้อคดี

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า รัฐบาลมีนโยบายสร้างความสมานฉันท์ แต่ต้องยืนอยู่ บนความถูกต้องและความยุติธรรม ตนได้กำชับ ผบ.ตร.แล้วว่าคดีความทั้งหลายขอให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อย่าละเว้นกลั่นแกล้ง ถ่วงเวลาหรือรวบรัดจนเกิดความไม่เป็นธรรม ทั้งนี้มีคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ 32 คดี สอบสวนเสร็จแล้วและสั่งฟ้อง 4 คดี ยังสอบสวนไม่เสร็จ 26 คดี และอยู่ระหว่างการพิจารณาอีก 2 คดี อาทิ คดีการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 กำลังอยู่ระหว่างสอบสวน คดีการชุมนุมที่สนามบินดอนเมืองสอบสวนเสร็จไปแล้วกว่า 80% ส่วนการชุมนุมที่สนามบิน สุวรรณภูมิสอบสวนไปแล้ว 30% ซึ่งจะไม่ตอบว่าผิดหรือไม่ เพราะไม่ต้องการชี้นำ อยากให้เป็นหน้าที่และดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อ้าง “กษิต” ไม่ใช่ระดับแกนนำ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับใครจะกล่าวอะไรถึงตนหรือมีความเห็นอย่างไรนั้น ในฐานะที่เป็นนายกฯของคนทั้งประเทศจะไม่ถือโทษโกรธใคร แม้แต่คำพูดที่ ร.ต.อ.เฉลิมเคยระบุว่าตนจะเป็นนายกฯได้ก็ตอนหิมะตกในเมืองไทย ก็ไม่โกรธ ส่วนคำถามที่ว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯเข้าข่ายก่อการร้ายสากลหรือไม่ ขอเรียน ว่าเหตุการณ์ยึดสนามบินเกิดก่อนที่จะมาเป็นนายกฯ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสมัยที่ท่านเองเป็นรัฐบาลที่จะตั้งข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่เห็นมีการตั้งข้อกล่าว หานี้ กรณีของนายกษิตนั้น ไม่ได้เป็นแกนนำพันธมิตรฯ แต่หากอนาคตนายกษิตถูกแจ้งข้อหาและมีมูล ก็ต้องดำเนินการ คงไม่สามารถให้อยู่ในตำแหน่งได้

ปฏิเสธคำครหาเป็นนอมินีพันธมิตร

หลังจากนายอภิสิทธิ์กล่าวจบ ร.ต.อ.เฉลิมลุกขึ้นตอบโต้ทันทีว่า พูดได้อย่างไรว่านายกษิตไม่ใช่แกนนำพันธมิตรฯ เพราะเป็นตัวการร่วมชัดๆ ขึ้นเวทีเช้าสายบ่ายเย็น ยังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้เพราะอะไร จากนั้นนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 มีรถตู้ของแม่พระธรณีบีบมวยผมขนเสบียงอาหารมาให้กับผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมีนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย จึงอยากถามว่านายกฯเป็นนอมินีของพันธมิตรฯหรือไม่ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นตอบเพียงสั้นๆว่า “ไม่ได้เป็นครับ”

เด็ก พท.ยกเหตุ “ทักษิณ” โฟนอิน

ด้านนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ารายการสถานีโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมดีทีวีว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคล อยู่ที่ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ จะพูดเรื่องอะไร “เมื่อรัฐบาลนำนโยบายของท่านไปปฏิบัติ ท่านก็มีสิทธิที่จะแสดงความเห็นในนโยบายรัฐบาลได้ เพราะท่านเหมือนเป็นเจ้าของทฤษฎี อยู่ที่ว่าท่านจะพูดอะไร แต่ผมเชื่อว่าคนฟังจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยก็เป็นความรู้และนำมาเปรียบเทียบกัน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำชมรมคนรักอุดร ประกาศแยกกันเดินกับแกนนำ นปช. และจะไม่เข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ นายวิทยาตอบว่า ไม่ทราบเหตุผลดังกล่าวว่า ประกาศแยกตัวเพราะอะไร จะเป็นเพราะดังแล้วแยกวงก็มีเยอะไป อย่างกลุ่มเพื่อนเนวินเขาก็ดังแล้วแยกวง

เสื้อแดงหน้าทำเนียบฯไล่รัฐบาล

เมื่อเวลา 08.40 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. นำตัวแทนคนเสื้อแดง 5 คน จากกลุ่มรักประชาธิปไตยสนามหลวง (กปส.) และเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตย 4 ภาค ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณข้างรั้วทำเนียบรัฐบาล เข้ายื่นหนังสือต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อทวงถามข้อเรียกร้องให้เลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และให้รัฐบาลยุบสภา โดยนายสุขุม วงประสิทธิ์ ประธาน กปส. อ่านแถลงการณ์ว่า กปส.เคยแจ้งมติมหาชนเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ผ่านนายกษิต ภิรมย์ รมว. ต่างประเทศ ไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน จนกว่าจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ แสดงให้ เห็นว่านายกฯหลงระเริงอำนาจที่ปล้นมา ไม่คำนึงถึงความสงบสุขของบ้านเมือง และทำลายสถาบันพรรคการเมืองด้วยการจูบปากกับกลุ่มเพื่อนเนวินที่เคยด่าทอกันขนาดผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ รวมถึงยอมตอบแทนบุญคุณด้วยการแต่งตั้งนายกษิตเป็น รมว.ต่างประเทศ ทั้งนี้ กปส.กับเครือข่ายผู้รักประชาธิปไตย 4 ภาค จะปักหลักขับไล่รัฐบาลจนกว่าจะได้ชัยชนะ

ขีดเส้น 30 วันจะมาทวงคำตอบ

“กปส.จะมาทวงถามอีก 30 วัน แต่กลุ่มอื่นๆของคนเสื้อแดง เขาจะมาโดยธรรมชาติหรืออย่างไรขอให้เขามาชุมนุมตามกฎหมาย วันนี้ที่มายื่นหนังสือเป็นการยกระดับของการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้ เป็นมาตรฐานสากล แม้กระทั่งมาตรการปาไข่ กลุ่มเราก็เสนอให้ยกเลิก และให้เผาพริกเผาเกลือแทน เพราะเป็นภาพลักษณ์ที่จะส่งผลต่อเยาวชนในอนาคต เริ่มต้นปาไข่ ต่อไปก็ปาหิน และปาระเบิด กปส.ไม่ต้องการให้ประเทศเสียหายไปกว่านี้ จึงพยายามแสดงออกด้วยสันติวิธี ที่สำคัญรูปแบบการปกครองในระบบรัฐสภา ความงดงามอยู่ที่สถาบันผู้แทนราษฎร จะต้องเคารพกติกาของสถาบันพรรคการ เมือง แต่ที่รัฐบาลแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศถือว่าไม่ชอบธรรม” นายสุขุมกล่าว

“สุเทพ” ขู่ดำเนินคดีพวกปาไข่

ด้านนายสุเทพ กล่าวตอบนายสุขุมทันทีว่า นายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯด้วยการลงคะแนนเสียงของ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำกันอย่างโปร่งใสในสภา ส่วนการแต่งตั้งนายกษิตเป็น รมว.ต่างประเทศ ไม่ได้เป็นการตอบแทนบุญคุณ แต่นายกษิตเป็นนักการทูตที่มีความสามารถ ทำประโยชน์ให้ประเทศ ถ้านายกษิตปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง รัฐบาลจะพิจารณาเอง สำหรับการประชุมอาเซียนเป็นประโยชน์ของคนไทยและภูมิภาค ดังนั้น รัฐบาลจะเดินหน้าประชุมต่อไป ส่วนข้อเรียกร้องให้ยุบสภานั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะดูแลตามความเหมาะสม สิ่งที่ กปส. คิดเป็นสิทธิที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐบาลฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายแต่การดำเนินการใดๆต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ที่พูดว่าปาไข่ปาหิน ก็ขอบอกเลยว่า ถ้าทำอีกจะจับและดำเนินคดี

หลังจากนั้นนายสุเทพได้หันไปพูดกับพระสงฆ์รูป หนึ่งที่มาร่วมยื่นหนังสือขับไล่รัฐบาลว่า “พระคุณเจ้าก็นิมนต์กลับวัด อย่ามาตากแดดให้ลำบาก เราเป็นพระก็อยู่กับวัดปฏิบัติธรรม นี่ไม่ใช่กิจของสงฆ์”

เตรียมแผนอารักขาผู้นำ 10 ประเทศ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯได้เชิญตัวแทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มาให้ข้อมูลเรื่องมาตรการรักรัษาความปลอดภัย 10 ผู้นำประเทศ และบุคคลสำคัญที่จะร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค.นี้ ทั้ง 3 หน่วยงานยืนยันว่าเตรียมแผนปฏิบัติการไว้แล้ว โดยได้ตรวจสอบสถานที่ประชุม และเตรียมมาตรการตรวจบุคคลเข้าออกไว้อย่างละเอียด รวมทั้งกวาดล้างอาชญากรในพื้นที่เตรียมแผนอารักขาบุคคลสำคัญ และซ้อมรับเหตุจลาจลที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

สต๊อกน้ำมันล่วงหน้าราคาแพงหูฉี่ทำ'บินไทย'ถังแตก!คนในจี้'กรณ์'สางปมหวั่นทุจริตแฉกัดฟันยื้อได้แค่มี.ค.

ที่มา ประชาทรรศน์

"บินไทย"คับขัน! สะพัดกัดฟันยื้อได้แค่เดือนมี.ค. หากไม่มีงบประมาณเข้ามาพยุงสถานการณ์ คนในแฉผู้บริหารปากมันสต๊อกน้ำมันล่วงหน้าราคาแพงหูฉี่ถึง 150 ดอลล่าต่อบาร์เรล ทั้งที่ราคาตลาดโลกลดฮวบเหลือแค่ 39 ดอลล่าต่อบาร์เรล พร้อมจี้ "ขุนคลัง"ตรวจสอบที่มาที่ไป หวั่นมีวาระซ่อนเร้น ปูดอีกเตรียมปลดพนักงาน-ลดเที่ยวบินล็อตใหญ่หวังลดต้นทุน "กรณ์"สั่ง "บิ๊กเอื้องหลวง" ทำแผนแก้ปัญหาส่งก่อนสิ้นม.ค.นี้

วันนี้ (22 ม.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานปัญหาทางการเงินของ บมจ. การบินไทย (THAI) และ แจ้งกลับไปยังผู้บริหารให้จัดทำแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเชิงบุรณาการ และนำกลับมาเสนอภายใน 1-2 สัปดาห์ พร้อมจะได้หารือกับ รมว.คมนาคมในฐานะกระทรวงต้นสังกัด เพื่อรับทราบแนวทางการแก้ปัญหาของการบินไทยด้วย

"กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นต้องการแผนปฏิบิติการที่สะท้อนถึงต้นตอของปัญหา รวมถึงปัญหาอื่นๆ การเข้ามาแก้ไขปัญหาจะต้องมองในระยะยาว ไม่ใช้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรก็ตาม ปัญหาของการบินไทย ยอมรับว่า เกิดจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ และเศรษฐกิจต่างประเทศ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงก่อนหน้านี้ ที่ส่งผลต่อการเดินทางผู้โดยสารลดลงเช่นเดียวกับสายการบินอื่นทั่วโลก ดังนั้น การบินไทยจะต้องวางแผนรับมือว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร" นายกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังเปิดเผยอีกว่า การบินไทยยังไม่ได้เสนอขอสนับสนุนเงินเสริมสภาพคล่องหรือเงินเพิ่มทุน ซึ่งกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องการเห็นแผนแก้ไขปัญหาของการบินไทยในประเด็นต่างๆ ทั้งในเรื่องการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นรวมถึงแผนการปรับปรุงการดำเนินงาน ซึ่งต้องเป็นแผนที่จะต้องชี้แจงผู้ถือหุ้นและประชาชนได้

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในการบินไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้การบินไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องอย่างรุนแรง โดยงบประมาณที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันทั้งหมด จะสามารถผยุงบริษัทไปได้ถึงแค่เดือนมีนาคมนี้ โดยหนึ่งในสาเหตุที่การบินไทยประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ การบินไทยได้มีการสต๊อกน้ำมันล่วงเป็นเวลาหลายเดือนในราคา 150 บาทต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไปแตะที่ 170 ดอลล่าต่อบาร์เรล แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้ามเพราะราคาน้ำมันโลดกลับดิ่งลงมาอยู่ที่ประมาณ 39 ดอลล่าต่อบาร์เรล ส่งผลให้การบินไทยยังคงต้องซื้อน้ำมันในราคา 150 ดอลล่าต่อบาร์เรลต่อไป

"เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าผิดสังเกตุมาก เพราะการบินไทยเป็นสายการบินไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันภายในประเทศอย่าง ปตท. แต่ทำไมการบินไทยถึงต้องสต็อกน้ำมันล่วงหน้าในจำนวนมากมายขนาดนี้ ซึ่งไม่ทราบว่า การซื้อขายในจำนวนมากขนาดนี้มีความโปร่งใสหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบที่มาที่ไปของการซื้อขายครั้งนี้ว่า มีการทำสัญญากับกองทุนน้ำมันใด และเอื้อประโยชน์ให้กับใครบ้าง รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง" แหล่งข่าว ระบุ

นอกจากนี้ แหล่งข่าวคนเดิม ยังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้การบินไทยกำลังปรับในเรื่องการลดต้นทุน โดยมีแนวโน้มว่าจะมีการปลดพนักงานที่มีความอาวุโสสูงและมีเพดานเงินเดือนสูงออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันก็จะมีการลดจำนวนเที่ยวบินลงไป ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับแอร์ โฮสเตทและกัปตันมาก เนื่องจากพนักงานในส่วนนี้จะมีรายได้ส่วนใหญ่จากการขึ้นบินต่อครั้งต่อไฟลท์ และหากไม่มีเที่ยวบิน พนักงานก็จะเสียรายได้ส่วนนี้ไป

ด้าน น.ต.ธนิต พรหมสถิตย์ กัปตันการบินไทยอาวุโส เปิดเผยว่า การที่การบินไทยต้องประสบปัญหาขาดสภาพคล่องหนักถึงขนาดนี้ เกิดจากระบบอุปถัมภ์ในองค์กร มีเด็กเส้นในบริษัทมาก ส่งผลให้คนเก่ง คนมีฝีมือ ไม่ได้เข้ามาบริหารการบินไทย แต่กลับได้เด็กเส้นที่ไม่มีความสามารถในการบริหารองค์กรเข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งตรงนี้ตนมองว่า ควรจะหมดไปจากการบินไทยได้แล้ว โดยเฉพาะในยามที่สถานการณ์ของการบินไทยกำลังย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ การบินไทยต้องคัดสรรคนดีมีฝีมือเข้ามาทำงาน รื้อระบบเส้นสายให้หมด ไม่เช่นนั้นองค์กรจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ลำบาก