WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 27, 2009

"วิฑูรย์-บุญจง"ตายน้ำตื้น สังเวย!ประชานิยม

ที่มา มติชน
กรณี "วิฑูรย์ นามบุตร" รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แจกปลากระป๋องเน่าให้กับชาวบ้านพัทลุง กับ กรณี "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" มท.2 ควงภรรยาซึ่งเป็นอดีต ส.จ.โคราช แจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้พ่วงนามบัตรที่บ้านพัก

สั่นคลอนชื่อเสียงรัฐบาล "เทพประทาน" และ "เก้าอี้" 2 รัฐมนตรีสายล่อฟ้าหน้าใหม่ เหมือนจะเป็นคนละเรื่อง...แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากข้อเหมือนและต่างกัน ที่มีอยู่หลายจุด

ต่างกัน...เพราะ กรณี "วิฑูรย์" น่าจะเกิดจากความ "ผิดพลาด" ของเจ้าตัว เพราะชี้แจงได้วกวน กลับไปกลับมาหลายครั้ง ครั้งแรกบอกว่าจัดซื้อ ครั้งต่อไปบอกบริจาค และจำนวนของที่บริจาคก็ไม่เคยตรงกัน พร้อมเปิดตัวละครที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์คือ "วิเชน สมมาตร" ซึ่งถูกมองว่าเป็นแพะรับบาป

แม้ ส.ส.พัทลุงพรรคเดียวกัน ทั้ง 3 คน ซึ่งถือว่าเป็น "ผู้เห็นเหตุการณ์" ทั้จะปิดปากเงียบ เพราะสงสัยว่ามี ส.ส.หญิงคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับ "วิฑูรย์" จะมีเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยก็ตาม




แต่สิ่งที่เจ้าตัวพูดเหมือนกันทุกครั้งนั่นคือ ปลากระป๋องยี่ห้อ "ชาวดอย" ในถุงยังชีพ "ไม่ได้มาจากการจัดซื้อ"

แถมข้อพิรุธจากกรณีนี้ คือยังไม่มีข้าราชการรายใดของ พม.ออกมาชี้แจงแทนเจ้ากระทรวง จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่า "หรือจะถูกข้าราชการวางยา" !?

ส่วนกรณี "บุญจง" น่าจะเกิดจากความ "ชะล่าใจ" เพราะคงไม่มีใครเชื่อว่า ทหารเอกของ "เนวิน ชิดชอบ" จะมา "ตายน้ำตื้น" กับเรื่องแค่นี้

แถมยังเป็นคล้ายคลึงกับที่ทำให้ "ลูกพี่เน" เกือบหมดอนาคตทางการเมือง และได้รับฉายา "ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ" จากการนำเงิน 120 บาทเย็บเข้ากับแผ่นพับหาเสียง ระหว่างการเลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2538

เหมือนกัน..เพราะทั้ง 2 กรณี เกิดจากความพยายามสร้างคะแนนนิยมโดยใช้วิธีลดแลกแจกแถม "ประชานิยม" เต็มสูบ เพื่อสร้างแบรนด์ ซื้อใจรากหญ้า ปูทางไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถ้า รมต.แห่ง "ประชาธิปัตย์" ไม่หวังตีตลาดรากหญ้า และ รมต.จาก "ภูมิใจไทย" ไม่หวังแจ้งเกิดก่อนกำหนด "ความผิดพลาด" คงไม่เกิดขึ้น

ศึกชนะใจรากหญ้าของ 2 พรรคนี้ เริ่มตั้งแต่ การแย่งชิ้นเค้กงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้าน ที่ "เพื่อนเนวิน" ฟึดฟัดที่งบฯส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับกระทรวงในกำมือกระทรวงในสังกัด ปชป.

ปรากฏการณ์ "ปลากระป๋องเน่า-แบงก์ห้าร้อยแนบนามบัตร" ไม่เพียงสร้างแรงกระเพื่อมต่อรัฐบาล ยังสะท้อนวิกฤตของฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ทำหน้าที่แบบ "ปวกเปียก-ไร้น้ำยา" เกาะกระแสสื่อ ตีกินคะแนนไปวันๆ

โดยเฉพาะกรณี "วิฑูรย์" ซึ่งล่าสุดถูก ปชป.ลอยแพ เหมือนที่เคยเกิดกับ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" กรณี ส.ป.ก.4-01 แต่ พท.ก็ยังไม่สามารถขยายผล ให้ "ปลากระป๋องเน่า" เป็นบาดแผลที่ ปชป.ต้องจดจำซ้ำรอยกรณี ส.ป.ก.4-01 ได้

เพราะการแถลงของ "พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์" โฆษก พท.ที่เป็นเหมือนร่างทรงของ "ตู่ นปก." อีกที ยังไม่มี "หมัดเด็ด" หรือข้อมูลเชิงลึก ที่จะทำให้สังคมเห็นได้เลยว่า "วิฑูรย์" มัวหมองจากเรื่องนี้แค่ไหน จนตอนนี้สังคมเริ่มรู้สึกว่า ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลของฝั่งไหนดี เพราะไม่น่าเชื่อทั้งสองฝ่าย!!

จึงไม่มีใครคาดหวังว่า ฝ่ายค้านจะเอาอะไรไปเล่นงาน "มท.2" ได้ แม้จะสุ่มเสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 อย่างมากก็ตาม เพราะกว่า พท.จะขยับเข้าชื่อถอดถอน "ลูกพี่ของบุญจง" คงเปิดห้องเย็นติวทางหนีทีไล่แก่ "มท.2" ไปเรียบร้อยแล้ว

"สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" รมต.ประจำสำนักนายกฯ ขุนพลข้างบัลลังก์ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ยอมรับว่า อนาคตอาจมี รมต.บางคน "ใจร้อน" อยากสร้างผลงานเร็วๆ จนก่อปัญหาเช่นเดียวกับ "วิฑูรย์" อีก

แสดงให้เห็นว่า ปชป.มองแค่ว่า การนำปลากระป๋องเน่าไปแจกชาวพัทลุงที่ประสบความเดือดร้อนจากน้ำท่วมนั้นเป็นแค่การรีบเร่งอยากสร้างผลงาน แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าการได้มาซึ่งถุงยังชีพต่างๆ ที่ไร้คุณภาพถูกต้องโปร่งใสหรือไม่

กรณีฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้น 2 เรื่อง จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก การฉกฉวยโอกาสจากโครงการประชานิยม จนในที่สุดอาจทำให้ "ประชา" ไม่นิยมได้

ปัจจัย ความเชื่อมั่น ต่อ อภิสิทธิ์ ประชาธิปัตย์ ปัจจัย การหา "เงิน"

ที่มา มติชน

คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์


ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจากการสำรวจล่าสุดของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุตัวเลขที่ลดต่ำลงสุด-สุดในรอบ 5 ปี

ถามว่าความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมากน้อยเพียงใด

ถามว่าความเชื่อมั่นต่อแนวทางในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจภายใต้ธงนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมากน้อยเพียงใด

ในเบื้องต้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันจะเรียกความเชื่อมั่นให้ได้ภายใน 3 เดือน

ระยะต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความมั่นใจว่าทุกอย่างโดยเฉพาะปัญหาในทางเศรษฐกิจจะคลี่คลายได้ภายใน 1 ปี

กระนั้น หากรับฟังความห่วงใยจาก นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก

เช่นเดียวกับ หากรับฟังความห่วงใยในเรื่องการใช้ฐานข้อมูลของรัฐบาลจาก นายจุติ ไกรฤกษ์ ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก

เพราะว่า 2 คนนี้เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะว่า 2 คนนี้ได้ชื่อว่าเหนียวแน่นมั่นคงอย่างยิ่งกับพรรคประชาธิปัตย์

น่าเศร้าก็ตรงที่ความไม่แน่ใจของ 2 คนนี้ตรงกับความไม่แน่ใจของอีกหลายๆ คน

ความไม่แน่ใจอันสำแดงออกมาของนักวิชาการจำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะมาจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

1 คือ ความไม่แน่ใจว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยกระบวนการหว่านโปรย แจกเงิน ไม่น่าจะตรงกับตัวปัญหา

เพราะไม่ได้แจกตรงไปยังคนว่างงาน หากแต่แจกไปยังคนมีรายได้

ยิ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขยายกรอบการแจกจากผู้ประกันตนและข้าราชการที่มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน ไปยังพนักงานรัฐวิสาหกิจ

ยิ่งยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นรายฟัน ของเป้าประสงค์อันแท้จริงของรัฐบาล

1 คือ ความไม่แน่ใจในฝีมือและความสามารถของรัฐบาลว่าจะหาเงินมาจากไหนนอกไปจากการกู้เงิน

ไม่ว่าจะเป็นการกู้จากธนาคารของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกู้จากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย ก็คือ การกู้

นี่ย่อมละเอียดอ่อนต่อสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ ละเอียดอ่อนต่อวินัยการคลัง

หากมองจากปัจจัย 2 ปัจจัยทั้งระดับโลก ทั้งระดับในประเทศ มาประสานเข้าด้วยกันยิ่งก่อให้เกิดภาวะใจหายในทางความรู้สึก

ปัจจัย 1 คือ ปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยและชะลอตัวลง

ขณะเดียวกัน ปัจจัย 1 ซึ่งแสดงออกผ่านกระบวนการส่งออกไตรมาส 4 ปี 2551 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม คือ ปัจจัยที่ถดถอย ชะลอตัวลงเข้ามาอยู่ในแดนติดลบ

นั่นหมายถึงโอกาสที่เงินจะเข้าประเทศน้อยลง นั่นหมายถึงโอกาสที่จะนำไปสู่การลดกำลังการผลิตของแต่ละภาคอุตสาหกรรม

เงินเข้าน้อย และคนที่เคยทำงานก็จะต้องถูกปรับลดกลายเป็นคนตกงาน

การออกมาโยนหินถามทางในเรื่องการเพิ่มเพดานเงินกู้จาก 50% เป็น 55% ของจีดีพี แท้จริงแล้วก็เท่ากับเป็นการปูพรมเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียเป็นสำคัญ

นั่นคือแนวโน้มที่ประเทศไทยจะก้าวไปบนวิถีเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตการเงิน เมื่อปี 2540 อีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่ครั้งนั้นเราต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ขณะที่หนนี้สายตามองไปยังธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย

ตรงนี้เองภาพของรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ได้หวนกลับมาตอกย้ำตราตึงอีกวาระหนึ่ง

มีอะไรแตกต่างกันระหว่าง นายชวน หลีกภัย กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากอายุขัย

แตกต่างตรงที่ นายชวน หลีกภัย จบจากธรรมศาสตร์และสำนักเนติบัณฑิตไทย แตกต่างตรงที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จบจากอีตันและอ็อกซพอร์ด

ความเหมือนอยู่ตรงที่ไม่ว่านักเรียนนอก นักเรียนใน ล้วนอยู่ในกระบวนการของการกู้เงิน

ยื่นถอดถอน-ส่งป.ป.ช.ฟัน พท.บี้"บุญจง" มท.1แนะเลิกทำ"หมิ่นเหม่"

ที่มา มติชน

ฝ่ายค้านเดินหน้าเอาผิด"บุญจง" เข้าชื่อถอดถอน-ยื่น ป.ป.ช.-สตง.สอบ ชี้หวังหาเสียง-สร้างความนิยม เหน็บ"กระจง"กำลังจะเกยตื้นเพราะชะล่าใจ "ชวรัตน์"บอกเตือนแล้ว หมิ่นเหม่อย่าทำอีก "สุเทพ-ถาวร"ประสานเสียงอุ้ม อ้างชาวบ้านขอนามบัตรเอง แถมไม่ได้เย็บติดกับเงิน ยันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ท้าใครสงสัยให้กระบวนการยุติธรรมชี้ขาด มท.2 หลบชี้แจง

@ "เพื่อไทย"ล่าชื่อถอด"บุญจง"

พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นเรื่องให้คณะกรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ พร้อมเข้าชื่อ ส.ส.ยื่นถอดถอนนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีพฤติกรรมส่อขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีร่วมกับนาง กาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยา นำเงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไปแจกให้ผู้ยากไร้ที่ขอรับการสงเคราะห์ในพื้นที่ ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา จำนวน 200 คน คนละ 500 บาท พร้อมแจกนามบัตรของนายบุญจง

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 มกราคม ว่าหลังการอภิปรายงบประมาณกลางปี 2552 เสร็จสิ้น จะดำเนินการล่ารายชื่อ ส.ส.เพื่อยื่นถอดถอนนายบุญจงแน่นอน เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจน โดยการนำเงินของหลวงไปแจกประชาชนในบ้านพักของตัวเองเพื่อหาเสียงและสร้างความนิยม พร้อมกันนี้จะยื่นสอบถามสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรมบัญชีกลาง ว่าการจ่ายเงินในลักษณะนี้กระทำได้หรือไม่

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินการด้านกฎหมายกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีความสลับซับซ้อนอะไร ที่ผ่านมากฤษฎีกาก็เคยให้ความเห็นเป็นที่ชัดเจนว่า ดังนั้น "กระจง" กำลังจะเกยตื้น จากความชะล่าใจของตัวเอง

@ ยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ลงดาบซ้ำ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 27 มกราคม เวลา 10.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายบุญจง ว่าเป็นความผิดหรือไม่ เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานปฏิบัติในอนาคต โดยการแจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ เป็น การผันงบประมาณจาก พม.ให้แต่ละจังหวัดเป็นประจำอยู่แล้ว ผู้ที่ทำหน้าที่แจกจะเป็นผู้ว่าราช การจังหวัด รองผู้ว่าฯ หรือปลัดอำเภอ เป็นต้น แต่วันนี้ ข้าราชการการเมืองกลับแจกเงินพร้อมแนบนามบัตรตัวเอง เหมือนเจตนาบอกว่าตัวเองเป็นคนเอางบประมาณส่วนนี้มา เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ

นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ต้องดูก่อนว่า คำร้องของพรรคเพื่อไทยเข้าข่ายมาตรา 84 และมาตรา 85 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 หรือไม่ ถ้าเข้าข่ายก็จะรับไว้ตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรา 84 และ 85 ของกฎหมาย ป.ป.ช.เป็นมาตราที่ระบุเกี่ยวกับรายละเอียดการยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกร้องจะต้องอยู่ในราชการหรือพ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 2 ปี ในวันที่ยื่นคำร้อง โดยคำร้องต้องระบุชื่อผู้ถูกร้อง ตำแหน่ง ข้อกล่าวหา พฤติการณ์ รวมถึงต้องอ้างหลักฐานมาด้วย

@ "มท.2"หลบเข้าประชุมรัฐสภา

ด้านนายบุญจง ได้ปฏิเสธที่จะชี้แจงต่อผู้สื่อข่าว โดยภายหลังการเสวนายามเช้าที่กระทรวงมหาดไทย นายบุญจงได้เดินทางไปยังรัฐสภาทันที ซึ่งปกตินายบุญจง จะร่วมกับนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว แต่ครั้งนี้มีเพียงนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงแทน และการเดินไปยังรัฐสภา นายบุญจงยังได้หลบผู้สื่อข่าวที่ดักรอสัมภาษณ์อยู่บริเวณทางเชื่อมลานจอดรถหน้าอาคารรัฐสภา ด้วยการเข้ารัฐสภาในเส้นทางอื่น แต่เมื่อผู้สื่อข่าวพบนายบุญจง กำลังเซ็นชื่อเพื่อเข้าร่วมประชุมรัฐสภา จึงพยายามที่จะสอบถาม แต่นายบุญจงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยโบกมือไปมาพร้อมกล่าวว่า "ขอเข้าประชุมก่อน"

ทั้งนี้ นายถาวรชี้แจงว่า พม.ได้สั่งให้ข้าราช การในพื้นที่แจกจ่ายเงินดังกล่าวให้กับประชาชนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 โดยให้ ส.ส.พื้นที่ให้ความร่วมมือกับส่วนราชการในการสำรวจจำนวนผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ตามที่ทางราชการกำหนดเอาไว้แล้ว ดังนั้น ส.ส.ในพื้นที่ จึงได้ให้ความร่วมมือ ถือว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 265 และ 266 เพราะเมื่อสำรวจแล้ว เป็นหน้าที่ของทางราชการจะเป็นผู้คัดเลือกบุคคลที่จะรับมอบเงิน และกำหนดวันให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นวันที่นายบุญจง มีความสะดวก โดยที่นายบุญจง ไม่ใช่ผู้ดำเนินการ และเนื่องจากนายบุญจงเป็น ส.ส.และเป็นรัฐมนตรี ประชาชนจึงได้ขอความช่วยเหลือ

@ "ถาวร"ยันแจกเงินที่บ้านไม่ผิด

"วันนั้นบังเอิญนายบุญจง แจกนามบัตร โดยบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่ตัวนายบุญจง และไม่ได้เย็บนามบัตรติดกับเงิน เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือหรือคำแนะนำ สามารถติดต่อทางโทรศัพท์มือถือ จึงถือว่าการกระทำดังกล่าวไม่ขัดกันซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้เป็นการหาเสียง และเป็นเรื่องปกติที่นายบุญจงให้นามบัตรกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนการแจกที่บ้านไม่ถือว่าผิดอะไร เพราะสะดวกที่ไหนก็แจกที่นั่น อีกทั้งประชาชนเองต้องการจะพบ ส.ส.อยู่แล้ว"นายถาวรกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านจะยื่นถอดถอน ถือว่านายบุญจงเป็นจุดอ่อน ทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอนหรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า เป็นจุดแข็ง ไม่ใช่จุดอ่อน เพราะถือว่านายบุญจง เป็นผู้ที่เอาใจใส่ประชาชน ถึงลูกถึงคน อำนวยความสะดวก บริการพี่น้องประชาชน ทำให้ฝ่ายค้านกลัวและมั่นใจว่าหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายบุญจงจะสามารถชี้แจงต่อรัฐสภาได้ ไม่ทำให้ต้องยุบสภา และหากมีผู้ร้องต่อ ป.ป.ช. ก็พร้อมร่วมกับนายบุญจง เขียนคำชี้แจง ยืนยันที่จะเดินหน้าช่วยเหลือนายบุญจง เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

@ "มท.1"เตือนหมิ่นเหม่อย่าทำอีก

ด้านนายชวรัตน์กล่าวว่า การแจกเงินถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะประชาชนได้รับประโยชน์ และได้สอบถามนายบุญจงแล้วซึ่งชี้แจงว่า เป็นการแจกหมายเลขโทรศัพท์ เพราะประชาชนในพื้นที่ต้องการที่จะติดต่อกับ ส.ส. หรือรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายรัฐธรรมนูญนั้น ต้องดูว่าหมิ่นเหม่แค่ไหน

เมื่อถามว่า การแจกเงินที่บ้านจะทำให้ ประชาชนเข้าใจสับสนหรือไม่ ว่าเป็นเงินส่วนตัวของนายบุญจงเอง นายชวรัตน์กล่าวว่า นายบุญจงได้มีการประกาศแล้วว่าแจกเงินจาก พม. และได้ตักเตือนนายบุญจงไปแล้วว่าถ้าเป็นเรื่องหมิ่นเหม่ อย่าทำอีก

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นถอดถอนนายบุญจงนั้น นายชวรัตน์กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก เมื่อถามว่า เท่ากับว่ารัฐมนตรีแจกเงินไม่ผิด แต่ถ้าเป็น ส.ส. จึงจะมีความผิดใช่หรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า ไม่ได้พูดแบบนั้น แต่ไม่ว่ารัฐมนตรี หรือ ส.ส.ก็เป็นผู้แทนราษฎร

@ "สุเทพ"อ้างชาวบ้านขอนามบัตร

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายบุญจงได้เล่าให้ฟังว่า เป็นงบประมาณ พม. แจกจ่ายให้คนจน คนพิการ ไม่ใช่เงินส่วนตัว ส่วนการแนบนามบัตรไปด้วยนั้น เมื่อ ส.ส.เข้าไปในพื้นที่แล้วประชาชนขอนามบัตรก็ให้ไป ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เป็นเรื่องคนละส่วนกัน แต่เมื่อนำเอา 2 เรื่องมารวมกัน ก็เลยมองแปลกไป

"ถ้าใครสงสัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ก็ให้กระบวนการยุติธรรมชี้ขาด เรื่องนี้อยู่ที่เจตนา ซึ่งผมก็มีคนมาขอนามบัตรทุกวันเป็นเรื่องปกติ กรณีนี้ผมไม่คิดว่าชาวบ้านจะเข้าใจว่าคุณบุญจง นำเงินไปแจก และชาวบ้านก็เข้าใจดีกว่าที่คนอื่นเข้าใจ ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่เข้าใจว่าเป็นการไปแจกของ ซึ่งไม่ได้มีการเอานามบัตรไปเย็บติดกับของที่แจกแต่อย่างใด และยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ยึดถือความถูกต้อง ถ้าเรื่องไหนไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินการไป" นายสุเทพกล่าว

@ "เพื่อนเนวิน"ปูดส.ส.เพื่อไทยชัดกว่า

นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจะเข้าชื่อยื่นถอดถอนนายบุญจง ว่า ไม่เป็นไร เพราะนายบุญจง ทำตามหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์และการแทรกแซงอะไร การกระทำของนายบุญจง ก็ไม่เข้าข่ายตามที่บันทึกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า อาจเข้าข่ายการถูกถอดถอน

"นายบุญจงไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะเรื่องนี้ทำตามตำแหน่งหน้าที่ แต่ขณะที่พฤติกรรมของ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยผู้หนึ่ง กลับมีพฤติ กรรมที่เข้าข่ายชัดเจนยิ่งกว่า โดย ส.ส.ผู้นั้นได้ไปของบประมาณจาก พม. เพื่อสงเคราะห์ราษฎรจากภัยน้ำท่วมใน อ.พระยืน จ.ขอนแก่น ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีคนใกล้ชิด ส.ส.ผู้นั้นลงสนามเลือกตั้ง ด้วย นอกจากนี้ ประชาชนบางส่วนที่มารับเงินสงเคราะห์คนละ 500 บาท จำนวน 400 คนนั้น พบว่าไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน แต่เป็นประชาชนในเขตเทศบาล ซึ่งเรื่องนี้มีคนไปแจ้งความที่ สภ.พระยืน แล้ว" นายปัญญากล่าว

นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า หากเป็นไปตามข่าวจริงก็ถือว่าไม่เหมาะสม ซึ่งจะพูดคุยกับนายบุญจง ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างไร

@ กกต.ชี้ส่อขัดหน้าที่ของส.ส.

ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีการแจกเงินและนามบัตรของนายบุญจงว่า หากผู้ใดคิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อหน้าที่ของ ส.ส. สามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานสภา เพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยต้องใช้จำนวน ส.ส. 1 ใน 10 ของสภา ซึ่งในส่วนของ กกต.ยังไม่มีผู้ใดร้องเรียนเข้ามา

นายประพันธ์กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวต้องดูว่า ส.ส.เข้าไปทำในลักษณะที่เป็นงานของข้าราชการประจำหรือไม่ เช่น การไปแจกสิ่งของ ซึ่งหากเป็นรัฐมนตรีและไปเกี่ยวข้องหรือก้าวก่ายงานของข้าราชการประจำ ต้องดูว่าไป ในฐานะอะไร ถ้าเข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรม นูญมาตรา 266 ก็ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ในส่วนของความเป็นรัฐมนตรี หรือ ส.ส. ว่าต้องสิ้นสุดลงหรือไม่

ฝ่ายค้านตั้งป้อมขวาง ไม่ผ่านกรอบอาเซียน

ที่มา ไทยรัฐ

เช้าวันนี้ (27 ม.ค.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์สถานีข่าวทีเอ็นเอ็น ถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยมีวาระสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ตามที่ ครม.เสนอ ว่า วานนี้ได้อภิปรายไปแล้ว 34 ฉบับ เหลือที่จะอภิปรายในวันนี้อีก 10 ฉบับ อาทิ ของกระทรวงคมนาคม 3 ฉบับ กระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ กระทรวงแรงงาน 1 ฉบับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 1 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกความเข้าใจ

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการเตรียมเสนอตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาข้อดีข้อเสีย ว่า แม้จะเป็นประโยชน์ แต่อาจทำให้เสียเวลา ดังนั้นแม้ฝ่ายค้านเสนอ แต่ทางพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องลงมติให้กรอบประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านสภา เพราะไม่สามารถเลื่อนการประชุม อาเซียน ซัมมิท ได้อีก

นายชินวรณ์ กล่าวด้วยว่า ได้ขอความร่วมมือจาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคน ให้เตรียมพร้อมอยู่ร่วมในห้องประชุมรัฐสภาตลอดเวลา ส่วนวันนี้ จะมีเรื่องใดที่จำเป็นจะต้องลงมติหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา และระบุว่า มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ที่พูดถึงบทลงโทษ ส.ส.กัน ในต่างประเทศจะมีเร็คคอร์ดของ ส.ส.แต่ละคน ว่าเคยลงมติหรือไม่ลงมติในเรื่องใดบ้าง และจะเป็นจิตสำนึกของแต่ละคน

ด้านนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยกับสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ว่า วันนี้ จะยังไม่มีการร่วมลงมติพิจารณากรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ จำนวน 20 ฉบับ รวมถึงกรอบความร่วมมืออาเซียน แต่จะมีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการของทั้ง 2 สภา ขึ้นมาพิจารณาข้อดีข้อเสียก่อน ไม่หวั่นจะถูกมองว่าเป็นเกมการเมือง แม้ว่านายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ยืนยันจะให้มีการลงมติในวันนี้เพื่อให้ทันกับการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนหน้าก็ตาม เนื่องจากเห็นว่า หากจะต้องมีการเลื่อนการประชุม อาเซียน ซัมมิท ออกไปก็น่าจะดีกว่า เพราะจำเป็นที่จะต้องมีการฟังความเห็นอย่างรอบด้าน

นายวิทยา บอกด้วยว่า ความคิดของฝ่ายที่เสนอตั้งคณะกรรมมาธิการนั้น ขณะนี้ได้รับการตอบรับจาก ส.ว.บางกลุ่มแล้ว และเชื่อว่า หากให้มีการลงมติ ทาง ส.ว. ก็จะไม่สนับสนุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศทั่วไป ก่อนการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในเวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาลงนามในกฎบัตรอาเซียนและกฎหมายประกอบ ล่าสุดพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ เตรียมระวังความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ที่หน้ารัฐสภากว่า100 นาย แต่ยังไม่พบกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใด รวมถึง กลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมาที่บริเวณหน้ารัฐสภา อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุมจะเริ่มขึ้น นายชินวรณ์ ได้นัดประชุมวิปรัฐบาล เพื่อเช็กเสียงของ ส.ส. รวมถึง หารือกับวิปฝ่ายค้าน เพื่อตกลงกันกรณีข้อเสนอของฝ่ายค้านให้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งหากไม่กระทบกับกรอบข้อตกลงก็สามารถตั้งกรรมาธิการได้

ทางด้านนาย นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) กล่าวถึงการอภิปรายร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณากรอบการประชุมอาเซียนว่าเป็นเรื่องที่สมาชิกรัฐสภาต้องให้ความ สำคัญพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงแม้จะต้องใช้เวลาก็ต้องยอม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นระบบ โดยรัฐบาลจะต้องให้ข้อมูลที่สมบูรณ์สมาชิกรัฐสภาพิจารณาอย่างจริงจัง ทำให้ความตกลงอาเซียนมีความคืบหน้าหลังจากประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่ ยังไม่ได้ให้สัตยาบรรณในกรอบความตกลงอาเซียน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของประเทศ

ประธานทีดีอาร์ไอยังเห็นว่า อนาคตอาเซียนจะเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่ประเทศคู่ค้าให้ความสำคัญ หลังสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปประสบวิกฤติเศรษฐกิจ หากประเทศไทยยังไม่สามารถลงสัตยาบรรณในกรอบความตกลงอาเซียนได้จะทำให้ประเทศเสียโอกาสเป็นอย่างมาก

'เพื่อนกิน' กอดคอแน่น

ที่มา ไทยรัฐ

อย่างน้อยก็ได้เคลียร์ภาพผู้ดีนักเรียนนอก ไม่เอาเพื่อนฝูง

กับลีลาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บนเวทีงานเลี้ยงสังสรรค์ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ยอมรับว่า เป็นคนที่มีงานมากจนอาจไม่ได้พูดคุยกับหลายๆคน

บางครั้งเดินผ่านบางคนก็ถึงกับน้อยใจว่าไม่ทัก ต้องขออภัย ไม่ได้มีเจตนา เพราะเป็นคนเดินเร็ว บางทีก็เดินไปคิดไป แต่มั่นใจได้ว่าไม่มีอะไร

และที่ไม่ค่อยได้เห็น กับลีลาหยิกแกมหยอกของนายกฯอภิสิทธิ์ แกล้งแหย่คนกันเองอย่าง เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

เลขาธิการพรรคชอบพูดขัดใจคนบ่อย แต่ได้เตือนไปแล้ว พูดขัดใจพรรคเดียวกันไม่เป็นไร แต่อย่าขัดใจพรรคร่วมรัฐบาลบ่อยเกินไป

พะเน้าพะนอพรรคร่วมรัฐบาลเต็มที่

อภิสิทธิ์เล่นบททอดไมตรี หวังคุมเสียง ส.ส.ให้นิ่งหลังเหตุสภาฯล่ม

แต่ไม่ว่าจะซื้อใจเพื่อนพรรคร่วมรัฐบาลได้แค่ไหน แกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์จะได้ เพื่อนตายที่พร้อมกอดคอลากอายุรัฐบาลไปได้อีกนานเท่าไหร่

นาทีนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ก็มี เพื่อนเนวินที่พร้อมเป็น เพื่อนกินอุ้มกระเตงกันไปสู่เป้าหมายที่ต่างฝ่ายต่างล็อกโปรแกรมไว้

ในภาพถ้อยทีถ้อยอาศัย ต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน จากคิวของ สปก.4-01 แลกออปชั่นกับโปรเจกต์เช่ารถเมล์เอ็นจีวี

จนมาถึงคิวปลากระป๋องเน่า

โดยอาการร้อนรนเห็นได้ชัด ทันทีที่เจอะหน้านายกฯอภิสิทธิ์ในงานเลี้ยง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย โควตากลุ่มเพื่อนเนวิน ได้รีบเคลียร์กรณีควงเมียที่เป็นอดีต ส.จ.นครราชสีมา แจกเงินสดพร้อมผ้าห่มสงเคราะห์ผู้ยากไร้ พร้อมแนบนามบัตรโจ๋งครึ่ม ทั้งๆที่เป็นเงินหลวง งบของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

กลายเป็นประเด็นใหญ่ ปมอันตรายส่อขัดรัฐธรรมนูญ

บุญจงเสี่ยง ตายน้ำตื้น

ที่แน่ๆโดยกระแสที่ช่วยเบี่ยงลมพายุ ผ่องแรงเสียดทานที่พุ่งกระหน่ำเข้าใส่คนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ ที่กำลังเป็นลมเพราะดมกลิ่นปลากระป๋องเน่า

พิษของแจกคนยากคนจนเหมือนกัน

บุญจงช่วยแบ่งเบาภาระ ปลากระป๋องเน่าให้ วิฑูรย์และก็เป็น เทพเทือกที่ออกมาช่วยเคลียร์รายการ แจกเงินหลวงแนบนามบัตรให้ บุญจงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

ประชาธิปัตย์-เพื่อนเนวินถ้อยที ถ้อยอาศัย

ประคองปีก กอดคอ อุ้มกระเตงกันไป

และยังมีอีกคิวใหญ่ๆ โดยข่าวในหน้าเศรษฐกิจ รายงานเบื้องหลังนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม หนีบเอานายเนวิน ชิดชอบ ที่ปรึกษาเจ้ากระทรวง ในฐานะ เจ้าสังกัดของรัฐมนตรีเปิดโต๊ะหารือกับ เทพเทือกในฐานะรองนายกฯ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เพื่อพูดคุยถึงปัญหา ตูดขาดของการบินไทย

ตั้งท่าลุยล้างบางใหญ่แดนสนธยา

โดยเหตุผลเบื้องหน้า กระทรวงคมนาคมในฐานะหน่วยงานกำกับการบริหารการบินไทยต้องการสะสางปัญหา เคลียร์ปมหมักหมม ก่อนเป็นนายหน้าค้ำประกันเงินกู้นับหมื่นล้านบาทเสริมสภาพคล่อง

โปะการขาดทุนสะสม ที่มาจากการเสวยสุขของแก๊งขาใหญ่ในอาณาจักรเจ้าจำปี

แต่มันก็มีเหตุเบื้องลึกไปกว่านั้นที่ไม่ได้แจ้งไว้ในข่าว โดยเดิมพันอภิมหาขุมทรัพย์ที่กลุ่มเพื่อนเนวินเองก็ต้องการเข้าไปจัดสรรปันส่วนผลประโยชน์แบบเบ็ดเสร็จ ทั้งในส่วนของการบินไทยและการท่าอากาศยานฯ ที่อยู่ในกำกับ

เอื้อ ยักษ์ดิวตี้ฟรีสปอนเซอร์ใหญ่

ปั่นเสบียงค่าย ภูมิใจไทย

แน่นอนโดยลำพังเครดิตของก๊วนเพื่อนเนวิน กำลังไม่พอฟัดกับ ฝูงนกเหล็กยักษ์

การปักหลักเปิดศึกลุยกับแก๊งขาใหญ่ในอาณาจักรเจ้าจำปี โดยเฉพาะสหภาพรัฐวิสาหกิจการบินไทยที่ผูกเสี่ยวอยู่กับม็อบพันธมิตรฯ ไหนจะแก๊งมีสีที่ผูกปิ่นโตหากินผลประโยชน์กันมาทุกยุคทุกสมัย

จำเป็นต้องอาศัย เส้นหนาๆของพรรคประชาธิปัตย์.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“ชัย” ห่วงล่มบ่อยบีบรัฐบาลยุบสภา

ที่มา ไทยรัฐ

เสธ.หนั่นมั่นใจคุมเสียง ชทพ.ได้

จากกรณีที่เกิดเหตุการณ์สภาล่ม เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ถึงการควบคุมเสียง ส.ส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา หลังเกิดเหตุการณ์สภาล่มว่า พรรคชาติไทยพัฒนามั่นใจว่าสามารถควบคุมเสียงของ ส.ส.ของพรรคในสภาฯ ได้อย่างแน่นอน เพราะเราได้หารือกันหมดแล้ว โดยไม่ต้องมีกฎเหล็กอะไร มีเพียงกฎธรรมดาแต่ก็ขลังแล้ว ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ก็ควบคุม ส.ส.ของแต่ละพรรคเอง ก็ไม่น่าห่วงอะไรและคงไม่มีปัญหา

ชัยห่วงล่มบ่อยบีบรัฐบาลยุบสภา

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงเรื่ององค์ประชุมต้องครบ ส.ส. 302 คนต้องอยู่ในห้องประชุม หากไม่ครบต้องเลื่อนและปิดการประชุม ซึ่งตนก็ไม่สามารถที่จะไปบังคับสมาชิกให้เข้าร่วมประชุมได้ แต่ขึ้นอยู่กับคนที่มาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร หากสภาล่มภาพไม่ดีรัฐบาลต้องดูแลเองไม่เก็บปัญหาไว้แน่ หากล่มบ่อยรัฐบาลก็ต้องยุบสภาไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีใครมาร้องขอให้ยุบสภา แต่อยากขอร้องให้ ส.ส.ช่วยมาร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง และให้อยู่ในห้องประชุมให้ครบองค์ประชุม เพื่อให้พิจารณากรอบการประชุมอาเซียนผ่านไปได้ ส่วนฝ่ายค้านไปขอร้องอะไรไม่ได้ เพราะฝ่ายค้านไม่เดือดร้อน เพราะฝ่ายค้านต้องค้านให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว

นายกฯเมินไขก๊อกหลังประชุมอาเซียน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ระบุว่าหากสภาล่มบ่อยๆควรยุบสภา นายอภิสิทธิ์ตอบว่า อาจเป็นวิธีที่ประธานสภาฯใช้กระตุ้นให้ ส.ส.มาอยู่ในสภา ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าเหตุการณ์สภาล่มเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะเป็นครั้งสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า วิปรัฐบาลดูแลเต็มที่ ปัญหานี้ทุกฝ่ายดูแลเต็มที่ แต่ต้องดูสถานการณ์ ต่างๆด้วย ส่วนที่การประชุมสภาฯวันนี้เริ่มได้ช้ากว่ากำหนดนั้น เป็นเรื่องปกติ ก่อนหน้านี้ก็เคยเลยมา 10-20 นาที บางทีนานกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่จะพยายามบอกให้มา ประชุมให้เร็วขึ้น ส่วนบรรยากาศการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณากรอบการประชุมอาเซียนว่า เรียบร้อยดี เป็นธรรมดาที่ ส.ส.จะแสดงความคิดเห็น ฝ่ายค้านอาจจะเน้นมุ่งตัวรัฐมนตรีมากกว่าเนื้อหาสาระ แต่เมื่อประธานสภาฯวินิจฉัยให้อภิปรายได้ ก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงกันไป ผู้สื่อข่าวถามว่าในการประชุมร่วมรัฐสภามีข้อเสนอให้นายกฯลาออก หลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนแล้วให้มีการตั้ง ครม.ชุดใหม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ขอย้ำว่าขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าทำงาน และประเมินผลงานอยู่เป็นระยะๆ ถ้าไปกำหนดเช่นนั้นคงไม่เป็นประโยชน์

สุเทพลั่นไม่เลื่อนประชุมอาเซียน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากรอบการประชุมอาเซียน เพื่อชะลอไม่ให้พิจารณาเร็วเกินไป เพราะจะไม่รอบคอบ และอาจเกิดอันตรายต่อประเทศว่า ก็น่าตลกดี เพราะว่ากรอบการเจรจาอาเซียนนี้ไม่ใช่ว่าทำเมื่อ 1-2 วันนี้ ทำมาตั้งแต่สมัยที่ฝ่ายเขาเป็นรัฐบาล ตอนที่ฝ่ายเขาเป็นรัฐบาลทำเรื่องเหล่านี้มาก็ไม่สงสัยไม่ติดใจ วันนี้พอมาเป็นฝ่ายค้านเกิดระลึกชาติได้ขึ้นมาติดใจสงสัย เราก็ไม่ว่าอะไร ก็แล้วแต่ในสภาฯจะมีมติอย่างไร เมื่อถามว่า จะเกิดปัญหาการเตะถ่วงจนทำให้ล่าช้าและกระทบกับการประชุมอาเซียนหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ไม่เป็นไร อยู่ที่สภาฯจะพิจารณา ยังคิดว่าสภาฯมีเหตุผล เสียงส่วนใหญ่ในสภามีเหตุผลเสมอ ไม่คิดว่าจะทำให้การประชุมอาเซียนต้องเลื่อนออกไป

เปิดสภาถกกรอบร่วมมืออาเซียน

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน ได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบ เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนตามที่ ครม.เสนอ แต่การประชุมต้องล่าช้าไปเกือบ 30 นาที เพราะมีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมเพียง 253 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ 302 คน จากสมาชิกรัฐสภา 604 คน กระทั่งเวลา 10.00 น. จึงเข้าสู่วาระการประชุม เมื่อมีสมาชิกครบองค์ประชุม โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯได้ อภิปรายชี้แจงสมาชิกรัฐสภาถึงความสำคัญของกรอบอาเซียน รวมทั้งความรับผิดชอบที่ประเทศไทยต้องดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมกันนี้นายอภิสิทธิ์ยังชี้แจงด้วยว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ไม่สามารถมาร่วมประชุม เนื่องจากอยู่ระหว่างการเยือนประเทศกัมพูชา แต่ได้มอบหมายให้นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ มาชี้แจงแทน

พท.เปิดฉากมวยวัดสาวไส้ รมต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้เริ่มอภิปรายเป็นคนแรก โดยกล่าวว่า นายกฯถูกบังคับให้ตั้งรัฐมนตรีตามผู้มีอิทธิพล ต้องใช้หนี้กลุ่มพันธมิตรฯจนเกิดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ จึงขอเรียกร้องให้ปลดนายกษิต แล้วให้นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็น รมว.ต่างประเทศแทน ส่วนรัฐมนตรีที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติอีกคนหนึ่ง คือนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ดูจากภูมิหลังไม่น่าจะทำให้ไทยได้เปรียบในเวทีการค้าโลก การเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง คงไม่ทันเกมรัฐมนตรีพาณิชย์ อาเซียนคนอื่น ส่วนนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ ก็ควรปรับออกจากตำแหน่ง แล้วให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม.มาเป็นแทน เพราะไม่มีประวัติ ด่างพร้อย ผิดกับนายวิฑูรย์ที่มีเรื่องปลากระป๋องเน่า ที่ได้เป็นรัฐมนตรีเพราะเคยเป็นเลขานุการนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาก่อน

พรทิวากรี๊ดไร้สาระมุ่งเรื่องส่วนตัว

นางพรทิวาชี้แจงว่า ขอบคุณในไมตรีที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่ตนมาตามระบอบ เมื่อพรรคถูกยุบก็มาเป็นรัฐมนตรีตามที่ควรจะเป็น ต้องขอโทษที่อาจจะทำให้ใครผิดหวังบ้าง วันนี้เป็นรัฐมนตรีใหม่ป้ายแดง วันข้างหน้าท่านก็อาจได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงบ้าง ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังกับการอภิปรายในวันนี้ แทนที่จะเป็นประโยชน์ต่อสภา มากกว่าจะมาพูดเรื่องคุณสมบัติของตน จะตอบเรื่องนี้เพียงครั้งเดียวเพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งนี้เคยผ่านงานด้านบริหาร การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นงานค้าขายมาก่อน การทำงานในกระทรวงพาณิชย์จึงไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัส เพราะไม่ได้ทำงานคนเดียว มีทีมงานคอยช่วยเหลือ

นายกฯกางปีกป้อง รมว.ต่างประเทศ

นายอภิสิทธิ์ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า อยากยืนยันว่าการแต่งตั้ง รมว.ต่างประเทศ ไม่ได้เป็นการตอบแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ตนเองเป็นคนชวน รมว.ต่างประเทศเข้ามาสู่การเมือง แต่ไม่มีโอกาสลงสมัคร ส.ส. และได้ติดตามประวัติการทำงานมาตลอด การทำงานนั้นอาจถูกใจและไม่ถูกใจคนบ้าง แต่ที่ปฏิบัติหน้าที่มา 1 เดือนก็เรียบร้อย สามารถเดินหน้าในเรื่องการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยเลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้น และผู้นำของทุกประเทศได้ตอบรับมาเข้าร่วมประชุม ส่วนการทำงานของรัฐมนตรีอื่น เป็นหน้าที่ของตนที่รับผิดชอบในการติดตาม ประเมินและดูแลรัฐมนตรีทุกท่านว่าทำงานสัมฤทธิผลหรือไม่ การประชุมผู้นำสุดยอดเราได้มีการดำเนินการทุกสัปดาห์ รัฐมนตรีทุกท่านต้องเข้าร่วม ส่วนเรื่องการเปิดการค้าเสรี เชื่อว่ามองไม่ต่างกัน เราเชื่อว่าการเปิดการค้าเสรีจะเป็นในกรอบของทวิภาคีหรือพหุภาคี จะต้องมีการเตรียมการและรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น คงไม่มีข้อตกลงไหนจะไม่มีผลในทางลบเลย ขอยืนยันรัฐบาลได้ติดตามไม่ได้ปล่อยปละละเลย

ส.ว.ติงรัฐบาลรวบรัดกรอบอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของ ส.ว.ส่วนใหญ่ ให้การสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาล ตามกรอบอาเซียน อย่างไรก็ตาม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว. สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. อภิปรายว่า นายกฯและรัฐบาลไม่ได้ ให้ข้อมูลสาระอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง พูดแค่ตามวาระ ไม่เคยบอกว่าการไปลงนามต่างๆจะได้ รับผลกระทบอะไรบ้าง ทั้งที่รัฐธรรมนูญบอกว่า ต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้วย แต่วันนี้เป็นเพียงให้รัฐสภาเร่งรีบให้ความเห็นชอบให้เร็วที่สุด พอเป็นฝ่ายค้านก็มองมาตรา 190 อย่างหนึ่ง พอมาเป็นรัฐบาลแล้วกลับคิดอีกอย่าง มองมาตรา 190 เป็นอุปสรรค

นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากรอบการประชุมอาเซียน เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการลงนามในสัญญานี้ หากไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการจะให้ ส.ส. 1 ใน 10 เข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรค 1 ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้การลงนามในสัญญาอาเซียนต้องล่าช้าไปอีก

กษิตพลิกจุดยืนเยือนกัมพูชา

วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานการเดินทางเยือนกัมพูชา ของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศของไทย ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ที่จุดชนวนความขัดแย้งเรื่องปราสาทพระวิหารเมื่อปีที่แล้ว แต่ในปีนี้นายกษิตกล่าวว่า การใช้แนวทางสันติวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานคือสิ่งจำเป็น

นายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา แถลงหลังเจรจาว่า ไทยและกัมพูชาเห็นชอบร่วมกันว่า ทั้ง 2 ฝ่ายต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งดินแดนเขาพระวิหารอย่างเร่งด่วน หลังเลื่อนกำหนดเจรจามาหลายครั้ง เพราะติดขัดสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองไทย พร้อมยืนยันว่าการเจรจารอบใหม่ระหว่าง 2 ประเทศ จะดำเนินไปโดยยึดหลักสันติวิธีและมีไมตรีจิต โดยได้นัดหมายให้คณะกรรมาธิการความร่วมมือด้านการปักปันเขตแดน ทั้งของไทยและกัมพูชา ร่วมเจรจาหาข้อตกลงกันอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 2-4 ก.พ. จากนั้นจึงจะเชิญให้ รมว.กลาโหมของไทย เดินทางมายังกัมพูชาเพื่อหารือเรื่องการถอนกำลังทหารภายในวันที่ 6 ก.พ. นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดวันเจรจาต่อรอง เรื่องการปักปันน่านน้ำในเขตอ่าวไทย บริเวณรอยต่อระหว่างไทยและกัมพูชา ในเดือน มี.ค.นี้ด้วย

นปช.ยื่นหนังสือต้านรัฐบาล อภิสิทธิ์

วันเดียวกัน แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.ประมาณ 100 คน นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหภาพฟิลิปินส์ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืน ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มีความไม่ชอบธรรมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ขัดขวางการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และจะไม่เรียกร้องให้แต่ละประเทศตัดสินใจว่า จะเข้าร่วมการประชุมหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละประเทศในการตัดสินใจ จากนั้นม็อบ นปช.ได้เดินทางต่อไปยังสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบรูไนประจำประเทศไทย ยื่นหนังสือแสดงจุดยืนเดียวกัน

นายจักรภพกล่าวว่า การเดินทางมายื่นหนังสือแสดงจุดยืน ไม่ยอมรับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของคนเสื้อแดง ต่อเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆในอาเซียนครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความสัมพันธ์ เครือข่ายระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยแบบยั่งยืน จากนั้นจึงจะเริ่มในภารกิจที่ 2 คือ ต้องไล่พวกผู้ก่อการร้ายให้ออกจากประเทศไทยให้หมด

พายัพนำทัพเพื่อไทยลุยภาคอีสาน

ค่ำวันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย ได้มี ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยประมาณ 30 คน นำโดยนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม ได้มาเข้าพบนายพายัพ ชินวัตร อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย น้องชาย พ.ต.ท. ทักษิณ เพื่อขอให้รับตำแหน่งประธานที่ปรึกษา ส.ส.ภาคอีสาน ภายหลังการหารือกว่า 2 ชั่วโมง นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า นายพายัพตอบตกลงเป็นประธานที่ปรึกษา ส.ส.ภาคอีสาน การดึงนายพายัพเข้ามาช่วยถือเป็นยุทธศาสตร์หลักต่อสู้ทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะจะได้ไปเป็นคนบอกชาวบ้านว่าจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศไทยอย่างไร ทั้งนี้ กลุ่ม ส.ส.อีสานจะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณในเร็วๆนี้ คาดว่าจะเป็นช่วงต้นเดือน ก.พ.

ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย กล่าวว่า เชื่อมั่นว่านายพายัพจะสามารถกอบกู้พรรคเพื่อไทยได้ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เปรียบกับนายพายัพเป็นแม่ทัพภาคอีสานและพรรคเพื่อไทย เพราะภาคอีสานถือเป็นเมืองหลวง เป็นฐานเสียงหลักของพรรคมาโดยตลอด เบื้องต้น ส.ส.อีสานกำหนดยุทธศาสตร์แล้วว่าในเดือน ก.พ.นี้ จะเดินสายเปิดตัวนายพายัพในภาคอีสาน

อภิสิทธิ์ประกาศปฏิรูปการเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน จ.นนทบุรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับเชิญไปบรรยายพิเศษเรื่อง รัฐธรรมนูญหลักนิติธรรมและการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติโดยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า หลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องยึดถือ แม้ที่ผ่านมาจะล้มเหลวมาตลอด ถ้าสังคมไม่จริงจังกับเรื่องนี้ ความคาดหวังที่จะเห็นการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายเดินไปตามกฎเกณฑ์กติกาก็เป็นเรื่องยาก สุดท้ายจึงไปลงที่รัฐธรรมนูญ เมื่อเราเขียนรัฐธรรมนูญสุดโต่งปัญหาก็ไม่จบ เช่น การยุบพรรค ก็หวาดเสียวอยู่ ตลอดเวลา ถ้าเลือกเขียนมาตรา 237 ได้ จะไม่เขียนอย่างนี้

ก่อนหน้านี้ได้แถลงนโยบายรัฐบาลว่าเราจะเดินหน้าปฏิรูปการเมือง ส่วนการปฏิรูปการเมืองจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ หรือต้องทำอะไรนั้น มันก็จะครอบคลุมในตัวของมันเอง ถ้าเขียนนโยบายเรื่องที่จะแก้รัฐธรรมนูญก็จะเกิดความขัดแย้ง จะโดนกล่าวว่าแก้เพื่อใครหรือไม่

ย้ำอีกรัฐบาลทำอย่างตรงไปตรงมา

นายกฯกล่าวว่า สำหรับการบังคับใช้กฎหมายนั้น ถ้าทำแบบตรงไปตรงมา ก็ถูกเรียกร้องจากทั้งสองฝ่าย ให้ เร่งดำเนินคดีกับอีกฝ่ายทุกวัน ยืนยันว่ารัฐบาลจะให้ทุกอย่างทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการละเว้นหรือกลั่นแกล้งกัน เรื่องนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ก็รับทราบชัดเจนว่านี่คือภารกิจที่ท่านต้องทำ และฝ่ายค้านก็ตั้งกระทู้ ถามเรามาเช่นกัน ถ้าพิจารณาเป็นคดี ต้องยอมรับว่าหลาย เหตุการณ์มองมุมในความผิดทางอาญาไม่ได้ ต้องมองในมุมของการเมืองด้วย เหมือนต่างประเทศที่มีระดับความ ผิดหลากหลายกว่าเรามาก ตรงนี้ต้องเรียนรู้พอสมควร

ความตั้งใจของผมคืออยากมีคณะบุคคลเข้ามาปรึกษาและสะสางตรงนี้ ซึ่งก็หายากเช่นกัน เวลานี้ได้คุยกับบุคคลท่านหนึ่ง พบกันแล้วครั้งหนึ่ง และโทรศัพท์นับครั้งไม่ถ้วน แต่ท่านไปทาบทามใครก็กลัวว่าเป็นภาระหรือกังวลว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่ เพราะยืนท่าม กลางความขัดแย้ง เนื่องจากการแตกแยกตอนนี้ถึงขั้นลึกพอสมควร จึงหวังว่าจะตั้งคณะบุคคลขึ้นมาเพื่อเป็นหลัก ประกันในความยุติธรรม อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการนายกฯกล่าว

เอาตัวให้รอด

ที่มา มติชน

บทนำมติชน

เพียงแค่การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเมื่อวันที่ 21 มกราคม ส.ส.ฝ่ายเพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายค้านเสนอให้นับองค์ประชุมถึง 2 ครั้ง ผลปรากฏว่า เสียง ส.ส.เกินครึ่งมาอย่างเฉียดฉิวไม่ถึง 10 เสียง แต่ก็ยังดีที่ยังครบองค์ประชุม แต่ในการประชุมวันรุ่งขึ้น (22 มกราคม) การนับองค์ประชุมด้วยวิธีขานชื่อกลับไม่ถึงครึ่ง มีเพียง 219 คน ทั้งๆ ที่ครึ่งหนึ่งจะต้องมีถึง 228 เสียง การขาดไป 9 เสียง ส่งผลให้การประชุมต้องยุติลง ปรากฏการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลผสมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประกอบไปด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย (กลุ่มเพื่อนเนวิน) พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคกิจสังคม พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เสียง ส.ส.รัฐบาลที่ปริ่มน้ำ เนื่องจากจำนวน ส.ส.เกินครึ่งไปเล็กน้อยกำลังขาดเสถียรภาพ โอกาสที่การประชุมสภาจะต้องสะดุดหยุดลง ไม่สามารถผ่านระเบียบวาระไปได้มีอยู่ตลอดเวลา

นอกจากการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านจะขลุกขลัก ไม่ราบรื่นถึงขนาด ส.ส.รัฐบาลถ้าจะลุกจากที่นั่งไปเข้าห้องน้ำจะต้องกระวีกระวาดทำธุระส่วนตัวให้เสร็จโดยเร็วเพื่อจะได้รีบมาเข้าประชุมแล้ว การเมืองนอกสภายังกดดันรัฐบาลจนเกือบจะแบนเป็นกล้วยทับนั่นคือ คนเสื้อแดงนำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศจะชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง วันที่ 31 มกราคมนี้ พร้อมกันนี้แกนนำ นปช.ยังมีกำหนดการไปยื่นหนังสือต่อทูตอาเซียนประจำประเทศไทยเพื่อแจ้งถึงการไม่ยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่นำแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาเป็นรัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรี รวมถึงการเคลื่อนไหวในวันประชุมผู้นำอาเซียนช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่คนเสื้อเหลือง นำโดยพันธมิตรทางแกนนำได้ปราศรัยแสดงความไม่พอใจที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯไม่ให้เกียรติพันธมิตรที่อุตส่าห์ชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมาก แต่กลับไปชื่นชมนายเนวิน ชิดชอบ ที่นำ ส.ส.มาสนับสนุนให้ได้เป็นรัฐบาล พันธมิตรจะให้เวลารัฐบาลอีก 3 เดือนถ้าไม่ลงโทษตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการสลายผู้ชุมนุม 7 ตุลาคม พันธมิตรจะเป่านกหวีด นัดชุมนุมประชาชนอย่างแน่นอน

การจะให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เอาใจทั้ง นปช.ด้วยการปลดนายกษิต ภิรมย์ พ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและปลดที่ปรึกษารัฐมนตรีที่เป็นพันธมิตร และเอาใจพันธมิตรด้วยการโยกย้ายนายตำรวจที่ต้องรับผิดชอบในการสลายผู้ชุมนุม 7 ตุลาคมและเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องตามที่พันธมิตรเคยออกแถลงการณ์เป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง ลำพังแค่การถอยตัวเองออกจากพันธมิตรมายืนตรงกลางเพื่อความเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองยังทำไม่ได้ เนื่องจากที่มาและการดำรงอยู่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ปฏิเสธไม่ได้ว่าผูกพันอยู่กับพันธมิตรมาตั้งแต่พันธมิตรเริ่มขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จวบจนถึงปัจจุบัน

ภารกิจของรัฐบาลที่เร่งผลักดันนโยบายประชานิยมลงไปสู่ประชาชนภาคส่วนต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำให้คณะรัฐมนตรีไม่มีสมาธิเท่าที่ควร เพราะไหนจะต้องคอยกังวลกับองค์ประชุมที่จะต้องไม่ให้ล่ม ไม่เช่นนั้นสภาจะไม่สามารถผ่านมติสำคัญๆ ไปได้ เช่น กรอบข้อตกลงไทยกับอาเซียน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณกลางปี เป็นต้น และไหนจะปวดหัวกับการขู่ของพันธมิตร การขับเคลื่อนของคนเสื้อแดง ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณยังโฟนอินเข้ามาในประเทศไทยผ่านกลุ่มคนเสื้อแดง ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์บริหารประเทศไม่ได้ เพียงแต่ทำให้บริหารงานยากขึ้นเท่านั้น การปรับตัวเพื่อรับมือของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลเป็นความจำเป็น ด้านหนึ่งเพื่อประคับประคองไม่ให้สภาล่มแม้จะถูกฝ่ายค้านใช้เวทีนี้สั่นคลอนรัฐบาลไปเรื่อยๆ อีกด้านเพื่อรอให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ และนโยบายประชานิยมเกิดดอกเกิดผล ซึ่งแน่นอนว่า ถ้ารัฐบาลทำตามนโยบายได้สำเร็จย่อมได้คะแนนนิยมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ถ้าล้มเหลว หรือทำไม่ได้เพราะรัฐบาลอาจจะล้มครืนไปเสียก่อนก็จะเป็นผลดีต่อฝ่ายค้านในการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง รัฐบาลผสมของนายอภิสิทธิ์ควรจะรู้ดีกว่าคนอื่นๆ ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลควรทำแ ละไม่ควรทำอะไร สามารถรักษาสถานะให้อยู่ตรงกลางระหว่างสีแดงกับสีเหลืองได้หรือไม่

เงินหลวงล่องหน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เศรษฐกิจพาที

วิกฤตการเงินโลกยังไม่ถึงจุดต่ำสุดตามคำทำนายของสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายเจ้า ทั่วโลกจึงต้องระดมสรรพกำลังอัดฉีดเม็ดเงินก้อนโตกันอีกหลายระลอก ขณะที่ไทยเพิ่งจะเทก้อนแรกไปแสนล้านบาท

แค่ก้อนเดียวก็ทำเอากระเป๋าเงินหลวงยอบแยบไปทีเดียว โดยหลายฝ่ายเริ่มออกมาส่งเสียงเตือนให้ระวังการใช้จ่าย กลัวว่าสิ้นปีขาดดุลงบประมาณบวกกับรายได้หด อาจส่งผลให้หนี้สาธารณะทะลุเกือบชนเพดาน 50% ของจีดีพี

แต่หากผลของเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้จริงก็ต้องซูฮก จะเพิ่มอีกเท่าไหร่ประชาชนผู้เสียภาษีก็คงไม่ว่า

ที่อยากจะว่าคงเป็นเรื่องของเม็ดเงินจากการใช้ที่ไร้ประสิทธิภาพ ติดตามผลและประเมินไม่ได้ จากกลุ่มลิ่วล้อนักการเมือง หรือกลุ่มคนที่มากับรัฐมนตรียามนายเป็นใหญ่เป็นโต

ล่าสุดที่กระทรวงการคลัง ข้าราชการกระทรวงยังปิดบัญชีเบิกจ่ายของป "51 ไม่ได้ เพราะไม่สามารถตามเก็บเงินกับผู้ติดตามนักการเมืองที่เกาะแข้งอดีตขุนคลัง น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ช่วงเดินทางไปอเมริกาเพื่อร่วมประชุมกับธนาคารโลกเมื่อปีก่อน

ตอนนั้นอ้างว่าขอจ่ายไปก่อนจะตามชำระคืนภายหลัง แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีคนเหล่านี้หายเข้ากลีบเมฆ ตามตัวไม่ได้

นั่นคืออดีตที่ย้อนไปแก้ไขไม่ได้

แต่ปัจจุบันกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ มีมากจะทะลักกระทรวง

ถ้าผมตาย...

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สายๆวันอาทิตย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาตามนัดกับดีทีวี

โฟนอินเสียงใสแจ๋ว

คล้อยหลัง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกรายการสดทางช่อง 11

และก็ไม่ทำให้กองเชียร์แฟนๆ ผิดหวัง เนื้อหา ใจความ ยังตอกย้ำยืนยัน

"ทักษิณก็คือทักษิณ"?

ลูกออดอ้อน เหน็บแนม กระแทกแดกดัน

รวมทั้งลีลาการด่า เอ๊ยกินเปล่า ยังครบเครื่องเหมือนเดิมไม่มีตก

ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับกลุ่มผู้สนับสนุน

การชี้แจงแถลงไขกับประชาชนกลุ่มอื่น

หรือการเล่นงานพาดพิงถึงฝ่ายตรงข้าม

ทุกคำพูด ทุกประโยค สมราคาพ่อค้าระดับมหาเศรษฐีโลก

(แม้จะเพิ่งสารภาพว่าถังแตกก็ตามที)

เพราะตั้งเป้าโกยกำไรเป็นหลัก!

อย่างไรก็ตาม ระยะหลังๆ หากดูและฟังดีๆ จะพบความผิดปกติ

สัปดาห์ก่อนสื่อญี่ปุ่นประโคมคำสัมภาษณ์อดีตนายกฯประเทศไทย

เนื้อหาตอนหนึ่ง

"ผมยังตายไม่ได้ก่อนที่จะพิสูจน์ว่าผมได้รับความยุติธรรม

"ผมเชื่อว่ากลุ่มผู้สนับสนุนจะสู้กับพวกเขาต่อไป แม้ว่าผมจะตายไปแล้ว"

ล่าสุดวันอาทิตย์ โฟนอินสดๆ ร้อนๆ มีใจความตอนหนึ่ง

"ถ้าผมตายอย่าคิดว่าปัญหาจะหยุด

"อย่าคิดว่าถ้าส่งคนมาฆ่าผมแล้วจะจบ

"ถ้าผมตายปัญหาจะยิ่งยาก"

ฟังแล้วอึ้ง ทึ่ง เสียว และงวยงง

ตามด้วยเครื่องหมายคำถาม??

กว่า 2 ปีที่ถูกปฏิวัติยึดอำนาจ ทักษิณไม่เคยเน้นย้ำเรื่องเป็นเรื่องตายติดๆ กันลักษณะนี้

แต่นี่ไม่กี่วันคำว่า "ตาย" หล่นออกมาถี่ยิบ!!

แค่ "ตาย" เรื่องเดียวก็ชวนขนลุกขนพอง

ยังมีเรื่อง "ฆ่า" เพิ่มเติมความสยดสยอง

สถานการณ์เวลานี้ของทักษิณ แม้จะเร่ร่อนพเนจรไปทั่วโลก

ทว่าแต่ละเมือง แต่ละประเทศที่ไป ล้วนคุณภาพมาตรฐานสูง

โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย

การส่งคนไปฆ่า หรือทำให้ตายอย่างผิดธรรมชาติ ความเป็นไปได้มีน้อยมากๆ

ทักษิณล่วงรู้อะไรมา หรือกำลังคิดอะไรอยู่

ถึงได้พูดถึงความตาย !?

ภาษีมรดก-ตลกเล่น

ที่มา โลกวันนี้

โดย อัคนี คคนัมพร

รัฐบาลที่ตั้งขึ้นโดยขาดความชอบธรรมทางการเมืองกำลังจะแสดงอภินิหารด้วยประการต่างๆ เพื่อเรียกร้องความเชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชน

นโยบายลด แลก แจก แถม สารพัดที่ลอกเลียนมาจากรัฐบาลก่อนนั้น ช่างเถอะ ถือเสียว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเนื่องจากตัวเองคิดอะไรไม่ออกก็ลอกของคนอื่นไปก่อน เมื่อประชาชนคนรากหญ้าได้ประโยชน์บ้างก็พอจะขืนรับไหว แต่ที่กำลังจะทำต่อไปนี้สิเป็นปัญหาต้องคิดหนัก

ครับ…รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช กำลังเสนอเก็บภาษีมรดก!

การเก็บภาษีทรัพย์สินและมรดกนั้นเป็นเรื่องดีแน่นอน และมีคนคิดทำกันมาก่อนแล้ว คนที่มีความคิดเช่นนี้ถูกจัดเป็นประเภทหัวก้าวหน้า ในอดีตคนหัวก้าวหน้าเช่นนี้ก็ถือกันว่าเป็นภัยของประเทศชาติ เป็นข้อหาหนัก

ในชีวิตของผู้เขียนเติบโตรู้ความเรื่องการบ้านการเมืองมาก็ได้เห็นท่านเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีต ส.ส.ระยอง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาลประชาธิปัตย์เมื่อ พ.ศ. 2519 เป็นคนแรกที่คิดเสนอกฎหมายนี้ น่าเสียดายที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่บริหารประเทศได้ไม่นานก็ถูกทหารยึดอำนาจเสียก่อนในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จึงไม่มีโอกาสทำได้สำเร็จ

นักการเมืองสำคัญๆที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น เช่น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายชวน หลีกภัย นายพิชัย รัตตกุล นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายเล็ก นานา คงจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายการเก็บมรดก หรือแม้จะเห็นด้วยก็คงจะไม่มีความรู้สึกเข้มข้นพอที่ผลักดันให้มันเป็นความจริงขึ้นมาได้

ดังนั้น แม้ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์จะได้มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกถึง 2 ครั้ง 2 หน คือในปี 2535 และในปี 2540 แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกเลย

ก็คงจะถูกต้องแล้วที่สื่อมักจะจัดให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองประเภทไม่มีนโยบาย หรือมีนโยบายก็เป็นนโยบาย “อนุรักษ์นิยม” แนวอำมาตยาธิปไตย รักษาประโยชน์ของคนร่ำคนรวย เจ้าของที่ดินเป็นหลัก

แต่มาถึง พ.ศ. นี้พรรคประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบายอีกครั้ง มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ นายกรณ์ จาติกวณิช เป็น รมต.คลัง จู่ๆก็มีการประกาศสนใจจะเก็บภาษีมรดกขึ้นมาทีเดียว

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลังรับสำนองรัฐมนตรีฉับไว กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะส่งผลให้มีรายได้เข้ารัฐปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับว่าจะช่วยแก้ภาวะถังแตกได้

ตามรายงานข่าวกล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ในขั้นตอนการแก้ไขรายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บภาษีที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมอีกเล็กน้อยเท่านั้น นอกนั้นตกลงปลงใจกันได้เรียบร้อยแล้ว

ฟังเรื่องการเตรียมเก็บภาษีมรดกของรัฐบาลนี้แล้ว ผู้เขียนยอมรับว่าทึ่ง และยิ่งทึ่งมากขึ้นเมื่อแนวคิดออกมาจากนายกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเป็นคนวัยเดียวและจบการศึกษาสำนักเดียวกับนายอภิสิทธิ์ ผู้เป็นนายกฯ

ต้องขอบอกเสียตั้งแต่ตอนนี้ว่า ผู้เขียนไม่เชื่อว่างานนี้จะประสบความสำเร็จ เพราะตามความเห็นผู้เขียนแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะไม่กล้าทำเรื่องก้าวหน้าดีๆอย่างนี้

ฉะนั้นการออกข่าวนี้มาก็เป็นเพียงแต่การประชาสัมพันธ์ส่วนบุคคล คือตัวรัฐมนตรีคลังนั้นเอง คือเพียงประกาศให้โลกรู้ว่าตนก็พอมีความคิดความอ่านอยู่บ้างเหมือนกัน อย่างน้อยก็มีดีไม่ด้อยไปกว่าตัวนายกรัฐมนตรี

แต่สำหรับความสำเร็จแล้วต้องขอบอกว่าไม่เชื่อน้ำหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะทำได้