WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 28, 2009

"มาร์ค"การันตีประชานิยมปชป.ไร้วาระซ่อนเร้น-ทุนนิยมสามานย์

ที่มา ประชาทรรศน์

"อภิสิทธิ์" แจงกลางสภา ยืนยันรัฐมีความจำเป็นในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินโครงการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ-บรรเทาทุกข์ประชาชน "เหลิม" เพ้อกลางสภา ฟุ้งนโยบายหากได้นั่งนายกฯ ซัดประชานิยมปชป. ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ย้อนเกล็ดรัฐบาลไม่ต่างจากทุนนิยมสามานย์ นายกฯลุกโต้ ยันนโยบายไร้วาระซ่อนเร้น ปราศจากทุนนิยมสามานย์

ที่รัฐสภา วันนี้ (28 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ระบุว่าในส่วนของส.ส.ฝ่ายค้านนั้นจะเข้าร่วมประชุมตามปกติและเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการนับองค์ประชุม

โดยวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านและคาดว่าน่าจะใช้เวลาในการอภิปรายเกินกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งต้องไปพูดคุยกันอีกครั้งเนื่องจากอาจกินเวลาอภิปรายของส.ส.ฝ่ายค้านที่ลงชื่อแสดงเจตจำนงที่จะขออภิปรายถึง 40 ราย ขณะที่มีกำหนดเวลาให้เพียง 4 ชั่วโมง

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังกล่าวถึงเนื้อหาการอภิปรายในวันนี้ ว่า ฝ่ายค้านจะพยายามชี้ให้เห็นว่างบประมาณที่รัฐบาลเสนอต่อสภาเป็นงบประมาณที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องยอมรับว่านโยบายประชานิยมบางนโยบายที่วางไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงอยากฝากนายกรัฐมนตรีให้รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างด้วย เพราะยังมีขั้นตอนของการตั้งกรรมาธิการเพื่อแปรญัติเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของกฎหมายได้ ทั้งนี้มีทุกฝ่ายมีความคิดเห็นต่างกัน ก็คงร้ายแรงถึงขั้นล้มร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าว

“ชินวรณ์” แจงกรอบเวลาอภิปรายงบประมาณฯ

ด้าน นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล กล่าวว่า ในการประชุมร่วมกัน 2 วันที่ผ่านมาใช้เวลาไปทั้งหมด 1089 นาที ใช้เวลาในการประท้วงไป 103 นาที ไม่ถึง 10% ของเวลาประชุม ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการประชุมสภา ส่วนการประชุมวันนี้จะเป็นการหารือเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ที่รัฐบาลเสนอมา 116,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 แผน คือ แผนกระต้นเศรษฐกิจ และแผนพัฒนาความมั่นคงคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ได้หารือถึงกรอบเวลาในการอภิปราย ซึ่งจะมีการอภิปรายในกรอบเวลา 10 ชั่วโมง โดยให้วลานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชี้แจง 2 ชั่วโมง หัวหน้าพรรคอภิปรายไม่จำกัดเวลา แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 2 ชั่วโมง และพรรคฝ่ายค้าน 5 ชั่วโมง

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวต่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้มาขอเวลาอภิปรายในสัดส่วยของหัวหน้าพรรคเพื่อได้ 1 ชั่วโมง แต่หากเวลาไม่พอ คงต้องให้ไปใช้สัดส่วนของพรรคประชาราช ทั้งนี้ตนคาดว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 น่าจะเสร็จในเวลา 24.00 น. ทั้งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณางบรายจ่ายเพิ่มเติม 35 คน เป็นพรรคร่วมรัฐบาล 16 คน และจากพรรคเพื่อไทย 11 คน

"เหลิม"งง!รัฐเปิดช่องอภิปรายแค่ 5 ชั่วโมง

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี 2552 วันนี้ว่า ตนจะชี้ให้เห็นว่างบดังกล่าวไม่ได้ช่วยเหลือประชาชน โดยมีเหตุผลคือ 1. ไม่เป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2. กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มของพรรคการเมืองแกนนำที่จัดตั้งรัฐบาล 3. ตรวจสอบได้ยาก 4.เอกสารงบขาดดุลที่รัฐบาลระบุไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะความเป็นจริงงบขาดดุลจะอยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท แต่เอกสารของทางรัฐบาลระบุขาดดุลเพียง 3.7 แสนล้านบาท

และ 5. จะแจงรายละเอียดรายมาตราทั้ง 21 มาตรา 17 ด้าน ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาไม่แฟร์งบกระจุกอยู่ที่พรรคแกนนำ ไม่ได้ตั้งงบประมาณมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่กระจายไปทั่วถึง โดยเฉพาะงบที่ลงไปให้กระทรวงศึกษาธิการถึง 1.9 หมื่นล้านบาท โดยผูกพัน 15 ปี ไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะได้อย่างไร เพราะผูกพันนานขนาดนั้น

เมื่อถามว่าระยะเวลา 5 ชั่วโมงเพียงพอต่อการอภิปรายของฝ่ายค้านหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจในอดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็นฝ่ายค้าน ก็มักกล่าวอ้างว่าต้องให้เวลาฝ่ายค้านได้อภิปรายในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะตนจะเปรียบเทียบให้เห็นเมื่อสมัยที่ฝ่ายค้านโจมตีงบประมาณที่รัฐบาลขอไปดำเนินการในนโยบายประชานิยม แต่ในขณะนี้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังดำเนินการเรียนแบบประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ

และตนจะไม่เอาการอภิปรายเหมือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อครั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่เอาเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ของประเทศอังกฤษมาโจมตี แต่ตนจะชี้แจงข้อเท็จจริงในแบบเศรษฐกิจของไทย และจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลของบประมาณไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการแจกเงินใส่กระเป๋าระดับแกนนำ ไม่ใช่ประชาชน

ย้ำจุดยืนจองกฐินถล่ม"กษิต"

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องลำดับสอง เพราะลำดับแรกต้องดูว่าตัวบุคคลที่จะนำงบประมาณกลางปีไปใช้จ่ายมีความเหมาะสมหรือไม่ เช่นเดียวกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ของบประมาณไปใช้กระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งที่นายกษิต เป็นคนทำลายความน่าเชื่อถือในการท่องเที่ยว ซึ่งตรงนี้มีเอกสารหลักฐานชัดเจน เนื่องจากมีการแจ้งความต่อนายกษิต ที่สภ.ราชาเทวะ สมุทรปราการ ตนจะสอบถามไปยังนายอภิสิทธิ์ว่ารัฐมนตรีมีความเหมาะสมที่จะเอางบไปใช้จ่ายหรือไม่ แต่หากไม่ได้อภิปรายในครั้งนี้ก็จะเก็บสะสมเอาไว้ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 วงเงินงบประมาณ 116,700 ล้านบาทว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงเหตุผลการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าวว่า เนื่องจากในปี 2552 ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รายได้ภาคครัวเรือนลดลงจากปัญหาการจ้างงาน การลดลงของสินค้าเกษตร รวมทั้งความเชื่อมั่นภาคการลงทุนและการท่องเที่ยวลดลง

"มาร์ค"แจงอัดงบประชานิยมเป็นนโยบายเร่งด่วน

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และดำเนินโครงการด้านโครงการพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท

แบ่งเป้าหมายการใช้จ่าย คือ ค่าใช้จ่ายตามมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ จำนวน 2,652.0 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน จำนวน 6,900.0 ล้านบาท เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 4,090.5 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้ใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาล และเพื่อจัดสรรตามแผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและแผนงานเสริมสร้างรายได้ จำนวน 83,918.1 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือในการเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยจะดำเนินโครงการสำคัญ เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร โครงการพาณิชย์ช่วยเหลือประชาชน โครงการสนับสนุนการท่องเที่ยว โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี และโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังยืนยันถึงกรอบเวลาการอภิปรายว่า การให้ฝ่ายค้านอภิปราย 5 ชั่วโมง ถือว่ามากกว่าการอภิปรายทุกครั้งที่ผ่านมา และสาเหตุที่ต้องการให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันนี้ เนื่องจากต้องการอยู่ชี้แจงและตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านด้วยตัวเอง

"เหลิม"จวกประชานิยม"มาร์ค"ไม่กระตุ้นศก.

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ได้กล่าวอภิปรายว่า ขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะขาดดุล ความพยายามจะออกร่าง พ.ร.บ.พิจารณางบประมาณรายจ่ายในช่วงนี้จึงถือว่าผิด พร้อมกล่าวหาว่าลักษณะการจัดทำงบประมาณรายจ่าย 1.1 แสนล้านบาทเศษ ไม่ใช่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ไม่ทุกภาคส่วนตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการกระจุกงบฯ ตัวอยู่ที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น

“ผมไม่เห็นด้วยรัฐบาลนี้ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 325 ล้านบาทให้กระทรวงต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว ถือว่าเสียของ เพราะรมว.เป็นผลิตผลของพันธมิตรเพื่อประชาชนประชาธิปไตย งบประมาณแค่นี้ไม่เพียงพอกับการกอบกู้ความศรัทธา นายกษิต ภิรมย์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นว่าเล่นและยังตกผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายสากลอีกด้วย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ออกตัวไม่เกี่ยวเหตุมิคสัญญี 7 ตุลาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้กล่าวถึงพรบ.งบประมาณฯว่าไม่ใช่เป็นการจัดทำงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สลับกับการอภิปรายผูกโยงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันของรัฐบาลและพันธมิตรฯ โดยปกป้องตำรวจที่ใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมในเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬว่า ตำรวจร้อยละ 90 เป็นคนดี แต่ที่ต้องจำทนต้องใช้อาวุธสลายเพราะสถานการณ์พาไป และมติ ครม.ไม่มีคำสั่งให้ใช้กำลังแต่ได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ ร.ต.อ.เลิมยังนำหนังสือพิมพ์มติชนที่เขียนถึงเรื่องทุนนิยมสามานย์ และเปรียบเปรยว่า นายอภิสิทธิ์เคยต่อต้านแนวทางบริหารประเทศของรัฐบาลไทยรักไทยโดยระบุว่าเป็นทุนนิยมสามานย์แต่มาถึงปัจจุบันกลับทำเสียเอง โดยมีการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ชี้แจงเรื่องนี้

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงนโยบายช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนรายละ 2,000 บาทสำหรับผู้ประกันตนและมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนจำนวน 9 ล้าน 2 แสนคน โดยใช้งบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นนโยบายซื้อเสียงล่วงหน้า ส่วนโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ถือว่าเป็นการลอกนโยบายประชานิยม เพราะคนที่คิดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนทุกครัวเรือน แต่ไม่ขัดข้องหากรัฐบาลชุดนี้จะสานต่อเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้

เพ้อกลางสภาฝันนั่งนายกฯ

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า หากตกมีวาสนาได้เป็นนายกฯ คนที่ 28 ตนจะไม่ทำอย่างที่นายกฯคนปัจจุบันทำ แต่จะทำนโยบาย 1.จัดบัณฑิตอาสาสร้างงานอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น 2. จัดตั้งศูนย์โลจัสติกแบบครบวงจรเพื่อใช้สนามบินทั่วประเทศเป็นศูนย์การขนส่ง 3. จัดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครบวงจร 4.จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพแก่ผู้ที่มีความรู้ด้านแรงงาน พร้อมกันหาตลาดแรงงานมารองรับ และ5. จัดโครงการเสาไฟฟ้าส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วพื้นที่ที่ไม่มีฟ้าฟ้า เพื่อให้เกิดการจ้างงาน

"มาร์ค"ปัดข้อหาก่อการร้ายแทน"กษิต"

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตงบประมาณนั้น ตนจะกลับมาชี้แจงหลังจากกลับมาจากการปฎิบัติภารกิจในช่วงค่ำ แต่จะชี้แจงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณตั้งแต่กรณีปัญหาของนายกษิต ที่ร.ต.อ. เฉลิมบอกว่ามีการแจ้งความนายกษิตในข้อหาก่อการร้ายสากลในวันที่ 23 ธ.ค.ที่ จ.สมุทรปราการ นั้นความจริงเป็นการแจ้งข้อหาบุกรุก และไม่ได้เจาะจงนายกษิต ที่ปิดสนามบิน แต่มีการอ้างถึงการอภิปรายของนายกษิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนการแจ้งความร้องทุกข์นายกษิตโดยตรงคือวันที่ 26 ม.ค. ดังนั้น ที่ตนชี้แจงทุกครั้งเป็นความจริง

"สำหรับที่อ้างว่าผมเคยต่อต้านต่างๆ ของรัฐบาลเก่า แต่วันนี้ทำเสียเองนั้นไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบ เพราะแต่ละช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจไม่เหมือนกัน ราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นลง ดังนั้นจะยึดเอาคำพูดที่ผ่านมาไม่ได้ สำหรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ผมยังยืนยันความเห็นเดิม เพราะขณะนั้นทำในช่วงที่งบประมาณไม่พร้อม การสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชนเป็นสิ่งดี แต่งบประมาณต้องพร้อม ถามว่าโครงการนี้ที่ผ่านมาโรงพยาบาลได้รับงบประมาณตามที่ต้องใช้จริงหรือไม่ คนต้องต่อคิวยาว คุณภาพไม่เพียงพอ กระทั่งรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้เพิ่มงบประมาณรายหัว นโยบายนี้จึงเดินหน้าได้ถึงขั้นสามารถยกเลิกการเก็บ 30 บาท" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ลั่นประชานิยมปชปไม่ใช่ทุนนิยมสามานย์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า บางโครงการถ้าเป็นประโยชน์กับประชาชน ตนไม่เป็นคุณนายละเอียด หรือ คิดเล็กคิดน้อย ว่า ใครเริ่มต้นไว้ โดยเฉพาะนโยบาย 6 เดือน 6 มาตรการก็เพิ่งทราบวันนี้ว่าเป็นความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใจว่าเป็นความคิดของนายสมัคร สุนทรเวช หรือ รมว.คลังขณะนั้น อะไรที่เป็นประโยชน์ก็เดินต่อ อะไรที่แก้ไขก็ปรับปรุงส่วนที่ไม่ถูกต้องก็ยกเลิก นโยบายรัฐบาลวันนี้จะเรียกประชานิยมหรือไม่ ก็แล้วแต่ ตนก็ไม่คิดจะเป็นเจ้าตำรับเศรษฐกิจ เพราะรู้จักประมาณตน มาตรการทั้งหลายจะดูตามความจำเป็นและเนื้องานเป็นหลัก และยืนยันว่าไม่มีทางทำอย่างนี้ในปี 2544 หรือ 2548 อย่างแน่นอน วันนี้บอกว่าจะพูดประชานิยมแล้วจะไปสู่ทุนสามานย์หรือไม่ ตอบว่าไม่ เพราะคนคิดนโยบายนี้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะนั่น คือ หัวใจของทุนสามานย์

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม แย้งว่า กรณีของนายกษิตนั้นในวันที่ 23 ธ.ค.มีคนไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายกษิต ในฐานะเป็นผู้ก่อการร้ายสากลที่สถานีตำรวจภูธรราชาเทวะ มีบันทึกประจำวันลงข้อความว่านายกษิตได้ร่วมในการยึดสนามบินจนเป็นเหตุให้ปิดสนามบิน ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาม. 135 / 1 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย

-----------------------------------------

ครม.ไฟเขียว!ปลดหนี้ชาวนา-ผันงบกู้ยืมเพื่อการศึกษาหมื่นล้าน

ครม.อนุมัติงบฯ 607 ล้านซื้อนี้ชาวนา เล็งโยกที่ดินในมือแบงก์เข้าแผนฟื้นฟู พร้อมไฟเขียวร่างกม.ความปลอดภัยสนามบินทั่วปท. ขณะที่นร.-นศ.เฮลั่น!ที่ประชุมผ่านเงินกู้ยืมเรียน 1 หมื่นล้านให้กยศ. 'จุรินทร์'ฟันธงภายใน 3 เดือนได้เงินแน่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดย นาวาอากาศโทประทีป วิจิตรโท รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฝ่ายปฏิบัติการ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ชื่อดังกล่าว อาจต้องเปลี่ยนแปลง เพราะต้องการให้กฎหมายบังคับใช้ครอบคลุมสนามบินทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากร่างกฎหมายส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบและส่งกลับมายัง ครม. รับทราบ ก็จะสามารถเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาได้

นาวาอากาศโทประทีป กล่าวอีกด้วยว่า สำหรับหลักสำคัญของกฎหมาย เพื่อต้องการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทท่าอากาศยานไทย เข้าไปขวางกั้น จับกุม สลายการชุมนุม และเปรียบเทียบปรับผู้บุกรุก และทำให้เกิดความเสียหาย และเพื่อส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีในขั้นต่อไป จากเดิมที่เจ้าหน้าที่ ทอท. ไม่มีอำนาจขัดขวางผู้บุกรุก และต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สำหรับการเปรียบเทียบปรับเพิ่มเพดานสูงสุดจาก 2,000 บาท เป็น 10,000 บาท ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นการดำเนินคดีทางแพ่ง ส่วนกฎหมายอาญา มีกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กฎหมายเจ้าหน้าที่พลเรือน และกฎหมายป้องกันการก่อการร้ายที่ให้อำนาจในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว

ไฟเขียวงบฯ 607 ล้านซื้อหนี้ชาวนา

ด้านนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รักษาการเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผย หลังเป็นตัวแทนเกษตรกรเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ว่า ตรม.มีมติอนุมัติงบประมาณ 607 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อหนี้ที่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นซื้อสินทรัพย์ไปคืนมาให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจำนวน 1,187 ราย ซึ่งพร้อมประสานงานกับเจ้าหนี้ทันที โดยมี 1,141 ราย มูลค่าหนี้ 582 ล้านบาท อยู่กับสถาบันการเงินของรัฐ ส่วนอีก 46 ราย อยู่กับบุคคลที่ 3 ที่จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป

อย่างไรก็ตาม นายสังศิต ยังระบุว่า เบื้องต้นพบว่าหนี้ส่วนใหญ่ จำนวน 787 ราย มูลค่า 258 ล้านบาท อยู่ที่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งได้ประสานงานกับธนาคารกรุงไทยไปแล้ว ส่วนขั้นตอนจากนี้ไป เกษตรกรต้องเป็นหนี้กับรัฐบาลแทน ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลจะปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ต่อปี และอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนในบางรายที่มีมูลค่าหนี้ไม่สูงมาก ให้ลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี และให้เกษตรกรเหล่านี้เข้าระบบแผนฟื้นฟูทันที เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นหนี้อีก

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมชาวเกษตรกรจากทั่วประเทศ จำนวนกว่า 1 พันคน ได้เดินทางมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล นำโดยนายวัชระพงษ์ คงมั่น ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เพื่อทวงถามรัฐบาลที่ได้สัญญา กรณีจะดำเนินการนำเรื่องอนุมัติงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท ในการซื้อหนี้เสีย (NPL) เพื่อช่วยเหลือชาวเกษตรกรให้ซื้อที่ดินที่ถูกธนาคารพาณิชย์ยึดไปกลับมาคืนมา

และให้นำหนี้สินเหล่านี้ กลับเข้ามาสู่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อที่จะให้ชาวนาเป็นผู้ผ่อนส่งต่อกองทุนฟื้นฟูฯ ด้วยลำแข้งตัวเองนายวัชระ กล่าวว่า รัฐบาลต้องช่วยชาวเกษตรกร ไม่เช่นนั้นที่ดินจะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน หากรัฐบาลไม่รีบดำเนินการซื้อหนี้ของชาวเกษตรกร ที่ดินทำกินจะถูกกลุ่มนายทุนซื้อไปหมด

นายวัชระ ยืนยันว่า เกษตรกรไม่ได้มาขอให้รัฐบาลปลดหนี้ แต่รัฐบาลมีส่วนในการรับผิดชอบ เพราะการที่ชาวนาสูญเสียที่นานั้น หมายความว่าสูญเสียชาติด้วย เราต้องการที่ดินกลับคืนมาถ้าพี่น้องชาวนาไร้ที่ดิน ไฟจะลุกท่วมแผ่นดิน

นร.-นศ.เฮลั่น!ครม.อนุมัติงบฯหมื่นล้านกยศ.

ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทำให้ กยศ.ได้งบประมาณเพิ่มจากของเดิมรวมเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวจะทำให้นักศึกษาสามารถกู้เงินได้เพิ่มเติม 3.53 แสนราย ทำให้เพิ่มยอดที่นักศึกษาที่ได้รับเงินกู้เป็น 1 ล้านราย นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่ไม่ได้กู้ยืมเงินตั้งแต่ปี 1 ในระดับอุดมศึกษา มัธยม และปวช. สามารถกู้ได้โดยเริ่มที่ชั้นปีที่ 2-4 ได้ ส่วนสายอาชีพสามารถกู้ได้ชั้นปวส .

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบในเรื่องมาตรการจูงใจให้นักศึกษากู้ยืมในสายอาชีพมากขึ้น จากเดิมสัดส่วนระหว่างสายสามัญและสายอาชีพอยู่ที่ 60 ต่อ 40โดยกระทรวงศึกษาธิการจะหามาตรการจูงใจเพิ่มสัดส่วนเป็น 50 ต่อ 50 และส่งเสริมให้นักศึกษากู้เงินยืมเรียนได้อีก 400 สาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับหลักเกณฑ์ของการกู้ยืมนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลยังยืนยันตามหลักเกณฑ์เดิมสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาลครั้งที่ 1 คือ เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยและยากจน ผู้ปกครองมีรายได้น้อยต่ำกว่าเกณฑ์ โดยกระทรวงศึกษาฯจะเร่งให้สามารถนำไปใช้ได้เร็วขึ้น จากเดิมที่กว่าจะได้เงินก็ล่าช้านับปี แต่หลังจากนี้หากคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ก็จะอนุมัติได้ภายในเวลา 3 เดือน รวมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ

นอกจากนี้ ครม.ยังผ่านงบอีก 3 พันล้านบาทใช้ในโครงการนมโรงเรียนฟรี พร้อมทั้งอนุมัติขยายจากชั้นอนุบาล - ป.4 เพิ่มถึงชั้นป.5-ป.6 โดยจะมีเด็กที่ได้รับประโยชน์กว่า 2 ล้านคนคาดว่าจะเริ่มได้ในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษาหน้า นอกจากนี้กระทรวงจะขอความร่วมมือไปยังองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ร่วมสนับสนุนโครงการดื่มนมฟรี จากชั้นอนุบาลถึง ป.6ให้ครบทุกพื้นที่

เห็นชอบมาตรการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเดย์1ก.พ.นี้

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทางเลือก จากพืชการเกษตรในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และรักษาเสถียรภาพในภาคการคลังและระบบเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง ได้เสนอให้ปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเข้าโครงสร้างเดิม ก่อนโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน และปรับลดตำแหน่งทศนิยมของอัตราภาษีสรรพสามิตมันดังกล่าวให้เป็นทศนิยม 3 ตำแหน่ง

โดยมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตกลุ่มน้ำมันเบนซินทุกประเภท และดีเซลกำมะถันสูงมากกว่าช่วงก่อนใช้ 6 มาตรการ 6 เดือน ขณะที่ลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้แก๊สโซฮอล์ อี 85 และไบโอดีเซลลง ส่วนแก๊สโซฮอล์ประเภทอื่น เป็นอัตราภาษีใกล้เคียงกับอัตราเดิม

อย่างไรก็ตาม รมว.คลัง กล่าวอีกด้วยว่า อัตราภาษีดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2552 เป็นต้นไป โดยคาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 1,572 ล้านบาท และครม.ยังมอบหมายให้กระทรวงพลังงานใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด และให้กระทรวง พาณิชย์ดูแลป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนน้ำมันเพื่อจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้น

ขยายเวลาจ่ายเงินทดแทนผู้ว่างงาน 8 เดือน

นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงแรงงานในการกำหนดเกณฑ์ผู้ว่างงานที่จะได้รับเงินทดแทนจากกองทุนประกันสังคม โดยได้เพิ่มจำนวนเงินทดแทนและขยายระยะเวลาการทดแทน กล่าวคือ การเพิ่มจำนวนเงินทดแทนจากเดิม 180 วัน เป็น 240 วัน และขยายระยะเวลาการทดแทนให้แก่ผู้ที่ว่างงานจากเดิม 1 ม.ค.-31 ธ.ค.52 เป็น 1 ธ.ค.51-31 ธ.ค.52

ทั้งนี้ ครม.เห็นว่าในเดือน ธ.ค.51 อัตราการว่างงานขยายตัวเพิ่มผิดปกติถึง 51,000 คน ดังนั้นจึงขยายเวลาเพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมไปถึงจำนวนผู้ว่างงานอีก 51,000 คนด้วย

ครม.สั่งก.ท่องเที่ยวฯทบทวนยุบไทยแลนด์อีลิทการ์ด

นอกจากนี้ นายพุทธิพงษ์ ที่ประชุมครม.มีมติมอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศึกษาแนวทาง รวมถึงผลกระทบต่อสมาชิก หากมีการยุบบริษัท ไทยแลนด์ อีลิท การ์ด (Thailand Elite Card) ภายหลังจากกระทรวงได้รายงานพบการขาดทุนสะสมถึง 1,142 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะต้องมีการยกเลิกโครงการไทยแลนด์ อีลิท การ์ด อย่างแน่นอนในอนาคต แต่จะดูแลสมาชิกผู้ถือบัตรไม่ให้เสียผลประโยชน์

โดยในส่วนของการขอวีซ่าที่จะหมดอายุลงนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มีการต่ออายุวีซ่าออกไปอีก 5 ปี อย่างไรก็ตาม ให้นำผลการศึกษาแนวทางยกเลิกโครงการไทยแลนด์ อีลิท การ์ด กลับมาเสนอต่อที่ประชุมครม.อีกครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์

ไฟเขียวงบฯเกือบ2พันล.รองรับปชช.ใช้'บัตรทอง'

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกด้วยว่า ครม.ยังอนุมัติงบประมาณ เพิ่มเติมสำหรับประชาชนที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เนื่องจากพบว่า ในปี 50 และ 51 มีประชาชนมาลงทะเบียนมากเกินกำหนดที่ตั้งไว้ โดยในปี 50 มีผู้มาลงทะเบียนมากเกินกำหนดที่ตั้งไว้ จำนวน 642,000 คน ซึ่งต้องใช้เงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นจำนวน 1,211 ล้านบาท ขณะที่ปี 51 มีผู้มาลงทะเบียนสูงกว่าที่คาดหมายไว้ 350,200 คน ซึ่งต้องใช้งบประมาณอุดหนุน 735 ล้าน กระทรวงสาธาณสุขจึงของบประมาณเพิ่มทั้งหมด 1,955 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติแล้ว

ใจป้ำ!!ผ่านฉลุย 9โครงการเอาใจ ศอ.บต.

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกรัฐบาลแถลงภายหลังผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงงานด้านความมั่นคง ว่า ครม. ได้เห็นชอบในการดำเนินโครงการต่างๆ ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวักชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวม 9 โครงการ ตามที่ ศอ.บต.เสนอ

ประกอบด้วย1.กิจกรรมห้องเรียนศอ.บต. 2. กิจกรรมครอบครัวอุปถัมภ์เพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. โครงการเรียนดีมีสุข กับรร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ยะลา 4. กิจกรรมให้ความร่วมมือทางการศึกษาแก่เยาวชนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5.โครงการพัฒนาผู้สอนอิสลามศึกษา หรืออุสตาซที่จบ ป.ตรี ศึกษาต่อหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตศึกษา( ป.บัณฑิต สาขาวิชาชีพครู) 6.โครงการสนับสนุนผู้จบการศึกษาระดับอาชีวะศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น 7. กิจกรรมจัดสรรทุนการศึกษาและสนับสนุนทุนการศึกษา 8. โครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปประกอบพิธีฮัจย์ 9. โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล

ทั้งนี้ นายปณิธาน กล่าวอีกด้วยว่า การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่เห็นควรให้ศอ.บต.ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดสรรทุนการศึกษาประเภทเดียวกัน และให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งการเบิกจ่ายเป็นไปตามระเบียบทางราชการ สำหรับงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายในแต่ละปี ที่ยังไม่มีความชัดเจนในแต่ละรายการ เห็นควรดำเนินการตามความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความเหมาะสมต่อไป

เห็นชอบจ่าย2พันพนง.รัฐวิสาหกิจ-อปท.

นายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดสรรเงินช่วยเหลือ จำนวน 2,000 บาท เพิ่มให้แก่กลุ่มข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. และพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐวิสาหกิจมีกรอบเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ส่วน อปท. ไม่เกิน 14,990 บาท หรือไม่เกินระดับซี 5 ใช้เงินจากการช่วยเหลือค่าครองชีพในส่วนข้าราชการที่มีอยู่ 18,000 ล้านบาท หากไม่พอ จะใช้งบฉุกเฉินช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยจะนำระเบียบวาระ เพิ่มในการพิจารณางบประมาณกลางปี ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

‘เทพเทือก’น้ำท่วมปาก‘อุ้มบินไทย’แฉ!สต็อกน้ำมันล่วงหน้าทำเจ๊ง

ที่มา ประชาทรรศน์

‘เทพเทือก’ น้ำท่วมปาก แจงเหตุ ‘บินไทย’ ถังแตก! หลังเผชิญภาวะขาดทุนรุนแรง อ้างรัฐบาลเพิ่งเข้ามาแก้ รอนัดถก ‘คลัง-คมนาคม’ ลั่นยังไม่เห็นแผนฟื้นฟู ‘อุ้มบินไทย’ สะพัดยื้อได้แค่เดือน มี.ค. หากรัฐไม่มีผันงบฯพยุงสถานการณ์ คนในแฉผู้บริหารปากมัน ‘สต๊อกน้ำมันล่วงหน้า’ ราคาแพงหูฉี่ถึง 150 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล พร้อมจี้ ‘ขุนคลัง’ ตรวจสอบที่มาที่ไป หวั่นมีวาระซ่อนเร้น ปูดอีกเตรียมปลดพนักงาน-ลดเที่ยวบินล็อตใหญ่หวังลดต้นทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง โดยยอมรับว่า สถานการณ์ตอนนี้น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าวิกฤตปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว และรัฐบาลก็เพิ่งเข้ามา แต่พอมาเห็นก็ยอมรับว่าหนักใจ เอาเป็นว่ารัฐบาลจะเข้าไปดูแลบริษัทการบินไทยก็แล้วกัน ตนขอยืนยันอย่างนี้ ซึ่งขณะนี้แผนฟื้นฟูยังไม่เสนอขึ้นมา แต่อย่าให้ตอบว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่ เอาคำมั่นจากตนไปได้เลยว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ

เมื่อถามว่า หากนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหม รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะจัดให้มีการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงคมนาคมก่อน ซึ่งจะมีการขอคุยนอกรอบ เพื่อให้เห็นภาพกันได้ชัด ไม่ต้องติดขัดกับระเบียบวิธีการ เมื่อปรับความคิดความเห็นตรงกันแล้ว ก็จะได้ดูกันว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่าทุกเส้นต้องหยุดก่อน เพื่อเอาความอยู่รอดของบริษัทการบินไทยก่อน เอาผลประโยชน์ชาติเป็นหลักก่อน และขอปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการกับบอร์ดที่ทำงานผิดพลาดโดยบอกว่าอย่าเพิ่งถามตอนนี้

สต๊อกน้ำมันล่วงหน้าราคาแพงหูฉี่ทำ'บินไทย'ถังแตก!

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในการบินไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้การบินไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องอย่างรุนแรง โดยงบประมาณที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันทั้งหมด จะสามารถผยุงบริษัทไปได้ถึงแค่เดือนมีนาคมนี้ โดยหนึ่งในสาเหตุที่การบินไทยประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เนื่องมาจากก่อนหน้านี้ การบินไทยได้มีการสต๊อกน้ำมันล่วงเป็นเวลาหลายเดือนในราคา 150 บาทต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไปแตะที่ 170 ดอลล่าต่อบาร์เรล แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้ามเพราะราคาน้ำมันโลดกลับดิ่งลงมาอยู่ที่ประมาณ 39 ดอลล่าต่อบาร์เรล ส่งผลให้การบินไทยยังคงต้องซื้อน้ำมันในราคา 150 ดอลล่าต่อบาร์เรลต่อไป

"เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าผิดสังเกตุมาก เพราะการบินไทยเป็นสายการบินไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันภายในประเทศอย่าง ปตท. แต่ทำไมการบินไทยถึงต้องสต็อกน้ำมันล่วงหน้าในจำนวนมากมายขนาดนี้ ซึ่งไม่ทราบว่า การซื้อขายในจำนวนมากขนาดนี้มีความโปร่งใสหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบที่มาที่ไปของการซื้อขายครั้งนี้ว่า มีการทำสัญญากับกองทุนน้ำมันใด และเอื้อประโยชน์ให้กับใครบ้าง รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง" แหล่งข่าว ระบุ

นอกจากนี้ แหล่งข่าวคนเดิม ยังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้การบินไทยกำลังปรับในเรื่องการลดต้นทุน โดยมีแนวโน้มว่าจะมีการปลดพนักงานที่มีความอาวุโสสูงและมีเพดานเงินเดือนสูงออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันก็จะมีการลดจำนวนเที่ยวบินลงไป ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับแอร์ โฮสเตทและกัปตันมาก เนื่องจากพนักงานในส่วนนี้จะมีรายได้ส่วนใหญ่จากการขึ้นบินต่อครั้งต่อไฟลท์ และหากไม่มีเที่ยวบิน พนักงานก็จะเสียรายได้ส่วนนี้ไป

ด้าน น.ต.ถนิต พรหมสถิตย์ กัปตันการบินไทยอาวุโส เปิดเผยว่า การที่การบินไทยต้องประสบปัญหาขาดสภาพคล่องหนักถึงขนาดนี้ เกิดจากระบบอุปถัมภ์ในองค์กร มีเด็กเส้นในบริษัทมาก ส่งผลให้คนเก่ง คนมีฝีมือ ไม่ได้เข้ามาบริหารการบินไทย แต่กลับได้เด็กเส้นที่ไม่มีความสามารถในการบริหารองค์กรเข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งตรงนี้ตนมองว่า ควรจะหมดไปจากการบินไทยได้แล้ว โดยเฉพาะในยามที่สถานการณ์ของการบินไทยกำลังย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ การบินไทยต้องคัดสรรคนดีมีฝีมือเข้ามาทำงาน รื้อระบบเส้นสายให้หมด ไม่เช่นนั้นองค์กรจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ลำบาก

ชาวไทยสามัคคี ร่วมใจกันรื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ

ที่มา thaifreenews

บอร์ดบินไทยไม่ยอมตายเดี่ยว แฉสิ้นไส้ยึดสนามบินเป็นเหตุจำปีเจ๊ง เทือกเล็งให้คนทั้งชาติรับภาระอุ้ม

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
28 มกราคม 2552


เทพเทือกโดดอุ้มการบินไทยไม่ยอมปล่อยให้เจ๊ง คาดให้คนทั้งประเทศแบกรับภาระ ส่อแววโยนขี้ให้บอร์ดเป็นจำเลย โดนบอร์ดสวนกลับแฉข้อเท็จจริงเหตุการณ์ยึดสนามบินเป็นเหตุให้บริษัทขาดเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลขาดสภาพคล่องเกือบเจ๊ง เผยยังขาดอีกหมื่นล้านมาต่อท่อไม่งั้นล้ม เผยหากไม่มียึดสนามบินจะขาดทุนเล็กน้อยเท่านั้นไม่กระทบหนักขนาดนี้ พันธมิตรแถด้านๆอดีตนายกฯสมชายต้องรับผิดชอบ ให้ออกดีๆไม่ยอมจนต้องปิดสนามบินไล่เอง เลยช่วยไม่ได้



เทพเทือกส่อโยนขี้บอร์ดบินไทยทำสายหารบินแห่งชาติจวนเจ๊ง

วันนี้(28 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง โดยยอมรับว่า สถานการณ์ตอนนี้ น่ากลัวมาก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลมองว่า น่ากลัวแต่ทำไมยังเงียบ คณะกรรมการ (บอร์ด) ก็ไม่ยอมลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่บกพร่องต่อหน้าที่และบริหารงานผิดพลาด ซึ่งนายสุเทพ กล่าวว่า ใช่ ๆ น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน

"ต้องยอมรับว่า วิกฤตปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว และรัฐบาลก็เพิ่งเข้ามา แต่พอมาเห็นก็ยอมรับว่าหนักใจ เอาเป็นว่า รัฐบาลจะเข้าไปดูแลบริษัทการบินไทยก็แล้วกัน ตนขอยืนยันอย่างนี้ ซึ่งขณะนี้แผนฟื้นฟูยังไม่เสนอขึ้นมา แต่อย่าให้ตอบว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่ เอาคำมั่นจากผมไปได้เลยว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ"

เมื่อถามว่าไม่เกรงเมื่อนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหมครับ รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบ

"รัฐบาลจะจัดให้มีการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงคมนาคมก่อน และจะขอคุยนอกรอบก่อน เพื่อให้เห็นภาพกันได้ชัด ไม่ต้องติดขัดกับระเบียบวิธีการ เมื่อปรับความคิดความเห็นตรงกันแล้ว ก็จะได้ดูกันว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่าทุกเส้นต้องหยุดก่อน เพื่อเอาความอยู่รอดของบริษัทการบินไทยก่อน เอาผลประโยชน์ชาติเป็นหลักก่อน"นายสุเทพกล่าว

เมื่อถามว่าตัวบอร์ดบริหารงานผิดพลาดจะพิจารณาอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งถามตอนนี้ เมื่อถามว่าจะใช้โอกาสนี้เข้าไปล้างบางหรือทำความสะอาดบอร์ดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งๆๆ โธ่ เดี๋ยวเขาก็ล้างตนซะก่อน ใจเย็นๆ

บอร์ดบินไทยตอกกลับโจรยึดสนามบินเป็นเหตุให้เจ๊ง

นายพิชัย ชุหวิชร กรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ สามารถจัดหาแหล่งเงินกู้จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาทได้แล้ว จากแผนการดำเนินงานที่จะต้องหาเงินกู้จำนวน 3.4 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัท โดยคาดว่าจำนวนเงินที่เหลืออีกกว่าหมื่นล้านบาทจะสามารถจัดหาได้อย่างไม่มีปัญหา

นายพิชัย กล่าวเสริมว่า แผนงานเดิมการบินไทยคาดการณ์ว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทจะประสบภาวะขาดทุนเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยจากในปี 2550 ที่บริษัทเคยมีกำไรประมาณ 7 พันล้านบาท แต่เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองและเหตุการณ์ปิดสนามบิน 2 สัปดาห์ จึงทำให้การบินไทยไม่มีรายได้ และยังมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุทำให้ประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก และต้องกู้เงินสูงถึง 3.4 หมื่นล้านบาท

นายพิชัย ยืนยันว่า การรับมอบเครื่องบินแอร์บัส 330-300 จำนวน 6 ลำในปีนี้ มีความจำเป็นเพราะจะช่วยเพิ่มรายได้ให้บริษัทฯ ไม่ใช่เป็นภาระอย่างที่พนักงานหรือบุคคลภายนอกเข้าใจ ทั้งนี้ การบินไทย ได้จ่ายค่าเครื่องบินแอร์บัสไปแล้ว 30-35% ของค่าเครื่องบินทั้งหมด

"เราคิดว่าอีกหมื่นกว่าล้านจะหาได้ ทุกธุรกิจก็มีปัญหาสภาพคล่อง ไม่ใช่ว่าเราขาดทุนเพราะธุรกิจไปไม่รอด แต่การซื้อเครื่องบินไม่ใช่ว่าคืนทุนได้เร็ว 3-5 ปี ฉะนั้นเราต้องสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจกับคนข้างนอกว่าการรับเครื่องบินไม่ใช่ภาระ"

นายพิชัย ยังเชื่อมั่นว่า การบินไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยจะปรับโครงสร้างใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิม และจะไม่มีเงินกู้เพิ่มขึ้นอีก

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปัญหาของการบินไทย เกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการที่คาดไม่ถึงในเรื่องของการปิดสนามบิน จนส่งผลกระทบต่อถึงเงินทุนหมุนเวียน และเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในระยะสั้น เพราะการปิดสนามบินเกิดขึ้นช่วงไฮซีซั่นในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสภาพคล่องเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งหากพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2552 เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เชื่อว่า จำนวนผู้โดยสารจะมีปริมาณมากเหมือนเดิม และมีรายได้กลับคืนมาพอแก้ปัญหาการขาดทุน แต่ปัญหาระยะสั้นที่ การบินไทยต้องเร่งดำเนินการ คือการปรับลดค่าใช้จ่าย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การชะลอรับมอบเครื่องบิน การขยายเวลาชำระคืนหนี้ที่ครบกำหนด

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตุว่า ในช่วงเดือนธันวาคม แม้การบินไทยจะมีเครื่องบินถึง 80 ลำ หากขึ้นบินทุกวัน มีคนนั่งเต็มทุกเที่ยวบินตลอด 1 เดือน ก็จะมีรายได้ไม่ถึง 1 พันล้านบาท ดังนั้นเหตุผลในการกล่วโทษการปิดสนามบิน จึงขัดกับหลักความเป็นจริง และหากมองดูงบการเงินย้อนหลังแล้ว ก็มีปัญหาการขาดทุนมาโดยตลอด และมักใช้การซื้อเครื่องบินเพิ่ม เป็นข้ออ้างในการเพิ่มรายได้เพื่อขอเงินรัฐบาล และยังมีการทุจริตภายในที่รัฐบาลยังไม่เคยเข้าไปตรวจสอบเอาผิดอย่างจริงจัง ทั้งยังเป็นบริษัทที่มีข่าวการทุจจริตโกงกินมากที่สุดด้วย

โจรพธม.โยนขี้ให้อดีตนายกฯสมชายรับกรรมหน้าตาเฉย

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้วกัน

พันธมิตรกลัวงานกร่อย ราดน้ำมันพรึ้บเสื้อแดงชุมนุมใหญ่31มกราคม กดดันโจรจับโจร

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มกราคม 2552

เสื้อแดงระดมพลคึกคักชุมนุมใหญ่สนามหลวง31มกราคมนี้ กดดันเอาผิดผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน ปลดกษิตพ้นรัฐมนตรีต่างประเทศ นำรธน.ประชาธิปไตยปี40กลับมาใช้ ยังอุบจะเคลื่อนปิดทำเนียบรัฐบาลหรือเปล่า ไม่แน่อาจยกพลไปหัวหินสกัดรัฐบาลโจรประชุมอาเซียนซัมมิต ด้านโจรพันธมิตรกลัวคนมาน้อยช่วยเรียกแขก หยันสังคมไม่ขานรับเสื้อแดงชุมนุม อ้างยึดสนามบินเสียหาย"สมชาย"ต้องรับผิดชอบ เพราะม็อบดีๆไม่ยอมลาออกเลยต้องทำลายชาติ


"เสื้อแดง"ชุมนุมใหญ่31มกราคมนี้เสนอบุกทำเนียบฯ


นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคมนี้ ที่ห้องสนามหลวง ว่าจะมีการเคลื่อนขบวนอย่างแน่นอน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นที่ไหน บอกได้เพียงที่นั่นจะต้องเป็นจุดศูนย์กลางในการบริหารบ้านเมือง เชื่อว่าจะมีคนมาร่วมชุมนุมประมาณ 30,000 คน เมื่อถามว่าจุดที่จะเคลื่อนไปจะเป็นทำเนียบรัฐบาลใช่หรือไม่ นายจรัล กล่าวพร้อมหัวเราะว่า "ไม่แน่อาจจะไปที่หัวหินก็ได้"

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า แกนนำฯกำลังหารือกันว่า จะเคลื่อนขบวนไปสถานที่ใด โดยจะมีข้อสรุปและแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 29 มกราคมนี้

"เบื้องต้นแกนนำผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ เห็นว่าควรเคลื่อนขบวนคนเสื้อแดง จากท้องสนามหลวงมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเสนอ 3 ข้อหลักให้กับรัฐบาล ประกอบด้วย 1.ปลดนายกษิต ภิรมย์ พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2.ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรข้อหาก่อการกบฏ กรณีปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง และ 3.เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภา แต่ถ้ารัฐบาลยังคงนิ่งเฉย การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงก็จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ" แหล่งข่าว กล่าว

นปช.บุกทำเนียบยื่นคำขาดถึงนายกฯให้จัดการพันธมารยึดสนามบิน

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช.ประมาณ 20 คน นำโดยนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายไชยนิรันดร์ พะยอมแย้ม ได้เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ซึ่งนายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาฯนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นคนมารับหนังสือ

โดยข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ

1. เร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจังนำตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางการเมือง ผู้ก่อความรุนแรงจากการปิดถนน การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที การปิดล้อมสถานที่ราชการ การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การปล้นทรัพย์ในทำเนียบรัฐบาล การใช้อาวุธปืน การจัดทำระเบิด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บในโอกาสต่างๆ มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิดโดยไม่แทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยความรวดเร็ว อย่างโปร่งใสเปิดเผย

ประการที่2.ปลดรัฐมนตรีว่การกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ เพื่อเป็นการแสดงให้สังคมรับรู้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สนับสนุนการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมปิดถนนและการก่อความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯปลดนายกษิต ภิรมย์ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างสังคมนิติรัฐและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาชาติ และเป็นการสร้างความมั่นคงและความมั่นคงในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกด้วย

และประการที่ 3 แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 2550 โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้เป็นการแสดงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐฐบาลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารและมีความจริงใจต่อประชาธิปไตย

โดยนายจรัญ กล่าวว่า ขอให้จับตาการเคลื่อนไหวของนปช.ในวันที่31 ม.ค.นี้ให้ดี เพราะจะเป็นการเคลื่อนไปยังจุดศูนย์กลางของรัฐบาล รวมถึงเป็นการยื่นคำขาดและประกาศจุดยืนของแนวร่วมต่อรัฐบาล ซึ่งคาดว่าการชุมนุมในวันที่31 ม.ค.นี้จะมีคนมาร่วมชุมนุมกว่า3หมื่นคนอย่างแน่นอน

พันธมิตรช่วยเรียกแขกหยันสังคมไม่ขานรับเสื้อแดงชุมนุม

นาย พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศว่าในวันที่ 31 ม.ค.นี้อาจจะเคลื่อนไหวยึดทำเนียบรัฐบาล ว่า จากการพิจารณาจากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของกลุ่มที่ตนไม่เรียกว่าเสื้อแดงแต่จะเรียกว่ากลุ่มสนับสนุนทักษิณ ไม่สามารถปลุกกระแสสังคมได้ โดยเฉพาะการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตามฉบับของคป.พร.ยังคงมีวาระเพื่อช่วยเหลือพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะไม่ได้รับการตอบรับจากสังคม หรือการเรียกร้องให้ปลดนายก ษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ก็ยังไม่มีความชอบธรรม จะอ้างว่าต้องปลดออกเพราะขึ้นเวทีพันธมิตรฯไม่ได้ ต้องแยกแยะบทบาทออกจากกันให้ชัดเจน เพราะการที่นายกษิต ขึ้นเวทีพันธมิตรฯนั้นกระทำในนามประชาชนคนไทยที่รักชาติ ศาสนา และพระมากษัตริย์ ไม่ใช่ในนามตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชมมากกว่าจะมาขับไล่ ส่วนหลังจากนั้นเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ทำเรื่องเสียหายเลย

นายพิภพ กล่าวว่า ส่วนข้อเรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพธม.นั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเรียกร้องได้ เช่นเดียวกับที่พธม.เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่างๆรวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งขณะนั้นหมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสิ้นเชิง โดยไม่สามารถบริหารประเทศได้ ให้ลาออก แต่เมื่อนายสมชาย ไม่ลาออกก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อมีคนที่มองว่าพธม.ทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายให้ศาลตัดสินแต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้วกัน

“ ผมจะไม่คาดการณ์ว่ากลุ่มคุณทักษิณจะยึดทำเนียบรัฐบาลได้หรือไม่ แต่คิดว่าการรณรงค์ประชาชนครั้งนี้จะปลุกกระแสไม่ได้ เพราะประเด็นข้อเรียกร้องไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ ต่างกับพันธมิตรฯที่สามารถชุมนุมยืดเยื้อได้ 193 วันเนื่องจากเป็นการชุมนุมที่มีเหตุมีผล และยึดหลักสันติวิธีไม่ใช่ความรุนแรง ” แกนนำพันธมิตรฯกล่าว

อานิสงส์"เอเอสทีวี"

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
หลังจบรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ครั้งที่สอง

ปรากฏว่านายกฯ อภิสิทธิ์ ถูกอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งไปโผล่โฟนอินทางดี สเตชั่น หรือดีทีวี

แย่งซีนประจำวันอาทิตย์ไปเกลี้ยง

หนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้น ต่างจับเอาเรื่องที่อดีตนายกฯ ทักษิณพูด มาพาดหัวตัวใหญ่กว่าข่าวนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่พูดถึงเรื่องมาตรการด้านเศรษฐกิจ

ขณะเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินนั้น ปนเปกันไปทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

อย่างเช่น การประกาศว่าจะต่อสู้กับความอยุติธรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นเดิมๆ ที่มักหยิบยกขึ้นมาพูดเรียกคะแนนสงสารจากแฟนคลับทุกครั้งที่โฟนอิน

กับอีกประเด็นที่สื่อสนใจคือเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าถูกฝ่ายตรงข้ามตามล่าเอาชีวิต ถึงขนาดพูดย้ำ 2-3 ครั้งในรายการ

ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่จริง?

เพราะข่าวการลอบฆ่าผู้นำหรืออดีตผู้นำประเทศ แม้จะมีให้ได้ยินกันบ่อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องพิสูจน์ยากในทางการเมือง

ส่วนประเด็นทางเศรษฐกิจนั้น

พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเคยได้ชื่อเป็น "เจ้าพ่อประชานิยม" ขนานแท้

ตอนนี้กำลังถูกวัดรอยเท้าจากนายกฯ อภิสิทธิ์ เจ้าพ่อประชานิยมคนใหม่โดยเฉพาะจากมาตรการแจกเงิน 2,000 บาท

พ.ต.ท.ทักษิณคงกลัวว่าจะ "โดนใจ" คนรากหญ้ามากกว่า เลยต้องรีบออกมาสกัดดาวรุ่งเสียก่อน ว่าการนำประชานิยมมาเป็นเรื่องแข่งขันทางการเมือง

อาจเป็นการผลักไสประเทศไทยกลับไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้ง

ถ้าใครจะมองว่าการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ มีเป้าหมายทางการเมือง มากกว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยบริสุทธิ์ใจ ก็คงไม่ผิดจากความจริงเท่าไหร่นัก

แต่จะมีผลในการปลุกระดมประชาชนให้เห็นดีเห็นงาม ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ได้หรือไม่

เป็นเรื่องต้องติดตามกันต่อไป

สำคัญยังต้องตามดูด้วยว่านายกฯ อภิสิทธิ์และรัฐบาล จะหาทางช่วงชิงพื้นที่สื่อกลับคืนมาอย่างไร

ต้องยอมรับว่าพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไหนแต่ไรเป็นคนถนัดในการใช้พื้นที่สื่อเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง ไม่ว่ากับสื่อในหรือต่างประเทศ

เรื่องนี้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เองก็รู้ดี

"ดีทีวี" ที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการโฟนอินของอดีตนายกฯโดยเฉพาะ น่าจะสร้างความลำบากให้รัฐบาลไม่น้อย

จะใช้กฎหมายเล่นงานข้อหาปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองก็ทำไม่ได้

ไม่เช่นนั้นก็ต้องดำเนินการกับ "เอเอสทีวี" ด้วย

"ดีทีวี" ก็เลยได้รับอานิสงส์จาก "เอเอสทีวี" ด้วยประการฉะนี้

"พีเน็ตพิจิตร"จี้รัฐทบทวนแจกเงิน

ที่มา มติชน

อัดปชป.ยิ่งกว่า"ทุนนิยมสามานย์" แนะช่วยคนตกงาน-พัฒนาแหล่งน้ำ

นายตระการ คุณาวุฒิ ประธานพีเน็ตจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยการแจกเงินให้คนงานในระบบประกันสังคมและข้าราชการรัฐวิสากิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 15000 บาทนั้น กลุ่มแกนนำชาวบ้านในพื้นที่ ไม่มีใครเห็นด้วยกับการลดแลกแจกแถมของรัฐบาล ส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐบาลควรนำเงิน เกือบ 20,000 ล้านบาท ไปแจกคนงานที่มีรายได้ต่ำ คนขับรถวินมอเตอร์ไซด์รับจ้าง คนกวาดถนนที่มีรายได้ต่ำ หรือคนตกงานดีกว่า เพราะแม้คนงานมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท หากยังมีงานทำก็มีรายรับนำไปใช้จ่ายได้

"กลุ่มแกนนำประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การบิรหารงานของรัฐบาลครั้งนี้ เหมือนซื้อเสียงไว้ล่วงหน้า สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ รัฐบาลจะหาเงินเข้าประเทศอย่างไร20,000ล้าน เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเห็นชัดเจนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็กของเกษตรกร เพราะรัฐบาลให้งบประมาณสำหรับแหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วประเทศ แค่ 700 ล้านบาท นอกจากนั้น การแจกเงินคนละ 2,000 บาทไม่เกิดการจ้างงาน มีแต่เงินจะหมดไป รัฐควรให้ความสำคัญกับเกษตรกรมากกว่านี้ เพราะหากเกษตรมีแหล่งน้ำ ก็สามารถนำมาใช้ปลูกพืชผักเลี้ยงตัวเอง นำไปขายสร้างรายได้ ซึ่งทำให้เงินหมุนเวียน" นายตระการ กล่าวและว่า อยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้ให้มาก ควรฟังความคิดเห็นของนักวิชาการและผู้ที่แสดงความไม่เห็นด้วยบ้าง เพราะเงินเกือบ 20,000 ล้านบาทที่นำไปใช้ดังกล่าว ไม่ใช่เงินของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หรือ พรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นเงินส่วนรวมของทั้งประเทศ "ประเทศไทยยังไม่เคยมีการแจกเงินแบบนี้ สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่แจกเงิน เพียงแต่ให้ชาวบ้านเป็นกองทุนกู้ยืมไปประกอบอาชีพ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์กล้าแจกเงิน โดยไม่เอาคืน ซึ่งผมไม่เห็นด้วย เพราะที่ว่าระบบทักษิณเป็นทุนนิยมสามานย์ แต่ผมว่าประชาธิปัตย์เป็นยิ่งกว่าเสียอีก"

การจัดแบ่ง เม็ดเงิน ภายใน BUFFET CABINET ยุค ประชาธิปัตย์ กินรวบ

ที่มา มติชน
คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์
หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ แยกแยะรายละเอียดการจัดทำงบประมาณกลางปี 2552 จำนวน 1.15 แสนล้านบาทของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาได้ดีอย่างยิ่ง

นั่นก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ไป 74,100 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคภูมิใจไทย อันมี กลุ่มเพื่อน นายเนวิน ชิดชอบ เป็นแกนสำคัญ ได้ไป 14,000 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ไป 2,100 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคภูมิใจไทย ในส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม ได้ไป 1,000 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคกิจสังคม อันเป็นการรวบรวม ส.ส.ขึ้นใหม่โดย นายสุวิทย์ คุณกิตติ ได้ไป 760 ล้านบาท

นั่นก็คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ไป 500 ล้านบาท

อันเท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ ค่อนข้างจะกินรวบ แม้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทยในส่วนของพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคกิจสังคม พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมกันได้เพียง 18,360 ล้านบาท

เอา 74,100 ลบออก 18,360 พรรคประชาธิปัตย์ยังได้มากกว่าถึง 55,740

ที่เคยบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยอมสยบให้กับ กลุ่มเพื่อนเนวิน ก็ยอมสยบให้เพียง 14,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง

ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบระหว่าง กลุ่มเพื่อนเนวิน กับ พรรคชาติไทยพัฒนา ก็แตกต่างยิ่ง

นั่นก็คือ กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้ 14,000 ล้านบาท ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนาได้มา 2,100 ล้านบาท

กลุ่มเพื่อนเนวินได้มากกว่าพรรคชาติไทยพัฒนาถึง 13,900 ล้านบาท

อย่าได้แปลกใจหากจะได้ยินเสียงบ่นจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของพรรคชาติไทยพัฒนา

กระนั้น หากนำ 2,100 ไปวางเคียงกับ 74,100 ก็ยิ่งห่างไกล

ความแตกต่างในเชิงจำนวนระหว่างของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลเช่นนี้เอง คือภาระหน้าที่ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ

รับผิดชอบในการอธิบาย รับผิดชอบในการทำความเข้าใจ

เป็นการอธิบายให้เข้าใจในสภาพแห่ง BUFFET CABINET เป็นการสร้างความเข้าใจในความจำเป็นของ BUFFET CABINET

ตราบใดที่ยังดำรงสภาพแห่งความเป็นรัฐบาลผสม ตราบนั้นก็เท่ากับยืนยันในสภาพแห่งการดำรงอยู่ของ BUFFET CABINET

ไม่ว่าจะเป็นยุคของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ระหว่างเดือนมีนาคม 2523-เดือนสิงหาคม 2531

ไม่ว่าจะเป็นยุคของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อเดือนสิงหาคม 2531

น่าเศร้าก็ตรงที่เมื่อถึงรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ก็ต้องจบ

จบเพราะการยึดอำนาจโดยคณะทหารแห่ง รสช.

น่าสนใจก็ตรงที่เหตุผล 1 ในความจำเป็นต้องยึดอำนาจของคณะทหารแห่ง รสช.ก็เนื่องจากลักษณะแห่ง BUFFET CABINET ที่ดำรงอยู่

พจนานุกรม อังกฤษ-ไทย ฉบับของ ม.ร.ว.สฤษดิคุณ กิติยากร ของสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจนิยามความหมายของ BUFFET เอาไว้อย่างรวบรัดว่า อาหารและเครื่องดื่มที่วางไว้ให้ผู้กินไปตักเอง

แต่ในที่สุดแล้วผู้กินก็ไม่สามารถตักเองได้ เว้นแต่พรรคประชาธิปัตย์จะยินยอมและจัดวางเอาไว้ให้เท่านั้น

จากเดือนกุมภาพันธ์ 2534 มาถึงเดือนมกราคม 2552 BUFFET CABINET ก็ยังดำรงอยู่

เพียงแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 พรรคชาติไทยเป็นแกนนำในการจัดโต๊ะ ขณะที่ในเดือนมกราคม 2552 พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดโต๊ะ

น่าสนใจก็ตรงที่เป็นการจัดอาหารที่แม้จะเป็นการกินแบ่งแต่ก็ดำเนินไปอย่างกินรวบ

จับตา"แม้ว"โฟนอิน 31 ม.ค.

ที่มา มติชน

เมื่อวันที่ 27 มกราคม นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า ไม่มีใครสามารถลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวจริง แต่เป็นช่วงที่ทางการอังกฤษยังไม่เพิกถอนวีซ่า หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณได้กลับมาใช้เครื่องบินพาณิชย์แล้ว ทั้งนี้หากมีใครคิดปองร้าย พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อใดก็จะเป็นการเผาประเทศเมื่อนั้น แต่ขณะนี้ตนไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ประเทศใด โดยอยากแนะนำว่าควรจะรอฟังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะมีขึ้นในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคมนี้จะดีกว่า

แพะตัวจริง??

ที่มา เดลินิวส์

ก็ต้องยอมรับ ปชป. เป็นรัฐบาลเที่ยวนี้ ไม่ใช่ ชวน เชื่องช้า แต่เป็น มาร์ค ทันใจ ถูกผิด อีกเรื่อง เข้ามาไม่กี่วันออกนโยบาย เฮลิคอปเตอร์มันนี่ ก๊อกแรก 18 โครงการ ได้รับแจกคนละ 2,000 บาท ยังงง ๆ อยู่เลย ก๊อกสอง มาอีกแล้ว แจกข้าวถุง 5 กก. แก่ผู้ประกันตน 9 ล้านกว่าคน ไม่ถามคนรับซักแอะ

งานนี้ สปส. หรือสำนักงานประกันสังคมภายใต้การดูแลของ ไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ประกาศจะใช้เงินถึง 1,000 ล้านบาท ซื้อข้าวถุงแจก แต่ถูกด่าขรมทั่วทิศ ยิ่งฟังบอร์ด สปส.คนหนึ่งพูด ยิ่งใช่เลย หาเสียงกันด้าน ๆ

แจกทำไม แจกแล้วเป็นภาระด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้ข้าวเปล่า ทั้งข้าวกล้อง ข้าวขาว มีคนทำขายสะดวกมาก เมื่อก่อนก้อนละ 5 บาท 2 ก้อน 10 บาท (กินก้อนเดียวก็อิ่มแล้ว) ตอนข้าวแพงขึ้นเป็นก้อนละ 7 บาท ไม่ต้องเสียเวลาหุง ไม่ต้องเปลืองค่าไฟ ประหยัดกว่าหุงเองอีก ไม่เห็นมีใครอยากได้

เลยน่าสงสัย เงินพันล้าน จะไปตกหล่นเข้ากระเป๋าใครมากกว่า อย่ามูมมามนักเลย ???

ดีแล้วที่ไพฑูรย์สั่งระงับ และสมควรรื้อ สปส. ด้วย เงินตั้ง 4-5 แสนล้าน เงินของคนกินเงินเดือนที่ออกสมทบทุกเดือน แต่แทบไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ข่าวบอร์ดไปดูงานต่างประเทศ !!!

อีกเรื่อง ปลากระป๋องเน่า (ยี่ห้อชาวดอย) ที่แจกชาวบ้านน้ำท่วมพัทลุง 5,000 ชุด ชักเหมือน ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิด วิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ แรก ๆ บอก เป็นเรื่องที่บริษัทเอกชนรับสัมปทานไป เอาของผิดสเปกมาให้ แต่ต่อมาพลิกเป็นมีนาย วิเชน สมมาต เป็นผู้บริจาคให้

นสพ.ไทยรัฐรายงานว่า นายวิฑูรย์มีสีหน้าเลิ่กลั่ก เมื่อถูกไล่จี้ถามหนัก ๆ ถึงกับ เอาเบอร์มือถือของนายวิเชนให้นักข่าวโทรฯ ถามเอง ซึ่งตอนแรกก็อ้อมแอ้ม ตอนหลังปิดโทรศัพท์หนี ต่อมาบอก เป็นแพะ !!!

เหนืออื่นใด นักข่าวตรวจสอบแล้ว ไม่มีชื่อวิเชนลงทะเบียนผ่านกระทรวงเป็นหลักฐานเหมือนผู้บริจาครายอื่นเลย ช่วงที่นายวิฑูรย์บอกนายวิเชนบริจาค ก็ไม่มีการบริจาคปลากระป๋องอีกด้วย จึงน่าสงสัยยิ่ง

ตอนนี้ยิ่งแตกประเด็นใหญ่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกเพื่อไทย เปิดเผยว่ามีนาย อ. กับ ช. คนใกล้ชิด รมต.หากินกับปลากระป๋อง 20,000 ชุด (ไม่ใช่ 5,000 ชุด) และล่าสุด ไม่ใช่แค่ปลากระป๋องเน่า มีน้ำพริกเน่าด้วย

จริงเท็จไม่รู้ แต่ยังไงก็อย่าให้คนหาว่า หม้อข้าวไม่ทันดำ เอาซะแล้ว รัฐบาลทักษิณเคยถูก ปชป. ยำเละว่า ทุจริตเชิงนโยบาย เรียกว่า จะหาเศษหาเลยอะไร ต้องสุมหัวคิดโครงการแทบตาย แต่นี่จะกินดื้อ ๆ งั้นหรือ

รัฐบาลจะไป ไม่ใช่เพราะ “เสื้อแดง” หรอก เรื่องกินมูมมามนี่ล่ะ !!!

อีกเรื่องที่น่าห่วงพอกัน กรณี ส.ป.ก. 4-01 ปชป. เคยเอาที่ติดภูเขาและทะเลไปแจกคนใกล้ชิด จนรัฐบาลล้มมาแล้ว และศาลฎีกาสั่งให้คืนที่หลวงหลายราย รายใหญ่ก็ ทศพร เทพบุตร ส.ส.ภูเก็ต สามี อัญชลี วานิช เทพบุตร อดีตเลขา สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นี่แหละ

เรื่องนี้ ถาวร เสนเนียม มท. 3 ซึ่งจุดพลุ ออกมาพูด ฟังแล้วกลัวแทน ข้าราชการ จะมี โยนบาป

ถาวรบอกว่า “ครั้งนั้นเป็นความผิดในระดับเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้พิจารณายังไม่เข้าใจคำนี้ เกษตรกรผู้ยากจน แต่เชื่อได้เลยว่าการให้ ส.ป.ก. ครั้งนี้ ไม่มีซ้ำรอยครั้งที่แล้วแน่นอน แต่ถ้าเกิดความผิดพลาด ก็ต้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ เพราะตัวรัฐมนตรี ไม่มีหน้าที่ออกรังวัดใด ๆ ทั้งสิ้น”

ฟังอย่างนี้ วิชัย ศรีขวัญ ที่ถูกหาเป็นเด็ก คมช. ซึ่งมาเสียบแทน พีรพล ไตรทศา วิทย์ อดีตปลัดมหาดไทยที่เพิ่งถูกเด้งฟ้าผ่าไป ทำเนียบฯ จะรับนโยบายอะไร ควรอ่านที่คุณถาวรพูดหลาย ๆ ครั้งให้ตกผลึกนะ

เพราะที่สุด แพะตัวจริง ไม่พ้นข้าราช การประจำอีกคนนั่นแหละ !!!.

ดาวประกายพรึก