ที่มา thaifreenews
โดย : ป้าพลอย
วันนี้เพื่อนลุงได้เชิญไปบ้านเขาเพื่อทานอาหารค่ำ ก่อนลงมือทานอาหารก็มีการดื่ม
แอลกอฮอล์ประเภทคอนยักติดเครื่องก่อนอาหาร ในระหว่างดื่มก็คุยกันสัพเพเหระไป
หลายเรื่องสุดท้ายเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำก็วกเข้าเรื่องไทยแลนด์แดนสยามของเราหน้า
ตาเฉยนี่ถ้ารู้ว่าเขาเชิญไปพูดเรื่องไทยแลนด์จ้างก็ไม่ไป เฮ้อซวยเป็นบ้าถูกซ้อมมาซะ
หน้าตาฟกช้ำดำเขียวไทยแลนด์หนอไทยแลนด์ไม่ปราณีข้าเลย คำถามแต่ละคำแทบสำลักคอนยักที่ดื่ม ครั้นจะหนีกลับบ้านมันก็เสียมารยาทสู้ทนตอบคำถามอย่างเหน็บชา
หน้าแดงจัดยิ่งกว่าลูกตำแดงไม่ใช่ลูกตำลึงแล้ว จะโกรธเขาก็ไม่ได้เพราะลูกชายเขา
มาเที่ยวประเทศไทยกับแฟนติดอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิถึง 5 วันเอาละคราวนี้ป้า
พลอยหาปีบคลุมหัวไม่ทันซะแล้วต้องนั่งเผชิญหน้าพ่อแม่พร้อมทั้งลูกชายและแฟน
ที่เป็นโจท์ ส่วนป้าเป็นจำเลยต้องตอบคำถามเขาว่าทำไมพวกพันธมิตรจึงทำป่าเถื่อนอย่างนี้สี่ต่อหนึ่งเล่นเอาป้าหืดขึ้นคอ ลูกชายเขาและแฟนได้เล่าอีกว่าตลอดห้าวันที่พันธมิตรยึดสนามบิน ผู้ที่รับผิดชอบสนามบินไม่ได้มาดูแลชาวต่างชาติและคนไทยเลย
ปล่อยให้อยู่อย่างช่วยตัวเองต้องหาที่นอน นอนตามสายพานเช็คอินหรือตามเก้าอี้ที่นั่งแต่ก็ไม่มีที่บางคนต้องเอากระเป๋าเดินทางเป็นที่รองนอนสงสารเด็กๆร้องไห้ระงมจะกลับบ้านส่วนพ่อแม่เด็กก็พลอยร้องไห้ตามลูกเพราะไม่มีใครมาช่วยเรา ทุกคน
ที่ติดอยู่ในสนามบินต่างอ่อนเพลียเพราะขาดอาหาร อีกทั้งพวกการด์พันธมิตรก็ห้ามไม่
ให้ใครออกนอกพื้นที่มันมีอาวุธ เขาบอกเหมือนตกนรกอยู่ในนั้นเพราะพวกพันธมิตร
เหม็นสาบมากๆคงไม่เคยได้อาบน้ำกลิ่นจึงแรงมากเวลามาเข้าใกล้และดูการแต่งตัวก็สกปรกยิ่งการด์พันธมิตรหน้าตาดุทั้งนั้นผิวดำๆแทบทุกคน เขาไม่เข้าใจเลยว่ามาปิดสนามบินทำไมแล้วมันได้อะไรขึ้นมากับการปิดสนามบินสร้างความเสียหายให้
ประเทศแท้ๆ เขายังพาดพิงถึงใครคนหนึ่งที่เขารับรู้ตอนติดอยู่ในสนามบินว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปิดสนามบินและความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือใคร
เขาก็รู้เช่นเรา ป้าจึงถามเขาว่ารู้ได้อย่างไรเขาบอกมีคนไทยติดอยู่ในสนามบินเป็นจำนวนมากได้บอกเขา คนไทยก็ด่าพวกพันธมิตรทุกคนไม่มีใครเห็นดีไปกับพวกนี้
กว่าที่พวกพันธมิตรเขาจะเลิกลา ทำให้ผู้คนที่ติดอยู่ในสนามบินแทบจะเหลือแต่กระดูกเพราะขาดอาหารและน้ำดื่มเขาบอกเข็ดจริงๆไม่อยากมาไทยแล้วกลัวจะเจอแบบนี้อีก เขาบอกว่าเสียดายภาพพจน์ของไทยแลนด์มากคนที่อยูเบื้องหลังม๊อบทำไมจึงคิดสั้นทำลายบ้านเมืองของตัวเองขนาดนี้ไม่น่าเลย คำนี้เล่นเอาป้าพลอยหน้าชาดื่มเหล้าคอน
ยักไม่มีรสชาติเอาเลยแล้วป้าจะตอบคำถามเขาได้อย่างไรเพราะพวกเราไทยแท้ๆก็งงกับ
คำนี้ว่าทำไมจึงทำลายบ้านเมืองตัวเองเพราะอะไร? อาหารมื้อค่ำของป้ามันช่างหมดรสชาติทั้งที่อาหารที่ป้าชอบๆทั้งสิ้นแต่ค่ำนี้ทานไม่ลงจนเจ้าของบ้านถามว่าทำไมทานน้อยจังป้าจึงโกหกไปว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายและทานอาหารไม่ค่อยได้มาหลายวันแล้ว
เป็นเพราะอากาศเปลี่ยนโกหกไปโน่นยายป้าพลอยไม่ให้เขาจับได้ว่าเราเซ็ง กว่าจะกลับ
บ้านได้ พอกลับมาถึงบ้านถอดเสื้อผ้าใส่ชุดอยู่บ้านเปิดคอมฯบรรเลงเปิดอกมานี่แหละแหมมันอัดแน่นแทบจะระเบิดเพราะพันธมิตรตัวแสบป้าต้องถูกคนฝรั่งรุมซ้อม
เสียหน้าแตกหลายตลบ เลวจนคนทั่วโลกขยะแขยงแถมเหม็นสาบอีกด้วยน่าอายจริงแท้
คราวหน้าใครเชิญไปทานข้าวต้องซักไซ้รให้ดีก่อน ถ้าจะถามเกี่ยวกับไทยแลนด์ไม่ไป
แน่ถือว่าเฮงวันตรุษจีนก็แล้วกัน5555
ป้าพลอย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, January 26, 2009
ป้าพลอยถูกฝรั่งซ้อมซะหน้าแตกปากเจ่อเฮงแท้วันตรุษจีน55555
Sunday, January 25, 2009
เพื่อไทยเสนอตั้ง กมธ.ดูกรอบข้อตกลงอาเซียน อ้างเอกสารมาก
ที่มา MCOT News
พรรคเพื่อไทย 25 ม.ค.-ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาวันที่ 26-27 มกราคมนี้ เพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงที่จะใช้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ว่าส.ส.เพิ่งได้รับเอกสาร เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเอกสารมีจำนวนมากกว่า 10,000 หน้า มั่นใจว่าแม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คงไม่ได้อ่านเอกสารทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศ จึงจะเสนอให้ที่ประชุมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากรอบข้อตกลงในแต่ละเรื่อง เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชนต่อไปในอนาคต เพราะเอกสารดังกล่าวถือเป็นเอกสารสำคัญ ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศที่รัฐบาลอาจเร่งรีบและดำเนินการไม่ถูกต้อง.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-01-25 17:26:41
แม้วฟันธงมาร์คทำประเทศเจ๊งแน่
ที่มา Thai E-News
ที่มา DTV
25 มกราคม 2552
ทักษิณประเดิมโฟนอินออกDTVซินเจียยู่อี่ชินนี่ฮวดไช้ เผยจิตใจเข้มแข็งพร้อมต่อสู้แสวงหาความเป็นธรรมให้พบไม่ว่าจะอยู่ในนรกหรือสวรรค์ ห่วงนโยบายประชานิยมของอภิสิทธิ์ทำเหมือนนำไอติมแจก กว่าจะถึงมือชาวบ้านละลายเหลือแต่ไม้ไอติม ลั่นแบบนี้มีแต่เจ๊ง เสียดายยุคแม้วนำไทยออกจากIMFแต่ยุคมาร์คจะกู้อีกแล้ว ส่วนมาร์คออกทีวีดำเนินคดียึดสนามบินเป็นไปตามขั้นตอน ผ่านไป2เดือนคืบหน้าแล้ว70%ขอให้ใจเย็นๆชาตินี้มีข้อสรุป

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในการโฟนอินเข้ารายการ ความจริงวันนี้ นัดพิเศษ ทางสถานีโทรทัศน์DTVนัดแรก โดยสวัสดีปีใหม่ย้อนหลังให้ชาวไทย รวมถึงสวัสดีปีใหม่เป็นภาษาจีน เนื่องในโอกาสวันตรุษจีน โดยขอให้คนไทยทุกคนมีความสุขความเจริญ อดทนผ่านวิกฤต
พร้อมกล่าวว่า ตนเองเหมือนคนร่อนเร่พเนจร รู้สึกเหงาที่พลัดพรากกับครอบครัว แต่มีร่างกายแข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง พร้อมต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมที่ยอมรับไม่ได้ และจะแสวงหาความเป็นธรรมให้พบ ไม่ว่าจะอยู่ในสวรรค์ หรือ นรก อาจต้องทำตามแนวทางของอดีตผู้นำอาฟริกาใต้คือนายเนลสัน แมนเดลา อย่างไรก็ตามยังถือว่าตนโชคดี ที่ได้ฝึกนั่งสมาธิให้จิตว่าง และคิดสิ่งใดได้มากขึ้น และยังโชคดีในการเดินทางไปหลายประเทศ ได้พบคนมากมายและสร้างเครือข่ายในเวทีโลก
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวติดตลกว่า ไม่อยากให้ นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรของรายการเข้าใจผิด ว่ามีกองเชียร์มากขึ้น เพราะวันนี้เป็นวันตรุษจีน ที่คนจีนถือเรื่องโชคลาง และสวมเสื้อสีแดง
ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ยังแนะรัฐบาล ปชป.แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคเอกชน ก่อนที่เศรษฐกิจของประเทศจะทรุดหนักลงไปกว่านี้ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นรุนแรง และน่ากลัวกว่าที่คิด พร้อมระบุด้วยว่า การตั้งคนของ พันธมิตร เป็นที่ปรึกษาทำให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ และ การอนุมัติงบให้ กระทรวงการต่างประเทศเดินสายชี้แจงไม่เกิดประโยชน์ นอกจากจะเปลือง
"ส่วนนโยบายประชานิยมของนายอภิสิทธิ์นั้นเจ๊งแน่ เพราะเป็นเหมือนนำไอติมไปแจกชาวบ้าน พอไปถึงชาวบ้านก็ละลายหมด ต่างกับตอนผมทำจะไปฟังความต้องการของชาวบ้านก่อน ที่เรียกว่าต้องทำงานแบบout side inคือทำงานจากปัญหาความต้องการของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่inside outหรือทำจากที่ตัวเองกำหนด ไม่ได้รู้ปัญหาความต้องการของชาวบ้านแบบที่กำลังทำตอนนี้"พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว พร้อมกับระบุว่าสมัยเขาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นำประเทศออกจากIMF ส่วนตอนนี้เห็นว่ารัฐบาลกำลังจะไปกู้เงินอีกแล้ว
ในวันเดียวกันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ตอนหนึ่ง เมื่อถูกถามว่า ตอนนี้ครบรอบ 2 เดือนเหตุการณ์ยึดสนามบินแล้ว จะดำเนินคดีคืบหน้าไปถึงไหนว่า ตอนนี้คดียึดสนามบินดอนเมืองมีความคิบหน้าไป80% ส่วนคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิคืบหน้าไปแล้ว70% ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ นอกจากนั้นได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาแนวทางป้องกันไม่ให้มีการยึดสนามบินได้ง่ายๆแบบที่ผ่านมา
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
มติชน: "ทักษิณ" เหน็บรบ.ใช้น้ำดับไฟจนไม่มีหุงข้าว ขู่ถ้า "ผมตายปัญหาจะยิ่งยาก" สื่อเทศตีข่าวสะพัด (25 ม.ค. 52 มีคลิปมัลติมีเดีย)
Thai People Voice: ความจริงวันนี้สีแดง-นายกทักษิณโฟนอิน โหลดที่นี่
คลิปวีดีโอ ทักษิณ โฟนอิน ล่าสุด
ที่มา thaifreenews
โดย : tik-tok
ทักษิณ โฟนอิน ช่วงที่ 1
ทักษิณ โฟนอิน ช่วงที่ 2
ทักษิณ โฟนอิน ช่วงที่ 3
ทักษิณ โฟนอิน ช่วงที่ 4
ทักษิณ โฟนอิน ช่วงที่ 5
"แม้ว"เหน็บรัฐบาลระวังใช้น้ำหมดจนไม่เหลือกิน-หุงข้าว ลั่นไม่เลิกสู้ถ้ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม
ที่มา มติชนออนไลน์

"แม้ว" ยก "แมนเดลล่า" เปรียบ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินผ่านทางรายการ "ความจริงวันนี้" นัดพิเศษ ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดี สเตชั่น โดยมีนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ดำเนินรายการ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 มกราคม โดย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สวัสดีพี่น้องประชาชนคนไทย และ "ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้" ต้องขอกราบสวัสดีปีใหม่พี่น้องชาวไทยทุกท่าน เพราะที่ผ่านมายังไม่มีโอกาสสวัสดีปีใหม่พี่น้องคนไทยทุกคนในเดือนมกราคม ขอให้พี่น้องคนไทยอดทน ฝ่าฟันวิกฤตไปให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก ก่อน 7 วันในช่วงเทศกาลตรุษจีนบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา แต่หลังจากตรุษจีนไปแล้วจะเห็นคนจีนใส่เสื้อแดงเยอะ คุณวีระก็อย่าไปคิดว่าเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มเสื้อแดงทั้งหมด เพราะสีแดงที่คนจีนใส่เป็นสีแห่งการนำโชคลาภ
จากนั้น นายวีระได้ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ในต่างประเทศให้ประชาชนคนไทยว่าเป็นอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ตอนนี้เหมือนคนร่อนเร่พเนจร แต่ไม่เหมือนตอนทัวร์นกขมิ้น เพราะตอนนั้นเป็นนายกฯที่มีความสุขได้ช่วยเหลือประชาชน แต่วันนี้ได้เดินทางไปพบปะเครือข่ายบนเวทีโลกแต่ก็เหงา เพราะไม่ได้อยู่กับครอบครัวและลูกๆ แต่นานๆ ลูกก็จะมาเยี่ยม ส่วนร่างกายพอแข็งแรงอยู่ จิตใจก็ยังเข้มแข็ง และพร้อมที่จะต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม เพราะผมถือว่าการต่อสู้ทางอุดมการณ์เป็นสิ่งที่สูงสุด แต่สิ่งที่มากกว่านั้น คือ การต่อสู้ทางอุดมการณ์แล้วไม่ได้รับความยุติธรรม ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเพิ่งเดินทางไปที่เซาท์แอฟริกา ซึ่งเป็นเมืองที่นับถือเนลสัน แมนเดลล่า เป็นรัฐบุรุษ เป็นนักต่อสู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกจำคุก 40 ปี เมื่อออกจากคุกก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี
ส่งคนมาฆ่าความวุ่นวายยิ่งลาม
เมื่อถามว่า ชาวบ้านเป็นห่วงได้ยินว่าไม่มีเงิน ชาวบ้านบอกจะรวบรวมส่งเงินและส่งไปให้ใช้จ่าย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า อยากจะร้องไห้ เป็นน้ำใจต้องขอบคุณที่ยังนึกถึง ต้องกราบขอบพระคุณ แต่ยังช่วยตัวเองได้ ยังพอทำมาหากิน พอดีมีเพื่อนที่มีเงินพอที่จะหยิบยืมได้
เมื่อถามว่า มีคนบอกว่าวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณหยุด ปัญหาก็จบ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ต้องการความเป็นธรรมให้กับตนเอง ครอบครัวและประชาชน ต้องบอกว่าตนไม่ใช่ปัญหา การที่ชนะการเลือกตั้งนั่นคือปัญหา เพราะเขาไล่ให้เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนข้างตลอด ฉะนั้นถ้าอยากให้ทุกอย่างยุติต้องคืนความเป็นธรรมและหันหน้าเข้าหากัน และปฏิบัติตามกติกา
"ถ้าผมตายตอนนี้ คนที่จะมาต่อสู้เรื่องความเป็นธรรมก็ไม่หยุด อย่าไปคิดว่าผมตายแล้วจะมีการหยุด อย่าไปคิดว่าส่งคนมาฆ่าผมในต่างประเทศ ฆ่าผมตายแล้ว ความวุ่นวายจะหยุด ไม่มีหรอก ยิ่งผมตายยิ่งมีความวุ่นวายมากขึ้น" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว และว่า สักวันหนึ่งถ้าตนใช้กรรมที่เกิดขึ้นจากชาติที่แล้วหมดทุกอย่างคงจะดีขึ้น จะพยายามทำกรรมดีและคิดถึงสิ่งที่ดีงามในประเทศ พยายามและจะศึกษาทุกอย่างในโลกนี้ เพื่อเป็นแนวทางเพื่อส่งไปแก้ปัญหาของประชาชน
เตือนอย่าลืมเหลือน้ำกิน-หุงข้าว
เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดนี้ให้นโยบายว่า เวลานี้ไฟกำลังไหม้บ้าน เพราะฉะนั้นไม่ต้องเสียดายน้ำให้สาดเข้าไป พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า "อย่าสาดน้ำเพื่อดับไฟจนไม่มีน้ำจะกิน จะหุงข้าว สุดท้ายก็จะตายหมด วันนี้อยากให้ภาครัฐและภาคประชาชน จับมือกันไว้ให้แน่นและประคองกันเดิน และคุยกันว่าเดือดร้อนเรื่องอะไร และอยากจะให้รัฐช่วยอะไร ไม่ใช่เป็นลักษณะนั่งอยู่บนหอคอยคิดแล้วตกลงไป เชื่อว่ากลางปีนี้ประชาชนจะตกงานอีกจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ประชาชนต้องคุยกับธนาคาร เพราะตอนนี้เกิดภาวะเศรษฐกิจทางการเงินของโลก ต้องมีการบริหารการเงินให้ดี รัฐมนตรีคลัง เป็นผู้ที่รู้เรื่องการเงิน ต้องบริหารการเงินให้ดี และต้องมาดูว่าจะแก้ปัญหาการเงินอย่างไร ธนาคารของรัฐต้องนำร่องให้ดี
"ประเทศไทยวันนี้ เข้าใจว่าการทำประชานิยมแล้วจะทำให้ประชานิยมให้เหนือกว่าการแข่งขันทางการเมือง อย่างนี้ประเทศเจ๊ง การเมืองดูเหมือนจะได้แต่ไม่ได้ เพราะสิ่งที่ทำไม่เกิดผลระยะยาวและยั่งยืน" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว "สาทิตย์"ไม่ให้น้ำหนัก"แม้ว"
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบต่อรายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ หรือต่อการทำงานของรัฐบาล เท่าที่ได้ฟังยังเป็นเนื้อหาเดิมๆ คือโจมตีรัฐบาลและสถาบันต่างๆ เข้าใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องการเกาะกระแส เป็นเรื่องของแต่ละหน่วยงานที่ถูกพาดพิงจะไปดูว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
"ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการพูดที่เป็นกลยุทธ์หนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะใช้สื่อเป็นช่องทางในการโจมตีรัฐบาล แต่เราไม่คิดว่าเป็นปัญหาเลย แต่ก็ขอให้ได้มีจิตสำนึกความรับผิดชอบด้วย ถ้ารักชาติจริงก็ขอให้ปรับเปลี่ยนท่าทีที่เหมาะสมด้วย" นายสาทิตย์กล่าว
"ตีนตบ"ไล่"มาร์ค"หาเสียงหน้าเจื่อน
ที่มา เดลินิวส์
ทบ.แหยง"หมวดเจี๊ยบ"!ไม่กล้าฟันอ้างรอเอกสาร
“ตีบตบ” สำแดงฤทธิ์ ทำ “มาร์ค” หน้าเจื่อน ขณะช่วยลูกพรรคหาเสียงที่เมืองนนท์ แถมวิน จยย.ยังตะโกนไล่ ส่วนสามล้อถีบแสบสุดขี่รถติดป้ายประจาน “ยึดทำเนียบไม่ผิด ปาไข่ผิด” รอบรถนายกฯ “นายกฯหน้าหล่อ” ชี้เป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายก็ไม่มีปัญหา ขณะที่ “ดีทีวี” ทดลองออกอากาศรอรับโฟนอิน “นายใหญ่” พร้อมเปิดตัว “กลุ่มชักธงรบ” ตัวแทนเสื้อแดงภาคอีสาน ด้าน ทบ.ไม่กล้าฟัน “หมวดเจี๊ยบ” อ้างต้องรอเอกสารเพิ่มเติม ด้าน “ผู้หมวดคนสวย” โต้สัมพันธ์แนบแน่น “บิ๊กทหาร” พร้อมเปิดฝันอยากเอาชีวิต “ทักษิณ” ไปสร้างหนัง ฝ่ายรัฐบาลหงอไม่กล้าตุกติกฝ่ายค้าน กลัวเจอไม้ตายเสนอนับองค์ประชุม “ประธานวิปรัฐบาล” ไม่ห่วง “กษิต” เจอรุมถล่มในการประชุมพิจารณากรอบความร่วมมืออาเซียนสัปดาห์หน้า โบ๊ยให้เจ้าตัวแก้ต่างเอาเองไม่ตั้งองครักษ์มาช่วย ด้าน “ปลาไหล” ยุคขัดตามทัพได้หัวหน้าใหม่พร้อมลด กก.บห.เหลือแค่ 9 ชีวิต “ชุมพล” รับผวากฎหมายใหม่สยองเกินพิกัด
สภาล่มขอให้เป็นบทเรียน
เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการผลักดันกฎหมายสำคัญ ๆ ที่หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลอาจมีพลังไม่พอ เพราะแค่กฎหมายผู้สูงอายุยังไม่ผ่าน เนื่องจาก ส.ส.ไม่ครบองค์ประชุมทำให้การประชุมสภาล่มว่า เรื่องกฎหมายผู้สูงอายุยืนยันว่ายังเดินหน้าต่อไปได้ ในวันที่ 25 ม.ค.จะมีการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และพบปะกับพรรคร่วมรัฐบาล ตนจะได้ย้ำอีกครั้งว่าจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งในการผลักดันเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญ ๆ และจะขอความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งทางการเมือง และผลักดันนโยบายรัฐบาลให้เดินหน้า
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงมาตรการป้องกันสภาล่มว่า วิปรัฐบาลคงต้องประสานงานกันเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาก็ขอให้เป็นบทเรียน แต่ก็ไม่ทราบว่าสภาล่มจะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ต่อไปการประชุมสภาจะร้อนแรงหรือไม่ก็อยู่ที่รัฐบาล เพราะฝ่ายค้านเขาก็ต้องรุกหนักอยู่แล้ว อย่างนางสาวรังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ คงยังนึกว่าเป็นฝ่ายค้านอยู่ เชื่อว่าต่อไปคงจะอารมณ์เย็นขึ้น และส.ส.รัฐบาลต้องรู้หน้าที่
เตือนเกิดบ่อยภาพไม่สวย
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาด ไทย กล่าวถึงกรณีสภาล่มเพราะ ส.ส.ไม่ครบองค์ประชุมว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยได้ประชุมกันแล้วว่า ให้ ส.ส.ในพรรค 1 คน ต้องดูแล ส.ส. 7 คน เพื่อติดต่อประสานงานให้เข้าประชุมสภา แต่สุดท้ายก็อยู่ที่การทำหน้าที่ ส.ส.แต่ละคน ก็ได้แต่ขอให้เข้าประชุมกันให้ครบ แต่ก็ไม่มีบทลงโทษอะไรหาก ส.ส.ไม่เข้าประชุม ต่อไปเชื่อว่าองค์ประชุมของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะดีขึ้น เพราะมีบทเรียนว่าฝ่ายค้านจะใช้วิธีนับองค์ประชุมทุกสัปดาห์
“ถ้าเกิดบรรยากาศนับองค์ประชุมเช่นนี้บ่อย ๆ จะเกิดภาพที่ไม่ดี ถ้า ส.ส.ไม่รับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ ก็จะมีผลถึงการเสนอกฎหมายของรัฐบาลแต่ละฉบับ เช่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สามารถนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุได้” นายบุญจงกล่าว
ใช้มาตรการสังคมควบคุม
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการแก้ปัญหาเรื่ององค์ประชุมในการประชุมสภาว่า ในการประชุมวิปรัฐบาลมีคนเสนอว่า น่าจะใช้มาตรการด้านสังคมควบคุม ส.ส. ให้เข้าประชุมสภาด้วย โดยให้มีการเผยแพร่สโล แกนว่า “พุธ-พฤหัสฯ ถ้า ส.ส.อยู่ในพื้นที่เท่ากับหนีประชุมสภา” ซึ่งที่ประชุมต่างเห็นด้วยกับแนวทางนี้ และจะมีการเผยแพร่สโลแกนนี้ต่อไป เพื่อให้ประชาชนช่วยกดดัน ส.ส.อีกทางหนึ่ง
ประธานวิปรัฐบาลยังกล่าวถึงแนวทาง การตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ที่อาจถูกฝ่ายค้านรุมโจมตีกลางสภา ในการประชุมเพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียนซัมมิท ระหว่างวันที่ 26-27 ม.ค.ว่า จะไม่มีการตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกษิต เป็นเรื่องที่นายกษิตต้องชี้แจงเอง แต่หากมีการพูดนอกประเด็นหรือพาดพิงเรื่องส่วนตัว ก็อยู่ที่ประธานในที่ประชุมจะควบคุม
มิติใหม่ไม่ตอบโต้ฝ่ายค้าน
“รัฐบาลจะไม่มีการตั้งองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี เพราะเราจะทำให้สภาเป็นมิติใหม่ด้วยการที่ฝ่ายรัฐบาลจะต้องอดทน ถ้ามีการตอบโต้ในเรื่องหยุมหยิมอาจนำสู่การเสนอให้นับองค์ประชุม ทำให้เสียเวลาการประชุมได้ ผมไม่ห่วงนายกษิต เพราะมั่นใจว่าจะชี้แจงได้” ประธานวิปรัฐบาลกล่าว
นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ วิปรัฐบาล กล่าวว่า ในการประชุมรัฐสภาสัปดาห์หน้า ขอเรียกร้อง ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลใช้เวลาการประชุมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ถ้าจะมีการหารือนอกประเด็นก่อให้เกิดความขัดแย้งขอให้หารือรอบนอก เพราะการประชุมครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์และวิทยุ หาก ส.ส.ยังขัดแย้งกันจะทำให้ชาวบ้านเอือมระอาและเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง โดยเฉพาะองครักษ์พิทักษ์นาย ขอให้ยุติการสอพลอไปก่อนเพราะเวลาประชุมเกี่ยวกับประโยชน์ของชาติมีเวลาจำกัดจึงต้องใช้เวทีสภาอย่างสร้างสรรค์
“ปลาไหล”ลด กก.บห.
อีกด้านหนึ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนา มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีเป็นครั้งแรก มีแกนนำ ส.ส.และสมาชิกพรรคเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง และมีอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย ซึ่งที่ประชุมใหญ่สามัญฯได้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ คือ นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าพรรค นายปรีชา จั่นเพชร เป็นเลขาธิการพรรค นายกฤต รัตนคามินี เป็นรองหัวหน้าพรรค นายถาวร จำปาเงิน เป็นรองเลขาธิการ นายอรรฆชัย ตระการศาสตร์ เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค นางพวงรัตน์ ชัยบุตร เป็นเหรัญญิกพรรค นายวัชระ กรรณิการ์ เป็นโฆษกพรรค นายประสาร เรืองสุขอุดม เป็นกรรมการบริหารพรรค และนายสุรชัย ทิณเกิด เป็นกรรมการบริหารพรรค โดยทางพรรคได้มีการปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคเหลือเพียง 9 คนเท่านั้น
นายชุมพลให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ภารกิจของกรรมการบริหารพรรคคือ ภายใน 3 เดือนนี้จะต้องเร่งหาสมาชิกพรรคให้ครบและขยายสาขาพรรคอีก 4 สาขา หลังจากนั้นจึงจะมีการประชุมใหญ่อีกครั้ง นอกจากนี้ยังจะกำชับ ส.ส.ใหม่ให้เข้มแข็งในการทำหน้าที่ ขณะนี้พรรคมี ส.ส.ทั้งหมด 24 คน รวมทั้งนายอารยะ ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้ย้ายมาสังกัดแล้ว
โยนเผือกร้อนแก้ รธน.ให้“ชวน”
เมื่อถามว่า เหตุใด ส.ส.พรรคจึงเลี่ยงไม่นั่งเป็นกรรมการบริหารพรรค นายชุมพลกล่าวว่า กฎหมายมันแรงเหลือเกินจึงไม่มีใครอยาก เป็น เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านางสาวปาริชาติ ศิลปอาชา บุตรสาวของนายบรรหาร จะมาดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค นายชุมพลกล่าวว่า ต่อไปอาจจะลง ส.ส.แล้วถ้าหากไปเป็นกรรมการบริหารพรรคแล้วแจ๊กพอตก็จะไม่เหลือศิลปอาชาเลย
เมื่อถามถึงการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชุมพลกล่าวว่า ระบบพรรคการเมืองตอนนี้ไม่พัฒนาเพราะกฎกติกาตึงไป ทำให้พรรคการเมืองเดินหน้าไม่ได้ตามเจตนารมณ์ของหลักรัฐศาสตร์ พรรคการเมืองเป็นนามธรรม ไม่ใช่ยุบไปก็ไปตั้งใหม่ อย่างนี้ผิดหลักรัฐศาสตร์ อย่างพรรคประชาธิปัตย์มีอายุ 65 ปี หากไปทำพลาดนิดเดียวก็ถูกยุบมันก็แย่ การแก้รัฐธรรมนูญคงต้องให้ตกผลึกจากทุกฝ่ายก่อน และสังคมต้องเห็นชอบด้วย รวมทั้งคนที่มีต้นทุนทางสังคมชูขึ้นมา อย่างนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้
“มาร์ค”เจื่อน“ตีนตบ”จองเวร
วันเดียวกันที่ตลาดบางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อเวลา 07.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปช่วยลูกพรรคหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 นนทบุรี ซึ่งจะมีขึ้นวันอาทิตย์ที่ 25 ม.ค. โดยมีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดกว่า 100 นาย มีบรรดาพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนให้ความสนใจและขอถ่ายรูปเป็นอย่างมาก แต่ปรากฏว่าระหว่างที่นายอภิสิทธิ์เดินหาเสียงอยู่กลางตลาดนั้น ได้มีหญิงวัยกลางคนสวมเสื้อแดงที่ได้มาจับจ่ายซื้อของในตลาด ยืนตะโกนด่านายอภิสิทธิ์ว่า “เป็นนายกฯหนีทหาร เป็นนายกฯที่มีปัญหา แล้วยังจะมาเป็นอยู่อีกได้อย่างไร เดี๋ยวจะเอาไข่ปา” ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงกันตัวเอาไว้เพื่อไม่ให้เดินเข้ามาใกล้ตัวนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นรถปราศรัย ก็ได้มีรถสามล้อคันหนึ่งมีป้ายข้อความติดไว้รอบรถว่า “ยึดทำเนียบฯไม่ผิด ปาไข่ผิด เก่งจริงอย่าลอกนโยบายซิ” มาขับวนเวียนไปมารอบรถของนายกฯ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร และเมื่อนายอภิสิทธิ์มาถึงตลาดท่าน้ำปากเกร็ด ปรากฏว่ามีแม่ค้ารายหนึ่งสวมเสื้อลายสีแดงนำ “ตีนตบ” ขึ้นมาเขย่ารัวในขณะที่นายกฯเดินหาเสียงผ่านหน้าร้าน พร้อมกับตะโกนขับไล่เสียงดังว่า “ไปเลย ๆ” ทำให้นายอภิสิทธิ์ยิ้มเจื่อน ๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้างสวมเสื้อกั๊กสีแดงเกือบ 20 คันได้รวมตัวกันส่งเสียงโห่ร้องแสดงความไม่พอใจ บางคันก็บีบแตรไล่ดังสนั่น
รับได้ถูกด่าเป็นเรื่องธรรมดา
หลังเสร็จสิ้นการช่วยหาเสียงนายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้สัมภาษณ์นิตยสาร FORBE โดยนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีประชาชนกลุ่มเสื้อแดงบางคนตะโกนด่าว่า เป็นเรื่องธรรมดา ใครแสดงความคิดเห็นหรือต่อว่าเราต้องยอมรับ เพราะนี่คือสังคมประชาธิปไตย และบรรยากาศการเมืองขณะนี้จะหวังให้ราบรื่น 100% คงเป็นไปไม่ได้ แต่แนวโน้มจะดีขึ้นตามลำดับ ตนเคยบอกแล้วว่าคนที่คิดไม่เหมือนตนมีเวทีแสดงออกได้ แต่ต้องเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย
ส่วนกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข และแกนนำกลุ่มเสื้อแดงไปยื่นหนังสือต่อสถานทูต 9 ประเทศ เพื่อคัดค้านการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนั้น นายกฯ กล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีปัญหา ผู้นำทุกประเทศเข้าใจว่าเราเป็นสังคมประชา ธิปไตย หากจะมีกลุ่มคนหรือฝ่ายค้านไปแสดงความคิดเห็นก็สามารถทำได้ ตนเชื่อว่าไม่กระทบต่อการประชุมครั้งนี้ เพราะผู้นำทุกประเทศได้ตอบรับมาประชุมแล้ว
ไม่หนักใจ“ทักษิณ”โฟนอิน
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงพยายามประสานนำทุนจากต่างประเทศเข้ามาใช้เคลื่อนไหวภายในประเทศ นายกฯตอบว่า หากเป็นการนำทุนจากต่างประเทศมาดำเนินในเรื่องกิจการภายในคงไม่เหมาะ แต่ตนคิดว่าไม่เป็นอย่างนั้น เข้าใจว่าในแง่ของพรรคอาจจะมีการจัดงานระดม ทุนไปตามปกติซึ่งทำได้ เมื่อถามว่าองค์กรต่าง ประเทศที่จะสนับสนุนนั้นเป็นองค์กรด้านส่งเสริมประชาธิปไตย โดยกลุ่มดังกล่าวพยายามชี้ให้องค์กรเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้มาจากระบอบประชา ธิปไตย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มาตามระบอบประชาธิปไตย เพราะเสียงข้างมากของสภาสนับสนุนมาทุกประเทศเขาเข้าใจ
ต่อข้อถามว่าหนักใจต่อกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะโฟนอินเข้ามาทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวีวันที่ 25 ม.ค.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ราคาต่อเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “สื่อพูดเองนะ ผมไม่ได้พูด”
เปิดตัวกลุ่ม“ชักธงรบ”อีสาน
อีกด้านหนึ่งที่ห้องส่งชั้น 5 ห้างสรรพสินค้า อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดี สเตชั่น ได้เปิดการออกอากาศผ่านเว็บไซต์ www.dstation.tv เป็นวันแรก เพื่อเป็นการทดสอบก่อนการถ่ายทอดสด การโฟนอินสดของ พ.ต.ท.ทักษิณในวันที่ 25 ม.ค. โดยวันนี้เป็นการเปิดตัวรายการ “แดงทั้งแผ่นดิน” เป็นการนำตัวแทนคนเสื้อแดงจากจังหวัดต่าง ๆ มาออกรายการสดครั้งแรกเช่นกัน มีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งในการออกอากาศครั้งแรกเป็นการเปิดตัวกลุ่มชักธงรบ ตัวแทนคนเสื้อแดงจาก จ.อุบลราชธานี ที่เคลื่อน ไหวต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน
ระดมทุนเสื้อแดงเมืองนอก
นายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ภายหลังการออกรายการแดงทั้งแผ่นดิน ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ นายกฯระบุว่าการระดมเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาระหว่างตัวแทนกลุ่มคนเสื้อแดงกับองค์กรเพื่อประชาธิปไตยในระดับนานาชาติหลายองค์กรเพื่อขอความสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศไทย ซึ่งเรายังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อของแต่ละองค์กรได้ เพราะหากการเจรจายังไม่สำเร็จแล้วเราไปเปิดเผยชื่อขององค์กรเหล่านั้นจะเป็นการอ้างชื่อเพื่อผลทางการเมือง แต่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนั้นอยู่บนหลักประชาธิปไตย จึงสามารถตรวจสอบได้ทุกอย่าง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็บอกเองว่ามีกฎหมายสำหรับการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินได้ เราก็พร้อมที่จะให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่
นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า นอกจากการระดมทุนจากองค์กรระดับนานาชาติแล้ว เรายังได้จัดตั้งกลุ่มคนเสื้อแดงในต่างประเทศหลายประเทศ เช่น กลุ่มพลังไทย ยูเอสเอ กลุ่มเสื้อแดงนิวยอร์ก และเมลเบิร์น ที่พร้อมจะจัดกิจกรรมระดมทุนมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศไทย โดยดี สเตชั่น จะทยอยนำกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงในต่างประเทศมาร่วมออกรายการแดงทั้งแผ่นดินด้วย
กองทัพยันไม่ขวางโฟนอิน
ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณวิพากษ์วิจารณ์กองทัพว่า ช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลผ่านสื่อต่างประเทศว่า ท่านจะพูดอะไรก็สุดแล้วแต่ท่าน เพราะเป็นสิทธิ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของประชาชนว่าจะมองอย่างไร ที่ผ่านมากองทัพได้ชี้แจงตลอดว่า การที่นักการเมืองเข้ามาปรึกษากับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ท่านบอกเพียงแค่ว่าอยากจะ ทำอะไรก็ทำ แต่ขอให้คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ยืนยันว่าทหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล หากใครจะคิดเห็นเป็นอย่างอื่นก็สุดแล้วแต่จะคิด
เมื่อถามว่า จะมีการสกัดกั้นการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณในวันที่ 25 ม.ค.หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า การโฟนอินเป็นสิทธิของท่าน กองทัพจะไม่ติดตามหรือขัดขวาง เพราะไม่ทราบว่าจะทำไปเพราะอะไร ที่ผ่านมากองทัพก็ไม่เคยสกัดกั้นการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ
สอบ“หมวดเจี๊ยบ”ตามระเบียบ
โฆษกกองทัพบกยังกล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการพิจารณาร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ นายทหารประจำสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ที่ขออนุญาตไปดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวีว่า ร.ท.หญิงสุณิสา ได้เข้ามาเขียนรายงานชี้แจงต่อ พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการกองทัพบกแล้ว แต่เอกสารยังไม่ครบถ้วน เพราะยังขาดรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบรายการ ลักษณะการดำเนินรายการ เนื้อหารายการ จึงไม่สามารถดำเนินการพิจารณาได้ต้องรอเอกสารเพิ่มเติมซึ่งทางกองทัพจะนำมาพิจารณาโดยเร็ว หากไม่ขัดระเบียบก็สามารถทำได้ หากขัดระเบียบก็ทำไม่ได้
“การพิจารณาครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมือง หรือเกี่ยวกับว่า ร.ท.หญิงสุณิสา จะไปร่วมรายการทางสถานีโทรทัศน์ช่องใด และไม่ได้เลือกปฏิบัติว่า จะเป็นการกระทำในรัฐบาลชุดไหน เพราะไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตามทหารก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เราพิจารณาตามกฎเกณฑ์ยึดข้อระเบียบเป็นหลัก เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานของทหารในกองทัพต่อไป” โฆษกกองทัพบกกล่าว
ปล่อยข่าวลือสัมพันธ์บิ๊กทหาร
ขณะที่ ร.ท.หญิงสุณิสาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ลับ ลวง พราง ผ่านสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 100.5 ถึงความคืบหน้ากรณีที่ทำรายงานขออนุญาตกองทัพไปร่วมดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวีว่า ตราบใดที่ผู้บังคับบัญชา ยังไม่ได้ให้คำตอบลงมา คงไม่ดีที่เราจะไปคาดเดาก่อนว่า ท่านจะพิจารณาอย่างไร คงต้องให้เกียรติท่านในการพิจารณา และตราบใดที่ไม่มีคำสั่งลงมา ตนคงไปทำรายการไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนต้องเคารพคำสั่งตามลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจน และไม่ได้หนักใจกับกระแสข่าวความสัมพันธ์กับบิ๊กทหารในกองทัพ เพราะข่าวลือดังกล่าวไม่ใช่ความจริงและไม่เคยเกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ ซึ่งตนรู้สึกสงสัยว่า เกิดการเชื่อมโยงขึ้นได้อย่างไร อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า ไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับผู้บังคับบัญชา หรือบิ๊กทหารคนใด
ฝันสร้างหนังชีวิต “ทักษิณ”
“หลังจากที่เขียนหนังสือ “ทักษิณ Where are you ?” ทำให้ไม่สบายใจ อึดอัด จึงตัดสินใจยื่นใบลาออก แต่ผู้บังคับบัญชาไม่สามารถอนุมัติใบลาออกได้ตามระเบียบ เมื่อเวลาล่วงเลยไป ความกดดันต่าง ๆ เริ่มหายไปเลย ทำให้ต้องยกเลิกใบลาออกไปโดยปริยาย” หมวด เจี๊ยบกล่าว
ร.ท.หญิงสุณิสายังกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ตนคิดที่จะไปเรียนต่อเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในสาขาภาพยนตร์ หากทางสหรัฐตอบรับกลับมา และมีโอกาสได้ทำภาพยนตร์สักเรื่องจะเลือกทำภาพยนตร์การเมืองเกี่ยวกับชีวิตการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง ภาพยนตร์ดังกล่าวจะให้ความรู้และแง่คิดกับสังคม คิดว่าหากทำออกมาจริงคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในการแสดงออก ส่วนโครงสร้างเนื้อหาของเรื่องนั้นยังไม่สามารถบอกได้ เพราะยังไม่ได้รับการตอบรับจากทางอเมริกา
เสื้อแดงร้อยเอ็ดฮือต้าน พธม.
ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวของการจัดเวที “ร้อยเอ็ดภิวัฒน์” ของกลุ่มพันธมิตรฯร้อยเอ็ด ซึ่งจัดขึ้นที่หน้าบึงพลาญชัย อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เบื้องต้น พ.ต.อ.ณรงค์วิทย์ พ่วงเภตรา รอง ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ได้นำแผงเหล็กมาวางแนวป้องกันรอบ ๆ สถานที่จัดเวที เพื่อป้องกันการปะทะและเผชิญหน้าเนื่องจากฝ่ายเสื้อแดงยืนยันจะมีการเคลื่อนตัวมาชุมนุมปิดล้อมเวที ไม่ยอมให้ฝ่ายเสื้อเหลืองจัดกิจกรรมใด ๆ ในพื้นที่โดยเด็ดขาด จึงต้องระดมกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชน 5 กองร้อย กว่า 700 คน พร้อมโล่มาเตรียมป้องกันเหตุ
กระทั่งเวลา 15.00 น. กลุ่มเสื้อแดงเกือบ 2 พันคนได้มาฮือปิดล้อมสถานที่จัดงานแล้วแหวกวงล้อมตำรวจเข้าไปยึดบริเวณหน้าเวที ท่ามกลางบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งนี้ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ก็เพิ่งมีเหตุพ่อค้าขายเสื้อในตลาดโต้รุ่งร้อยเอ็ด มีปัญหาโต้แย้งกับพ่อค้าขายลูกชิ้น เกี่ยวกับเรื่องระหว่างเสื้อเหลือง-เสื้อแดง สุดท้ายถึงขั้นมีการลงไม้ลงมือจนได้รับบาดเจ็บต้องเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอีกฝ่าย
“เสี่ยจิ้น”เล็งคนมานั่งระดับ 10
ส่วนการเมืองอื่นนายชวรัตน์ รมว. มหาดไทย ปฏิเสธถึงกระแสข่าวที่จะมีการเสนอ ครม.พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในการประชุม ครม.ในวันที่ 27 ม.ค.ว่า ไม่มีเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเข้าสู่ที่ประชุมในวันดังกล่าว การโยกย้ายยืนยันว่าเป็นไปตามความเหมาะสม ไม่ใช่การรังแกข้าราชการประจำ ส่วนตำแหน่ง ระดับ 10 ที่ว่างก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคนมีความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานแจกผ้าห่มช่วยผู้ประสบภัยหนาวที่ จ.นครราชสีมา ของคณะ รมว.มหาดไทย นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ได้มาร่วมรับประทานอาหารด้วย เมื่อผู้สื่อข่าวเห็นและจะเข้าไปถ่ายภาพนายเนวินได้ลุกหนีไปเข้าห้องน้ำ อย่างไรก็ตามภายหลังได้ให้สัมภาษณ์โดยปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย
“ตือ”เห็นด้วยเก็บภาษีที่ดิน
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาด ไทย กล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยว่า เป็นเรื่องปกติและต้องย้ายตามเวลาที่เหมาะสม เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าการโยกย้ายครั้งนี้เพื่อล้างบางขั้วอำนาจ เก่า นายบุญจงกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ถ้าใครทำงานสนองนโยบายรัฐบาลไม่ได้ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้การทำงานดีขึ้น และในการประชุม ครม.วันที่ 27 ม.ค. ยังไม่มีวาระการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยเข้า ครม.
ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต รมว.เกษตรฯให้สัมภาษณ์สนับสนุนรัฐบาลในการเก็บภาษีที่ดินว่า ตนเห็นด้วยและพยายามผลักดันเรื่องนี้มาตลอด โดยเฉพาะกรณีที่มีต่างชาติเข้ามารุกพื้นที่เกษตรเพื่อหาแหล่งพลังงานทดแทน หากมีการเก็บภาษีที่ดินก็ควรตรวจสอบว่า พื้นที่ไหนที่เป็นพื้นที่ใช้สำหรับทำการเกษตรก็ไม่ควรเก็บภาษีเพิ่ม แต่หากทำเพื่อธุรกิจจะต้องเก็บเพิ่ม ซึ่งวิธีการหรือหลักเกณฑ์จะต้องรัดกุม อย่าให้กระทบต่อเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินแค่ 5 ไร่ 10 ไร่แล้วไปปกป้องรายใหญ่ ๆ
เชื่อไม่กล้าเอาเรื่อง ส.ป.ก.มาเล่น
เมื่อถามถึงการที่รัฐบาลจะแจก ส.ป.ก. 4-01 ให้กับเกษตรกรยากจน ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีนักการเมืองหรือนายทุนได้รับประโยชน์ด้วย นายสมศักดิ์กล่าวว่า หลังจากที่มีปัญหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่อง ส.ป.ก. ก็ได้มีการแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์อย่างละเอียดรอบคอบ ทำให้ระยะหลังไม่มีปัญหา
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องที่มีนักการเมืองได้รับแจก ส.ป.ก. ในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน อดีต รมว.เกษตรฯกล่าวว่า ต้องดูว่าเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลไหน เพราะในช่วงที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลก็มีการแจก ส.ป.ก. ตนคิดว่าฝ่ายค้านไม่กล้าเอาเรื่องนี้มาเป็นอาวุธ เพราะอาจจะเป็นหอกกลับมาทิ่มตัวเอง แบบดาบนั้นอาจคืนสนองได้
อาทิตย์หน้า กกต.สอบหลายเรื่อง
นายปกครอง สุนทรสิทธิ์ รองเลขาธิ การ กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการประชุมใหญ่พรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า ยังสรุปไม่ได้ว่าการประชุมครั้งที่แล้วของพรรคเพื่อแผ่นดินถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตามเราจะเชิญทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องรวมทั้งพยานมาให้ถ้อยคำอีกครั้ง คาดว่าสัปดาห์หน้าจะเริ่มสอบได้
รายงานข่าวจาก กกต. แจ้งถึงการสอบ ข้อเท็จจริงกรณีที่ร้องเรียนนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับนายอภิสิทธิ์ว่า ถ้าไม่มีอะไรคลาดเคลื่อนน่าจะสรุปเสนอได้ประมาณวันที่ 10 ก.พ.
นายกฯร่วมงานฉลองลูกบิ๊กช่อง3
ค่ำวันเดียวกันที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ไปเป็นประธานฉลองงานมงคลสมรสของ น.ส.อุราภา บุตรสาวนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ แกนนำกลุ่มพญานาค พรรคเพื่อแผ่นดิน กับนายวรวรรธน์ บุตรชายนายประวิทย์และนางอรัญญา มาลีนนท์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักการเมือง นักธุรกิจ ดารา มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ฯลฯ สำหรับของชำร่วยเป็นธนบัตรใบละ 1 บาท และ 10 บาท
ลั่นขัดขวางพธม.ทุกวิถีทาง
ผู้สื่อข่าวจ.ร้อยเอ็ด รายงานเพิ่มเติมว่า กระทั่งเวลา 19.30 น. นายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.พรรพลังประชาชน (พปช.) แกนนำกลุ่มเสื้อแดงรักประชาธิปไตยร้อยเอ็ด ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถเครื่องขยายเสียง ประกาศชัยชนะและขอบคุณทีมงานเสื้อแดงทุกคนที่มารวมพลังปกป้องประชาธิปไตยในครั้งนี้ สามารถต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯในพื้นที่ภาคอีสานได้สำเร็จ และจะพากันต่อต้านทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯกลับมาสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองอีก หลังจากนายนิสิต พูดจบบรรดาม็อบเสื้อแดงต่างพากันสลายตัว ขณะเดียวกันฝ่ายเสื้อเหลืองส่วนหนึ่งได้เก็บเก้าอี้และเต็นท์ขึ้นรถออกจากบริเวณจัดงาน แต่มีบางส่วนได้ใช้รถเครื่องขยายเสียงเข้ามาปราศรัยต่อที่บริเวณบึงพลาญชัย โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด.
คนรักเชียงใหม่บุกไล่“สุเทพ”
ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อแดงทางภาคเหนือก็มีความดุเดือดเข้มข้นเช่นกัน ตั้งแต่ช่วงเย็นได้มีกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 มารวมตัวกันปิดล้อมบริเวณทางเข้าหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังจากได้รับรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯจะเดินทางมาร่วมงานเลี้ยง “ราตรีอ่างแก้ว” ของสมาคมศิษย์เก่าม.เชียงใหม่ พอกลุ่มคนเสื้อแดงทราบเรื่องจึงมาชุมนุมขับไล่ นายสุเทพให้ออกจากพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แม้ว่าทาง เจ้าหน้าที่จะยืนยันว่านายสุเทพไม่ได้เดินทางมาร่วม งานแต่ทางผู้ชุมนุมก็ไม่เชื่อ พยายามบุกเข้าไปขอตรวจค้นทำให้ต้องระดมกำลังตำรวจปราบจลาจลกว่า 300 นาย เข้ามาตรึงกำลังเอาไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมได้พยายามขับรถพุ่งฝ่าด่านตำรวจเข้าไปทำให้มีการใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าหลายนัด แต่สุดท้ายผู้ชุมนุมก็สามารถฝ่าเข้าไปได้สำเร็จ บุกเข้าไปในพื้นที่หอประชุม ม.เชียงใหม่ นอกจากนี้มีการวิจารณ์พูดกันปากต่อปากด้วยว่ามีผู้ชุมนุมถูกยิงบาดเจ็บจึงระดมคนเสื้อแดงออกมาร่วมชุมนุมเพิ่มเติมอีก.
การเมืองคั่งแค้น ลอยแพประชาชน
ที่มา ไทยรัฐ
ทันทีที่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปนัดแรก
บรรยากาศการประชุมสภาฯ ที่เคยเห็นความร่วมไม้ ร่วมมือ ถ้อยทีถ้อยอาศัยระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล โดยมีวิปเป็นผู้ประสานงานเพื่อให้การประชุมสภาฯ เป็นไปด้วยความราบรื่น
หายไป ไม่มีให้เห็น
สิ่งที่ปรากฏ มีแต่การตั้งป้อมเผชิญหน้า
เปิดฉากขึ้นมา ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็เดินหน้าเล่นงานนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทันที
โดยขอหารือกรณีการสั่งย้ายสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลไปเป็นที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา
อภิปรายโจมตีอย่างเผ็ดร้อน เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ
แต่นายชัยก็ออกตัวว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยได้ยื่นคำร้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ขอให้รอคำพิพากษาของศาลเพื่อให้ได้ข้อยุติ
ขณะเดียวกัน เมื่อเริ่มเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเรื่องแรก เพื่อรับทราบรายงานการโอนงบประมาณของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ที่ค้างมาจากการประชุมสมัยที่แล้ว
ฝ่ายค้านก็เล่นเกมขอนับองค์ประชุมทันที
ทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องระดม ส.ส.เข้าห้องประชุมสภาฯ กันจ้าละหวั่น ผลปรากฏว่ามี ส.ส.อยู่ในประชุม 235 คน เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ หรือ 228 เสียง เพียง 7 เสียง
รอดจากสภาล่มไปได้หวุดหวิด
และเมื่อการประชุมดำเนินต่อไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็ลุกขึ้นขอนับองค์ประชุมอีกครั้ง
โดยผลการนับองค์ประชุมครั้งที่ 2 ปรากฏว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมสภาฯ 233 คน เกินกึ่งหนึ่งแค่ 5 เสียง
ผ่านเกมนับองค์ประชุมไปได้ แบบเฉียดฉิว
ท่ามกลางการอภิปรายโจมตี ไล่ประธานสภาฯ ไล่นายกฯ ไล่รัฐบาล
ระบายความอัดอั้น ฝังแค้น กันเต็มที่
จนกลายเป็นปรากฏการณ์ “เสื้อแดง-เสื้อเหลือง” ในสภาฯ
ที่สำคัญ การที่ฝ่ายค้านเล่นเกมเสนอนับองค์ประชุมถึง 2 ครั้ง 2 คราในเวลาไล่เลี่ยกัน แม้ฝ่ายรัฐบาลสามารถระดมคนเข้าห้องประชุมสภาฯได้แบบหวุดหวิด
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ทำให้การประชุมสภาฯ ต้องสะดุด เสียเวลาของส่วนรวม ไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะหาช่องตีรวนกันทุกวินาที
ทำให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงกับเอ่ยปากว่า เป็นกงกรรมกงเกวียน
เปรียบเปรยในทำนองว่า พรรคประชาธิปัตย์ สมัยเป็นฝ่ายค้าน เคยเล่นเกมนับองค์ประชุมมาก่อน พอพลิกขั้วมาเป็นรัฐบาล ก็โดนฝ่ายค้านเล่นเกมนับองค์ประชุมบ้าง
ในขณะที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกตัวว่า วิธีการที่ขอให้นับองค์ประชุมแตกต่างจากที่พรรคประชาธิปัตย์เคยดำเนินการ ทั้งเนื้อหาและเหตุผลในการขอนับองค์ประชุม
แต่อย่างไรก็ตาม อาการชุลมุนจากเกมขอนับองค์ประชุม ก็ยังต่อเนื่องมาถึงการประชุมสภาฯในวันที่สอง
ก่อนเข้าสู่วาระรับทราบผลการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายค้านได้ขอนับองค์ประชุมอีกรอบ
ผลปรากฏว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมเพียง 219 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาฯ ถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถดำเนินการประชุมต่อไปได้ โดยประธานได้สั่งปิดประชุมทันที
สภาล่ม ประเดิมเปิดสมัยประชุม
จากปรากฏการณ์ความร้อนแรงในการประชุมสภาฯ ทำให้มีคำถามตามมาว่าเหตุใดจึงมีเหตุการณ์เช่นนี้
คำตอบก็คือ เป็นเพราะการเข้ามาเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ เกิดจากการพลิกขั้วการเมือง
อันเนื่องมาจากเกิดปัญหาม็อบเสื้อเหลืองต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน จนประเทศเดินหน้าไปไม่ได้
และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวินในพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ปฏิบัติการพลิกขั้ว หันมาสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
ผนึกเสียงชูพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า การเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มาโดยปกติ ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
แต่เป็นรัฐบาลจากการหักดิบ ส่วนผสมของรัฐบาลเกิดจากการหักหลัง พลิกขั้ว
ทั้งนี้ เมื่อย้อนกลับไปหลังการเลือกตั้งปลายปี 2550 พรรคพลังประชาชนภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้ง ได้ ส.ส.เข้าสภาฯมาเป็นอันดับหนึ่ง
จัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคประชาราช
ท่ามกลางเสียงกล่าวหาว่า นายสมัครเป็นนายกฯนอมินี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ในช่วงแรกที่นายสมัครเข้ามาเป็นนายกฯ สังคมให้โอกาสทำงานอย่างเต็มที่ เพราะต้องการเห็นความสมานฉันท์เกิดขึ้นในบ้านเมือง
แต่ผ่านไปไม่เท่าไหร่ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน ก็ขยับจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกคดีให้ “นายใหญ่”
ส่งผลให้เกิดการเมืองนอกสภา กลุ่มพันธมิตรฯ ม็อบเสื้อเหลือง ยึดทำเนียบรัฐบาลชุมนุมต่อต้านยืดเยื้อ
รัฐบาลต้องระเหเร่ร่อนไปประชุม ครม.ที่กองบัญชาการกองทัพไทย
จนกระทั่งนายสมัครเจอคดีชิมไปบ่นไป หลุดจากตำแหน่งนายกฯ
เมื่อนายสมัครพ้นจากตำแหน่ง พรรคพลังประชาชนได้หนุนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็นนายกฯแทน
แต่ทำเนียบรัฐบาลก็ยังโดนม็อบเสื้อเหลืองยึดต่อเนื่อง จนต้องไปตั้งทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ที่อาคารสนามบินดอนเมือง
ขณะที่การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ก็มีการเสียเลือดเสียเนื้อ มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมาก สถานการณ์ลุกลาม ม็อบเสื้อเหลืองบุกปิดล้อมสนามบินดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
มีอำนาจรัฐ มีตำแหน่ง แต่บริหารประเทศไม่ได้
ส่งผลให้ประเทศตกอยู่ในสภาวะติดหล่ม ทำให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจเอกชนทนไม่ไหว มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ลาออก เพื่อยุติปัญหา
แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมชาย ก็ยังตื๊อขออยู่ในอำนาจต่อไป
จนในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินชี้ขาด ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย
ส่งผลให้นายสมชาย ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯ
สถานการณ์จึงเริ่มคลี่คลาย และทำให้เกิดการพลิกขั้วของกลุ่มเพื่อนเนวินและพรรคร่วมรัฐบาลเดิม หันมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
ท่ามกลางเสียงขานรับของสังคม ที่เบื่อหน่าย เข็ดขยาดกับปัญหาความแตกแยกและการชุมนุมประท้วง ต้องการเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้วิกฤติเศรษฐกิจ
แต่สำหรับฝ่ายที่โดนพลิกขั้ว สูญเสียอำนาจรัฐ สูญเสียผลประโยชน์ รวมถึง “นายใหญ่” ที่ต้องสูญเสียอำนาจในการต่อรองเพื่อทวงสมบัติคืน
แน่นอน ย่อมฝังแค้น
และด้วยปมเหตุนี้ จึงทำให้การเมืองในสภาฯ ยุคพลิกขั้ว ไม่ใช่การต่อสู้กันแบบธรรมดา
แต่เป็นการเมืองเพื่อการล้างแค้น โดยไม่คำนึงแนวทางในระบอบประชาธิปไตย
ตั้งป้อมชำระแค้นกันเป็นหลัก
นอกสภาเล่นแรง ม็อบเสื้อแดงใช้อิฐบล็อกทุ่มใส่รถของ ส.ส.ในวันโหวตเลือกนายกฯ ก่อนผันมาเป็นยุทธการปาไข่ใส่คนของรัฐบาล
ล่าสุด อารมณ์คั่งแค้น “สีแดงสีเหลือง” ที่เคยอยู่นอกสภา ขยายลามเข้าไปในสภาฯแล้ว
ทั้งนี้จากปรากฏการณ์นับองค์ประชุมที่เกิดขึ้น สะท้อนว่า การระบายแค้นทางการเมืองส่งผลต่อการทำงานของสภาฯ ไม่มีบรรยากาศในการทำงานร่วมกัน
ที่สำคัญ จากนี้ไปการที่ฝ่ายบริหารจะเสนอกฎหมายต่างๆที่จะใช้ในการแก้ปัญหาของชาติ ก็อาจสะดุดเพราะถูกตีรวน และถึงแม้จะผ่านสภาฯไปได้ โดยเสียงของรัฐบาลล้วนๆ แต่ก็คงขลุกขลัก ไม่ลื่นไหล
ไม่มีบรรยากาศของความสมานฉันท์ ไม่มีบรรยากาศในการสร้างความเชื่อมั่น บั่นทอนประเทศ
โดยเฉพาะการพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียน ที่รัฐสภาจะมีการพิจารณาในวันที่ 26 มกราคมนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ถึงขั้นลงทุนไปพูดคุยกับวิปฝ่ายค้าน
ขอความร่วมมือให้ความเห็นชอบกรอบข้อตกลงดังกล่าว ที่ประเทศไทยจะต้องร่วมลงนามและเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิตปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้
เพื่อเครดิตของประเทศ ที่จะส่งผลต่อการค้า การลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ
แต่จากภาพเหตุการณ์ในการประชุมสภาฯ 2 นัดที่ผ่านมา การทำงานของฝ่ายค้านและรัฐบาลในสภาฯ สะท้อนชัด ไม่มีท่าทีที่เป็นมิตรต่อกัน
ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญ สภาฯ ถือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย นอกเหนือจากฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ
แน่นอน ฝ่ายนิติบัญญัตินอกจากมีหน้าที่หลักในการออกกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
แต่ที่สำคัญสูงสุด สภาฯ ต้องเป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและประเทศชาติ
ถ้าสภาฯไม่สามารถเป็นเวทีแก้ปัญหา
เป็นแค่เวทีชำระแค้นทางการเมือง เป็นแค่เวทีตีไก่
ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้
โดย ส.ส.ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้แทนปวงชน ตั้งหน้าตั้งตาชำระแค้นกันอย่างเดียว
ในที่สุดประชาชนและประเทศชาติ ก็ไม่พ้นต้องกลายเป็นผู้รับกรรม.
“ทีมข่าวการเมือง”
ยาเสพติดฟื้นคืนชีพ วัดกึ๋น! รัฐบาล ‘มาร์ค 1’
ที่มา ประชาทรรศน์
แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) จะพยายามปราบปรามกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดทั้งรายใหญ่ รายย่อย อย่างจริงจังมาตลอด ด้วยการออกหมายจับ 110 นักค้ายารายใหญ่ เมื่อช่วงกลางปี 2551 แต่ก็ไม่ได้ทำให้จำนวนนักค้ายาเสพติดลดลงแต่อย่างใด
ปัจจุบันกลับมีนักค้ายาเสพติดเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า เฉพาะที่อยู่ในหมายจับจาก 110 เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 หมาย นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากสำหรับสังคมไทย ซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้ามาจัดการอย่างจริงจังก่อนที่ยาเสพติดจะทำลายเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติจนหมดสิ้น โดยนักค้ารายใหญ่ที่สำคัญ ซึ่งถูกแยกออกมามี 20 ราย แยกตามหน่วยงานได้ดังนี้
หมายจับ บช.ปส. มีหมายจับที่ 61/2545 นายสุพจน์ ปัญโญนันท์ ซึ่งมีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดระดับสั่งการ เคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคเหนือ โดยสั่งลูกน้องขนยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกซ่อนในลังส้มเข้ากรุงเทพฯ
หมายจับที่ จ.1198/2546 นายอนนท์ เรือนนุช เป็นผู้ต้องหาค้ายาบ้าใน จ.นครปฐม เมื่อเดือนมกราคม 2546 ตำรวจนครบาลจับกุมเครือข่ายของนายอนนท์ได้พร้อมของกลางมากกว่า 2 ล้านเม็ด แต่เจ้าตัวยังหลบหนี
หมายจับที่ 133/2551 "แทน บางบ่อ" หรือ นายมงคล ตะบูนพงษ์ เป็นนักค้ายาตัวเอ้ ที่สั่งซื้อยาบ้ากับผู้ต้องขังในเรือนจำ และยังสั่งการให้มีการขนยาบ้า 480,000 เม็ด และยาไอซ์ 2 กิโลกรัม ส่งมอบให้ลูกค้าในเขต จ.สมุทรปราการ และปริมณฑล ตำรวจ บช.ปส. จับกุมเครือข่ายได้แล้ว 3 ราย
หมายจับที่ 141/2551 นายฉัตรชัย หรือโป้ง เอี่ยมผาสุก เป็นหนึ่งในเครือข่ายของ แทน บางบ่อ พฤติการณ์ติดต่อสั่งซื้อยาเสพติดกับผู้ต้องขังในเรือนจำ
หมายจับที่ 70/2547 นายวินัย หรือ นัย เขียวสุทธิ เป็นกลุ่มนักค้ายาบ้าทางภาคเหนือ พฤติการณ์สั่งการลูกน้องนำยาบ้า 496,000 เม็ด ส่งมอบลูกค้าใน จ.นครปฐม
หมายจับที่ จ.255/2546 ร.ต.อ.ภักดี ชินติวงศ์ อดีตตำรวจ สภ.แม่ลาว จ.เชียงราย มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ายาบ้า
โดยเมื่อปี 2540 ตำรวจ บช.ปส. ร่วมกันจับกุมลูกน้องของ "ผู้กองภักดี" ซึ่งเป็นตำรวจชั้นประทวนที่ลักลอบค้ายาบ้า 4 นาย พร้อมของกลาง 61,500 เม็ด ได้ที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย
หมายจับที่ 888/2551 นายสาธิต ไพบูลย์อิสระกูล เป็นกลุ่มนักค้ายาเสพติดทางภาคเหนือ ลักลอบขนเฮโรอีน 104 กิโลกรัม พักไว้ที่ จ.ภูเก็ต ส่งมอบให้ลูกค้าชาวต่างชาติ เพื่อส่งออกไปยังไต้หวัน ซึ่งภายหลังตำรวจจับกุมเครือข่ายชาวไทยและชาวไต้หวันได้ แต่นายสาธิตยังหลบหนี
หมายจับที่ 887/2551 นายสุมิตร ธนาภิรมย์กุล ซึ่งเป็นกลุ่มนักค้ายาเสพติดทางภาคเหนือ เครือข่ายเดียวกับนายสาธิต รวมทั้งหมายจับที่ 886/2551 นายมานะ ชัยดี เพื่อนร่วมแก๊งที่ยังหลบหนี
หมายจับที่ 330/2547 นายนาวี อุดมรื่นรมย์สุข มีพฤติการณ์ร่วมกับพวก นำยาบ้า 480,000 เม็ด จาก จ.เชียงใหม่ ส่งให้ลูกค้าในกรุงเทพฯ
หมายจับ บช.ภ.1 มี นายธนาวุฒิ มากบุญ หรือหนุ่ม ผู้ต้องหาค้ายาบ้าตามหมายจับที่ 31/2551 มีพฤติการณ์จำหน่ายยาบ้าให้กับสายของตำรวจ ที่ สภ.ค่ายบางระจัน อ.สิงห์บุรี ซึ่งยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจขณะจับกุมและหลบหนีไปได้
หมายจับ บช.ภ.2 มี นายวิชิต อิ่มใจ ผู้ต้องหาค้ายาบ้าตามหมายจับที่ 277/2546 มีพฤติการณ์เป็นนักค้ายาบ้ารายสำคัญในพื้นที่ จ.ชลบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจจับกุมนายต๋อง ซึ่งเป็นเครือข่ายได้พร้อมยาบ้า 10,000 เม็ด แต่นายวิชิตหลบหนีไปได้
หมายจับ บช.ภ.3 มี นายอดิศักดิ์ นามโพธิ์ หรือหัว ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 128/2545 ซึ่งต่อสู้ขัดขวางการจับกุม ทั้งยังทำร้ายเจ้าหน้าที่ โดยตำรวจยึดยาบ้า อาวุธปืน และเครื่องกระสุนไว้ได้ แต่นายอดิศักดิ์ยังลอยนวล
หมายจับ บช.ภ.4 มี นายอุสมาน สะอิ หมายจับที่ จ.510/2548 มีพฤติการณ์ว่าจ้างขนยาบ้า 270,000 เม็ด จาก สปป.ลาว เข้า จ.หนองคาย ซึ่งตำรวจพบหลักฐานเกี่ยวพันยาเสพติดหลายเรื่อง
หมายจับ บช.ภ.5 มี นายอุเทน ท้าวภูธร หมายจับที่ 184/2546 มีพฤติการณ์ว่าจ้างขนยาบ้า 160,000 เม็ด จาก อ.เทิง จ.เชียงราย ส่ง จ.ปทุมธานี
หมายจับ บช.ภ.6 หมายจับที่ จ.148/2549 ของ นายธนวัตน์ วศินวงศ์สว่าง หรือ เล่าป๋อ แซ่ว่าง ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจตระเวนชายแดนเคยนำหมายค้นศาลจังหวัดตากเข้าตรวจค้นบ้าน พบยาบ้า 20,000 เม็ด ซุกซ่อนในไหฝังดินไว้ แต่การตรวจค้นครั้งนั้นนายธนวัตน์หลบหนีไปได้
หมายจับ บช.ภ.7 มี นายสมชาย สอาดศรี เป็นนักค้ายาบ้ารายสำคัญตามหมายจับที่ 6/2551 ถือเป็นนักค้ารายใหญ่ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตำรวจเคยเข้าล่อซื้อแต่นายสมชายต่อสู่ขัดขวาง และหลบหนีไปได้
หมายจับ บช.ภ.8 มี นายพงษ์พนิช นาคพงษ์ ตามหมายจับที่ ส.106/2546 จัดเป็นนักค้าเฮโรอีนรายสำคัญใน จ.พังงา ซึ่งตำรวจเคยวางแผยจับกุม แต่นายพงษ์พนิชและลูกน้องยิงต่อสู้หลบหนีไปได้
หมายจับ บช.ภ.9 มี นายจำลอง เพชรจันทร์ ตามหมายจับที่ จ.629/2550 มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดใน จ.ตรัง ตำรวจเคยเข้าจับกุมยึดของกลางไว้ได้ แต่ผู้ต้องหารายนี้ต่อสู้หลบหนีไป
และหมายจับ บช.น. หมายจับที่ 304/2546 ของ นายชนาพล ศิริปรีชานันท์ ซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกับ นายสมโภช แสงเพ็ญอ่อน ที่ถูกจับได้พร้อมยาบ้า 1,120,000 เม็ด ก่อนหน้านี้
จากหมายจับผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สำคัญๆ จะเห็นได้ว่า ปัญหายาเสพติดกำลังระบาดไปทั่วทุกภาคในประเทศไทย แต่สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันปัญหายาเสพติดยังแพร่ระบาดไม่เว้นแม้แต่ในวัด ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม
โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชยานนท์ มีสติ ผกก.ศสส.ภาค 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศสส.ภาค 1 นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจค้นตามกุฏิพระวัดต้นเชือก ต.บ้านใหม่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีพระภิกษุบางรูปที่อาศัยจำพรรษาอยู่ในวัดต้นเชือกมั่วสุมยาบ้า
จากการตรวจค้นภายในกุฏิ 1 ชั้น 2 ห้องแรกของ พระหนู เกิดสาย อายุ 28 ปี ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่จากการตรวจสอบธนบัตรฉบับละร้อยบาท พบว่าเป็นเงินที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยใช้ล่อซื้อยาบ้า จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ส่วนห้องที่สองเป็นห้องของ พระวุฒิชัย เกตุเห่ง อายุ 26 ปี และ พระอำพล บุญเขียว อายุ 25 ปี จากการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 6 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในย่ามพระ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยึดไว้เป็นของกลาง
ส่วนที่กุฏิ 2 ชั้นล่าง ห้องของ พระวิชัย พลักเย็น อายุ 30 ปี พบยาบ้าจำนวน 1 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมกับนำพระทั้ง 4 รูปตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะอีกครั้ง ผลการตรวจทั้ง 4 รูป พบปัสสาวะสีม่วง จึงนำตัวไปทำการสึก ก่อนส่งดำเนินคดีที่ สภ.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี
นอกจากนี้ ผลสำรวจปัญหายาเสพติดของศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ยังตอกย้ำอีกว่า ในปัจจุบันมีจำนวนเด็กและเยาวชนติดยาเสพติดพุ่งสูงจนน่าตกใจ ขณะที่พบเด็กอายุต่ำสุดแค่ 12 ปี เสพยาด้วย แถมการร่วมมือสอดส่องดูแลแก้ปัญหาของชุมชนแทบไม่มี ยาเสพติดที่พบว่ามีการใช้มากที่สุดคือกัญชา รองลงมาเป็นยาบ้า
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือ ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ผลวิจัยเพื่อประมาณการจำนวนผู้ใช้ยาเสพติดในยุคตอนต้นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสถานการณ์ปัญหาของประชาชนในชุมชนเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรณีศึกษาประชาชนอายุ 12-65 ปี จำนวน 2,452 ครัวเรือน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2-17 มกราคม 2552 พบว่า
เมื่อถามถึงระดับการช่วยกันสอดส่องดูแลชุมชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 43.6 ระบุ มีน้อยถึงไม่มีเลย ขณะที่เมื่อถามถึงระดับการช่วยกันป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนร่วมกัน พบว่า ร้อยละ 53.6 ระบุ ช่วยกันน้อยมาก ถึงไม่ช่วยกันเลย
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ ผลวิจัยตามหลักสถิติประมาณการจำนวนประชาชนอายุระหว่าง 12-65 ปี ในกรุงเทพมหานคร ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 4,274,757 คน พบว่า มีผู้เคยทดลองสารเสพติดที่ไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่ จำนวนทั้งสิ้น 593,314 คน
ยาเสพติดที่พบว่ามีคนเคยใช้มากที่สุดคือ กัญชา รองลงมาคือ ยาบ้า กระท่อม ยาไอซ์ สารระเหย ยาอี ยาเลิฟ ผงขาว เฮโรอีน ฝิ่น ยาเค และโคเคน ตามลำดับ แต่เมื่อวิเคราะห์ตัวยาเสพติดที่กำลังถูกใช้อยู่ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา พบว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 12-24 ปี ยังคงเสพกัญชาอยู่จำนวน 23,981 คน ยาบ้าจำนวน 22,226 คน ยาไอซ์จำนวน 18,168 คน กระท่อมจำนวน 13,347 คน และสารระเหยจำนวน 6,795 คน
นายนพดล กล่าวว่า จากผลวิจัยครั้งนี้ยืนยันให้เห็นว่า ปัญหายาเสพติดในชุมชนกลับมารุนแรงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่รัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยทำสงครามกับยาเสพติดนั้น เป็นเพียงการหยุดชะงักชั่วคราวของกลุ่มผู้เสพเท่านั้น
ดังนั้น การค้นพบจำนวนประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ใช้ยาเสพติดครั้งนี้ จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้คือ รัฐบาลควรประกาศให้พื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลเป็นเขตภัยพิบัติด้านยาเสพติด และทำให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยถูกฝ่ายค้านติติงมาแล้วว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติด ทั้งที่กำลังมีการขยายตัวอีกครั้งหลังหมดยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยมีการเอาจริงเอาจัง
ฉะนั้น ปัญหายาเสพติดจึงเป็นบททดสอบข้อใหญ่ที่รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องพิสูจน์ให้คนไทยทั้งประเทศเห็นว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ให้ดีและได้ผลมากกว่ายุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหามาตลอดว่านโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดอย่างจริงจัง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน...!
วิบากกรรม “ทักษิณ” วิบากกรรม “หมวดเจี๊ยบ”
ที่มา ประชาทรรศน์
คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว
ตีนตะขาบ
หมวดเจี๊ยบ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต ถือเป็นทหารหญิงที่มีทั้งมันสมองและมีหน้าตาเป็นอาวุธ ครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งที่เป็นนักข่าวและผู้ประกาศข่าวของ ททบ.5 นั้น เป็นที่รู้กันว่า เธอเป็นน้องเลิฟของ บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่เมื่อก่อนยังเป็นแค่ แม่ทัพภาค 1 และ ผช.ผบ.ทบ.
พอมาวันนี้ เมื่อมีหน้าสวยๆ ของหมวดเจี๊ยบไปนั่งแถลงข่าวเปิดตัวสถานีประชาธิปไตย ดีทีวี กับ นายสุนัย จุลพงศธร แกนนำพรรคพลังประชาชน และ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำนปช. เพื่อทำรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” เมื่อ 14 มกราคม ที่ผ่านมา
กองทัพบกในยุคที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. ก็เต้นผาง ต้องเรียกตัวเธอมาชี้แจง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อนุญาตให้เธอไปกระทำการเช่นนั้น
เพราะหมวดเจี๊ยบเพิ่งโทรศัพท์มาแจ้งให้ พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เลขานุการ ทบ. ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชารับทราบ และขอให้ทำรายงานชี้แจงเรื่องรูปแบบรายการ ก่อนการอนุมัติ ที่ส่งผลให้เธอยังไม่อาจเปิดประเดิมรายการครั้งแรก ในวันเสาร์ที่ 24 มกราคมได้ทัน
แต่ส่อเค้าว่า ทบ. จะไม่อนุญาตให้เธอไปร่วมสังฆกรรมกับโทรทัศน์สีแดง โดยอ้าง ระเบียบว่าด้วยข้าราชการกลาโหมกับการเมือง พ.ศ.2499 ที่ห้ามไม่ให้วิจารณ์ผู้บังคับบัญชาและรัฐบาล
มีทางเดียวที่ทำได้ก็คือ การลาออกจากราชการทหารไปทำตามฝันของตัวเอง
หลังจากที่คณะกรรมการสอบสวนความผิดอาญาของ ทบ. กรณีเธอขาดหนีราชการไปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อังกฤษนั้น ให้แค่ภาคทัณฑ์ และตักเตือนเท่านั้น เมื่อหมดคดีติดตัว เธอก็สามารถลาออกได้แล้ว
ไม่แค่ พล.ต.วีรัณ เท่านั้นที่ถามว่าเธอจะลาออกไหม แต่พี่ป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ ที่เคยรู้จักสนิทสนมช่วยเหลือเธอมา ก็ยังทวงถามว่า “ประสงค์ที่จะลาออกอยู่แล้ว” เพื่อกดดัน
แต่เธอก็ยังยืนยันที่จะอยู่ในเครื่องแบบทหารต่อไป เพราะมั่นคง มีเกียรติ แม้จะมีเงินเดือนแค่เดือนละ 1.2 หมื่นบาทเท่านั้นก็ตาม แต่ก็ยังดี เพราะไม่ต้องทำอะไร สามารถไปทำงานส่วนตัวได้ แต่จะต้องไม่กระทบต่อกองทัพ
หากแต่เรื่องของหมวดเจี๊ยบไม่จบแค่นั้น เมื่อมีการปลุกกระแสในสื่อออนไลน์บางสำนัก ที่แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรงว่าเป็นใคร แต่อ่านแล้วเข้าใจได้ว่าคือเธอ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับ บิ๊ก ทบ. บางคน ที่อุ้มชูเธออยู่
จนทำให้หมวดเจี๊ยบ ที่วันนี้แกร่งขึ้นมาก กล้าที่จะออกมาพูดเรื่องนี้ตรงๆ ว่า เธอไม่มีวันที่จะเป็นเมียน้อยใครเพื่อไต่เต้าไปสู่ความก้าวหน้า เพราะเธอมีมันสมองและสองมือ ที่ทำงานเลี้ยงตัวเอง หาใช่นั่งเฉยๆ รอคนมาเลี้ยง
แม้ว่าชีวิตรัก ครอบครัวเธอจะแตกแยก ต้องหย่าร้างกับสามีที่เป็นนายทหารมาหลายปีแล้ว แต่หมวดเจี๊ยบก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ยังไม่มีคู่ใจคนใหม่ แถมยังต้องเลี้ยงดูตัวเอง ทั้งผ่อนบ้านและหารายได้มาดำรงชีพ เพราะเงินที่ได้จากการขายหนังสือครั้งนั้น ก็คงใช้ไปได้อีกไม่นานนัก
ที่ยิ่งทำให้มีการปล่อยข่าว ทำให้เธอเสียหายมากมาย โดยเฉพาะในสื่อเลือกข้าง ฝั่งตรงข้ามกับเธอ ที่กล่าวหาในเรื่องชู้สาว
“เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเจี๊ยบไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่ว่าจะมีข่าวเป็นเมียน้อยทักษิณ หรือบิ๊กทหารคนไหน ไม่อย่างนั้นชีวิตเจี๊ยบคงไม่เป็นอย่างนี้” เธอกล่าว
แม้เธอจะไปสมัครงานในหลายสถานี แต่ไม่มีใครยอมรับเธอเลย เพราะกลัวเรื่องการเมือง แต่ DTV เท่านั้นที่กล้าให้โอกาสกับเธอ เธอจึงรีบคว้าเอาไว้ โดยไม่ได้คิดเลยว่าเป็นสื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่คิดแค่จะทำหน้าที่ของสื่อมวลชนคนหนึ่ง ที่แสดงความเห็นแตกต่างในรายการที่เป็นเหมือนการดีเบตกัน
“ไม่เคยคิด และไม่เชื่อว่าจะถูกหลอกให้เป็นเครื่องมือ ให้โจมตีกองทัพ เพราะรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่” เธอกล่าว
“ตั้งแต่เขียนหนังสือ ทักษิณ Where are you ก็ทำให้ถูกมองว่าเป็นพวกทักษิณไปแล้ว จนไม่มีใครกล้าคบเรา มีแต่คนที่ชอบทักษิณ ที่มาคุยกับเรา จากเดิมที่ไม่เคยรู้จักคนเหล่านี้ แต่ก็ได้รู้จัก ภาพลักษณ์แก้ไขไม่ได้เลย” หมวดเจี๊ยบ กล่าว
แต่นั่นอาจเป็นชะตาฟ้ากำหนด ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ใจอ่อนยอมให้สัมภาษณ์เธอ ที่ไปตามหาเขาถึงกรุงลอนดอนด้วยความอุตสาหะ แต่เมื่อเขาถูกศัตรูรุมเล่นงานจนสะบักสะบอม จึงทำให้หมวดเจี๊ยบได้รับวิบากกรรม ไม่ต่างไปจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เลย
“ไม่ว่าใครจะมองทักษิณอย่างไร แต่เขาดีกับเจี๊ยบ เขาให้โอกาสเจี๊ยบ” เธอ กล่าว
แต่ก็เกิดคำถามว่า กรณีที่ ทบ. อ้างระเบียบไม่ให้หมวดเจี๊ยบไปจัดรายการแสดงความเห็น ที่อาจมีการวิจารณ์รัฐบาลนั้น ทำได้หรือไม่
ในเมื่อมีการนึกถึงภาพที่ พล.อ.อนุพงษ์ นำ ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. ออกรายการโทรทัศน์ช่อง 3 เรียกร้องให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในเวลานั้นลาออก หรือต่อมาในนามประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) พล.อ.อนุพงษ์ ก็กดดันให้ นายสมชายยุบสภาอีก อันถือเป็นการวิจารณ์รัฐบาลและผู้บังคับบัญชาเหมือนกัน แถมอาจถือเป็นการปฏิวัติรูปแบบหนึ่งด้วย
ถึงขั้นที่ในยุคนี้ เคยมีการชงเรื่องที่จะให้นายสมชายตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิด พล.อ.อนุพงษ์ และ ผบ.เหล่าทัพ ด้วยซ้ำ เพราะเข้าข่าย แต่นายสมชายไม่กล้าทำ
แต่ในยามที่มีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกจะเกรงใจทหารเช่นนี้ จะมีใครกล้าแตะต้อง พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งถือเป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่งของรัฐบาล
แต่สำหรับหมวดเจี๊ยบแล้ว ยังไม่รู้ว่าเธอจะต้องพบเจอกับอะไรอีก โดยเฉพาะการใส่ร้ายป้ายสีให้ลูกผู้หญิงเสียหาย
ด้วยเพราะวันนี้ เธอถูกมองว่า ได้กลายเป็นเครื่องมือให้กลุ่ม นปช. เสื้อแดง ใช้ในการโจมตีกองทัพสองมาตรฐาน หรือรังแกผู้หญิง และจะกลายเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดานการเมืองระดับชาติ
ด้วยเพราะเธอเองก็เคยเป็นน้องรักของ พล.อ.อนุพงษ์ มาก่อนเช่นกัน แล้ววันนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ก็เป็นเป้าหมายสำคัญหนึ่งทางการเมือง
การจะทำลายคู่ต่อสู้หรือศัตรูที่ได้ผล นอกจากเรื่องผลประโยชน์แล้ว ก็เรื่องชู้สาวนี่แหละ แต่ถามว่า คนที่ต้องเสียหาย ชอกช้ำระกำใจ ก็คือผู้หญิง อย่าง หมวดเจี๊ยบ ที่แม้จะปฏิเสธข่าวได้ แต่สังคมไทยเลือกที่จะเชื่อข่าวที่ได้ยินครั้งแรกก่อน แม้ว่ามันจะเป็นข่าวลือก็ตาม
นี่จึงเป็นสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า และจะกดดันให้หมวดเจี๊ยบ ไม่อาจอยู่ในกองทัพได้อีกต่อไป
รวมทั้งการตัดสินใจที่จะไปเรียนต่อปริญญาโท ในสหรัฐอเมริกา ตามแผนเดิม เพื่อหลบหนีการเมืองที่เล่นกันรุนแรง
แต่กระนั้น เธอก็ยังอยาก ทำความฝัน ในการเขียนหนังสือดีๆ ออกมาอีกสัก 1-2 เล่มก่อน ที่จะลาวงการไปเรียนต่อ แล้วกลับมาอีกครั้ง
วันนั้น เธอจะแกร่งกล้ายิ่งกว่าวันนี้ และพร้อมที่จะกระโดดสู่สนามการเมือง...
การเมืองใหม่ เพี้ยน! ยุบ อบต. อบต. อัดกลับ “ปีศาจคาบไปป์” ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง
ที่มา ประชาทรรศน์
***ประเด็นล่าสุดที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ มีแนวคิดที่จะยุบหรือเปลี่ยนแปลงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทิ้งทั้งหมด ในฐานะที่ทำงานกับท้องถิ่นมานานมองว่าอย่างไร
ตามที่เป็นข่าวเรื่องการที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ แสดงความคิดเห็นในทัศนคติใหม่ของท่าน ที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ท่านอาจจะมองอีกมุมหนึ่งซึ่งท่านอาจจะได้ไปสัมผัสในความรู้สึกส่วนหนึ่งแล้วมองว่ามันควรจะมีการปรับปรุงโครงสร้างตรงนั้น แต่ถามว่าวันนี้ประเทศไทยเดินมาไกลมากแล้วในเรื่องการปกครองท้องถิ่น ถ้าเราไปดูจะเห็นว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 เป็นต้นมา มันมีความชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ ประกอบกับเมื่อปี 2540 ตอกย้ำด้วยเจตนารมณ์ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 พอมาในรัฐธรรมนูญปี 2550 ยิ่งเขียนไว้ชัดเจนขึ้นอีกว่า บทบาทที่แท้จริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นคือกลไกในการบริการงานของประเทศภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล โดยองค์กรภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา
คราวนี้มาดูประเด็นที่ท่านแสดงความคิดเห็นว่าจริงๆ แล้วมันควรจะเปลี่ยนแปลงไหมกับรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น ผมคิดว่าวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมันได้เกิดขึ้นในหลายเรื่องแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและไม่ดี ในเรื่องที่ดีคือ ประชาชนได้เริ่มรู้จักการบริหารจัดการ และการพัฒนาตัวเอง แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองโดยผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการพัฒนา นี่คือความโดดเด่นที่เกิดขึ้น ผมว่าตรงนี้มันเริ่มตกผลึกแล้ว จริงอยู่ข้อเสียมันอาจจะมีบ้าง อย่างเช่น การที่เราไปพบเห็นเรื่องการใช้งบประมาณที่ผิดพลาด ซึ่งก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องเข้าไปแก้ไขในเชิงการพัฒนาทางคุณภาพของตัวผู้บริการท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาตำบล
ถ้าถามผม ผมมองว่าตอนนี้เราเลยตรงจุดนั้นไปไกลมากแล้ว และเราจะวกกลับไปดีไหม? ในฐานะที่ผมเป็นทั้งประชาชน และผู้ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน คือ เราน่าจะเดินหน้าต่อไป แต่ควรจะพัฒนาบุคคลเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งผู้บริหารในท้องถิ่น และประชาชนในท้องถิ่น
***ในฐานะที่ทำงานอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมานาน มองการเสนอให้ยุบหรือเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ว่าเกิดจากความหวาดระแวงในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเปล่า
ผมไม่ได้มองเรื่องผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง แม้แต่ผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมสัมมนากับเขานั้น ถ้าเราเข้าใจในภาพลึกๆ ของเขา จะเห็นว่าเรื่องผลประโยชน์มันไม่ได้มาเป็นเรื่องแรก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับใคร แต่ถามว่ามันอาจจะเป็นความรู้สึกที่มองกันว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเข้าไปเป็นเครื่องมือหรือกลไกของใครหรือเปล่า ผมคิดว่าน่าจะเกิดจากประเด็นเหล่านั้นมากกว่า ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนผมว่ามันไม่น่าจะใช่ แต่เขาอาจจะมองว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือเปล่า ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งเหล่านี้ เลยทำให้เขาตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า วันนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะมาทบทวนกันใหม่
***แล้วจริงๆ มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ ควรเปลี่ยนแปลงหรือยุบทิ้งไหม
ไม่เป็น...ไม่เป็น...ถามว่าประเทศไทยวันนี้มีทุกภาค และผู้นำท้องถิ่นไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง แต่ความสัมพันธ์ในระดับพื้นที่มันต้องมีบ้าง เพราะมันเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำท้องถิ่นต้องรู้จักกับผู้แทนฯ ต้องรู้จักกับ ส.ส. เป็นเรื่องปกติ แต่ถามว่าเขาเหล่านั้นเป็นเครื่องมือของนักการเมืองหรือไม่...ไม่ใช่ เพราะว่าวันนี้เขาไม่ได้รับการตอบสนองจากนักการเมืองเลย
ผมถามว่าคนเราจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันได้ เหมือนลูกพี่กับลูกน้อง เจ้านายหรือผู้รับใช้นั้น สิ่งแรกที่คนเป็นผู้บริหารท้องถิ่นต้องการคือการพัฒนา ต้องการงบประมาณ ผมถามว่าวันนี้รัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร หรือ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้วางแนวทางการเติบโตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ในระดับไหน
วันนี้บอกว่าจะให้งบประมาณโตไปถึง 30% ของรายได้ ตั้งแต่ปี 2542 มี พ.ร.บ.แผนการกระจายอำนาจ จนถึงวันนี้ 10 ปีแล้วนะ มันอยู่ที่ 15.1% อยู่เลย แล้วถามว่าภาครัฐได้เห็นความสำคัญ ได้มีการตอบสนองต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจนทำให้เขารู้สึกว่าต้องตอบแทนหรือเปล่า มันยังไม่ใช่ ถ้าบอกว่ามันต้องมีการตอบแทน แล้วทำไมวันนี้ยังมีการเรียกร้องงบประมาณ เรียกร้องความชอบธรรมจากการจัดการบนพื้นฐานของรัฐออกมา
***ทุกวันนี้ผู้นำท้องถิ่นมักจะถูกมองว่าเป็นหัวคะแนนให้กับนักการเมือง
ผมถึงบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่อย่าลืมว่าผู้นำท้องถิ่นเขามาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงนะครับ เอาเป็นว่าวันนี้มีใครเคยเห็นพรรคการเมืองไหนส่งผู้สมัครลง อบต. ไหม ไม่มี เพราะในเชิงโครงสร้างแล้วไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าลงมาส่งนักการเมืองระดับล่าง เพราะลงแล้วมันทำให้แตกแยก แล้วมันก็จะกอบกู้ไม่ติด จึงไม่มีพรรคการเมืองไหนมาเล่นการเมืองท้องถิ่นแบบนี้ ถ้าจะเล่นก็เล่นในองค์กรท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่
***เป็นไปได้ไหมที่องค์กรในท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ หรือในกลุ่มของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
คือเราต้องเข้าใจว่าความสงบของบ้านเมืองในวันนั้น ผู้นำท้องถิ่นแต่ละคนออกมาแสดงความคิดเห็นไม่ตรงกันเลยนะครับ บางคนเห็นด้วยกับกลุ่มที่เรียกร้อง บางคนเห็นด้วยกับกลุ่มที่ต่อต้าน เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ว่ามันจะต้องมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องความเป็นอยู่ที่แล้วแต่คนจะคิด แต่เป้าหมายของผู้นำท้องถิ่นคือต้องไปดูแลประชาชน
***เป็นไปได้ไหมว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น
ผมคิดเองนะ ผมมองว่าประเด็นเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปทับซ้อนอำนาจกับส่วนกลาง หรือส่วนภูมิภาค ผมมองว่าเป็นเรื่องที่รองลงมานะ แต่ ผมอาจจะมองว่าเป็นความหวาดระแวงทางการเมือง ที่เข้าใจว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไปเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แล้วคำถาม คำตอบ มันก็อยู่ที่ว่าอะไรคือสิ่งที่ท่านมองว่าควรเปลี่ยนแปลงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านก็ยังไม่มีสมมติฐานตรงนี้เลย
***ภาพของนักการเมืองท้องถิ่นกับนักการเมืองระดับชาติในพื้นที่มีการฮั้วกันไหม หากยึดการเมืองท้องถิ่นได้ การเมืองระดับชาติจะได้ด้วย
ไม่จริงครับ ผมเห็นเยอะ นายก อบต. ไปลง ส.ส. สอบตกเพียบ เพื่อนผมมีอยู่เหมือนกัน ประชาชนไม่ได้บอกว่าวันนี้คนที่เป็นผู้นำท้องถิ่นแล้วจะไปชี้นำประชาชนได้นะ เยอะครับ อย่างที่บอก เพื่อนๆ ที่ไปลงสมัคร ส.ส. ทุกวันนี้ยังนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่หลายคน (หัวเราะ)
***อาจจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ไม่ถึงมือประชาชน หรือมีการรั่วไหลก่อนถึงมือประชาชน
ถ้ามองในประเด็นเรื่องงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ยิ่งทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านไม่เข้าใจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเทศไทยนั้นผมจะบอกให้นะ องค์กรที่ถูกตรวจสอบมากที่สุดในกระบวนการบริหารจัดการคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถูกตรวจสอบมากที่สุดเลย เริ่มตั้งแต่ 1.คุณจะทำโครงการคุณต้องไปถามชาวบ้าน 2.คุณจะทำงบประมาณคุณต้องผ่านสภาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีตัวแทนของประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบ 3.คุณจะเริ่มดำเนินการโครงการจะต้องส่งเรื่องไปให้นายอำเภอในฐานะผู้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นชอบวิธีการใช้งบประมาณของคุณ และเมื่อเริ่มดำเนินการคุณต้องมีตัวแทนประชาชนมาดูว่าโครงการที่จะทำนั้นมีลักษณะอย่างไร ตอนตรวจรับต้องมีตัวแทนของประชาชนไปตรวจรับว่าคุณเห็นชอบกับงานที่ทำหรือไม่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)...ตรวจ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น...ตรวจ อำเภอ...ตรวจ จังหวัด...ตรวจ ไม่นับกว่า 7-8 ขั้นตอน
นอกจากนั้น เมื่อโครงการเสร็จ 1 ปี คุณต้องไปปิดประกาศไว้ที่หน้าอบต. อีกว่า 1 ปีที่ผ่านมานั้นคุณใช้งบประมาณอะไรไปบ้าง เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบ ผมถามว่ามาตรการเหล่านี้ราชการส่วนใดบ้างที่ประเทศไทยมี ผมถึงบอกว่าถ้าท่านตั้งโจทย์แบบนั้นแสดงว่าท่านไม่เข้าใจเลย
***ทำไมเวลาที่มีการเลือกตั้งถึงมีข่าวการเก็บหัวคะแนน ฆ่าหัวคะแนน หรือข่าวการแย่งชิงผลประโยชน์ต่างๆ
ไม่น่าใช่ ถ้ามันฆ่ากันทุกตำบลว่าไปอย่าง ต้องมองด้วยว่าสาเหตุที่มันเกิดขึ้นนั้นมาจากอะไรบ้าง ซึ่งบางครั้งเราไปมองว่ามันเกิดจากการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง เรื่องของงบประมาณ แต่เมื่อเราดูจากบางแห่งที่มีเหตุการณ์แบบนั้น บางที่มีงบประมาณปีหนึ่งไม่เกิน 10 ล้านบาท รายจ่ายประจำ 4 ล้านบาทแล้ว เหลือ 6 ล้านบาท ผมถามว่าคนเราจะฆ่ากันเพราะแค่เงิน 6 ล้านบาทเองหรือ?
ผมว่าบางครั้งการเมืองไทย โดยเฉพาะนักการเมืองไทย สปิริตในเรื่องของศักดิ์ศรียังมีแพ้-ชนะ ยอมกันไม่ได้ ศักดิ์ศรีนั้นเรื่องใหญ่ ในท้องถิ่นนะ เรื่องผลประโยชน์ไม่เท่าไร แต่เรื่องศักดิ์ศรีมันยอมกันไม่ได้ แล้วอาจจะบวกกับมีปัญหาเดิมที่ขัดแย้งกันอยู่ แล้วใช้โอกาสที่จะมีการแย่งชิงตำแหน่งทางการเมืองมาสร้างเหตุการณ์ขึ้น
***หากมีการเดินหน้าให้ยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจริงๆ จะทำให้เกิดความวุ่นวายไหม
ไม่หรอกครับ...ผมคิดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นคงจะมีวุฒิภาวะในระดับหนึ่ง คงไม่ออกมาโต้ตอบอะไร แต่สิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำในวันนี้ คือ 1.ต้องพิสูจน์ตัวเอง 2.ต้องคุยกับรัฐบาลโดยตรงเพื่อทำความเข้าใจกัน แต่การออกมากดดันโดยมวลชนนั้นผมว่ายิ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นถอยหลังลงคลองไปอีก เลยต้องเอามวลชนเข้ามาสู้ เพราะฉะนั้นประเด็นแรกเราต้องคุยกันก่อน ถ้าหากรัฐบาลเห็นด้วยกับแนวคิดของคุณประสงค์ ต้องคุยกันก่อนว่ามันคืออะไร เพราะว่าข่าวการยุบ อบต. อบจ. มันเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยของช่วงเปลี่ยนอำนาจทางการเมือง
อย่างในปี 2546 พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ท่านประมวล รุจนเสรี เป็น มท.3 เสนอแนวคิดว่าประเทศไทยควรจะยุบ อบต. ให้เป็นเทศบาลขนาดใหญ่ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับอำเภอ แต่นั่นเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นกัน แต่ไม่มีการออกมาเดินเรียกร้องตามท้องถนน แต่ใช้การไปทำความเข้าใจกันในระดับผู้บริหาร ในระดับกระทรวง แล้วสุดท้ายนำไปสู่การตั้งคณะศึกษาของคณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี เป็นประธานกรรมาธิการ
พร้อมๆ กันนั้น กระทรวงมหาดไทยไปจ้างนิด้าให้ทำการศึกษาว่า 5 รูปแบบการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมันต่างกันอย่างไร และสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยของนิด้า หรือของกรรมาธิการฯ กลายเป็นว่า อบต. เป็นรูปแบบที่ตอบสนองประชาชนได้ดีที่สุดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งการมีส่วนร่วมทางความคิด การกำหนดการใช้งบประมาณ ไปดูได้เลย แต่เรื่องนี้ไม่ได้นำมาเปิดเผยเท่านั้น
ผมว่าถ้าคุณประสงค์ได้ไปอ่านงานวิจัยที่กระทรวงมหาดไทยไปจ้างนิด้าทำ คุณประสงค์น่าจะเข้าใจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นยิ่งมีขนาดเล็กยิ่งดี ไม่ใช่ยิ่งใหญ่ยิ่งดี ถึงมีการกำหนดว่าจะต้องมีประชากรประมาณ 2 พันคน คือสิ่งที่ผมไม่ได้พูดลอยๆ แต่มีงานวิจัยยืนยันอยู่
อีกอย่าง ผมคิดว่าวันนี้คุณประสงค์คงไม่มีอำนาจ คือ การสร้างหน่วยงานบริการประชาชนบนพื้นฐานที่ถูกต้องไหม หรือการกำหนดให้มีองค์กรอะไรขึ้นมาทดแทนแล้วมันคือองค์กรที่ถูกต้องไหม ผมว่าไม่ใช่นะ เพราะการที่จะเกิดอะไรขึ้นมามันต้องวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าหรือไม่ แล้วถ้าจะเลิก มันต้องมีปัจจัยการเลิก ซึ่งมันมีกระบวนการของมัน แต่นี่ถ้าออกมาแล้วบอกว่ามีคนออกมาสนับสนุนอยู่กลุ่มหนึ่ง ผมว่ายิ่งไปกันใหญ่เลยบ้านเมือง มันยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น กลายเป็นว่ามีคนกลับมาทำให้มันแย่ลง
***เป็นไปได้ไหมว่านี่คือแผนการหนึ่งของพันธมิตรฯ ที่พยายามเสนอการเมืองใหม่ 70 : 30 จึงต้องตัดแขนตัดขาฐานเสียงทางการเมืองก่อน
ผมมองว่าการเมืองใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเคารพนะครับ เพียงแต่ว่าการเมืองใหม่ต้องมีเหตุผลที่จะเกิด ถ้าการเมืองใหม่ คิดโดยที่ไม่ได้ถามคนที่จะได้รับการบริการจากการเมืองใหม่เลย ไม่ได้ถามคนที่เป็นเจ้าของระบบการเมืองหรือระบอบประชาธิปไตยเลย มันไม่ใช่
ผมนั่งคิดได้ การเมืองใหม่ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ถามว่าที่ผมคิดนั้นมันได้ถูกสะท้อนไปสู่สังคมแล้วสังคมตอบกลับมาว่าอย่างไร เอาหรือไม่เอา ดีหรือไม่ดี มันไม่ใช่ว่ามีอะไรแล้วโยนออกมาแล้วเอาหรือไม่เอาทั้งหมด มันยิ่งไม่ใช่ใหญ่
***ในทัศนคติของพันธมิตรฯ อาจจะมองว่าการเมืองปัจจุบันมีการซื้อสิทธิขายเสียงกัน มีการโกงกิน เลยจะตัดปัญหาจากการเมืองท้องถิ่นก่อน
ผมว่าไม่ใช่ประเด็นเหล่านั้น ยิ่งการซื้อเสียงไม่น่าจะใช่ เพราะว่าวันนี้ประเทศไทยยอมรับอะไรในระบบการเมืองการเลือกตั้ง ต้องยอมรับกติกา ซึ่งมีคณะกรรมการการเลือกตั้งกำกับอยู่แล้ว วันนี้สมมติว่าใครที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าทำไม่ถูกต้อง ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ แต่วันนี้ไปมองว่ามีการซื้อเสียงกันอย่างมโหฬาร
ผมอยู่กับการเมืองท้องถิ่นมาปีนี้เป็นปีที่ 26 ผมเห็นคนที่ใช้เงินบ้างในการหาเสียง แล้วเห็นว่านักการเมืองเหล่านั้นไม่ประสบความสำเร็จในทางการเมืองท้องถิ่น เหตุผลคือว่าประชาชนเขาอยู่ใกล้ชิดไงครับ เขารู้ว่าการที่ผมเอาเงินไปแจกเขานั้นสิ่งที่ผมจะต้องตอบสนองเขาหรือจะทำกับเขานั้นคืออะไร นั่นคือการทุจริต ผมถามว่าการเมืองท้องถิ่นมันต่างจากการเมืองใหญ่ไหม เลือกตั้งผู้แทนฯ เป็นความคิดหนึ่งของประชาชน เลือกตั้งนายก อบจ. เป็นความคิดหนึ่งของประชาชน เลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดก็เป็นอีกความคิดหนึ่ง เลือกตั้งประธาน อบต. อีกอย่างหนึ่ง
ถ้าท่านไปเข้าใจว่าปรัชญาการเมือง ความคิดคนมีความคิดเดียวในการเมืองทุกระดับนั้นมันไม่ใช่ แต่คนจะมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป ความคิดกับ อบต. นั้นเป็นความคิดแบบใกล้ชิด ผู้นำคนนี้เคยเห็นอยู่ ทำงานดี ขยัน ทำไมต้องเอาเงินมาให้เรา มีเจตนาอะไร อีกอย่างคนไทยรู้อยู่แล้วว่าการเอาเงินมาให้นั้นหมายถึงอะไร เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าคนที่ใช้เงินในการเมืองท้องถิ่นนั้นประสบความสำเร็จค่อนข้างต่ำ ฉะนั้นโจทย์ที่บอกว่าการเมืองท้องถิ่นทุจริต การเมืองท้องถิ่นซื้อเสียง ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นมากกว่า แต่ในความเป็นจริงมันสวนทางกัน
***ในจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 6 พันแห่งนี้ วัตถุประสงค์จริงๆ แล้วมีการบริหารจัดการอย่างไรงบประมาณลงไปแล้วจึงจะไม่หายกลางทาง ตรงนี้อยากให้ชี้แจงหน่อย
จริงๆ งบประมาณท้องถิ่นนั้นมันเป็นไปตามขั้นตอนการจัดสรรอยู่แล้ว มันจะถูกระบุโดยคณะกรรมการการกระจายอำนาจ มอบหมายให้กระทรวงการคลังจัดสรรเม็ดเงินผ่านกรมปกครองส่วนท้องถิ่น
ถามว่าวันนี้ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นคืออะไร หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือเป็นหน่วยบริการของรัฐที่ถูกกำหนดให้มีขึ้นเพื่อสร้างระบบบริการเพื่อการแก้ไขปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ทีนี้กฎหมายกำหนดไว้กี่เรื่องต้องไปดู เช่น พูดภาษาชาวบ้านคือ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” เหล่านี้ คืองานในลักษณะอย่างนี้ เก็บขยะมูลฝอย ทำความสะอาดชุมชน ดูแลป้องกันโรคติดต่อ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเขามี เขาจะทำหน้าที่ของเขา
แต่ทีนี้มีบางคนบอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรยุบเสียเพราะว่าเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ไปแบกภาระงบส่วนกลางของรัฐบาล ส่วนภูมิภาค วันนี้เราต้องยอมรับนะครับว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย หรือนานาประเทศนั้น ถูกกำหนดขึ้นเพราะว่ารัฐบาลส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และตรงตามเป้าหมาย
ประการที่สอง คือมันเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าเงินต้นทางมีหนึ่งร้อย ผ่านมาถึงประชาชนในระบบเดิม มันเหลือไม่ถึงร้อยตามทฤษฎีแท่งไอติม มันถูกละลายไปเรื่อยๆ แต่วันนี้มันถูกยกเลิกไปแล้ว แต่นำเอาแท่งไอติมไปไว้ที่ชุมชนเลย แล้วให้ชุมชนบริหารจัดการกันเองในการสร้างระบบการบริการ
ฉะนั้น วันนี้ถ้าบอกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้นั้น มันไม่ใช่ประเด็นที่จะไปมองว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะมีหรือไม่มี แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือหน่วยงานที่ถูกมอบหมายให้มาทำหน้าที่แทนรัฐ ฉะนั้นรัฐบาลมีหน้าที่ต้องคอยสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ชัดเจนว่า รัฐต้องจัดให้มีคณะกรรมการกระจายอำนาจทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณระหว่างรัฐกับท้องถิ่นให้ชัดเจน แล้วกำหนดด้วยว่าที่มาของรายได้ของท้องถิ่นมาจากไหน 1.ท้องถิ่นจัดเก็บเอง 2.รัฐจัดเก็บให้และจัดสรรให้ท้องถิ่น 3.รัฐมีหน้าที่อุดหนุนงบประมาณ
เห็นไหมว่าที่ไหนที่จัดเก็บรายได้มา รัฐต้องจัดสรรให้กับเขา ทำไมไม่สร้างระบบบริหารแทนราชการส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค ทีนี้ทฤษฎีแท่งไอติม ที่บอกว่าต้นทางมีหนึ่งร้อย มาถึงหมู่บ้านเหลือสิบบาท วันนี้ไม่มีแล้วสำหรับท้องถิ่น วันนี้ออกจากรัฐหนึ่งร้อยมาถึงหมู่บ้านหนึ่งร้อย และงบประมาณนั้นต้องไปว่ากันในชุมชน ซึ่งจะมีรั่วไหลไปบ้างหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของชุมชนในเรื่องของระบบตัวแทน
***ในประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกี่แห่งที่สามารถจัดเก็บงบประมาณจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้
ถ้าเลี้ยงตัวเองได้นั้นผมว่ามีไม่มาก เพราะว่าท้องถิ่นมันมีข้อจำกัดในเรื่องการแสวงหารายได้ ยกตัวอย่างเช่น ภาษีที่รัฐกำหนดให้ท้องถิ่นมีหน้าที่เก็บแล้วให้เป็นรายได้ของท้องถิ่น เช่น อบต. จัดเก็บภาษี อะไรได้บ้าง ประกอบไปด้วย ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ เขตที่เจริญมีโอกาสเก็บได้เยอะ แล้วถามว่า อบต. ในเขตที่เจริญมันมีกี่แห่งในประเทศไทย? เพราะ อบต. มันถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยบริการในชนบทถูกไหมครับ?
ภาษีป้ายมันไม่มีให้เก็บอยู่แล้ว เพราะว่าเขตพื้นที่ของ อบต. ไม่ใช่เขตเศรษฐกิจ ภาษีโรงเรือนไม่มีอยู่แล้ว เหลือภาษีบำรุงท้องที่ ไร่ละ 5 บาท 10 บาท เก็บทั้งปียังไม่พอเงินเดือนเจ้าหน้าที่เลย แต่ถามว่าเมื่อก่อนที่นี่อยู่ภายใต้การดูแลของส่วนราชการส่วนภูมิภาค มีงบพัฒนาตำบลอยู่ปีละ 3-4 แสนบาท ปีหนึ่งได้ถนนเส้นหนึ่ง แต่วันนี้ได้ถนน 3-4 เส้น ได้คลอง ได้ไฟฟ้าเพิ่ม คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น ส่วนคำถามที่ว่าท้องถิ่นที่สามารถจัดเก็บภาษีแล้วมีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองได้นั้นมีมากไหม ผมบอกเลยว่า...มีไม่มาก
***มีการบอกว่าท้องถิ่นตรวจสอบยาก ไกลปืนเที่ยงในเรื่องของการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์
จริงอยู่ ถ้าวันนี้ต้องยอมรับว่าท้องถิ่นใสสะอาดทั้งหมด ผมว่ามันหลอกตัวเองนะ แต่ถามว่าเมื่อเทียบกับทฤษฎีแท่งไอติมแล้ว มันดีกว่านะ มันอาจจะรั่วไหลบ้าง แต่ผลการตรวจสอบของ สตง. ป.ป.ช. ส่วนใหญ่ที่พบมีแค่ ผิดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่กรณีที่งบประมาณหายไปเลยนั้นมันไม่มีครับ ส่วนไกลปืนเที่ยงมันต้องยอมรับ แต่ถ้าประชาชนมีส่วนร่วม มีความเข้มแข็ง ชุมชนนั้นอยู่ได้ ฉะนั้น นี่คือหน้าที่ที่รัฐจะต้องไปแก้ไขในเรื่องขององค์ความรู้ให้มากขึ้น
***ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผู้รับเหมาเข้ามาเยอะไหม
มีนะ...มีตั้งแต่ผู้รับเหมามาลงสมัครรับเลือกตั้ง โรงงานอุตสาหกรรมส่งผู้สมัครลงมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง ผมฟังมาเยอะ แต่ผมถามว่าใครจะเป็นคนออกระเบียบห้ามผู้รับเหมาลงเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นต้องยอมรับว่ามันมี แต่เยอะไหม มันไม่ได้มีเยอะนะ เพราะว่าคนที่เป็นนักการเมืองหรือผู้บริหารท้องถิ่นในปัจจุบันนี้เริ่มเป็นคนที่มีความคิด และถูกสกรีนจากชาวบ้านมากขึ้นแล้ว
***มองการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
ดีนะ...ผมมองว่าเป็นกระแสที่ประชาชนมีมุมมองเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อีกปัจจัยหนึ่งผมว่าคงอยากเห็นบ้านเมืองสงบ
***สรุปแล้วการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีความสำคัญต่อประชาชน และควรมีต่อไปใช่ไหมครับ
อย่างที่บอกว่าวันนี้การปกครองส่วนท้องถิ่นมีอยู่ 5 รูปแบบ อบต. ถือว่ามีการตอบสนองต่อประชาชนได้ดีที่สุด เพียงแต่ว่ามันอาจจะต้องไปปรับเรื่องเชิงพฤติกรรมมากกว่า เพราะการปกครองส่วนท้องถิ่นคือการพัฒนารากฐานของระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น ได้มีการเรียนรู้จากการเลือกผู้นำว่าถ้าเราไม่มีตัวแทนที่ดี ในชุมชนก็จะไม่มีการพัฒนา เพราะฉะนั้นถ้าประชาชนในชุมชนยังไม่ให้ความสำคัญในจุดนี้ ยังเห็นแก่อามิสสินจ้าง...มันจะลดลง
***ความนิยมต่อคุณทักษิณลดน้อยลงไปหรือไม่
ผมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่ใช่คำตอบนะ การเมืองมันต้องยอมรับนะว่ามันไม่ได้อยู่ที่ความนิยมอย่างเดียว แต่มันต้องมีปัจจัยประกอบด้วย
***หากมีการเลือกตั้งครั้งหน้ามองว่าคุณทักษิณจะกลับมาได้ไหม
ผมว่าวันนี้อยู่ที่ว่าใครจะมีผลงาน แล้วสามารถที่จะนำประเทศเดินหน้าไปได้มากกว่า สร้างความสามัคคีได้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ตรงนี้น่าจะเป็นจุดยอมรับมากกว่า
***คนไทยยังติดภาพความนิยมในนโยบายของรัฐบาลคุณทักษิณอยู่หรือไม่
ผมว่าตอนนี้มันเหมือนกันหมดนะ นโยบายของรัฐบาล แถมตอนนี้มียกกำลังสองอีกต่างหาก
***นโยบายแจกเงินให้ประชาชนคนละ 2,000 บาท มองว่ามันจะเป็นการสร้างภาระให้รัฐบาลในอนาคตไหม
ผมมองว่ามันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนมีแรงในการจับจ่ายใช้สอยนะ มันเป็นเหมือนระบบรัฐสวัสดิการ ที่ทำให้คนที่ไม่มีโอกาสได้มีโอกาส แต่ถามว่าจะมีผลกระทบในระยะยาวไหม ผมว่ามีนะ มีตรงที่ว่าถ้าเศรษฐกิจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จะกลายเป็นว่าภาระของรัฐบาลจะสูงขึ้น เพราะฉะนั้นเดิมพันของรัฐบาลนี้อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจเดินไปได้ไหม เพราะว่างบประมาณนี้ต้องใช้เพิ่มมากขึ้น แต่รายได้ของประเทศวันนี้ลดลง ผมเพิ่งประชุมมา ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องจัดสรรให้ท้องถิ่นมีผลกระทบไปแล้วกว่า 8 พันล้านบาท นี่ไงคือสาเหตุที่ผมบอกว่าต้องกระทบแน่ แต่ถ้ารัฐบาลเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจได้ รายได้ประเทศเพิ่ม นโยบายเหล่านี้เข้มแข็ง
//////////////////