WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 27, 2009

‘แม้ว’ไม่ตายไม่หยุด

ที่มา โลกวันนี้

‘แม้ว’ไม่ตายไม่หยุด ทวงความเป็นธรรมทั้งนรก-สวรรค์

“ทักษิณ” รับไม่ได้ครอบครัวถูกรังแก ลั่นไม่กลัวตาย จะสู้เพื่อความยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นนรกหรือสวรรค์จนกว่าจะตาย ระบุมีความพยายามยัดเยียดข้อหาคอร์รัปชันเงินตัวเองและกล่าวหาไม่จงรักภักดีเพื่อให้พ้นจากอำนาจโดยไม่อายสายตาชาวโลก แนะรัฐบาลอย่ามัวแต่ดูอยู่บนหอคอย ต้องลงพื้นที่เหมือนโมเดลอาจสามารถ หากทำต่อปี 52 ก็จะประสบความสำเร็จ ชาวบ้านอยู่ดีมีสุข สอนก๊อบประชานิยมไปเมื่อเงินหมดประชาชนจะไม่ได้อะไร ยังจนเหมือนเดิม ไม่ควรดูถูกประชาชน เตือน “อภิสิทธิ์” อย่ามัวแต่ปูนบำเหน็จให้กับพันธมิตรฯจนทำให้ต่างชาติหมดความเชื่อถือ และที่สำคัญรับธรรมนูญคืออุปสรรคในการพัฒนาประเทศทำให้ไม่สามารถออกกฎหมายสำคัญได้

ที่สถานีประชาธิปไตย ดีสเตชั่น ภายหลังรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุรพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พิธีกรรายการความจริงวันนี้ ได้จัดถ่ายทอดสดรายการความจริงวันนี้นัดพิเศษ โดยเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์โฟนอินเข้ามาเป็นแขกรับเชิญในรายการ

เสื้อแดงจะเพิ่มขึ้น

ช่วงเริ่มต้นรายการ พ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวสวัสดีปีใหม่ชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน ขอให้มีความสุข อดทนเพื่อผ่านช่วงวิกฤต ซึ่งเป็นวิกฤตเศรษฐกิจของโลก อย่างไรก็ตาม หากในช่วงตรุษจีนทีมงานรายการความจริงวันนี้เห็นคนสวมเสื้อสีแดงเป็นจำนวนมากอย่านึกว่ามีกองเชียร์เพิ่มมากขึ้น เพราะสีแดงเป็นสีมงคล โดยปีนี้คนอาจสวมเสื้อแดงมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจไม่ดี จึงต้องสวมเสื้อผ้าที่เป็นสีแห่งโชคลาภ

หาความเป็นธรรมทั้งนรก-สวรรค์

จากนั้นนายวีระได้ซักถามถึงการใช้ชีวิตในต่างแดน พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ร่อนเร่พเนจร ไปอยู่ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง เป็นนกขมิ้นตะลอนทัวร์ เดิมสมัยเป็นนายกฯเคยตะลอนเดินทางไปช่วยเหลือประชาชน แต่ตอนนี้ต้องเดินทางไปพบปะเพื่อนฝูง บางทีก็เหงาเพราะไม่ได้อยู่กับครอบครัว ต้องพลัดพราก นานๆลูกจะมาหาบ้าง เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพ่ออยู่ที่ไหน

สำหรับเรื่องสุขสภาพแข็งแรงดี จิตใจเข้มแข็ง พร้อมต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และความยุติธรรม ซึ่งตนและครอบครัวถูกรังแก จุดนี้จึงยอมรับไม่ได้ และจะขอต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม โดยตั้งใจว่าจะหาความเป็นธรรมให้เจอไม่ว่าจะเป็นในนรกหรือสวรรค์ ต่อให้มีการส่งมาฆ่าในต่างประเทศก็จะมีคนอีกมากลุกขึ้นมาต่อสู้จนกว่าจะมีความเป็นธรรม

หยุดเมื่อได้รับความเป็นธรรม

“มีคนถามว่าทำไม่ผมไม่ยอมหยุด เหตุที่หยุดไม่ได้เพราะต้องการความเป็นธรรมให้กับตัวเองและครอบครัว ที่ผ่านมาผมไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ใช่ตัวปัญหา จะผิดก็ตรงที่ผมชนะการเลือกตั้ง จึงมีความพยายามยัดข้อหาว่าผมคอร์รัปชันเงินตัวเอง และกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี จนทุกคนระแวงและหันมาโจมตี เดินหน้าซัดผมจนไม่นึกถึงกติกา ทำทุกอย่างเพื่อให้ผมพ้นจากอำนาจโดยไม่อายสายตาชาวโลก ถ้าอยากจะให้ปัญหายุติต้องคืนความเป็นธรรมให้ผมก่อน มิเช่นนั้นถึงผมตายไปก็จะไม่มีใครยุติ จะเคลื่อนไหวต่อสู้จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม รังแกกันอย่างนี้มันยอมกันไม่ได้”

การเมืองพลิกสวรรค์เป็นนรก

นายวีระถามว่าหากเป็นนายกฯจะเตรียมแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องมองอย่างครบวงจร โดยยอมรับว่าการเมืองมีบทบาทสำคัญกับการแก้ปัญหา บางประเทศการเมืองมีส่วนช่วยพลิกนรกให้เป็นสวรรค์ แต่บางประเทศสถานการณ์ดีอยู่แล้ว การเมืองกลับพลิกสวรรค์ให้เป็นนรก หากคนมีอำนาจรักประชาชนจะทำสิ่งดีให้ประชาชน แต่ถ้านักการเมืองรักที่จะแสวงหาอำนาจก็จะสร้างสิ่งดีๆให้กับตัวเอง

อย่ามัวแต่ดูอยู่บนหอคอย

อย่างไรก็ตาม นโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่มองว่าไฟกำลังไหม้ ต้องระดมน้ำทั้งหมดที่มีอยู่ไปดับไฟ มองว่านอกจากทรัพย์สินจะไหม้ไฟทั้งหมดแล้ว เราจะอดตายเพราะไม่มีน้ำกิน ดังนั้น จึงขอให้ทำอะไรแบบพอหอมปากหอมคอ การแก้ปัญหาจะต้องลงไปในพื้นที่ ดึงชาวบ้านและภาคเอกชนมาสอบถามว่าพวกเขาต้องการให้รัฐบาลช่วยอย่างไร ไม่ใช่นั่งสั่งการอยู่บนหอคอย เหมือนที่เคยทำสำเร็จกับโมเดลอาจสามารถ ซึ่งหากได้สานต่อโครงการเชื่อว่าจะทำให้คนไทยหายจนได้ภายในปี 2552 แต่ถึงตอนนี้เราคงย้อนเวลากลับมาอีกไม่ได้

ส่งพันธมิตรฯเป็นรัฐมนตรี

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มนักธุรกิจชาวไทยอยากให้ระวังการใช้เงิน เพราะสถาบันการเงินอาจเรียกเงินกู้คืน และขอให้หันไปลงทุนเปิดตลาดในประเทศแถบแอฟริกาใต้ซึ่งกำลังจะเป็นเศรษฐีใหม่ อย่างไรก็ตาม คนไทยจะต้องร่วมกันกอบกู้ความเชื่อมั่นของประเทศกลับคืนมาหลังเหตุการณ์ปิดสนามบิน โดยทหารไปเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากนั้นก็ส่งคนในพันธมิตรฯมาเป็นรัฐมนตรีและที่ปรึกษามากมาย คดีความต่างๆก็ไม่ดำเนินการ จึงทำให้ต่างชาติไม่มั่นใจ เพราะรู้ดีว่าใครอยู่เบื้องหลังสถานการณ์วุ่นวายในประเทศไทย โดยคนต่างชาติรู้ข้อมูลดีกว่าคนไทยในประเทศเสียอีก ดังนั้น การที่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณ 500 ล้านบาท ให้กระทรวงการต่างประเทศใช้กอบกู้ชื่อเสียงของประเทศคงไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น นอกจากทำให้งบประมาณหมดไปโดยเปล่าประโยชน์

ก๊อบปี้ประชานิยม

ผมไม่หนักใจว่าใครจะมาลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยม เพราะคนทำต่างกันผลก็จะต่างกัน ผมเข้าไปสร้างเศรษฐกิจภาคชนบทเพื่อไม่ให้คนจนในชนบทเป็นภาระของระบบเศรษฐกิจ เราเข้าใจปัญหาและทำนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาความยากจน หากคิดเพียงว่าประชานิยมของใครเหนือกว่าก็คงเจ๊ง สุดท้ายเงินที่หว่านลงไปจะลายไปหมด โดยคนชนบทยังคงจนอยู่เหมือนเดิม การแก้ปัญหาจึงไม่ควรทำแบบวูบวาบและไม่ควรดูถูกชาวบ้านว่าคิดไม่เป็น

รัฐธรรมนูญเป็นตัวปัญหา

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่าอย่ามัวแต่ตอบแทนบุญคุณกลุ่มพันธมิตรฯและทหารด้วยการแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะนานาชาติขาดความเชื่อมั่นประเทศไทยที่เสียงข้างมากในสภาต้องกลายเป็นเสียงข้างน้อย ประเทศในกลุ่มอาเซียนหลายประเทศมองว่าไทยเป็นต้นเหตุทำให้อาเซียนต้องตกต่ำในเวทีโลก การประชุมอาเซียนก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก เซ็นสัญญาลงนามอะไรไม่ได้เพราะยังไม่ผ่านสภา เพราะรัฐธรรมนูญสมเสร็จเป็นอุปสรรค หากต้องการให้ประเทศก้าวหน้าต้องแก้ไขกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ หากปล่อยรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ไว้ก็ไม่อาจเกิดความสมานฉันท์ได้ สำหรับการแก้ปัญหาหวยใต้ดินโดยนำขึ้นมาเป็นหวยบนดินนั้น เชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่กล้าทำ เพราะแกนนำพันธมิตรฯในต่างจังหวัดต่างเป็นเจ้ามือหวยใต้ดินทั้งนั้น

ศาลมายุ่งการเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเดินทางไปประเทศในแถบแอฟริกาใต้ พักโรงแรมเดียวกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เดินทางไปประชุมศาลโลก แม้ไม่มีโอกาสพบกันแต่อดนึกในใจไม่ได้ว่าเขาจะมาประชุมทำไม จะเอาอะไรมาพูดในเวทีระดับโลก เพราะไม่มีชาติใดที่ใช้ศาลเข้ามาแก้ปัญหาการเมือง โดยเฉพาะในประเทศแอฟริกาใต้ที่มีประวัติการต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรม จึงไม่คิดว่าคนที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรมาบ้างจะกล้าเดินทางมาในประเทศนี้

ช่วงท้ายของการดำเนินรายการพิธีกรซักถามถึงสถานะทางการเงินที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นว่าหมดเงิน จนคนไทยที่ยังรักในตัว พ.ต.ท.ทักษิณต้องการรวบรวมเงินส่งไปให้ใช้ในต่างประเทศ ปรากฏว่าสัญญาณโทรศัพท์ได้ขาดหายไปประมาณ 2 นาที เนื่องจากเป็นการโฟนอินมาจากเครื่องบินขณะบินอยู่ในน่านฟ้าสากล

มั่นใจได้รับความเป็นธรรม

จากนั้นได้มีการติดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณอีกครั้งและกล่าวว่า รู้สึกตื้นตัน อยากจะร้องไห้ที่เห็นคนไทยซึ่งไม่มีเงินอยากจะรวบรวมเงินส่งมาให้ และขอบอกให้สบายใจว่ายังพอช่วยเหลือตัวเองได้ มีเพื่อนฝูงให้ความช่วยเหลือหยิบยืมอยู่บ้าง แต่การต้องเดินทางอยู่ตลอดทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากข้อหาคอร์รัปชันเงินที่ตนและครอบครัวทำมาหากินมาทั้งชีวิตก่อนเล่นการเมือง และยอมรับว่าชีวิตในช่วงนี้เหงามาก เชื่อว่าหากใช้กรรมที่ทำมาในชาติที่แล้วหมดคงได้กลับบ้าน

ชวนเสื้อแดงแสดงพลัง

ภายหลังการสัมภาษณ์สด พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเวลา 1 ชั่วโมง นายวีระได้ปิดรายการพร้อมกับเชิญชวนให้ประชาชนกลุ่มเสื้อแดงมาร่วมยื่นหนังสือแสดงจุดยืนไม่ยอมรับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ต่อสถานทูตในกลุ่มอาเซียน โดยในวันที่ 26 มกราคมจะเดินทางไปสถานทูตฟิลิปปินส์และบรูไน นอกจากนี้ในวันที่ 31 มกราคม ขอให้ผู้รักประชาธิปไตยมารวมตัวชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ใครที่เป็นแดงทรยศจะไม่มาก็ไม่เป็นไร ถึงจะเหลือพวกตนแค่ 3 คนก็จะเดินหน้าชุมนุมต่อไป โดยในวันดังกล่าวจะไม่มีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ขอบคุณรัฐให้ “แม้ว” โฟนอิน

ด้านนายอดิศร เพียงเกษ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีสเตชั่น จำกัด แถลงว่า จากการเปิดตัวทดลองออกอากาศสถานีประชาธิปไตยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะนี้ออกอากาศครบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับจากประชาชนเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ทีมงานมีกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไป ทั้งนี้ สถานีประชาธิปไตยมีรูปแบบรายการที่หลากหลาย และพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมเข้ามาร่วมดำเนินรายการ ซึ่งรายการความจริงวันนี้ของนายวีระไม่มีโอกาสได้ออกอากาศทางเอ็นบีทีก็มาออกอากาศที่สถานีนี้ ซึ่งวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้โฟนอินเข้ามาในรายการ ซึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้โฟนอินเข้ามาโดยไม่ตัดสัญญาณ และขอรัฐบาลอย่าได้มองสถานีประชาธิปไตยเป็นสื่อตรงข้ามรัฐ แต่เราจะทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับรัฐบาล

ชวน “มาร์ค-สุเทพ” โฟนอิน

นายอดิศรกล่าวต่อว่า สัปดาห์หน้าจะประกาศรับสมัครผู้ที่สนใจเป็นนักข่าวแนวร่วมภาคประชาชนอย่างเป็นทางการไม่จำกัดจำนวนจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย สมัครเป็นอาสาสมัครข่าว ส่งข่าวสารมายังสถานีในช่องทางต่างๆผ่านรายการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าสมัครใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้ ยืนยันว่าสถานีประชาธิปไตยไม่ใช่สถานีของคนใดคนหนึ่ง หากนายกรัฐมนตรีมีเวลาว่างก็สามารถโฟนอินเข้ามาได้ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะโฟนอิน เข้ามาเล่าเรื่องที่ถูกประชาชนไล่ที่เชียงใหม่ก็ได้ นอกจากนี้ยังเปิดตัวเว็บไซต์ http://www.dstation.tv/ ซึ่งผู้ชมรายการสามารถรับชมรายการสดผ่านทางเว็บไซต์ได้ เริ่มชมได้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคมนี้เป็นต้นไป

พท.บอก"แม้ว"ต้องหลบๆซ่อนๆหนีศัตรูเก่าตามปลิดชีพ สันติบาลอุบที่อยู่ "เสื้อแดง"ลั่น 31ม.ค.เคลื่อนใหญ่

ที่มา มติชนออนไลน์

พท.ตีปี๊บศัตรูเก่าตามฆ่า "แม้ว" ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไปที่ไหนต้องปิดเป็นความลับข้าม ปท. สันติบาลอุบความลับตามติดที่อยู่ "สุเทพ"เชื่อแม้วเสื่อมปลุกคนไม่ขึ้น "มาร์ค-สนั่น" ให้กลับมาสู้ ผบ.ทบ.ท้าพิสูจน์ เสื้อแดงลั่น31ม.ค.เคลื่อนใหญ่แน่ อธิการ"มช."แจ้งเอาผิดทำเสียหายม็อบอยุธยาปลุกสู้-ศรีสะเกษไม่ร่วม

พท.ตีปี๊บศัตรูเก่าตามฆ่าแม้วข้ามปท.


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กลุ่มวังบัวบาน ใกล้ชิดนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุมีการปองร้ายในต่างประเทศเมื่อวันที่ 26 มกราคมว่า ได้ยินข่าวมาตลอดมีความพยายามจากศัตรูกลุ่มเก่า ที่จะทำร้าย พ.ต.ท.ทักษิณทำให้ต้องระวังตัวตลอดเวลา ซึ่งเป็นความพยายามจากผู้มีอำนาจที่อยู่ในประเทศไทยกลุ่มเดิมและกลุ่มเดียวกับที่เคยวางแผนคาร์บอม พ.ต.ท.ทักษิณในสมัยเป็นนายกฯ ขณะนี้ ยังพบว่ามีการส่งคนไปติดตามความเคลื่อนไหวในต่างประเทศ ซึ่งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไปที่ไหนต้องปิดเป็นความลับ โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย บางคนที่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไปที่ไหนหรือพักอยู่ที่ใดต้องปฏิเสธว่าไม่ทราบ เมื่อมีใครถามถึง พ.ต.ท.ทักษิณ


นายวรวัจน์กล่าวว่า กระแสข่าวลอบทำร้ายทราบกันดีในหมู่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณต้องระวังตัวมากขึ้น ไม่เอาตัวเองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการขับเคลื่อนต่อสู้ของพรรค ปล่อยให้นางเยาวภา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ดูแลกิจการของพรรค แม้จะมีการโฟนอินร่วมกับกลุ่มผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้บ้างก็เป็นเพียงทักทายประชาชนและสีสันทางการเมืองเท่านั้น


ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณเคยเล่าให้ฟังขณะเป็นนายกฯว่า มีคนคนหนึ่งที่เคยอยู่ร่วมขบวนการลอบสังหาร และร่วมวางแผนทั้งหมดได้มาเล่าให้ฟังในภายหลัง มีการพูดชื่อบุคคลที่เป็นผู้บงการและผู้ร่วมปฏิบัติการทั้งหมดว่า ร่วมกันลอบสังหารหลายครั้งในประเทศ แต่การลอบสังหารขณะอยู่ในต่างประเทศนั้น พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่เคยเล่าให้ฟัง แต่เคยได้ยินมาบ้างว่ามีการส่งคนไปติดตามดูความเคลื่อนไหว ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คนระดับอย่างอดีตนายกฯคงจะไม่ออกมาพูดเรื่องแบบนี้หากไม่มีข้อมูลจริงๆ

สันติบาลอุบความลับตามติดที่อยู่


พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) กล่าวว่า ตำรวจสันติบาลได้บันทึกเทปและตรวจสอบคำพูด พ.ต.ท.ทักษิณที่ออกอากาศแล้ว พบว่าเป็นการพูดเรื่องทั่วไป ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะกรณีพูดพาดพิงถึงสถาบัน เข้าข่ายคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามี ส่วนกรณีที่พูดพาดพิงหรือคิดว่าหมิ่นประมาท ใครที่คิดว่าเข้าข่ายแจ้งความดำเนินคดีได้


ส่วนการตรวจสอบที่อยู่ที่แน่ชัด พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อดำเนินคดีตามหมายจับจากการโฟนอินนั้น พล.ต.ท.ธีระเดชกล่าวว่า ขอให้วางใจมีการตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่ขั้นตอนหรือเบาะแสนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้เป็นความลับเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ


"สุเทพ"เชื่อแม้วเสื่อมปลุกคนไม่ขึ้น


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ต่างประสานเสียงไปในแนวทางเดียวกันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีรตนายกรัฐมนตรี ที่โฟนอินเรียกร้องขอความเป็นธรรมข้ามชาติผ่านมางรายการ ความจริงวันนี้Ž ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดี สเตชั่น หรือดีทีวี เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ให้กลับมาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยดีกว่าเคลื่อนไหวอยู่นอกประเทศ และปฏิเสธกรณี พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่ามีการส่งคนตามฆ่า
ทั้งนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณว่า ประชาชนส่วนใหญ่ฟังข้อมูลข่าวสารจากหลายทาง คงวินิจฉัยได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ไม่เหมือนยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ ซึ่งได้ฟังรัฐบาลข้างเดียว การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณคาดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงบันทึกเทปไว้ และจะไม่ปล่อยปละละเลย ส่วนการเคลื่อนไหวโจมตีรัฐบาลทั้งในและนอกสภานั้น ใครจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็เคลื่อนไหวไป แต่ประชาชนจะเป็นคนกดดันว่าอยากให้บ้านเมืองสงบเสียที ให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ อย่ามาก่อกวนวุ่นวายกัน ต้องเจอคำพูดที่กดดันอย่างนี้


"ไม่กล้าพูดว่า พ.ต.ท.ทักษิณเสื่อมหรือไม่ แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณพูดจาไม่ดี ให้ความหมายที่แรงอย่างนี้ก็จะเสียหายไปเรื่อย และไม่คิดว่าจะปลุกประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลได้ โดยสังเกตจากการพูดที่ผ่านมาว่าไม่เห็นจะทำให้คนตื่นเต้นกันสักเท่าไร" นายสุเทพกล่าว


ถามใช้เครื่องบินส่วนตัวใครจะฆ่า


ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่าถูกลอบสังหาร นายสุเทพกล่าวว่า ใครจะไปล่าสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณได้ เพราะอ้อนว่าการไปอยู่ต่างประเทศนั้นลำบาก แต่มีเครื่องบินส่วนตัว บินไปไหนมาไหนได้ ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณเปรียบตัวเองเป็นเนลสัน แมนเดลลา นักต่อสู้ชาวแอฟริกาใต้ ที่ต้องโทษจำคุกนาน 40 ปี แต่ยังได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีหลังจากนั้น นายสุเทพกล่าวว่า คำพูดล่อแหลมเกินไป ไม่อยากจะวิจารณ์ เมื่อถามว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณแสดงให้เห็นว่ามีความคิดจะล้มรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า "คำพูดของคุณทักษิณ ทำให้รู้สึกว่าจะทำมากกว่านั้น"


ส่วนการนำกฎหมายมาจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อป้องกันปลุกระดมประชาชนนั้น นายสุเทพกล่าวว่า คิดว่ายาก เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณหนีคำพิพากษาศาลในคดีที่ดินรัชดาฯไปอยู่ต่างประเทศ แม้จะถูกตั้งข้อกล่าวหาสักเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ตัวมาลงโทษ แต่ยืนยันว่าจะไม่ปล่อยไว้ เช่น คนจัดรายการให้พ.ต.ท.ทักษิณ หากปรากฏว่าผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการไป ส่วนคนที่อยู่ต่างประเทศ ต้องดูไปก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร


"มาร์ค-สนั่น" ให้กลับมาสู้คดีดีกว่า


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภา ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่าจะเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ว่าจะต้องไปอยู่ในนรกหรือสวรรค์ว่า "ความเป็นธรรมอยู่ที่ประเทศไทยนี่แหละครับ กลับมาเถอะครับ"


ด้าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า คงไม่มีใครไปตามฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ในต่างประเทศ เพราะคนไทยไม่ทำอะไรถึงขนานนั้น พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะพะวงไปเอง เมื่อถามว่า การไม่หยุดเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณสร้างความลำบากให้รัฐบาลหรือไม่ พล.ต.สนั่นกล่าวว่า คงรบกวนบ้าง แต่ไปห้ามไม่ให้พูดคงไม่ได้เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพบุคคล เดี๋ยวพูดๆ ไป พ.ต.ท.ทักษิณคงเบื่อไปเอง เพราะสาระต่างๆ มันก็ซ้ำอยู่อย่างนี้ แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้ามามอบตัว ต่อสู้คดีในประเทศไทยก็จะได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรมและทุกอย่างก็จบ


"ยอมมาติดคุกเหมือนเนลสัน เเมนเดลลา มาเถิด ยังมีโอกาสที่จะหลุดได้ ถ้ามาอยู่ในเมืองไทยยังมีโอกาสรอดเยอะ ไม่ต้องไปโดดเดี่ยวอย่างนั้น คนไทยให้อภัยกันได้ ซึ่งผมอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับเข้ามา" รองนายกรัฐมนตรีกล่าว


รอออกกม.จัดการสถานีดีทีวี


นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณประกาศจะสู้ทั้งในนรกและสวรรค์ถือเป็นการท้าทายที่พูดจาสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยที่พยายามจะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่ พ.ต.ท.ทักษิณมีความพิเศษที่เป็นอดีตนายกฯเมื่อพูดจึงมีน้ำหนักมากกว่าและมีท่าทีที่ท้าทายเช่นนี้มาตลอด


ส่วนการออกอากาศของสถานทีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีทีวีนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า หากร่าง พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ออกมาบังคับใช้ก็จะสามารถเข้าไปดูแลช่องว่างตรงนี้ได้ โดยหลังจากพิจารณางบประมาณกลางปีแล้วเสร็จ รัฐบาลก็จะนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา แต่ระหว่างนี้คงไม่เจรจากับทางผู้ดำเนินรายการดีทีวีเพราะรัฐบาลมีหน้าที่ในการรักษากฎหมาย



"ผบ.ทบ."ท้า"ทักษิณ"กลับมาพิสูจน์


พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กล่าวว่า คนไทยทุกคนต้องอยู่กับปัจจุบันและทำให้สังคมเราอยู่ร่วมกันได้ เรามีปัญหามากมายที่ต้องฝ่าฟัน ยืนยันว่าหากประเทศจะฝ่าฟันไปได้นั้น ต้องสมัครสมานสามัคคีกัน เอาความอยู่รอดของชาติเป็นหลัก เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง ทั้งนี้ กองทัพไม่ได้ประเมินสถานการณ์ชุมนุมใหญ่ 31 มกราคมนี้


ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า กองทัพอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลและจะเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ใครจะกล่าวอ้างอะไรแล้วแต่ ตนถือว่าประเทศต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมว่าจะทำให้ทุกคนสามารถมีโอกาสที่จะมีความชอบธรรมในการต่อสู้
เมื่อถามว่า อดีตนายกฯควรยุติการเคลื่อนไหวหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า แล้วแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีข้อคิดเห็น ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า มีการเตรียมลอบสังหารกองทัพมีการตรวจสอบหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ย้อนถามกลับทันทีว่า

"จะถามให้เป็นประเด็นทำไม ผมไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกองทัพ ซึ่งกองทัพจะไปตรวจสอบที่ไหนได้ ต้องถามท่านเอง ถามต่อว่า หากอดีตนายกฯกลับประเทศจะมีชีวิตปกติได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า "แน่นอน เพราะท่านยังมีโอกาสที่จะกลับเข้ามาต่อสู้ทางกระบวนการยุติธรรม และผมมั่นใจว่าจะต้องปลอดภัย หากมีความกล้าหาญกลับมาพิสูจน์กันทางกระบวนยุติธรรม"



เสื้อแดงลั่น31ม.ค.เคลื่อนใหญ่แน่


ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง กล่าวที่รัฐสภา ถึงการโฟนอินเข้ารายการทางสถานีดีทีวีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ไม่จำเป็นจะต้องโฟนอินทุกสัปดาห์ ครั้งต่อไปจะดูเวลาที่เหมาะสม ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคมนี้ อยากให้จับตาเพราะจะมีการเคลื่อนขบวนไปยังที่แห่งหนึ่ง แต่ยังไม่ขอเปิดเผย ขอให้ทุกคนอดใจรอคืนดังกล่าว
นายจตุพรกล่าวถึงการส่งคนลอบสังหารอดีตนายกฯว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้พูดไปเพื่อเป็นการเตือนคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในบ้านเมืองให้รับทราบในประเด็นเหล่านี้


ขณะที่ นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดงในปัจจุบันเป็นการเคลื่อนไหวแบบชาวพุทธคือเคลื่อนไหวด้วยเงินบริจาค แตกต่างจากการนำของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่เคลื่อนไหวโดยขอเงินทุน แต่ขณะนี้เสื้อแดงที่เป็นกลุ่มของคนทั้ง 2 ได้ออกจากระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 31 มกราคมนี้ คนเสื้อแดงจะจัดการชุมนุมขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงเอกภาพในการเคลื่อนไหว ทั้งนี้ ในพื้นที่ทราบว่าชาวบ้านเริ่มถูกข่มขู่ไม่ให้มาร่วมชุมนุมในวันดังกล่าว

มท.1ถกรับมือเสื้อแดงชุมนุม31ม.ค.


เช้าวันเดียวกัน ที่กระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังประชุมเสวนายามเช้า (มอร์นิ่งบีฟ) มี นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมหารือสถานการณ์กลุ่มเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 มกราคม ว่า แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ เน้นทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมเสื้อแดงว่า อะไรควร ไม่ควร และอย่าให้เกิดปัญหาต่อสังคม ให้ใช้วิธีการละมุนละม่อม ไม่มีการสกัดกั้นการชุมนุม


ส่วนกลุ่มชุมนุมเสื้อแดงขับไล่นายสุเทพ รองนายกฯที่เชียงใหม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จะต้องรายงานมาว่า ทำไมจึงมีสถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ต้องให้โอกาสชี้แจงก่อน ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณจะทำให้กลุ่มเสื้อแดงมารวมตัวกันมากขึ้นหรือไม่นั้น นายชวรัตน์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหัวหน้ารัฐบาล 5-6 ปี ความนิยมยังคงมีอยู่ ถือเป็นเรื่องปกติ


แฉถูกท้าทายเหตุคลั่งไล่"สุเทพ"


นายสงวนยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพถูกกลุ่มคนเสื้อแดงขับไล่ที่ จ.เชียงใหม่ ว่าขอถามนายสุเทพเดินทางไป จ.เชียงใหม่ กับใคร และใครเป็นคนประกาศท้าทายเยาะเย้ยถากถางคนเสื้อแดงผ่านทางวิทยุชุมชนก่อน จึงไม่ใช่เรื่องที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ไป จ.เชียงใหม่ แล้วเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น แต่เป็นเรื่องที่กลุ่มคนฮักเชียงใหม่ถูกท้าทาย เพราะขนาดนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ไปบรรยายที่ จ.เชียงใหม่ บ่อยครั้งก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์เหมือนนายสุเทพ


เสื้อแดงชม.จี้ย้ายตร.ยิงยางรถ


วันเดียวกัน เวลา 11.00 น. นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 พร้อมสมาชิกจำนวน 40 คน ยื่นหนังสือและดีวีดีเหตุการณ์ต่อนายสุรชัย จงรักษ์ ปลัด จ.เชียงใหม่ ผ่านไปถึงผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ขอให้ตรวจสอบการถือครองที่ดินสำนักปฏิบัติธรรมสันติอโศก สาขาภูผาฟ้าน้ำ หมู่ 5 บ้านแม่เลา ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ภายใน 15 วัน และขอให้ย้ายตำรวจที่ใช้อาวุธปืนยิงใส่ยางรถยนต์ของประชาชนที่ขับฝ่าด่านตำรวจบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ระหว่างนายสุเทพ รองนายกฯ มาร่วมงานสมาคมศิษย์เก่า มช. ออกจากพื้นที่ภายใน 5 วัน ซึ่งทางกลุ่มทราบชื่อและสังกัดแล้ว เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน


"สำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงบางคนทำร้ายอาจารย์ มช. (นางเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการสำนักห้องสมุด มช.) นั้น ขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะติดตามตัวให้ด้วย ส่วนกรณีรถยนต์ของคน มช.ถูกของมีคมกรีดนั้น ไม่ทราบและไม่น่าเป็นไปได้ และขอปฏิเสธว่าไม่รู้จักหรือเกี่ยวข้องกับคนขับรถพุ่งชนด่านตำรวจ" นายเพชรวรรตกล่าว


อธิการ"มช."แจ้งเอาผิดทำเสียหาย


นายสุรชัย จงรักษ์ กล่าวว่า จะเร่งส่งสำเนาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามความคืบหน้าทั้งที่ดิน นายอำเภอ และผู้บังคับการตำรวจภูธร (ผบก.ภ.) จว.เชียงใหม่ แนวทางของ จ.เชียงใหม่ คือพยายามสร้างความสมานฉันท์ และแจ้งแกนนำเสื้อแดงว่าเหตุที่เกิดสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว


พล.ต.ต.สุเทพ เดชรักษา ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตำรวจเจรจากับคนขับรถคันที่เจ้าหน้าที่ยิงยางได้ด้วยดี และเรื่องจบแล้ว ส่วนจะมีคนมายื่นเรื่องกล่าวหาตำรวจก็ไม่เป็นไรจะพยายามหาทางเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามขึ้นไปกว่านี้


เวลา 17.40 น. นายพงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดี มช. กล่าวว่า มอบอำนาจให้หัวหน้าสำนักงานกองกลางไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ทำลายทรัพย์สินของทางราชการแม้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำก็ตาม


สมาคมศิษย์เก่าแถลงตำหนิม็อบ


"วันนี้ได้นำผู้บริหาร มช.นำกระเช้าดอกไม้ไปมอบให้อาจารย์เพ็ญสุวรรณ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากร ผู้บริหารหารือกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนักศึกษาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อระมัดระวังและป้องกันการโยงเรื่องการเมืองมาสู่สถาบันการศึกษา" นายพงษ์ศักดิ์กล่าว


ทางด้านสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกแถลงตำหนิการกระทำของกลุ่มบุคคลในงานราตรีอ่างแก้ว มช.ฉลองวาระครบรอบ 45 ปี


"สมาคมขอตำหนิการกระทำดังกล่าว และขอเรียนไปยังผู้รับผิดชอบในบ้านเมืองโดยเฉพาะตำรวจว่าเหตุการณ์เช่นนี้มีการกระทำผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ขอวิงวอนให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยแก่สาธารณชนโดยเคร่งครัด" ในแถลงการณ์ระบุ


เสื้อแดงอยุธยาปลุกสู้-ศรีสะเกษไม่ร่วม


ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงรักประชาธิปไตยประตูน้ำพระอินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมสมาชิกเดินแจกเอกสารเชิญชวนประชาชนเขตตลาดประตูน้ำพระอินทร์ และตลาดนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี ให้ไปร่วมงานรวมพลังสู้ คู่ทักษิณ ในช่วงเย็นวันที่ 31 มกราคม ที่หน้าเทศบาลตำบลประตูน้ำพระอินทร์ นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวว่า งานดังกล่าวเปิดเข้าร่วมฟรี และนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายอดิศร เพียงเกษ นายสุรชัย แซ่ด่าน และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดร จะมาร่วมในกิจกรรม โดยสลับช่วงเวลากันมา เพราะจัดงานแบบเดียวกันที่กรุงเทพมหานคร ส่วนงานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จัดสำหรับให้คนต่างๆ จังหวัดรวมพลังเหมือนเช่นใน กทม.


นายจักรภพ สถาวร อายุ 51 ปี แกนนำกลุ่มเสื้อแดง จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ได้รับการประสานจากแกนนำกลุ่มเสื้อแดงในหลายจังหวัดขอให้ไปร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ วันที่ 31 มกราคม แต่การหารือร่วมกับแกนนำเสื้อแดงในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มีมติว่าจะไม่เข้าร่วมชุมนุม เนื่องจากไม่มีเหตุผลสมควร ควรเปิดโอกาสให้รัฐบาลทำงานไปก่อน


พธม.เอาผิด3ส.ส.-ผู้ว่าฯ-ตร.ร้อยเอ็ด


เวลา 17.00 น. ที่ จ.ร้อยเอ็ด น.ส.นภาพร พวงช้อย นพ.ธีระวุฒิ เถาว์ทิพย์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จ.ร้อยเอ็ด เข้าแจ้งความ สภ.เมืองร้อยเอ็ด ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มเสื้อแดงจำนวน 10 คน ฐานร่วมกันบุกรื้อเวทีและเก้าอี้ของกลุ่มพันธมิตร เมื่อวันที่ 24 มกราคม
น.ส.นภาพรกล่าวว่า ที่ประชุมกลุ่มพันธมิตรมีมติให้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงทั้ง 10 คน ได้แก่ นายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด นายศักดา คงเพชร นายนิรมิตร สุจารี นายวรางวงษ์ พันธุ์ศิลา ทั้ง 3 คน เป็นส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย นายธนพล โอนะพนม สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด นายณรงค์ นาอ่อน นายกเทศมนตรี เทศบาลนิเวศน์ นายวิเชียร์ชนินทร์ สินธุไพร และอีก 2 คนไม่ทราบชื่อ ในข้อหาคุกคามข่มขู่ทำลายทรัพย์สิน


"รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีกับนายพงษ์ศิริ กุสุมภ์ ผู้ว่าฯร้อยเอ็ด พล.ต.ต.สุพรรณ์ ประเสริฐสม ผู้บังคับการตำรวจภูธร จว.ร้อยเอ็ด นายอำเภอ เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ละเลยการปฎิบัติหน้าที่" แกนนำ พธม.ระบุ


นายพงษ์ศิริ กุสุมภ์ กล่าวว่า รู้สึกเสียใจที่ถูกแจ้งความทั้งที่ทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อระงับเหตุร้าย และพยายามอดทนกับทุกฝ่ายไม่ให้เกิดเหตุปะทะกัน กระทั่งควบคุมสถานการณ์ได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ แต่เมื่อมีการแจ้งความพร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย

"ดิอีโคโนมิสต์"งดขายในไทยหวั่นข้อเขียนกระทบสถาบัน

ที่มา มติชนออนไลน์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคมกองบรรณาธิการนิตยสาร ดิ "อีโคโนมิสต์" ของอังกฤษ ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-เมล แจ้งต่อสมาชิกของนิตยสารที่พำนักอยู่ในประเทศไทยได้รับทราบว่า ผู้แทนจำหน่ายนิตยสารดังกล่าวในเมืองไทยตัดสินใจงดจำหน่าย ดิ อีโคโนมิสต์ประจำสัปดาห์ล่าสุด เนื่องจากหวั่นเกรงว่า ข้อเขียนว่าด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในฉบับล่าสุดอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาที่งดจำหน่ายเฉพาะในเมืองไทยด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกัน


ทางด้านเอเอฟพีรายงานอ้างความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมผู้หนึ่ง เปิดเผยว่า กระทรวงมีแนวคิดเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การศึกษาชาวต่างประเทศเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะมีความเข้าใจผิดอย่างมาก และมักเข้าใจว่าเป็นความผิดลหุโทษ ทั้งๆ ที่ กฎหมายนี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

อย่าลืมปัจจัยการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

ความริเริ่มที่จะเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก กลายเป็นข่าวที่สร้างความตื่นเต้นฮือฮา ในวงการเมืองไทย เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้เปิดประเด็นขึ้นมา และได้รับการขานรับทันที จากนายกรัฐมนตรีและนักวิชาการบางส่วน แสดงว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้มุ่งที่จะใช้นโยบายอภิมหาประชานิยมเท่านั้น แต่ยังคิดที่จะปฏิรูประบบภาษีด้วย

การเก็บภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และภาษีมรดก เป็นหลักการที่ดี นอกจากจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 7 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และอาจป้องกันไม่ให้นายทุนทั้งไทยและต่างชาติกว้านซื้อที่ดินมากักตุนเพื่อเก็งกำไร โดยไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ ในขณะที่มีคนไทยมากมายที่ต้องการที่ดิน

แต่การเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดก เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำได้ยาก บางรัฐบาลเคยพยายามทำมาแล้ว ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ เมื่อกว่า 76 ปี แต่ไม่สำเร็จ แม้แต่ รมว.การคลังคนปัจจุบันก็ยอมรับว่าที่ผ่านมา เมื่อมีการเสนอเก็บภาษีดังกล่าวทีไร รัฐบาลมักล้มทันที เพราะการต่อต้านจากกลุ่มผู้มีอำนาจ เจ้าของที่ดินรายใหญ่ๆ ซึ่งมีรัฐ-มนตรี ส.ส. และ ส.ว.อยู่ด้วย

แม้นโยบายการเก็บภาษีที่ดินและมรดก จะเป็นหลักการที่ถูกต้อง และมีกว่า 53 ประเทศทั่วโลก ที่ออกกฎหมายมาบังคับใช้ แต่ปัจจัยที่จะมองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาด คือปัจจัยทางการเมือง รัฐบาลจะต้องมั่นใจว่ามีความเข้มแข็งพอ ที่จะรับมือกับการต่อต้านได้ อย่าลืมว่ารัฐบาลปัจจุบัน เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ขาดเอกภาพ และไม่มั่นใจในการสนับสนุนทั้งในและนอกสภา แค่องค์ประชุมสภาก็คุมไม่ได้

รัฐบาลจะต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมืองอย่างยิ่ง ในการริเริ่มนโยบายใหม่ๆ ที่สำคัญๆและมีผลกระทบต่อกลุ่มคนผู้มีอำนาจ ทั้งในและนอกสภา รัฐบาลจะต้องจัดอันดับความสำคัญของนโยบายต่างๆและเร่งดำเนินนโยบายที่เชื่อว่าจำเป็นเร่งด่วนเสียก่อน นั่นก็คือการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอย จนมีคนตกงานนับล้านๆคน และการสร้างบรรยากาศความสมานฉันท์

ส่วนนโยบายใหม่ๆ ที่เสี่ยงต่อการถูกต่อต้าน จากกลุ่มผู้มีอำนาจ จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ไม่บุ่มบ่ามหรือรีบเร่ง อาจจะโยนหินถามทาง เปิดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง จนมั่นใจว่ามีเสียงสนับสนุนพอ โดยปกตินโยบายที่สำคัญและใหม่เช่นนี้ รัฐบาลที่เหมาะสมที่จะดำเนินการ น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และได้รับความนิยมในระดับสูง

เรื่องที่รัฐบาลจะต้องคำนึงมากที่สุด คือ ความเป็นจริงทางการเมืองในปัจจุบันแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา แต่ก็เป็นเสียงข้างมากที่ง่อนแง่น ซ้ำยังมีความแตกแยกในสังคมไทยรุนแรง มีการแบ่งฝ่ายแบ่งสี ไล่ด่า ปาไข่และตีนตบ แทบจะเป็นรายวัน จึงไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะต้านทานเสียงคัดค้านได้ ความจริงทางการเมืองก็คือถ้ารัฐบาลอยู่ไม่ได้ ก็ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง.

บทบรรณาธิการ

ซอกแซกภาคพิเศษ

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมงานฉลองมงคลสมรส ที่โด่งดังมากที่สุดงานหนึ่งของเมืองไทยเราในยุคนี้

ขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันอ่าน โดยถือเสียว่าเป็น ซูมซอกแซกภาคพิเศษก็แล้วกันครับ

เพราะเจ้าภาพทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงล้วนเป็นคนดัง...มีฐานะมี

ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง...จึงมีผู้คนจากทุกวงการไปร่วมงานอย่างคับคั่ง

ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ นักสื่อสารมวลชน ข้าราชการเก่าใหม่ และดาราโทรทัศน์ ทั้งดาราข่าว ดาราละคร ฯลฯ

งานของคุณ อุราภา บุตรี คุณ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ กับคุณ วรวรรธน์ บุตร คุณ ประวิทย์-อรัญญา มาลีนนท์ ที่เป็นข่าวเกรียวกราว ทั้งในหน้าบันเทิง และหน้าสตรีของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ นั่นแหละครับ

น่าจะเป็นงานฉลองมงคลสมรสที่ใหญ่ที่สุด อย่างน้อยก็ในรอบ 1 ปี

ที่ผ่านมา หรือในรอบ 1 ปี จากนี้เป็นต้นไป หากไม่มีใครทำลายสถิติ

เพราะเจ้าภาพได้เหมาล็อบบี้หรือห้องโถงใหญ่ของโรงแรม โฟร์ซีซั่นส์ เอาไว้ทั้งล็อบบี้...รวมตลอดถึงห้องจัดเลี้ยง ห้องอาหาร และห้องประชุมเล็ก ประชุมน้อยที่อยู่ในบริเวณชั้น 1 และชั้น 2 ของโรงแรมเอาไว้หมดทุกห้อง

แม้แต่ห้องแกรนด์บอลรูม หรือห้องที่ใช้สำหรับการจัดงานของคู่บ่าวสาวทั่วๆไป ที่อยู่ด้านหลังโรงแรม...เจ้าภาพก็เหมาไว้เช่นกัน (เหมาไว้ทำอะไร...อ่านๆไปจะเฉลยให้ทราบครับ)

ปกติแล้วบริเวณห้องโถงใหญ่ หรือแกรนด์ล็อบบี้ของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ จะเป็นที่นั่งพักของแขกเหรื่อและเป็นที่นั่งดื่มนํ้าชากาแฟ

ในช่วงบ่ายๆจะมีดนตรีวงเล็กๆบรรเลงเพลงซึ้งๆ ด้วยบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับห้องโถงของโรงแรมเพนนินซูล่า ที่ฮ่องกง

ผมเคยไปงานแต่งงานที่โรงแรมนี้หลายครั้ง แต่ก็น่าจะกล่าวได้ว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดพิธีในห้องโถงใหญ่ หรือแกรนด์ล็อบบี้ของโรงแรม

ด้วยการยกที่นั่งสำหรับดื่มนํ้าชา กาแฟ และที่นั่งพักรอแขกออกไป แล้วตกแต่งประดับประดาจนกลายเป็นห้องจัดงานแต่งงานที่อลังการขึ้นมาแทน

ประธานในพิธีและจะเป็นผู้กล่าวอวยพร ได้แก่ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเดินทางมาถึงงานตั้งแต่หัววัน...(โดยไม่มีเท้าตบสีแดง มารอรบกวน)

ที่น่าสนใจและจะต้องบันทึกไว้ก็คือ ทีมต้อนรับทีมใหญ่ ซึ่งเกือบทั้งหมดก็คือ พนักงานและดาราใหญ่น้อยของช่อง 3

จนกระทั่ง 3 ทุ่มเศษ เมื่อแขกผู้ใหญ่ทยอยกลับไปหมดแล้ว ดาราและพนักงาน ตลอดจนผู้อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำทั้งหมดก็ไปชุมนุมที่ห้องแกรนด์บอลรูม หรือห้องจัดแต่งงานตามปกติที่อยู่ด้านใน

เพื่อร่วมงานเลี้ยงที่เรียกกันติดปากว่า อาฟเตอร์-ปาร์ตี้คือกิน และเฮฮากันต่อ ในระหว่างผู้จัดงานทั้งหลาย

ทราบแล้วนะครับ ว่าห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมที่คู่บ่าวสาวเช่าไว้ด้วยนั้น...ก็เพื่อที่จะใช้ฉลองเป็นการเฉพาะของทีมงาน รวมทั้งผู้สื่อข่าวที่ไปทำข่าวงานนี้นั่นเอง

ความสำเร็จของงานนี้น่าจะมีส่วนอย่างมากจากความเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักของคุณ ประวิทย์ มาลีนนท์

พวกเราที่ไทยรัฐยังจำได้เสมอ...งานใหญ่งานเล็กท่านมาไม่เคยขาด... เวลาเราแข่งกอล์ฟ แม้จะเล่นไม่เป็น แต่คุณประวิทย์จะมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ทุกครั้ง

ผมเชื่อว่าท่านคงปฏิบัติเช่นนี้กับทุกๆคน ทุกๆฝ่าย จึงทำให้ช่อง 3 เป็นที่รักของผู้คนจำนวนมากในทุกๆวงการ

สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า ผมไม่ตำหนิเลย ที่ทั้งคุณประวิทย์ฝ่าย เจ้าบ่าว และคุณ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ฝ่ายเจ้าสาว จัดงานใหญ่และน่าจะใช้เงินจำนวนมากในครั้งนี้

ถ้าท่านผู้อ่านจำได้ ผมเคยเขียนไว้แล้วว่า ขอให้คนรวยเมืองไทยจงใช้เงินเถิดครับ...ใช้ให้มากๆ...ใช้ให้เต็มที่เท่าที่จะมีปัญญาใช้...

เพราะนี่คือการปลุกเศรษฐกิจไทยที่แท้จริง เป็นการปลุกที่ถูกต้องเหมาะสม...เหมาะกว่าการแจกเงินภาษีอากรหัวละ 2,000-3,000 บาทเยอะ

นอกจากไม่ตำหนิ ผมยังอยากจะเรียกร้องให้ผู้มีเงินทองเหลือใช้ท่านอื่นๆจัดงานแต่งงาน งานวันเกิด หรืองานอะไรก็ตามให้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ต่อไป อย่างน้อยก็ตลอดปี 2552

ขออย่างเดียว ขอให้จัดภายในประเทศเท่านั้นแหละครับ โรงแรมไหนก็ได้ จังหวัดไหนก็ได้ ขอให้อยู่ในประเทศไทยก็ละกัน.

ซูม

กระเป๋าแฟ่บ

ที่มา ไทยรัฐ

ใครจะไปเที่ยวฉลองตรุษจีนก็เชิญตามสบายแต่สำหรับ ส.ส. และส.ว. ต้องอยู่ฉลองตรุษจีนที่สภาฯ ห้ามป่วยห้ามลาห้ามเบี้ยว!

เพราะขณะนี้กำลังมีการประชุมสภามาราธอนติดต่อกัน 4 วันรวด

2 วันแรก (2627 ม.ค.) เป็นการประชุมร่วม 2 สภาฯ เพื่อลงมติให้ ความเห็นชอบกรอบข้อตกลงอาเซียน เพื่อรองรับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 10 ประเทศ ที่หัวหิน ปลายเดือนหน้า

ถ้าหากกรอบข้อตกลงอาเซียนคลอดออกจากมดลูกสภาฯไม่ได้ รัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะประธานอาเซียน มีหวังหน้าแหกเป็นริ้วปลาแห้ง

แม่ลูกจันทร์ มองโลกในแง่ดี เชื่อว่าการประชุมรัฐสภาจะไม่มีเหตุวุ่นวายขายปลาช่อน

ถึงแม้ฝ่ายค้านจะขอนับองค์ ประชุม ก็มั่นใจว่าสภาฯจะไม่ล่ม เนื่องจากมี ส.ว.เป็นตัวช่วย!

ล่าสุดตัวเลข ส.ส. และ ส.ว. 2 สภา รวมทั้งสิ้น 630 คน ถ้ามี ส.ส. และ ส.ว. อยู่ในห้องประชุมเกิน 315 คน ก็เป็นอันใช้ได้

แต่เพื่อความไม่ประมาท วิปรัฐบาลได้กำชับ ส.ส.รัฐบาลทั้ง 259 คน เมื่อเซ็นเข้าประชุมแล้วต้องเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้ง

ห้ามหนีกลับบ้านจนกว่าสภาฯเลิก

สำหรับ 2 วันหลัง (28-29 ม.ค.) เป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มพิเศษกลางปี วงเงินหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะเอาไปอัดฉีดแจกฟรีกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

แม่ลูกจันทร์ มั่นใจว่า ร่าง พ.ร.บ. เพิ่มรายจ่ายกลางปีจะผ่านความเห็นชอบจากสภาฯสบายๆ

แต่ที่ไม่สบายคือ รัฐบาลต้องโดนฝ่ายค้านรุมถล่มจมกระเบื้อง!!

เพราะเงินหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาทที่รัฐบาลขออนุมัติเพิ่มไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ 18 โครงการ ไม่แน่ใจว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า??

และไม่น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ กระเตื้อง??

เนื่องจากนโยบายประชานิยมเวอร์ชั่นประชาธิปัตย์จัดให้ เป็นอภิมหาประชานิยมสุดขั้วที่เน้นการแจกฟรี มากกว่าการสร้างงานเพื่อให้ประชาชนมีรายได้

รายละเอียด แม่ลูกจันทร์เคยกระชุ่นไปแล้วไม่ขอฉายซํ้าให้เปลืองเนื้อที่

ประเด็นที่นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่ เห็นด้วยก็คือการที่รัฐบาลจะใช้เงินแสนกว่าล้านบาทไปหว่านโปรยแจกฟรีๆ รัฐบาลต้องมีเงินเหลือเฟือที่จะแจกได้

แต่ฐานะการเงินของรัฐบาลกำลังกรอบเป็นข้าวเกรียบปิ้ง

พูดชัดๆ คือรัฐบาลกระเป๋าแฟ่บ!!

การจัดเก็บภาษีซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศคาดว่าจะตํ่ากว่าเป้าถึงหนึ่งแสนสามหมื่นล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

แถมงบประมาณรายจ่ายปีนี้ก็ขาดดุลติดลบตัวแดงอยู่แล้วบานแห้ว การเพิ่มรายจ่ายกลางปีอีกหนึ่งแสนล้านบาทก็เท่ากับรัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มหนี้ก้อนโตให้คนไทยทั้งประเทศช่วยกันอุ้ม

ปัญหาใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้คือหนี้สาธารณะที่พองขึ้นๆ เรื่อยๆ ถ้าปล่อยให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 50 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี อะไรจะเกิดขึ้น?

สรุปว่า ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย การจะใช้เงินในอนาคตทุกบาททุกสตางค์ต้องรอบคอบ

ปล.เงินคงคลังที่เหลือติดกระเป๋าหนึ่งแสนล้านบาท สวนทางกับรายจ่ายก้อนโต ก็น่าห่วงนะท่าน

แถมรัฐบาลยังประกาศจะอัดฉีดงบลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์อีกหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพกว้าง

โอ้อุแม่เจ้า แล้วเศรษฐกิจไทยจะฟื้นมั้ยเนี่ย??

เอาน่า ผียังไม่ถึงป่าช้าก็ยังมีความหวังว่าจะฟื้นได้.

แม่ลูกจันทร์

ลีลากังฉิน

ที่มา ไทยรัฐ

สมัยเด็กๆผมเคยไปดูงิ้วที่ศาลเจ้าอาม้า ปากคลองบาง-เรือหักใกล้บ้าน ฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่อง ดูเท่าไหร่ก็ไม่สนุก ก็มักเร่ไปดูหนังกลางแปลง

ละแวกปากอ่าวแม่กลอง ก่อนออกทะเลพวกชาวประมงต้องหยุดเรือไหว้อาม้าครับ เสียงประทัดเสียงโป้งป้าง แสดงว่าเสร็จพิธี สมัยที่ผมถือท้ายเรือ ก็ต้องรัวกระดิ่ง เร่งเครื่องเรือมุ่งหน้าออกไปหาปลา

เรือทุกลำสิ้นปีมีกำไร ก็ต้องมาหาหนังกลางแปลงแก้บน ปีที่เถ้าแก่โป๊ะ เถ้าแก่เรืออวนลาก รวยกันมากๆ หนังที่ศาลอาม้าฉายติดต่อกันนานถึง 3-4 เดือน

นานๆปีที่มีงิ้ว ผมก็เห็นก๋งนุ่งกางเกงปั๋งลิ้น เสื้อแพรสีดำ เดินเตร่ด้วยมาดดูดีมีสง่า

ตอนโตเพิ่งรู้ว่า มีก๋งเป็นขาใหญ่ ระดับตั้วเฮีย สมัยที่มีอั้งยี่

ท่าทางก๋งมีความสุขมาก ตอนยืนอยู่ข้างโรงงิ้ว ผมแกล้งเดินเฉียดๆเข้าไป ก๋งก็ยื่นเงินให้หลานปู่ (คนเดียว) ไปซื้อขนม

ความรู้เรื่องงิ้ว เพิ่งมาได้จากหนังสือคอคิดขอเขียน อาจารย์กาญจนาคพันธุ์ ท่านบอกว่า ตัวแสดงงิ้วที่เห็นเล่นกันมากมาย แท้จริงแล้วแบ่งเป็นสี่พวก

พวกที่ 1 พวกหน้าขาวไม่เขียนหน้า เรียกกันว่า ตัวเซ็ง นี่คือตัวพระ

พวกที่ 2 ตัวนาง พวกนี้ต้องมีมือในการร้องการรำทำเพลงเก่งมาก

พวกที่ 3 ตัวเขียนหน้าเป็นสีต่างๆ ตัวโกงที่เราเรียกว่า ตัวกังฉิน (ยกเว้นเปาบุ้นจิ้น) มักเขียนหน้าสีดำ ตัวที่เขียนหน้าสีแดงพุทราสุก คือกวนอู

พวกที่ 4 เขียนหน้าเป็นจุดๆ คิ้วสั้นๆ เหมือนสุคนธ์ คิ้วเหลี่ยมตลกไทย เรียกกันว่า ตัวหน้าขี้ไก่

แม้งิ้วมีสี่พวก แต่ก็มีเรื่องให้เลือกเล่นมาก ไม่ว่าจะบู๊หรือบุ๋น ถึง 40 เรื่อง นับแต่เรื่องสามก๊ก เลียดก๊ก ส้วยถัง ฯลฯ

คนจีนรู้จักกวนอู เล่าปี˜ โจโฉ ซิยิ่นกุ้ย หรือซิเต็งซัน ขึ้นปากขึ้นใจ ก็เพราะได้ดูงิ้ว

ตุ๊กตาหินที่เรียกว่า ลั่นถัน วันนี้เรายังเห็นเรียงรายในวัดโพธิ์ วัดสุทัศน์ ฯลฯ คือตุ๊กตาที่มีท่าเป็นงิ้ว แสดงถึงความนิยมงิ้วที่ตกทอดจากจีนมาถึงเมืองไทย

งิ้วเริ่มมีในสมัยราชวงศ์หงวน (พ.ศ.1823-1911) ตรงกับสมัยสุโขทัย ถือเป็นศิลปะชั้นสูงในสมัยราชวงศ์เหม็ง (พ.ศ.1911-2187)

ตัวแสดงนั้น เดิมทีมีทั้งหญิงและชาย จนถึงสมัยราชวงศ์เช็ง รัชกาลพระเจ้าเคี่ยนหลง พ.ศ.2279 ทรงมีพระราชมารดาเป็นนางงิ้ว จึงโปรดห้ามผู้หญิงเล่นงิ้ว

นับแต่นั้นตัวแสดงงิ้วจึงมีแต่ผู้ชาย จนถึง พ.ศ.2455 จึงยอมให้ผู้หญิงเล่นงิ้วได้เหมือนเดิม

สมัยพระเจ้าคังฮี ปู่พระเจ้าเคี่ยนหลง เล่ากันว่าตัวที่แสดงเป็นชินไคว่ (ต้นตำนานปาท่องโก๋) เล่นบทขุนนางกังฉินกินเมืองสอพลอฮ่องเต้ เอาตัวงักฮุย ขุนพลคนซื่อมาประหาร

เล่นบทโกงได้ถึงบท ถึงขนาดคนดูทนไม่ได้ กระโจนขึ้นโรงงิ้ว

ชักมีดแทงตายคามือ

ใครที่ฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่อง ถ้าพอมีความรู้อยู่บ้าง ผมหวังว่าคงดูงิ้วตรุษจีนปีนี้ได้มีรสชาติขึ้น

งิ้วเรื่องงักฮุย-ชินไคว่ สมัยนี้ไม่ค่อยมีคณะไหนเล่น แต่เรื่องจริงแบบ...ขุนพลคนดีมีฝีมือ แพ้น้ำลายขุนนางกังฉินกินเมือง รักษาเก้าอี้ไว้ไม่ได้ เอาชีวิตแทบไม่รอด ตอนเปลี่ยนรัฐบาลก็ยังเห็นกันอยู่

ส่วนเรื่องที่จะหวังว่า จะมีคนบ้ากระโจนขึ้นเวทีชักมีดไปแทงให้ตาย...คงไม่มี สมัยนี้เขาเล่นกัน แค่หาช่องทางปาไข่เข้าใส่ ก็ดูเหมือนจะสะใจกันพอแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

จะเอาจริงหรือ

ที่มา ไทยรัฐ

คงเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมอีกเรื่องหนึ่งกับการที่นายกฯ และ รัฐมนตรีคลัง มีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและ ภาษีมรดก ให้ถือเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการให้สำเร็จ ซึ่ง จริงๆแล้วมีการคิดและพยายามจะให้เกิดขึ้นมานานแล้ว

แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะเจอแรงต้านจนไปไม่รอด

แน่นอนว่าไอเดียนี้ไม่น่าจะเป็นว่า 2 ท่านนี้เพิ่งจะคิดเพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจึงต้องหารายได้ด้วยการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งมีการประเมินตัวเลขคร่าวๆ ตามสูตรที่คิดจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 70,000 กว่าล้านบาทจากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ยังไม่นับรวมภาษีมรดกแต่เนื่องยังเป็นเพียงแนวคิดวิธีการหรือรูปแบบยังไม่ได้กำหนดดังนั้นจากภาษีมรดกจึงยังไม่มีการคำนวณว่าจะเป็นเท่าใดแต่ก็น่าจะมากพอสมควร

การจัดเก็บภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างนั้นนัยว่าก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และลดช่องว่างระหว่างคนในสังคม เพราะคนมีเงินนั้นมี ที่ดินมากมีสิ่งปลูกสร้างหลายแห่ง บางแห่งก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หาก เก็บภาษีที่ดินก็จะทำให้รัฐมีรายได้

และทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เพราะคนจนจำนวนมาก ยังไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือภาษีมรดกก็คงจะเช่นกันเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ที่ว่าจะเป็นประเด็นใหญ่ก็เพราะมันจะมีผลกระทบต่อคนจำนวนหนึ่งที่มีฐานะ เจ้าที่ดิน คนชั้นสูง เศรษฐีที่มีเงินจำนวนมาก นักการเมือง ข้าราชการที่เชื่อว่าทำมาหากินหรือได้มาอย่างถูกต้องด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน รัฐบาลจึงไม่ควรจัดเก็บภาษีและไม่เป็นธรรม

ง่ายๆแค่คนในรัฐบาลชุดนี้ระดับรัฐมนตรีดูตัวเลขรายได้ การครอบครองที่ดินจำนวนมากหรือนักการเมืองส่วนใหญ่

คงไม่มีใครชอบกฎหมายดังกล่าวนี้

อย่างไรก็ดี แม้ว่านายกฯ จะบอกว่าเรื่องนี้คงจะอีกยาว และดูเหมือนว่ายังไม่มีการพูดคุยกันในพรรคให้ชัดเจนว่าจะเอาด้วยหรือไม่ เพราะแค่เริ่มต้นคนในพรรคอย่างนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ก็เริ่มติติงในลักษณะไม่เห็นด้วยและยังเตือนด้วยว่าคงจะหารือภายใน ก่อนที่จะประกาศต่อสาธารณะ

นายพิเชษฐยกเหตุผลว่าเงินภาษีที่จะได้ไม่มากนักแต่ส่งผลกระทบต่อสังคม ภาษีมรดกดีจริงทำไมญี่ปุ่น อังกฤษเตรียมที่จะยกเลิก เดิมจากเจ้าของทรัพย์สินจะไม่เสียภาษีเมื่อตัวเองตายก็จะโอนให้ลูกหลาน แต่หลังจากมีกฎหมายนี้เจ้าของทรัพย์สินจะหลีกเลี่ยงโอนให้ ลูกหลานก่อนตายเพื่อไม่ต้องเสียภาษี

ปัญหาที่ตามมาก็คือเมื่อได้มรดกไปแล้วก็หายหัวไปเลย หรือที่ได้น้อยอาจไม่พอใจกลับมาทำร้ายได้

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็คงจะตกใจเรื่องนี้เหมือนกันและน่าเชื่อว่าคนที่เห็นด้วยไม่น่าจะมีมากนักเพราะคงไม่มีใครอยากเสียภาษีลักษณะนี้

การที่นายกฯ ประกาศเป็นเดิมพันว่าหากกฎหมายไม่ผ่านก็พร้อมจะแสดงความรับผิดชอบนั่นย่อมแสดงว่านายกฯ คงจะเอาจริง เอาจัง อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนในรัฐบาลเห็นชอบร่วมกัน จะทำ อย่างไรให้สังคมยอมรับ

แต่คนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยจะมีทรัพย์สิน ไม่มีที่ดินมากมายหรือไม่มีอะไรเลยน่าจะเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าว

เรื่องนี้คงจะอีกนานกว่าที่จะได้เห็นผลเพราะต้องมีการศึกษาข้อดีข้อเสียและแนวทางการจัดเก็บแต่เชื่อได้เลยหากมีการนำเสนออย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา การเมืองจะกระเพื่อมทันทีระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ดีไม่ดีรัฐบาลแตกกันเละเสียก่อน.

สายล่อฟ้า

ต้มยำกุ้ง..ยาบ้าบูม! ปีเผาจริงระวังซ้ำรอย

ที่มา ไทยรัฐ

แค่ปีเผาหลอก...ยังไม่ได้เป็นปีเผาจริง ปี 2551 ที่ผ่านมา มีโรงงานแจ้งขอเลิกกิจการกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม 2,294 แห่ง มากกว่าปี 2550 ร้อยละ 14.13

ปีนี้เผาจริง จะมีโรงงาน ธุรกิจห้างร้าน ปิดตัวเองไปอีกเท่าไร จะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นอีกมากมายขนาดไหน

คนตกงานมากขึ้น ขาดรายได้ ยากจนลง ผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดตามมามีมากมาย ไหนจะอาชญากรรม ลักจี้ชิงปล้น โจรขโมยชุกชุม และปัญหาสังคมอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้...

ยาเสพติด อาจจะลามระบาดมากขึ้นมาได้

ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น...ประเทศไทยเคยเจออย่างหนักหนาสาหัสมาแล้ว

วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540

ก่อนหน้าเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ช่วงนั้นสถิติการจับยาบ้าแต่ละปี แค่หลักล้านเม็ดต้นๆ พอเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง สถิติการจับกุมเพิ่มขึ้นมาเป็นหลักสิบล้านได้ 20-30 ล้านเม็ด เรียกว่า สถิติพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ยิ่งในช่วงปี 2544-2545 ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ จับกุมได้ปีละกว่า 100 ล้านเม็ด จนต้องประกาศทำสงครามกับยาเสพติดในปี 2546

มือปราบผู้คลุกคลีในงานปราบปรามยาเสพติดมากว่า 30 ปี ให้ข้อมูลในแบบไม่ประสงค์ให้เอ่ยนาม ด้วยเหตุผลติดขัดในเรื่องตำแหน่งหน้าที่

วิกฤติต้มยำกุ้ง มีประวัติหลักฐาน วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้ยาเสพติดระบาดมากขึ้น...วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ จะเกิดซ้ำ ย้ำรอยเดิมหรือไม่?

ตอนนี้สถานการณ์ยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้ายังอยู่ในอาการทรงตัว ไม่ดีขึ้นหรือเลวลง วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะทำให้มันระบาดมาเหมือนเดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่เรากำลังเฝ้าระวังจับตาอยู่ว่าจะเหมือนเก่าหรือไม่

เพราะเงื่อนไข สถานการณ์ ปัจจัยแวดล้อมของวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ กับวิกฤติต้มยำกุ้ง ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดอธิบายขยายความให้ฟังถึง ความไม่เหมือนกันว่า...

แม้วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ กับวิกฤติต้มยำกุ้ง จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเหมือนกัน ทำให้ธุรกิจห้างร้าน โรงงานต้องปิดตัวเอง ทำให้คนตกงานมากขึ้นเหมือนกันก็ตาม...แต่ภูมิหลัง ความเป็นไปในธุรกิจยาเสพติดของวิกฤติเศรษฐกิจ 2 ยุค มีสภาพแตกต่างกัน

ก่อนหน้ายาบ้าจะมาบูมอย่างขีดสุดในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง...สภาพการณ์ในขณะนั้น การตลาดยาบ้ากำลังอยู่ในช่วงที่กระจายแพร่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกชนชั้นของสังคมไทย

ยุคนั้นธุรกิจค้ายาบ้าเติบโตมาได้ สาเหตุมาจากในยุค ช่วงปี 2530 ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างขนานใหญ่ บูมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และคมนาคม มีการเร่งก่อสร้างบ้าน อาคาร ถนนหนทางมากมาย

คนงาน กรรมกรจะทำงานให้มีรายได้มากก็ต้องพึ่งยาม้า (ยุคนั้นยาบ้า ยังใช้ชื่อว่า ยาม้า) การใช้ยาเสพติดชนิดนี้จึงแพร่หลายมากขึ้น...กินกันเพื่อจะได้ขยัน ไม่ง่วง มีแรงทำงาน

จากนั้นการใช้ยาเสพติดชนิดนี้ได้แพร่หลายไปทั่ว ตามเงาของภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตแบบเร่งรัด จากกรรมกรผู้ใช้แรงงานในเมือง และตกหล่น แพร่เข้าสู่เยาวชนในเขตเมือง

พร้อมกับแพร่หลายเข้าสู่ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน...ตกหล่นแพร่ระบาดเข้าสู่เยาวชนในชนบท

ช่วงปี 2537-2538 ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เรียกได้ว่า ตอนนั้นธุรกิจยาบ้ากำลังเฟื่องฟูมาก ดีมานด์มีมากกว่าซัพพลาย ยาบ้ามีเท่าไรก็ขายได้หมด ยาบ้าขายดีมาก ถึงขั้นกลุ่มผู้ผลิตเฮโรอีนในพม่า ต้องเปลี่ยนสายการผลิตเฮโรอีนมาเป็นยาบ้าแทนกันเลยทีเดียว

ขณะที่ธุรกิจยาบ้ากำลังพุ่ง กลุ่มผู้ผลิตในประเทศเพื่อนบ้านสามารถผลิตยาบ้าป้อนเข้าสู่ตลาดประเทศไทยได้แล้ว บังเอิญประจวบเหมาะกับที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งขึ้นพอดี

การจับกุมยาเสพติดในช่วงนั้น เราแทบจะจับยาบ้าสีเทา สีช็อกโกแลตไม่ได้เลย ที่จับได้ล้วนแต่เป็นยาบ้าสีส้ม ปั๊มตรา WY ที่ผลิตจากกลุ่มว้าแดงแทบทั้งสิ้น

วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ในช่วงปี 2541-2542 ตอนนั้นเรียกได้ว่า ถนนทุกสายมุ่งสู่ชายแดนพม่ากันเลยทีเดียว เพราะมีคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ บางคนคิดสั้น ด้วยการรับจ้างขนยาบ้าเข้ามาขายในประเทศไทย

จากเริ่มแรกรับจ้างแค่ขน ก็พัฒนามาเป็นขนเองขายเอง ยกระดับเป็นผู้ค้า เป็นดีลเลอร์ เป็นเอเย่นต์ให้กับผู้ผลิต เพราะขนมาเท่าไหร่ก็ขายได้...

ไม่เกิน 7 วันหมด

ยุคต้มยำกุ้ง...วิกฤติเศรษฐกิจทำให้ธุรกิจยาบ้าบูม เพราะตอนนั้น ดีมานด์ หรือความต้องการยาบ้าของคนไทยมีมาก

แต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ยุคนี้...ความต้องการยาบ้าของคนไทย ไม่เหมือนเดิม

หลังจากมีการประกาศสงครามกับยาเสพติด ในปี 2546...ดีมานด์ของยาบ้าเปลี่ยนไป คนไทยมีความต้องการน้อยลง ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต สาเหตุ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก

1.การประกาศสงครามกับยาเสพติด มีการนำผู้เสพ 300,000 คน เข้ารับการบำบัด...เจอมาตรการนี้เข้าไป ลูกค้าส่วนใหญ่หายไปไม่น้อย

2.การปราบปรามที่รุนแรงในช่วงประกาศสงครามยาเสพติด ทำให้การค้าขายมีความเสี่ยงสูง ทำให้ผู้เสพ ผู้ค้าบางส่วนเลิกไป

3.สำคัญที่สุด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทุกหน่วยงานร่วมมือโหมรณรงค์เข้าถึงทุกชุมชน โดยเฉพาะการโหมโฆษณาไปในทำนอง คนเสพตาย คนขายติดคุก

ทำให้คนทั่วไปโดยเฉพาะในชนบทที่เคยเข้าใจผิดเรื่องยาบ้าว่า เสพจะได้มีแรงทำงานได้มาก จนทำให้เกิดกระแสตื่นตัวกลัวภัยยาบ้าขึ้นมาในชนบท นอกจากจะไม่กล้าซื้อมากินแล้ว จะมีการจัดตั้งชุมชนเข้มแข็ง ออกกฎเหล็กจัดการผู้เสพผู้ค้ากันเองอีกด้วย

ยาบ้าที่เคยหาง่ายขายคล่องในชนบท ก็เลยขายได้ยากขึ้น...ตลาดส่วนนี้หด ความต้องการก็เลยน้อยลงอีก

อีกสิ่งหนึ่งที่ชี้ว่า การประกาศสงครามได้ผล และปัจจุบันนี้สถานการณ์ ไม่เหมือนเก่าก็คือ ในช่วงปี 2544-2545 ที่ธุรกิจค้ายาบ้าบูมสุดขีดนั้น ในพม่ามีโรงงานหลักระดับผลิตหัวเชื้อยาบ้าได้ 10 โรง แต่พอเราประกาศสงคราม โรงงานระดับนี้เหลือแค่ 2 โรง

และการสืบสวนในทางข่าว ช่วงปี 49 มีโรงงานระดับนี้อยู่ 2-3 โรง

ถึงช่วงนี้สถานการณ์ยาบ้าจะไม่รุนแรง แต่มียาเสพติดตัวหนึ่งน่าจับตาไม่แพ้ยาบ้า

นั่นก็คือ...ไอซ์

การปราบยาบ้าในยุคประกาศสงคราม ทำให้ยาบ้าหาได้ยากมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา กลับพบไอซ์มากขึ้น

แต่โชคดีที่ไอซ์ยังมีราคาค่อนข้างแพง เลยยังเป็นที่นิยมเสพกันในหมู่นักเที่ยวกลางคืน เฉพาะในกลุ่มคนมีเงินเท่านั้น ยังไม่ระบาดแพร่หลาย

กระนั้นก็ตาม...หากเกิดมีผู้ผลิตรายไหนดัมพ์ราคาไอซ์ขึ้นมา ปัญหาอาจจะลุกลามเหมือนยาบ้าได้

เพราะไอซ์กับยาบ้านั้น...ไม่ต่างกัน

หัวเชื้อเป็นตัวเดียวกัน คือ เมทแอมเฟตามีน..ต่างกันแค่เรื่องความบริสุทธิ์

ยาบ้า...เมทแอมเฟตามีน เข้มข้น 20-25%

ไอซ์...มีเมทแอมเฟตามีน เข้มข้น 90%

ต้นทุนผลิตแพงต่างกันแค่ 3 เท่าตัว...แต่ไอซ์ที่ขายกันตอนนี้ แพงกว่ายาบ้าเป็นพันเท่า

โอกาสที่จะดัมพ์ราคาสร้างตลาดยังมี...แถมตอนนี้ยาบ้าราคาค้าแล้วกำไรยังสูง วิกฤติอย่างนี้ยังมีคนหวังรวยแบบคิดสั้นไม่ใช่น้อย...วันเก่าๆ มีสิทธิหวนคืน.