WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 28, 2009

เมื่อหัวใจ .. แลกด้วยหัวใจ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ big buffalo 4 eyes
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
27 มกราคม 2552

"ทักษิณ" เป็นเพียงประกายไฟ ที่ส่องสว่างให้ชนชั้นรากหญ้าได้มองเห็นว่า "ความเท่าเทียม" นั้นเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมาจะเกือบร้อยปี ชนชั้นรากหญ้าก็ยังล้าหลัง ถูกจัดไว้เป็นกลุ่มคน "ที่ต้องช่วยเหลือ" ดูเป็นภาระของสังคม

ฝนแล้งก็ต้องร้องขอ หนาวไปก็ต้องร้องขอ พืชผลไม่ได้ราคา ก็ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปทำมาหากินต่างถิ่น ทอดทิ้งภาระครอบครัวไว้กับพ่อแก่แม่เฒ่าที่เฝ้าคอยอยู่ "บ้านนอก" ลูกหลานได้เรียนหนังสือบ้าง ไม่ได้เรียนบ้าง การอบรมสั่งสอนบุตรหลาน ขาดตกบกพร่อง เพราะพ่อแม่ต้องทำมาหากินสายตัวแทบขาด

ผลที่มองเห็นและสัมผัสได้ ในช่วงเกือบร้อยปีที่ผ่านมา คือ คนกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้มีโอกาสและแย่งชิงฉกฉวยโอกาสเสมอมา เช่น กลุ่มที่เป็นใหญ่เป็นโตในวงราชการ กลุ่มพ่อค้านายทุน ฯลฯ ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่ง ด้อยโอกาสตลอดกาล เพราะเส้นสายไม่มี การส่งเสริมการเรียนการศึกษาน้อย ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ให้การช่วยเหลือกันเป็นรายปี (การช่วยเหลือเป็นรายปีแต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าไม่ดี ดีแต่ไม่ยั่งยืน) ไม่ได้สอนให้คนรู้จักคิดเป็น ไม่ให้โอกาสชั้นรากหญ้าเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตนเอง วางแผนชีวิตได้ ไม่กระตุ้นให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในสังคม

ทักษิณเป็นคนแรก ที่บอกว่า คนจนก็มีสิทธิ์เดินเข้าโรงพยาบาล โดยไม่ต้องกังวลเรื่องไม่มีเงินค่าหมอค่ายา ด้วยการให้ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในปัจจุบัน พัฒนาขึ้น คนรอดตายเพราะบัตรทองก็มากมาย ลูกหลานคนไม่มีเงิน สามารถเดินทางไปเรียนเมืองกรุงจนถึงเมืองนอกได้ด้วยสารพัดโครงการสำหรับเด็กวัยเรียน พ่อแม่ไม่ต้องเดินทางจากบ้าน ไปทำมาหากินที่อื่น เพราะมีโครงการส่งเสริมอาชึพให้ สามารถเข้าถึงทุนทำมาหากินได้ ผ่านสถาบันการเงินของรัฐที่ทุ่มลงไปให้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน

นี่คือตัวอย่างของความภาคภูมิใจ ที่เราก็สามารถทำงานทำเงินได้เอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากกองคาราวาน ที่จะมาเมื่อถึงวาระต่างๆ เช่น เมื่อแล้ง เมื่อหนาว เมื่อหิว หลุดพ้นจากการเป็นกลุ่มที่เป็นภาระของสังคม

นี่คือตัวอย่างส่วนน้อยที่พอนึกได้ และนี่เป็นเหตุให้ ชนชั้นรากหญ้า รักและเทิดทูนทักษิณ จนเกิดความระส่ำระสายในหมู่ชนชั้น อีกชนชั้นหนึ่ง การทำลายล้างและการไล่ล่าทักษิณจึงเกิดชึ้น

แต่การที่จะลบล้างความรักความศรัทธา ที่เขา (และเรา) มีต่อทักษิณ ดูเหมือนจะสายเกินไป เพราะนี่คือความรู้สึกที่รับรู้ได้ด้วยหัวใจ ของชนชั้นที่ถูกมองอย่างดูหมิ่นมาตลอด เขามีการรับรู้อย่างทั่วถึง ด้วยสารพัดสื่อที่ท่านทักษิณมอบให้ ติดอาวุธทางปัญญาให้ สอนให้คิดเป็น ปากท้องอิ่ม ลูกหลานมีความเจริญ มองเห็นอนาคต ไม่มีใครทิ้งบ้านเกิดอีกต่อไป ครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น

ยากนะ ที่จะทำลายความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ ที่พวกเรามีต่อท่านทักษิณให้หมดสิ้นไปจากใจคนรากหญ้าในเร็ววัน นอกจาก ฆ่าเราให้ตาย

แต่ท่านฆ่าเราหนึ่ง เราจะเกิดอีกแสน ทุกอย่างนี้ ท่านเข้าใจหรือไม่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับชนชั้นเรา

เราคิดได้แล้วว่า ความเท่าเทียมกันคืออะไร ความภาคภูมิใจของการเป็นมนุษย์คืออะไร ทุกสิ่งที่กล่าวมา เราจะได้มาด้วยความเป็นระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น ระบบอื่นไม่ใช่

คนที่จุดประกายความคิดนี้ให้แก่เรา คือท่านทักษิณ และไม่เกี่ยวกับว่า ท่านทักษิณจะมีเงินหรือไม่มี เพราะเราไม่ได้ใช้เงินของเขา

สิ่งเราได้จากท่านทักษิณคือ ความคิดอย่างที่กล่าวมาแล้วต่างหาก

หัวใจ แลกด้วยหัวใจ

ยึดสนามบินสุนทรีย์ดนตรีเพราะฉิบหาย210,000ล้าน ผ่านไป2เดือนเงียบฉี่ เพื่อไทยรื้อคดีเอาโทษประหาร

ที่มา Thai E-News


เหมือนไม่เคย-กษิต ภิรมย์เข้าพบนายกฯฮุนเซ็นของกัมพูชา ลืมสิ้นที่เคยด่าเป็นกุ๊ย ชมเปาะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของอาเซียน พร้อมเตือนนักข่าวให้เลิกคุ้ยที่เคยด่าว่านายกฯเขมรเป็นกุ๊ย ขอให้ลืมๆแล้วก้าวไปข้างหน้าเพื่อความสัมพันธ์ฉันท์มิตรของ2ประเทศแทน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2552

ส.ส.เพื่อไทยรื้อคดีปิดสนามบินหลังจากผ่านไป2เดือนโดนดอง ชี้รุนแรงกว่าก่อการร้ายสากลโทษหนักประหารชีวิต ไม่อยากให้เงียบเป็นคลื่นกระทบฝั่ง นปช.ยื่นหนังสือมาร์คจี้เอาผิด หากเฉยเจอม็อบไล่แน่ มั่นใจชุมนุมใหญ่สนามหลวง31ม.ค.ไม่น้อยกว่า3หมื่นคน มาร์คแผ่นเสียงตกร่อง"เป็นไปตามขั้นตอน"ตอนนี้คืบคลานไป70%แล้วชาตินี้จบแน่ใจเย็นๆ แบงก์ชาติสรุปยอดความฉิบหาย"ชุมนุมสุนทรีย์ ดนตรีเพราะ อาหารอร่อย"210,000ล้านบาท กษิตพลิกลิ้นชมฮุนเซ็นเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จากที่เคยขึ้นเวทีพันธมิตรด่าเป็นกุ๊ย อดีตรมต.ต่างประเทศ"เตช"มาแนวแปลก การันตีกษิตขึ้นเวทีพธม.ไม่ร้ายแรงอะไร


ส.ส.เพื่อไทยแจ้งจับพันธมิตรยึดสนามบินหลังถูกดองมา2เดือน

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และนายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยทีมทนายความ ร่วมแถลงข่าวว่า ได้เตรียมเดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าพนักงาน ที่สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง และสถานีตำรวจนครบาลราชาเทวะ ในวันนี้ เพื่อให้เอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานกบฏ อั้งยี่ และก่อการร้าย เป็นความผิดในคดีอาญา และตาม พ.ร.บ.ความผิดทางเดินอากาศ ปี 2521 แก้ไขปี 2538 การกระทำดังกล่าวถือว่ารุนแรงกว่าการก่อการร้ายสากล มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามกระบวนการด้วย ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบเหมือนคดีที่มีการร้องทุกข์ก่อนหน้านี้

ด้านนายสุรชัยได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง และสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสม มาทำหน้าที่ตัวแทนประเทศในการร่วมลงนามกรอบข้อตกลงอาเซี่ยน เนื่องจากนายกษิตได้ร่วมในการปิดสนามบินกับกลุ่มพันธมิตรฯ จึงถือว่าไม่มีความสง่างามในการทำหน้าที่ตัวแทนประเทศ และหากเกิดความเสียหายในอนาคต รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคดียึดสนามบินล่าสุดในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ที่ผ่านมาว่า คดียึดสนามบินดอนเมืองนั้นตำรวจดำเนินการคืบหน้าไป80% ส่วนคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิที่ผ่านมา2เดือนก็คืบหน้าไปแล้ว70% ทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจอย่างใด แต่ต้องเข้าใจว่าต้องเป็นไปตามขั้นตอน

นปช.บุกทำเนียบยื่นคำขาดถึงนายกฯให้จัดการพันธมารยึดสนามบิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 ม.ค. แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช.ประมาณ 20 คน นำโดยนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายไชยนิรันดร์ พะยอมแย้ม ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ซึ่งนายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาฯนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นคนมารับหนังสือ

โดยข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1. เร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจังนำตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางการเมือง ผู้ก่อความรุนแรงจากการปิดถนน การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที การปิดล้อมสถานที่ราชการ การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การปล้นทรัพย์ในทำเนียบรัฐบาล การใช้อาวุธปืน การจัดทำระเบิด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บในโอกาสต่างๆ มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิดโดยไม่แทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยความรวดเร็ว อย่างโปร่งใสเปิดเผย

ประการที่2.ปลดรัฐมนตรีว่การกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ เพื่อเป็นการแสดงให้สังคมรับรู้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สนับสนุนการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมปิดถนนและการก่อความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯปลดนายกษิต ภิรมย์ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างสังคมนิติรัฐและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ และเป็นการสร้างความมั่นคงและความมั่นคงในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย และประการที่ 3 แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 2550 โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้เป็นการแสดงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตย

โดยนายจรัญ กล่าวว่า ขอให้จับตาการเคลื่อนไหวของนปช.ในวันที่31 ม.ค.นี้ให้ดี เพราะจะเป็นการเคลื่อนไปยังจุดศูนย์กลางของรัฐบาล รวมถึงเป็นการยื่นคำขาดและประกาศจุดยืนของแนวร่วมต่อรัฐบาล ซึ่งคาดว่าการชุมนุมในวันที่31 ม.ค.นี้จะมีคนมาร่วมชุมนุมกว่า3หมื่นคนอย่างแน่นอน


แบงก์ชาติสรุปค่าเสียหาย210,000ล้าน ปรับลดยอดฉิบหายลงอีกแสนล้าน

ธนาคารแห่งประเทศไทยออกรายงานเมื่อวานนี้ว่า ผลกระทบจากการที่พันธมิตรปิดสนามบินคิดเป็นมูลค่าราว210,000 ล้านบาท หรือราว2%ของGDP โดยจำแนกเป็นผลเสียหายต่ออุตสาหกรรมการบริการ 90,000 ล้านบาท ,ภาคอุตสาหกรรมการขนส่ง68,000ล้านบาท,ภาคอุตสาหกรรม42,000ล้านบาท และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวราว10,000ล้านบาท(ลิ้งค์ข่าว)

เป็นที่น่าสังเกตว่าการรายงานยอดผลกระทบจากการปิดสนามบินล่าสุดของแบงก์ชาติลดลงจากคราวก่อน ที่เคยแถลงไว้เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นธปท.ประเมินว่ามีผลเสียหายกระทบธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจต่อเนื่องสูงถึง 2.9 แสนล้านบาท หรือ 3% ของจีดีพี (ลิ้งค์ข่าว)

กษิตเปี๊ยนไป๋จากเคยด่าฮุนเซ็นเป็นกุ๊ยตอนนี้ชมอาวุโสสุดในอาเซียน

วันที่ 26 ม.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (โฟนอิน) จากประเทศกัมพูชาถึงผลการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเพื่อแนะนำตัวในฐานะเข้ารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศคนใหม่ ว่าตนเข้าพบบุคคลสำคัญทั้งหมดของกัมพูชาซึ่งการเยือนเป็นไปด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร ฝ่ายกัมพูชากล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่จะดำเนินความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์และหาทางเจรจาข้อยุติโดยสัญญาว่าจะไม่มีการใช้กำลังใดๆ ทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายจะไม่หวั่นไหวต่อเสียงนกเสียงกาที่มาจากองค์กรที่ตั้งใจจะบิดเบือนหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด

เมื่อถามว่าสมเด็จฮุนเซนได้สอบถามถึงสิ่งที่นายกษิต เคยกล่าวปราศรัยโจมตีสมเด็จฮุน เซน บนเวทีพันธมิตรฯ อย่างรุนแรงหรือไม่ นายกษิตตอบว่า “ผมคิดว่าท่านฮุนเซน ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ครับ และท่านได้พูดกับผมประโยคแรกว่า เราเคยรู้จักกันเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอ แล้วก็เป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในแวดวงการเมืองของอาเซียน คิดว่าท่าน (สมเด็จฮุนเซน) ก็คงจะมองไปข้างหน้าในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผมคิดว่าท่านไม่ใช่เป็นเด็กตอแย และผมคิดว่าพวกเรา (ผู้สื่อข่าว) ก็อย่าทำหน้าที่หรือพูดตอแยนะครับ เราควรจะรุดหน้าและช่วยกันสร้างสรรค์ ให้ความสัมพันธ์เดินไปข้างหน้าได้” นายกษิตกล่าว

เตชการันตีกษิตขึ้นเวทีพันธมิตรไม่ใช่เรื่องร้ายแรง

วันนี้(27 ม.ค.) นายเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า ในวันนี้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะสามารถชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาได้กระจ่าง หลังถูกฝ่ายค้านโจมตีอย่างหนักวานนี้ กรณีไม่ไว้ใจในการลงนามการประชุมอาเซียนซัมมิท โดยส่วนตัวมองว่า นายกษิต มีคุณสมบัติเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และไม่ใช่ตัวถ่วงของรัฐบาลชุดนี้ เพราะนายกษิต เป็นคนที่นายกรัฐมนตรีให้ความไว้วางใจ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักของทั่วโลกในฐานะนักการทูตอาชีพ

ดังนั้น การขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาประเทศ ซึ่งประเด็นนี้มองว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรงจนถึงขั้นกระทบต่อการประชุมอาเซียนซัมมิท จนต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี

ส่วนกรณีการโจมตีสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บนเวทีพันธมิตรฯ นั้น นายเตช เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธิ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากนายกษิต ได้เดินทางไปกัมพูชา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีการทำความเข้าใจกันแล้ว

Tuesday, January 27, 2009

ประชานิยมแบบมาร์ค Vs ทักษิณ ความเหมือนที่แตกต่าง เส้นทางสู่สรวงสวรรค์ หรือหนทางสู่เหวนรก?

ที่มา thaifreenews

โดย : tik-tok

"ผมจะพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยยึดแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นหลัก" เสียงที่ประกาศก้องในการแถลงนโยบายอย่างทุลักทุเล ของนายก เทพประทาน ของประเทศสารขัณฑ์

แต่เพียงแค่สองวันถัดมา แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 17 โครงการที่ลอก เอ๊ยคลอดออกมา ก็ทำเอาบรรดาสาวก งงเป็นไก่ตาแตกว่านี่คือแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือว่า แผน Copy แผนกระตุ้นเศรษฐกิจกันแน่ วันก่อนเจอคำตัดสินแบบ Copy & Past แบบว่า ตกๆ หล่นๆ มาแล้ว วันนี้มาเจอ นโยบายประชานิยมแบบ Copy & Past อีกครั้ง

มันคงไม่แปลกอะไรนักหรอกครับ ที่พรรคการเมืองจะ Copy นโยบายกันได้แต่สิ่งที่มันแปลกมากกว่าก็คือ ที่ผ่านมา ปชป.โจมตีนโยบายประชานิยมมาตลอด ว่าจะทำให้ชาติล่มจม ผู้คนจะไร้วินัย ใช้จ่ายเกินตัว สร้างหนี้สาธารณะมาวันนี้ สิ่งที่ทุกคนได้เห็นเต็มๆ สองตาก็คือ ประชาธิปัตย์ กลืนน้ำลายเดินหน้าประชานิยมอย่างเต็มตัว!

มาวันนี้สิ่งที่เป็นที่แน่ชัดแล้วก็คือ ไม่ว่าก่อนหน้านี้นักการเมืองคนใด จะด่าว่านโยบายประชานิยมว่าไม่ดีอย่างไรอย่างไร มันเป็นเพียงเกมส์การเมือง ที่หวังเพียงแค่โค่นล้มฝ่ายตรงข้ามก็เท่านั้น ในโลกแห่งความเป็นจริง ทุกพรรคการเมืองย่อมปฎิเสธไม่ได้ว่า มวลชนระดับชนชั้นชาวบ้าน ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศถึง 67 % คือผู้ที่จะชี้อนาคตของทุกพรรคในการเลือกตั้ง และที่สำคัญ ตัวแทนของประชาชนถ้าไม่ทำเพื่อประชาชน จะทำเพื่อแมวที่ไหน?

ประชาชนทุกคนย่อมหวังถึงอนาคต ได้อยู่ดีมีสุขกันทุกคน ที่ผ่านมาก็เพิ่งมีนโยบายประชานิยม ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใดนัก ที่บรรดาพรรคการเมืองจะชูนโยบายนี้แห่กันตามแฟชั่นเป็นแถวๆ เพราะคิดเสียว่ายังไงชื่อของ "ประชาชนิยม" ก็ยังคงขายได้ดีเป็นที่น่าสนใจเสมอ

ที่น่ากังวลก็คือ ประชานิยมแบบ ปชป เหมือนกับ การไล่แจกดะ ไม่สนว่า มันจะสามารถไปแตกหน่อ ต่อยอดให้งอกเงยได้เพิ่มมาหรือไม่ บรรยากาศทำให้ย้อนนึกไปถึง มิยาซาว่า ลด แลก แจก แดก มโหราฬ ในรัฐบาล ปชปสมัยก่อน นโยบายประชานิยมฉบับ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของ ปชป. ผมยังมองไม่เห็นเลยว่า มีแนวทางการหาเงินมาใช้อย่างไรนอกจากการกู้ ตามสไตล์ถนัด คือหาเงินเองไม่เป็น กู้ลูกเดียว

นโยบายประชานิยม แบบอัดกระจาย แจกกระจุยที่ว่านี้ ยังคงมีเรื่องที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะไม่มีการต่อยอดแล้ว สิ่งที่ควรกังวลใจก็คือการแจกสดๆ แจกแหลกแบบนี้โกงกันได้ง่ายเหลือเกิน แจกปลากระป๋อง ก็โกงปลากระป๋อง ชื่อก็บอกว่าเป็น "ชาวดอย" ไปทำปลากระป๋องมันจะได้เรื่องอะไรแจกผ้าห่ม ชาวบ้านนึกว่าแจกทิชชู่ เพราะมันบางเกินกว่าจะกันหนาวได้ นี่ถ้าแจก สปก. อีกรอบ รับรองได้ว่า ป่าคงไม่เหลือกลายเป็นสวนปาล์มของนักการเมืองแน่ๆ เผลอๆ ส่งกฤษฎีกาตีความคำว่า "เกษตรกร" อีกรอบแน่ๆ

การที่ ปชป. ออกนโยบายแบบนี้ แถมมีเกทับ อัดกระจาย แจกกระจุย ยิ่งก็เดิม ก็เพียงแค่หวังให้คนได้ลืม ทักษิณ ไปเสียทีแต่สิ่งที่หลายๆ คนมองข้ามไปก็คือ ด้วยความที่ว่า เป็น รบ. ผสม ความที่ว่าเป็น ฝ่ายค้านมานาน อดอยากปากแห้งมาหลายปี

การไล่แจกแบบนี้ เบิกเงินมา 100 กว่าจะถึงมือชาวบ้านก็คงเหลือไม่ถึง 30 บาท มิหนำซ้ำ ยังมีผีต่างถิ่นมาเข้าแถวสวมสิทธิ์ แย่งชาวบ้านในพื้นที่อีกต่างหาก ที่สำคัญ การกู้หนี้ยืมสินมาไล่แจกแบบนี้ ทิ้งปัญหาไว้ใต้พรมแบบนี้ เป็นงานที่ ปชป ถนัดซะด้วย

งานนี้ประเทศไทยก็เหมือนรถ F-1 แต่ดันให้มือใหม่หัดขับ มาลงสนาม ประชานิยมที่ว่า จะพาไปสรวงสวรรค์ หรือ แหกโค้ง ลงนรกข้างหน้า ก็ยังไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ยังไงก็เตรียมรัดเข็มขัด กับรับแรงปะทะกับการกระแทกที่จะมาเป็นระลอกๆ ด้วยก็แล้วกัน

ใครจะให้โอกาสมือใหม่หัดขับพาตกเหว ก็เชิญเถอะครับ แต่งานนี้เสื้อแดงขอเปลี่ยนคนขับอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะไม่มีรถให้ขับอีกต่อไป!

กรณีหมวดเจี๊ยบ ตัวอย่างจำกัดสิทธิของทหาร

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย


ข่าวกองทัพบกสั่งห้าม ร.ท.(หญิง) สุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ ผู้เคยบินไปสัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ลอนดอน นำมาเขียนเป็นหนังสือ “Thaksin where are you” อันโด่งดังในยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นพิธีกรรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” ของสถานีโทรทัศน์ดีทีวี สถานีประชาธิปไตย โดยอ้างระเบียบกระทรวงกลาโหมปี พ.ศ.2499 มีข้อที่น่าคิดว่า คำสั่งนี้เป็นการจำกัดสิทธิแล้วก็เป็นการเลือกปฏิบัติต่อหมวดเจี๊ยบหรือไม่ เพราะแม้เธอจะเป็นข้าราชการทหาร แต่มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเหมือนบุคคลทั่วไป ซึ่งรับรองไว้ในมาตรา 31

“บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐและพนักงานหรือลูกจ้างขององค์การของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายหรือกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม”

ตามมาตรานี้ หมวดเจี๊ยบมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปหรือพลเมืองไทย ในกรณีนี้ คือ สิทธิในการประกอบอาชีพตามมาตรา 43 เพราะการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ดีทีวี ถือเป็นการประกอบอาชีพอย่างหนึ่งของเธอ ประการต่อมา หมวดเจี๊ยบเคยเป็นนักข่าว ผู้ประกาศข่าวของโทรทัศน์ช่อง 5 มีประวัติไปทำข่าวถึงอิรัก ในแง่นี้หมวดเจี๊ยบจึงเป็นสื่อมวลชน แม้หน้าที่การงานในสำนักงานเลขานุการกองทัพบกจะไม่เกี่ยวข้องแล้วก็ตาม เมื่อเตรียมมาเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ดีทีวี เธอเป็นสื่อมวลชน ย่อมมีเสรีภาพของสื่อมวลชน ตามมาตรา 46 สุดท้าย หมวดเจี๊ยบมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยการพูด ตามมาตรา 45

แม้รัฐธรรมนูญทุกมาตราที่เกี่ยวข้องจะมีข้อจำกัดเสรีภาพ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ และวินัย เนื่องจากหมวดเจี๊ยบเป็นทหาร แต่เมื่อหมวดเจี๊ยบยังมิได้ดำเนินรายการ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ กองทัพบกรู้ได้อย่างไรว่าเธอจะซักถาม แสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร เข้าข่ายผิดวินัยของทหารหรือไม่ เพียงแต่คิดว่า ดีทีวี เป็นโทรทัศน์ของคนเสื้อแดง จะต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแน่นอน หากหมวดเจี๊ยบไปจัดรายการกับสถานีนี้ ย่อมผิดระเบียบกระทรวงกลาโหม และตามรัฐธรรมนูญ อาจถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ กองทัพบกมีอำนาจห้ามหมวดเจี๊ยบได้

เมื่อพิจารณาเนื้อหาของการกระทำ จนถึงวันนี้ หมวดเจี๊ยบยังมิได้ดำเนินรายการ “ห้องเรียนประชาธิปไตย” ยังไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการเมือง กองทัพบกคิดได้อย่างไรว่า เธอจะทำความผิดทางวินัย จึงต้องออกคำสั่งห้าม หากหมวดเจี๊ยบแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมีเนื้อหาส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย ด้วยเป็นโทรทัศน์ของคนเสื้อแดง แม้จะวิจารณ์รัฐบาลบ้าง ผมคิดว่า ไม่น่าจะผิดระเบียบกลาโหม เพราะที่ผ่านมา ก็มีนายทหารระดับต่างๆ จัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ เช่น ช่วงหลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 มี พ.ท.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา จัดรายการวิทยุ สถานีวิทยุยานเกราะและจัดตั้งชมรมวิทยุเสรีโจมตีขบวนการนักศึกษา ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและมีความคิดสังคมนิยม ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และโจมตีรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อย่างรุนแรงว่ามีหลายคนในรัฐบาลเข้าข้างขบวนการดังกล่าวเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนนำมาสู่การสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่เรียกกันว่า “กรณีนองเลือด 6 ตุลาคม”

คงจำกันได้ว่า สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร แม่ทัพภาค 3 พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหม สมัยรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ผบ.ทหารเรือ ผบ.ทหารอากาศ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองวิจารณ์และกดดันรัฐบาล หลายครั้ง พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุดขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ร่วมยึดทำเนียบรัฐบาล กองทัพบกไม่เคยออกคำสั่งห้าม แต่กับหมวดเจี๊ยบ แค่เตรียมไปเป็นพิธีกรสถานีโทรทัศน์ประชาธิปไตย ยังออกคำสั่งห้าม แล้วก็คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกรณีไปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเขียนหนังสือ “Thaksin where are you” อาจจะเร่งสอบสวนปิดคดีก็เป็นไปได้ การกระทำของกองทัพบก หากไม่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพและเลือกปฏิบัติต่อหมวดเจี๊ยบแล้ว จะให้คิดว่าเป็นอะไร

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ตอบด้วย

สภาเดือด!! 'สุนัย-บุญยอด'ฟัดกันนัว'มาร์ค'ขู่ส.ส.ห้ามโดดประชุมงบฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

‘ชินวรณ์’ ลั่นเช็กองค์ประชุม ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล หวั่นสภาฯล่ม!! ‘มาร์ค’ ขู่ ส.ส.ห้ามโดดประชุมงบฯพรุ่งนี้ ด้าน ‘เทพเทือก’ ปัดติวเข้ม ‘กษิต’ มั่นใจแจงสภาผ่านฉลุย ระบุ ส.ส.-ส.ว.ประท้วงวุ่นสภาฯ 'สุนัย-บุญยอด' ฟัดกันนัว ขณะที่ ‘ตู่-จตุพร’ จี้ รมว.บัวแก้วแจงหนุน ‘พันธมาร’ ยึดสนามบิน ล่าสุด 2 สภาผ่านพิจารณากรอบอาเซียนวาระ 2-7 แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วันนี้ (27 ม.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียน หลังจากวานนี้ใช้เวลาพิจารณาไปแล้วนานกว่า 12 ชั่วโมง และปิดการอภิปรายที่กรอบข้อตกลงอาเซียน 2-7 โดยยังไม่มีการลงมติ เนื่องจากรอให้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา เข้าทำการชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาก่อนที่สมาชิกจะลงมติให้ความเห็นชอบ

สำหรับกรอบข้อตกลงอาเซียนที่พิจารณาไปแล้ว เช่น เอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนและการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน เอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาในกรอบอาเซียน+3 และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก และกรอบเจรจายกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนและกรอบการเจรจาประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียนภายใต้การพิจารณาของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับสูงว่าด้วยกฎบัตรอาเซียน เป็นต้น

โดยก่อนการประชุม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล ได้นัดประชุมวิปรัฐบาล เพื่อเช็กเสียงของ ส.ส. รวมถึงหารือกับวิปฝ่ายค้าน เพื่อตกลงกันกรณีข้อเสนอของฝ่ายค้านให้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาก่อน ซึ่งหากไม่กระทบกับกรอบข้อตกลงก็สามารถตั้งกรรมาธิการได้ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยกว่า 100 นาย

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล กล่าว กับทีเอ็นเอ็นถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยมีวาระสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ตามที่ ครม.เสนอ ว่า วานนี้ได้อภิปรายไปแล้ว 34 ฉบับ เหลือที่จะอภิปรายในวันนี้อีก 10 ฉบับ อาทิ ของกระทรวงคมนาคม 3 ฉบับ กระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ กระทรวงแรงงาน 1 ฉบับ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 1 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบันทึกความเข้าใจ

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการเตรียมเสนอตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาข้อดีข้อเสีย ว่า แม้จะเป็นประโยชน์ แต่อาจทำให้เสียเวลา ดังนั้นแม้ฝ่ายค้านเสนอ แต่ทางพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องลงมติให้กรอบประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านสภา เพราะไม่สามารถเลื่อนการประชุม อาเซียน ซัมมิท ได้อีก

นายชินวรณ์ กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือจาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกคน ให้เตรียมพร้อมอยู่ร่วมในห้องประชุมรัฐสภาตลอดเวลา ส่วนวันนี้ จะมีเรื่องใดที่จำเป็นจะต้องลงมติหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา และระบุว่า มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ที่พูดถึงบทลงโทษ ส.ส.กัน ในต่างประเทศจะมีเร็คคอร์ดของ ส.ส.แต่ละคน ว่าเคยลงมติหรือไม่ลงมติในเรื่องใดบ้าง และจะเป็นจิตสำนึกของแต่ละคน

วิปรัฐบาลชี้การอภิปรายของฝ่ายค้านมุ่งที่ตัวบุคคล

นายวิทยา บุรณะศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงกรณีที่การประชุมเมื่อวาน (26 ม.ค.) ส.ส. มีการฟักซอกรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลมากกว่าเป็นการอภิปรายในเนื้อหาว่า ตรงนั้นเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นนายกฯ เป็นรมว.ก็ดี ถือว่าเป็นหน้าตาของประเทศ และกรอบการเจรจาอาเซียนก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น หากกรอบดี การเจรจาดี แต่บุคคลที่ไปเจรจาไม่ดีก็อาจเป็นปัญหา

เมื่อถามว่าไม่ถือว่าเป็นการตีรวนในสภาหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่าจะตีรวนอะไรเมื่อจะอภิปรายยาวๆ ก็ปิดประชุมก่อน ตนก็อยากอภิปรายให้กรอบที่ 1 เสร็จไป อยากให้ทิศทางการประชุมเป็นไปในทางที่ดี ส่วนการที่ฝ่ายค้านเสนอปิดอภิปรายก็แสดงว่าให้ลงมติในเรื่องที่อภิปรายอยู่

เมื่อถามว่าถ้าการอภิปรายไม่เสร็จสิ้นในเวลาที่กำหนดจะขยายเวลาออกไปอีกหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะพรุ่งนี้ (28 ม.ค.) จะเป็นการอภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ2552 ที่รัฐบาลต้องไปเร่งรัดนำงบประมาณไปช่วยเหลือประชาชน

เมื่อถามว่าการปิดประชุมเมื่อวานได้สร้างความไม่พอใจหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ไม่ใช่ไม่พอใจ เพราะตนได้เสนอกับประธานไป ก่อน 3 ชั่วโมงว่าให้ปิดประเด็นการอภิปรายในกรอบที่ 1 เพราะทุกคนรอที่จะอภิปรายในกรอบอื่นๆ สิ่งที่จำเป็นที่รัฐบาลต้องการเห็นชอบก็คือขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นเรื่องที่น่าจะทำให้เร็วเพื่อที่จะลงมติให้เป็นกรอบๆ ไป

เมื่อถามว่าการที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีกระทรวงว่าการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมประชุมด้วยนั้น ฝ่ายค้านจะขุดคุ้ยประวัติหรือไม่ นายวิทยากล่าวว่า ประเด็นเมื่อวานที่ได้อภิปรายหากนายกษิต จริงใจที่จะตอบก็ไม่มีปัญหา เพราะเราเน้นบุคคลที่ทำหน้าที่ ถ้าบุคคลที่ทำหน้าที่ไม่สง่างาม การเจรจาถึงจะมีเครื่องมือดี แต่ถ้าเขาไม่เจรจาด้วยก็จะมีปัญหา เพราะถือเป็นหน้าตาของประเทศไทย เราต้องยอมรับว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นคนที่เลือกตัวบุคคลเอง เพราะฉะนั้นการที่จะนำบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลก็ต้องคำนึงถึงหน้าตาของประเทศด้วย

'เทพเทือก' ปัดติวเข้ม 'กษิต' เชื่อแจงสภาผ่านฉลุย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจะเข้ามาชี้แจงเรื่องกรอบอาเซียนในสภา ขณะที่ฝ่ายค้านก็เตรียมอภิปรายโจมตี รัฐบาลมีการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง ว่า ไม่มีอะไรต้องช่วยเหลือเป็นพิเศษ เชื่อว่านายกษิตจะชี้แจงได้เอง โดยส่วนตัวมั่นใจในตัวรมว.ต่างประเทศ และไม่ได้มีการติวเข้มอะไร

เมื่อถามว่า หากเวลาในการประชุมไม่เพียงพอจะมีการขยายเวลาออกไปเป็นวันที่ 3 หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คงจะต้องดำเนินการไปตามเวลา เพราะวันพุธและพฤหัสจะต้องพิจารณางบประมาณ ซึ่งหากวันนี้พิจาณาไม่เสร็จคงเลื่อนการอภิปรายงบออกไปก่อน แต่คาดว่าวันนี้น่าจะเสร็จ

เมื่อถามว่า กรณีพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ปปช. .ให้ตรวจสอบนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ กรณีแจกเงินเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะมีการปรับครม.ในตำแหน่งนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า เค้าไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมจะปรับง่ายๆ ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่ามีความผิดอะไร ยืนยันว่ายังไม่มีแนวคิดในการปรับ ครม.ในช่วงนี้ ต้องดูว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ข้อกล่าวหายังไงบ้าง

เมื่อถามว่า มองว่ากรณีที่มีการพูดถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 นั้นมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของ นายบุญจง อย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่คิดว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ฟังจากสื่อและนายบุญจงเล่า และไม่คิดว่าจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังไม่เห็นว่ากรณีของนายบุญจง จะเป็นเรื่องของการทุจริต ส่วนกรณีของนายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าปลากระป๋องที่แจกนั้นเป็นของซื้อหรือของบริจาค ต้องพิสูจน์ให้ได้

เมื่อถามว่า กรณีที่พล.ต.สนั่น ขจรประสาทน์ กล่าวว่าหากมีการปรับครม.จริงก็ควรจะปรับเป็นรายบุคคลรัฐมนตรีที่มีปัญหา เป็นไปได้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่ายังไม่เคยคิดที่จะปรับ ครม.ในช่วงนี้

'ปู่ชัย'มั่นใจคุมการประชุมสภาได้

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลต่อการประชุมรัฐสภาวันนี้ เพราะจากการประเมินคาดว่าสถานการณ์โดยรวมจะเป็นไปตามปกติ และเป็นไปตามเนื้อผ้า ส่วนการที่ฝ่ายค้านมุ่งอภิปรายโจมตีตัวบุคคลมากกว่าเนื้อหา ก็ถือว่าเป็นเอกสิทธิของ ส.ส.ที่สามารถกระทำได้ โดยประธานรัฐสภาจะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่หากมีการหมิ่นประมาทเกินขอบเขตก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ ไม่รู้สึกกังวลต่อกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะมาชี้แจงด้วยตนเอง และฝ่ายค้านมุ่งจะโจมตีอย่างรุนแรง จนหลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดเหตุวุ่นวาย เพราะตนเองจะพยายามควบคุมสถานการณ์ให้ดีที่สุด

ประธานรัฐสภา ยังกล่าวถึงกรณีที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แจกเงินพร้อมนามบัตร ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่หากตรวจสอบพบว่าเป็นการทุจริตก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

นายกฯไม่ขัดตั้ง กมธ.พิจารณากรอบอาเซียน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความการพิจารณากรอบการเจรจาอาเซียน ว่า ตนยังไม่ทราบประเด็น เนื่องจากสภายังไม่มีข้อยุติ แต่ได้ให้คณะกรรมการประสานงานพรรค(วิป)ทั้งสองฝ่ายหารือกันแล้ว หลักการคือ เราต้องการที่จะสามารถลงนามในข้อตกลงต่างๆร่วมกันได้ เนื่องจากประเทศอื่นๆในกลุ่มที่จะเข้าร่วมประชุมนั้นมีความพร้อมหมดแล้ว ในส่วนสภาหากจะมีการตั้งข้อสังเกตุ ติดตามการทำงานก็ไม่ขัดข้อง

เมื่อถามว่า ยินดีจะให้ตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูขอบเขตกรรมาธิการและขั้นตอน เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาความล่าช้าขณะเดียวกัน ไม่ได้ปิดกั้นการมีส่วนร่วม

เมื่อถามว่า เป็นการเตะถ่วงของฝ่ายค้านหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ให้ทางวิปคุยกันน่าจะเข้าใจกันได้ ว่าเป้าหมายคืออะไร ส่วนที่ฝ่ายค้านได้ยื่นให้พิจารณากรณีนายบุญจงแจกเงินนั้น ทุกคนต้องยอมรับการตรวจสอบเข้าสู่กระบวนการตามข้อเท็จจริง ตนจะขอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องอะไร

เมื่อถามว่า การพิจารณากรอบอาเซียนจะเสร็จทันภายในวันนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การอภิปรายหลายส่วนเลยไปสู่กรอบอื่น ๆ แล้ว โดยเฉพาะส่วนของวุฒิสภา ประเด็นหลัก ๆน่าจะอยู่ในกรอบแรกเหมือนเป็นกรอบแม่ของการหารือ คือกระทรวงการต่างประเทศ และ กระทรวงพาณิชย์ ส่วนกรอบอื่น ๆ วาระหลัง ๆ จะเป็นเรื่องเฉพาะ ไม่คิดว่าจะมีการอภิปรายกันมากคิดว่าจะประสานงานกันได้

เมื่อถามว่าจะขอความร่วมกับฝ่ายค้านหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า ใช่ และขอให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนถือว่างานนี้เป็นงานที่เราต้องทำในฐานะประธานอาเซียนที่ดี ขอให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ ทั้งนี้หากพิจารณาวันนี้ไม่เสร็จ ประธานสภาจะให้เวลาพรุ่งนี้อีกหนึ่งวันหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับประธานสภา ถ้าเป็นไปได้อยากให้เสร็จภายในวันนี้

เมื่อถามว่า คิดว่ารัฐบาลกำลังเจอสภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีรอบข้างโดนโจมตีหลายเรื่อง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนติดตามทุกเรื่องจะทำทุกอย่างให้แก้ปัญหาทุกอย่างเดินได้

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการประชุมสภาวันนี้จะมีการป่วนเพื่อให้ นายกษิต ชี้แจง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายกษิตต้องมาชี้แจง ตนจะคุยกับนายกษิต

เมื่อถามว่าห่วงนายกษิตหรือไม่เพราะนายกษิตอารมณ์ร้อนจะทนแรงเสียดทานในสภาได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่านายกษิตคงตอบได้

ขณะที่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเดินทางกลับจากการเยือนกัมพูชา ยืนยันว่า วันนี้จะเข้าร่วมการประชุมอย่างแน่นอน และพร้อมชี้แจงในทุกประเด็นปัญหาที่ฝ่ายค้านอภิปรายวานนี้

สภาวุ่น!สส.-ส.ว.ประท้วง'ตู่' จี้'กษิต'แจงหนุนพธม.ยึดสนามบิน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศระหว่างการประชุมสภา ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณากรอบการประชุมอาเซียน เป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวานนี้(26ม.ค.) ใช้เวลาพิจารณา 12 ชั่วโมง และนายชัย ชิดชอบประธานรัฐสภา สั่งปิดการประชุมเวลา 21.35 น. หลังนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เสนอปิดการอภิปรายในกรอบอาเซียน แต่นายธนา ชีรวนิจ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์คัดค้าน ขณะนั้นมีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมเพียงเล็กน้อย นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ เกรงว่าหากมีการนับองค์ประชุมจะเกิดสภาล่มอีกจึงตัดสินใจปิดการประชุม

โดยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้ชี้แจงเป็นครั้งแรก พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมาทำงานส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ทำงานอย่างเปิดเผยไม่เคยมีวาระซ่อนเร้น และภูมิใจที่มีส่วนทำให้ประชาธิปไตยก้าวเดินต่อไป

ส่วนการพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียนนั้น นายกษิต ชี้แจงว่า เคยมีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เพียงแต่มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า การทำสนธิสัญญาใดๆต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน พึ่งมีผลบังคับใช้ จึงนำเรื่องนี้กลับเข้ามาพิจารณาอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่า กรอบข้อตกลงทั้งหมด ประเทศในกลุ่มอาเซียน 9 ประเทศเห็นชอบแล้วรอเพียงประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพ ดังนั้นเห็นว่าทุกคนควรจะร่วมมือกันเป็นเจ้าภาพ เพื่อสร้างศักดิ์ศรีให้กับประเทศไทย

ขณะเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายสวนกลับว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการเห็นในขณะนี้ ไม่ใช่เฉพาะกรอบเนื้อหาของข้อตกลงเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงความสง่างามของรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย เพราะเคยขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนส่งผลทำให้สส.จากพรรคประชาธิปัตย์และสว. ลุกขึ้นประท้วงกันวุ่นวาย โดยระบุว่า เป็นการอภิปรายเรื่องเดิมและไม่อยู่ในเนื้อหาสาระของกรอบการประชุมอาเซียน

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อมาถึงตรงนี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นประท้วงบ้าง โดยส่วนใหญ่ระบุนายจตุพรมีสิทธิอภิปรายในเรื่องดังกล่าว เพราะเกี่ยวโยงกับการประชุมอาเซียน และเป็นสัดส่วนเวลาของพรรคเพื่อไทย ขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงประท้วงอยู่เป็นระยะๆ จนทำให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมจึงสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 5 นาที เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.

หลังจากหยุดพักการประชุมไป 5 นาที นายจตุพร กล่าวต่อว่า การเลื่อนประชุมผู้นำอาเชียนนั้นเป็นเพราะพันธมิตรยึดสนามปิน และรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศคนปัจจุบันก็พูดว่า "การปิดล้อมสนามบินและทำเนียบรัฐบาลเป็นนวัตกรรมใหม่ของการชุมนุมประท้วง ตรงนี้ตนมองว่าตรงนี้ถือเป็นโอกาสดีที่นายกษิตจะได้ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนถึงการยึดสนามบิน การยึดทำเนียบรัฐบาล และเรื่องประสาทเขาพระวิหาร ยังไม่รวมถึงสิ่งที่เคยบอกว่า เมื่อประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรับบาล นายกฯคนใหม่จะต้องยอมรับทุกเงื่อนไขของพันธมิตร

นายกษิต กล่าวชี้แจงว่า ถ้อยคำที่นายจตุพรหยิบยกขึ้นมาพูดนั้น เพราะเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2551 ประเทศกัมพูชาประกาศให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ และสิ่งที่ตนได้พูดไปนั้นเป็นการพูดเพื่อแสดงจุดยืนว่ารักชาติ พูดในฐานะประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ที่ไม่สามารถให้ประเทศไทยมาละเมิดหลักประชาธิปไตยไทย พูดในฐานะที่กำลังดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตยที่กระทำด้วยความชอบธรรม การที่มองว่าประชาคมโลกจะไม่ยอมรับตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้น สารจากเพื่อนบ้านที่ส่งมาแสดงความยินดี และนัดเพื่อพบปะกันตามวาระต่างๆนั้น แสดงให้เห็นแล้วว่าตนไม่มีปัญหากับประเทศใด อยากให้ดูที่เนื้อหาและประสบการณ์ทำงานมากกว่า

นายกษิต กล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์ของตนกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ประเทศกัมพูชานั้นเป็นไปด้วยดี เพราะเรามีหน้าที่ในการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ เราจะใช้สันติวิธีไม่ใช้กำลัง ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องพูดถึงอดีต เพราะเราทุกคนต่างก็มีอดีตด้วยกันทั้งนั้น วันนี้เราอยู่ในอีกตำแหน่งหนึ่งและมีอีกหน้าที่หนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ จึงต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ และไม่มีประเด็นใดที่จะเป็นปัญหาในการทำงาน

2 สภาผ่านกรอบอาเซียนวาระ2-7แล้ว

ทั้งนี้ที่ประชุมร่วม 2 สภา มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณากรอบการเจรจายกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน และกรอบการเจรจาประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียน จำนวน 36 คน โดยเป็นตัวแทนจากทุกพรรค และวุฒิสภา ให้พิจารณาแล้วเสร็จภายใน 15 วัน และทำเป็นข้อสังเกตให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังลงมติเห็นชอบในกรอบที่ 2-7 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน และการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน การให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาในกรอบอาเซียน+3 และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก และความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน รวมถึงพิธีสารเพื่ออนุมัติข้อผูกพันชุดที่ 7 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน ขณะเดียวกัน ยังเห็นชอบความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียนแล้ว นอกจากนี้ม การประชุมในช่วงบ่ายนั้นจะพิจารณารวบและลงมติรวดเดียวในกรอบที่ 8-20

'สุนัย-บุญยอด'โต้กันแหลก!'ประสพสุข'เซ็งสั่งพัก10นาที

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 2 เพื่อพิจารณากรอบประชุมอาเซียนในช่วงบ่ายเข้มข้นไม่แพ้ช่วงเช้า โดยมีส.ส.ส.ว. ผลัดกันลุกขึ้นอภิปรายติติงและสนับสนุนกรอบข้อตกลงอาเซียนแม้จะมีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมบางตาก็ตาม กระทั่งเวลา 14.00 น.นายสุรพงษ์ โตวิจักรชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นกล่าวติงต่อนายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา ในฐานะประธานในที่ประชุม ว่าขณะนี้มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจำนวนน้อยจึงอยากให้สมาชิกเข้ารับฟังการประชุมอย่างพร้อมเพรียงเพราะอาจมีการเสนอให้นับองค์ประชุม อาจจะมีปัญหาได้

ขณะที่นายสุวโรช พะลัง ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า ส.ส.เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง แต่มีจำนวนมากที่นั่งฟังอยู่รอบนอกห้องประชุม ทั้งนี้ตนขออภิปรายเกี่ยวกับกรอบการขอความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาแรงงานพม่าลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทย ขณะนี้มีอยู่กว่า 2 ล้านคน และไม่มีการผ่านการตรวจร่างกายจะทำให้เป็นพาหะต่ออนามัยของคนไทย และกระทบต่อปัญหาความมั่นคงและแรงงาน ตนอยากเสนอให้มีการแสกนลายนิ้วมือของแรงงานเหล่านี้ที่ได้ลงทะเบียนไว้กับกระทรวงแรงงานเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ

ต่อมา เวลา 14.20 น.หลังนายสุวโรช กล่าวจบนางนฤมล ธารดำรงค์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้กล่าวติงว่า สมาชิกน่าจะเข้ารับฟังการอภิปรายในห้องประชุมมากกว่านี้ ดังนั้นจึงขอเสนอให้ประธานนับองค์ประชุม ปรากฏว่าบรรดาส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ได้ดาหน้าลุกขึ้นขอให้นางนฤมล ถอนข้อเสนอดังกล่าว แต่นางนฤมลยังคงยืนยันให้นับองค์ประชุม ขณะที่นายสุนัย จุลพงศธรส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นท้วงติงประธานว่าประธานทำหน้าที่เอียงขวามากไป ไม่เปิดให้ฝ่ายค้านได้พูด คงเป็นเพราะว่ามีส.ว.มาจากการแต่งตั้งมากกว่าส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้บรรดาส.ว.แต่งตั้งลุกขึ้นประท้วง ให้นายสุนัยถอนคำพูด ส่วนนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวแจ้งว่า ได้เกิดมีการประท้วงระหว่าง นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวหา บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ‘ผู้สื่อข่าวเผด็จการ’ จากนั้นนายบุญยอด โต้กลับว่า ‘สุนัขรับใช้สมุนทรราชย์’ ทำให้บรรยากาศเกิดความตึงเครียด จนในที่สุดนายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม จึงสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10 นาที

ทั้งนี้หลังพักประชุมไป 5 นาที ก็ได้มีการเปิดประชุมโดยเปลี่ยนให้นายชัย ได้ขึ้นทำหน้าที่ประธาน และได้มีการตรวจสอบองค์ประชุม ด้วยการเสียบบัตร ซึ่งปรากฎว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมจำนวน 345 คน ถือว่าครบองค์ประชุมจึงทำการประชุมต่อไป

มาร์ค’หวั่นสภาฯล่ม!ขู่ส.ส.ห้ามโดดประชุมงบฯพรุ่งนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมรัฐสภาในวันนี้ (27 ม.ค.) ว่า เป็นไปอย่างเรียบร้อย ส่วนในวันพรุ่งนี้ (28 ม.ค.) ที่จะมีการเสนองบประมาณกลางปี 2552 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่มีเสียง ส.ว.ช่วยเหลือจะกังวลหรือไม่นั้น ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะนำเสียง ส.ส.มาให้ครบองค์ประชุม โดยจะให้คณะกรรมการติดตาม ส.ส.35 คนที่ตั้งขึ้นเป็นผู้ติดตาม ส.ส.ให้มาประชุมแต่หากผู้ใดติดภารกิจก็ขอให้แจ้ง

‘สุขุมพันธุ์’หว่านประชานิยมเอาใจคนกรุง ไฟเขียว‘ตลาดจตุจักร’ขายของวันศุกร์!

ที่มา ประชาทรรศน์

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหาร กทม.ว่า กทม.มีนโยบายที่จะเปิดตลาดนัดจตุจักรเพิ่มเติมอีก 1 วันในวันศุกร์ โดยจะใช้พื้นที่เดิมที่มีอยู่และพื้นที่จอดรถบางส่วนที่มีกว่า 20 ไร่ มาเปิดแผงค้าและจัดทำเป็นศูนย์อาหารของดี 50 เขต รวมถึงพื้นที่ตลาดดอกไม้ทุกวันพุธและพฤหัสบดี

ทั้งนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถทำการค้าบริเวณถนนเส้นกลาง โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณารายละเอียดเงื่อนไขต่างๆให้เร็วที่สุด

ขณะที่ นายอรุณ ศรีจรูญ รักษาการผู้อำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานคร (ตลาดนัดจตุจักร) กล่าวว่า แนวคิดของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่จะเปิดตลาดนัดจตุจักรขายของได้ในวันศุกร์ เพิ่มเติมจากวันเสาร์และอาทิตย์นั้น ยังไม่ได้หารือรูปแบบอย่างเป็นทางการกับผู้ว่าฯกทม. แต่ถือว่าเป็นแนวทางที่สามารถทำได้

“ปกติในช่วงวันศุกร์จะเป็นวันที่ผู้ค้านำของมาจัดเพื่อเตรียมขายในวันเสาร์และอาทิตย์ และค้าขายในรูปแบบของการขายส่ง แต่จะติดปัญหาที่การจอดรถส่งของที่ไม่เป็นระเบียบ นอกจากนั้นแล้วตนยังมีแนวคิดปรับปรุงศักยภาพการค้าในตลาดนัด อาทิ จัดโซนสินค้าให้เป็นสัดส่วน ทำตลาดโต้รุ่งในส่วนของทางเดินรอบตลาดนัดจตุจักร” นายอรุณ ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการเจรจากับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ถึงการเช่าพื้นที่ต่อ เนื่องจาก กทม.จะหมดสัญญาในวันที่ 1 ม.ค.2555 นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะ รฟท.ต้องการขึ้นค่าเช่าเป็นตารางเมตรละ 120 บาท จากเดิม กทม.เช่าตารางเมตรละ 50 บาท อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวอาจจะต้องหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อหาแนวทางที่ให้การเจรจากับ รฟท.ง่ายขึ้น

หว่านประชานิยมเอาใจคนกรุง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีมติให้ขยายจุดผ่อนผัน ที่ปัจจุบันมี 683 จุด โดยจะขยายพื้นที่ผ่อนผันให้มีระยะทางยาวมากขึ้น เช่น เดิมจุดผ่อนผันมีระยะทาง 100 เมตร ก็จะขยายเป็น 120 เมตร ซึ่งจะช่วยให้มีแผงค้ามากยิ่งขึ้นและเชื่อว่าการขยายพื้นที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาเพราะไม่ใช่การเพิ่มจุดผ่อนผัน อย่างไรก็ตามจะต้องประสานหารือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) อีกครั้ง

นอกจากนี้ ผู้บริหาร กทม.ยังมีแนวนโยบายจะเปิดพื้นที่สนามหลวงบางส่วนเพื่อจำหน่ายสินค้าเฉพาะแต่จะไม่ได้เป็นการเปิดให้เปิดตลาดนัดค้าขายถาวรเหมือนในอดีต รวมถึง กทม.จะมีการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันจำนวน 20 อย่าง จากผู้ผลิตในราคาถูกโดยจะเริ่มจำหน่ายที่สนามหลวงก่อนที่จะกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วกรุงเทพฯ แต่จะเป็นอย่างไรนั้นจะต้องมีการสรุปกันอีกครั้ง

ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงโครงการร้านข้าวแกง กทม.ราคาถูก ว่า กทม.จะฟื้นโครงการดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้งแต่จะมีการปรับราคาสูงขึ้นจากเดิมจาก 15 เป็น 20 บาท ตามราคาสินค้าที่มีการปรับตัวสูงขึ้นโดยพื้นที่เขตใดพร้อมก็ให้เริ่มได้ทันที นอกจากนี้จะมีการจัดทำคู่มืออาหารอร่อยแจกจ่ายให้กับประชาชนอีกด้วย

กทม.จี้ของบ2พันล้านสนองนโยบายรัฐบาล

รายงานความคืบหน้ากรณี กทม.ได้ยื่นของบสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 2,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ตรงกับแนวนโยบายของรัฐบาล อาทิ โครงการเรียนฟรี 15 ปีตามนโยบายรัฐบาล โครงการเบี้ยยังชีพ โครงการแผนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการพัฒนาตลาดสี่มุมเมือง โครงการจ้างอาสาสมัครสำรวจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โครงการจ้างแรงงานระบบรักษาระบายน้ำ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ การศักยภาพด้านการกีฬา นันทนาการ และโครงการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการวิสามัญพิจารณางบประมาณสภาผู้แทนราษฎร

‘สุขุมพันธุ์’ หว่านนโยบายประชานิยมเอาใจคนกรุง ล่าสุดจี้ของบอุดหนุนจากรัฐบาล 2 พันล้าน เดินหน้าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า พร้อมเปิด “ข้างแกง กทม.” ยึดท้องสนามหลวงเปิดท้ายขายของราคาถูก เผยสภา กทม.ไฟเขียว!! ปลดล็อก ‘ตลาดจตุจักร’ ให้ขายของได้วันศุกร์อีก 1 วัน ขณะที่สัมปทานเช่าพื้นที่การรถไฟฯ ยังไม่มีข้อสรุป กทม.อ้างจ่ายแพงกว่าเท่าตัว

นายกฯเตรียมแผนรองรับวิกฤติศก.สั่งคลังหาแหล่งกู้เงินตปท.เสริมสภาพคล่อง

ที่มา ประชาทรรศน์

'มาร์ค' เผย เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชง การใช้งบกลาง หนึ่งแสนล้านเข้าสภาฯพรุ่งนี้ รับ เตรียมหามาตรการรองรับ สั่งคลังหาแหล่งเงินกู้ต่างประเทศ เสริมสภาพคล่อง หากแก้ปัญหาระบบเศรษฐกิจให้เบาบางลงไม่ได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา “เชื่อมั่น เชื่อมือ เชื่อถือ ไทยแลนด์” จัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยกล่าวยืนยันต่อภาคเอกชนและหอการค้านานาชาติว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นและการแก้ไขปัญหาจะดีได้ต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนเดินหน้าไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบขณะนี้เกิดจาก 3 ปัญหาหลัก คือ ผลกระทบการเงินของสหรัฐ ปัญหาทางการเมืองเกี่ยวกับความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล และปัญหาทักษะฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขพร้อม ๆ กัน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศและได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จนถึงขณะนี้รัฐบาลได้วางกรอบการทำงาน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาทุกด้าน โดยเฉพาะการใช้เงินงบกลาง 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีการขอความเห็นชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในพรุ่งนี้ (28 ม.ค.) และคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบในการพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และนำมาใช้ในโครงการต่าง ๆ ประมาณเดือนมีนาคม ประกอบกับมาตรการภาษีต่าง ๆ เมื่อสามารถเดินหน้าได้ ก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระหรือชดเชยให้กับภาคเอกชน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เมื่อออกสู่แผนการแก้ไขเต็มที่แล้ว เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่คงไม่สามารถกำหนดได้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จะโตเท่าใด ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างประเทศว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในช่วงปลายปีนี้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับ หากมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลเดินหน้ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ระบบเศรษฐกิจในประเทศเบาบางลงหรือเดินหน้าต่อไปได้ ก็ได้เตรียมแผนสำรองให้กระทรวงการคลังไปหาแหล่งเงินกู้จากประเทศอื่น เพื่อเสริมสภาพคล่องระบบเศรษฐกิจในประเทศไม่ให้ปรับตัวลดลง สำหรับการกู้เงินต่างประเทศนั้น สามารถดำเนินการได้ แต่จะมากน้อยแค่ไหนขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนด ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจ 2 ไตรมาสแรกโดยเฉพาะไตรมาสแรกยังมีโอกาสติดลบ แต่ไม่ทราบว่าจะติดลบแค่ไหน อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่าเมื่องบแสนล้านลงสู่ระบบก็จะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ไตรมาสแรกติดลบไม่มาก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในระบบ ช่วงเข้ามารับตำแหน่งได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าหลังจากนี้จะต้องไม่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับ ธปท. และต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินทั้งระบบให้กลับมาดีขึ้น และการที่มาตรการต่าง ๆ ออกมา ถือเป็นมาตรการระยะสั้นและทำให้ระบบเศรษฐกิจไม่ตกต่ำ และกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ เหตุหลักที่กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศก่อน เพราะระบบเศรษฐกิจในต่างประเทศทั่วโลกมีปัญหา หากพึ่งพาการส่งออกจะทำให้มีปัญหา แต่รัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหาด้านการส่งออก มีการติดตามดูแลโดยเฉพาะแนวทางการเรียกความเชื่อมั่น ซึ่งหลังจากนี้ตนมีกำหนดที่จะเดินหน้าพบปะและนำคณะเอกชนและรัฐบาลไปเจรจาหารือร่วมกับประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งต้นสัปดาห์หน้าจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และประมาณเดือนมีนาคมจะเดินทางเยือนประเทศจีน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและกระตุ้นภาคการส่งออกและการลงทุน และที่สำคัญการเดินทางเยือนประเทศต่าง ๆ เหล่านี้จะไปบอกชาวโลกว่าไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทางที่ดีขึ้น น่าจะทำให้หลายประเทศมองประเทศไทยในแง่ดีขึ้น

"วิฑูรย์-บุญจง"ตายน้ำตื้น สังเวย!ประชานิยม

ที่มา มติชน
กรณี "วิฑูรย์ นามบุตร" รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แจกปลากระป๋องเน่าให้กับชาวบ้านพัทลุง กับ กรณี "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" มท.2 ควงภรรยาซึ่งเป็นอดีต ส.จ.โคราช แจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้พ่วงนามบัตรที่บ้านพัก

สั่นคลอนชื่อเสียงรัฐบาล "เทพประทาน" และ "เก้าอี้" 2 รัฐมนตรีสายล่อฟ้าหน้าใหม่ เหมือนจะเป็นคนละเรื่อง...แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากข้อเหมือนและต่างกัน ที่มีอยู่หลายจุด

ต่างกัน...เพราะ กรณี "วิฑูรย์" น่าจะเกิดจากความ "ผิดพลาด" ของเจ้าตัว เพราะชี้แจงได้วกวน กลับไปกลับมาหลายครั้ง ครั้งแรกบอกว่าจัดซื้อ ครั้งต่อไปบอกบริจาค และจำนวนของที่บริจาคก็ไม่เคยตรงกัน พร้อมเปิดตัวละครที่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์คือ "วิเชน สมมาตร" ซึ่งถูกมองว่าเป็นแพะรับบาป

แม้ ส.ส.พัทลุงพรรคเดียวกัน ทั้ง 3 คน ซึ่งถือว่าเป็น "ผู้เห็นเหตุการณ์" ทั้จะปิดปากเงียบ เพราะสงสัยว่ามี ส.ส.หญิงคนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับ "วิฑูรย์" จะมีเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยก็ตาม




แต่สิ่งที่เจ้าตัวพูดเหมือนกันทุกครั้งนั่นคือ ปลากระป๋องยี่ห้อ "ชาวดอย" ในถุงยังชีพ "ไม่ได้มาจากการจัดซื้อ"

แถมข้อพิรุธจากกรณีนี้ คือยังไม่มีข้าราชการรายใดของ พม.ออกมาชี้แจงแทนเจ้ากระทรวง จนมีคนตั้งข้อสังเกตว่า "หรือจะถูกข้าราชการวางยา" !?

ส่วนกรณี "บุญจง" น่าจะเกิดจากความ "ชะล่าใจ" เพราะคงไม่มีใครเชื่อว่า ทหารเอกของ "เนวิน ชิดชอบ" จะมา "ตายน้ำตื้น" กับเรื่องแค่นี้

แถมยังเป็นคล้ายคลึงกับที่ทำให้ "ลูกพี่เน" เกือบหมดอนาคตทางการเมือง และได้รับฉายา "ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ" จากการนำเงิน 120 บาทเย็บเข้ากับแผ่นพับหาเสียง ระหว่างการเลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อปี 2538

เหมือนกัน..เพราะทั้ง 2 กรณี เกิดจากความพยายามสร้างคะแนนนิยมโดยใช้วิธีลดแลกแจกแถม "ประชานิยม" เต็มสูบ เพื่อสร้างแบรนด์ ซื้อใจรากหญ้า ปูทางไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถ้า รมต.แห่ง "ประชาธิปัตย์" ไม่หวังตีตลาดรากหญ้า และ รมต.จาก "ภูมิใจไทย" ไม่หวังแจ้งเกิดก่อนกำหนด "ความผิดพลาด" คงไม่เกิดขึ้น

ศึกชนะใจรากหญ้าของ 2 พรรคนี้ เริ่มตั้งแต่ การแย่งชิ้นเค้กงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้าน ที่ "เพื่อนเนวิน" ฟึดฟัดที่งบฯส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับกระทรวงในกำมือกระทรวงในสังกัด ปชป.

ปรากฏการณ์ "ปลากระป๋องเน่า-แบงก์ห้าร้อยแนบนามบัตร" ไม่เพียงสร้างแรงกระเพื่อมต่อรัฐบาล ยังสะท้อนวิกฤตของฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ทำหน้าที่แบบ "ปวกเปียก-ไร้น้ำยา" เกาะกระแสสื่อ ตีกินคะแนนไปวันๆ

โดยเฉพาะกรณี "วิฑูรย์" ซึ่งล่าสุดถูก ปชป.ลอยแพ เหมือนที่เคยเกิดกับ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" กรณี ส.ป.ก.4-01 แต่ พท.ก็ยังไม่สามารถขยายผล ให้ "ปลากระป๋องเน่า" เป็นบาดแผลที่ ปชป.ต้องจดจำซ้ำรอยกรณี ส.ป.ก.4-01 ได้

เพราะการแถลงของ "พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์" โฆษก พท.ที่เป็นเหมือนร่างทรงของ "ตู่ นปก." อีกที ยังไม่มี "หมัดเด็ด" หรือข้อมูลเชิงลึก ที่จะทำให้สังคมเห็นได้เลยว่า "วิฑูรย์" มัวหมองจากเรื่องนี้แค่ไหน จนตอนนี้สังคมเริ่มรู้สึกว่า ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลของฝั่งไหนดี เพราะไม่น่าเชื่อทั้งสองฝ่าย!!

จึงไม่มีใครคาดหวังว่า ฝ่ายค้านจะเอาอะไรไปเล่นงาน "มท.2" ได้ แม้จะสุ่มเสี่ยงผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 อย่างมากก็ตาม เพราะกว่า พท.จะขยับเข้าชื่อถอดถอน "ลูกพี่ของบุญจง" คงเปิดห้องเย็นติวทางหนีทีไล่แก่ "มท.2" ไปเรียบร้อยแล้ว

"สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" รมต.ประจำสำนักนายกฯ ขุนพลข้างบัลลังก์ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ยอมรับว่า อนาคตอาจมี รมต.บางคน "ใจร้อน" อยากสร้างผลงานเร็วๆ จนก่อปัญหาเช่นเดียวกับ "วิฑูรย์" อีก

แสดงให้เห็นว่า ปชป.มองแค่ว่า การนำปลากระป๋องเน่าไปแจกชาวพัทลุงที่ประสบความเดือดร้อนจากน้ำท่วมนั้นเป็นแค่การรีบเร่งอยากสร้างผลงาน แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าการได้มาซึ่งถุงยังชีพต่างๆ ที่ไร้คุณภาพถูกต้องโปร่งใสหรือไม่

กรณีฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้น 2 เรื่อง จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก การฉกฉวยโอกาสจากโครงการประชานิยม จนในที่สุดอาจทำให้ "ประชา" ไม่นิยมได้

ปัจจัย ความเชื่อมั่น ต่อ อภิสิทธิ์ ประชาธิปัตย์ ปัจจัย การหา "เงิน"

ที่มา มติชน

คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์


ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจากการสำรวจล่าสุดของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุตัวเลขที่ลดต่ำลงสุด-สุดในรอบ 5 ปี

ถามว่าความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมากน้อยเพียงใด

ถามว่าความเชื่อมั่นต่อแนวทางในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจภายใต้ธงนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีมากน้อยเพียงใด

ในเบื้องต้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันจะเรียกความเชื่อมั่นให้ได้ภายใน 3 เดือน

ระยะต่อมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความมั่นใจว่าทุกอย่างโดยเฉพาะปัญหาในทางเศรษฐกิจจะคลี่คลายได้ภายใน 1 ปี

กระนั้น หากรับฟังความห่วงใยจาก นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก

เช่นเดียวกับ หากรับฟังความห่วงใยในเรื่องการใช้ฐานข้อมูลของรัฐบาลจาก นายจุติ ไกรฤกษ์ ก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก

เพราะว่า 2 คนนี้เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะว่า 2 คนนี้ได้ชื่อว่าเหนียวแน่นมั่นคงอย่างยิ่งกับพรรคประชาธิปัตย์

น่าเศร้าก็ตรงที่ความไม่แน่ใจของ 2 คนนี้ตรงกับความไม่แน่ใจของอีกหลายๆ คน

ความไม่แน่ใจอันสำแดงออกมาของนักวิชาการจำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะมาจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

1 คือ ความไม่แน่ใจว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยกระบวนการหว่านโปรย แจกเงิน ไม่น่าจะตรงกับตัวปัญหา

เพราะไม่ได้แจกตรงไปยังคนว่างงาน หากแต่แจกไปยังคนมีรายได้

ยิ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขยายกรอบการแจกจากผู้ประกันตนและข้าราชการที่มีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน ไปยังพนักงานรัฐวิสาหกิจ

ยิ่งยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นรายฟัน ของเป้าประสงค์อันแท้จริงของรัฐบาล

1 คือ ความไม่แน่ใจในฝีมือและความสามารถของรัฐบาลว่าจะหาเงินมาจากไหนนอกไปจากการกู้เงิน

ไม่ว่าจะเป็นการกู้จากธนาคารของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการกู้จากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย ก็คือ การกู้

นี่ย่อมละเอียดอ่อนต่อสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ ละเอียดอ่อนต่อวินัยการคลัง

หากมองจากปัจจัย 2 ปัจจัยทั้งระดับโลก ทั้งระดับในประเทศ มาประสานเข้าด้วยกันยิ่งก่อให้เกิดภาวะใจหายในทางความรู้สึก

ปัจจัย 1 คือ ปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยและชะลอตัวลง

ขณะเดียวกัน ปัจจัย 1 ซึ่งแสดงออกผ่านกระบวนการส่งออกไตรมาส 4 ปี 2551 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม คือ ปัจจัยที่ถดถอย ชะลอตัวลงเข้ามาอยู่ในแดนติดลบ

นั่นหมายถึงโอกาสที่เงินจะเข้าประเทศน้อยลง นั่นหมายถึงโอกาสที่จะนำไปสู่การลดกำลังการผลิตของแต่ละภาคอุตสาหกรรม

เงินเข้าน้อย และคนที่เคยทำงานก็จะต้องถูกปรับลดกลายเป็นคนตกงาน

การออกมาโยนหินถามทางในเรื่องการเพิ่มเพดานเงินกู้จาก 50% เป็น 55% ของจีดีพี แท้จริงแล้วก็เท่ากับเป็นการปูพรมเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียเป็นสำคัญ

นั่นคือแนวโน้มที่ประเทศไทยจะก้าวไปบนวิถีเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตการเงิน เมื่อปี 2540 อีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่ครั้งนั้นเราต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ขณะที่หนนี้สายตามองไปยังธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย

ตรงนี้เองภาพของรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ได้หวนกลับมาตอกย้ำตราตึงอีกวาระหนึ่ง

มีอะไรแตกต่างกันระหว่าง นายชวน หลีกภัย กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากอายุขัย

แตกต่างตรงที่ นายชวน หลีกภัย จบจากธรรมศาสตร์และสำนักเนติบัณฑิตไทย แตกต่างตรงที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จบจากอีตันและอ็อกซพอร์ด

ความเหมือนอยู่ตรงที่ไม่ว่านักเรียนนอก นักเรียนใน ล้วนอยู่ในกระบวนการของการกู้เงิน

ยื่นถอดถอน-ส่งป.ป.ช.ฟัน พท.บี้"บุญจง" มท.1แนะเลิกทำ"หมิ่นเหม่"

ที่มา มติชน

ฝ่ายค้านเดินหน้าเอาผิด"บุญจง" เข้าชื่อถอดถอน-ยื่น ป.ป.ช.-สตง.สอบ ชี้หวังหาเสียง-สร้างความนิยม เหน็บ"กระจง"กำลังจะเกยตื้นเพราะชะล่าใจ "ชวรัตน์"บอกเตือนแล้ว หมิ่นเหม่อย่าทำอีก "สุเทพ-ถาวร"ประสานเสียงอุ้ม อ้างชาวบ้านขอนามบัตรเอง แถมไม่ได้เย็บติดกับเงิน ยันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ท้าใครสงสัยให้กระบวนการยุติธรรมชี้ขาด มท.2 หลบชี้แจง

@ "เพื่อไทย"ล่าชื่อถอด"บุญจง"

พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นเรื่องให้คณะกรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ พร้อมเข้าชื่อ ส.ส.ยื่นถอดถอนนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีพฤติกรรมส่อขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีร่วมกับนาง กาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ ภรรยา นำเงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไปแจกให้ผู้ยากไร้ที่ขอรับการสงเคราะห์ในพื้นที่ ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา จำนวน 200 คน คนละ 500 บาท พร้อมแจกนามบัตรของนายบุญจง

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 มกราคม ว่าหลังการอภิปรายงบประมาณกลางปี 2552 เสร็จสิ้น จะดำเนินการล่ารายชื่อ ส.ส.เพื่อยื่นถอดถอนนายบุญจงแน่นอน เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจน โดยการนำเงินของหลวงไปแจกประชาชนในบ้านพักของตัวเองเพื่อหาเสียงและสร้างความนิยม พร้อมกันนี้จะยื่นสอบถามสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกรมบัญชีกลาง ว่าการจ่ายเงินในลักษณะนี้กระทำได้หรือไม่

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินการด้านกฎหมายกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีความสลับซับซ้อนอะไร ที่ผ่านมากฤษฎีกาก็เคยให้ความเห็นเป็นที่ชัดเจนว่า ดังนั้น "กระจง" กำลังจะเกยตื้น จากความชะล่าใจของตัวเอง

@ ยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ลงดาบซ้ำ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันที่ 27 มกราคม เวลา 10.00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายบุญจง ว่าเป็นความผิดหรือไม่ เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานปฏิบัติในอนาคต โดยการแจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ เป็น การผันงบประมาณจาก พม.ให้แต่ละจังหวัดเป็นประจำอยู่แล้ว ผู้ที่ทำหน้าที่แจกจะเป็นผู้ว่าราช การจังหวัด รองผู้ว่าฯ หรือปลัดอำเภอ เป็นต้น แต่วันนี้ ข้าราชการการเมืองกลับแจกเงินพร้อมแนบนามบัตรตัวเอง เหมือนเจตนาบอกว่าตัวเองเป็นคนเอางบประมาณส่วนนี้มา เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ

นายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ต้องดูก่อนว่า คำร้องของพรรคเพื่อไทยเข้าข่ายมาตรา 84 และมาตรา 85 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 หรือไม่ ถ้าเข้าข่ายก็จะรับไว้ตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรา 84 และ 85 ของกฎหมาย ป.ป.ช.เป็นมาตราที่ระบุเกี่ยวกับรายละเอียดการยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกร้องจะต้องอยู่ในราชการหรือพ้นจากตำแหน่งไม่เกิน 2 ปี ในวันที่ยื่นคำร้อง โดยคำร้องต้องระบุชื่อผู้ถูกร้อง ตำแหน่ง ข้อกล่าวหา พฤติการณ์ รวมถึงต้องอ้างหลักฐานมาด้วย

@ "มท.2"หลบเข้าประชุมรัฐสภา

ด้านนายบุญจง ได้ปฏิเสธที่จะชี้แจงต่อผู้สื่อข่าว โดยภายหลังการเสวนายามเช้าที่กระทรวงมหาดไทย นายบุญจงได้เดินทางไปยังรัฐสภาทันที ซึ่งปกตินายบุญจง จะร่วมกับนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว แต่ครั้งนี้มีเพียงนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงแทน และการเดินไปยังรัฐสภา นายบุญจงยังได้หลบผู้สื่อข่าวที่ดักรอสัมภาษณ์อยู่บริเวณทางเชื่อมลานจอดรถหน้าอาคารรัฐสภา ด้วยการเข้ารัฐสภาในเส้นทางอื่น แต่เมื่อผู้สื่อข่าวพบนายบุญจง กำลังเซ็นชื่อเพื่อเข้าร่วมประชุมรัฐสภา จึงพยายามที่จะสอบถาม แต่นายบุญจงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยโบกมือไปมาพร้อมกล่าวว่า "ขอเข้าประชุมก่อน"

ทั้งนี้ นายถาวรชี้แจงว่า พม.ได้สั่งให้ข้าราช การในพื้นที่แจกจ่ายเงินดังกล่าวให้กับประชาชนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 โดยให้ ส.ส.พื้นที่ให้ความร่วมมือกับส่วนราชการในการสำรวจจำนวนผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ตามที่ทางราชการกำหนดเอาไว้แล้ว ดังนั้น ส.ส.ในพื้นที่ จึงได้ให้ความร่วมมือ ถือว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 265 และ 266 เพราะเมื่อสำรวจแล้ว เป็นหน้าที่ของทางราชการจะเป็นผู้คัดเลือกบุคคลที่จะรับมอบเงิน และกำหนดวันให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นวันที่นายบุญจง มีความสะดวก โดยที่นายบุญจง ไม่ใช่ผู้ดำเนินการ และเนื่องจากนายบุญจงเป็น ส.ส.และเป็นรัฐมนตรี ประชาชนจึงได้ขอความช่วยเหลือ

@ "ถาวร"ยันแจกเงินที่บ้านไม่ผิด

"วันนั้นบังเอิญนายบุญจง แจกนามบัตร โดยบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่ตัวนายบุญจง และไม่ได้เย็บนามบัตรติดกับเงิน เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อน ต้องการความช่วยเหลือหรือคำแนะนำ สามารถติดต่อทางโทรศัพท์มือถือ จึงถือว่าการกระทำดังกล่าวไม่ขัดกันซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้เป็นการหาเสียง และเป็นเรื่องปกติที่นายบุญจงให้นามบัตรกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ส่วนการแจกที่บ้านไม่ถือว่าผิดอะไร เพราะสะดวกที่ไหนก็แจกที่นั่น อีกทั้งประชาชนเองต้องการจะพบ ส.ส.อยู่แล้ว"นายถาวรกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านจะยื่นถอดถอน ถือว่านายบุญจงเป็นจุดอ่อน ทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอนหรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า เป็นจุดแข็ง ไม่ใช่จุดอ่อน เพราะถือว่านายบุญจง เป็นผู้ที่เอาใจใส่ประชาชน ถึงลูกถึงคน อำนวยความสะดวก บริการพี่น้องประชาชน ทำให้ฝ่ายค้านกลัวและมั่นใจว่าหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายบุญจงจะสามารถชี้แจงต่อรัฐสภาได้ ไม่ทำให้ต้องยุบสภา และหากมีผู้ร้องต่อ ป.ป.ช. ก็พร้อมร่วมกับนายบุญจง เขียนคำชี้แจง ยืนยันที่จะเดินหน้าช่วยเหลือนายบุญจง เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

@ "มท.1"เตือนหมิ่นเหม่อย่าทำอีก

ด้านนายชวรัตน์กล่าวว่า การแจกเงินถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะประชาชนได้รับประโยชน์ และได้สอบถามนายบุญจงแล้วซึ่งชี้แจงว่า เป็นการแจกหมายเลขโทรศัพท์ เพราะประชาชนในพื้นที่ต้องการที่จะติดต่อกับ ส.ส. หรือรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายรัฐธรรมนูญนั้น ต้องดูว่าหมิ่นเหม่แค่ไหน

เมื่อถามว่า การแจกเงินที่บ้านจะทำให้ ประชาชนเข้าใจสับสนหรือไม่ ว่าเป็นเงินส่วนตัวของนายบุญจงเอง นายชวรัตน์กล่าวว่า นายบุญจงได้มีการประกาศแล้วว่าแจกเงินจาก พม. และได้ตักเตือนนายบุญจงไปแล้วว่าถ้าเป็นเรื่องหมิ่นเหม่ อย่าทำอีก

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นถอดถอนนายบุญจงนั้น นายชวรัตน์กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก เมื่อถามว่า เท่ากับว่ารัฐมนตรีแจกเงินไม่ผิด แต่ถ้าเป็น ส.ส. จึงจะมีความผิดใช่หรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า ไม่ได้พูดแบบนั้น แต่ไม่ว่ารัฐมนตรี หรือ ส.ส.ก็เป็นผู้แทนราษฎร

@ "สุเทพ"อ้างชาวบ้านขอนามบัตร

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายบุญจงได้เล่าให้ฟังว่า เป็นงบประมาณ พม. แจกจ่ายให้คนจน คนพิการ ไม่ใช่เงินส่วนตัว ส่วนการแนบนามบัตรไปด้วยนั้น เมื่อ ส.ส.เข้าไปในพื้นที่แล้วประชาชนขอนามบัตรก็ให้ไป ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เป็นเรื่องคนละส่วนกัน แต่เมื่อนำเอา 2 เรื่องมารวมกัน ก็เลยมองแปลกไป

"ถ้าใครสงสัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ก็ให้กระบวนการยุติธรรมชี้ขาด เรื่องนี้อยู่ที่เจตนา ซึ่งผมก็มีคนมาขอนามบัตรทุกวันเป็นเรื่องปกติ กรณีนี้ผมไม่คิดว่าชาวบ้านจะเข้าใจว่าคุณบุญจง นำเงินไปแจก และชาวบ้านก็เข้าใจดีกว่าที่คนอื่นเข้าใจ ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่เข้าใจว่าเป็นการไปแจกของ ซึ่งไม่ได้มีการเอานามบัตรไปเย็บติดกับของที่แจกแต่อย่างใด และยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ยึดถือความถูกต้อง ถ้าเรื่องไหนไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินการไป" นายสุเทพกล่าว

@ "เพื่อนเนวิน"ปูดส.ส.เพื่อไทยชัดกว่า

นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจะเข้าชื่อยื่นถอดถอนนายบุญจง ว่า ไม่เป็นไร เพราะนายบุญจง ทำตามหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์และการแทรกแซงอะไร การกระทำของนายบุญจง ก็ไม่เข้าข่ายตามที่บันทึกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า อาจเข้าข่ายการถูกถอดถอน

"นายบุญจงไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะเรื่องนี้ทำตามตำแหน่งหน้าที่ แต่ขณะที่พฤติกรรมของ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยผู้หนึ่ง กลับมีพฤติ กรรมที่เข้าข่ายชัดเจนยิ่งกว่า โดย ส.ส.ผู้นั้นได้ไปของบประมาณจาก พม. เพื่อสงเคราะห์ราษฎรจากภัยน้ำท่วมใน อ.พระยืน จ.ขอนแก่น ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีคนใกล้ชิด ส.ส.ผู้นั้นลงสนามเลือกตั้ง ด้วย นอกจากนี้ ประชาชนบางส่วนที่มารับเงินสงเคราะห์คนละ 500 บาท จำนวน 400 คนนั้น พบว่าไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน แต่เป็นประชาชนในเขตเทศบาล ซึ่งเรื่องนี้มีคนไปแจ้งความที่ สภ.พระยืน แล้ว" นายปัญญากล่าว

นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า หากเป็นไปตามข่าวจริงก็ถือว่าไม่เหมาะสม ซึ่งจะพูดคุยกับนายบุญจง ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างไร

@ กกต.ชี้ส่อขัดหน้าที่ของส.ส.

ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีการแจกเงินและนามบัตรของนายบุญจงว่า หากผู้ใดคิดว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อหน้าที่ของ ส.ส. สามารถเข้าชื่อร้องต่อประธานสภา เพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยต้องใช้จำนวน ส.ส. 1 ใน 10 ของสภา ซึ่งในส่วนของ กกต.ยังไม่มีผู้ใดร้องเรียนเข้ามา

นายประพันธ์กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวต้องดูว่า ส.ส.เข้าไปทำในลักษณะที่เป็นงานของข้าราชการประจำหรือไม่ เช่น การไปแจกสิ่งของ ซึ่งหากเป็นรัฐมนตรีและไปเกี่ยวข้องหรือก้าวก่ายงานของข้าราชการประจำ ต้องดูว่าไป ในฐานะอะไร ถ้าเข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรม นูญมาตรา 266 ก็ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ในส่วนของความเป็นรัฐมนตรี หรือ ส.ส. ว่าต้องสิ้นสุดลงหรือไม่