WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 25, 2009

"กษิต" คือตัวปัญหา ?

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

เมื่อหลายวันก่อน อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการ และอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวแสดงความคิดเห็นกรณีการเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของนายกษิต ภิรมย์

อ.ชาญวิทย์ กล่าวในงานเสวนา "ความสัมพันธ์ไทย/สยาม-กัมพูชา : ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารกับการทูตไทย" ว่า ส่วนตัวแล้วคิดว่า นายกษิต ภิรมย์ จะทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะเข้ามาโดยมีวาระทางการเมืองซ่อนเร้น

การที่นายกษิตออกมาพูดถึงกรณีปราสาทเขาพระวิหารก่อนหน้านี้ เป็นการหวังผลทางการเมืองที่ต้องการเอาชนะระบอบทักษิณ แต่ผลที่ได้คือก่อให้เกิดความร้าวฉานทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ

วันนั้นมีผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายกษิตเปลี่ยนท่าทีประนีประนอม และหันมาสร้างความสัมพันธ์ขึ้นใหม่จะทำให้สถานการณ์ไทยกับกัมพูชาดีขึ้นหรือไม่ อ.ชาญวิทย์ ตอบว่า เป็นไปได้ยาก เพราะอีกฝ่ายก็คงไม่เล่นด้วย

การที่นายอภิสิทธิ์เลือกนายกษิตเป็นรัฐมนตรีในครั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิด และเชื่อว่าน่าจะมีเรื่องของโควตาจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ามาเกี่ยวข้อง จากนี้ไปรัฐบาลอาจเลือกที่จะใช้วิธีนิ่งเฉย เพื่อให้กระแสต่อต้านดังกล่าวค่อยๆ หายไปจากความคิดของคนในสังคม

นอกจากเรื่องปราสาทเขาพระวิหารแล้ว นายกษิตยังมีเรื่องสำคัญอีกหลายเรื่อง เช่น การจัดการประชุมอาเซียนซัมมิต
นายกษิตจะโดนฝ่ายค้านโจมตีในการประชุมรัฐสภาพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียน ระหว่างวันที่ 26-27 มกราคมนี้
กรอบการอภิปรายมี 3 ประเด็น คือ
1.ความเป็นมาของข้อตกลงอาเซียนที่ประเทศอื่นเขาเห็นชอบหมดแล้ว เหลือแต่ประเทศไทยที่ต้องนำเข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190
2. การจัดประชุมอาเซียนซัมมิตครั้งนี้ไทยเป็นเจ้าภาพ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานอาเซียน และมีนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นเลขาธิการอาเซียนด้วย ถือเป็นหน้าตาของประเทศไทย และ
3.สาระในข้อตกลงและสัญญารวม 43 ฉบับ ถ้ามีการประกาศใช้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยมาก

งานใหญ่ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนั้น ต้องถือว่า “เปาะบางมาก” เพราะรัฐบาลจะถูกมองว่าไม่มีความชอบธรรมในการเข้ามารับตำแหน่งเพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ

ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตสิงคโปร์ สถานทูตพม่าและในวันที่ 26 มกราคม กลุ่มคนเสื้อแดง จะเดินทางไปสถานทูตฟิลิปปินส์และบรูไน

ทั้งนี้เพื่อคัดค้านการจัดการประชุมอาเซียนซัมมิต และการเป็น รมว.ต่างประเทศ ของ นายกษิต ภิรมย์
ดังนั้น รัฐบาลต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพราะมีเวลาเหลือไม่มากนัก!

อย่าเป็นเบ๊?

ที่มา ประชาทรรศน์

โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ส่งเสียงแจ้วๆ จำนรรจา จ๊ะๆ จ๋าๆ “โฟนอิน”...มาจากเครื่องบิน ที่เหินหาวอยู่กลางน่านฟ้าสากล...อ้อนเสียงหวาน กินใจ “ชาวเสื้อแดง” ได้คะแนนเป็นกระบุงโกยเหมือนเดิม

ต้องบอกว่า “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเป็น “กากี่นั้ง” ของ “ชาวรากหญ้า” อย่างเหนียวแน่น ยากที่ใครจะโยกคลอน

โดยเฉพาะ ท่านยังเป็น “หัวเชื้อ” เรียกระดมพล “คนเสื้อแดง” ให้เกาะติดกันเป็นตังเม...ชนิดมนต์เสน่ห์ ยังขลังไม่มีวันเสื่อม

ที่สำคัญ ท่าน “โชว์ออฟ” จุดแข็ง ด้าน “เศรษฐกิจ” เหนือ “นายกฯ จอมก๊อปปี้” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสียกระจุย กระจาย กระเจิง กระเจิด ไปเลยทีเดียวเชียว ชี้ให้เห็นโทษนโยบายขายฝัน “ประชานิยม” ที่สาดน้ำเข้าไปดับไฟ อย่างไม่บันยะบันยัง...มีแต่ล้มเหลว เลวร้าย หนักข้อยิ่งขึ้น“ให้และแจก” อย่างไม่โงหัว... ไม่ใช่ทฤษฎี ถูกต้อง ตรงถูกกาลเทศะ เสียที่ไหนกัน

ต้องมีจุดมุ่งหมาย ให้คนเอาเงินไป “ต่อยอด” แตกแขนง ทำผลประโยชน์กันได้
แต่ที่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ จอมก๊อปปี้” หว่านเงินกันอย่างสนุกมือประการเดียว
เหมือนเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”!!
ใช้เงินกัน อย่างอีลุ่ยฉุยแฉก รับประทานแดกด่วน กันเสียมากกว่า??

นอกจาก “อดีตนายกฯ ทักษิณ” จะคุยโขมงโฉงเฉง เกทับบลั๊พแหลก นายกฯ นอมินี “อภิสิทธิ์” อย่างไร้ราคา ไม่อยู่ในสายตากันแล้ว

เมื่อหักมุม มาว่าถึง “ความหวาดระวัง” ที่มีคนเถลไถล กล่าวหาว่า “ท่านไม่จงรักภักดี” เป็นเรื่องที่รับไม่ได้
เป็นโกหกคำโต ไม่เป็นโล้เป็นพาย อย่างที่สุด!!

เนื่องจาก “อดีตนายกฯ ทักษิณ” มีจุดยืนอันแน่วแน่ และมั่นคงเสริมใยเหล็กมาตลอดชีวิต ยึดมั่นใน “ความกตัญญู” แล้วเรื่องอะไร ที่ท่านจะไม่จงรักภักดี...
ทั้งหมดนี้ อดีตนายกฯ ทักษิณ จะยืนต่อสู้ เพื่อเรียกร้อง เอาความ “ยุติธรรม” กลับคืนมา
จะต่อสู้อย่างไม่ลดละ เพื่อให้ได้คืนกลับบ้านพ่อเมืองแม่
และไม่กลัวด้วยว่า ใครจะหมายปองชีวิต...จะมาฆ่าตัดตอน อยู่ต่างที่ต่างแดน
ถึงตัวเองจะตาย แต่นักสู้เสื้อแดง ก็ยังมีแรง ที่จะทวงความยุติธรรมกันต่อไป
นี่เป็นการเปิดเกมสู้ ของลูกผู้ชายตัวจริง “ทักษิณ ชินวัตร”!!

หมดเรื่อง อันหอมปากหอมคอ เกี่ยวกับ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” กันแล้ว...เราลองชะเง้อมาดู การปฏิบัติหน้าที่ ของ “นายกษิต ภิรมย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ว่ามีคุณภาพคับแก้ว เหมือนที่ “พันธมิตร” เข้าส่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรี กันหรือไม่??

แต่ที่แน่ๆ “นายกษิต” เป็นบุคคล “ถ่วงความเจริญ”...เป็นตรวนถ่วงขารัฐบาลอภิสิทธิ์ ให้เป๋ซวนเซ อย่างที่เห็นๆ กันอยู่

เพราะในบทบาทที่ท่านสวมวิญญาณเป็น “พันธมิตร” ป่วนชาติ...ไปปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และได้พูดแฉอย่างเป็นตุเป็นตะ ให้คอพันธมิตรฯ เชื่ออย่างหัวปักหัวปำ
“ว่าทักษิณ เอาเขาพระวิหารไปแลก เพื่อให้ได้ประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง”
โดยเอาพื้นที่ซ้บซ้อนกลางทะเล ระหว่างเกาะกงและไทย ไปแลกกับเขาพระวิหาร
เพื่อขุดเอา “น้ำมัน” และ “ก๊าซ” มาตักตวงเป็นเม็ดเงิน เข้ากระเป๋าตัวเอง อย่างบานเบอะ

วันนี้ว่ากันว่า พื้นที่ซับซ้อนดังกล่าว ได้มี “บริษัทยูโนแคล” ของสหรัฐอเมริกา ...ถึงเจ้าของเก่า เจ้าจำนำขาเดิม จะถูกเทกโอเวอร์ไปแล้ว
แต่เจ้าของใหม่ ก็เป็น “ฝรั่งตาน้ำข้าว” มะริกัน อีกนั่นแหละ!!

ขณะนี้ว่ากันว่า ได้มีฝรั่งร่างบึ๊ก มาล็อบบี้ฟุตฟิตโฟร์ไฟว์ เพื่อให้ “บริษัทยูโนแคล” ได้สัมปทาน “น้ำมัน” และ “ก๊าซ” บริเวณพื้นที่ซับซ้อน ตรงแถวเกาะกง
เพื่อแลกกับการไม่ให้นานาชาติ เร่งรัดคดีก่อการร้ายสากล ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ??
โดยการเจรจา “นอกรอบ” ...นัยว่าผ่านฉลุยเป็นอันดี
และถ้ามีการโอเคซิกาแร็ต เป็นรูปเป็นร่างกัน จน “บริษัทยูโนแคล” ได้สัมปทานไป
ประเทศไทย เสียหายบักโกรก ชนิดกู่ไม่กลับ อย่างแน่นอน
เงินทุกเม็ด เล็ดลอด ไปอยู่ในกำมือบริษัทต่างชาติกันหมด??

แทนที่จะตกอยู่กับ “ประเทศไทย” เต็มๆ ...เหมือนครั้งที่ “อดีตนายก ฯทักษิณ” เอาเงินกู้ของไทยไปให้ “ประเทศพม่า” ...จากนั้นเราได้ก๊าซธรรมชาติมาใช้
สร้างความเอนกอนันต์แก่บ้านเมือง อย่างโชติช่วงชัชวาลทันที
แต่คราวนี้ ไม่รู้ว่ามีใคร?...อุตริ เอาผลประโยชน์ “น้ำมัน” และ “ก๊าซ” ไปแลก เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดี...
ตลอดเวลา “นายกษิต ภิรมย์” ออกตัวอย่างไม่มีเยื่อใย และไมตรี กับ “กลุ่มพันธมิตร”
ว่ากลุ่มนี้ไม่ใช่พ่อ ไม่มีน้ำหนัก มาบงการชี้นิ้วสั่งการได้??

แต่จู่ ๆ ก็มีเรื่องการแลกผลประโยชน์ของชาติ ต่อการขุดเจาะ “น้ำมัน” และ “ก๊าซ”...เพื่อไม่ให้เร่งดำเนินการต่อผู้ก่อการร้ายสากล ที่เข้าไปยึดสนามบิน
เมื่อ “นายกษิต” ประกาศ ไม่อยู่ใต้อาณัติใคร
ขอให้ “นายกษิต” ยึดมั่นคำพูด จงอย่าได้เป็นเบ๊ รับใช้เขาก็แล้วกัน!!!
เพราะผลประโยชน์ชาติ ต้องมาอันดับหนึ่ง.....
ไม่พึงเอาไปแลก เพื่อประโยชน์ของใครทั้งนั้น?????

โดย “กะพรุนไฟ”

เฮ้...“มาร์ค” ตอบคำถามหน่อย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไปเจอผู้คนในบรรยากาศตรุษจีน ทั้งวันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว แล้วบอกได้ว่า คนไทยยังไม่มีความสุข ทั้งที่เหตุการณ์ต่างๆ น่าจะสงบจบลง หลายคนบ่นว่าบรรยากาศการเมืองยังคงอึมครึมอยู่ต่อไป หลายคนฉงนงงงวย 1 เดือนที่ผ่านมา ดูท่าทางแล้ว รัฐบาลคงจะไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติได้อย่างแน่นอน หลายคนบอกว่าเพราะเดินเกมการเมืองผิดที่ ผิดทาง ผิดเวลา...
พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หาเรื่องใส่ตัวทุกวี่วัน…

* การแต่งตั้งคนที่มีส่วนร่วมในการทำร้ายทำลายประเทศชาติ การกระทำผิดกฎหมายในการชุมนุมประท้วง...ใช้สิทธิเกินส่วน ทำให้คนอื่นเดือดร้อน พกพาอาวุธ ที่สำคัญคือปิดสนามบินทำลายเศรษฐกิจชาติฉิบหายย่อยยับ เอาคนเหล่านี้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วใครจะเชื่อมั่นในการทำคดีความจะมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

* การออกนโยบาย ที่ยังมีความคลางแคลงใจว่าจะเอาที่ดินของคนยาก คนจน ไปให้นายทุนในพรรคการเมืองบางพรรคในประเทศ ได้สวาปามในการเก็งกำไรที่ดิน โดยเอาพี่น้องเกษตรกร มาบังหน้า

* ข้อกล่าวหาในการทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่อง “ปลากระป๋อง” และ “น้ำพริก” ในถุงยังชีพ ที่หลายคนเขาเรียกกันติดปากไปแล้วว่า “ถุงปลิดชีพ” ที่ส่งไปช่วยเหลือผู้คนในภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานคะแนนสำคัญของพรรคแกนนำ (ชาวใต้ที่ไม่หน้ามืดตามัวเขาร้องเพลงนี้กันติดปากไปแล้ว ดู...ดู๊...ดู...ดูมันทำ...)

นี่ยังไม่นับรวมสิ่งที่ผู้นำรัฐบาลต้องปรับปรุงในเรื่อง วิสัยทัศน์ ที่ยังไม่สามารรถ “โชว์กึ๋น” ในการบริหารประเทศชาติได้ นอกจากการ ลอก หรือ ก๊อปปี้ นโยบายเก่าๆ ออกมาใช้ เท่านั้น ยัง ไม่สามารถสร้างความหวัง “อยู่ดีกินดี” ให้กับพี่น้องประชาชนทุกระดับได้ เมื่อเปรียบกับรัฐบาลที่ถูกโค่นล้มโดยคณะปฏิวัติเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา

การ คุกคามสื่อสารมวลชน ยังเป็นประเด็นที่องค์กรติดตามตรวจสอบสื่อ เขาต้องร้อนก้นรีบไปยื่นจดหมายเพื่อให้ทบทวนการกระทำของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เหิมเกริมมากเกินไป

ปัญหาบ้านเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการสร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง ความสมานฉันท์ คนในชาติ ต้องมีความเป็นเอกภาพร่วมกันก่อน ซึ่งหมายถึง “รัฐบาล” ต้องมีความเสียสละ ความกล้าหาญ ในการทำให้เกิดเสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ ไม่ใช่ทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง

ล่าสุดเทศกาลตรุษจีน ผู้นำรัฐบาลและแกนนำไปหาเสียง 3 พื้นที่ โดน “ตีนตบ” ไล่ตะเพิด ให้ไปไกลๆ นักข่าวไปถามท่านยังมีหน้ามาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอีกว่า “ขอให้ทุกฝ่ายทำตามกฎหมาย”

ผู้นำรัฐบาล ยังท่องเป็นแผ่นเสียงตกร่อง...พูดง่าย ทำยาก...อยู่แบบนี้ คงจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น !!! ก่อนจะมาสั่งสอนประชาชนให้ทำตามกฎหมาย ท่านต้องตอบคำถามกับสังคม และทำเรื่องเหล่านี้ให้ถูกกฎหมายให้ได้เสียก่อน...จะดีกว่าไหม
1. คนหนีทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี จริงหรือไม่? ถ้าไม่จริงโชว์หลักฐานราชการ สด.43 ให้ดูหน่อยได้ไหม?
2. การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ท่านเคยอ้างว่า “การปฏิวัติเป็นเพียงรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหาสาระ” การปฏิวัติรัฐประหารผิดกฎหมายหรือไม่?
3. “ยึดทำเนียบไม่เป็นไร ปาไข่ติดคุก” เป็นนโยบายของพวกท่านจริงหรือไม่?

ศึกเลือกตั้งซ่อมเมืองนนท์เด็กปชป.ฉลุย

ที่มา ประชาทรรศน์

สนามเลือกตั้งซ่อมเขต 2 เมืองนนท์ ผู้สมัครประชาธิปัตย์นำลิ่ว ทิ้งห่างผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยหมื่นกว่าคะแนน แต่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์บางตา พบเข้าคูหาลงคะแนนแค่ร้อยละ 30

วันนี้ (25 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานผลการเลือกตั้งซ่อมเขต 2 จังหวัดนนทบุรีว่า หลังการปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จ.นนทบุรี แทนนายสมบัติ สิทธิกรวงศ์ ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ขณะนี้ ผลการนับคะแนนเสร็จไปแล้ว 409 หน่วยเลือกตั้ง จากทั้งหมด 583 หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับนับคะแนนไปได้ร้อยละ 80 โดยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางนั้น ผู้ที่มีคะแนนนำ คือผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ นายณรงค์ จันทนดิษฐ์ ได้ 59,259 คะแนน อันดับ 3 คือผู้สมัครหมายเลข 3 จากพรรคเพื่อไทย นายสุชาติ บรรดาศักดิ์ ได้ 44,350 คะแนน

ทั้งนี้ การนับคะแนนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากมีการเลือกตั้งใน 3 อำเภอ คือ ปากเกร็ด บางกรวย และไทรน้อย กับอีก 2 ตำบลของ อ.เมือง และเนื่องจากมีผู้มาใช้สิทธิ์กันบางตา ซึ่งเดิมตั้งเป้าไว้ร้อยละ 75 แต่คาดว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์แค่ร้อยละ 30 เท่านั้น

พระเพลิงเผาวอดรับตรุษจีน 3 จุดซ้อน

ที่มา ประชาทรรศน์

พระเพลิงพิโรธ เผา 3 จุดช้อนรับเทศกาลตรุษจีน ขณะที่ เศรษฐกิจพ่นพิษ ย่านเยาวราช ผู้ประกอบการค้าของเซ่นไหว้ โวย ยอดขายลดลงมากกว่าทุกปี เหตุประชาชนงดการใช้จ่าย ขณะที่ ผู้ว่าฯกทม.เตือนประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการจุดธูปเทียน

วันตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่ของจีน ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2552 ชาวไทยเชื้อสายจีนทุกบ้านจะประกอบพิธีไหว้เจ้าหรือเรียกว่า "ไป่ปุงเฒ่ากงม่า" และจะเริ่มก่อนวันตรุษจีนหรือชิวอิด ซึ่งชาวจีนเชื้อว่าเป็นวันที่เทพเจ้าแห่งโชคลาภจะออกเดินทางมาท่องโลก เพื่อให้ลาภกับมนุษย์ที่ทำกรรมดี โดยในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 00.01 น.- 06.00 น. ของวันที่ 25 มกราคม 2552 ชาวไทยเชื้อสายจีนจะทำการไหว้เจ้าด้วยของคาว 3 อย่าง ประกอบด้วย ไก่ต้ม เป็ดพะโล้ หมูสามชั้นต้มสุก และไข่ต้มย้อมสีแดง ส่วนผลไม้ 5 อย่างประกอบด้วย ส้มทองหรือไต้กิม มีความหมายว่าความดี แอปเปิ้ลหรือผิงก้วย หมายความว่าการอยู่เย็นเป็นสุข กล้วยหอมหรือเก็งเจีย หมายความว่าโชคลาภมหาศาล สาลี่หรือซั่วตังไล้ หมายถึงเงินทองไหลมาเทมา องุ่นหรือผู่ท้อ หมายความว่าความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ นอกจากนี้คนไทยเชื้อสายจีนยังนิยมไหว้ขนมมงคลที่มีความหมายอีกอย่างคือ ขนมเข่ง

ส่วนตอนสายจะเป็นการไหว้บรรพบุรุษ การไหว้ในวันนี้จะเป็นการไหว้เพื่อขอพรจากบรรพบุรุษให้คุ้มครอง และทำมาค้าขึ้นอยู่เย็นเป็นสุขตลอดปี ถัดจากวันไหว้คือวันตรุษจีนวันที่ทุกคนจะได้รับแตะเอียหรืออั่งเปา และร้านค้าทุกร้านก็จะเริ่มหยุดทำการค้า ซึ่งจะเปิดทำการค้าอีกครั้งก็เป็นวันจันทร์ซึ่งตรงกับวันที่ 29 มกราคมนี้

เยาวราช ผู้ค้าบ่นอุบยอดขายเครื่องเซ่นไหว้ลดฮวบ!

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันจ่ายในเทศกาลตรุษจีน ที่ย่านเยาวราช เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ประชาชนทยอยเดินทางไปซื้อของเซ่นไหว้บรรพบุรุษ แต่ไม่คึกคักนัก ในขณะที่ผู้ประกอบการร้านขายของเซ่นไหว้ ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ต้องการลดการใช้จ่ายของฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น อีกทั้งจำนวนผู้บริโภคก็น้อยกว่าทุกปีถึงร้อยละ 50 ขณะที่การซื้อขายทองคำย่านเยาวราชพบว่าเงียบเหงา และร้านค้าทองไม่ได้สั่งซื้อทองคำมาเตรียมขายในช่วงเทศกาลตรุษจีนมากนัก แต่คาดว่าเมื่อถึงช่วงตรุษจีน หรือมีการแจกอั่งเปา วันที่ 25-26 มกราคมนี้ น่าจะมีลูกค้าซื้อทองแท่ง ทองรูปพรรณเป็นของขวัญให้ผู้ใหญ่ และเป็นรางวัลแก่ตัวเองเพิ่มขึ้น

เตือนระวังไฟไหม้จากการจุดธูปเทียน

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าสักการะศาลเจ้าเก่าแก่ประจำกรุงเทพมหานคร ภายในศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เนื่องในเทศกาลตรุษจีน และเปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งมีการจัดงานบริเวณไชน่าทาวน์ ย่านเยาวราช ตนคาดว่า จะทำให้มีเงินสะพัดนับ 100 ล้านบาท เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของไทย

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังฝากให้ชาวไทยเชื้อสายจีน ระมัดระวังตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน โดยเฉพาะต้องดับธูป เทียน ก่อนเดินทางออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดเพลิงไหม้ ซึ่งล่าสุดได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ย่านรองเมือง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน

สั่งคุมเข้มสกัดเพลิงไหม้

ด้าน นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าได้สั่งการให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำรถดับเพลิงไปเตรียมพร้อมไว้ ตามจุดเสี่ยงต่างๆ ทั่วกรุงเทพ เพื่อป้องกันเพลิงไหม้ เช่น ตลาดสดหรือศาลเจ้าสำคัญๆ นอกจากนี้ ยังได้ระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงทุกเขต ให้เตรียมพร้อมในช่วงเทศกาลตรุษจีนด้วย

ด้านศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 สงขลา เตือนชาวไทยเชื้อสายจีน ให้เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ในการจุดธูปเทียนไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และบรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยขอให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ดับธูปเทียนสนิทแล้วก่อนออกจากบ้านเรือน หลังพิธีไหว้ ในวันนี้เสร็จสิ้นลง นอกจากนั้นขอให้ตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนให้เรียบร้อยก่อนหากจะเดินทางออกจากบ้านเพื่อเยี่ยมญาติ หรือ ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้เพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้ที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากพบว่าในแต่ละปีจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนและพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่คือการจุดธูปเทียนทิ้งเอาไว้ อย่างไรก็ตามหลายหน่วยงานได้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดเจ้าหน้าที่เข้าเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อออกให้ความช่วยเหลือประชาชนกรณีเกิดเพลิงไหม้หรือสาธารณภัยอื่น ๆ

อุตรดิตถ์-นครสวรรค์ตรุษจีนคึกคัก

ส่วนบรรยากาศเทศกาลตรุษจีนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่เช้าของวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นไหว้สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน บรรดาผู้ประกอบการร้านค้าในเขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์นอกจากจะออกมาตั้งโต๊ะไหว้เจ้าที่หน้าบ้านของตนแล้ว ยังได้ถือโอกาสพาครอบครัวนำหมู เป็ด ไก่ ผลไม้ และขนมมงคลต่างๆ นำถวายและกราบไหว้สิ่งศักดิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ อันประกอบด้วยหลวงพ่อเพ็ชร วัดท่าถนน และอนุสาวรีย์ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก วีรบุรุษผู้กล้าของเจ้าจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีน และเป็นการขอบคุณที่ปกป้องคุ้มครองให้ดำเนินชีวิตอยู่ผืนแผ่นดินไทยอย่างมีความสุข และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ธุรกิจการงาน

ขณะที่ ชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดนครสวรรค์ออกมาตั้งโต๊ะไหว้เจ้าหน้าบ้านกันแต่เช้า ในขณะที่ตามศาลเจ้า เมืองปากน้ำโพผู้คนก็ออกมาไหว้เจ้าหนาแน่นเช่นกัน

บรรยากาศในวันไหว้ของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดนครสวรรค์เป็นไปด้วยความคึกคัก ผู้คนออกมาไหว้เจ้ากันตั้งแต่เช้ามืดเวลา 05.00 น. ที่ผ่านมา โดยการออกมาตั้งโต๊ะเครื่องเซ่นไหว้บริเวณริมฟุตปาตหน้าบ้านของตัวเอง ทำให้บรรยากาศตามท้องถนนในเมืองนครสวรรค์เต็มไปด้วยโต๊ะเครื่องเซ่นเต็มสองข้างทาง ในขณะที่ตามศาลเจ้าต่างๆในจังหวัดนครสวรรค์ทั้งที่เป็นศาลเจ้าประจำและศาลเจ้าชั่วคราวที่จัดขึ้นเพื่อเทศกาลตรุษจีน ก็มีผู้คนนำเครื่องเซ่นไหว้ ทั้งหมูไก่และผลไม้ออกมาไหว้เจ้าอย่างหนาแน่นเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามปีนี้เครื่องเซ่นไหว้ มีปริมาณน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายจีนต่างพากันประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี

เพลิงไหม้กลางกรุงวันเดียว 3 จุดซ้อน

ขณะที่สถานการณ์เพลิงไหม้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 00.30 น. วันนี้ (25 ม.ค.) ร.ต.ท.จรูญ สังขารา พนักงานสอบสวน(สบ.1) สน.ปทุมวัน รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 849/49 ซ.จุฬา 9 แขวงและเขตปทุมวัน กทม. จึงประสานรถดับเพลิงจากสำนักป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย ก่อนรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.วัลลภ ประทุมเมือง รองผบก.น.6 พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.อุดม เปี่ยมศักดิ์ รองผกก.สส. เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

โดยที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น ปลูกติดกันกว่า 10 คูหา ชั้นล่างเป็นร้านขายเสื้อผ้ากีฬา โดยต้นเพลิงอยู่บริเวณชั้นที่ 2 กำลังลุกลามขึ้นไปบนชั้น 3 มีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวงทำการตัดกระแสไฟฟ้า ก่อนระดมฉีดน้ำดับเพลิง โดยใช้เวลา 20 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบชั้นที่ 2และ 3 ของอาคารพาณิชย์ดังกล่าวถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด ขณะเดียวกันบริเวณทางลงบันไดชั้น 3 พบศพผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้ดำเป็นตอตะโกทราบชื่อต่อมาคือ นางสายพิณ ยศศิริ อายุ 32 ปี ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารพาณิชย์ที่เกิดเหตุ

เผยวินาทีรอดตาย

จากการสอบสวนนางอำพา กาดิ๊บ อายุ 60 ปี มารดาผู้ตายให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนเองพร้อมด้วยผู้ตาย นายบุญธรรม ยศศิริ ลูกเขย และหลานชาย-หญิงอีก 2 คน ได้นอนพักผ่อนอยู่ที่บริเวณชั้น 3 ระหว่างนั้นได้กลิ่นเหม็นไหม้ จึงสะดุ้งตื่น และเห็นเปลวไฟ พร้อมทั้งกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาจากชั้น 2 จึงรีบปลุกลูกหลานให้รีบตื่น โดยตนเองพร้อมด้วยนายบุญธรรมและหลานทั้งสองคน ได้เปิดหน้าต่างเหล็กดัดหนีออกทางระเบียงด้านหน้า จึงรอดมาได้ ส่วนผู้ตายคาดว่าพยายามหนีลงทางบันได จึงถูกไฟคลอกเสียชีวิตดังกล่าว

ด้านนายบุญธรรม กล่าวว่า ตนเป็นเจ้าของร้านสกรีนเสื้อกีฬา ชื่อร้านศิริสปอร์ต 2 อยู่ที่ซ.จุฬา 4 สำหรับอาคารดังกล่าวได้เช่ามาจากสำนักทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกำลังหมดสัญญาในปีนี้ โดยชั้นล่างได้ให้คนอื่นมาเช่าเปิดเป็นร้านขายเสื้อผ้ากีฬา ส่วนชั้น 2 เป็นที่สกรีนเสื้อกีฬา และเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการสกรีน ส่วนชั้น 3 เป็นที่พักอาศัย ก่อนเกิดเหตุตนพร้อมด้วยภรรยาและลูกอีก 2 คน ได้นอนอยู่บริเวณชั้นที่ 3 หลังเกิดเพลิงไหม้ตนได้อุ้มลูกชายวัย 5 ขวบ ปีนหนีออกทางหน้าต่างเหล็กดัดด้านหน้า และพยายามกลับเข้าไปช่วยภรรยา แต่เนื่องจากเพลิงได้โหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีกลุ่มควันหน้าแน่นจึงไม่สามารถเข้าไปได้

ตำรวจคาดไฟฟ้าลัดวงจร

ขณะที่ พ.ต.อ.วัลลภ กล่าวว่า เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ ต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แต่อาจเป็นไปได้ว่าน่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร เนื่องสภาพสายไฟที่ค่อนข้างเก่า เช่นเดียวกับตัวอาคารที่ปลูกสร้างมานาน สำหรับศพผู้ตายได้มอบให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งชันสูตรที่แผนกนิติเวช รพ.จุฬาลงกรณ์เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดเกิดเหตุเป็นชุมชนมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ส่วนใหญ่จะประกอบกิจการร้านค้าขายเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา รวมถึงร้านรับสกรีนเสื้อกีฬา ขณะเกิดเหตุทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ละแวกดังกล่าวเกิดความแตกตื่นต่างพากันวิ่งหนีตายอย่างอลหม่าน เพราะเกรงไฟจะลุกลาม โชคดีที่เจ้าหน้าที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว จึงฉีดน้ำดับเพลิงและสกัดเพลิงอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้เป็นน่าสังเกตว่าหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประชาชนส่วนใหญ่ต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุเพลิงไหม้ในปีนี้เหมือนเป็นอาถรรพณ์ เพราะตั้งแต่เริ่มต้นปีมาก็เกิดเหตุเพลิงไหม้มีผู้คนเสียชีวิตมากมาย และยังคงมีเหตุการณ์เพลิงไหม้สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง

พระเพลิงเผาบ้านย่านบางซื่อวอด

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 08.15 น. ร.ต.ท.หญิงนุชรี ล่องแก้ว ร้อยเวร สน.ประชาชื่น รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ 25 ซอยหมู่บ้านสินสุขเพลส ถนนพิบูลสงคราม แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กทม.จึงรุดไปไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยรถดับเพลิงจากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ประชาชื่น

ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้สูง 2 ชั้น เจ้าหน้าที่พบกลุ่มควันพวยพุ่งออกมา จากชั้นที่ 2 ของตัวบ้าน และมีเพลิงจำนวนมากกำลังลุกลามจากชั้นที่ 2 ลงมาชั้นที่ 1 เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถน้ำกว่า 10 คัน ทำการสกัดกั้นไม่ให้เพลิงลุกลาม และสามารถควบคุมเพลิงได้ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ซึ่งบ้านได้รับความเสียหายทั้งหลัง พื้นที่เพลิงไหม้ประมาณ 104 ตารางเมตร

จากการสอบสวนทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ น.ส.พัศณี พันธุไพโรจน์ อายุ 57 ปี ต้นเพลิงเกิดจากห้องนอนชั้นที่ 2 ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

ไฟช็อตเผาวอดบ้านย่านพหลโยธิน

ต่อมาเมื่อเวลา 09.00 น.ของวันเดียวกัน ร.ต.ท.สุรเชษฐ์ เดชะพันธ์ ร้อยเวร สน.พหลโยธิน รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 93/1 ซอยพหลโยธิน 24 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.จึงประสานหน่วยบรรเทาสาธารณภัย แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.พหลโยธิน

โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ สูง 2 ชั้น ปลูกอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวาเจ้าหน้าที่พบกลุ่มควันและแสงเพลิงเกิดขึ้นบนชั้นที่ 2 ของตัวบ้าน เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้รถน้ำประมาณ 10 คันเพื่อทำการสกัดกั้นไม่ให้เพลิงลุกลาม เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีจึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ตัวบ้านได้รับความเสียหายบริเวณชั้นที่ 2

จากการสอบสวนทราบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของ นายพิทักษ์ ณรงค์เดชกุล ซึ่งก่อนเกิดเหตุนั่งไหว้เจ้าอยู่ที่ชั้นล่าง จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังคล้ายไฟฟ้าช็อตกระทั่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว

ไขปรากฎการณ์‘สุริยคราส’โหรส.ว.ชี้ดวงนายกฯวิกฤติ-สูญเสียผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

ที่มา ประชาทรรศน์

โหร ส.ว. ‘บุญเลิศ ไพรินทร์’ ไขปรากฎการณ์สุริยคราส 26 ม.ค.นี้ ระบุให้ระวังภัยธรรมชาติ-จะสูญเสียผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ชี้ดวงนายกฯปีนี้ยังวิกฤติ!! โหรฟันธงพ้นกันยายนนี้ดวง ‘อภิสิทธิ์’ กระเตื้องในทางดี ขณะที่ประชาชนแห่จองพื้นที่แน่นขนัด เฝ้าดู ‘สุริยุปราคา’ แพทย์เตือน!! จ้องนานอาจตาบอดได้

รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (26 ม.ค.) จะเกิดปรากฎการณ์สุริยุปราคาบางส่วน ซึ่งเป็นสุริยุปราคาแบบวงแหวน โดยจะมองเห็นได้ตามเส้นทางที่พาดผ่านมหาสมุทรอินเดียและด้านตะวันตกของประเทศอินโอนีเซีย ซึ่งประเทศไทยจะเห็นแบบบางส่วนในทั่วทุกภูมิภาค และจังหวัดเชียงใหม่จะเริ่มเห็นการบังกันของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 16.05 น. เป็นต้นไป และจะเห็นจัดบังกันมากที่สุดในเวลา 17.02 น. โดยจะสิ้นสุดการบังในเวลา 17.53 น. รวมแล้วจะเกิดการบังทั้งสิ้น 18.8%

ทั้งนี้ การเกิดสุริยุปราคาครั้งนี้ถือเป็นสุริยุปราคาครั้งแรกของปีดาราศาสตร์สากล และคาดว่าจะเกิดสุริยุปราคาครั้งต่อไปในวันที่ 22 ก.ค.อีกครั้ง แต่จะเกิดเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง สังเกตเห็นตามแนวคราส พาดผ่านประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ สำหรับจ.เชียงใหม่ จะสังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ในเวลา 07.02 - 09.11 น. และสังเกตเห็นการบังกันทั้งสิ้น 63.4%

‘โหร ส.ว.’ชี้ดวงนายกฯยังวิกฤติ-จะสูญเสียผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือโหร ส.ว. กล่าวถึงปรากฏการณ์สุริยคราสวงแหวน ที่มองเห็นในประเทศอินโดนิเซีย และบางส่วนในประเทศไทยนั้น ในทางโหราศาสตร์จะเกิดปัญหา เพราะว่าในช่วงที่เกิดสุริยคราสนั้นเกิดดาวจันทร์ดับและดาวพฤหัสบดีดับ ในราศีมังกรขึ้นพร้อมๆกันกับการเกิดสุริยคราสด้านใต้ของโลก และเว้าแหว่งเห็นมากทางทิศใต้ของประเทศไทย

“ให้ระวังภัยธรรมชาติและอาจจะสูญเสียผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง หลังเกิดสุริยคราสนี้เป็นต้นไป ในผลของการเกิดสุริยคราส พร้อมจันทร์ดับและดาวพฤหัสบดีดับในเวลาเดียวกัน ในราศีมังกรนี้ ประการต่อมาคือ ราศีมังกรเป็นราศีการงาน หรือกรรมมะของดวงเมืองดวงโลก จะเกิดปัญหาเรื่องการงาน มีปัญหาการงานของโลก จะไม่รุ่งเรืองมีปัญหามาก ธุรกิจทั้งหลายจะปิดตัวลงมากมาย ไม่ว่าด้านอุตสาหกรรม หรือด้านพาณิชยกรรมต่างๆ จะมีปัญหา”

ฉะนั้นจะเกิดการว่างงาน และการเคลื่อนตัว เคลื่อนย้ายแรงงานทั่วประเทศ ทั่วโลกการงานทั้งหลายจะไม่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วในช่วงนี้ คนจะว่างงานมากและปัญหาที่ตามมาคือ อาชญากรรม และเป็นอาชญากรรมที่ภายใต้สุริคราส ก็คือ ไม่เปิดเผย อาญากรรมที่ซ่อนรูปมองเห็นได้ยาก พวกอาชญากรรมในพวกนี้เป็นการทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการ ของนักการเมือง รวมทั้งอาชญากรรมธุรกิจ ที่เกี่ยวกับเรื่องลับๆ เช่น ยาบ้า ยาเสพติดทั้งหลายจะแพร่กระจายมาก และรวมทั้งการเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมายระหว่างประเทศจะมีมากขึ้น เป็นประเด็นที่น่าห่วงมาก

โหร ส.ว.กล่าวว่า ในช่วงตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค.52 วันที่สุริยคราสเกิดขึ้น จะวุ่นวายไปถึงเดือนสิ้นเดือน ก.ย.52 แต่หลังสิ้นเดือน ก.ย. วิกฤติจะลดน้อยถอยลงจะดีขึ้น เศรษฐกิจช่วงไตรมาสแรกและไตรมาส 2 จะมีปัญหาแน่นอน จะโงหัวดีขึ้นหลัง 30 ก.ย.52 ไปแล้ว

ด้านการเมือง ดวงผู้นำประเทศก็วิกฤติอยู่ สุริยคราสอยู่ในราศีที่ให้โทษอภิสิทธิ์ได้ไม่เต็ม เพราะอยู่ในราศีอริ แต่ว่าดาวมฤตยูกับดาวเสาร์เป็นดาวบาปเคราะห์ ที่ตรึงดวงคุณอภิสิทธิ์อยู่ ถ้าจะให้ดีจะต้องให้พ้น 30 ก.ย.52 เช่นกันดวงคุณอภิสิทธิ์จะดีขึ้น แต่ในช่วงนี้ยังปั่นป่วนอยู่ แต่มันจะคลี่คลายไปดีขึ้น เริ่มวันที่ 2 มี.ค.52 เป็นต้นไป แต่ก็ยังดีไม่เต็มที่ เพราะว่าดาวเสาร์ยังตรึงดวงคุณอภิสิทธิ์อยู่ แต่วันที่ 30 ก.ย. ดาวเสาร์ จะย้ายจากราศีสิงห์ สู่ ราศีกันย์ และมฤตยูย้ายจากราศีกุมภ์ สู่ราศีมีน จะให้โทษดวงคุณอภิสิทธิ์ได้น้อยลง ถ้ารักษาสถานการณ์ให้อยู่ได้ถึง 30 ก.ย. 52 จะบริหารได้สะดวกดีขึ้น

แพทย์ชี้‘สุริยุปราคา’อันตราย!!จ้องนานอาจตาบอด

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี แนะนำวิธีการชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ว่า ผู้ชมต้องระมัดระวังอันตรายจากแสงของดวงอาทิตย์ที่มีความร้อนสูงและมีรังสีอัลตราไวโอเลต สามารถทำลายเซลล์ในจอประสาทตาบริเวณจุดรับภาพได้

ทั้งนี้ ควรดูเฉพาะช่วงที่แสงจ้าน้อยที่สุด ใช้เวลาดูครั้งละไม่เกิน 10 วินาที และไม่ควรดูขณะเงามืดคลายออก ไม่เช่นนั้นอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อม มีอาการตาพร่ามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นจุดดำกลางภาพ สู้แสงไม่ได้ ปวดศีรษะบริเวณหว่างคิ้วหรือหลังลูกตา ซึ่งจะมีอาการหลังดู 1 ชั่วโมง และจะดีขึ้นภายใน 1 เดือน หรืออาจนานถึงครึ่งปี ในระยะยาวจอประสาทตาอาจเสื่อมไวกว่าปกติ หรืออาจถึงขั้นตาบอดได้ ผู้ที่มีโรคสายตา เช่น ต้อกระจก ตาแห้ง เยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง ห้ามดูเด็ดขาด แม้จะใช้อุปกรณ์มาตรฐาน เพราะจะทำให้โรครุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การชมให้มองผ่านแผ่นฟิล์มพิเศษที่ใช้ในการมองดวงอาทิตย์โดยเฉพาะ การดูผ่านฟิล์มเอกซเรย์ ฟิล์มขาวดำ หรือกระจกรมควัน ควรเพิ่มเป็น 2 ชั้น เพื่อกรองแสงให้มากที่สุด ไม่ควรใช้แว่นกันแดด เพราะเข้มไม่พอ และห้ามใช้กล้องส่องทางไกลเพราะเป็นการรวมแสงเข้าสู่ตาโดยตรง หากมีอาการผิดปกติขอให้รีบพบแพทย์ทันที

นักเที่ยวแห่จองพื้นที่!! รอดูสุริยุปราคา

จากกรณีที่นักดาราศาสตร์ คาดคะเนถึงการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาไม่เต็มดวง ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 26 มกราคม ที่จะถึงนี้ โดยประชาชนสามารถมองเห็นได้เกือบทั่วประเทศนั้น

นายสุชิน อินสา รองอธิบการบดี ม.ราชภัฏเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ทางสาขาโปรแกรมฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ราชภัฏเพชรบูรณ์ ได้เตรียมจัดกิจกรรมนำนักศึกษาในสาขาวิชาดังกล่าวไปเฝ้าชม และสังเกตการณ์การเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาดังกล่าว ที่บริเวณศูนย์วิทยาศาสตร์ หนองนารี ในเขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์

นอกจากนี้ ยังเปิดให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์พร้อมรับฟังคำบรรยายให้ความรู้ถึงการเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ในครั้งนี้ด้วย

นายสุชิน ยังกล่าวอีกว่า สำหรับ จ.เพชรบูรณ์ จะเริ่มปรากฏการณ์ ตั้งแต่เวลา 15.59 น. เป็นต้นไป และพระอาทิตย์จะถูกบดบังเต็มที่ เวลาราว 17.01 น. โดยจะไปสิ้นสุดเมื่อเวลา ราว 17.57 น. อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำแนะนำว่าไม่ควรมองด้วยตาเปล่าก็ตาม โดยเฉพาะในช่วงสัมผัสแรกแต่หลังจากพระอาทิตย์ถูกบดบังอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งจะเป็นช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน และลับขอบฟ้าทำให้เป็นภาพทิวทัศน์ที่สวยงาม และดูแปลกตา ซึ่งเชื่อว่าจะมีบรรดาช่างภาพให้ความสนใจถ่ายบันทึกภาพปรากฏการณ์ดังกล่าวเก็บไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงต่างๆ อาทิ ที่ภูกระดึง จ.เลย เป็นต้น

'จตุพร-ณัฐวุฒิ'ฮึ่ม!ด่าตร.ถ่อยยิงปืนขู่เสื้อแดง จี้'เทพเทือก'แจงเผือกร้อนเชื่อมีคนสั่งการ

ที่มา ประชาทรรศน์

'ณัฐวุฒิ-จตุพร' ปรอทแตก!! ด่าสีกากีถ่อยยิงปืนขู่คนเสื้อแดงเชียงใหม่ ปูด!! มีไอ้โม่งสั่งการอยู่เบื้องหลัง จี้ ‘เทพเทือก’ แจงเหตุ อ้างมีสิทธิขับไล่-ไม่ละเมิดกฎหมาย ด้าน ผบก.ภ.5 ยัน จนท.มีเหตุผล ชี้ไร้เจตนาทำร้าย-ข่มขู่ผู้ชุมนุม ขณะที่ ‘มาร์ค’ จี้คุมเข้มม็อบเสื้อแดง หวั่นเหตุบานปลาย

จากกรณีที่ม็อบเสื้อแดงเชียงใหม่ รวมตัวกันไปปิดล้อมประตูทางเข้าหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อขับไล่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและคณะที่เดินทางมาร่วมงาน'ราตรีอ่างแก้ว' เนื่องในวันสถาปนาครบ 45 ปีเมื่อวานนี้ (24 ม.ค.) จนทำให้สถานการณ์เกิดความตึงเครียด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังอารักขา ขณะเดียวกันได้มีรถเก๋งออดี้ดำฝ่าด่านแผงเหล็กกั้น เจ้าหน้าที่จึงยิงยางรถแตก เพื่อสกัดกันวุ่นวายนั้น

วันนี้ (25 ม.ค.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้แถลงเรียกร้องให้นายสุเทพ ออกชี้แจงต่อสังคมให้ชัดเจน เนื่องจากเชื่อว่าต้องมีผู้ใหญ่ เป็นผู้สั่งการ ส่วนการขับไล่ รองนายกรัฐมนตรี เทพ ของคนเสื้อแดงนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่ามีสิทธิ์ทำได้ เพราะไม่ละเมิดกฎหมาย

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า คนเสื้อแดงได้ประกาศชัดเจนว่าไม่ยอมรับรัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้นกรณีที่นายสุเทพ เดินทางเข้าไปในพื้นที่ภาคเหนือ ก็เป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านจะแสดงความไม่ต้อนรับ

ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ยิงปืนใส่ล้อรถของคนเสื้อแดงนั้น รัฐบาลจะต้องใช้มาตรฐานการสอบสวนเดียวกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 เพราะเหตุการณ์วันนั้น ตำรวจแค่ตั้งประทับปืนแต่ยังไม่ได้ยิง จนมีการตั้งข้อหาและเผยแพร่ว่า ตำรวจฆ่าประชาชน ดังนั้นการใช้อาวุธปืนและกระสุนจริงของกรณีนี้ จึงมีคำถามตามมาว่า คำสั่งที่ศาลปกครองที่มีมาตรการให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนั้นได้นำมาใช้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องทบทวน ว่าได้รับคำสั่งจากใครหรือไม่

ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ขณะที่เป็นฝ่ายค้านยังมีการต่อสู้เพื่อเหตุการณ์ที่เป็นลักษณะเช่นนี้ เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องออกมารับผิดชอบในกรณีดังกล่าวด้วย หากไม่ทบทวนก็จะมีกรณีตัวอย่างให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเรื่องนี้คนที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุดคือนายสุเทพ ว่าได้สั่งการอะไรไป หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้สั่งการเอง ซึ่งคนดังกล่าวเป็นใคร มีการสอบสวนหรือไม่ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องออกมาชี้แจงกับประชาชน

ผบก.ภ.5 ยันจนท.ไร้เจตนาทำร้าย-ข่มขู่ผู้ชุมนุม

ด้านพล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาร 5 ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ยืนยันเจ้าหน้าที่ที่คุมม็อบคนเสื้อแดงเมื่อวานนี้ไม่มีการพกพาอาวุธ แต่รถเก๋งคันดังกล่าวได้ฝ่าด่านตำรวจมา 2 ด่าน เพื่อพุ่งตรงไปยังจุดที่ตำรวจนำแผงเหล็กปิดกั้นถนน จนทำให้ตำรวจตัดสินใจชักอาวุธปืนยิงเข้าที่ล้อหลังด้านซ้ายจนยางแตกและหยุด ซึ่งโดยส่วนตัวนั้นเห็นว่า ตำรวจคงมีเหตุผลเพียงแค่ต้องการหยุดรถคันดังกล่าวเท่านั้น และมั่นใจคงไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายหรือข่มขู่ผู้ชุมนุมแต่อย่างใด และขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบหาสาเหตุแล้วคาดภายใน 3-5 วันจะรู้ผล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่เลือกปฎิบัติหรือไม่ เนื่องจากตอนที่กลุ่มพันธมิตรประชาเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เคลื่อนไหวบุกปิดล้อมสถานที่ต่างๆ เจ้าหน้าที่ใช้เพียงแต่โล่ในคุมม็อบเท่านั้น แต่เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมกลับยิงปืนข่มขู่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาร 5 กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกัน ยืนยันไม่ได้เลือกปฎิบัติ ซึ่งไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงหากชุมนุมตามกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ใช้ความรุนแรง พร้อมเปิดทางให้ชุมนุม ส่วนกรณีที่ว่ามีการยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อสลายการชุมนุมนั้น พล.ต.ท.สถาพร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวนั้น ตนยังไม่ได้รับรายงาน

นอกจาก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาร 5 กล่าวอีกด้วยว่า ตนอยากให้ประชาชนและสื่อมวลชน เข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากทุกวันนี้ไม่ว่าตำรวจจะปฎิบัติหน้าที่ในทางใด ก็จะมีการถูกตำหนิและโจมตีอยู่ตลอดเวลา

'มาร์ค'ร้องเสื้อแดงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบกม.

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ จ.เชียงใหม่ว่า หากเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยก็สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มได้ใช้สิทธิตามกฎหมาย ในส่วนของเจ้าหน้าที่ได้กำชับให้ดูแลไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องทุกกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องเคารพความเห็นและการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีแนวทางไม่ตรงกับตนเองด้วย ซึ่งวิธีการที่รัฐบาลจะใช้แก้ปัญหาคือการพูดคุยกับประชาชนด้วยข้อเท็จจริงและในขณะนี้ถือว่ารัฐบาลได้ดำเนินการคืบหน้ามาตามลำดับ

Saturday, January 24, 2009

รมว.แรงงานเซ็นปลด"สมชาย วงศ์สวัสดิ์"พ้นจาก ราชการคดีทุจริตที่ดินศาล-จ่อถูกเรียกคืนเครื่องราชฯ

ที่มา มติชนออนไลน์

ทนายความอิสระยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินถอดถอนนายกฯและ ครม.ทั้งคณะ ฐานตั้ง"กษิต-ประพันธ์"นั่งเก้าอี้ในรัฐบาล ชี้ขัดประมวลจริยธรรมข้าราชการเมือง 2551 "ไพฑูรย์" เผยลงนามตามมติ อ.ก.พ.แรงงาน ปลด "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ออกจากราชการ -จ่อถูกเรียกคืนเครื่องราชฯ


นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 มกราคมถึงความคืบหน้ากรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งหนังสือให้กระทรวงแรงงานพิจารณาโทษนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กระทำผิดวินัยร้ายบแรงทำให้ราชการได้รับความเสียหาย กรณีการทุจริตการคืนที่ดินที่ดินของกรมบังคับคดี จ.ปทุมธานี ในสมัยนายสมชาย ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะที่นายสมชาย เกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน ว่า เรื่องดังกล่าว ป.ป.ช.ส่งให้กระทรวงแรงงานพิจารณาตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในสมัยที่นางอุไรวรรณ เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) แรงงาน ในฐานะผู้พิจารณาความผิดของนายสมชาย พิจารณาเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถส่งให้นางอุไรวรรณ ลงนามเพื่อเสนอกลับไปยัง ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากนางอุไรวรรณ อยู่ในขณะรักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน


"เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา จึงได้ขอเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาลงนามและเสนอกลับไปยัง ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าจะมีความผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ที่ระบุว่าจะต้องส่งเรื่องนี้กลับไปภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม อ.ก.พ.แรงงาน ได้พิจารณาโทษปลดนายสมชายออกจากการเป็นข้าราชการ และให้เจ้าทุกข์ฟ้องร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้" นายไพฑูรย์กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่นายสมชายถูกปลดออกจากราชการยังทำให้ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ แต่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์พ.ศ. 2548 จะต้องถูกเรียกเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืน

วันเดียวกัน นายพิชา วิจิตรศิลป์ อ้างตัวว่า เป็นทนายความอิสระ เข้ายื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่ถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการกระทำผิดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการเมือง พ.ศ.2551 เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและครม.แต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และตั้งนายประพันธ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งที่บุคคลทั้งสองเกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินทำให้ประเทศเสียหายหลายแสนล้านบาท


ส่วนที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา นัดแรก ในสมัยประชุมสามัญทั่วไป มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยนายประสพสุข แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงการขยายเวลาการตรวจสอบคำร้องกรณียื่นถอดถอนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่ได้มีการส่งความถูกต้องของผู้เข้าชื่อถอดถอนจนพ้นกำหนด 30 วันไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้อำนาจของประธานวุฒิสภาตามระเบียบวุฒิสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตรวจสอบและการพิจารณาคำร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ ออกจากตำแหน่ง พ.ศ.2551 ขยายเวลาออกไปอีก 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552


อนึ่ง คำร้องดังกล่าวเป็นของน.ส.จิราภรณ์ ลิ้มปานานนท์ อดีตอาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมคณะที่ได้เข้ายื่นรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 24, 943 คน ต่อ นายประสพสุข เพื่อถอดถอน นายสมชาย ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยตั้งข้อหาต่อว่า ผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ รวมทั้งต่อว่าผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

หมวดเจี๊ยบมาแล้ว

ที่มา เดลินิวส์

หมวดเจี๊ยบ หรือ ร.ท.สุณิสา เลิศภควัฒน์ เป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง เมื่อเธอริไปเปิดตัวเป็นพิธีกรกับ “ดีทีวี” ร่วมกับ 3 เกลอจากรายการ “ความจริงวันนี้” เลยงานเข้าทันที

หลังจากเคยโด่งดังจากการบุกไปสัมภาษณ์ทักษิณถึงลอนดอน จนได้พ็อกเกตบุ๊กเล่มหนึ่ง ชื่อ “ทักษิณ แวร์อาร์ยู” แต่ไม่ได้ขาย เพราะถูกสั่งห้ามพิมพ์เสียก่อน

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก กองทัพบก ยกระเบียบกระทรวงกลาโหม เรื่องข้าราชการกระทรวงกลาโหมกับการเมือง ปี 2499 ขึ้นมาเล่นงานทันที

“ข้าราชการกระทรวงกลาโหมไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้”

อย่างนี้ก็ชัวร์เลย ไม่ว่าหมวดเจี๊ยบจะยกข้ออ้าง ทำนอกเวลาราชการ เป็นรายการให้ความรู้ประชาธิปไตย หรือกองทัพส่งเสริมให้กำลังพลมีประชาธิปไตย อะไรก็แล้วแต่

เชื่อเหอะ คำตอบสุดท้าย ขัดระเบียบ (แหง ๆ) และหากขัดขืน มีหวังถูกไล่ออกแน่ ๆ

เลยสงสัยว่า หมวดเจี๊ยบไม่รู้จริง ๆ หรือ ผลต้องออกมาอย่างนี้ หรือ ขอโทษ ไม่ได้อคติ เตรียมจะทำหนังสือเล่มใหม่อีกหรือเปล่า จะได้โฆษณา ฟรี ๆ อีก

เล่มที่แล้วเธอเอาหนังสือแนบแก้ม มีร้องไห้ด้วย ถ่ายรูปแล้วแจ๋วมาก อยู่นสพ.หน้า 1 ทุกฉบับ

ยิ่งเห็นหมวดเจี๊ยบนั่งยันยืนยัน ไม่เคยคิดลาออกจากอาชีพทหารแม้แต่น้อย แล้วจะไปออก “ดีทีวี” ทำไม เรื่องแค่นี้ ใช้สามัญสำนึก ไม่ต้องใช้สมองอัจฉริยะ

แต่นั่นละ ก็ต้องขอบคุณหมวดเจี๊ยบ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เพราะทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่า ระเบียบนี้ใช้บังคับกับทหารทุกคนหรือไม่

หรือมี 2 มาตรฐาน (อีกแล้ว)

ทำไม ผบ. 3 เหล่าทัพ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ, พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์, พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ที่ผ่านมา ไม่ได้แค่วิจารณ์รัฐบาลนะ

ไปออกทีวี เหมือนปฏิวัติเงียบ บีบให้นายกรัฐมนตรีและรมว. กลาโหม ลาออกด้วยซ้ำ

อีกครั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยราชการ อธิการบดี (ในสังกัด) และองค์กรธุรกิจมาประชุม แล้วออกทีวีไปทั่ว บีบให้นายก รัฐมนตรี ยุบสภา อีกครั้ง

ทำไม ผู้บังคับบัญชาของหมวดเจี๊ยบทำได้ ไม่ขัดกับระเบียบกลาโหมปี 2499 หรือ

หรือ ทำไม พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ถึงสวมเครื่องแบบเต็มยศ ขึ้นเวทีด่ารัฐบาลรุนแรงมากถึงขนาดบอกเป็น “สัตว์นรก” ได้ทุกวัน โดยไม่มี อะไรเกิดขึ้น จนเกษียณไปเอง

แหม หลงเข้าใจผิดตั้งนานว่า ระเบียบกระทรวงกลาโหมปี 2499 ต้องใช้บังคับกับทุกคน เพิ่งรู้ชัด ๆ ว่า ที่แท้ไม่ใช่ เลือกปฏิบัติได้ แล้วแต่ดาวบนบ่า (ฮา...ไม่ออก)

ก่อนจบ มีข่าวว่า แกนนำที่พาคนไปยึดสนามบิน ได้ยื่นคำขาดขอฟรีทีวี แบบทีวีไทย ทีวีสาธารณะ 1 ช่อง ด้วย ก็ต้องคอยดู รัฐบาลจะใจกล้าให้หรือไม่

เพื่อตอบแทนพระคุณที่ช่วยยึดสนามบินจนได้เป็นรัฐบาล !!!.

ดาวประกายพรึก

เศรษฐกิจปีเผาจริง ระวัง! ขายตรงพันทาง

ที่มา ไทยรัฐ

ปี 2551 ยอดขายรวมธุรกิจขายตรงในประเทศไทยอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท ที่น่าดีใจ...ครึ่งต่อครึ่งเป็นยอดขาย บริษัทขายตรงสัญชาติไทย

ช่วงเวลานี้ หลายคนกลัวว่า จะเผาจริงหรือเปล่า? กำลังซื้อผู้บริโภคหด ผู้คนจะตกงานเพิ่มขึ้น ที่ประเมินกันไว้จะมีคนตกงานเป็นล้านคน...ก็ใกล้ความจริงเข้าไปทุกที

ปัจจัยลบเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังมีปัจจัยบวกที่เป็นผลดีต่อธุรกิจขายตรง ถึงกำลังซื้อจะไม่ดี แต่คนไทยน่าจะสนใจ เดินเข้าสู่ธุรกิจขายตรงมากขึ้น

นลินี ไพบูลย์ นายกสมาคมการขายตรงไทยบอก

ปัจจัยหลัก ธุรกิจขายตรงเป็นรายได้ที่สองที่มั่นคง เหมาะสำหรับกลุ่มที่มีงานทำอยู่แล้ว ทำขายตรงเป็นรายได้เสริม แม้กระทั่งกลุ่มที่ตกงาน ยังหางานทำไม่ได้ ช่วงเวลาที่ว่างอยู่ ก็อาจหารายได้ด้วยธุรกิจขายตรง ที่เริ่มด้วยเงินทุนไม่มาก

นี่คือจุดเด่นของธุรกิจขายตรง บริษัทขายตรงแต่ละบริษัทที่ดี ก็จะมีระบบสนับสนุนช่วยนักขายทำงานได้โดยที่ไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ว่าเขาต้องมีความรู้ความเข้าใจ

ธุรกิจขายตรงยุคนี้ เป็นธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องซื้อสินค้าไปตุนทีละมากๆ เพื่อสะสมยอด หรือสต๊อกเอาไว้ ส่วนใหญ่บริษัทขายตรงจะมีสาขาย่อยกระจายอยู่ทั่วไป อำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้า

นักขายซื้อเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าสั่ง นักขายวันนี้ จึงเป็นทั้งนักขายและนักบริหารได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต ที่ต้องเอามาเสี่ยง

นลินี บอกว่า ธุรกิจขายตรง แบ่งเป็น 2 ประเภท ขายตรงชั้นเดียว กับ ขายตรงหลายชั้น

เจ้าตำรับขายตรงชั้นเดียวก็จะมี มิสทิน ยูสตาร์ ให้นักขายไปขายสินค้าโดยตรง ขายสินค้าอย่างเดียว สำหรับขายตรงหลายชั้น จะขายทั้งสินค้าและแนะนำคนมาร่วมทำธุรกิจ

การจะทำให้นักขายขายของได้ระบบขายตรงชั้นเดียว ต้องทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คนซื้อซื้อได้อย่างมั่นใจ บริษัทจำเป็นต้องใช้แรงผลัก กระตุ้นด้วยการโฆษณา ซึ่งอาจจะใช้งบประมาณค่อนข้างสูง

สำหรับขายตรงหลายชั้น ระบบจัดสรรรายได้อาจจะสลับซับซ้อน แต่ผลตอบแทนที่คืนให้กับนักขาย เป็นค่าบริหารจัดการ บริษัทจะตัดจากต้นทุนเปอร์เซ็นต์ที่ไม่ต้องเอาสินค้าไปวางโชว์ในห้าง ร้านค้าปลีก

ค่าบริหารส่วนนี้จะรวมไปถึงการบริหารทีม อบรมให้นักขายทำงาน ดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเม็ดเงินในส่วนนี้จะทำให้ราคาสินค้าขายตรง ไม่ต่างกับราคาสินค้าที่วางในร้านค้า

ราคาสินค้าเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยกลัว คิดว่าถ้าเป็นสินค้าขายตรงต้องมีราคาแพง ที่แถมพ่วงมาด้วยสรรพคุณล้นฟ้าเกินจริง

นลินี ย้ำว่า สินค้าไม่ว่าในระบบขายตรงชั้นเดียว ขายตรงหลายชั้น เทียบราคากับคุณภาพแล้วเป็นเรื่องสำคัญในยุคนี้ หากไม่จำเป็นจริงๆ ดูแล้วไม่คุ้มค่า แพงเกินไปก็คงไม่มีใครซื้อ

ราคาสินค้าขายตรงในบริษัทขายตรงน้ำดี ราคาจะต้องไม่สูงกว่าสินค้าที่วางในห้างร้านที่มีวัตถุดิบ คุณภาพใกล้เคียงกัน

สินค้าขายตรงที่ดี ควรจะมีราคาขายมากกว่าต้นทุนประมาณ 2.5 เท่า

สินค้าแพงเกินไป นักขายเก่ง ถึงจะดันให้ขายได้ แต่คนซื้อจะไม่ซื้อซ้ำ บริษัทขายตรง...นักขายถ้าจะอยู่ได้นานๆ สินค้าต้องมีการซื้อซ้ำ

ชัดเจนในคอนเซปต์เดิม ขายตรงที่ดีจะต้องขายสินค้าได้เรื่อยๆ ขายด้วยตัวของมันเอง นักขายก็จะมีรายได้จากการขายสินค้าจริงๆ ไม่ใช่มีรายได้จากค่าหัว...ล่าสมาชิก

เครือข่ายธุรกิจขายตรงหลายชั้น จริงๆแล้ว นลินี มองว่า เป็นระบบที่เหมาะกับนิสัยคนไทย

คนไทยไม่ชอบขายของ รู้สึกกังวล ถ้าเอากำไรจากเพื่อนๆจะโกรธไหม แต่คนไทยทำงานเป็นทีมได้ มีนิสัยบริหารจัดการได้ ด้วยความเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักเพื่อน

นี่คือ...ที่มาที่ไปที่ทำให้ขายตรงหลายชั้น เติบโตมากในประเทศไทย

ธุรกิจขายตรงจะเป็นตัวช่วยในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะเป็นงานที่ทำร่วมกับงานประจำได้ หากตั้งใจทำงาน จะเป็นรายได้ที่สองของชีวิตที่เป็นรายได้เสริมที่มั่นคง

เศรษฐกิจที่ว่าแย่ๆในปีนี้ บริษัทขายตรงก็มีการปรับแผน ทั้งโลกมีวิกฤติ แต่ในหลายๆประเทศธุรกิจขายตรงช่วยแก้วิกฤติให้คลายลงไปได้

หมายความว่า...ธุรกิจขายตรงช่วยให้คนมีงานทำ มีรายได้ที่ดีขึ้น ก็เกิดการกระตุ้นให้มีกำลังซื้อเกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

ยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี คนจะเข้ามาทำขายตรงมากขึ้น ในมุมหนึ่งบริษัทขายตรงก็รู้ทาง ออกมาไล่ต้อนให้เข้าค่ายของตัวเองมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ปัญหามีว่า ขายตรงในประเทศไทยวันนี้ มีทั้งขายตรงพันธุ์แท้ และขายตรงพันทาง

นลินี บอกว่า สมาคมการขายตรงไทยมีสมาชิก 29 บริษัท เป็นบริษัทไทยครึ่งหนึ่ง บริษัทข้ามชาติครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพันธมิตรกันเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ที่ดี ให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงที่ถูกต้องกับผู้บริโภค

การแยกแยะขายตรงพันธุ์แท้ ขายตรงพันทาง ดูให้ง่ายที่สุด ให้ดู ที่สินค้า บริษัทขายตรงที่ดีจะเน้นการกระจายสินค้า เพราะรายได้หลักมาจากการขายสินค้า

ประสบการณ์แชร์ข้าวสาร ถึงสินค้าจะขายได้ แต่ระบบการตลาดไม่ได้เน้นให้นักขาย...ขายสินค้า แต่เน้นว่า... ถ้าหาคนมาได้กี่คน แล้วต้องซื้อคนละกี่บาท ต้องครบเท่านั้น เท่านี้ตามเงื่อนไขแล้วจะได้เงินก้อนใหญ่ แบบนี้ไม่ใช่ขายตรงน้ำดี

บริษัทขายตรงที่ดี เอาข้าวสารมาขายในระบบขายตรงก็ทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าข้าวสารส่วนต่างกำไรน้อย บริษัทจะทำก็เป็นแค่สินค้าสวัสดิการ ซื้อกินเอง ที่สำคัญราคาก็ไม่ต่างกับร้านค้า ห้างร้านทั่วไป

จุดสำคัญขายตรงพันธุ์แท้ จะไม่มีการบังคับซื้อสินค้า แต่ให้คุณซื้อตามกำลังซื้อ ตามรสนิยม ไม่มีการบอกว่า... ถ้าคุณอยากรวย คุณต้องซื้อกี่บาท แล้วคุณต้องหาคนมากี่คน แล้วซื้อคนละกี่บาท

สินค้าที่ขาย ก็ต้องไม่มีคุณภาพโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง

สรรพคุณเกินจริง เป็นปัญหาที่พูดกันมายาวนานเหมือนเป็นมหากาพย์เรื่องยาว อย่างที่รู้กันดี ยิ่งสรรพคุณดี วิเศษมากเท่าไหร่ สินค้านั้นก็ยิ่งตั้งราคาขายได้สูงลิ่ว

น้ำขวดนึง...ขายขวดละ 2,000-3,000 บาทก็ยังได้ จริงๆแล้วต้นทุนอาจไม่ถึงขวดละ 50 บาทด้วยซ้ำไป แต่บังเอิญว่าน้ำวิเศษขวดนี้รักษาได้ทุกโรค ซึ่งความจริงสรรพคุณที่ว่าก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ

ไล่ยาวไปถึงแผนการตลาด บริษัทไหนจะเป็นพันธุ์แท้? พันทาง? มีจุดเน้นย้ำอยู่ที่แผนการจ่ายผลประโยชน์

บริษัทขายตรงที่ดี จะบอกเลยว่า รายได้ของคุณมาจากการขายสินค้า และดูแลให้คนที่อยู่ในทีมงานของคุณขายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณทำแบบนี้ คุณทำยอดเท่านี้ คุณได้ตำแหน่งเท่านี้ คุณได้ เปอร์เซ็นต์เท่านี้ ถ้าคุณทำไม่ได้ถึงตามนี้ คุณก็ยังมีรายได้ แต่ได้น้อยหน่อยตามผลงาน...

คุณไม่ทำงาน ก็ไม่ได้เงิน ไม่มีการบังคับซื้อ ไม่ได้ให้เงินตามค่าหัว

กลับกัน...ถ้าเป็นแชร์ลูกโซ่ ธุรกิจสีเทา ก็จะเน้นไปที่ผลประโยชน์ คุณต้องหาคนมาซื้อสินค้า สมมติ 2,000 บาท จำนวนกี่คน แล้วคนเหล่านี้ก็ต้องหาคนมาต่อทุกคน และทุกคนก็ต้องเอาเงินมาลง 2,000 บาท

หามาครบ 60 คน 80 คน คุณเอาเงินไปเลย 100,000 บาท หรือ 200,000 บาท แต่ถ้าไม่ครบ คุณก็จะไม่ได้อะไรเลย

ขายตรงพันทาง หรือแชร์ลูกโซ่ ระบบแผนการตลาดเร้าให้คนเร่งหาสมาชิกมาลงทุน เป็นระบบที่ต้องการระดมเงิน ระดมทุนในระยะเวลาสั้นๆ เป็นระบบตลาดที่เร้าเกินไป จนสินค้าไม่มีความหมาย

ขายตรงพันทาง หรือแชร์ลูกโซ่เป็นเช่นนี้ เมื่อรู้กันแล้ว ใครที่หลงเข้าไป...ถ้าคุณไม่ใช่คนโง่ คุณก็ต้องเป็นคนโลภ.