WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 28, 2009

บอร์ดบินไทยไม่ยอมตายเดี่ยว แฉสิ้นไส้ยึดสนามบินเป็นเหตุจำปีเจ๊ง เทือกเล็งให้คนทั้งชาติรับภาระอุ้ม

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
28 มกราคม 2552


เทพเทือกโดดอุ้มการบินไทยไม่ยอมปล่อยให้เจ๊ง คาดให้คนทั้งประเทศแบกรับภาระ ส่อแววโยนขี้ให้บอร์ดเป็นจำเลย โดนบอร์ดสวนกลับแฉข้อเท็จจริงเหตุการณ์ยึดสนามบินเป็นเหตุให้บริษัทขาดเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลขาดสภาพคล่องเกือบเจ๊ง เผยยังขาดอีกหมื่นล้านมาต่อท่อไม่งั้นล้ม เผยหากไม่มียึดสนามบินจะขาดทุนเล็กน้อยเท่านั้นไม่กระทบหนักขนาดนี้ พันธมิตรแถด้านๆอดีตนายกฯสมชายต้องรับผิดชอบ ให้ออกดีๆไม่ยอมจนต้องปิดสนามบินไล่เอง เลยช่วยไม่ได้



เทพเทือกส่อโยนขี้บอร์ดบินไทยทำสายหารบินแห่งชาติจวนเจ๊ง

วันนี้(28 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง โดยยอมรับว่า สถานการณ์ตอนนี้ น่ากลัวมาก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลมองว่า น่ากลัวแต่ทำไมยังเงียบ คณะกรรมการ (บอร์ด) ก็ไม่ยอมลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่บกพร่องต่อหน้าที่และบริหารงานผิดพลาด ซึ่งนายสุเทพ กล่าวว่า ใช่ ๆ น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน

"ต้องยอมรับว่า วิกฤตปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว และรัฐบาลก็เพิ่งเข้ามา แต่พอมาเห็นก็ยอมรับว่าหนักใจ เอาเป็นว่า รัฐบาลจะเข้าไปดูแลบริษัทการบินไทยก็แล้วกัน ตนขอยืนยันอย่างนี้ ซึ่งขณะนี้แผนฟื้นฟูยังไม่เสนอขึ้นมา แต่อย่าให้ตอบว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่ เอาคำมั่นจากผมไปได้เลยว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ"

เมื่อถามว่าไม่เกรงเมื่อนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหมครับ รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบ

"รัฐบาลจะจัดให้มีการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงคมนาคมก่อน และจะขอคุยนอกรอบก่อน เพื่อให้เห็นภาพกันได้ชัด ไม่ต้องติดขัดกับระเบียบวิธีการ เมื่อปรับความคิดความเห็นตรงกันแล้ว ก็จะได้ดูกันว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่าทุกเส้นต้องหยุดก่อน เพื่อเอาความอยู่รอดของบริษัทการบินไทยก่อน เอาผลประโยชน์ชาติเป็นหลักก่อน"นายสุเทพกล่าว

เมื่อถามว่าตัวบอร์ดบริหารงานผิดพลาดจะพิจารณาอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามตอนนี้ เมื่อถามว่าจะใช้โอกาสนี้เข้าไปล้างบางหรือทำความสะอาดบอร์ดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งๆๆ โธ่ เดี๋ยวเขาก็ล้างตนซะก่อน ใจเย็นๆ

บอร์ดบินไทยตอกกลับโจรยึดสนามบินเป็นเหตุให้เจ๊ง

นายพิชัย ชุหวิชร กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ สามารถจัดหาแหล่งเงินกู้จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาทได้แล้ว จากแผนการดำเนินงานที่จะต้องหาเงินกู้จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัท โดยคาดว่าจำนวนเงินที่เหลืออีกกว่าหมื่นล้านบาทจะสามารถจัดหาได้อย่างไม่มีปัญหา

นายพิชัย กล่าวเสริมว่า แผนงานเดิมการบินไทยคาดการณ์ว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทจะประสบภาวะขาดทุนเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยจากในปี 2550 ที่บริษัทเคยมีกำไรประมาณ 7 พันล้านบาท แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองและเหตุการณ์ปิดสนามบิน 2 สัปดาห์ จึงทำให้การบินไทยไม่มีรายได้ และยังมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุทำให้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก และต้องกู้เงินสูงถึง 3.4 หมื่นล้านบาท

นายพิชัย ยืนยันว่า การรับมอบเครื่องบินแอร์บัส 330-300 จำนวน 6 ลำในปีนี้ มีความจำเป็นเพราะจะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทฯ ไม่ใช่เป็นภาระอย่างที่พนักงานหรือบุคคลภายนอกเข้าใจ ทั้งนี้ การบินไทย ได้จ่ายค่าเครื่องบินแอร์บัสไปแล้ว 30-35% ของค่าเครื่องบินทั้งหมด

"เราคิดว่าอีกหมื่นกว่าล้านจะหาได้ ทุกธุรกิจก็มีปัญหาสภาพคล่อง ไม่ใช่ว่าเราขาดทุนเพราะธุรกิจไปไม่รอด แต่การซื้อเครื่องบินไม่ใช่ว่าคืนทุนได้เร็ว 3-5 ปี ฉะนั้นเราต้องสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจกับคนข้างนอกว่าการรับเครื่องบินไม่ใช่ภาระ"

นายพิชัย ยังเชื่อมั่นว่า การบินไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยจะปรับโครงสร้างใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิม และจะไม่มีเงินกู้เพิ่มขึ้นอีก

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปัญหาของการบินไทย เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการที่คาดไม่ถึงในเรื่องของการปิดสนามบิน จนส่งผลกระทบต่อถึงเงินทุนหมุนเวียน และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในระยะสั้น เพราะการปิดสนามบินเกิดขึ้นช่วงไฮซีซั่นในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหากพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2552 เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เชื่อว่า จำนวนผู้โดยสารจะมีปริมาณมากเหมือนเดิม และมีรายได้กลับคืนมาพอแก้ปัญหาการขาดทุน แต่ปัญหาระยะสั้นที่ การบินไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการปรับลดค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การชะลอรับมอบเครื่องบิน การขยายเวลาชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตุว่า ในช่วงเดือนธันวาคม แม้การบินไทยจะมีเครื่องบินถึง 80 ลำ หากขึ้นบินทุกวัน มีคนนั่งเต็มทุกเที่ยวบินตลอด 1 เดือน ก็จะมีรายได้ไม่ถึง 1 พันล้านบาท ดังนั้นเหตุผลในการกล่วโทษการปิดสนามบิน จึงขัดกับหลักความเป็นจริง และหากมองดูงบการเงินย้อนหลังแล้ว ก็มีปัญหาการขาดทุนมาโดยตลอด และมักใช้การซื้อเครื่องบินเพิ่ม เป็นข้ออ้างในการเพิ่มรายได้เพื่อขอเงินรัฐบาล และยังมีการทุจริตภายในที่รัฐบาลยังไม่เคยเข้าไปตรวจสอบเอาผิดอย่างจริงจัง ทั้งยังเป็นบริษัทที่มีข่าวการทุจจริตโกงกินมากที่สุดด้วย

โจรพธม.โยนขี้ให้อดีตนายกฯสมชายรับกรรมหน้าตาเฉย

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้วกัน

พันธมิตรกลัวงานกร่อย ราดน้ำมันพรึ้บเสื้อแดงชุมนุมใหญ่31มกราคม กดดันโจรจับโจร

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มกราคม 2552

เสื้อแดงระดมพลคึกคักชุมนุมใหญ่สนามหลวง31มกราคมนี้ กดดันเอาผิดผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน ปลดกษิตพ้นรัฐมนตรีต่างประเทศ นำรธน.ประชาธิปไตยปี40กลับมาใช้ ยังอุบจะเคลื่อนปิดทำเนียบรัฐบาลหรือเปล่า ไม่แน่อาจยกพลไปหัวหินสกัดรัฐบาลโจรประชุมอาเซียนซัมมิต ด้านโจรพันธมิตรกลัวคนมาน้อยช่วยเรียกแขก หยันสังคมไม่ขานรับเสื้อแดงชุมนุม อ้างยึดสนามบินเสียหาย"สมชาย"ต้องรับผิดชอบ เพราะม็อบดีๆไม่ยอมลาออกเลยต้องทำลายชาติ


"เสื้อแดง"ชุมนุมใหญ่31มกราคมนี้เสนอบุกทำเนียบฯ


นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคมนี้ ที่ห้องสนามหลวง ว่าจะมีการเคลื่อนขบวนอย่างแน่นอน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นที่ไหน บอกได้เพียงที่นั่นจะต้องเป็นจุดศูนย์กลางในการบริหารบ้านเมือง เชื่อว่าจะมีคนมาร่วมชุมนุมประมาณ 30,000 คน เมื่อถามว่าจุดที่จะเคลื่อนไปจะเป็นทำเนียบรัฐบาลใช่หรือไม่ นายจรัล กล่าวพร้อมหัวเราะว่า "ไม่แน่อาจจะไปที่หัวหินก็ได้"

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า แกนนำฯกำลังหารือกันว่า จะเคลื่อนขบวนไปสถานที่ใด โดยจะมีข้อสรุปและแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 29 มกราคมนี้

"เบื้องต้นแกนนำผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ เห็นว่าควรเคลื่อนขบวนคนเสื้อแดง จากท้องสนามหลวงมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเสนอ 3 ข้อหลักให้กับรัฐบาล ประกอบด้วย 1.ปลดนายกษิต ภิรมย์ พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2.ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรข้อหาก่อการกบฏ กรณีปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง และ 3.เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภา แต่ถ้ารัฐบาลยังคงนิ่งเฉย การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงก็จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ" แหล่งข่าว กล่าว

นปช.บุกทำเนียบยื่นคำขาดถึงนายกฯให้จัดการพันธมารยึดสนามบิน

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช.ประมาณ 20 คน นำโดยนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายไชยนิรันดร์ พะยอมแย้ม ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ซึ่งนายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาฯนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นคนมารับหนังสือ

โดยข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ

1. เร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจังนำตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางการเมือง ผู้ก่อความรุนแรงจากการปิดถนน การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที การปิดล้อมสถานที่ราชการ การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การปล้นทรัพย์ในทำเนียบรัฐบาล การใช้อาวุธปืน การจัดทำระเบิด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บในโอกาสต่างๆ มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิดโดยไม่แทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยความรวดเร็ว อย่างโปร่งใสเปิดเผย

ประการที่2.ปลดรัฐมนตรีว่การกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ เพื่อเป็นการแสดงให้สังคมรับรู้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สนับสนุนการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมปิดถนนและการก่อความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯปลดนายกษิต ภิรมย์ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างสังคมนิติรัฐและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ และเป็นการสร้างความมั่นคงและความมั่นคงในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย

และประการที่ 3 แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 2550 โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้เป็นการแสดงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตย

โดยนายจรัญ กล่าวว่า ขอให้จับตาการเคลื่อนไหวของนปช.ในวันที่31 ม.ค.นี้ให้ดี เพราะจะเป็นการเคลื่อนไปยังจุดศูนย์กลางของรัฐบาล รวมถึงเป็นการยื่นคำขาดและประกาศจุดยืนของแนวร่วมต่อรัฐบาล ซึ่งคาดว่าการชุมนุมในวันที่31 ม.ค.นี้จะมีคนมาร่วมชุมนุมกว่า3หมื่นคนอย่างแน่นอน

พันธมิตรช่วยเรียกแขกหยันสังคมไม่ขานรับเสื้อแดงชุมนุม

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศว่าในวันที่ 31 ม.ค.นี้อาจจะเคลื่อนไหวยึดทำเนียบรัฐบาล ว่า จากการพิจารณาจากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของกลุ่มที่ตนไม่เรียกว่าเสื้อแดงแต่จะเรียกว่ากลุ่มสนับสนุนทักษิณ ไม่สามารถปลุกกระแสสังคมได้ โดยเฉพาะการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตามฉบับของคป.พร.ยังคงมีวาระเพื่อช่วยเหลือพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะไม่ได้รับการตอบรับจากสังคม หรือการเรียกร้องให้ปลดนายก ษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ก็ยังไม่มีความชอบธรรม จะอ้างว่าต้องปลดออกเพราะขึ้นเวทีพันธมิตรฯไม่ได้ ต้องแยกแยะบทบาทออกจากกันให้ชัดเจน เพราะการที่นายกษิต ขึ้นเวทีพันธมิตรฯนั้นกระทำในนามประชาชนคนไทยที่รักชาติ ศาสนา และพระมากษัตริย์ ไม่ใช่ในนามตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชมมากกว่าจะมาขับไล่ ส่วนหลังจากนั้นเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ทำเรื่องเสียหายเลย

นายพิภพ กล่าวว่า ส่วนข้อเรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพธม.นั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเรียกร้องได้ เช่นเดียวกับที่พธม.เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้วกัน

“ ผมจะไม่คาดการณ์ว่ากลุ่มคุณทักษิณจะยึดทำเนียบรัฐบาลได้หรือไม่ แต่คิดว่าการรณรงค์ประชาชนครั้งนี้จะปลุกกระแสไม่ได้ เพราะประเด็นข้อเรียกร้องไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ ต่างกับพันธมิตรฯที่สามารถชุมนุมยืดเยื้อได้ 193 วันเนื่องจากเป็นการชุมนุมที่มีเหตุมีผล และยึดหลักสันติวิธีไม่ใช่ความรุนแรง ” แกนนำพันธมิตรฯกล่าว

อานิสงส์"เอเอสทีวี"

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
หลังจบรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ครั้งที่สอง

ปรากฏว่านายกฯ อภิสิทธิ์ ถูกอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งไปโผล่โฟนอินทางดี สเตชั่น หรือดีทีวี

แย่งซีนประจำวันอาทิตย์ไปเกลี้ยง

หนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้น ต่างจับเอาเรื่องที่อดีตนายกฯ ทักษิณพูด มาพาดหัวตัวใหญ่กว่าข่าวนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่พูดถึงเรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจ

ขณะเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินนั้น ปนเปกันไปทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

อย่างเช่น การประกาศว่าจะต่อสู้กับความอยุติธรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นเดิมๆ ที่มักหยิบยกขึ้นมาพูดเรียกคะแนนสงสารจากแฟนคลับทุกครั้งที่โฟนอิน

กับอีกประเด็นที่สื่อสนใจคือเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าถูกฝ่ายตรงข้ามตามล่าเอาชีวิต ถึงขนาดพูดย้ำ 2-3 ครั้งในรายการ

ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่จริง?

เพราะข่าวการลอบฆ่าผู้นำหรืออดีตผู้นำประเทศ แม้จะมีให้ได้ยินกันบ่อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องพิสูจน์ยากในทางการเมือง

ส่วนประเด็นทางเศรษฐกิจนั้น

พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเคยได้ชื่อเป็น "เจ้าพ่อประชานิยม" ขนานแท้

ตอนนี้กำลังถูกวัดรอยเท้าจากนายกฯ อภิสิทธิ์ เจ้าพ่อประชานิยมคนใหม่โดยเฉพาะจากมาตรการแจกเงิน 2,000 บาท

พ.ต.ท.ทักษิณคงกลัวว่าจะ "โดนใจ" คนรากหญ้ามากกว่า เลยต้องรีบออกมาสกัดดาวรุ่งเสียก่อน ว่าการนำประชานิยมมาเป็นเรื่องแข่งขันทางการเมือง

อาจเป็นการผลักไสประเทศไทยกลับไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง

ถ้าใครจะมองว่าการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ มีเป้าหมายทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยบริสุทธิ์ใจ ก็คงไม่ผิดจากความจริงเท่าไหร่นัก

แต่จะมีผลในการปลุกระดมประชาชนให้เห็นดีเห็นงาม ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ได้หรือไม่

เป็นเรื่องต้องติดตามกันต่อไป

สำคัญยังต้องตามดูด้วยว่านายกฯ อภิสิทธิ์และรัฐบาล จะหาทางช่วงชิงพื้นที่สื่อกลับคืนมาอย่างไร

ต้องยอมรับว่าพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไหนแต่ไรเป็นคนถนัดในการใช้พื้นที่สื่อเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง ไม่ว่ากับสื่อในหรือต่างประเทศ

เรื่องนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เองก็รู้ดี

"ดีทีวี" ที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการโฟนอินของอดีตนายกฯโดยเฉพาะ น่าจะสร้างความลำบากให้รัฐบาลไม่น้อย

จะใช้กฎหมายเล่นงานข้อหาปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองก็ทำไม่ได้

ไม่เช่นนั้นก็ต้องดำเนินการกับ "เอเอสทีวี" ด้วย

"ดีทีวี" ก็เลยได้รับอานิสงส์จาก "เอเอสทีวี" ด้วยประการฉะนี้

"พีเน็ตพิจิตร"จี้รัฐทบทวนแจกเงิน

ที่มา มติชน

อัดปชป.ยิ่งกว่า"ทุนนิยมสามานย์" แนะช่วยคนตกงาน-พัฒนาแหล่งน้ำ

นายตระการ คุณาวุฒิ ประธานพีเน็ตจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยการแจกเงินให้คนงานในระบบประกันสังคมและข้าราชการรัฐวิสากิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 15000 บาทนั้น กลุ่มแกนนำชาวบ้านในพื้นที่ ไม่มีใครเห็นด้วยกับการลดแลกแจกแถมของรัฐบาล ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลควรนำเงิน เกือบ 20,000 ล้านบาท ไปแจกคนงานที่มีรายได้ต่ำ คนขับรถวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนกวาดถนนที่มีรายได้ต่ำ หรือคนตกงานดีกว่า เพราะแม้คนงานมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท หากยังมีงานทำก็มีรายรับนำไปใช้จ่ายได้

"กลุ่มแกนนำประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การบิรหารงานของรัฐบาลครั้งนี้ เหมือนซื้อเสียงไว้ล่วงหน้า สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ รัฐบาลจะหาเงินเข้าประเทศอย่างไร20,000ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเห็นชัดเจนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็กของเกษตรกร เพราะรัฐบาลให้งบประมาณสำหรับแหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วประเทศ แค่ 700 ล้านบาท นอกจากนั้น การแจกเงินคนละ 2,000 บาทไม่เกิดการจ้างงาน มีแต่เงินจะหมดไป รัฐควรให้ความสำคัญกับเกษตรกรมากกว่านี้ เพราะหากเกษตรมีแหล่งน้ำ ก็สามารถนำมาใช้ปลูกพืชผักเลี้ยงตัวเอง นำไปขายสร้างรายได้ ซึ่งทำให้เงินหมุนเวียน" นายตระการ กล่าวและว่า อยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้ให้มาก ควรฟังความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยบ้าง เพราะเงินเกือบ 20,000 ล้านบาทที่นำไปใช้ดังกล่าว ไม่ใช่เงินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หรือ พรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นเงินส่วนรวมของทั้งประเทศ "ประเทศไทยยังไม่เคยมีการแจกเงินแบบนี้ สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่แจกเงิน เพียงแต่ให้ชาวบ้านเป็นกองทุนกู้ยืมไปประกอบอาชีพ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์กล้าแจกเงิน โดยไม่เอาคืน ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะที่ว่าระบบทักษิณเป็นทุนนิยมสามานย์ แต่ผมว่าประชาธิปัตย์เป็นยิ่งกว่าเสียอีก"

การจัดแบ่ง เม็ดเงิน ภายใน BUFFET CABINET ยุค ประชาธิปัตย์ กินรวบ

ที่มา มติชน
คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์
หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ แยกแยะรายละเอียดการจัดทำงบประมาณกลางปี 2552 จำนวน 1.15 แสนล้านบาทของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาได้ดีอย่างยิ่ง

นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ไป 74,100 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคภูมิใจไทย อันมี กลุ่มเพื่อน นายเนวิน ชิดชอบ เป็นแกนสำคัญ ได้ไป 14,000 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ไป 2,100 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคภูมิใจไทย ในส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม ได้ไป 1,000 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคกิจสังคม อันเป็นการรวบรวม ส.ส.ขึ้นใหม่โดย นายสุวิทย์ คุณกิตติ ได้ไป 760 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ไป 500 ล้านบาท

อันเท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ ค่อนข้างจะกินรวบ แม้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทยในส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคกิจสังคม พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมกันได้เพียง 18,360 ล้านบาท

เอา 74,100 ลบออก 18,360 พรรคประชาธิปัตย์ยังได้มากกว่าถึง 55,740

ที่เคยบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยอมสยบให้กับ กลุ่มเพื่อนเนวิน ก็ยอมสยบให้เพียง 14,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง

ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบระหว่าง กลุ่มเพื่อนเนวิน กับ พรรคชาติไทยพัฒนา ก็แตกต่างยิ่ง

นั่นก็คือ กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้ 14,000 ล้านบาท ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนาได้มา 2,100 ล้านบาท

กลุ่มเพื่อนเนวินได้มากกว่าพรรคชาติไทยพัฒนาถึง 13,900 ล้านบาท

อย่าได้แปลกใจหากจะได้ยินเสียงบ่นจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของพรรคชาติไทยพัฒนา

กระนั้น หากนำ 2,100 ไปวางเคียงกับ 74,100 ก็ยิ่งห่างไกล

ความแตกต่างในเชิงจำนวนระหว่างของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลเช่นนี้เอง คือภาระหน้าที่ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ

รับผิดชอบในการอธิบาย รับผิดชอบในการทำความเข้าใจ

เป็นการอธิบายให้เข้าใจในสภาพแห่ง BUFFET CABINET เป็นการสร้างความเข้าใจในความจำเป็นของ BUFFET CABINET

ตราบใดที่ยังดำรงสภาพแห่งความเป็นรัฐบาลผสม ตราบนั้นก็เท่ากับยืนยันในสภาพแห่งการดำรงอยู่ของ BUFFET CABINET

ไม่ว่าจะเป็นยุคของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ระหว่างเดือนมีนาคม 2523-เดือนสิงหาคม 2531

ไม่ว่าจะเป็นยุคของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อเดือนสิงหาคม 2531

น่าเศร้าก็ตรงที่เมื่อถึงรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ก็ต้องจบ

จบเพราะการยึดอำนาจโดยคณะทหารแห่ง รสช.

น่าสนใจก็ตรงที่เหตุผล 1 ในความจำเป็นต้องยึดอำนาจของคณะทหารแห่ง รสช.ก็เนื่องจากลักษณะแห่ง BUFFET CABINET ที่ดำรงอยู่

พจนานุกรม อังกฤษ-ไทย ฉบับของ ม.ร.ว.สฤษดิคุณ กิติยากร ของสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจนิยามความหมายของ BUFFET เอาไว้อย่างรวบรัดว่า อาหารและเครื่องดื่มที่วางไว้ให้ผู้กินไปตักเอง

แต่ในที่สุดแล้วผู้กินก็ไม่สามารถตักเองได้ เว้นแต่พรรคประชาธิปัตย์จะยินยอมและจัดวางเอาไว้ให้เท่านั้น

จากเดือนกุมภาพันธ์ 2534 มาถึงเดือนมกราคม 2552 BUFFET CABINET ก็ยังดำรงอยู่

เพียงแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 พรรคชาติไทยเป็นแกนนำในการจัดโต๊ะ ขณะที่ในเดือนมกราคม 2552 พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดโต๊ะ

น่าสนใจก็ตรงที่เป็นการจัดอาหารที่แม้จะเป็นการกินแบ่งแต่ก็ดำเนินไปอย่างกินรวบ

จับตา"แม้ว"โฟนอิน 31 ม.ค.

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 27 มกราคม นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่มีใครสามารถลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวจริง แต่เป็นช่วงที่ทางการอังกฤษยังไม่เพิกถอนวีซ่า หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้กลับมาใช้เครื่องบินพาณิชย์แล้ว ทั้งนี้หากมีใครคิดปองร้าย พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อใดก็จะเป็นการเผาประเทศเมื่อนั้น แต่ขณะนี้ตนไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ประเทศใด โดยอยากแนะนำว่าควรจะรอฟังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะมีขึ้นในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคมนี้จะดีกว่า

แพะตัวจริง??

ที่มา เดลินิวส์

ก็ต้องยอมรับ ปชป. เป็นรัฐบาลเที่ยวนี้ ไม่ใช่ ชวน เชื่องช้า แต่เป็น มาร์ค ทันใจ ถูกผิด อีกเรื่อง เข้ามาไม่กี่วันออกนโยบาย เฮลิคอปเตอร์มันนี่ ก๊อกแรก 18 โครงการ ได้รับแจกคนละ 2,000 บาท ยังงง ๆ อยู่เลย ก๊อกสอง มาอีกแล้ว แจกข้าวถุง 5 กก. แก่ผู้ประกันตน 9 ล้านกว่าคน ไม่ถามคนรับซักแอะ

งานนี้ สปส. หรือสำนักงานประกันสังคมภายใต้การดูแลของ ไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ประกาศจะใช้เงินถึง 1,000 ล้านบาท ซื้อข้าวถุงแจก แต่ถูกด่าขรมทั่วทิศ ยิ่งฟังบอร์ด สปส.คนหนึ่งพูด ยิ่งใช่เลย หาเสียงกันด้าน ๆ

แจกทำไม แจกแล้วเป็นภาระด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้ข้าวเปล่า ทั้งข้าวกล้อง ข้าวขาว มีคนทำขายสะดวกมาก เมื่อก่อนก้อนละ 5 บาท 2 ก้อน 10 บาท (กินก้อนเดียวก็อิ่มแล้ว) ตอนข้าวแพงขึ้นเป็นก้อนละ 7 บาท ไม่ต้องเสียเวลาหุง ไม่ต้องเปลืองค่าไฟ ประหยัดกว่าหุงเองอีก ไม่เห็นมีใครอยากได้

เลยน่าสงสัย เงินพันล้าน จะไปตกหล่นเข้ากระเป๋าใครมากกว่า อย่ามูมมามนักเลย ???

ดีแล้วที่ไพฑูรย์สั่งระงับ และสมควรรื้อ สปส. ด้วย เงินตั้ง 4-5 แสนล้าน เงินของคนกินเงินเดือนที่ออกสมทบทุกเดือน แต่แทบไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ข่าวบอร์ดไปดูงานต่างประเทศ !!!

อีกเรื่อง ปลากระป๋องเน่า (ยี่ห้อชาวดอย) ที่แจกชาวบ้านน้ำท่วมพัทลุง 5,000 ชุด ชักเหมือน ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิด วิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ แรก ๆ บอก เป็นเรื่องที่บริษัทเอกชนรับสัมปทานไป เอาของผิดสเปกมาให้ แต่ต่อมาพลิกเป็นมีนาย วิเชน สมมาต เป็นผู้บริจาคให้

นสพ.ไทยรัฐรายงานว่า นายวิฑูรย์มีสีหน้าเลิ่กลั่ก เมื่อถูกไล่จี้ถามหนัก ๆ ถึงกับ เอาเบอร์มือถือของนายวิเชนให้นักข่าวโทรฯ ถามเอง ซึ่งตอนแรกก็อ้อมแอ้ม ตอนหลังปิดโทรศัพท์หนี ต่อมาบอก เป็นแพะ !!!

เหนืออื่นใด นักข่าวตรวจสอบแล้ว ไม่มีชื่อวิเชนลงทะเบียนผ่านกระทรวงเป็นหลักฐานเหมือนผู้บริจาครายอื่นเลย ช่วงที่นายวิฑูรย์บอกนายวิเชนบริจาค ก็ไม่มีการบริจาคปลากระป๋องอีกด้วย จึงน่าสงสัยยิ่ง

ตอนนี้ยิ่งแตกประเด็นใหญ่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกเพื่อไทย เปิดเผยว่ามีนาย อ. กับ ช. คนใกล้ชิด รมต.หากินกับปลากระป๋อง 20,000 ชุด (ไม่ใช่ 5,000 ชุด) และล่าสุด ไม่ใช่แค่ปลากระป๋องเน่า มีน้ำพริกเน่าด้วย

จริงเท็จไม่รู้ แต่ยังไงก็อย่าให้คนหาว่า หม้อข้าวไม่ทันดำ เอาซะแล้ว รัฐบาลทักษิณเคยถูก ปชป. ยำเละว่า ทุจริตเชิงนโยบาย เรียกว่า จะหาเศษหาเลยอะไร ต้องสุมหัวคิดโครงการแทบตาย แต่นี่จะกินดื้อ ๆ งั้นหรือ

รัฐบาลจะไป ไม่ใช่เพราะ “เสื้อแดง” หรอก เรื่องกินมูมมามนี่ล่ะ !!!

อีกเรื่องที่น่าห่วงพอกัน กรณี ส.ป.ก. 4-01 ปชป. เคยเอาที่ติดภูเขาและทะเลไปแจกคนใกล้ชิด จนรัฐบาลล้มมาแล้ว และศาลฎีกาสั่งให้คืนที่หลวงหลายราย รายใหญ่ก็ ทศพร เทพบุตร ส.ส.ภูเก็ต สามี อัญชลี วานิช เทพบุตร อดีตเลขา สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นี่แหละ

เรื่องนี้ ถาวร เสนเนียม มท. 3 ซึ่งจุดพลุ ออกมาพูด ฟังแล้วกลัวแทน ข้าราชการ จะมี โยนบาป

ถาวรบอกว่า “ครั้งนั้นเป็นความผิดในระดับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้พิจารณายังไม่เข้าใจคำนี้ เกษตรกรผู้ยากจน แต่เชื่อได้เลยว่าการให้ ส.ป.ก. ครั้งนี้ ไม่มีซ้ำรอยครั้งที่แล้วแน่นอน แต่ถ้าเกิดความผิดพลาด ก็ต้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ เพราะตัวรัฐมนตรี ไม่มีหน้าที่ออกรังวัดใด ๆ ทั้งสิ้น”

ฟังอย่างนี้ วิชัย ศรีขวัญ ที่ถูกหาเป็นเด็ก คมช. ซึ่งมาเสียบแทน พีรพล ไตรทศา วิทย์ อดีตปลัดมหาดไทยที่เพิ่งถูกเด้งฟ้าผ่าไป ทำเนียบฯ จะรับนโยบายอะไร ควรอ่านที่คุณถาวรพูดหลาย ๆ ครั้งให้ตกผลึกนะ

เพราะที่สุด แพะตัวจริง ไม่พ้นข้าราช การประจำอีกคนนั่นแหละ !!!.

ดาวประกายพรึก

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับประจำวันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ.2552 เป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยเชื้อสายจีน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฉลองพระองค์เสื้อโปโลสีแดง เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ ทรงร่วมงานเทศกาลตรุษจีนที่เยาวราช สร้างความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรชาวไทยเชื้อสายจีนและพสกนิกรชาวไทย ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

00เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทย เทศกาลตรุษจีน ร้านทองย่านเยาวราช ซึ่งเป็นแหล่งค้าทองรายใหญ่สุดของเมืองไทย ประกาศปิดร้านพร้อมกัน เพราะราคาทองคำผันผวนขึ้นวูบวาบ ไม่สามารถกำหนดราคามาตรฐานได้ และคนจ้องจะขายมากกว่าซื้อ ยุคนี้ทองคำบาทละหมื่นสามหมื่นสี่ เจ้าสัวเงินถังตัวจริงเสียงจริงเท่านั้นที่จะแต๊ะเอียลูกน้องด้วยทองคำ ร้านทองปิดสองวันไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนัก เพียงแต่เป็นปรากฏการณ์ใหม่เท่านั้น และ ดันปิดวันเดียวกับที่เกิดสุริยุปราคา ทำให้เจ้ากรมข่าวลือกระพือข่าวกันสนุกปาก

00 อะไรที่ทำบ่อยๆ ที่เคยขลังกลับเป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่างการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านรายการความจริงวันนี้ เพื่อตอบโต้ รายการเชื่อมั่นประเทศไทยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เอกฉัตร เข้าใจความรู้สึกของคนเคยยิ่งใหญ่ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ต้องเป็นคนพเนจรอย่าง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เพราะมีคดีความติดตัว

00 ตอนแรกๆ ฟังแล้วสบายใจที่ ทั่นอดีตนายกฯ ทักษิณ บอกว่าทุกวันนี้ต้องนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ แต่คำพูดที่โฟนอินมา เท่าที่ฟังคนที่นั่งสมาธิเป็นประจำ ถึงแม้ไม่ถึงขั้นบรรลุ น่าจะมีสติมากกว่านี้ อย่างน้อยทำให้ คนที่เป็นแฟนคลับที่เป็นห่วงเป็นใย คลายความกังวลใจได้บ้าง อ้างจะทวงความเป็นธรรมไปถึงนรก หรือเผยถึงการถูกตามล่าสังหาร ล้วนแต่สร้างความกังวลใจให้ แฟนคลับคนรักทักษิณ รวมเรื่องเงินที่ต้องใช้จ่ายเดือนละสี่ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งก็มีคนคิดจะเอาเนื้อหนูปะเนื้อช้าง

00 จริงอยู่คำพูดออดอ้อนขอความเห็นใจ อาจจะได้รับความสงสาร ในทางกลับกันก็จะมีคนแสดงความสมเพชเวทนา บอกตรงๆ เอกฉัตร ไม่อยากจะให้ใครในประเทศนี้ สมเพชเวทนาคนที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ผลงานในอดีตไม่มีใครปฏิเสธการสร้างคุณงามความดีไว้มากมาย อย่างนโยบายประชานิยม ทำให้ประชาชนรากหญ้าลืมตาอ้าปากได้บ้าง และรัฐบาลชุดนี่ก็นำมาประยุกต์ใช้ ตามเงื่อนไขที่ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ตกลงกับพรรคประชาธิปัตย์ นี่คือความดีที่ อดีตนายกฯ ทักษิณ สร้างไว้ให้คนไทยได้ระลึกถึงด้วยความชื่นชม ชะเอย

00 อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนที่ต้องเขียนถึงด้วยความชื่นชมในความเป็นนักการเมืองอาชีพ ชีวิตบั้นปลายก่อนวางมือทางการเมือง จะต้องจารึกไว้ คือ พยายามประคับประคองให้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย หลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. คืนมาให้เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เอกฉัตร เชื่อว่า วันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อย อยากจะฟังเสียงของ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งเดินทางกลับมาพักรักษาตัวอยู่ในเมืองไทยได้สัปดาห์กว่าๆ ขอให้หายไวๆ

00 ยังมีควันหลงให้นินทากัน งานเลี้ยงสังสรรค์ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่มี ผู้จัดการรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นแม่งานใหญ่ ต้อนรับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ซึ่งเป็นปกติวิสัยไม่เคอะเขินของ รองฯ เทพเทือก เพราะที่บ้านใหญ่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ในแต่ละวัน เจ้าของบ้านยินดีต้อนรับแขกวันละหลายร้อย แต่ที่หยิบยกมานินทากัน คงจะเป็น นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากภาพนักเรียนอังกฤษ ผู้ดีจ๋า ไม่คบใคร กลับไปกินข้าวที่บ้าน ภาพที่เห็นวันวาน คนละคน มีลูกเล่นลูกฮา ทำให้คนในพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผมตั้งวงนินทา สงสัย หัวหน้ามาร์ค ยังอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกนาน

00 ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยเปลี่ยนแปลง หากเป็นพวกเดียวกัน ไม่ต้องไหว้วาน จะกระโดดเข้าไปช่วยทันที การแจกเงินและนามบัตรของ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้อยู่คนละพรรคแต่ทำงานกระทรวงเดียวกัน ในฐานะอัยการเขตเก่า รมต.ถาวร ยืนยันไม่ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 เพราะไม่ใช่เป็นการหาเสียง และ การแจกนามบัตร เป็นเรื่องปกติของ ส.ส. ในพื้นที่ ยิ่งเป็นรัฐมนตรี ชาวบ้านอยากจะได้พกไว้ในกระเป๋าสตางค์ ทำเอา รมต.บุญจง เบาใจไปหลายกิโลขีด

00 ยังเหลือเรื่องของ นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ น้องรักของ เทพเทือก จนถึงวันนี้ ยังไม่เคลียร์กับการแจกปลากระป๋องเน่ายี่ห้อชาวดอย ที่นำไปแจกให้กับชาวพัทลุง ที่ประสบอุทกภัย ทำให้คนที่เมืองลุงตั้งคำถาม จะซ้ำเติมกันไปถึงไหน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง อกหักจากเก้าอี้รัฐมนตรีก็ช้ำพอแล้ว ยังมาเจอปลากระป๋องเน่ากระหน่ำซ้ำอีกดอก เจ็บนี้อีกนาน สงสัยดวงของ รมต.วิฑูรย์ จะไม่สมพงศ์กับรัฐบาลชุดนี้ ฤกษ์ไม่ดีตั้งแต่อาสาเป็นเจ้าภาพฝ่ายเจ้าสาว เจ้าบ่าวยังไม่ได้ไปหา ยายเนียมเจ้าสาวเสียชีวิตโดยที่ยังไม่ได้เห็นหน้าเจ้าบ่าว

00 ตำรวจหลายคนแสดงความชื่นชม รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังไม่ผลีผลามโยกย้ายล้างบางตามที่คาดกันไว้ล่วงหน้า และถ้ายืดเวลาไปจนถึงฤดูกาลโยกย้ายประจำปี เดือนตุลาคม จะได้แต่งตั้ง ตั้งแต่ตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงไปรวดเดียว หลังจาก บิ๊กป๊อด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เกษียณอายุราชการ เอกฉัตร เชื่อว่า ได้ใจตำรวจ

00 เขียนเล่นๆ ให้อ่านกันจริงๆ หาก บิ๊กป๊อด ต้องประสบกับวิบากกรรมอีกรอบ ถูกพักงานทันที ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดเหตุการณ์ 7 ตุลาคม เชื่อเหอะว่า ตำรวจจะเฉื่อยงานทันที ไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่โดยมีอาวุธอยู่ในมือ ลองคิดดู ขนาดทำกันเต็มที่ คดียังเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ถ้าตำรวจทำงานแบบเดียวกับมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อะไรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย น่าคิด อ่านว่า น่าคิด

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตาต่อตาฯ

ศุภชัย ใจสมุทร

เมื่อวันสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในฐานะนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1 ซึ่งมีคำย่อว่า สสสส.1 ได้เดินทางไปพร้อมกับเพื่อนร่วมรุ่น ยัง 3 จังหวัดภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นมายืดเยื้อยาวนาน และดูเหมือนว่าไม่มีผู้ใดตอบได้ว่าจะยุติลงเมื่อใด
เป็นการเดินทางไปโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านนายกรัฐมนตรีและคณะที่ได้ไปยัง 3 จังหวัดภาคใต้เช่นเดียวกัน

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนาน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ยุติลงได้ทุกรัฐบาลตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ปัญหานี้ยังคงดำรงอยู่ และจากการค้นพบจะเห็นว่า ปัญหาของพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้มีการนำเสนอต่อรัฐบาลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา มีความคล้ายคลึงกัน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือข้อเสนอแนะในทุกรัฐบาลก็ไม่ได้รับการตอบสนองในทางปฏิบัติ ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจวิเคราะห์ได้ว่า รัฐบาลไม่เข้าใจปัญหาหรือหลงประเด็น หลงข้อมูล จนเป็นเหตุให้รัฐเดินไปตกหลุมพรางของกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายตลอดมา

ดูเสมือนว่าในอดีตทำให้เห็นได้ว่ารัฐขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา เช่น การสนองความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่ที่มีความต้องการสร้างเขตปกครองพิเศษ (พื้นที่พิเศษ) แม้จะไม่มีการแสดงความต้องการโดยตรงจากประชาชน แต่ด้วยความเหมาะสมและความเป็นไปได้แล้ว พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถสร้างขึ้นเป็นเขตพื้นที่พิเศษได้ ทั้งความพิเศษทางสังคม ผู้คนวัฒนธรรม ซึ่งมีความแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่

แต่ทุกครั้งที่มีการเสนอแนวคิดนี้ขึ้นมา มักจะถูกตีความถึงการแบ่งแยกดินแดง จึงเหมือนการเดินทางออกห่างจากปัญหาที่แท้จริง และทำให้ปัญหายังคงดำรงอยู่และการแก้ปัญหาไม่อาจจะลงสู่รากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริงได้
ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องไทยมุสลิมในทางที่ไม่ดีกับทุกคน โดยเฉพาะความหวาดระแวงต่อมุสลิม การมองว่ามุสลิมเป็นผู้นิยมก่อการร้ายและความรุนแรง ทำให้การเรียนรู้และการยอมรับระหว่างคนในสังคมมีความยากจนยิ่งขึ้น

ความจริงแล้วอิสลามเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆ มากกว่า 50 ประเทศ และเป็นศาสนาของประชากรส่วนน้อยในอีกนับร้อยประเทศ รวมแล้วมีประชากรมุสลิมทั่วโลกประมาณ 1,600 ล้านคน ในกลุ่มประเทศอาหรับที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนา และมีอิสลามเป็นศาสนาหลัก ก็มีมุสลิมอยู่ประมาณร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีอิสลามเป็นศาสนาอันดับหนึ่ง มีประชากรที่เป็นมุสลิมมากกว่า 200 ล้านคน อินเดีย ซึ่งมีศาสนาฮินดูเป็นศาสนาหลักและมีประชากรรองจากจีน ก็มีมุสลิมเกือบ 200 ล้านคน แม้กระทั่งจีนก็มีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างน้อย 60 ล้านคน

ในประเทศไทยเองมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามอยู่ร้อยละ 5 หรือกว่า 3 ล้านคน อยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคใต้ โดยเฉพาะ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่อื่นทุกพื้นที่ มุสลิมไทยในแต่ละพื้นที่ถึงแม้จะมีประวัติความเป็นมาและภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความสัมพันธ์ในแทบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความศรัทธาหรือศาสนา อย่างไรก็ตามมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีวิถีชีวิตที่แตกต่าง เนื่องจากมีภูมิหลังทางด้านประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ประเพณี และวัฒนธรรม ที่มีผลให้วิถีชีวิตมีลักษณะจำเพาะของตนเอง ซึ่งการที่จะทำความเข้าใจอย่างถูกต้องในประเด็นนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่รัฐต้องทำความเข้าใจ

เวลานี้รัฐบาลประชาธิปัตย์ดูจะเป็นความหวังครั้งใหม่ว่า ปัญหาความรุนแรงจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยุติลงได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นพรรคการเมืองที่เข้าใจสภาพปัญหาและรู้วิธีแก้อย่างดีที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจก็คือต้องแยกแยะและวิเคราะห์ให้ได้ว่าปัญหาความสงบที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากสาเหตุใดอย่างแน่ชัด เพราะเมื่อรู้และเข้าใจต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริงแล้ว จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

นอกจากนี้ไม่ควรมุ่งเน้นใช้นโยบายกวาดล้างและเร่งปราบปรามอย่างหนักด้วยการใช้กำลังทหาร เพราะจะทำให้เกิดการตอบโต้อย่างรุนแรง และขยายวงกว้างขึ้นตามมา ซึ่งยิ่งจะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและบานปลายมากขึ้นไปอีก เพราะการต่อสู้แต่ละครั้งจะสร้างความเสียหายแก่ท้องถิ่นเป็นอันมาก การใช้กำลังจึงควรจะดำเนินการให้เหมาะสมและอยู่ในกรอบอันควร

สิ่งสำคัญที่สุดคือ การมุ่งให้ความสำคัญต่อนโยบายการพัฒนา และการกระจายความเจริญไปสู่พื้นที่ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม (การศึกษา) รวมทั้งมีนโยบายที่มุ่งสร้างความร่วมมือทั้งสังคมและวัฒนธรรม เพื่อการเรียนรู้ และเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยคำนึงถึงความต้องการของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ

รัฐบาลนี้มี ครม.ชุดพิเศษขึ้นโดยเฉพาะกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงหมดข้อแก้ตัว หากยังแก้ไขปัญหาไม่สำเร็จ

กำจัดจุดอ่อน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ความสวยงามในการอภิปรายจากที่ประชุมรัฐสภา ในการหารือเพื่อนำเสนอเอกสารสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ให้ได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญในการจัดการประชุมที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ในเดือนหน้านี้

อาเซียน หรือ ประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association for South East Asian Nations : ASEAN) เป็นองค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาค ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) โดยมี 5 ประเทศผู้ก่อตั้งร่วมลงนามในปฏิญญาคือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510

หลังจากนั้น มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 5 ประเทศ ตามลำดับคือ บรูไนดารุสซาลาม เข้าร่วมในปี พ.ศ.2527 สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าร่วมในปี พ.ศ.2538 สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และ สหภาพพม่า เข้าร่วมในปี พ.ศ.2540 ราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าร่วมในปี พ.ศ.2542

การจัดประชุมอาเซียน ในครั้งที่ 14 ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ รัฐบาลมีเป้าประสงค์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาสู่ประเทศไทย ทั้ง ปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และ ปัญหาสังคม ที่หมักหมมมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3-4 ปี โดยไปจัดในจังหวัดที่มีทัศนียภาพสวยงาม นั่นคือ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สาระสำคัญไม่ใช่เรื่องเอกสาร เรื่องกรอบความร่วมมือ แต่ที่สำคัญคือประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้ในการเรียกความเชื่อมั่นกลับมาสู่สายตานานาชาติจะสำเร็จหรือไม่ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ประชาชนแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถึงขนาดมีการปลุกระดมประชาชนไปปิดสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง ส่งผลให้ นักท่องเที่ยว นักลงทุน ชาวต่างประเทศ กระเจิดกระเจิง ขวัญหนีดีฝ่อ ซึ่งเป็นฝีมือของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปลายปีก่อน

แต่สภาพการณ์ในการดำรงอยู่ของรัฐบาล มิได้คล้อยตาม ที่จะแสดงความเสียสละ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นอันนี้แม้แต่น้อย ยังแสดงความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ในการตั้งบุคลากรที่มีส่วนพัวพันกับการปิดสนามบิน ทำลายชาติบ้านเมือง มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง บ้างเป็นรัฐมนตรี บ้างเป็นเลขารัฐมนตรี บ้างเป็นที่ปรึกษา

การกระทำแบบนี้ ประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นทูตต่างประเทศ หรือนักธุรกิจ นักลงทุน และ นักท่องเที่ยว ที่เขาได้รับผลกระทบเสียหาย เขาจะเชื่อมั่นศรัทธา กล้าเข้ามาเมืองไทยอีกได้อย่างไร

คดีความที่ชาวต่างชาติเขาต้องการจะฟ้องร้องในฐานที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดทำให้เสียหายทั้งทรัพย์สินและความรู้สึก ที่เขายังจ้องดำเนินการอยู่ แต่รอดูท่าทีของกระบวนการยุติธรรมภาครัฐ จะเอาอย่างไร กล้าดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีส่วนร่วมทำร้ายทำลายชาติ เหล่านี้หรือไม่ หรือเกรงใจเพราะเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แม้รัฐบาลจะเสียงบประมาณไปมากมายก่ายกองในการจัดประชุมคราวนี้ ซึ่งล้วนเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน 63 ล้านคน แต่ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่น เชื่อถือ ศรัทธา จากนักธุรกิจ นักลงทุน นักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติ ให้เกิดขึ้นมาได้เลย

วันนี้ยังไม่สายจนเกินไปที่ รัฐบาล หรือ คนที่เคยทำลายชาติบ้านเมือง เห็นว่าการปิดสนามบินเป็นเรื่องสนุกสนาน อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ อ้างว่ารักประเทศชาติบ้านเมืองจริงๆ ควรจะพิจารณาตัวเอง สมควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไปหรือไม่ ควรจะลาออกจากตำแหน่ง หรือไม่อย่างนั้นจะเข้าเงื่อนไขให้คนไปนินทาว่า ไอ้คนพวกนี้ที่แท้โกหกทั้งเพ...แท้จริงแล้ว รักตัวเองมากกว่ารักประเทศชาติ นี่หว่า