WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 27, 2009

อย่าลืมปัจจัยการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

ความริเริ่มที่จะเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก กลายเป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นฮือฮา ในวงการเมืองไทย เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้เปิดประเด็นขึ้นมา และได้รับการขานรับทันที จากนายกรัฐมนตรีและนักวิชาการบางส่วน แสดงว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้มุ่งที่จะใช้นโยบายอภิมหาประชานิยมเท่านั้น แต่ยังคิดที่จะปฏิรูประบบภาษีด้วย

การเก็บภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก เป็นหลักการที่ดี นอกจากจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 7 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และอาจป้องกันไม่ให้นายทุนทั้งไทยและต่างชาติกว้านซื้อที่ดินมากักตุนเพื่อเก็งกำไร โดยไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ ในขณะที่มีคนไทยมากมายที่ต้องการที่ดิน

แต่การเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดก เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำได้ยาก บางรัฐบาลเคยพยายามทำมาแล้ว ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ เมื่อกว่า 76 ปี แต่ไม่สำเร็จ แม้แต่ รมว.การคลังคนปัจจุบันก็ยอมรับว่าที่ผ่านมา เมื่อมีการเสนอเก็บภาษีดังกล่าวทีไร รัฐบาลมักล้มทันที เพราะการต่อต้านจากกลุ่มผู้มีอำนาจ เจ้าของที่ดินรายใหญ่ๆ ซึ่งมีรัฐ-มนตรี ส.ส. และ ส.ว.อยู่ด้วย

แม้นโยบายการเก็บภาษีที่ดินและมรดก จะเป็นหลักการที่ถูกต้อง และมีกว่า 53 ประเทศทั่วโลก ที่ออกกฎหมายมาบังคับใช้ แต่ปัจจัยที่จะมองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาด คือปัจจัยทางการเมือง รัฐบาลจะต้องมั่นใจว่ามีความเข้มแข็งพอ ที่จะรับมือกับการต่อต้านได้ อย่าลืมว่ารัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ขาดเอกภาพ และไม่มั่นใจในการสนับสนุนทั้งในและนอกสภา แค่องค์ประชุมสภาก็คุมไม่ได้

รัฐบาลจะต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองอย่างยิ่ง ในการริเริ่มนโยบายใหม่ๆ ที่สำคัญๆและมีผลกระทบต่อกลุ่มคนผู้มีอำนาจ ทั้งในและนอกสภา รัฐบาลจะต้องจัดอันดับความสำคัญของนโยบายต่างๆและเร่งดำเนินนโยบายที่เชื่อว่าจำเป็นเร่งด่วนเสียก่อน นั่นก็คือการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอย จนมีคนตกงานนับล้านๆคน และการสร้างบรรยากาศความสมานฉันท์

ส่วนนโยบายใหม่ๆ ที่เสี่ยงต่อการถูกต่อต้าน จากกลุ่มผู้มีอำนาจ จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่บุ่มบ่ามหรือรีบเร่ง อาจจะโยนหินถามทาง เปิดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง จนมั่นใจว่ามีเสียงสนับสนุนพอ โดยปกตินโยบายที่สำคัญและใหม่เช่นนี้ รัฐบาลที่เหมาะสมที่จะดำเนินการ น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และได้รับความนิยมในระดับสูง

เรื่องที่รัฐบาลจะต้องคำนึงมากที่สุด คือ ความเป็นจริงทางการเมืองในปัจจุบันแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา แต่ก็เป็นเสียงข้างมากที่ง่อนแง่น ซ้ำยังมีความแตกแยกในสังคมไทยรุนแรง มีการแบ่งฝ่ายแบ่งสี ไล่ด่า ปาไข่และตีนตบ แทบจะเป็นรายวัน จึงไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะต้านทานเสียงคัดค้านได้ ความจริงทางการเมืองก็คือถ้ารัฐบาลอยู่ไม่ได้ ก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง.

บทบรรณาธิการ

ซอกแซกภาคพิเศษ

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมงานฉลองมงคลสมรส ที่โด่งดังมากที่สุดงานหนึ่งของเมืองไทยเราในยุคนี้

ขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันอ่าน โดยถือเสียว่าเป็น ซูมซอกแซกภาคพิเศษก็แล้วกันครับ

เพราะเจ้าภาพทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงล้วนเป็นคนดัง...มีฐานะมี

ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง...จึงมีผู้คนจากทุกวงการไปร่วมงานอย่างคับคั่ง

ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ นักสื่อสารมวลชน ข้าราชการเก่าใหม่ และดาราโทรทัศน์ ทั้งดาราข่าว ดาราละคร ฯลฯ

งานของคุณ อุราภา บุตรี คุณ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ กับคุณ วรวรรธน์ บุตร คุณ ประวิทย์-อรัญญา มาลีนนท์ ที่เป็นข่าวเกรียวกราว ทั้งในหน้าบันเทิง และหน้าสตรีของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ นั่นแหละครับ

น่าจะเป็นงานฉลองมงคลสมรสที่ใหญ่ที่สุด อย่างน้อยก็ในรอบ 1 ปี

ที่ผ่านมา หรือในรอบ 1 ปี จากนี้เป็นต้นไป หากไม่มีใครทำลายสถิติ

เพราะเจ้าภาพได้เหมาล็อบบี้หรือห้องโถงใหญ่ของโรงแรม โฟร์ซีซั่นส์ เอาไว้ทั้งล็อบบี้...รวมตลอดถึงห้องจัดเลี้ยง ห้องอาหาร และห้องประชุมเล็ก ประชุมน้อยที่อยู่ในบริเวณชั้น 1 และชั้น 2 ของโรงแรมเอาไว้หมดทุกห้อง

แม้แต่ห้องแกรนด์บอลรูม หรือห้องที่ใช้สำหรับการจัดงานของคู่บ่าวสาวทั่วๆไป ที่อยู่ด้านหลังโรงแรม...เจ้าภาพก็เหมาไว้เช่นกัน (เหมาไว้ทำอะไร...อ่านๆไปจะเฉลยให้ทราบครับ)

ปกติแล้วบริเวณห้องโถงใหญ่ หรือแกรนด์ล็อบบี้ของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ จะเป็นที่นั่งพักของแขกเหรื่อและเป็นที่นั่งดื่มนํ้าชากาแฟ

ในช่วงบ่ายๆจะมีดนตรีวงเล็กๆบรรเลงเพลงซึ้งๆ ด้วยบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับห้องโถงของโรงแรมเพนนินซูล่า ที่ฮ่องกง

ผมเคยไปงานแต่งงานที่โรงแรมนี้หลายครั้ง แต่ก็น่าจะกล่าวได้ว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดพิธีในห้องโถงใหญ่ หรือแกรนด์ล็อบบี้ของโรงแรม

ด้วยการยกที่นั่งสำหรับดื่มนํ้าชา กาแฟ และที่นั่งพักรอแขกออกไป แล้วตกแต่งประดับประดาจนกลายเป็นห้องจัดงานแต่งงานที่อลังการขึ้นมาแทน

ประธานในพิธีและจะเป็นผู้กล่าวอวยพร ได้แก่ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเดินทางมาถึงงานตั้งแต่หัววัน...(โดยไม่มีเท้าตบสีแดง มารอรบกวน)

ที่น่าสนใจและจะต้องบันทึกไว้ก็คือ ทีมต้อนรับทีมใหญ่ ซึ่งเกือบทั้งหมดก็คือ พนักงานและดาราใหญ่น้อยของช่อง 3

จนกระทั่ง 3 ทุ่มเศษ เมื่อแขกผู้ใหญ่ทยอยกลับไปหมดแล้ว ดาราและพนักงาน ตลอดจนผู้อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำทั้งหมดก็ไปชุมนุมที่ห้องแกรนด์บอลรูม หรือห้องจัดแต่งงานตามปกติที่อยู่ด้านใน

เพื่อร่วมงานเลี้ยงที่เรียกกันติดปากว่า อาฟเตอร์-ปาร์ตี้คือกิน และเฮฮากันต่อ ในระหว่างผู้จัดงานทั้งหลาย

ทราบแล้วนะครับ ว่าห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมที่คู่บ่าวสาวเช่าไว้ด้วยนั้น...ก็เพื่อที่จะใช้ฉลองเป็นการเฉพาะของทีมงาน รวมทั้งผู้สื่อข่าวที่ไปทำข่าวงานนี้นั่นเอง

ความสำเร็จของงานนี้น่าจะมีส่วนอย่างมากจากความเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักของคุณ ประวิทย์ มาลีนนท์

พวกเราที่ไทยรัฐยังจำได้เสมอ...งานใหญ่งานเล็กท่านมาไม่เคยขาด... เวลาเราแข่งกอล์ฟ แม้จะเล่นไม่เป็น แต่คุณประวิทย์จะมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ทุกครั้ง

ผมเชื่อว่าท่านคงปฏิบัติเช่นนี้กับทุกๆคน ทุกๆฝ่าย จึงทำให้ช่อง 3 เป็นที่รักของผู้คนจำนวนมากในทุกๆวงการ

สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า ผมไม่ตำหนิเลย ที่ทั้งคุณประวิทย์ฝ่าย เจ้าบ่าว และคุณ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ฝ่ายเจ้าสาว จัดงานใหญ่และน่าจะใช้เงินจำนวนมากในครั้งนี้

ถ้าท่านผู้อ่านจำได้ ผมเคยเขียนไว้แล้วว่า ขอให้คนรวยเมืองไทยจงใช้เงินเถิดครับ...ใช้ให้มากๆ...ใช้ให้เต็มที่เท่าที่จะมีปัญญาใช้...

เพราะนี่คือการปลุกเศรษฐกิจไทยที่แท้จริง เป็นการปลุกที่ถูกต้องเหมาะสม...เหมาะกว่าการแจกเงินภาษีอากรหัวละ 2,000-3,000 บาทเยอะ

นอกจากไม่ตำหนิ ผมยังอยากจะเรียกร้องให้ผู้มีเงินทองเหลือใช้ท่านอื่นๆจัดงานแต่งงาน งานวันเกิด หรืองานอะไรก็ตามให้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ต่อไป อย่างน้อยก็ตลอดปี 2552

ขออย่างเดียว ขอให้จัดภายในประเทศเท่านั้นแหละครับ โรงแรมไหนก็ได้ จังหวัดไหนก็ได้ ขอให้อยู่ในประเทศไทยก็ละกัน.

ซูม

กระเป๋าแฟ่บ

ที่มา ไทยรัฐ

ใครจะไปเที่ยวฉลองตรุษจีนก็เชิญตามสบายแต่สำหรับ ส.ส. และส.ว. ต้องอยู่ฉลองตรุษจีนที่สภาฯ ห้ามป่วยห้ามลาห้ามเบี้ยว!

เพราะขณะนี้กำลังมีการประชุมสภามาราธอนติดต่อกัน 4 วันรวด

2 วันแรก (2627 ม.ค.) เป็นการประชุมร่วม 2 สภาฯ เพื่อลงมติให้ ความเห็นชอบกรอบข้อตกลงอาเซียน เพื่อรองรับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ ที่หัวหิน ปลายเดือนหน้า

ถ้าหากกรอบข้อตกลงอาเซียนคลอดออกจากมดลูกสภาฯไม่ได้ รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะประธานอาเซียน มีหวังหน้าแหกเป็นริ้วปลาแห้ง

แม่ลูกจันทร์ มองโลกในแง่ดี เชื่อว่าการประชุมรัฐสภาจะไม่มีเหตุวุ่นวายขายปลาช่อน

ถึงแม้ฝ่ายค้านจะขอนับองค์ ประชุม ก็มั่นใจว่าสภาฯจะไม่ล่ม เนื่องจากมี ส.ว.เป็นตัวช่วย!

ล่าสุดตัวเลข ส.ส. และ ส.ว. 2 สภา รวมทั้งสิ้น 630 คน ถ้ามี ส.ส. และ ส.ว. อยู่ในห้องประชุมเกิน 315 คน ก็เป็นอันใช้ได้

แต่เพื่อความไม่ประมาท วิปรัฐบาลได้กำชับ ส.ส.รัฐบาลทั้ง 259 คน เมื่อเซ็นเข้าประชุมแล้วต้องเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้ง

ห้ามหนีกลับบ้านจนกว่าสภาฯเลิก

สำหรับ 2 วันหลัง (28-29 ม.ค.) เป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มพิเศษกลางปี วงเงินหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะเอาไปอัดฉีดแจกฟรีกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

แม่ลูกจันทร์ มั่นใจว่า ร่าง พ.ร.บ. เพิ่มรายจ่ายกลางปีจะผ่านความเห็นชอบจากสภาฯสบายๆ

แต่ที่ไม่สบายคือ รัฐบาลต้องโดนฝ่ายค้านรุมถล่มจมกระเบื้อง!!

เพราะเงินหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาทที่รัฐบาลขออนุมัติเพิ่มไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ 18 โครงการ ไม่แน่ใจว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า??

และไม่น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ กระเตื้อง??

เนื่องจากนโยบายประชานิยมเวอร์ชั่นประชาธิปัตย์จัดให้ เป็นอภิมหาประชานิยมสุดขั้วที่เน้นการแจกฟรี มากกว่าการสร้างงานเพื่อให้ประชาชนมีรายได้

รายละเอียด แม่ลูกจันทร์เคยกระชุ่นไปแล้วไม่ขอฉายซํ้าให้เปลืองเนื้อที่

ประเด็นที่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ เห็นด้วยก็คือการที่รัฐบาลจะใช้เงินแสนกว่าล้านบาทไปหว่านโปรยแจกฟรีๆ รัฐบาลต้องมีเงินเหลือเฟือที่จะแจกได้

แต่ฐานะการเงินของรัฐบาลกำลังกรอบเป็นข้าวเกรียบปิ้ง

พูดชัดๆ คือรัฐบาลกระเป๋าแฟ่บ!!

การจัดเก็บภาษีซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศคาดว่าจะตํ่ากว่าเป้าถึงหนึ่งแสนสามหมื่นล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

แถมงบประมาณรายจ่ายปีนี้ก็ขาดดุลติดลบตัวแดงอยู่แล้วบานแห้ว การเพิ่มรายจ่ายกลางปีอีกหนึ่งแสนล้านบาทก็เท่ากับรัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มหนี้ก้อนโตให้คนไทยทั้งประเทศช่วยกันอุ้ม

ปัญหาใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้คือหนี้สาธารณะที่พองขึ้นๆ เรื่อยๆ ถ้าปล่อยให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 50 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี อะไรจะเกิดขึ้น?

สรุปว่า ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย การจะใช้เงินในอนาคตทุกบาททุกสตางค์ต้องรอบคอบ

ปล.เงินคงคลังที่เหลือติดกระเป๋าหนึ่งแสนล้านบาท สวนทางกับรายจ่ายก้อนโต ก็น่าห่วงนะท่าน

แถมรัฐบาลยังประกาศจะอัดฉีดงบลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์อีกหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพกว้าง

โอ้อุแม่เจ้า แล้วเศรษฐกิจไทยจะฟื้นมั้ยเนี่ย??

เอาน่า ผียังไม่ถึงป่าช้าก็ยังมีความหวังว่าจะฟื้นได้.

แม่ลูกจันทร์

ลีลากังฉิน

ที่มา ไทยรัฐ

สมัยเด็กๆผมเคยไปดูงิ้วที่ศาลเจ้าอาม้า ปากคลองบาง-เรือหักใกล้บ้าน ฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่อง ดูเท่าไหร่ก็ไม่สนุก ก็มักเร่ไปดูหนังกลางแปลง

ละแวกปากอ่าวแม่กลอง ก่อนออกทะเลพวกชาวประมงต้องหยุดเรือไหว้อาม้าครับ เสียงประทัดเสียงโป้งป้าง แสดงว่าเสร็จพิธี สมัยที่ผมถือท้ายเรือ ก็ต้องรัวกระดิ่ง เร่งเครื่องเรือมุ่งหน้าออกไปหาปลา

เรือทุกลำสิ้นปีมีกำไร ก็ต้องมาหาหนังกลางแปลงแก้บน ปีที่เถ้าแก่โป๊ะ เถ้าแก่เรืออวนลาก รวยกันมากๆ หนังที่ศาลอาม้าฉายติดต่อกันนานถึง 3-4 เดือน

นานๆปีที่มีงิ้ว ผมก็เห็นก๋งนุ่งกางเกงปั๋งลิ้น เสื้อแพรสีดำ เดินเตร่ด้วยมาดดูดีมีสง่า

ตอนโตเพิ่งรู้ว่า มีก๋งเป็นขาใหญ่ ระดับตั้วเฮีย สมัยที่มีอั้งยี่

ท่าทางก๋งมีความสุขมาก ตอนยืนอยู่ข้างโรงงิ้ว ผมแกล้งเดินเฉียดๆเข้าไป ก๋งก็ยื่นเงินให้หลานปู่ (คนเดียว) ไปซื้อขนม

ความรู้เรื่องงิ้ว เพิ่งมาได้จากหนังสือคอคิดขอเขียน อาจารย์กาญจนาคพันธุ์ ท่านบอกว่า ตัวแสดงงิ้วที่เห็นเล่นกันมากมาย แท้จริงแล้วแบ่งเป็นสี่พวก

พวกที่ 1 พวกหน้าขาวไม่เขียนหน้า เรียกกันว่า ตัวเซ็ง นี่คือตัวพระ

พวกที่ 2 ตัวนาง พวกนี้ต้องมีมือในการร้องการรำทำเพลงเก่งมาก

พวกที่ 3 ตัวเขียนหน้าเป็นสีต่างๆ ตัวโกงที่เราเรียกว่า ตัวกังฉิน (ยกเว้นเปาบุ้นจิ้น) มักเขียนหน้าสีดำ ตัวที่เขียนหน้าสีแดงพุทราสุก คือกวนอู

พวกที่ 4 เขียนหน้าเป็นจุดๆ คิ้วสั้นๆ เหมือนสุคนธ์ คิ้วเหลี่ยมตลกไทย เรียกกันว่า ตัวหน้าขี้ไก่

แม้งิ้วมีสี่พวก แต่ก็มีเรื่องให้เลือกเล่นมาก ไม่ว่าจะบู๊หรือบุ๋น ถึง 40 เรื่อง นับแต่เรื่องสามก๊ก เลียดก๊ก ส้วยถัง ฯลฯ

คนจีนรู้จักกวนอู เล่าปี˜ โจโฉ ซิยิ่นกุ้ย หรือซิเต็งซัน ขึ้นปากขึ้นใจ ก็เพราะได้ดูงิ้ว

ตุ๊กตาหินที่เรียกว่า ลั่นถัน วันนี้เรายังเห็นเรียงรายในวัดโพธิ์ วัดสุทัศน์ ฯลฯ คือตุ๊กตาที่มีท่าเป็นงิ้ว แสดงถึงความนิยมงิ้วที่ตกทอดจากจีนมาถึงเมืองไทย

งิ้วเริ่มมีในสมัยราชวงศ์หงวน (พ.ศ.1823-1911) ตรงกับสมัยสุโขทัย ถือเป็นศิลปะชั้นสูงในสมัยราชวงศ์เหม็ง (พ.ศ.1911-2187)

ตัวแสดงนั้น เดิมทีมีทั้งหญิงและชาย จนถึงสมัยราชวงศ์เช็ง รัชกาลพระเจ้าเคี่ยนหลง พ.ศ.2279 ทรงมีพระราชมารดาเป็นนางงิ้ว จึงโปรดห้ามผู้หญิงเล่นงิ้ว

นับแต่นั้นตัวแสดงงิ้วจึงมีแต่ผู้ชาย จนถึง พ.ศ.2455 จึงยอมให้ผู้หญิงเล่นงิ้วได้เหมือนเดิม

สมัยพระเจ้าคังฮี ปู่พระเจ้าเคี่ยนหลง เล่ากันว่าตัวที่แสดงเป็นชินไคว่ (ต้นตำนานปาท่องโก๋) เล่นบทขุนนางกังฉินกินเมืองสอพลอฮ่องเต้ เอาตัวงักฮุย ขุนพลคนซื่อมาประหาร

เล่นบทโกงได้ถึงบท ถึงขนาดคนดูทนไม่ได้ กระโจนขึ้นโรงงิ้ว

ชักมีดแทงตายคามือ

ใครที่ฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่อง ถ้าพอมีความรู้อยู่บ้าง ผมหวังว่าคงดูงิ้วตรุษจีนปีนี้ได้มีรสชาติขึ้น

งิ้วเรื่องงักฮุย-ชินไคว่ สมัยนี้ไม่ค่อยมีคณะไหนเล่น แต่เรื่องจริงแบบ...ขุนพลคนดีมีฝีมือ แพ้น้ำลายขุนนางกังฉินกินเมือง รักษาเก้าอี้ไว้ไม่ได้ เอาชีวิตแทบไม่รอด ตอนเปลี่ยนรัฐบาลก็ยังเห็นกันอยู่

ส่วนเรื่องที่จะหวังว่า จะมีคนบ้ากระโจนขึ้นเวทีชักมีดไปแทงให้ตาย...คงไม่มี สมัยนี้เขาเล่นกัน แค่หาช่องทางปาไข่เข้าใส่ ก็ดูเหมือนจะสะใจกันพอแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

จะเอาจริงหรือ

ที่มา ไทยรัฐ

คงเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมอีกเรื่องหนึ่งกับการที่นายกฯ และ รัฐมนตรีคลัง มีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและ ภาษีมรดก ให้ถือเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการให้สำเร็จ ซึ่ง จริงๆแล้วมีการคิดและพยายามจะให้เกิดขึ้นมานานแล้ว

แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะเจอแรงต้านจนไปไม่รอด

แน่นอนว่าไอเดียนี้ไม่น่าจะเป็นว่า 2 ท่านนี้เพิ่งจะคิดเพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจึงต้องหารายได้ด้วยการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งมีการประเมินตัวเลขคร่าวๆ ตามสูตรที่คิดจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 70,000 กว่าล้านบาทจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ยังไม่นับรวมภาษีมรดกแต่เนื่องยังเป็นเพียงแนวคิดวิธีการหรือรูปแบบยังไม่ได้กำหนดดังนั้นจากภาษีมรดกจึงยังไม่มีการคำนวณว่าจะเป็นเท่าใดแต่ก็น่าจะมากพอสมควร

การจัดเก็บภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างนั้นนัยว่าก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และลดช่องว่างระหว่างคนในสังคม เพราะคนมีเงินนั้นมี ที่ดินมากมีสิ่งปลูกสร้างหลายแห่ง บางแห่งก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หาก เก็บภาษีที่ดินก็จะทำให้รัฐมีรายได้

และทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เพราะคนจนจำนวนมาก ยังไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือภาษีมรดกก็คงจะเช่นกันเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ที่ว่าจะเป็นประเด็นใหญ่ก็เพราะมันจะมีผลกระทบต่อคนจำนวนหนึ่งที่มีฐานะ เจ้าที่ดิน คนชั้นสูง เศรษฐีที่มีเงินจำนวนมาก นักการเมือง ข้าราชการที่เชื่อว่าทำมาหากินหรือได้มาอย่างถูกต้องด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน รัฐบาลจึงไม่ควรจัดเก็บภาษีและไม่เป็นธรรม

ง่ายๆแค่คนในรัฐบาลชุดนี้ระดับรัฐมนตรีดูตัวเลขรายได้ การครอบครองที่ดินจำนวนมากหรือนักการเมืองส่วนใหญ่

คงไม่มีใครชอบกฎหมายดังกล่าวนี้

อย่างไรก็ดี แม้ว่านายกฯ จะบอกว่าเรื่องนี้คงจะอีกยาว และดูเหมือนว่ายังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคให้ชัดเจนว่าจะเอาด้วยหรือไม่ เพราะแค่เริ่มต้นคนในพรรคอย่างนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ก็เริ่มติติงในลักษณะไม่เห็นด้วยและยังเตือนด้วยว่าคงจะหารือภายใน ก่อนที่จะประกาศต่อสาธารณะ

นายพิเชษฐยกเหตุผลว่าเงินภาษีที่จะได้ไม่มากนักแต่ส่งผลกระทบต่อสังคม ภาษีมรดกดีจริงทำไมญี่ปุ่น อังกฤษเตรียมที่จะยกเลิก เดิมจากเจ้าของทรัพย์สินจะไม่เสียภาษีเมื่อตัวเองตายก็จะโอนให้ลูกหลาน แต่หลังจากมีกฎหมายนี้เจ้าของทรัพย์สินจะหลีกเลี่ยงโอนให้ ลูกหลานก่อนตายเพื่อไม่ต้องเสียภาษี

ปัญหาที่ตามมาก็คือเมื่อได้มรดกไปแล้วก็หายหัวไปเลย หรือที่ได้น้อยอาจไม่พอใจกลับมาทำร้ายได้

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็คงจะตกใจเรื่องนี้เหมือนกันและน่าเชื่อว่าคนที่เห็นด้วยไม่น่าจะมีมากนักเพราะคงไม่มีใครอยากเสียภาษีลักษณะนี้

การที่นายกฯ ประกาศเป็นเดิมพันว่าหากกฎหมายไม่ผ่านก็พร้อมจะแสดงความรับผิดชอบนั่นย่อมแสดงว่านายกฯ คงจะเอาจริง เอาจัง อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนในรัฐบาลเห็นชอบร่วมกัน จะทำ อย่างไรให้สังคมยอมรับ

แต่คนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยจะมีทรัพย์สิน ไม่มีที่ดินมากมายหรือไม่มีอะไรเลยน่าจะเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว

เรื่องนี้คงจะอีกนานกว่าที่จะได้เห็นผลเพราะต้องมีการศึกษาข้อดีข้อเสียและแนวทางการจัดเก็บแต่เชื่อได้เลยหากมีการนำเสนออย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา การเมืองจะกระเพื่อมทันทีระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ดีไม่ดีรัฐบาลแตกกันเละเสียก่อน.

สายล่อฟ้า

ต้มยำกุ้ง..ยาบ้าบูม! ปีเผาจริงระวังซ้ำรอย

ที่มา ไทยรัฐ

แค่ปีเผาหลอก...ยังไม่ได้เป็นปีเผาจริง ปี 2551 ที่ผ่านมา มีโรงงานแจ้งขอเลิกกิจการกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม 2,294 แห่ง มากกว่าปี 2550 ร้อยละ 14.13

ปีนี้เผาจริง จะมีโรงงาน ธุรกิจห้างร้าน ปิดตัวเองไปอีกเท่าไร จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นอีกมากมายขนาดไหน

คนตกงานมากขึ้น ขาดรายได้ ยากจนลง ผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดตามมามีมากมาย ไหนจะอาชญากรรม ลักจี้ชิงปล้น โจรขโมยชุกชุม และปัญหาสังคมอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้...

ยาเสพติด อาจจะลามระบาดมากขึ้นมาได้

ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น...ประเทศไทยเคยเจออย่างหนักหนาสาหัสมาแล้ว

วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540

ก่อนหน้าเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ช่วงนั้นสถิติการจับยาบ้าแต่ละปี แค่หลักล้านเม็ดต้นๆ พอเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง สถิติการจับกุมเพิ่มขึ้นมาเป็นหลักสิบล้านได้ 20-30 ล้านเม็ด เรียกว่า สถิติพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ยิ่งในช่วงปี 2544-2545 ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ จับกุมได้ปีละกว่า 100 ล้านเม็ด จนต้องประกาศทำสงครามกับยาเสพติดในปี 2546

มือปราบผู้คลุกคลีในงานปราบปรามยาเสพติดมากว่า 30 ปี ให้ข้อมูลในแบบไม่ประสงค์ให้เอ่ยนาม ด้วยเหตุผลติดขัดในเรื่องตำแหน่งหน้าที่

วิกฤติต้มยำกุ้ง มีประวัติหลักฐาน วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้ยาเสพติดระบาดมากขึ้น...วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ จะเกิดซ้ำ ย้ำรอยเดิมหรือไม่?

ตอนนี้สถานการณ์ยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้ายังอยู่ในอาการทรงตัว ไม่ดีขึ้นหรือเลวลง วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะทำให้มันระบาดมาเหมือนเดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่เรากำลังเฝ้าระวังจับตาอยู่ว่าจะเหมือนเก่าหรือไม่

เพราะเงื่อนไข สถานการณ์ ปัจจัยแวดล้อมของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ กับวิกฤติต้มยำกุ้ง ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดอธิบายขยายความให้ฟังถึง ความไม่เหมือนกันว่า...

แม้วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ กับวิกฤติต้มยำกุ้ง จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเหมือนกัน ทำให้ธุรกิจห้างร้าน โรงงานต้องปิดตัวเอง ทำให้คนตกงานมากขึ้นเหมือนกันก็ตาม...แต่ภูมิหลัง ความเป็นไปในธุรกิจยาเสพติดของวิกฤติเศรษฐกิจ 2 ยุค มีสภาพแตกต่างกัน

ก่อนหน้ายาบ้าจะมาบูมอย่างขีดสุดในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง...สภาพการณ์ในขณะนั้น การตลาดยาบ้ากำลังอยู่ในช่วงที่กระจายแพร่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกชนชั้นของสังคมไทย

ยุคนั้นธุรกิจค้ายาบ้าเติบโตมาได้ สาเหตุมาจากในยุค ช่วงปี 2530 ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ บูมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และคมนาคม มีการเร่งก่อสร้างบ้าน อาคาร ถนนหนทางมากมาย

คนงาน กรรมกรจะทำงานให้มีรายได้มากก็ต้องพึ่งยาม้า (ยุคนั้นยาบ้า ยังใช้ชื่อว่า ยาม้า) การใช้ยาเสพติดชนิดนี้จึงแพร่หลายมากขึ้น...กินกันเพื่อจะได้ขยัน ไม่ง่วง มีแรงทำงาน

จากนั้นการใช้ยาเสพติดชนิดนี้ได้แพร่หลายไปทั่ว ตามเงาของภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตแบบเร่งรัด จากกรรมกรผู้ใช้แรงงานในเมือง และตกหล่น แพร่เข้าสู่เยาวชนในเขตเมือง

พร้อมกับแพร่หลายเข้าสู่ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน...ตกหล่นแพร่ระบาดเข้าสู่เยาวชนในชนบท

ช่วงปี 2537-2538 ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เรียกได้ว่า ตอนนั้นธุรกิจยาบ้ากำลังเฟื่องฟูมาก ดีมานด์มีมากกว่าซัพพลาย ยาบ้ามีเท่าไรก็ขายได้หมด ยาบ้าขายดีมาก ถึงขั้นกลุ่มผู้ผลิตเฮโรอีนในพม่า ต้องเปลี่ยนสายการผลิตเฮโรอีนมาเป็นยาบ้าแทนกันเลยทีเดียว

ขณะที่ธุรกิจยาบ้ากำลังพุ่ง กลุ่มผู้ผลิตในประเทศเพื่อนบ้านสามารถผลิตยาบ้าป้อนเข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้แล้ว บังเอิญประจวบเหมาะกับที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งขึ้นพอดี

การจับกุมยาเสพติดในช่วงนั้น เราแทบจะจับยาบ้าสีเทา สีช็อกโกแลตไม่ได้เลย ที่จับได้ล้วนแต่เป็นยาบ้าสีส้ม ปั๊มตรา WY ที่ผลิตจากกลุ่มว้าแดงแทบทั้งสิ้น

วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ในช่วงปี 2541-2542 ตอนนั้นเรียกได้ว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่ชายแดนพม่ากันเลยทีเดียว เพราะมีคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ บางคนคิดสั้น ด้วยการรับจ้างขนยาบ้าเข้ามาขายในประเทศไทย

จากเริ่มแรกรับจ้างแค่ขน ก็พัฒนามาเป็นขนเองขายเอง ยกระดับเป็นผู้ค้า เป็นดีลเลอร์ เป็นเอเย่นต์ให้กับผู้ผลิต เพราะขนมาเท่าไหร่ก็ขายได้...

ไม่เกิน 7 วันหมด

ยุคต้มยำกุ้ง...วิกฤติเศรษฐกิจทำให้ธุรกิจยาบ้าบูม เพราะตอนนั้น ดีมานด์ หรือความต้องการยาบ้าของคนไทยมีมาก

แต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ยุคนี้...ความต้องการยาบ้าของคนไทย ไม่เหมือนเดิม

หลังจากมีการประกาศสงครามกับยาเสพติด ในปี 2546...ดีมานด์ของยาบ้าเปลี่ยนไป คนไทยมีความต้องการน้อยลง ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต สาเหตุ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก

1.การประกาศสงครามกับยาเสพติด มีการนำผู้เสพ 300,000 คน เข้ารับการบำบัด...เจอมาตรการนี้เข้าไป ลูกค้าส่วนใหญ่หายไปไม่น้อย

2.การปราบปรามที่รุนแรงในช่วงประกาศสงครามยาเสพติด ทำให้การค้าขายมีความเสี่ยงสูง ทำให้ผู้เสพ ผู้ค้าบางส่วนเลิกไป

3.สำคัญที่สุด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทุกหน่วยงานร่วมมือโหมรณรงค์เข้าถึงทุกชุมชน โดยเฉพาะการโหมโฆษณาไปในทำนอง คนเสพตาย คนขายติดคุก

ทำให้คนทั่วไปโดยเฉพาะในชนบทที่เคยเข้าใจผิดเรื่องยาบ้าว่า เสพจะได้มีแรงทำงานได้มาก จนทำให้เกิดกระแสตื่นตัวกลัวภัยยาบ้าขึ้นมาในชนบท นอกจากจะไม่กล้าซื้อมากินแล้ว จะมีการจัดตั้งชุมชนเข้มแข็ง ออกกฎเหล็กจัดการผู้เสพผู้ค้ากันเองอีกด้วย

ยาบ้าที่เคยหาง่ายขายคล่องในชนบท ก็เลยขายได้ยากขึ้น...ตลาดส่วนนี้หด ความต้องการก็เลยน้อยลงอีก

อีกสิ่งหนึ่งที่ชี้ว่า การประกาศสงครามได้ผล และปัจจุบันนี้สถานการณ์ ไม่เหมือนเก่าก็คือ ในช่วงปี 2544-2545 ที่ธุรกิจค้ายาบ้าบูมสุดขีดนั้น ในพม่ามีโรงงานหลักระดับผลิตหัวเชื้อยาบ้าได้ 10 โรง แต่พอเราประกาศสงคราม โรงงานระดับนี้เหลือแค่ 2 โรง

และการสืบสวนในทางข่าว ช่วงปี 49 มีโรงงานระดับนี้อยู่ 2-3 โรง

ถึงช่วงนี้สถานการณ์ยาบ้าจะไม่รุนแรง แต่มียาเสพติดตัวหนึ่งน่าจับตาไม่แพ้ยาบ้า

นั่นก็คือ...ไอซ์

การปราบยาบ้าในยุคประกาศสงคราม ทำให้ยาบ้าหาได้ยากมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา กลับพบไอซ์มากขึ้น

แต่โชคดีที่ไอซ์ยังมีราคาค่อนข้างแพง เลยยังเป็นที่นิยมเสพกันในหมู่นักเที่ยวกลางคืน เฉพาะในกลุ่มคนมีเงินเท่านั้น ยังไม่ระบาดแพร่หลาย

กระนั้นก็ตาม...หากเกิดมีผู้ผลิตรายไหนดัมพ์ราคาไอซ์ขึ้นมา ปัญหาอาจจะลุกลามเหมือนยาบ้าได้

เพราะไอซ์กับยาบ้านั้น...ไม่ต่างกัน

หัวเชื้อเป็นตัวเดียวกัน คือ เมทแอมเฟตามีน..ต่างกันแค่เรื่องความบริสุทธิ์

ยาบ้า...เมทแอมเฟตามีน เข้มข้น 20-25%

ไอซ์...มีเมทแอมเฟตามีน เข้มข้น 90%

ต้นทุนผลิตแพงต่างกันแค่ 3 เท่าตัว...แต่ไอซ์ที่ขายกันตอนนี้ แพงกว่ายาบ้าเป็นพันเท่า

โอกาสที่จะดัมพ์ราคาสร้างตลาดยังมี...แถมตอนนี้ยาบ้าราคาค้าแล้วกำไรยังสูง วิกฤติอย่างนี้ยังมีคนหวังรวยแบบคิดสั้นไม่ใช่น้อย...วันเก่าๆ มีสิทธิหวนคืน.

ดิอิโคโนมิสต์ฉบับล่าสุดงดขายในไทย(อีกแล้ว)

ที่มา Thai E-News


ไม่มีขายในไทย-นิตยสารดิอิโคโนมิสต์ฉบับล่าสุดที่ลงบทความเรื่องการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกรณีของแฮรี่ นิโคไลด์ส ไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย ผู้แทนจำหน่ายอ้างว่า ข้อเขียนดังกล่าวอาจก่อปัญหาได้ เลยงดจำหน่าย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวต่างประเทศ และดิอิโคโนมิสต์
27 มกราคม 2551

"ดิอีโคโนมิสต์"งดขายในไทยหวั่นข้อเขียนกระทบสถาบัน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน เมื่อวันที่ 26 มกราคมว่า กองบรรณาธิการนิตยสาร ดิ "อีโคโนมิสต์" ของอังกฤษ ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เมล์ แจ้งต่อสมาชิกของนิตยสารที่พำนักอยู่ในประเทศไทยได้รับทราบว่า ผู้แทนจำหน่ายนิตยสารดังกล่าวในประเทศไทยตัดสินใจงดจำหน่าย ดิ อีโคโนมิสต์ประจำสัปดาห์ล่าสุด เนื่องจากหวั่นเกรงว่า ข้อเขียนว่าด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในฉบับล่าสุดอาจก่อให้เกิดปัญหาได้

นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาที่งดจำหน่ายเฉพาะในเมืองไทยด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกัน

ทางด้านเอเอฟพีรายงานอ้างความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมผู้หนึ่ง เปิดเผยว่า กระทรวงมีแนวคิดเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การศึกษาชาวต่างประเทศเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะมีความเข้าใจผิดอย่างมาก และมักเข้าใจว่าเป็นความผิดลหุโทษ ทั้งๆ ที่ กฎหมายนี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

บทความล่าสุดที่ทำให้อิโคโนมิสต์เซ็นเซอร์งดจำหน่ายในไทย

Thailand's lèse-majesté law:The trouble with Harry หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประเทศไทย:ปัญหาที่เกิดกับแฮรี่ กล่าวถึงการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ด้วยการสั่งจำคุกต่อนายแฮรี่ นิโคไลด์ส เป็นเวลา 3 ปี ทั้งที่หนังสือที่เขาเขียนขายได้แค่เพียง7เล่ม และไม่ได้ออกพระนามเจ้านายในราชวงศ์อย่างชัดเจนแต่อย่างใด หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในพม่า รัฐบาลออสเตรเลียอาจกระตือรือร้นกว่านี้ที่จะช่วยเหลือนายนิโคไลด์ส แต่นี่เกิดในไทยก็คงต้องหวังกับการขอพระราชทานอภัยโทษกันไปก่อน

ขณะเดียวกันการดำเนินคดีนี้ก็เกิดขึ้นกับรศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการและนักวิจารณ์สังคมอีกด้วย โดยที่มีนักวิชาการทั่วโลกกว่า128คนเข้าชื่อกันให้ถอนฟ้องนายใจ แต่รัฐบาลไทยเอาจริงกับเรื่องนี้มาก นายพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ถึงกับตั้งวอร์รูม24ชั่วโมงเพื่อติดตามตรวจสอบเวบไซต์ที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

บทความยังได้กล่าวถึงการประท้วงขับไล่รัฐบาลก่อนของกลุ่มพันธมิตรว่าได้พากันใส่เสื้อสีเหลือง และประกาศตนเป็นผู้พิทักษ์ราชบัลลังก์ ซึ่งในการประท้วงครั้งหนึ่งมีสมาชิกของพันธมิตรเสียชีวิต ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จไปในการพระราชทานเพลิงศพ เหตุการณ์ประท้วงดังกล่าวยุติลงด้วยการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และดูจะเป็นชัยชนะของพันธมิตรกับบรรดาผู้สนับสนุนที่มีเลือดสีน้ำเงิน

ก่อนหน้านี้ดิอิโคโนมิสต์ฉบับต้นเดือนธันวาคม2551 ก็ถูกผู้จัดจำหน่ายในไทยงดวางขายในประเทศไทยเช่นกัน โดยบทความในฉบับดังกล่าวนำเสนอเรื่องบทบาทของสถาบันเบื้องสูงกับวิกฤตการณ์ทางการเมือง ซึ่งต่อมาทางการของไทยได้ชี้แจงว่า ดิอิโคโนมิสต์นำเสนอแบบคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะในหลวงไม่ได้ทรงมีบทบาทแทรกแซงทางการเมืองแต่อย่างใด หากจะมีในอดีตก็เป็นบทบาทที่พระองค์ทรงลงมาแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองให้ประเทศกลับคืนสู่สันติสุข เพื่อพสกนิกรชาวไทยจะได้อยู่อย่างสงบสุขเท่านั้น

ศาลยกคำร้องขอประกันตัว ‘สุวิชา ท่าค้อ’ ทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้

ประชาไทรายงานความคืบหน้าคดีนักท่องเน็ตถูกจับคดีหมิ่นเบื้องสูงว่า เมื่อวันที่ 26 ม.ค.52 รายงานข่าวแจ้งว่า ทนายความของนายสุวิชา ท่าค้อ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นเป็นครั้งที่ 2 และศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมาศาลได้ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งแรก เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าสถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชนทั้งประเทศ ใครจะละเมิดมิได้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ ทั้งพฤติการณ์ก็เป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง อัตราโทษสูง จึงเห็นควรไม่ให้ประกันตัว (ลิ้งค์ข่าว)