WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 24, 2009

“พัชรวาท”ไม่หนักใจสางคดีที่รบ.มอบหมาย

ที่มา ไทยรัฐ

“พัชรวาท” บอกไม่หนักใจเป็นหน้าที่

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมบริหารระดับรองผู้ช่วย ผบ.ตร. และ ผบช. ว่า การประชุมได้ให้ ผบช.เสนอปัญหาขัดข้อง และสิ่งที่ต้องช่วยเหลือแก้ไขในทุกเรื่องตามที่รัฐบาลมอบหมายลงมา โดยให้รองและผู้ช่วย ผบ.ตร.ดูแลทุกเรื่อง ทั้งคดีอาชญากรรมสำคัญที่จับกุมผู้ต้องหาไม่ได้ และเร่งรัดคดีฆ่า ด.ต.ชิต ทองชิต อดีตตำรวจทางหลวง รวมทั้งการดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรฯ และ นปช. เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย โดยใช้มาตรฐานเดียวกัน มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. รับผิดชอบคดีมีความมั่นใจทำให้สำเร็จได้ ซึ่ง พล.ต.อ.ธานีและ พล.ต.ท.อัศวินจะเป็นผู้ตัดสินใจ ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกหนักใจหรือไม่กับการทำคดีเก่าที่นายกฯ สั่งมา พล.ต.อ. พัชรวาทกล่าวว่า ไม่หนักใจ ตำรวจมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบคดีอาชญากรรมอยู่แล้ว ขณะนี้คดีทั้งหมดได้ผ่านขั้นตอนต่างๆ แต่ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ เมื่อรัฐบาลยังเห็นความสำคัญอยู่ ตำรวจที่ดูแลตรงนี้จำเป็นต้องทำต่อไป และต้องดูรายละเอียดให้มากขึ้น มั่นใจว่า พล.ต.อ.ธานี และ พล.ต.ท.อัศวิน จะทำได้

“อัศวิน” เร่งคดีที่นายกฯ มอบหมาย

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า หลังจากที่มีคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ รับผิดชอบติดตามคดี ได้แบ่งงานกันทำ โดย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบคดีการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวรี ที่พัวพันคดีฆาตกรรมอุปทูตซาอุดีอาระเบีย และคดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่งทั้งสองคดี พล.ต.อ.ธานีได้ทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษแกะรอยหาพยานหลักฐานมาตั้งแต่ต้น ส่วนตนเองได้รับมอบหมายให้ติดตามความคืบหน้าคดีฆ่านายกรเทพ หรือพิเชษฐ์ วิริยะ หรือชิปปิ้งหมู ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตในเขตพื้นที่ จ.เชียงราย และคดียิงชาวอังกฤษสามีรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งขณะนี้ได้มีการประชุมทีมสืบสวนเพื่อทำงานในพื้นที่ แต่ยังไม่ได้ รายงานเข้ามา โดยมีการเลือกตำรวจที่ชำนาญในพื้นที่เข้ามาช่วยกันทำงาน คิดว่าต้องใช้เวลาน่าจะได้มีความคืบหน้ามากขึ้น

“สุรพงษ์” เข้าชี้แจงอนุกรรมการฯ กกต.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้เข้าให้คำชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนกรณีที่ร้องนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ โดยนายสุรพงษ์กล่าวภายหลังการให้ปากคำว่า ได้ชี้แจงกรณีที่นายเนวินมีสัญญาใจกับนายอภิสิทธิ์ ถึงเงื่อนไข 4 ข้อ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และกรณีที่กลุ่มเพื่อนเนวินที่ได้โควตาเก้าอี้รัฐมนตรีในตำแหน่งเดิม ซึ่งถือว่าเป็นการผูกมัดชัดเจนว่าทั้งสองได้มีข้อตกลงกัน นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการบอกให้นำเอกสารมายื่นเพิ่มเติมภายใน 7 วัน และทางอนุกรรมการจะสรุปผลได้ประมาณวันที่ 7 ก.พ.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการฯแล้ว นายสุรพงษ์ยังได้ยื่นหนังสือต่อนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 29 คน 22 เขตที่ผ่านมา เนื่องจากพบข้อมูลว่ามีการฮั้วกันของพรรคร่วมรัฐบาล ในการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง

“อภิสิทธิ์” ควง ผบ.ทบ.บินไปเยือนลาว

ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 (บน.6) เมื่อเวลา 09.00 น.วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ และนายปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวก่อนเดินทางว่า ถือเป็นการเดินทางไปเยือนต่างประเทศครั้งแรก เพื่อยืนยันความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เรามีโครงการที่ร่วมมืออยู่หลายโครงการ เป็นรูปธรรมสามารถผลักดันได้ค่อนข้างมากในปีนี้ ทั้งในส่วนของการรับซื้อไฟฟ้า การเริ่มต้นของรถไฟ ถนน รวมถึงสนามกีฬา การเดินทางในวันนี้น่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้มีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการร่วมมือในกรอบของอาเซียน คงจะได้รับความร่วมมือจากประเทศลาวเป็นอย่างดี

ตัด 'ทักษิณ' พ้นเงื่อนไข

ที่มา ไทยรัฐ

“ผมไม่ได้เป็นครับ”

ชัดๆจากปากของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นตอบกระทู้สดของฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทย ถามกันตรงๆเลยว่า เป็นนอมินีของม็อบพันธมิตรฯ หรือไม่

แต่อาการกระอักกระอ่วนใจ มันฟ้อง

จับคำพูดแบบไม่เต็มน้ำเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์ ที่ต้องเจอกับลีลาย้อนรอยของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นำทีมไล่ต้อน

สารพัดคำถามย้อนคอหอย

ในการชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีรถตู้ของแม่พระธรณีบีบมวยผมขนเสบียงอาหารมาให้กับผู้ชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ โดยมีนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

นายกฯอภิสิทธิ์รู้เห็นเป็นใจกับม็อบพันธมิตรฯ หรือไม่ เพราะได้รับฟังจากงานเลี้ยงฉลองของม็อบพันธมิตรฯ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำม็อบพันธมิตรฯ กล้าประกาศบนเวทีเลยว่า หากไม่มีม็อบพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ก็ไม่มีโอกาสเป็นนายกฯ

ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ประกาศบนเวที “เราเป็นนักเลงพอที่จะไม่ทวงบุญคุณ เราแน่พอ แต่อย่ามาหักเรา พี่น้องพร้อมจะมีเรื่องใช่มั้ย”

คำพูดของ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่บอกว่า ต้องตระหนักว่าถ้าไม่มีพันธมิตรฯ ก็ไม่มีรัฐบาลชุดนี้ พวกคุณต้องเข้าใจว่า พันธมิตรฯ มีส่วนสำคัญที่ทำให้คุณยืนอยู่บนตำแหน่งเก้าอี้ ไม่ใช่ เที่ยวไปให้กุหลาบแดงคนนั้นคนนี้ พวกคุณเหยียบศพ เหยียบกองเลือดของพันธมิตรฯไป คุณจะลืมเรื่องนี้ไม่ได้

นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ก็ตั้งผู้มีส่วนกับการก่อการร้ายมาเป็น รมว.ต่างประเทศ และตั้งแกนนำพันธมิตรฯ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ถามว่าพวกที่ปิดถนนไล่รัฐบาล ยุยงส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติ ปิดสถานีโทรทัศน์และยึดทำเนียบฯ ปิดสนามบินทำให้ระบบขนส่งทางอากาศเป็นอัมพาต การกระทำเช่นนี้เรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่

ตอบยากกว่าทำข้อสอบมหาบัณฑิตที่ “ออกซ์ฟอร์ด” ซะอีก

และก็ช่างเหมาะเจาะเหมาะเหม็ง ราวกับนัดกันไว้

วันเดียวกับคิวที่พรรคเพื่อไทยโหมโรงกระทู้สดม็อบพันธมิตรฯ ไล่ต้อนนายกฯอภิสิทธิ์กลางสภา อีกด้านหนึ่งก็โผล่ออกมาให้ฮือฮา กับบทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตีพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์อาซาฮี ของญี่ปุ่น

โซ้ยกันแบบเนื้อๆ ไม่ต้องกั๊ก ไม่มีเม้ม

พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจจากเสียงส่วนใหญ่ ด้วยการสนับสนุนจากศาล จากกองทัพ และคณะองคมนตรี

“สาเหตุที่พวกเขาเรียกร้องให้ผมเลิกยุ่งกับการเมืองไทย ก็เพราะพวกเขาไม่มั่นใจว่าจะกุมอำนาจได้ ถ้าผมยังยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมเชื่อว่าจริงๆแล้วกองทัพและองคมนตรีนั่นแหละที่ต้องเลิกยุ่งกับการเมือง”

ม็อบพันธมิตรฯ ทหาร ศาล องคมนตรี

ข้อมูลเก่าเอามาฉายใหม่ “ทักษิณ” กับลูกข่ายพรรคเพื่อไทย ช่วยกัน กางจอโชว์สปอนเซอร์ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

โยงภาพขยายผล “รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน” เส้นดี

อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้นเสียงเชียร์ “มวยรอง” ประคองกระแสของเครือข่ายคนเสื้อแดงที่กำลังอยู่ในอาการไขว้เขวจากการหักเหลี่ยมกันเอง ของฝ่ายแดงเทียม

และก็เป็นอะไรที่สังเกตให้ดี โดยลีลาที่บ่งนัยว่า จะปรับยุทธศาสตร์กันครั้งใหญ่

กับปมที่อดีตนายกฯทักษิณ ตั้งใจย้ำกันหลายครั้งหลายหน

ครวญแบบยอมรับสภาพ สถานการณ์ทางการเงินของตัวเองอยู่ในขั้นลำบาก ไม่สามารถให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือช่วยอัดฉีด กองเชียร์เสื้อแดงได้

สรุปคือ ปิดท่อน้ำเลี้ยง

และโดยการยกระดับการเคลื่อนไหว ล่าสุดนายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้จัดรายการความจริงวันนี้ และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสถานทูตสมาชิกอาเซียน

ขอให้กลุ่มประเทศอาเซียนทบทวนการเข้าร่วมประชุมอาเซียนซัมมิต ที่จะมีขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลภายใต้แกนนำของนายอภิสิทธิ์ ไม่มีความชอบธรรม เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ไม่มีการเอ่ยอ้างถึงตัวบุคคล ตัดชื่อ “ทักษิณ” ออกจากเงื่อนไขการชุมนุม

เพิ่มระดับความชอบธรรมม็อบเสื้อแดง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นปช.ตระเวนฟ้องประเทศอาเซียน

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธ์ พร้อมด้วยคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน พร้อมป้ายข้อความโจมตีรัฐบาลประชาธิปัตย์ และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหภาพพม่าประจำประเทศไทย ถนนสาทรใต้ เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนต่อเอกอัครราชทูตพม่าว่า ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มีความไม่ชอบธรรมในการ บริหารประเทศ โดยเฉพาะการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ และไม่เห็นด้วยที่นายกษิตเป็นตัวแทนประเทศไทยทำงานด้านต่างประเทศ รวมทั้งการแต่งตั้งแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะไม่ขัดขวางการจัดการประชุม สุดยอดอาเซียน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมยืนยันจะไม่เรียกร้องให้แต่ละประเทศตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมการประชุมหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นเอกราชของแต่ละประเทศในการตัดสินใจ โดยมีนายอ่อง โซ เลขานุการเอกสถาน เอกอัครราชทูตสหภาพพม่าประจำเทศไทย เป็นตัวแทนรับหนังสือ

31 ม.ค. เสื้อแดงมาล้นสนามหลวง

จากนั้นแกนนำ นปช.ทั้ง 5 คน ได้นำกลุ่มผู้ชุมนุม เดินขบวนต่อไปยังสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย ปากซอยสาทร 7 เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนเดียวกันต่อนายโอ สวิง เมียง เลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ฯ นายจักรภพกล่าวว่า การเดินทางมายื่นหนังสือต่อเอกอัครราชทูตพม่าและสิงคโปร์ประจำประเทศไทยครั้งนี้ เป็นการแสดงให้ประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียนได้รับรู้ว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะไม่ได้มาตามกระบวนการประชาธิปไตย รวมทั้งมีที่มาไม่ชอบธรรม อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่ม นปช.จะเดินทางไปยื่นหนังสือดังกล่าวถึงสถานทูตในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 7 ประเทศ ภายในสัปดาห์หน้า

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช.เชื่อมั่นว่า การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช.ที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 31 มกราคมนี้ จะมีคนเข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมากกว่าการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา แม้กลุ่มคนรักอุดรฯ ของนายขวัญไชย ไพรพนา จะไม่เข้าร่วมการชุมนุมก็ตาม

ยื่นถอดถอน “อภิสิทธิ์” ตั้ง “กษิต”

วันเดียวกัน ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความอิสระ เข้ายื่นหนังสือขอให้ ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการกระทำผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 เนื่องจากนายกฯและ ครม.แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ และตั้งนายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทั้งที่บุคคลทั้งสองเกี่ยวข้องกับการปิดสนามบิน ทำให้ประเทศเสียหายหลายแสนล้านบาท

ปธ.วุฒิหนุน ก.ม.จัดเก็บภาษีมรดก

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังมีแนวคิดจะออกกฎหมายจัดเก็บภาษีมรดกว่า ในปี 2542 เคยทำวิจัยเรื่องภาษีมรดก ในการศึกษาที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นคนแรกๆที่อยากให้มีการเก็บภาษีมรดก เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การเก็บภาษีมรดกไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อคนยากจน โดยเสนอไว้ว่ามรดกที่มีมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาทจะไม่เสียภาษี เกิน 10 ล้านบาทจึงจะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า เช่น มรดกเกิน 10 ล้านบาทจะเสียภาษีอัตราร้อยละ 2.5 เกิน 20 ล้านบาท จะเสียภาษีในอัตรา เพิ่มขึ้น การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าจะไม่กระทบกระเทือนมาก และไม่กระทบกับคนยากจน เมื่อถามว่ารัฐบาลใดพยายามจะทำเรื่องนี้ก็มักเกิดปัญหา นายประสพสุขตอบว่า อยากให้รัฐบาลนี้ลองพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์ เมื่อวันนี้เรามีปัญหาการจัดเก็บภาษีก็ควรนำเรื่องนี้มาพิจารณา ภาษีมรดกจะเป็นภาษีหลักที่สามารถเก็บรายได้ ซึ่งต่างประเทศทำมานานแล้ว โดยไม่กระทบกับคนที่มีมรดกมาก ยกเว้นที่มีมรดกหลายสิบล้านบาทเท่านั้น เมื่อถามว่า อาจกระทบกับคนร่ำรวยที่มีอำนาจบารมีมาก นายประสพสุขตอบว่า คงมีผลกระทบบ้าง แต่เมื่อพิจารณาด้วยเหตุและผล การมีมรดกจำนวนมากอยู่แล้วเมื่อเสียภาษีเล็กน้อยเพื่อช่วยเหลือพัฒนาประเทศชาติ คงไม่เป็นอะไรมาก

“พิเชษฐ์” เบรกคลังเก็บภาษีมรดก

นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมช.คลัง กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังมีแนวคิดจะออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกและภาษีที่ดินว่า ไม่ได้คัดค้านแนวทางดังกล่าว แต่อยากให้ศึกษาเรื่องนี้ให้ดี เพราะก่อนหน้านี้สมัยตนเป็น รมช.คลัง เคยให้กรมสรรพากรศึกษาทั้ง 2 เรื่องนี้ ซึ่งพบว่าหลายประเทศอย่างอังกฤษ และญี่ปุ่น พยายามจะยกเลิก โดย เฉพาะภาษีมรดก ดังนั้น เราต้องศึกษาให้ดี แม้สังคมจะเรียกร้องก็ตาม มีตัวอย่างใน 2 ประเทศที่ยกตัวอย่างคือ เดิมเจ้าของทรัพย์สินจะไม่เสียภาษีเมื่อตัวเองตายและมีการโอนไปให้ลูกหลาน แต่หลังจากมีกฎหมายดังกล่าวเจ้าของทรัพย์สินจะหลีกเลี่ยง โดยโอนให้ลูกหลานก่อนตาย เพื่อไม่ต้องเสียภาษี แต่ผลกระทบที่ตามมาคือเมื่อไม่มีทรัพย์สินแล้ว ลูกหลานหายหมดไม่ดูแลเราในเวลาแก่เฒ่า บางคนก็ไม่พอใจที่ได้ทรัพย์สินน้อยอาจมาทำร้ายภายหลังได้

เปิดกรุ “บรรหาร” รวย 3,000 ล้าน

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ครม.ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่น่าสนใจ เช่น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา ภริยา มีทรัพย์สินรวม 93,403,959 บาท นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกฯ และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 154,911,483 บาท นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และคู่สมรส มีทรัพย์สินรวม 40,437,498 บาท นอกจากนี้ ยังเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน ของ ส.ส. 42 คนที่ลาออกเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2551 ที่น่าสนใจ อาทิ นายสมัคร และคุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช มีทรัพย์สิน 20,167,376 บาท ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์และคู่สมรส มีทรัพย์สิน 538,479,362 บาท นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนและคู่สมรส มีทรัพย์สิน 151,429,834 บาท นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีต ส.ส. สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย และคู่สมรส มีทรัพย์สินรวมกัน 3,341,036,003 บาท โดยนายบรรหารมีเงินฝากในบัญชีธนาคารรวม 907,823,723 บาท ที่ดินมูลค่า 1,707,400,000 บาท

ทักษิณไม่มีเงินไม่สำคัญสีแดงรักทักษิณด้วยใจ!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย : ป้าพลอย

ข่าวนายกทักษิณให้สัมภาษณ์กับนักข่าวญี่ปุ่นว่าท่านได้หมดเนื้อหมดตัว ทักษิณถูกผีปอบดูดกินเงินของท่านทักษิณไปหมดแล้วทั้งเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาทก็ดูดกินเอาไปจนเกลี้ยงไม่เหลือ กระ
บวนการผีปอบผีกะสือในไทยมันหิวกะหายอดยากปากแห้งมันตั้งวงล้อมแจกจ่ายกันกิน เวลานี้เห็นเที่ยวตะโกนปาวๆแจกแถมกันไปทั่วนึกว่าเงินตัวเองที่แท้เอาเงินทักษิณไปเที่ยวไล่แจกนี่เอง

ใครอย่ารับเงินนี้เดี๋ยวจะใช้กรรมไม่หมด ทักษิณไม่มีเงินไม่สำคัญพวกเรารักทักษิณด้วยใจกันอยู่แล้วต่อไปนี้จะได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการที่ทักษิณไม่มีเงินแล้วเราชาวเลือดสีแดงจะหมดศรัทาท่านและหนีหายจากไปไม่มีทางเด็ดขาดเลือดสีแดงทุกคนรักอุดมการณ์และยืนปักหลักสู้จนกว่าประเทศชาติจะขาวสะอาดหมดมนทินจากพวกชาติชั่วที่ได้กระทำให้เสียหาย ต่อไปนี้จะได้สู้กัน

อย่างแบมือให้เห็นว่าถ้าไม่มีเงินทักษิณแล้วผู้รักประชาธิปไตยจะถอยหรือไม่ พวกเราชาวเลือดสีแดงจงอย่าให้ใครมาดูถูก พวกเรามากันอย่างบริสุธิ์หากใครไม่เชื่อก็ไม่ต้องไปสนพวกปากหอยปากปู ต่อจากนี้ไปเลือดสีแดงต้องรักและกลมเกลียวกันยิ่งขึ้น เราทำเพื่อปกป้องไม่ให้คนชั่วมาทำร้ายประเทศไม่ให้คนชั่วบุกยึดสมบัติของชาติที่สร้างขึ้นมาด้วยภาษีของประชาชนอย่างเช่นยึด

ทำเนียบรัฐบาลยึดสนามบินสุวรรณภูมิยึดสนามบินดอนเมืองปิดกั้นถนน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน แต่การกระทำของคนเหล่านี้หาได้ถูกจับเอามาลงโทษตามกฏหมายไม่ เอาละในเมื่อบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแปรก็ขอให้เป็นเช่นนี้ตลอดไป ต่อไปนี้ก็จะได้เห็นการอยุติธรรมอย่างชัดแจ้งแดงแจ๋เสียทีต่อผู้ที่กำกฏหมายอยู่ในมือว่าเลือกข้างปฏิบัติแค่ใหน แล้วคราวนี้เราก็จะได้

หลักฐานฟ้องต่อศาลโลก เพราะเรามีหลักฐานในกรณีพันธมิตรเสื้อเหลืองได้กระทำสารพัดอย่างมีทั้งอาวุธปืนมีทั้งระเบิดปิงปองที่ซ่อนอยู่ในย่าม ซึ่งต่างชาติทั่วโลกได้รับรู้และเป็นพยานให้เราชาวสีแดง ดังนั้นในกรณีม๊อบพันธมิตรยังไม่จับเข้าคุกแสดงให้ชาวโลกได้พิสูจน์ว่าประเทศไทยเรามีศาลรัฐธรรมนูญที่สามารถพลิกซ้ายพลิกขวาได้ตามแต่ผู้กำอำนาจศาลจะให้มันไปทาง

ใหนและอยู่ข้างใคร พวกเราเลือดสีแดงขอให้พวกเราให้กำลังใจซึ่งกันและกันและอยู่ใน
ทางที่ถูกต้องคำปฏิญาณที่ซื่อสตัย์เชื่อมั่นในอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการที่เรายึดมั่นและเพื่อ
จะรักษาระบบประชาธิปไตยของเราที่เราต้องการ เพื่อพี่น้องคนไทยทั้งประเทศให้หลุดพ้นจากอำนาจเถื่อนที่ไม่มีความยุติธรรมแก่พวกเรา สู้เพื่ออิสระภาพของเราชาวไทยเลือดสีแดงทุกคน สู้

เพื่อรบร้างคำเหยียดหยามของคนชั้นสูงที่ว่าเสื้อแดงเป็นชนชั้นต่ำรากหญ้า สู้เพื่อประกาศก้องให้โลกได้เข้าใจไทยแลนด์ดีขึ้นว่าคนไทยเลือดสีแดงไม่ได้ทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียใดๆ สู้เพื่อที่
จะให้ไทยแลนด์ได้พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีขึ้นและนำเอานักพัฒนา
ประเทศกลับคืนมาให้พี่น้องที่เรียกร้อง บทบาทของพี่น้องเลือดสีแดงบริสุทธิ์นี้ได้สร้างความ

อิจฉาให้ฝ่ายตรงข้ามบางคนความดันขึ้นสูงแทบจะเส้นเลือดในสมองแตกลองเข้าไปอ่านตามกระทู้เก่าๆของป้าจะมีหลายคนดิ้นพล่านอยู่ในนั้น แต่เราเป็นฝ่ายสงบอยู่แล้วไม่ใช่อันธพาล
ใครจะทำอะไรก็เข้าตัวเองเพราะสีแดงเรามีจิตใจที่เผื่อแผ่และมีเมตตาธรรมต่อทุกคนแม้แต่คนคนนั้นจะคิดร้ายต่อเราก็ตาม ทำความดีความดีนั้นย่อมตอบสนอง ใครคิดชั่วทำความชั่วเขาคน

นั้นก็จะได้รับผลชั่วตอบสนองเช่นกันวันเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ฉะนั้นเลือดสีแดงที่เข้มข้นที่รัก
ทุกคนเรามาให้กำลังใจท่าน นายกทักษิณ ชินวัตรให้อดทนความดีที่ท่านได้ทำใว้ไม่มีวันไปใหน
คนที่รักท่านยังอยู่รอบข้างยังเป็นกำลังใจให้ท่าน จากใจของเลือดสีแดงทุกๆคน
We love you!
From red blood and paa Ploy

Friday, January 23, 2009

สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ.2552 เอกฉัตร เข้าเวรรับใช้ท่านผู้มีอุปการคุณ ต้อนรับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันแรกของสมัยประชุมนี้ เป็นไปอย่างที่คาดกันไว้ นับจากนี้ไป ในที่ประชุมสภาหินอ่อนไม่ใช่เป็นการระดมสมองของผู้อาสาเป็นตัวแทนของประชาชนมาทำหน้าที่แทนประชาชน แต่จะเป็นเวทีให้ท่านผู้ทรงเกียรติประลอง งัดสารพัดวิชามารเล่นเกมการเมืองกันทุกรูปแบบ เวทีสภากลายเป็นที่ลับฝีปากเชือดเฉือนศัตรูที่อยู่คนละฟากระหว่าง ส.ส.รัฐบาล กับ ส.ส.ฝ่ายค้าน โดยลืมหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมาย ประเทศชาติจะได้อะไรบ้าง เคยคิดกันบ้างไหม

00 เอกฉัตร เป็นคนดูข้างเวทีมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงในการกากบาทลงคะแนนเลือกตั้ง อยากจะให้ ส.ส.ทบทวนกันหน่อยเหอะ ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเมื่อหนึ่งขวบปีที่ผ่านมา สภาชุดนี้ได้พิจารณาร่างกฎหมายไปกี่ฉบับที่เป็นประโยชน์กับประชาชน หรือร่างกฎหมายที่ประชาชนต้องการ ก็เล่นเกมกันจนไม่สามารถบรรจุเป็นญัตติได้ เช่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปีศาจคาบไปป์ ที่ นพ.เหวง โตจิราการ และ อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นหัวหอกล่ารายชื่อประชาชนกว่าเจ็ดหมื่นคน ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แค่ห้าหมื่นคน แต่นี่ขอเผื่อไว้จะถูกเล่นแง่ ซึ่งรายชื่อยื่นไปให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ ตามกติกา และรายชื่อที่ยื่นไปได้ผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้องแล้ว แต่ญัตติที่เคยบรรจุไว้แล้ว ถูกถอนออกไป เพราะทั้งสองฝ่ายเล่นเกมการเมืองกัน โดยมีการเมืองข้างถนนที่อ้างชื่อเสียสวยหรูว่า การเมืองภาคประชาชนร่วมกระบวนการสร้างความวุ่นวาย ประเทศชาติจะเสียหายอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่คนพวกนี้คำนึงถึง

00 เห็นความวุ่นวายจากการประชุมสภาวันแรกเมื่อวันพุธที่ผ่านมาประท้วงกันเป็นระยะๆ และเล่นเกมการเมืองเสนอให้นับองค์ประชุม ซึ่งมีสิทธิทำได้ และเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านจ้องจะทำอยู่แล้วเมื่อจำนวน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านไม่เท่าไร เวลาที่ใช้ในการประชุมสภาหมดไปกับเกมการเมือง บอกตรงๆ ความหวังเลือนรางเต็มทีที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปีศาจคาบไปป์ เห็นที หมอเหวง และ อ.จรัล คงจะเหนื่อยฟรี ที่อุตส่าห์เดินทางไปที่รัฐสภาเพื่อทวงถามญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

00 น่าเป็นห่วง ถ้าพฤติกรรมของ ส.ส. ยังเป็นอยู่อย่างนี้ เป็นการเปิดทางให้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สบช่องฉวยโอกาส ปลุกระดมประชาชนให้ร่วมกันลุกฮือกดดันให้ใช้การเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเริ่มเปิดยุทธการแล้วที่เรียกว่า คอนเสิร์ตการเมือง วางแผนเดินสายรุกคืบทั่วประเทศ วันนี้ค่าใช้จ่ายไม่อั้น ใครๆ ก็อยากจะเข้าไปสยบผู้ยิ่งใหญ่ม็อบมีเส้น

00ใครที่เคยมองว่า การเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการเมืองย้อนยุค ให้ ส.ส. มาจากการลากตั้งมากกว่าเลือกตั้ง เทียบอัตราส่วนเหมือนราคาอ้อยระบบ 70-30 วันนี้ต้องคิดใหม่ ถ้านักการเมืองยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเกินความพอดี การปลุกระดมชี้ให้ประชาชนเห็น ความเละเทะของการเมืองระบบปัจจุบันที่นักการเมืองมัวแต่แย่งอำนาจกัน ก็เห็นฤทธิ์เดชกันแล้วไม่ใช่หรือ ยึดทำเนียบ ยึดสนามบินยังทำกันได้โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย การจะเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่ ง่ายกว่ายึดสนามบินเยอะ ไม่ได้ยินกันบ้างหรือข่าว พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หาช่องทางปีนบันได 4 ขั้น ซึ่งการเมืองใหม่เท่านั้นที่จะต้อนรับ คนทำปฏิวัติฉีกรัฐธรรมนูญ

00 เอกฉัตร ชักจะคล้อยตามกับการเปรียบเทียบว่า ส.ส.เมืองไทย ถึงแม้จะไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมเป็นคนละคนกัน ก่อนเป็น ส.ส. กับได้เป็น ส.ส. แล้ว ก่อนเป็น ส.ส. จะบอกว่าขออาสาทำงานตามลำดับความสำคัญ หนึ่ง เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน สอง เพื่อพรรค โดยจะทำเพื่อตัวเองเป็นอันดับสุดท้าย เมื่อได้เป็น ส.ส. ก็จะกลับหัวกลับหางทันที ทำเพื่อตัวเองมาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อพรรคอันดับสอง ส่วนประเทศชาติและประชาชนอยู่ในอันดับสุดท้าย ชะเอย

00 แค่หนังตัวอย่าง หรือ แค่ออเดิร์ฟ ทำเป็นตื่นเต้นเหมือนกับว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชนอกฤดูกาล เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน กรณีย้าย นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้ากรุสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดทางให้ นายวิชัย ศรีขวัญ รองปลัดฯ ขยับขึ้นเป็นปลัดมหาดไทยแทน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องใช้ตำแหน่งเป็นเดิมพันหรอก มีสารพัดเหตุผลที่จะยกขึ้นมาอ้างถึงความชอบธรรมในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในทำเนียบรัฐบาล ชีวิตราชการเติบโตมาจนถึงระดับปลัดกระทรวง การออกมาโวยวายคำสั่งย้ายเข้ากรุ ใครที่ได้ยินได้ฟัง นึกว่าทั่นปลัดตลอดชีวิตรับราชการอยู่ที่ต่างประเทศ จึงไม่รู้ว่า ในเมืองไทย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งปฏิเสธได้แต่ฟังยากว่าทุกขั้นตอนที่เติบโตมา ไม่มีการเมืองคอยหนุน เพราะฉะนั้น ต้องทำใจหากการเมืองพลิกผัน จะช้าหรือเร็วโดนแน่

00มองกันด้วยความเป็นธรรม ตัวรัฐมนตรีกับข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ระดับอธิบดี หากอยู่คนละขั้ว ใส่เสื้อคนละสี ไม่มีทางหรอกครับที่จะไว้ใจกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ในการทำงานร่วมกัน แค่รัฐมนตรีสั่งงานหรือนโยบายให้ปลัดกระทรวงไปดำเนินการ มีให้เห็นบ่อยๆ ที่คนที่มีพระคุณสนับสนุนแต่งตั้งปลัดกระทรวงหรืออธิบดีคนนั้น รับรู้คำสั่งของรัฐมนตรรีได้ทันทีที่ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีเดินออกจากห้องรัฐมนตรี แค่นี้ก็ทำให้รัฐมนตรีเสียวสันหลังวูบ สุดที่จะทนทำงานร่วมกันได้แล้ว แต่ ช้า แต่ กรณีย้ายปลัดพีรพล จะเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ เอกฉัตร ไม่รู้ไม่เห็นไม่ทราบ

00 รายนี้น่าจะโดนเป็นคนแรก แม้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประสานเสียง ปฏิเสธว่ายังไม่มีการโยกย้าย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ แต่คนที่รู้ตัวดีที่สุดคือ พ.ต.อ.ทวี ตอนเดินเข้ามาก็ใช่ว่ามาตามวาระปกติ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเดินออกไปด้วยวาระไม่ปกติ อดีตเคยทำอะไรไว้ให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ควันออกหู ก็น่าจะรู้ตัวดี คำสั่งออกวันไหน โวยวายไปก็เสียยี่ห้อตำรวจเก่า หากจะกลับหลังหันคืนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คิดได้แต่ทำยาก ไม่มีที่ว่างให้นั่ง ตอนที่ พ.ต.อ.ทวี โอนย้ายมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นรองผู้บังคับการกองปราบปราม มานั่งเก้าอี้รองอธิบดีดีเอสไอ เมื่อขยับขึ้นเป็นอธิบดีเทียบเท่ารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถ้าจะกลับถิ่นเดิม พาสชั้นหลายชั้น คงไม่ง่ายที่จะทำได้ ทำใจทำได้ง่ายกว่าครับ อธิบดีทวี สอดส่อง

ตรุษจีนกับวิกฤติเศรษฐกิจ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ภาษาจีนแต้จิ๋วอ่านว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” แปลเป็นภาษาไทยว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่ คำอำนวยพรในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ เริ่มฤดูการเพาะปลูกตามปฏิทินจันทรคติของชาวจีนทั่วโลก ซึ่งในปีนี้กำหนดให้วันที่ 24 มกราคม 2552 เป็นวันจ่าย วันที่ 25 มกราคม 2552 เป็นวันไหว้ และ วันที่ 26 มกราคม 2552 เป็นวันเที่ยว ส่วนใครจะได้รับซอง “แต๊ะเอีย” ขอให้ท่านเปิดดูจะได้รู้ว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่เพียงใด ในปีนี้

ได้รับฟังการเสวนา ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีการพูดถึงประเทศจีน โดยเฉพาะการบริหารงาน ที่เขาชื่นชมกันว่า เป็นการบริหารงานที่ผู้นำเด็ดขาด มีการวางแผนมอนิเตอร์ และ กล้าตัดสินใจที่จะออกคำสั่งไม่ให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก บริษัทอสังหาริมทรัพย์ เจ๊ง ไม่เป็นท่า 70-80%

เขามีการบริหารเศรษฐกิจของประเทศแบบ โฮลดิ้งคอมปานี หรือมองประเทศเป็นบริษัท 1 บริษัท นั่นหมายถึงการทำงานที่เป็นเอกภาพ การจะแก้ไขปัญหาอย่างนี้ได้ เพราะต้องมีความรวดเร็ว ฉับไวในข้อมูล และรัฐบาลมีอำนาจที่มากนั่นเอง

ในขณะนี้จีนกำลังพัฒนาประเทศโดยจะลดพื้นที่ภาคเกษตรกรรม ให้เหลือเพียง 40% เท่านั้น และจะเพิ่มพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมชานเมือง

มีการคาดการณ์กันว่า ประเทศจีนมีความต้องการสินค้าด้านของตกแต่งบ้าน จำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสในการส่งสินค้าดังว่าเข้าไปขาย…

นั่นคือเรื่องของประเทศจีน ที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในยุคปัจจุบันและพูดกันว่า จะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปอีก 60 ปี เขาพูดกันในวงสัมมนาว่า แตกต่างจากประเทศไทย ที่ แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ไม่สามารถบริหารราชการให้เป็นเอกภาพได้ ไม่กล้าตัดสินใจเพราะอาจจะมีผลกระทบและจะถูกดำเนินคดีความ
นี่คือความแตกต่างในการพัฒนาชาติบ้านเมือง ระหว่าง 2 ประเทศ
ไม่รู้จะโทษใครได้

กลับมาปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่หลายฝ่ายมีความกังวลใจว่าปี 2552 นี้ประเทศไทยจะอยู่ในภาวะเผาจริง !!!

รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากถึง 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเม็ดเงินในปริมาณมากเข้าแทรกแซงเศรษฐกิจ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะให้ อัตราการเจริญทางเศรษฐกิจจะมีตัวเลขมากกว่าการประมาณการเพิ่มขึ้นอีกกี่เปอร์เซ็นต์

ขณะที่วงสัมมนาทางวิชาการ เขาประมาณกันว่า หากรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกรอบการทำงาน 7-8 อย่าง ดังที่แถลงกันไปนั้น จะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้นเพียง 0.5% เท่านั้น!!!

เงินที่อัดฉีดลงไปในแต่ละโครงการจะไม่มีมูลค่าทวีคูณ อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจตามหลักทฤษฎี เพราะการปฏิบัติจริง เขายกตัวอย่างเงิน 2,000 บาท ที่รัฐบาลนำมาแจกผ่านระบบประกันสังคมนั้นบางคนอาจจะไม่สนใจนำมาใช้จ่าย บางคนอาจจะนำมาใช้จ่ายเพียงครึ่งเดียว ด้วยซ้ำไป เพราะมันน้อยเกินไปนั่นเอง
ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเคยโต้เถียงว่า “ไฟกำลังจะไหม้บ้าน เสียดายน้ำได้อย่างไร”

ครั้นจะโต้เถียงกับผู้นำรัฐบาล “น้ำมีน้อย ต้องใช้ดับไฟให้ถูกจุด” ท่านคงไม่รับฟัง เพราะไม่ใช่ อำมาตยา คนมีสี และ นายทุน ที่มีเสียงมากกว่าประชาชนทั่วๆ ไป แบบเราๆ ท่านๆ

ไฟกำลังจะไหม้บ้าน...น้ำมีน้อย เอามาสาดไปแบบมั่วๆ มันชวนให้ต้องคิดกันแล้วว่า “ทางหนีไฟ” อยู่ที่ไหน หากยังไม่รับฟังและเอาไปแก้ไขปรับปรุงดื้อดึงกันแบบนี้ เผ่นกันก่อนดีกว่าไหม...ไม่อย่างนั้นจะโดนไฟคลอกตายทั้งบ้านแน่!!!!

พันธมิตรฯ ช่วย “บินไทย” ด้วย!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย ลวดหนาม

ผมรู้สึกดีใจมากที่เห็นประชาชนส่วนใหญ่สนอกสนใจข่าวคราว “วิกฤติการบินไทย” เพราะทุกคนมองว่า การบินไทย ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง

แต่การบินไทยเป็นของพวกเราคนไทยทุกๆ คน เพราะ “การบินไทย” เป็นรัฐวิสาหกิจ มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยใช้เงินภาษีของคนทั้งชาติไปบริหารจัดการ

ล่าสุด นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับการบินไทยว่า...
“ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในสัดส่วน 51.3% นั้น ขณะนี้ทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่การบินไทยอยู่ ซึ่งได้มีการสั่งการให้คณะกรรมการบริหารของการบินไทยกลับไปปรับปรุงโครงสร้างบริษัท รวมถึงแผนการดำเนินงานว่าภายหลังจากนี้ควรมีแผนการดำเนินงานอย่างไร

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงให้พิจารณาถึงความช่วยเหลือในการเพิ่มสภาพคล่อง ที่กระทรวงการคลังและผู้ถือหุ้นสามารถช่วยเหลือได้ คาดว่าน่าจะทราบความชัดเจนใน 1-2 สัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมหารือกับกระทรวงคมนาคมในประเด็นดังกล่าว เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ การบินไทยไม่ได้มีการกล่าวถึงสภาพคล่องหรือตัวเงินที่จะต้องขอความช่วยเหลือแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งการบินไทยมีแต่รายงานถึงสาเหตุที่ต้องประสบปัญหาทางการเงิน

โดยมาจากการได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้การบินไทยขาดสภาพคล่อง ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนมาก จึงทำให้บริษัทประสบผลขาดทุน ทั้งนี้ ยังเกิดจากการปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้บริษัทไม่สามารถให้การบริการได้ ซึ่งเหล่านี้กระทรวงการคลังก็รับทราบ”

จากคำให้สัมภาษณ์ของ นายกรณ์ จาติกวณิช ทำให้ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ รู้ว่า อย่างน้อย พวกพนักงานการบินไทยเองก็รู้ว่า สาเหตุวิกฤติครั้งนี้เกิดจากพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน

มีความคิดเห็นมากมายตอบกลับมา หลังจากผมเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้สหภาพแรงงานมีส่วนรับผิดชอบต่อวิกฤติครั้งนี้

เนื่องจาก “สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย” เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งบริษัทการบินไทยมา

บางความเห็นของประชาชนที่รู้สึกต่อ “การบินไทย” นั้น ผมอ่านแล้วก็รู้สึกรับไม่ได้จริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันประชาชนมองการบินไทยไปในแง่ลบหมดแล้ว

ตั้งแต่การสนับสนุนให้พันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ทำให้การบินไทยไม่สามารถทำการบินได้ถึง 9 วัน

แม้บางคนเกิดความรู้สึกแย่มาก แต่ผมเห็นว่า เราคนไทยด้วยกัน หากไม่ชอบก็ขอให้เป็นสิทธิส่วนบุคคล อย่าเหมารวมการบินไทยทั้งหมดเลยนะครับ

เพราะยังมีพนักงานส่วนดีอยู่บ้าง ก็อยากให้เก็บส่วนดีเอาไว้ ส่วนที่ไม่ดีก็อย่าไปจำมันเลย โดยเฉพาะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
เช่น การบริการของพนักงานต้อนรับบนเครื่องที่ไม่ประทับใจ หรือปัญหาภายในการบินไทยเอง

สุดท้ายผมอยากวิงวอนไปยังพันธมิตรฯ ที่เคยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันมาตลอด หาข้าวหาน้ำ สนับสนุนให้ยึดสนามบินกันอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่เห็นว่า การชุมนุมปิดสนามบินของพันธมิตรฯ เป็นเรื่องสนุก ดนตรีไพเราะ อาหารอร่อย
ได้ดิบได้ดีเป็นถึงรัฐมนตรี หากนายกษิตมีน้ำใจก็ยื่นมือไปช่วยเหลือการบินไทยบ้าง!

เกทับ!!!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดยอสรพิษ


ภายหลังที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ประกาศนโยบาย ลด แลก แจก แถม เพื่อหวังกอบกู้ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หลายฝ่ายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูว่าเป็น “วิธีแก้ผ้าเอาหน้ารอด” อยากมัดใจคนรากหญ้าให้อยู่หมัด หวังอยู่ลึกๆ เพราะผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา อาจหลอกตัวเองให้ชื่นใจได้ว่า มนต์ขลังของคนต่างแดนเริ่มเสื่อมลง

แต่ใครจะไปคิดว่า นายกรัฐมนตรี ดีกรีนักเรียนนอก ที่พรรคภูมิใจนักหนา ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง หันมาจับนโยบายประชานิยมคนอื่น มาปรับเปลี่ยนหน้าตา เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นนโยบายของตัวเอง

เห็นกันอย่างนี้แล้ว ก็ได้แต่พูดไม่ออก ทนดูพฤติกรรมรัฐบาลบริหารประเทศที่ลงเม็ดเงินจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่ลึกลงไปกลับมีนัยหวังผลกวาดคะแนน ซื้อเสียงล่วงหน้า

หากมองย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ไม่ใช่ว่าประชาธิปัตย์จะไม่รู้จัก “นโยบายประชานิยม”ครั้งหนึ่งก็เคยคิดและลงมือทำแล้ว แต่กลับไม่ได้ผลอะไรเลย เพราะว่าเป็นการให้เงินแค่ชุมชนเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีการกระจายไปทั่วประเทศ

ซึ่งมันต่างกันกับรัฐบาลของบ้านเลขที่ 111 ที่มาบริหารประเทศและได้ใช้นโยบายประชานิยมเหมือนกัน ความต่างมีนิดเดียว เพราะว่าเขากระจายเม็ดเงินไปทั่วประเทศ ทุกชุมชน อย่างโครงการเงินล้านที่มีการต่อยอด และเพิ่มมูลค่าอย่างมากมาย จนเป็นที่ถูกอกถูกใจ ของคนรากหญ้า มีเท่าไรให้หมดใจ รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เป็นรัฐบาลสองสมัย คะแนนเสียงขาดกระจุย เป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

มาวันนี้ประชาธิปัตย์ได้ขึ้นเป็นรัฐบาลอีกครั้ง มีหรือจะปล่อยให้โอกาสโกยคะแนนเสียง ประชานิยมหลุดลอยไป เพราะจากการประกาศนโยบายออกมา ทุกคนถึงกับบางอ้อ ว่านโยบายที่พูดไปไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลไทยรักไทย ที่ครั้งหนึ่งประชาธิปัตย์เองก็เคยด่าเขาไว้เหมือนกัน

อะไรที่ทำให้นักวิชาการบางท่าน หรือผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่านโยบาย ลด แลก แจก แถม ของประชาธิปัตย์เป็นเหมือน “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างที่ปากว่า แต่เป็นการหวังกวาดคะแนนประชานิยมเพื่อสร้างฐานเสียงให้กับตัวเองมากกว่า

จะเห็นได้จากเม็ดเงินก้อนแรกที่หวังโกยคะแนนคนรากหญ้าด้วยการ จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ศพช.) ที่ยุติกองทุนหมู่บ้าน SML ของรัฐบาลชุดเดิม โดยจะเบิลเม็ดเงินให้มากขึ้นเป็น 2 เท่า

ฟังแค่นี้อย่าเพิ่งดีใจดีใจออกนอกหน้า ตาโตเป็นไข่ห่าน เพราะหากมองให้ลึกลงไป ก็จะเห็นอะไรบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ ก่อนหน้านี้พรรคไทยรักไทย ก็ใช้นโยบายเดียวกันแจกเงินให้หมู่บ้านละล้าน มาวันนี้ประชาธิปัตย์ใจปล้ำ อัดเงินลงไปเป็นสองเท่า เพราะคิดตื้นๆ แค่ว่าเงินซื้อทุกอย่างได้

แต่หากประชาธิปัตย์เฉลียวใจสักนิดและมองให้ลึกลงไป ว่าคนรากหญ้า ไม่ใช่คนโง่ที่จะใช้เงินฟาดหัวอย่างเดียว อย่างที่หลายคนเข้าใจแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำลงไป ให้พวกเขาคิดได้อีกว่า เห็นไหมว่าเป็นเพราะรัฐบาลไทยรักไทย ทำหลายๆ โครงการไว้ดี เห็นผล ไม่ว่าจะเปลี่ยนอีกกี่รัฐบาล ก็เอาต้นฉบับของเขามาก๊อปปี้ทำกัน แล้วอย่างนี้คุณคิดว่าคนรากหญ้าเหล่านั้น จะชื่นชมใคร

นี่แค่ลูกไม้ตื้นๆ ที่ใครก็อ่านเกมออก ว่าประชาธิปัตย์หวังผลสิ่งใด หากแค่จะใช้เวลาไตร่ตรองและคิดให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาสำคัญในขณะนี้ ที่ใครต่อใครก็ชี้หน้าไว้ ว่าอาจจะมี IMF รอบสอง

อย่าให้ความคิดเพียงชั่ววูบเรื่องหวังโกยคะแนนประชานิยม ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เอาแค่เม็ดเงินมาล่อเป้าให้คนตกหลุมพราง มันหมดยุคสมัยแล้ว อย่าให้รัฐบาลชุดใหม่ที่อาจจะมีขึ้นไม่ช้าก็เร็ว เขามาเกทับซ้ำเติมได้ว่า รัฐบาลที่บริหารโดยพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีอะไรดีนอกจากสร้างหนี้ให้ประเทศ ฟังแล้วอายแทน!!

"กรณ์"ปัดอุ้มเครือญาติงาบหวยบนดิน!"แบงก์ชาติ"สอนมวยรัฐแจก2พันศก.ไม่กระเตื่อง

ที่มา ประชาทรรศน์

"กรณ์"โบ้ยเร่งเดินหน้าหวยบนดินไม่เกี่ยวเรื่องเครือญาติสมประโยชน์ อ้างเป็นสัญญาเกี่ยวเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้ว "แบงก์ชาติ"สอนมวยรัฐบาล ยำใหญ่อภิมหาประชานิยม แจกเงินกินเปล่า 2 พัน ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หวั่นเม็ดเงินกระจายไม่ถึงคนยากจน แถมไม่ใช่แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง

จากกรณีการเดินหน้าจำหน่ายหวยออนไลน์ที่ บริษัท ล็อกเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี เป็นผู้วางระบบ ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติของ รมว.คลังและที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ มีท่าทีคัดค้าน แต่พอมาเป็นรัฐบาลกลับเร่งดำเนินการ โดยมีการตั้งข้อสังเกตุว่า จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เครื่อญาติหรือไม่นั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่คิดเช่นนั้น เนื่องจากสัญญาที่มีอยู่ในบริษัทดังกล่าวได้ทำมานานแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนๆ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน เป็นเพียงการทำงานที่ทำให้ประชาชนที่ร่วมลงชื่อเป็นผู้รับจำหน่ายหวยออนไลน์ได้รับประโยชน์และเกิดการสร้างงานเท่านั้น หากพรรคฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ มาเป็นประเด็นเปิดอภิปรายไว้วางใจ ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ และก็พร้อมที่จะชี้แจง

วันเดียวกัน นายกรณ์ ปาฐกถาในงาน'ศุกร์เศรษฐกิจกับรัฐมนตรีกรณ์ ฟัง-คิด-ทำ' ในหัวข้อ'ถกแผนเศรษฐกิจยก 1 คิดไปถึงแผน 2' ตอนหนึ่งว่า ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้และปีถัดไปจะพยายามรักษาระดับของหนี้สาธารณะไม่ให้เกิน 50% ของจีดีพี แต่หากในอนาคตสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงและเศรษฐกิจได้รับวิกฤตอาจจะมีการเปลี่ยน พ.ร.บ.หนี้สาธารณะให้สูงกว่า 50% เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ'ในการกระตุ้นเศรษฐกิจขณะนี้ผมยังยึดถือและพยายามจะรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่เกิน 50% แต่หากในอนาคตเราจำเป็นที่จะนำเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะทำให้หนี้สาธารณะปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินเพดานที่วางไว้ เมื่อถึงเวลานั้น ก็อาจจะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.หนี้สาธารณะให้สูงขึ้นกว่านี้เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น' นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุมอาเซียน+3 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 22 ก.พ.นี้ จะเตรียมหารือกับประเทศคู่ค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระบบเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าที่จะมาลงทุนในไทย ซึ่งคาดว่า การประชุมดังกล่าวน่าจะสร้างเชื่อมั่นอันดีในสายตาประเทศคู่ค้าได้ในระดับหนึ่ง และน่าจะส่งผลดีในระยะสั้นและระยะยาวต่อระบบเศรษฐกิจ อย่างเช่นความร่วมมือในการจัดโครงการในสาธารณูปโภค เช่น โครงการเมกะโปรเจ็กในประเทศ เพื่อเป็นการผนึกกำลังระหว่างประเทศไทยและประเทศคู่ค้าให้เข้มแข็งขึ้น

ด้าน นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะนำงบประมาณจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาท ไปแจกจ่ายให้กับผู้ประกันตนในอัตรา 2,000 บาทต่อคนในคราวเดียว เพราะมองว่ามาตราการดังกล่าว จะทำให้เม็ดเงินกระจายไม่ทั่วถึงและไม่ลงถึงเกษตรผู้ยากจนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม มองว่านโยบายของรัฐบาลที่อยู่ในงบประมาณกลางปี 52 จำนวน 1.15 แสนล้านบาทนั้น นโยบายส่วนใหญ่ถือเป็นนโยบายที่ดี ที่จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้

'ทุกนโยบายของรัฐบาลเราพอรับได้ เพราะเห็นว่าดี จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ที่ให้หัวละ 2 พันเรามองว่าไม่เกิดประโยชน์และไม่ช่วยเหลือประชาชนผู้ที่ยากจนจริงและไม่ทั่วถึงกับคนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับด้านการเงิน เพราะเงินดังกล่าวให้เพียงแค่เดือนเดียว หมดแล้วหมดเลยไม่กระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าที่ควร ที่รัฐควรทำคือน่าจะนำเงินดังกล่าว ไปให้ประชาชนที่ยากจนเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น' นางอัจนา กล่าว