WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 28, 2009

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับประจำวันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ.2552 เป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยเชื้อสายจีน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฉลองพระองค์เสื้อโปโลสีแดง เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ ทรงร่วมงานเทศกาลตรุษจีนที่เยาวราช สร้างความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรชาวไทยเชื้อสายจีนและพสกนิกรชาวไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

00เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทย เทศกาลตรุษจีน ร้านทองย่านเยาวราช ซึ่งเป็นแหล่งค้าทองรายใหญ่สุดของเมืองไทย ประกาศปิดร้านพร้อมกัน เพราะราคาทองคำผันผวนขึ้นวูบวาบ ไม่สามารถกำหนดราคามาตรฐานได้ และคนจ้องจะขายมากกว่าซื้อ ยุคนี้ทองคำบาทละหมื่นสามหมื่นสี่ เจ้าสัวเงินถังตัวจริงเสียงจริงเท่านั้นที่จะแต๊ะเอียลูกน้องด้วยทองคำ ร้านทองปิดสองวันไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก เพียงแต่เป็นปรากฏการณ์ใหม่เท่านั้น และ ดันปิดวันเดียวกับที่เกิดสุริยุปราคา ทำให้เจ้ากรมข่าวลือกระพือข่าวกันสนุกปาก

00 อะไรที่ทำบ่อยๆ ที่เคยขลังกลับเป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่างการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านรายการความจริงวันนี้ เพื่อตอบโต้ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เอกฉัตร เข้าใจความรู้สึกของคนเคยยิ่งใหญ่ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ต้องเป็นคนพเนจรอย่าง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เพราะมีคดีความติดตัว

00 ตอนแรกๆ ฟังแล้วสบายใจที่ ทั่นอดีตนายกฯ ทักษิณ บอกว่าทุกวันนี้ต้องนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ แต่คำพูดที่โฟนอินมา เท่าที่ฟังคนที่นั่งสมาธิเป็นประจำ ถึงแม้ไม่ถึงขั้นบรรลุ น่าจะมีสติมากกว่านี้ อย่างน้อยทำให้ คนที่เป็นแฟนคลับที่เป็นห่วงเป็นใย คลายความกังวลใจได้บ้าง อ้างจะทวงความเป็นธรรมไปถึงนรก หรือเผยถึงการถูกตามล่าสังหาร ล้วนแต่สร้างความกังวลใจให้ แฟนคลับคนรักทักษิณ รวมเรื่องเงินที่ต้องใช้จ่ายเดือนละสี่ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งก็มีคนคิดจะเอาเนื้อหนูปะเนื้อช้าง

00 จริงอยู่คำพูดออดอ้อนขอความเห็นใจ อาจจะได้รับความสงสาร ในทางกลับกันก็จะมีคนแสดงความสมเพชเวทนา บอกตรงๆ เอกฉัตร ไม่อยากจะให้ใครในประเทศนี้ สมเพชเวทนาคนที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ผลงานในอดีตไม่มีใครปฏิเสธการสร้างคุณงามความดีไว้มากมาย อย่างนโยบายประชานิยม ทำให้ประชาชนรากหญ้าลืมตาอ้าปากได้บ้าง และรัฐบาลชุดนี่ก็นำมาประยุกต์ใช้ ตามเงื่อนไขที่ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ตกลงกับพรรคประชาธิปัตย์ นี่คือความดีที่ อดีตนายกฯ ทักษิณ สร้างไว้ให้คนไทยได้ระลึกถึงด้วยความชื่นชม ชะเอย

00 อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนที่ต้องเขียนถึงด้วยความชื่นชมในความเป็นนักการเมืองอาชีพ ชีวิตบั้นปลายก่อนวางมือทางการเมือง จะต้องจารึกไว้ คือ พยายามประคับประคองให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย หลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. คืนมาให้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เอกฉัตร เชื่อว่า วันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อย อยากจะฟังเสียงของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งเดินทางกลับมาพักรักษาตัวอยู่ในเมืองไทยได้สัปดาห์กว่าๆ ขอให้หายไวๆ

00 ยังมีควันหลงให้นินทากัน งานเลี้ยงสังสรรค์ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่มี ผู้จัดการรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นแม่งานใหญ่ ต้อนรับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ซึ่งเป็นปกติวิสัยไม่เคอะเขินของ รองฯ เทพเทือก เพราะที่บ้านใหญ่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ในแต่ละวัน เจ้าของบ้านยินดีต้อนรับแขกวันละหลายร้อย แต่ที่หยิบยกมานินทากัน คงจะเป็น นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากภาพนักเรียนอังกฤษ ผู้ดีจ๋า ไม่คบใคร กลับไปกินข้าวที่บ้าน ภาพที่เห็นวันวาน คนละคน มีลูกเล่นลูกฮา ทำให้คนในพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผมตั้งวงนินทา สงสัย หัวหน้ามาร์ค ยังอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกนาน

00 ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยเปลี่ยนแปลง หากเป็นพวกเดียวกัน ไม่ต้องไหว้วาน จะกระโดดเข้าไปช่วยทันที การแจกเงินและนามบัตรของ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้อยู่คนละพรรคแต่ทำงานกระทรวงเดียวกัน ในฐานะอัยการเขตเก่า รมต.ถาวร ยืนยันไม่ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 เพราะไม่ใช่เป็นการหาเสียง และ การแจกนามบัตร เป็นเรื่องปกติของ ส.ส. ในพื้นที่ ยิ่งเป็นรัฐมนตรี ชาวบ้านอยากจะได้พกไว้ในกระเป๋าสตางค์ ทำเอา รมต.บุญจง เบาใจไปหลายกิโลขีด

00 ยังเหลือเรื่องของ นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น้องรักของ เทพเทือก จนถึงวันนี้ ยังไม่เคลียร์กับการแจกปลากระป๋องเน่ายี่ห้อชาวดอย ที่นำไปแจกให้กับชาวพัทลุง ที่ประสบอุทกภัย ทำให้คนที่เมืองลุงตั้งคำถาม จะซ้ำเติมกันไปถึงไหน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง อกหักจากเก้าอี้รัฐมนตรีก็ช้ำพอแล้ว ยังมาเจอปลากระป๋องเน่ากระหน่ำซ้ำอีกดอก เจ็บนี้อีกนาน สงสัยดวงของ รมต.วิฑูรย์ จะไม่สมพงศ์กับรัฐบาลชุดนี้ ฤกษ์ไม่ดีตั้งแต่อาสาเป็นเจ้าภาพฝ่ายเจ้าสาว เจ้าบ่าวยังไม่ได้ไปหา ยายเนียมเจ้าสาวเสียชีวิตโดยที่ยังไม่ได้เห็นหน้าเจ้าบ่าว

00 ตำรวจหลายคนแสดงความชื่นชม รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังไม่ผลีผลามโยกย้ายล้างบางตามที่คาดกันไว้ล่วงหน้า และถ้ายืดเวลาไปจนถึงฤดูกาลโยกย้ายประจำปี เดือนตุลาคม จะได้แต่งตั้ง ตั้งแต่ตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงไปรวดเดียว หลังจาก บิ๊กป๊อด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เกษียณอายุราชการ เอกฉัตร เชื่อว่า ได้ใจตำรวจ

00 เขียนเล่นๆ ให้อ่านกันจริงๆ หาก บิ๊กป๊อด ต้องประสบกับวิบากกรรมอีกรอบ ถูกพักงานทันที ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม เชื่อเหอะว่า ตำรวจจะเฉื่อยงานทันที ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่โดยมีอาวุธอยู่ในมือ ลองคิดดู ขนาดทำกันเต็มที่ คดียังเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ถ้าตำรวจทำงานแบบเดียวกับมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อะไรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย น่าคิด อ่านว่า น่าคิด

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตาต่อตาฯ

ศุภชัย ใจสมุทร

เมื่อวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในฐานะนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1 ซึ่งมีคำย่อว่า สสสส.1 ได้เดินทางไปพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่น ยัง 3 จังหวัดภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นมายืดเยื้อยาวนาน และดูเหมือนว่าไม่มีผู้ใดตอบได้ว่าจะยุติลงเมื่อใด
เป็นการเดินทางไปโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านนายกรัฐมนตรีและคณะที่ได้ไปยัง 3 จังหวัดภาคใต้เช่นเดียวกัน

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนาน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ยุติลงได้ทุกรัฐบาลตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ปัญหานี้ยังคงดำรงอยู่ และจากการค้นพบจะเห็นว่า ปัญหาของพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้มีการนำเสนอต่อรัฐบาลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา มีความคล้ายคลึงกัน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือข้อเสนอแนะในทุกรัฐบาลก็ไม่ได้รับการตอบสนองในทางปฏิบัติ ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจวิเคราะห์ได้ว่า รัฐบาลไม่เข้าใจปัญหาหรือหลงประเด็น หลงข้อมูล จนเป็นเหตุให้รัฐเดินไปตกหลุมพรางของกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายตลอดมา

ดูเสมือนว่าในอดีตทำให้เห็นได้ว่ารัฐขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา เช่น การสนองความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่ที่มีความต้องการสร้างเขตปกครองพิเศษ (พื้นที่พิเศษ) แม้จะไม่มีการแสดงความต้องการโดยตรงจากประชาชน แต่ด้วยความเหมาะสมและความเป็นไปได้แล้ว พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถสร้างขึ้นเป็นเขตพื้นที่พิเศษได้ ทั้งความพิเศษทางสังคม ผู้คนวัฒนธรรม ซึ่งมีความแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่

แต่ทุกครั้งที่มีการเสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา มักจะถูกตีความถึงการแบ่งแยกดินแดง จึงเหมือนการเดินทางออกห่างจากปัญหาที่แท้จริง และทำให้ปัญหายังคงดำรงอยู่และการแก้ปัญหาไม่อาจจะลงสู่รากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริงได้
ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องไทยมุสลิมในทางที่ไม่ดีกับทุกคน โดยเฉพาะความหวาดระแวงต่อมุสลิม การมองว่ามุสลิมเป็นผู้นิยมก่อการร้ายและความรุนแรง ทำให้การเรียนรู้และการยอมรับระหว่างคนในสังคมมีความยากจนยิ่งขึ้น

ความจริงแล้วอิสลามเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆ มากกว่า 50 ประเทศ และเป็นศาสนาของประชากรส่วนน้อยในอีกนับร้อยประเทศ รวมแล้วมีประชากรมุสลิมทั่วโลกประมาณ 1,600 ล้านคน ในกลุ่มประเทศอาหรับที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนา และมีอิสลามเป็นศาสนาหลัก ก็มีมุสลิมอยู่ประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีอิสลามเป็นศาสนาอันดับหนึ่ง มีประชากรที่เป็นมุสลิมมากกว่า 200 ล้านคน อินเดีย ซึ่งมีศาสนาฮินดูเป็นศาสนาหลักและมีประชากรรองจากจีน ก็มีมุสลิมเกือบ 200 ล้านคน แม้กระทั่งจีนก็มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างน้อย 60 ล้านคน

ในประเทศไทยเองมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ร้อยละ 5 หรือกว่า 3 ล้านคน อยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคใต้ โดยเฉพาะ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่อื่นทุกพื้นที่ มุสลิมไทยในแต่ละพื้นที่ถึงแม้จะมีประวัติความเป็นมาและภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์ในแทบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความศรัทธาหรือศาสนา อย่างไรก็ตามมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีวิถีชีวิตที่แตกต่าง เนื่องจากมีภูมิหลังทางด้านประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ประเพณี และวัฒนธรรม ที่มีผลให้วิถีชีวิตมีลักษณะจำเพาะของตนเอง ซึ่งการที่จะทำความเข้าใจอย่างถูกต้องในประเด็นนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่รัฐต้องทำความเข้าใจ

เวลานี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ดูจะเป็นความหวังครั้งใหม่ว่า ปัญหาความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยุติลงได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่เข้าใจสภาพปัญหาและรู้วิธีแก้อย่างดีที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจก็คือต้องแยกแยะและวิเคราะห์ให้ได้ว่าปัญหาความสงบที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากสาเหตุใดอย่างแน่ชัด เพราะเมื่อรู้และเข้าใจต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริงแล้ว จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

นอกจากนี้ไม่ควรมุ่งเน้นใช้นโยบายกวาดล้างและเร่งปราบปรามอย่างหนักด้วยการใช้กำลังทหาร เพราะจะทำให้เกิดการตอบโต้อย่างรุนแรง และขยายวงกว้างขึ้นตามมา ซึ่งยิ่งจะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและบานปลายมากขึ้นไปอีก เพราะการต่อสู้แต่ละครั้งจะสร้างความเสียหายแก่ท้องถิ่นเป็นอันมาก การใช้กำลังจึงควรจะดำเนินการให้เหมาะสมและอยู่ในกรอบอันควร

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมุ่งให้ความสำคัญต่อนโยบายการพัฒนา และการกระจายความเจริญไปสู่พื้นที่ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม (การศึกษา) รวมทั้งมีนโยบายที่มุ่งสร้างความร่วมมือทั้งสังคมและวัฒนธรรม เพื่อการเรียนรู้ และเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยคำนึงถึงความต้องการของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ

รัฐบาลนี้มี ครม.ชุดพิเศษขึ้นโดยเฉพาะกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงหมดข้อแก้ตัว หากยังแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ

กำจัดจุดอ่อน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ความสวยงามในการอภิปรายจากที่ประชุมรัฐสภา ในการหารือเพื่อนำเสนอเอกสารสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ให้ได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญในการจัดการประชุมที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ในเดือนหน้านี้

อาเซียน หรือ ประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association for South East Asian Nations : ASEAN) เป็นองค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาค ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) โดยมี 5 ประเทศผู้ก่อตั้งร่วมลงนามในปฏิญญาคือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510

หลังจากนั้น มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 5 ประเทศ ตามลำดับคือ บรูไนดารุสซาลาม เข้าร่วมในปี พ.ศ.2527 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าร่วมในปี พ.ศ.2538 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ สหภาพพม่า เข้าร่วมในปี พ.ศ.2540 ราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าร่วมในปี พ.ศ.2542

การจัดประชุมอาเซียน ในครั้งที่ 14 ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ รัฐบาลมีเป้าประสงค์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาสู่ประเทศไทย ทั้ง ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และ ปัญหาสังคม ที่หมักหมมมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3-4 ปี โดยไปจัดในจังหวัดที่มีทัศนียภาพสวยงาม นั่นคือ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สาระสำคัญไม่ใช่เรื่องเอกสาร เรื่องกรอบความร่วมมือ แต่ที่สำคัญคือประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้ในการเรียกความเชื่อมั่นกลับมาสู่สายตานานาชาติจะสำเร็จหรือไม่ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ประชาชนแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถึงขนาดมีการปลุกระดมประชาชนไปปิดสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง ส่งผลให้ นักท่องเที่ยว นักลงทุน ชาวต่างประเทศ กระเจิดกระเจิง ขวัญหนีดีฝ่อ ซึ่งเป็นฝีมือของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปลายปีก่อน

แต่สภาพการณ์ในการดำรงอยู่ของรัฐบาล มิได้คล้อยตาม ที่จะแสดงความเสียสละ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นอันนี้แม้แต่น้อย ยังแสดงความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ในการตั้งบุคลากรที่มีส่วนพัวพันกับการปิดสนามบิน ทำลายชาติบ้านเมือง มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง บ้างเป็นรัฐมนตรี บ้างเป็นเลขารัฐมนตรี บ้างเป็นที่ปรึกษา

การกระทำแบบนี้ ประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นทูตต่างประเทศ หรือนักธุรกิจ นักลงทุน และ นักท่องเที่ยว ที่เขาได้รับผลกระทบเสียหาย เขาจะเชื่อมั่นศรัทธา กล้าเข้ามาเมืองไทยอีกได้อย่างไร

คดีความที่ชาวต่างชาติเขาต้องการจะฟ้องร้องในฐานที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดทำให้เสียหายทั้งทรัพย์สินและความรู้สึก ที่เขายังจ้องดำเนินการอยู่ แต่รอดูท่าทีของกระบวนการยุติธรรมภาครัฐ จะเอาอย่างไร กล้าดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีส่วนร่วมทำร้ายทำลายชาติ เหล่านี้หรือไม่ หรือเกรงใจเพราะเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แม้รัฐบาลจะเสียงบประมาณไปมากมายก่ายกองในการจัดประชุมคราวนี้ ซึ่งล้วนเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน 63 ล้านคน แต่ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่น เชื่อถือ ศรัทธา จากนักธุรกิจ นักลงทุน นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ให้เกิดขึ้นมาได้เลย

วันนี้ยังไม่สายจนเกินไปที่ รัฐบาล หรือ คนที่เคยทำลายชาติบ้านเมือง เห็นว่าการปิดสนามบินเป็นเรื่องสนุกสนาน อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ อ้างว่ารักประเทศชาติบ้านเมืองจริงๆ ควรจะพิจารณาตัวเอง สมควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไปหรือไม่ ควรจะลาออกจากตำแหน่ง หรือไม่อย่างนั้นจะเข้าเงื่อนไขให้คนไปนินทาว่า ไอ้คนพวกนี้ที่แท้โกหกทั้งเพ...แท้จริงแล้ว รักตัวเองมากกว่ารักประเทศชาติ นี่หว่า

ทีดีอาร์ไอ มอง ประชานิยม !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชฌาวดี

ตั้งแต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารงานได้เพียง 1 เดือนก็ถูกตรวจสอบในทุกๆ เรื่อง แม้บางเรื่องจะยังไม่ได้เดินหน้าเลยก็ตาม

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามเว็บบอร์ดมากมาย แต่ส่วนหนึ่งก็มองว่าเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทุกคนย่อมหวังถึงอนาคต ได้อยู่ดีมีสุขกันทุกคน

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใดนัก ที่บรรดาพรรคการเมืองจะชูนโยบายนี้แห่กันตามแฟชั่นเป็นแถวๆ เพราะคิดเสียว่าอย่างไรชื่อของ "ประชานิยม" ก็ยังคงขายได้ดีเป็นที่น่าสนใจเสมอ

สิ่งที่หลายคนกังวลก็คือ ประชานิยมแบบประชาธิปัตย์ ดูแล้วเหมือนกับ การไล่แจกดะ ไม่สนว่า มันจะสามารถไปแตกหน่อ ต่อยอดให้งอกเงยได้เพิ่มมาหรือไม่

เหมือน ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ มองไม่เห็นเลยว่า มีแนวทางการหาเงินมาใช้อย่างไรนอกจากการกู้ ตามสไตล์ถนัด คือหาเงินเองไม่เป็น กู้ลูกเดียว

พอดีได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของนายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณของสถาบันทีดีอาร์ไอที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็น่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย
เพราะสิ่งที่นายอัมมารวิเคราะห์ออกมานั้นมีประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป แม้ว่าจะมีเสียงติติงรัฐบาลอยู่บ้างก็ตาม
นายอัมมาร ระบุว่า นโยบายที่ออกมาไม่ได้ช่วยเหลือคนจน เพราะส่วนใหญ่จะอิงกับผู้มีงานทำ ผู้มีเงินเดือนมากกว่า

โดยมีเป้าหมายที่ “คนชั้นกลาง” เพราะรู้ว่าเป็นฐานเสียงที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทีดีอาร์ไอก็ได้เสนอให้รัฐสมทบเงินประกันสังคมเข้าไปในกองทุนทดแทนคนงานซึ่งเงินจะเหลืออยู่ในกระเป๋าคนระดับล่างดีกว่าโปรยเงิน 2,000บาท

นายอัมมาร มองว่าเป็นนโยบายสิ้นคิด เนื่องจากในระยะยาว คนว่างงานจะมากขึ้นดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมเงินที่มากพอเพื่อรองรับปัญหาในอนาคตด้วย

การนำเสนอแนวนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้มีเป้าหมายทาง "การเมือง"ชัดเจน ประชาธิปัตย์มีกลยุทธ์ชัดเจน เห็นได้จากผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สาเหตุที่ประชาธิปัตย์ไม่เน้นชนบทก่อนอาจเป็นได้ว่าลงทุนแล้ว อาจจะเสียเวลาเปล่าเพราะการซื้อคะแนนเสียงด้วยนโยบายสำหรับเมืองแล้วจะง่ายกว่า
ประชานิยมที่เหมาะสมนั้นต้องเป็นนโยบายที่มีมาตรการ"ที่มา" ของรายได้ประกอบด้วย สถานการณ์ปัจจุบัน

รัฐบาลต้องทำอะไรสักอย่างเพราะสิ่งที่แตกต่างระหว่างรัฐสวัสดิการกับประชานิยม คือ รัฐบาลทำให้สวัสดิการประชาชนดีขึ้น

แม้ว่าการทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตจะเป็นการแก้ปัญหาความยากจนได้ด้วย แต่การทำแบบนั้นคนที่รวยก็จะได้รับประโยชน์ไปมากกว่า แม้ฐานะคนจนจะดีขึ้นเช่นกันก็ตาม
ประชาธิปัตย์เดิมๆ นโยบายที่ออกมาสนใจแต่ความกินดีอยู่ดี ของชนชั้นนำดีขึ้น แต่ครั้งนี้ต่างกันออกไปบ้าง

นโยบายที่ผ่านมายังไม่มีรัฐบาลไหนที่ออกนโยบายช่วยเหลือคนจนให้ได้รับประโยชน์โดยตรง ส่วนใหญ่จะได้รับจากผลของจีดีพีที่สูงขึ้นทั้งนั้น
แต่ "รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เป็นรัฐบาลแรกที่มีนโยบายช่วยให้คนจนมีชีวิตที่ดีขึ้น
คำติติงของนักวิชาการ ผู้มีประสบการณ์ นับเป็นสิ่งมีคุณค่ายิ่ง ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังถูกรุมเร้าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ
หากหวังดีต่อประเทศชาติจริง ควรนำไปปรับปรุงและไม่ควรมองผู้ที่ออกมาท้วงติงในแง่ร้าย !

“อายกันบ้าง ไหมเนี่ย”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย ณัฐณิชา


จากกรณีที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51” ที่นำมวลชน ไปปิดล้อมสนามบินเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เพื่อต่อต้านการมาร่วมงานศิษย์เก่า มช.ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จนแทบการเป็นการจลาจล เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้

กระทั่งเกิดปัญหากระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เองก็ตาม

จนทำให้มีสื่อมวลชนบางจำพวก หยิบยกมาเป็นประเด็นประโคมข่าว ในลักษณะสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “ กลุ่มรักเชียงใหม่51” ที่มี นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล เจ้าของโรงแรมแกรนด์วโรรส เชียงใหม่ และผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนเป็นแกนนำ มีความโหดร้าย ป่าเถื่อน

ยิ่งกรณีที่มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีการ “ตบหน้า” อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เป็นสุภาพสตรีด้วยแล้ว (ตามเนื้อข่าวที่ปรากฏ) ยิ่งมีการประณามว่าเป็นการคุกคามอย่างรุนแรง จนกระทั่งมีการเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานตำรวจ โดยเจ้าตัวออกมายืนยันอย่างแน่วแน่ว่า จะมีการดำเนินคดี เอาเรื่องให้ถึงที่สุด

เพราะที่ถูก ที่ควรแล้ว ก็สมควรที่คนไทยทุกคน จะต้องรู้จักรักษาสิทธิของตนเองทั้งสิ้น ดังนั้นการดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “ กลุ่มรักเชียงใหม่51” ในครั้งนี้ ของอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ท่านนี้ จึงสมควรแก่เหตุและผลทุกประการ(แม้สมมติว่าเบื้องหลัง อาจจะมีใบสั่งก็ตาม) และควรยึดเป็นแบบอย่างบรรทัดฐาน

แต่ในสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ที่มีการแบ่งขั้วแบ่งข้างกัน แตกความสามัคคีกันอย่างชัดเจน กรณีของอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เป็นสุภาพสตรีท่านนี้ จึงกลับกลายเป็นเรื่องที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่ฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “กลุ่มรักเชียงใหม่ 51” และกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มอื่นๆ เป็นอย่างมาก

และยิ่งมาตอกย้ำด้วยการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีการยิงยางรถยนต์ของ กลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “ กลุ่มรักเชียงใหม่51” ที่พยายามขับรถยนต์คันดังกล่าว แหวกฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่กำลังทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพความขัดแย้งที่ชัดเจน ในสังคมไทยของเรา

ไม่มีสื่อมวลชน หรือองค์กรสิทธิมนุษยชนรายใด ออกมาประณามเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดอารักขา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ว่าทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมทุกคน จะถูกห้ามพกพาอาวุธทุกชนิด แม้แต่กระบองยังพกพาไม่ได้เสียด้วยซ้ำไป

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัวนี้ เอ๊ยคนนี้ ใช้ปืนออกมายิง แม้จะเป็นเพียงการยิงยางรถยนต์ก็ตาม ทำให้สังคมไทย ได้มองเห็นชัดขึ้นไปอีกระดับหนึ่งว่า ไม่ใช่เฉพาะม็อบเท่านั้นที่มีเส้น ยังมีตำรวจอีกจำพวกด้วยที่มีเส้น

แต่สิ่งที่ตำรวจคนนี้ทำลงไป (ไม่ว่าใคร?จะเป็นคนสั่งก็ตาม) ก็ได้สร้างความฉุกคิดให้กับสังคมขึ้นมาว่า ตอนที่พวกของตนเอง โดนกลุ่มม็อบก่อการร้ายขับรถพุ่งชน แล้วถอยกลับมาเหยียบซ้ำหวังพยายามฆ่าอย่างชัดเจน ตำรวจท่านนี้หายหัวไปอยู่ไหน? ไม่มาปกป้องเพื่อนร่วมอาชีพบ้าง

แค่เพื่อนอีกคนยกปืนขึ้นมาประทับ เพื่อจะยิงยางรถยนต์คันก่อเหตุพยายามฆ่าเพื่อนร่วมอาชีพ แม้จะยังไม่ได้ลั่นกระสุนออกไป ยังถูกสื่อชั่วๆนำไปขยายความโจมตี จนแทบอยากร้องไห้เกือบสิ้นอนาคต ทั้งๆที่ทำได้เพียงยืนมองดูเพื่อนร่วมอาชีพถูกพยายามฆ่าอย่างเลือดเย็น

จึงเกิดคำถามกับเหล่าตำรวจมีเส้นทั้งหลายว่า“วันนี้คุณเป็นผู้พิทักษ์สุเทพ หรือว่าคุณเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ช่วยตอบให้กระจ่างที

ถ้ามองว่าการกระทำของอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เป็นสุภาพสตรีท่านนั้นก็ดี หรือการกระทำของนายตำรวจ ผู้ลั่นกระสุนท่านที่ว่านั้นก็ดี เป็นการกระทำตามหน้าที่ เป็นการกระทำตามสิทธิที่พึงมี ก็คงพอมองได้ แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างไรก็ตามที

แต่ในเมื่อวันนี้ พวกท่านทั้งหลายตะแบงว่าท่านมาถูกทาง มาโดยสง่างาม แม้ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่ได้เลือกท่านมาก็ตาม แต่ในยุครัฐบาลมีเส้น มาโดยม็อบมีเส้น และพิทักษ์โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารที่มีมีเส้น ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยไปแล้ว สำหรับประเทศไทย

ดังนั้นการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ว่ากลุ่มใดก็ตาม ควรระลึกไว้เสมอว่า พวกท่านทั้งหลายไม่ได้มีเส้นเยี่ยงใครๆเขา จะทำอะไร? จะคิดอะไร? ก็ควรรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวกันบ้าง และพึงเพิ่มความระมัดระวังด้วย เพราะพวกพวกท่านเป็นม๊อบเกาเหลา(ไม่มีเส้น ฮา...)

จากกรณีที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เป็นสุภาพสตรีท่านที่ว่า ไปแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “ กลุ่มรักเชียงใหม่51” นั้น ในฐานะสื่อมวลชน และประชาชนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ก็ขอยกย่อง และภาคภูมิใจในตัวอาจารย์ที่เป็นสุภาพสตรีท่านนี้อย่างสูง ด้วยเหตุที่ว่า เมื่อตนเองถูกกระทำ ถูกละเมิด ก็รู้จักลุกขึ้นมาเรียกร้องปกป้อง รักษาสิทธิของตนเอง อย่างไม่มีเกรงกลัวหน้าอินทร์ หน้าพรหม(แต่ไม่รู้ว่ามีใบสั่งหรือเปล่า)

และที่สำคัญการแจ้งความดำเนินคดี และจะเอาเรื่องกลุ่มคนเสื้อแดงในนาม “ กลุ่มรักเชียงใหม่51” ให้ถึงที่สุดของอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เป็นสุภาพสตรีท่านที่ว่านี้ นอกจากจะน่ายกย่อง ภาคภูมิใจแล้ว

ยังน่าจะสร้างความละอายใจให้แก่สุภาพบุรุษบางจำพวกได้ไม่น้อย หรืออาจจะถึงกับทำให้สุภาพบุรุษบางคน ต้องอับอายถึงขนาดต้องไปหากระโปรงมานุ่งแทนกันเลยทีเดียว

เพราะอาจารย์ท่านนี้แค่โดนตบหน้า (หนักหรือเบา ไม่ทราบเพราะไม่ได้โดนด้วย) ตนเองเดือดร้อน เสียหายคนเดียว ชาติบ้านเมืองไม่ได้เสียหายล่มจมด้วย ยังรู้สึกรู้สา จะเป็นจะตาย ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง

แต่ไอ้ที่กลุ่มก่อการร้าย บุกยึดปิดสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง หรือแม้แต่ทำเนียบรัฐบาล ไม่เห็นมี “ไอ้หน้าตัวเมีย” ที่ไหน มีสมองมากระตือรือร้นแบบอาจารย์ที่เป็นสุภาพสตรีท่านนี้เลย แถมบางองค์กรเสียหายวอดวาย ล่มจมขนาดหนัก เพราะไอ้พวกกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มที่ว่านี้(โดยเฉพาะการบินไทยฯ ที่ขาดทุนบักโกรก ยังทะลึ่งแจกโบนัสขั้นต่ำ 6.5%) ยังทำเฉย มันน่าไล่ไปหากระโปรงมานุ่งกันเสียจริงๆ พับผ่าสิ..!!

ปลาทองตัวพ่อ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลพ บุรี


ประชุมสภานัดแรก นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เจอเล่นงานเสียจนอ่วม อาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวไม่อยู่ไปเยือนประเทศกัมพูชา ฝ่ายค้านจึงตั้งด่านรุกหนักจนการประชุมกรอบอาเซียน กลายเป็นเวทีไล่ปลดนายกษิต

แต่นั่นไม่สำคัญสำหรับผม เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะเดินเครื่องชนกับรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลลากตั้ง ยืนขึ้นได้ด้วยลำแข้งลำขาตัวเองบ้าง แล้วหันกลับไปมองว่าควรแก้ไขจุดบอดของรัฐบาลอย่างไร

สิ่งที่ผมมองเห็น ณ วันเดียวกันกับที่ประชุมก็คือ การให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือเรียกว่า “โฟนอิน” ที่เริ่มจะนิยมกันอย่างแพร่หลาย และดูจะเป็นคำยอดฮิตไม่น้อยเลย

นายกษิต เข้าพบหารือทวิภาคีกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา และถือโอกาสเยี่ยมคารวะสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วย

สิ่งที่พบ ได้เห็น ได้ยิน แทบจะไม่คาดฝัน แม้จะไม่ค่อยน่าแปลกใจกับพฤติกรรมของคนคนนี้สักเท่าไร แต่แค่ไม่คาดคิดว่าความ “ใจถึง ใจกล้า และหน้าด้าน” ของคนระดับนักการทูตจะเป็นไปได้เพียงนี้

ถ้อยคำที่ออกมาจากปากนายกษิตคือ “ผมคิดว่าท่านฮุนเซน ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ครับ และท่านได้พูดกับผมประโยคแรกว่า เราเคยรู้จักกันเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พอ แล้วก็เป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในแวดวงการเมืองของอาเซียน

คิดว่าท่าน (สมเด็จฮุนเซน) ก็คงจะมองไปข้างหน้าในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผมคิดว่าท่านไม่ใช่เป็นเด็กตอแย

และผมคิดว่าพวกเรา (ผู้สื่อข่าว) ก็อย่าทำหน้าที่หรือพูดตอแยนะครับ เราควรจะรุดหน้าและช่วยกันสร้างสรรค์ ให้ความสัมพันธ์เดินไปข้างหน้าได้”
นี่เป็นประโยคที่พบได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อทุกสื่อ ที่สามารถบอกว่าไหล...ของคนที่ชื่อกษิตได้เป็นอย่างดี

อายไหม? ...ไม่อาย! ผมคิดว่านายกษิตคงตอบทั้งในใจและนอกใจว่าอย่างนั้น นายกษิตไม่อาย แต่ผมอาย ประชาชนคนไทยอาย อายที่มีคนช่วยงานบริหารประเทศแบบคุณ!

นายกษิตคงลืมกำพืดเดิมของตัวเอง ว่าพันธมิตรฯ เป็นผู้ให้กำเนิดคลอดตัวเองออกมาจนได้ดิบได้ดี มานั่งหน้าแป้นให้ข้าราชการไหว้ปะหลกๆ ที่กระทรวงบัวแก้ว

ทุกคำที่นายกษิตปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อครั้งปิดบ้านปิดเมืองทุกแหล่งสำคัญของกรุงเทพฯ ปลุกระดมให้คนเสื้อเหลืองทวงความเป็นธรรมกรณีเขาพระวิหาร

ซึ่งอ้างว่าเป็นเพราะการทำงานที่สะเพร่าของ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

ถ้อยคำที่สบถออกมาของนายกษิต ล้วนแต่ถากถาง ดูถูก เหยียดหยาม และหยาบคายต่อสมเด็จฮุนเซนทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้นายกษิตลืมสิ้น ลืมแม้กระทั่งเคยด่าว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นกุ๊ย!

พฤติกรรมเช่นนี้จะให้เรียกอะไรดี จะให้เรียก “ปลาทองตัวพ่อ” คงไม่ผิด เข้ากับยุคสมัยนี้ดี เพราะพูดง่ายเหมือนไม่ผ่านกระบวนการทางความคิด

และก็ลืมได้ง่ายๆ เหมือนกลิ่นเหม็นจากท่อน้ำเสีย ที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศได้ไม่นาน แล้วหวังจะให้มันจางหายไปเองตามธรรมชาติ แต่อย่าลืมว่ากลิ่นเหม็นแค่ไหนคนที่ต่อมรับรู้กลิ่นไม่เสื่อมก็ยังจำได้ดี

แม้วันนี้ที่ท่าทีของคนชื่อ “กษิต ภิรมย์” เปลี่ยนไป พลิกลิ้นชมเปาะสมเด็จฮุนเซน และหันมาแขวะสื่อว่าอย่าขุดคุ้ยข่าวที่ตัวเองเคยด่าสาดเสียเทเสียกัมพูชาให้มาระคายหูกันอีก เพื่อความสมานฉันท์ที่ดีของสองประเทศ

อยากจะถุย! ชีวิต เสียเหลือเกิน คนแบบนี้ก็มีด้วย ป่านนี้คงจะกระหยิ่มยิ้มย่องพองขนไม่น้อย ที่สมเด็จฮุนเซนบอกไม่ติดใจ ที่ “เคยถูกด่า” แต่ของอย่างนี้ก็ประมาทไม่ได้ ไม่รู้ว่าในใจใครคิดอะไร

วันนี้ ออกจากประเทศเขามาได้ก็นับว่าบุญท่วมหัว สำหรับคนหน้าไม่อายอย่างนายกษิต!

สาทิตย์ฮึ่ม!เชือดวิทยุชุมชนเสื้อแดงท้า!!ปิดทั่วปท.อย่าเล็ง5คลื่น

ที่มา ประชาทรรศน์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อ้าง ได้รับร้องเรียนวิทยุชุมชนทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 แห่ง เชียงใหม่ ลำพูน คลื่น 97.5 อุดรธานีท้าปิดทั่วประเทศอย่าเจาะจงเฉพาะ5แห่ง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับร้องเรียนและมีหลักฐานการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญของวิทยุชุมชน จำนวน 5 แห่ง อยู่ใน 3-4 จังหวัดรวมถึง เชียงใหม่ ลำพูน และอุดรธานี ซึ่งขณะนี้ได้ประสานงานจากคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงที่ตั้งขึ้นโดยกรมประชาสัมพันธ์ กับสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เพื่อมอบนโยบายให้ดำเนินการกับสถานีวิทยุชุมชนที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น พร้อมทั้งมอบให้เลขา กทช. ประชุมเพื่อพิจารณาร่างระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อให้ดำเนินการเอาผิดกับวิทยุชุมชนที่ทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันเห็นว่า กฎหมายที่มีอยู่ในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำมาใช้ เพื่อให้เอาผิดทางอาญากับสถานีวิทยุชุมชนที่ทำผิดกฎหมายได้ เพราะหากปล่อยไปจะเป็นปัญหาต่อบ้านเมือง
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การดำเนินการกับวิทยุชุมชน รัฐบาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ ให้สิทธิอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด จะเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง หากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการ

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า หากประชาชนเห็นการดำเนินการที่ผิดของวิทยุชุมชน สามารถแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมมาได้ที่ทำเนียบรัฐบาล

คลื่น 97.5 อุดรธานีท้าปิดทั่วประเทศโต้อย่าเจาะจงเฉพาะ5แห่ง

นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ขวัญชัย ไพรพนา ผู้จัดรายการและหัวหน้าสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร คลื่น 97.50 เมกกะเฮิร์ต และประธานชมรมคนรักอุดร กล่าวให้สัมภาษณ์ดึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นการพูดข่มขู่ที่ไม่มีสาระของนายสาทิตย์ ที่ระบุว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับสถานีวิทยุชุมชนดังกล่าว เนื่องจากหากจะเอาผิดกับวิทยุชุมชนจริงๆ ก็ต้องสั่งดำเนินการทั้งหมด 7 พันกว่าสถานีทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแค่ 5 สถานีในเขตจังหวัดที่ทุกคนก็ทราบดี ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ที่ระบุว่าจะให้ดำเนินการกับสถานีวิทยุชุมชนที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น นั้นตนอยากทราบว่า กทช. ตอนนี้มีอำนาจดำเนินการได้จริงตามคำสั่งมอบหมายหรือไม่

ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่าไม่เกรงกลัวกับคำขู่ดังกล่าวเนื่องจากตนเป็นผู้จัดรายการที่ผ่านการอบรมจากกรมประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่มือสมัครเล่นที่จะไม่รู้หลักการจัดรายการวิทยุ และที่ผ่านมาตนไม่เคยจัดรายการที่กระทบกระเทือนความมั่นคง ตนไม่เคยตอบโต้กองทัพ แต่ตนตอบโต้ในตัวบุคคลมากกว่า นอกจากนี้เรื่องหรือประเด็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางรายการของตนก็ไม่เคยแม้แต่จะแตะต้อง หรือพาดพิงอย่างคลื่นสถานีวิทยุของกลุ่มพันธมิตรฯ

ม็อบเกษตรกรปักหลักชุมนุมกดดันครม.อนุมัติงบรับซื้อที่ดินถูกยึด600ล้านบาท

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามี กลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยประมาณ 1000 คน เดินทางชุมนุมเพื่อรอฟังผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ว่าจะมีการพิจารณาอนุมัติการเข้าไปซื้อหนี้ของเกษตรกร โดยจะรับซื้อที่ดินของเกษตรกรที่กำลังจะถูกขายทอดตลาด งบประมาณ 600 ล้านบาท ตามที่นายกรณ์ จาติกวณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้รับปากไว้หรือไม่ซึ่ง นายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษากลุ่มเปิดเผยว่า ทางกลุ่มผู้ชุมนุม จะปักหลักรอจนว่าจะได้ผลสรุปที่น่าพอใจจากคณะรัฐมนตรี

โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ได้เดินทางมาปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ที่ในขณะนี้ติดประกันจำนองถึง 38 ล้านไร่ หรือร้อยละ 35 ของพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ที่มีทั้งหมด 109 ล้านไร่ โดยในจำนวนที่ติดประกันจำนอง อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการหลุดมือจำนวนกว่า 8 ล้านไร่ มีเกษตรกรกว่า 150,000 ราย ไม่มีศักยภาพชำระหนี้ จึงอยากขอให้รัฐบาลรับซื้อหนี้มาเป็นของรัฐบาล และขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไป

ทั้งนี้ นายกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาว่า จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม ครม.ในวันนี้ เพื่อนำเงิน 600 ล้านบาท ที่ค้างอยู่ในกองทุนฟื้นฟูฯ ไปซื้อหนี้สินของเกษตรกรที่กำลังจะถูกขาย และซื้อที่ดินคืนให้เกษตรกรเพื่อประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2553 จะของบฯ 17,500 ล้านบาท มาแก้ไขปัญหาทั้งระบบ โดยภายในเดือนก.ย. จะทราบผลว่าจะได้เงินจำนวนนี้หรือไม่ ระหว่างนี้หากรัฐบาลสามารถหาแหล่งเงินกู้อื่นได้ ก็จะเร่งนำมาแก้ไขปัญหาให้ อย่างไรก็ตาม จะต้องรอผลการอนุมัติจากที่ประชุม ครม.ก่อน และหลังจากนี้รัฐบาลจะไปพิจารณาปัญหาหนี้สินเกษตรกรทั้งระบบ เพื่อหาแนวทางแก้ไข ไม่ให้เกิดปัญหาเกษตรกรนำที่ดินไปจำนองจนเกิดปัญหาเช่นนี้อีก

กรอบข้อตกลงอาเซียน ผ่านสภาแบบทุลักทุเล!

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 27 ม.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังกล่าวปาฐกถาพิเศษ “เชื่อมั่น เชื่อมือ เชื่อถือไทยแลนด์” ถึง เหตุการณ์สภาป่วนในช่วงบ่าย ว่า “ก็มีสมาธิดีนี่ครับ เมื่อสักครู่ก็เรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร” เมื่อถามว่า ห่วงหรือ ไม่ว่าในวันที่ 28 ม.ค. ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 จะเกิดความวุ่นวายอีก นายกรัฐมนตรีตอบว่า เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ตนยังคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย เมื่อถามว่า จะกลายเป็นความหวาดระแวงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า วันนี้ก็เรียบร้อยดี และระบบของการทำงานทางวิปก็จะดูแลว่าใครมีภารกิจต้องไปที่ไหน ถ้ามีความจำเป็นจริงๆก็ลองคำนวณดูว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่าจะมีแนวทางปรับบรรยากาศทางการเมืองให้ดีขึ้นได้อย่างไร นายกรัฐมนตรีตอบว่า ก็พยายามทำอยู่ที่จริงถ้าเทียบการดำเนินงานของ ฝ่ายค้านจากเมื่อวันที่ 26 ม.ค. กับวันที่ 27 ม.ค. ถือว่าวันนี้ดีขึ้นมาก การยอมรับเรื่องการลงมติเพื่อให้รัฐบาลสามารถไปลงนามในกรอบอาเซียนได้ และมีการตั้งกรรมาธิการในกรอบที่คิดว่าเราสามารถมีเวลาอยู่ ก็ถือเป็นความร่วมมือที่ดี

วอนฝ่ายค้านผ่านกรอบอาเซียน

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีพรรคฝ่ายค้านจะยื่นศาล รัฐธรรมนูญให้พิจารณากรอบข้อตกลงที่จะใช้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนว่า ตนยังไม่ทราบประเด็น เพราะการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงอาเซียนยังไม่ได้มีข้อยุติ ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ประธานคณะกรรมการ ประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาลไปหารือกับประธานวิปฝ่ายค้าน เพราะเราต้องการลงนามในสนธิสัญญาต่างๆได้เพราะอีก 9 ประเทศนั้นพร้อมหมดแล้ว ส่วนการเสนอ ตั้งคณะกรรมาธิการนั้น ต้องดูขอบเขตของคณะกรรมาธิการและขั้นตอน เพราะไม่อยากให้มีปัญหาเรื่องความล่าช้าแต่ไม่ได้ขัดขวางการมีส่วนร่วม ซึ่งวิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านน่าจะพูดคุยกันเข้าใจได้ ตนได้ขอร้องสมาชิกรัฐสภา ทุกคนแล้วว่า งานนี้เราต้องทำในฐานะประธานอาเซียนและเจ้าภาพที่ดี จึงอยากให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ

โวยไม่ได้ปิดประชุมหนีสภาล่ม

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ สัมภาษณ์ถึงเหตุผลการสั่งปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณากรอบการประชุมอาเซียน เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ว่า ไม่มีสาเหตุ อะไร แค่เห็นว่าได้เวลาปิดประชุมแล้วเท่านั้น ไม่ได้เกรงว่าองค์ประชุมสภาจะล่มแต่อย่างใด ซึ่งการอภิปรายใน วันแรกส่วนใหญ่เป็นไปตามเนื้อหา หากจะมีฝ่ายค้านมุ่ง อภิปรายตัวรัฐมนตรีมากกว่าเนื้อหาก็เป็นสิทธิที่ทำได้ ถ้าไม่ได้ไปหมิ่นประมาทใคร ซึ่งหากการประชุมร่วมรัฐสภา ไม่สามารถเสร็จทันในวันที่ 27 ม.ค.นี้ คงต้องเลื่อนการ ประชุมพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมงบประมาณประจำปี 2552 ออกไปก่อน

“วิทยา” ปัดตีรวนแต่ขอสง่างาม

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน กล่าวว่า กรณีที่หลายฝ่ายมองว่าการอภิปรายกรอบอาเซียนของฝ่ายค้านเป็นการซักฟอกมากกว่าจะลงในเนื้อหานั้น ประเด็นสำคัญคือ เรื่องความเชื่อมั่น แม้ว่ากรอบการเจรจาจะดีแค่ไหน และผ่านรัฐสภาไปก็จะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่บุคคลที่จะปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าจะ เป็นรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี เป็นหน้าตาของประเทศมันก็จะมีปัญหา หากบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ไม่สง่างาม การเจรจาดี เครื่องไม้เครื่องมือดีเพียงใด แต่ถ้าเขาไม่เจรจา มันก็มีปัญหา ควรเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีหรือไม่นั้น เป็นสิทธิ ของนายกรัฐมนตรี สมัยก่อนเหมาเจ๋อตุงบอกว่า แมวสีไหนก็จับหนู แต่สมัยนี้ไม่แน่แมวกินอาหารกระป๋องก็อาจ จะจับหนูไม่เป็น และเราไม่ได้ตีรวนอะไรในเมื่อจะมีการ อภิปรายยังไม่เสร็จเลยสักกรอบ เราอยากให้การประชุมเป็นไปในทิศทางที่ดี อีกทั้งฝ่ายค้านเสนอล่วงหน้า 3 ชั่วโมง ให้ปิดการอภิปรายกรอบแรก แต่นายชัยก็สั่งปิดการประชุม และไม่อยากคิดว่าที่ปิดประชุมเร็ว เพราะหนีนับองค์ประชุม

ป่วนถกกรอบอาเซียนแต่เช้า

วันเดียวกันเมื่อเวลา 09.35 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภาครั้งที่ 1 สมัยสามัญทั่วไป เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบความร่วมมือการเจรจาเอกสารสำคัญและข้อตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือในการประชุม สุดยอดผู้นำอาเซียน (อาเซียนซัมมิต) เป็นวันที่ 2 โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นกล่าวตำหนิประธานฯ ที่สั่งปิดการประชุมไปแล้วเมื่อคืนวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา เพราะองค์ประชุมไม่ครบทำให้นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ประท้วงขอให้นายจุมพฏถอนคำพูดที่ว่าองค์ประชุมไม่ครบ เพราะการประชุมดำเนินไปจนดึกประธานฯ จึงสั่งปิดประชุมอาจทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ส.ส. ส.ว.ขี้เกียจสันหลังยาว นายจุมพฏลุกขึ้นตอบโต้ว่า “เคยอยู่พรรคเดียวกับนายศุภชัยเคยเป็นพวกกัน แต่วันนี้เป็นคนละพวกต่างเลือดต่างสีต่างวิญญาณ เป็นพวกขายตนเพื่อเงินตราต้องจารึกชื่อบนหนังหมา ประจานนามชั่วหลานเหลน”

ฉุนเพื่อนเก่าประจานขายตัว

จากนั้นนายศุภชัยไม่พอใจลุกขึ้นประท้วงให้นายจุมพฏถอนคำพูดอีกครั้ง โดยกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่รู้ใครเป็นคนทรยศ อย่าคิดว่าตัวเองวิเศษแล้วคนอื่นชั่วหมด กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ขอให้ถอนคำพูด เพราะถือเป็นการดูถูกการทำหน้าที่ของสมาชิก นายชัยจึงพยายามไกล่เกลี่ยจนในที่สุดนายจุมพฏได้ถอนคำพูดที่ว่า “ขายตนเพื่อเงินตรา” ทั้งนี้ นายชัยประธานที่ประชุมได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่สั่งปิดประชุมเมื่อคืนว่า ไม่ใช่เพราะองค์ประชุมไม่ครบ แต่เห็นว่าเวลาล่วงเลยพอสมควรจึงสั่งปิดประชุม และจะขอเข้าสู่วาระการประชุมต่อไป แต่ นพ.ประสิทธิ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นขู่ว่าถ้าประธานพูดยั่วยุแหย่ รับรององค์ประชุมไม่ครบแน่ ทำให้นายชัยถึงกับฉุนสั่งให้นับองค์ประชุมทันที ปรากฏว่ามีสมาชิกร่วมประชุม 337 คน เกินกึ่งหนึ่งการประชุมจึงดำเนินต่อไป โดยมีนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งแรก

ปชป.-40 ส.ว.ป้อง “กษิต”

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปราย โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงมุ่งโจมตีนายกษิต พร้อมกันนี้ได้มีการนำบทความตีพิมพ์คำพูดของนายกษิต สมัยขึ้นเวทีม็อบพันธมิตรฯ ที่มีการพูดจาพาดพิงถึงสมเด็จ ฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ด้วย ถ้อยคำหยาบคายมาประกอบการอภิปรายด้วย ทำให้ บรรยากาศการประชุมเริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อทีมองครักษ์ รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.สัดส่วน นายโกวิท ธาราณา ส.ส.กทม. นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ส.ส.ตรัง นายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน รวมถึงนายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. ทยอยลุกขึ้นประท้วงเพื่อปกป้องนายกษิต ทำให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นมาตอบโต้บ้าง จนบรรยากาศเริ่มวุ่นวาย จนนายชัยต้องสั่งพักการประชุม 5 นาที

ฟุ้งเยือนเขมรสำเร็จสวยงาม

เมื่อเริ่มประชุมใหม่ นายกษิตชี้แจงว่า ขอเป็นศิษย์มีอาจารย์ ขอฝากผีฝากไข้ให้สภาแห่งนี้กรุณาเอ็นดูให้ได้เรียนงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่แก่ประเทศชาติอย่างเต็มที่ และขออภัยที่ไม่ได้มาร่วมชี้แจงเมื่อวานนี้ เพราะเพิ่งกลับจากการเยือนกัมพูชา ซึ่งขอส่งความปรารถนาดีจากสมเด็จเฮง สัมริน ประธานสภาล่างของรัฐสภากัมพูชามายังนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ส่วนตัวได้ พบกับทั้งประธานสภาสูงและสภาล่างของกัมพูชา ทั้ง 2 ท่านฝากความปรารถนาดีมายังรัฐสภาไทยและสมาชิกรัฐสภาไทยทั้งหมด และบอกตนว่าพร้อมจะร่วมมือกับรัฐสภาไทยในการเสริมสร้างความสัมพันธ์นำพาความเป็นประชาธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมให้ความร่วมมือในกรอบภูมิภาคโดยเฉพาะอาเซียน กรอบลุ่มแม่น้ำโขง กรอบแอคเมค ตนทำงานเพื่อประเทศชาติมาตลอดชีวิต มีความมุ่งมั่นส่งเสริมครรลองระบอบประชาธิปไตยเป็นการทำเปิดเผยในที่สาธารณะ ไม่มีการซ่อนเร้นหมกเม็ดทั้งสิ้น ตนภาคภูมิใจที่มีส่วนจรรโลงประชาธิปไตยให้มีความคืบหน้า และจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำให้ความเป็นประชาธิปไตยไทยสมบูรณ์แบบ

โชว์ลิ้นทูตยก “ท่านสมเด็จฮุน เซน”

นายกษิตกล่าวต่อว่า ทางฝ่ายกัมพูชาจัดให้ตนได้เข้าเฝ้ากษัตริย์สีหมุนีได้พบกับประธานสภาสูง ประธานสภาล่างพบกับสมเด็จฮุน เซน เป็นเวลาร่วมชั่วโมง โดยเฉพาะท่านสมเด็จฮุน เซน ได้กล่าวในหลายครั้งอยากให้ความสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของประเพณีวัฒนธรรมที่เรามีร่วมกันเป็นพันปี ให้ดำเนินไปในสันติวิธี จะไม่มีการใช้กำลัง ทุกอย่างจะพูดจากันในเครือข่ายองค์กรที่เรามีอยู่ ระดับทวิภาคีที่จะเจรจากันทั้งเรื่องเขตแดน ความมั่นคง รวมถึงความร่วมมือต่างๆ ปีนี้เราเป็นประธานอาเซียนคนไทยทุกคนมีหน้าที่ในการเป็นประธานร่วม เพื่อทำให้อาเซียนแข็งแกร่งยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลกได้ เป็นเรื่องของทุกคน ทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล สภาล่าง สภาสูง เพื่อศักดิ์ศรีความสง่างามของประเทศไทยในฐานะเราเป็นผู้ก่อตั้งอาเซียน

อ้างด่าเขมรตามเกมการเมือง

นายกษิตกล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาของตนกับกัมพูชาจากการที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ นั้นเป็นการแสดงจุดยืนของความรักชาติปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติถึงได้พูดอย่างนั้น เพื่อจะบอกว่าไม่สามารถมาละเมิดอธิปไตยหรือศักดิ์ศรีของประเทศและกองทัพไทยได้ เป็นการพูดในฐานะประชาชนที่หวงแหนและรักชาติตามกระบวนการการเมืองภาคประชาสังคมที่ต้องการความชอบธรรมและถูกต้อง ส่วนความสัมพันธ์ของตนกับสมเด็จฮุน เซน คำพูดแรกที่ท่านพูดกับตนคือไม่ได้เจอกันมา 20 ปี จากที่เราเคยร่วมประชุมอยู่ที่กรุงปารีส ซึ่งตนและสมเด็จฮุน เซน ก็อยู่กันคนละฟากเราต่อสู้เพื่ออธิปไตยและความถูกต้องของประเทศ และต่อต้านภัยคอมมิวนิสต์ จนประสบความสำเร็จมาวันนี้ทั้งนายกฯ ตนและสมเด็จฮุน เซน มีหน้าที่กระชับความสัมพันธ์ซึ่งได้ตกลงกันแน่ชัดว่า เราจะพูดจากันด้วยสันติวิธีไม่มีการใช้กำลัง

ลั่นปิดล้อมสนามบินเรื่องปกติ

“ท่าน (ฮุน เซน) ก็ไม่ได้พูดถึงอดีต เพราะต่างคนต่างก็มีอดีตของการต่อสู้เพื่อความชอบธรรม เพื่อความเป็นประชาธิปไตยด้วยกันทั้งนั้น วันนี้เข้ามาร่วมรัฐบาลผมเป็นเด็กที่มีวินัย และจะทำอยู่ในกรอบ อดีตเมื่อวานก็ว่ากันไป ส่วนที่บอกว่าชาวโลกไม่ยอมรับ ผมขอเรียนว่า ที่ผ่านมามีสาส์นแสดงความยินดี และมีวาระที่จะไปพบปะกับต่างประเทศจนถึงสิ้นปีนี้ เป็นเครื่องแสดงถึงการทำหน้าที่อย่างมีศักดิ์ศรีไม่มีปัญหากับรัฐบาลหรือชาวต่างประเทศทั้งสิ้น วันนี้เรามาอยู่อีกตำแหน่งที่ต้องนำพาประเทศ เราต้องร่วมมือกับต่างประเทศอย่าได้สงสัยในตัวผมเลย ว่าจะทำงานไม่ได้หรือมีอดีตที่จะมาทำลายล้างศักดิ์ศรีของไทย แต่ผมเชื่อว่าอดีตที่ผ่านมาเป็นสิ่งถูกต้อง การประท้วงปิดสนามบินนั้นในมิตรประเทศทั่วโลกก็มีการประท้วง ก็มีการป้องกันไม่ให้เข้าสนามบิน เราจะได้ยินเสมอว่าในช่วงฤดูร้อนฤดูหนาวจะมีการประท้วงโดยนักบินบ้าง ผู้ทำงานบนเครื่องบินบ้าง ต่างๆเหล่านี้ ก็มีการปิดสนามบินตลอดเวลา แต่ผมไม่เห็นประเทศไหนต้องเอาเงินมาชดเชยกับนักท่องเที่ยว แต่ที่พิเศษสุดคือรัฐบาลนี้พร้อมจะดูแลผู้ที่เสียประโยชน์หรือติดค้างต่อไปนี้ และจะวางมาตรการภายใต้ความมั่นคงอย่างรัดกุม ที่สำคัญคือรัฐบาลจะตอบสนองปากท้องของประชาชนโดยไม่มีเรื่องวาระส่วนตัวและไม่ให้ใครมาสร้างความแตกแยกอีก

“อภิสิทธิ์” โทร.จิก “กษิต” ไปสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่นายกษิตจะเดินทางไปร่วมประชุมรัฐสภา ระหว่างที่นายกษิตกำลังสัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังพบปะกับนายควินตัน เควลย์ เอกอัครราช ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยอยู่นั้น ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาหา นายกษิตเพื่อเร่งให้นายกษิตเดินทางไปร่วมประชุมรัฐสภาให้ทันเปิดประชุมรัฐสภา โดยนายกษิตกล่าวตอบรับว่าจะรีบเดินทางออกไปและจะถึงรัฐสภาภายใน 10 นาที

สภาป่วนขอนับองค์ประชุมอีกรอบ

กระทั่งเวลา 14.20 น. บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ น.ส.นฤมล ธารดำรงค์ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้เสนอนับองค์ประชุม ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ดาหน้าลุกขึ้นท้วงติง และขอให้ น.ส.นฤมลถอนข้อเสนอดังกล่าว โดยนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าตามมารยาทจะไม่ทำกันอย่างนี้ ขณะนี้สมาชิกจำนวนมากยังรับฟังการอภิปรายอยู่นอกห้องประชุม จึงไม่จำเป็นต้องนับองค์ประชุม แต่ น.ส.นฤมลยังคงยืนยันให้นับองค์ประชุมอยู่ ขณะที่นาย สุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นกล่าวท้วงติงการทำหน้าที่ของนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมในช่วงนี้ว่า ทำหน้าที่เอียงขวามากไป ไม่เปิดให้ฝ่ายค้านได้พูด คงเป็นเพราะมี ส.ว.แต่งตั้งมากกว่าที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ ส.ว.สรรหาส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม 40 ส.ว. อาทิ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นายประสงค์ นุรักษ์ ส.ว.สรรหา ลุกขึ้นประท้วงว่า ถึงจะมาจากการแต่งตั้ง แต่ก็มาตามรัฐธรรมนูญ คนที่พูดผมก็ขาวแล้วควรให้เกียรติกันบ้าง ขอให้ถอนคำพูดที่เสียดสี ส.ว.

“สุนัย-บุญยอด” ด่ากันกลางสภา

นายประสพสุขพยายามตัดบทโดยการปิดไมโครโฟนของทั้ง 3 ฝ่าย ทำให้นายสุนัยลุกขึ้นกล่าวด้วยความไม่พอใจว่า การแขวะกันไปมาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลเป็นเรื่องปกติ แต่ประธานต้องสำเหนียกว่าควรให้ฝ่ายค้านได้แก้ข้อที่ถูกกล่าวหาด้วย ซึ่งเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ปรากฏว่านายบุญยอดได้ตะโกนต่อว่านายสุนัยกลางที่ประชุมโดยไม่ผ่านไมโครโฟนด้วยถ้อยคำรุนแรง ทำให้นายสุนัยถึงกับอารมณ์เสีย กล่าวตอบโต้ว่าไม่สนใจคำพูดของผู้สื่อข่าวเผด็จการ ทำให้นายบุญยอดลุกขึ้นตอบโต้อย่างมีอารมณ์ว่า มาว่าตนเป็นผู้สื่อข่าวเผด็จการ ก็จะพูดบ้างว่าบางคนเป็น “สุนัขรับใช้สมุนทรราชย์ได้หรือไม่” ทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านลุกขึ้นประท้วงขอให้ถอนคำพูด แต่นายสุนัยได้กล่าวว่า ไม่ต้องถอนคำพูดก็ได้ เพราะมารยาทส่อสันดานอยู่แล้ว พร้อมกับชี้นิ้วไปที่นายบุญยอดแล้วกล่าวว่า “ไอ้หมอนี่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯเพื่อล้มรัฐบาลประชาธิปไตยมาแล้ว” ทำให้บรรยากาศเป็นไปด้วยความวุ่นวาย จนนายประสพสุขต้องสั่งพักการประชุมอีกครั้ง 10 นาที จากนั้นนายชัยจึงขึ้นมาทำหน้าที่แทน และได้มีการนับองค์ประชุมอีกครั้ง ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ร่วมประชุม 345 คน ถือว่าครบองค์ประชุมจึงได้ประชุมต่อไป

พท.เหน็บ รมต.เอี่ยววัดโพไซดอน

ต่อมาเวลา 14.52 น. ได้เปิดประชุมอีกครั้งหลังจาก ที่พักการประชุม มีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธาน โดยให้ดำเนินการนับองค์ประชุมโดยการเสียบบัตรตามที่ฝ่ายค้านเสนอ ผลปรากฏว่ามี 345 เสียงครบองค์ประชุม จึงดำเนินการประชุมต่อไป โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างจืดชืด และบรรยากาศเริ่มเข้มข้นเมื่อนายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ลุกอภิปรายกรอบความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับพม่าว่าด้วยความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็กว่า มีแรงงานเถื่อนจากพม่าลักลอบเข้ามามาก เช่นเดียวกับการค้ามนุษย์ที่มีเพิ่มขึ้น เฉพาะแค่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กทม. มีกว่า 2,000 คน นอกจากนี้ไม่ยอมรับรัฐมนตรีบางคนที่ไม่มีความชอบธรรม บางคนเกี่ยวข้องกับพันธมิตรฯ และมีบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดโพ วัดไซ วัดดอน ทำให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว. พาณิชย์ ได้ใช้สิทธิ์พาดพิงลุกขึ้นแจงว่า ขอขอบคุณที่พูดถึง “ดิฉันเลือกเกิดไม่ได้ ดิฉันแต่งงานแล้วก็ออกมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจดังกล่าว แต่ถ้าหากดิฉันเลือกเกิดได้ก็จะขอเกิดมาใช้นามสกุลชัยวิรัตนะ”

ผ่านฉลุยกรอบข้อตกลงอาเซียน

ต่อมาที่ประชุมร่วมรัฐสภา ด้วยเสียงส่วนใหญ่ได้มีมติให้ความเห็นชอบในเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนและประเทศคู่ค้า รวมทั้งสิ้น 19 กรอบ โดยที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษากรอบการเจรจา ยกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน และกรอบการเจรจาประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียน ภายใต้การพิจารณาของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับสูงว่าด้วยกฎบัตรอาเซียนจำนวน 36 คน และให้พิจารณาให้เสร็จภายใน 15 วัน นอกจากนี้ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงแรงงานแห่งสาธารณรัฐเกาหลีและกระทรวงแรงงานแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการจัดส่งแรงงานไทยไปสาธารณรัฐเกาหลีภายใต้ระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ แต่ให้นำร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวไปพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่รัฐสภาตั้งขึ้นมาด้วย จากนั้นนายชัย ประธานที่ประชุมได้สั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 19.20 น.

คาถาลงทุนปี 52 เงินเย็นเล่นอะไรดี

ที่มา ไทยรัฐ

การที่รัฐบาล มาร์ค1 ยึดปรัชญา ยามเศรษฐกิจย่ำแย่ เปรียบเหมือนไฟกำลังไหม้บ้าน ไม่ควรคิดเสียดายน้ำ ใช้วิชาประชานิยม โปรยเงินสะบั้นหั่นแหลก แจกเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีชีวิตชีวา ไม่ต่างจากวิธีการของรัฐบาลชุดก่อนๆ

ลำพังคนเดินดิน กินข้าวแกงอย่างเราท่าน คงต้องตั้งคำถามไปพร้อมๆกัน บรรยากาศวังเวงทางเศรษฐกิจแบบนี้ มีเงินเย็นอยู่กับตัวสักก้อน คิดจนหัวแทบทะลุ ยังคิดไม่ค่อยออกจะลงทุนทำอะไรดี จึงจะรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกา

แต่ถ้าป้อนคำถามทำนองนี้ให้กับเซียนลงทุนอย่าง ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ประธานชมรมคนออมเงิน ต้นตำรับพ่อรวยสอนลูก เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อาจารย์ สุวรรณเพิ่งไปให้คำชี้แนะออกอากาศทางทีวีระบบเค.ยู.แบนด์ ในรายการของคุณสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ไว้น่าสนใจ

สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน บีบรัดให้คนส่วนใหญ่บริโภคน้อยลง คนระดับรากหญ้าก็ไม่ค่อยมีเงินใช้ เพราะถูกเลิกจ้างบ้าง ลดเงินเดือนบ้าง พนักงานถูกตัดโบนัสบ้าง

สินค้าพืชผลทางการเกษตรก็ราคาตกต่ำ แม้แต่คนมีเงินก็ไม่มีกำลังใจที่จะใช้เงิน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว

อาจารย์สุวรรณบอกว่า สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์จะเสี่ยง เวลานี้การฝากเงินสดไว้กับธนาคารพาณิชย์ ถึงแม้ดอกเบี้ยจะน้อย แต่ก็เป็นวิธีเบสิกเก่าแก่ ที่มีความเสี่ยงต่ำและปลอดภัยกว่าอีกหลายช่องทางการลงทุน

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่มีเงินเย็น และมีความกล้าได้ กล้าเสียขึ้นมาอีกหน่อย อ.สุวรรณบอกว่า อาจแบ่งสรรเงินส่วนหนึ่งนำไป ซื้อกองทุน

แต่มีข้อแม้ว่า ช่วงนี้ควรเป็น กองทุนตราสารหนี้ภาครัฐ เท่านั้น อย่างอื่น เช่น ตราสารหนี้ภาคเอกชน อาจารย์ยังไม่แนะนำ เพราะปัจจุบันตราสารหนี้ภาคเอกชนมีโอกาสที่จะผิดนัดชำระหนี้สูง

ส่วนนักลงทุนที่ใจกล้าบ้าบิ่นขึ้นมาอีกหน่อย หากคิดจะกระโจนเข้าไปเล่นหุ้นในช่วงนี้ อ.สุวรรณบอกว่า มีข้อควรคำนึงบางประการอยากฝากไว้

ประการแรก ให้เลือกดูแต่หุ้นที่มีเงินปันผลค่อนข้างดี เพราะบางแห่งให้เงินปันผลสูงถึง 7% ซึ่งเทียบแล้วเหนือกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นหุ้นตัวที่มีประวัติ จ่ายเงินปันผลดี แต่ก็ยังมีข้อคิดสะกิดใจว่า ผลประกอบการก่อนหน้าที่ผ่านมา มิได้เป็นการประกันหรือการันตีเสมอไปว่า ปีปัจจุบันจะจ่ายปันผลดีเช่นนั้นอีก เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจตกต่ำ

ข้อควรคำนึงถัดมา หากคิดจะเล่นหุ้นในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ ผู้เล่นควรต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากนักลงทุนระยะยาวมาเป็น นักค้าที่คอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของหุ้นให้ดี หรือ มีโบรกเกอร์คอยเฝ้าให้

อาจารย์สุวรรณยกตัวอย่าง การเล่นหุ้นแบบนักค้าผู้หูไวตาไว สมมติซื้อหุ้นมาตัวหนึ่งในราคา 100 บาท หากหุ้นขึ้น 3 บาท เป็น 103 บาท ให้รีบเทขายทันที เอากำไรแค่ 3 บาทพอ

บางคนอาจบอกว่า ได้กำไรแค่ 3% น้อยมาก รีบเทขายไม่ใจเสาะไปหน่อยหรือ แต่ อ.สุวรรณเปรียบเทียบให้เห็นว่า หากเอาเงินก้อนเดียวกันไปฝากแบงก์ทั้งปี ยังไม่ได้ดอกเบี้ยถึง 3% เพราะถูกหักภาษีอีก

ฉะนั้น เทียบกันแล้ว สมมติว่า เดือนหนึ่งได้กำไรจากหุ้นแค่ 3% เล่นทั้งปี 12 เดือน ฟันกำไรไปแล้ว 36% ดีกว่าเอาเงินฝากธนาคาร 10 เท่าตัว

มีผู้ตั้งข้อสังเกต นอกจากพอร์ตการลงทุนที่คนส่วนใหญ่นิยมลงทุนกัน ไม่น่าเชื่อว่า วันนี้ เพชร กลายเป็นอีกทางเลือกของการลงทุน ที่ไม่ควรมองข้าม

ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการเครื่องประดับเพชร จะรู้ดีว่า เริ่มมีนักลงทุนทั้งรุ่นใหม่และหน้าใหม่ หันหลังให้กับการเล่นหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ หันมากว้านซื้อเพชรเม็ดงามๆที่สวยได้มาตรฐานสากล เก็บไว้เพื่อการลงทุนกันมากขึ้น

ผู้รู้ในวงการค้าเพชรผู้หนึ่ง ให้สังเกตดูที่ราคากลางของเพชรซึ่งได้มาตรฐาน เมื่อปีที่แล้ว มีราคากลางเฉลี่ยกะรัตละ 500,000 บาท

เมื่อเทียบกับราคากลางของเพชร ในเกรดและขนาดเดียวกันเมื่อปี 2550 มีราคากลางโดยเฉลี่ยกะรัตละ 250,000 บาท จึงถือว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่สูงขึ้นเท่าตัว

การที่ราคากลางของเพชรน้ำงามที่ได้มาตรฐานสากล ขยับขึ้นมาประมาณเท่าตัว ผู้รู้คนเดิมบอกว่า เป็นเพราะความต้องการเพชรน้ำงามที่ได้มาตรฐานสากลในตลาดโลกมีสูงขึ้น แต่เพชรเกรดที่ได้ทั้งน้ำหนักและคุณภาพดังกล่าว เริ่มหายากขึ้น

นอกจากนี้ ราคาเพชรน้ำงามที่ได้มาตรฐานสากล ยังมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉลี่ย ปีละไม่ต่ำกว่า 20%

นั่นหมายความว่า เมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ อย่างอื่น หากผู้ลงทุนมีข้อมูล ความรอบรู้เกี่ยวกับเพชร และรู้จักตลาดเพชรดีพอ การเก็งกำไรจากเพชร ถือเป็นอีกช่องทางหาเงินในยุคเศรษฐกิจฝืดที่ไม่ควรมองข้าม

แต่ก็อย่างว่า ใครจะลงทุนกับเพชรพลอยทั้งที คงต้องมีทุนหนาหรือหน้าตักกว้างสักหน่อย ในรายที่เบี้ยน้อยหอยเล็กรองลงมา ชั่วโมงนี้ ทองคำ อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าจับจ้อง

แหล่งข่าวผู้หนึ่งจากบริษัทออสสิริส หนึ่งในแหล่งลงทุนและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการลงทุนในทองคำแท่ง ที่ได้มาตรฐานสากล เปรียบเทียบให้เห็นถึงความน่าสนใจของทองคำแท่ง กับสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทอื่นว่า

ระหว่างทองคำแท่งกับตราสารหนี้ และเงินฝากธนาคาร โดยทั่วไปตราสารหนี้และเงินฝากธนาคารจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับทองคำแท่งดูได้จากผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตราสารหนี้ภาครัฐ

เช่น พันธบัตรรัฐบาล ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเพียง 2.37% เงินฝากธนาคารให้ผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่าง 1.5-3%

ขณะที่ช่วงปี 2547-2551 การลงทุนในทองคำแท่งให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 12-13%

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงเดือน ก.ย.2551 ราคาทองคำแท่งเปรียบเทียบเมื่อช่วงต้นปีกับปลายปี ในแต่ละปี พบว่า เมื่อถึงปลายปีราคาทอง จะสูงกว่าช่วงต้นปีอย่างต่อเนื่อง

ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในทองคำแท่ง ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ เทียบระหว่าง ทองคำแท่งกับทองคำรูปพรรณ การลงทุนในทองคำแท่งดีกว่าลงทุนในทองรูปพรรณ ตรงที่ไม่ต้องเสียค่ากำเหน็จในการซื้อ

ระหว่างทองคำแท่งกับที่ดิน เป็นที่ยอมรับว่า ทองคำแท่งมีสภาพคล่องเหนือกว่าที่ดิน หรือสามารถแปรสภาพเป็นเงินสดได้ง่ายและรวดเร็วกว่าที่ดิน

ระหว่างทองคำแท่งกับหุ้น แหล่งข่าวบอกว่า แม้จะเปรียบเทียบกันค่อนข้างยาก เพราะความเสี่ยงและปัจจัยที่มากระทบต่างกันมาก

อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำมักมีทิศทางเป็นบวก เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ เลวร้ายทางเศรษฐกิจ หรือการเมือง เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินสำคัญ หรือราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น แต่ราคาหุ้นจะมีทิศทางเป็นลบ

คำถามก็คือ สรุปแล้วหากคิดจะลงทุนทองคำแท่งในช่วงนี้ อนาคตจะสดใสหรือดับวูบ แหล่งข่าวคนเดิมให้คำตอบอย่างมีจรรยาบรรณว่า

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ลงทุนทองคำแท่งช่วงนี้ เหมือนเล่นเก็งกำไร มีโอกาสเสี่ยงทั้งกำไรและขาดทุนสูง ข้อสำคัญก็คือ อย่ากำเงินร้อนหรือเงินมีดอกเบี้ยเข้ามาเล่น อย่าเล่นแบบไล่ราคา เวลาราคาทองขึ้นแรงๆอย่าตาม รอให้ราคาต่ำก่อนค่อยเข้าไปซื้อ หรือพูดง่ายๆ รอให้ราคาฐานอยู่ที่ต่ำกว่าบาทละ 13,200 บาทก่อน ค่อยเข้าไปยุ่งกับมัน

แหล่งข่าวรายนี้บอกว่า เขาไม่อยากเห็นแมลงเม่าฝูงใหม่ถูกเผาเกรียม จึงให้ข้อคิดเป็นประโยชน์ทิ้งท้าย

ช่วงนี้การลงทุนหลายอย่าง อยู่ที่เจ้ามือจะเล่นหรือปั˜น ไม่ใช่ เรื่องปกติวิสัยตามเทคนิค ฉะนั้น คาถาที่ว่า การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง ก่อนลงทุนผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ ยังขลังอยู่เสมอ”.