WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 29, 2009

คนฟ้าเดียวกันเสวนาเชิงวิพากษ์บทความของ "หยุด แสงอุทัย"

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2552

สมาชิกเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน โดยคุณพุฒิพงศ์ ตั้งกระทู้วิพากษ์ข้อเขียนเกี่ยวกับกษัตริย์ของหยุด แสงอุทัย ที่เขียนไ้ว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 ดึงสมาชิกเว็บดังกล่าวเข้ามาร่วมเสวนาอย่างสร้างสรรค์ทั้งในเชิงวิชาการและไม่เชิงวิชาการ (แบบชาวบ้าน)

ท่านสามารถเข้าร่วมการเสวนาดังกล่าวได้ที่เว็บบอร์ดฟ้าเดียว
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=19217

ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือของนายหยุด แสงอุทัย ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้
http://www.mediafire.com/?zzzmikimmzz

http://th.upload.sanook.com/A0/204340707fd86d0e46957883937599a1

สถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน (ส.ต.ป.)

ที่มา thaifreenews


บทความ วิสา คัญทัพ

สถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน (ส.ต.ป.)
วิสา คัญทัพ
คงต้องทบทวนกันขนานใหญ่แล้ว สำหรับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง แม้เส้นทางการต่อสู้จะยืดเยื้อ ยาวนาน ได้ชัยชนะมาเป็นขั้นๆ ที่ละเล็กละน้อย สั่งสมชัยชนะต่อเนื่องมาเรื่อยๆ แต่การไม่สรุปบทเรียนอาจทำให้การต่อสู้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น ปรากฎการณ์ซ้ำซากบางอย่างที่เกิดขึ้น แสดงผลชี้ชัดว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ฝ่ายประชาชนก็ควรที่จะกำหนดท่าทีความสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับเรื่องราวและบุคคลเสียใหม่ ไม่ควรย่ำซ้ำรอยเดิม ต้องให้การศึกษาแก่กันและกันเพื่อไม่ให้คาดหวังเกินความจริง จะได้ไม่ต้องมานั่งสิ้นหวัง หมดกำลังใจ อย่างที่บางคนกำลังเผชิญอยู่ ผู้มีอาวุโสทางการต่อสู้ซึ่งรู้มาเยอะ พบเห็นมามาก ต้องถ่ายทอดความเข้าใจดังกล่าวนี้ให้เพื่อนร่วมแนวทางได้รับรู้
ถามว่าทบทวนอะไร ประการที่หนึ่งทบทวนว่า ขบวนการต่อสู้ของประชาชนประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายชนชั้นและชั้นชน มีเป้าหมายในการต่อสู้ทั้งเหมือนและไม่เหมือนกันในบางช่วงสถานการณ์ กระทั่งวิธีการต่อสู้ ซึ่งก็คือยุทธวิธีการต่อสู้ย่อมแตกต่างหลากหลาย เหมือนว่าเป้าหมายเชียงใหม่อาจไปได้ด้วยรถไฟ รถยนตร์ เครื่องบิน มอเตอร์ไซด์ ขี่จักรยาน กระทั่งสามารถเดินด้วยเท้า นี่เป็นวิธีการ สำหรับเส้นการเดินทางย่อมมีทั้งตัดตรงที่สุด อ้อมไปสักนิด หรืออ้อมโค้งวกวนไปมาก็สุดแล้วแต่ว่า อุปสรรคขวากหนามของเส้นทางเดินแต่ละเส้นเป็นอย่างไร บางทีตัดตรงที่สุด ทางใกล้ที่สุดอาจไปไม่ได้ก็ได้ หรือไปได้แต่อาจสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อไพร่พลมากมายมหาศาลดูแล้วไม่คุ้มก็ไม่ควรไป เช่นนี้เป็นต้น
เมื่อเราทบทวนความหลากหลายของชนชั้นและชั้นชนที่เข้าร่วม ทบทวนเป้าหมาย ทบทวนวิธีการ ในท่ามกลางการต่อสู้ที่มีการนำเป็นบางห้วง และไม่มีการนำเป็นบางห้วง เราจะพบว่ามีทั้งการนำที่ถูก และมีการนำที่ผิด ช่วงใดเราอยู่ภายใต้สถานการณ์การนำที่ถูก เราก็เหมือนเดินทางไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น ช่วงใดอยู่ภายใต้การนำที่ผิดก็เกิดอาการสะดุด ติดขัด บางครั้งก็ถึงขั้นล้มคว่ำหัวคะมำไป จึงต้องสำรวจเขาเราให้ถี่ถ้วนด้วย อย่าลืมปรับขบวนสรุปบทเรียนในส่วนที่ผิดพลาดของเราประกอบไปด้วย อย่างเช่นสมัยเรืองอำนาจทักษิณและพรรคไทยรักไทยมีความผิดพลาดอะไร หรือกรณีที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดที่พรรคพลังประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้มีความผิดพลาดอะไร แน่นอนความผิดพลาดทั้งสองกรณีแม้จะเป็นคนละเรื่อง ทว่าย่อมมาจากการตัดสินใจของการนำที่ผิดพลาด
เราลองมาดูตัวอย่างแรก กรณีการล่มสลายของพรรคไทยรักไทย มาจากการที่อดีตนายกฯทักษิณมัวบริหารผลประโยชน์ให้ประชาชนเพลินไป จนลืมบริหารอำนาจของชนชั้นกลางบางส่วน และชนชั้นสูงที่เริ่มรู้สึกสูญเสียผลประโยชน์ การตอบตีโต้กลับจึงอุบัติขึ้นอย่างเป็นกระบวน โดยที่ในเบื้องต้นพรรคไทยรักไทยประมาทคู่ต่อสู้เกินไปยอมปล่อยให้ทุ่มโหมโจมตีโดยอาศัยสื่อสารมวลชนอันทรงประสิทธิภาพเพียงฝ่ายเดียว กว่าจะรู้ว่าเพลียงพล้ำก็พลิกสถานการณ์กลับคืนมาไม่ทันเสียแล้ว กรณีพรรคพลังประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เช่นกัน ที่สำคัญอยู่ที่การตัดสินใจเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี การเลือก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกฯ เป็นการเลือกที่ช้าไปหรือเปล่า ก่อนหน้านั้นมีความพยายามดึงดันที่จะให้ใครเป็นนายกฯ เข้าทำนองกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ สายไปไม่ทันการ ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนสะท้อนถึงการนำอันผิดพลาดทั้งสิ้น
สิ่งที่ต้องคิดและไคร่ครวญเป็นอย่างดีก็คือ การต่อสู้เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนไม่สามารถฝากความหวังไว้กับนักการเมืองได้ นักการเมืองคือตัวละครที่แสดงตามบทบาทของผลประโยชน์เฉพาะตนและพรรคบนเงื่อนไขของข้อกฎหมายที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ อย่าหวังว่านักการเมืองจะต่อสู้เพื่ออุดมการอย่างแท้จริง เพราะในมุมของเขาแวดล้อมไปด้วยผลประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ของชนชั้นข้างบนที่ไม่ใช่ประชาชนระดับรากหญ้าส่วนใหญ่ซึ่งคนจำพวกนั้นสามารถชี้เป็นชี้ตายให้นักการเมืองได้ เพราะฉะนั้น นักการเมืองจึงเป็นเพียงตัวประกอบที่เลือกอยู่ข้างประชาชนเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ถึงที่สุดแล้วประชาชนจำเป็นต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างอำนาจต่อรองอันแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นกับฝ่ายตนให้ได้ โดยให้เกิดขึ้นเป็นพันธะทางข้อกฏหมาย ซึ่งที่สุดก็ต้องต่อสู้ผ่านนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง
เราจะสร้างผู้นำการต่อสู้ฝ่ายประชาชนขึ้นได้อย่างไรในยุคปัจจุบัน เป็นคำถามที่ก่อนตอบ ควรคิดถึงสภาพ
สังคมตามที่เป็นจริง ในทัศนะของผมคำว่า ภาคประชาชนได้ล่มสลายไปแล้ว ตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2519 นับจากนั้นมา ผู้นำ ภาคประชาชนแตกแยกออกเป็นสองกลุ่ม ต่างอ้างว่าตนเป็นฝ่ายถูกต้องดีงาม สร้างสื่อขึ้นเพื่อบันทึกข้อมูลและอธิบายความถูกต้องดีงามของตนเอง สร้างประวัติศาสตร์ให้สับสนยิ่งขึ้นไปอีกว่าพวกเหลืองแดงที่เคยเป็นพวกเดียวกันมาก่อน บัดนี้ได้แยกออกมาเป็นสองสี และสองสีขณะนี้ยืนอยู่ตรงข้ามกัน คิดกันคนละอย่าง เดินทางกันคนละทิศ จะเอาคำนิยาม เพื่อประชาชนมาอ้างอย่างลอยๆคงไม่ทำให้มองเห็นความกระจ่างแต่อย่างใด ควรเอาคำว่า เพื่อชนชั้น ใดมาวัดน่าจะชัดเจนกว่า โดยให้ผลงานการต่อสู้ที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่ายเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ใครทำเพื่อใคร เนื้อหาสาระของการต่อสู้จะเป็นเครื่องยืนยันข้อเท็จจริงในที่สุด
ก่อนอื่น ต่อจากนี้ไป เราต้องสันทัดที่จะสร้างผู้นำฝ่ายประชาชนที่อุทิศตนให้กับการต่อสู้สุดกำลัง โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภาคการเมืองในระบอบรัฐสภา เตรียมการรับมือศึกยืดเยื้อยาวนาน และสร้างภาพบริสุทธิ์ให้กับพลังฝ่ายประชาชนอย่างแท้จริง เคลื่อนไหวจัดตั้งเป็นสถาบันอิสระขึ้นมาเป็นรูปการที่แน่นอน มีข้อกำหนดชัดเจนห้ามมิให้แกนนำ หรือกรรมการบริหารสถาบัน เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในระบบรัฐสภา และการรับตำแหน่งหน้าที่ในการบริหารรัฐบาลทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้เกิดปรากฎการณ์ป่วนเมืองเมื่อพวกตนไม่ได้เป็นรัฐบาล พอได้เป็นรัฐบาลแล้วก็เข้าสวาปามยศตำแหน่ง ลืมคำถุยถ่มสารพัดที่ถล่มทำลายการเมืองเก่า ดังมีข่าวให้เห็นว่ารายชื่อพันธมิตรฯเหล่านี้ กำลังเรียงรายเข้าไปมีหน้าที่การงานในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ตังแต่นายกษิต ภิรมย์,นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ, นายประพันธ์ คูณมี, นายสำราญ รอดเพชร,นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล. และอาจจะมีใครต่อใครอีกหลายคนติดตามมา
สภาพการณ์เช่นนี้ ก็เหมือนกับช่วงที่ น.ป.ก. ชุมนุมประท้วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุฬานนท์ หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เราจะเห็น จุตพร พรหมพันธ์, ณัทวุฒิ ใสยเกื้อ, จักรภพ เพ็ญแข ผู้นำการต่อสู้ทั้งสาม ภายหลังเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชน ตั้งรัฐบาล จตุพรได้เป็นส.ส.ระบบสัดส่วน ณัทวุฒิได้เป็นรองโฆษกรัฐบาล จักรภพได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จริงอยู่แม้สาระแห่งการต่อสู้ของฝ่ายหลังจะเดินตามแนวทางมวลชนเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นไปเพื่อฉกฉวยแย่งชิงอำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์เฉพาะพวกพรรค แต่อย่างไรเสียขบวนการประชาชนก็แลดูไม่สง่างามเท่าไรนัก เราต้องถนอมไว้ ไม่ให้คนอย่างจรัล ดิษฐาอภิชัย หมอเหวง โตจิราการ,สุรชัย แซ่ด่าน. วิระ มุสิพงศ์,หรือ วิภูแถลง และ ฯลฯ ไปมีตำแหน่งในรัฐสภาและรัฐบาล ให้คนเหล่านี้ยืนหยัดอยู่ในสถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชนต่อไป
เราควรจะถือเอานักการเมืองที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเป็นแนวร่วม ให้คุณค่ากับพวกเขา และให้เขาเข้าร่วมสนับสนุนปัจจัยในรูปแบบต่างๆตามความเหมาะสม ให้เขาเข้าไปเป็นตัวแทนที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริงโดยมีองค์กรที่ประชาชนจัดตั้งขึ้นมาเป็นสถาบันฯ ตรวจสอบ สนับสนุน ส่งเสริม นักการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริต และทำดีให้มีกำลังใจทำงานต่อไป ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวโจมตีประณาม คัดค้านเปิดโปงการกระทำของนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์ ทุจริต
ย้อนกลับไปสู่สิ่งที่ให้ทบทวนคือ คำพูดที่ว่า ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวรในหมู่นักการเมือง การพลิกผันเปลี่ยนแปลงย้ายขั้ว ย้ายพรรค วิวาท ขัดแย้ง แยกรวม กอดคอ จูบปาก ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น และเป็นไปได้หมด พรรคชาติไทยเคยได้ฉายาว่า ปลาไหล พรรคชาติพัฒนาเคยได้ฉายาว่า จอมเสียบ ในพรรคประชากรไทยเคยเกิดตำนานชาวนากับงูเห่า มีคนเคยแต่งตัวรอเป็นนายกรัฐมนตรีเก้อ มีการทรยศหักหลักสารพัด เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต ไม่ใช่เรื่องใหม่ กรณีการเปลี่ยนขั้วของพรรคร่วมรัฐบาล เกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ทำได้ และที่สำคัญเกิดขึ้นเพราะความไม่ทันเกมของแกนนำพรรคพลังประชาชน ซึ่งก็คือความผิดพลาดด้านการนำอีกครั้งหนึ่ง เพราะความเชื่อที่ผิดๆจึงนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด ดังนั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับนักการเมือง ความขัดแย้งของนักการเมืองเป็นความขัดแย้งชั่วคราวในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งต้องวิเคราะห์กันเป็นคราวๆไป
สถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน ควรก่อกำเนิดขึ้นได้แล้วอย่างจริงจัง โดยระดมนักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาชน นักต่อสู้เพื่อสังคมธรรม แนวร่วมเสื้อแดงที่กอดคอต่อสู้ร่วมกันมาทุกกลุ่ม ทุกหมู่ ทุกจังหวัด ทั่วประเทศไทย ก่อตั้งเป็นสมัชชาประชาชนเพื่อเลือกตัวแทนเข้าไปเป็นแกนนำ สถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน (ส.ต.ป.) กำหนด เข็มมุ่ง แนวทาง นโยบาย จัดระเบียบวาระการเคลื่อนไหว ดำเนินการเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดประชาธิปไตยประชาชนที่แท้จริงขึ้น จัดการระดมทุนอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ออกเอกสาร สิ่งพิมพ์ รวบรวมแนวร่วมสื่อทุกรูปแบบ สร้างเป็นเครือข่าย เพื่อร่วมกันต่อสู้อย่างเป็นขบวนแบบยืดเยื้อ ยาวนาน จากเล็กสู่ใหญ่ ค่อยเติบโตเข้มแข็งขึ้น เสริมขยายสมาชิกทุกรุ่นทุกวัย จัดตั้งเป็นรูปการขึ้นมาให้ได้
ผมคิดว่า คนอย่างวีระ มุสิกพงศ์. เหวง โตจิรการ. จรัล ดิษฐาอภิชัย, และอีกหลายๆคนที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิเพียงพอ และน่าจะพอเพียงกับอำนาจในระบบการเมืองเก่า ควรหันมาเป็นตัวตั้งตัวตี เริ่มต้นผลักดันให้เกิดสถาบันนี้ขึ้นอย่างจริงจัง สถาบันนี้ก็เหมือนพรรคการเมืองของประชาชน เพียงแต่เป็นพรรคที่ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เป็นรัฐบาล แต่จะเป็นสถาบันที่ทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาไปสู่ความเต็มรูปเต็มใบ เป็นประชาธิปไตยประชาชนอย่างแท้จริง สร้างพลังประชาชนอิสระเพื่อเป็นอำนาจควบคุมตรวจสอบนักการเมืองอีกทางหนึ่ง.

ว๊าย!!!! ตายแล้ว....นายกฯ ที่ประชาชนไม่ได้เลือก..จะมาเยือนยุโรป

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

ว๊ายตายแล้วอกอีแป้นจะสลายได้ข่าวว่าองค์สมเด็จมาร์คแห่งประชาธิปดจะเสด็จประภาสยุโรปเดือนกุมภาพันธ์นี้ มาขอสตางค์หรือเพคะ? ชาวไทยในสหภาพยุโรปขอแสดงความยินดีและดีใจเป็นอย่างสุดซึ้งที่ได้เสด็จลงมาให้พวกเราได้ยลโฉมนะเพคะ พวกเราจะรอรับเสด็จอย่างสมเกลียด (ไม่ใช่สมเกียรติ) เดี๋ยวจะจัดแห่กันจากหัวบันไดเครื่องบิน และเราจะหาแตรวง วงใหญ่ไว้บรรเลงให้สมเกลียดอีกด้วยนะเพคะ

และหวังว่าเสด็จองค์มาร์คแห่งประชาธิปด คงปลาบปลื้มใจและภูมิใจที่ได้ตำแหน่งนี้จนชาวไทยในสหภาพยุโรปต้องขอต้อนรับเป็นกรณีพิเศษอย่างสมเกลียด นักข่าวคงเอาไปเผยแพร่สรรเสริญกัน ดีแฮะ จู่ๆก็ได้ยลโฉมองค์มาร์คที่ว่ากันว่ารูปหล่อนักหนา ป้าพลอยก็คงได้ยลโฉมวิ่งไปกอดไปฟัดอย่างรักใคร่ ให้สมกับที่ได้รักและคิดถึง 5555

แต่ไม่ทราบว่าองค์มาร์คเสด็จมายุโรปครั้งนี้มาทำอะไรใครรู้ข้อมูลช่วยบอกป้าที ป้าจะได้บอกนักข่าวไปคอยต้อนรับหลายๆคน เพื่อสอบถามว่าจุดประสงค์มาที่สวิสมาทำอะไร? จะเอาเงินเจ็ดหมื่นล้านมาฝากที่แบงค์สวิส หรือว่าจะมาขอสตางค์เขาเอาไปใช้ แหมช่างไม่อายเลยหนอมาร์ค ที่ประชาชนไม่ได้เชิญขึ้นมานั่งเป็นนายกแต่เที่ยวเสนอหน้าไปทั่ว ประเทศใหนใครเขายอมรับมั่งเนี่ย? หนังสือพิมพ์ออกข่าวปาวๆว่านายกไม่ได้มาจากเลือกตั้ง แต่ว่าได้มาจากการวิ่งราวอำนาจโดยการซื้อนักการเมืองให้เข้ากับพรรคของตนเพื่อจะได้เสียงข้างมากตั้งรัฐบาล แล้วมาร์คยังมีหน้ามายังต่างประเทศเพื่อกู้หนี้ยืมสินเขาอีกหรือ เดี๋ยวคงจะได้เห็นคนไทยตะโกนบอกว่าพวกเราไม่ต้องการเอาประเทศมาจำนำต่างประเทศ พวกเราต้องการให้รัฐบาลหาเงินเองแล้วมาร์คจะเอาหน้าไปซุกที่ใหน?

แต่ก็ดีเหมือนกันจะได้เจอของจริงเสียที หาเงินเข้าประเทศไม่เป็น ต้องไปกู้เขามากินขายขี้หน้าคนฝรั่ง แต่คนไทยในต่างประเทศคงไม่ยอมแล้ว อะไรกันเข้ามาเป็นรัฐบาลยังไม่กี่วันมีโครงการกู้เขากินเพียบ ใหนเมื่อก่อนด่ารัฐบาลทักษิณน้ำลายเป็นฟองว่าสนับสนุนให้ประชาชนเป็นหนี้ตอนที่ทักษิณทำโครงการช่วยเหลือคนจนเรื่องเงินกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาทโดยเสียดอกเบี้ยต่ำ

ตอนนั้นประชาธิปัตย์ได้ด่าทักษิณถล่มทลาย แต่ตอนนี้กลืนน้ำลายที่ตัวเองถ่ม ทุเรศ!!! มาถึงตอนนี้จะขอต่างประเทศกินยิ่งน่าไม่อาย รัฐบาลหากินเองไม่เป็น โน่น ไปขุดไร่ ไถนา ทำสวน กับประชาชน เดี๋ยวเงินก็มาเองไม่ต้องไปเที่ยวขอฝรั่งกิน ต่างชาติเขายังช่วยตัวเองทุกคน ไม่ใช่นั่งงอมืองอเท้าปาวๆอยู่แต่หน้าจอโทรทัศน์หลอกลวงชาวบ้านไปวันๆหนึ่ง

ต่างประเทศเขาหากินด้วยมือสิบนิ้วทุกคนแม้แต่นักการเมือง ไม่มีใครอยากกู้หนี้เอามาเป็นภาระให้ประชาชนที่ต้องเรียกเก็บภาษีเพิ่มขูดรีดประชาชนเพื่อเอามาใช้หนี้ ประเทศ
ไทยตอนนี้กำลังจะขูดรีดภาษีประชาชนเอามาใช้หนี้ให้นักการเมืองฉวยโอกาสที่คอรับชั่นทุกๆโครงการที่จัดทำจัดซื้อ นี่เดี๋ยวถ้ากู้มาจับตาให้ดีกินกันแหลก งานนี้กำลังอดอยากปากแห้งกันทุกคน บอกแล้วไงว่าฝูงหมาป่ามันกำลังหิวกระหาย แล้วประเทศจะเจริญไปได้อย่างไร? เพราะมีแต่ฝูงหมาป่าคอยแต่จะจ้องเขมือบก้อนเนื้อ มันหากินเองไม่เป็นเพราะสันดานมันขี้เกียจหลังยาวไงล่ะ

นี่เพิ่งรู้ว่า นายกษิต เป็นลูกเขยนายประสงค์ฟันดำ ป้าถึงร้องถึงบางอ้อเป็นอย่างนี้นี่เองถึง นายกษิตถึงได้ไปเย้วๆขึ้นเวทีพันธมิตรแล้วก็ได้ตำแหน่งสมใจพ่อตาที่คอยลุ้น งานนี้คน
กันเองทั้งนั้นขืนมาร์คไม่รับต้องมีเรื่อง ไม่มีอะไรซ่อนอยู่ในกอไผ่อีกแล้ว ประชาชนตาดำๆต้องก้มหน้ารับกรรมต่อไปหากไม่ลุกขึ้นต่อต้านเผด็จการพลเรือนในยุคนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน....


ป้าพลอย

Childish\'s Thought

ที่มา thaifreenews
ไทยฟรีนิวส์ชวนอ่าน ...โดย ice angel บทวิพากษ์วิจารณ์ ไอเดียรัฐบาลมาร์ค

จากเวปบอร์ดราชดำเนินพันทิป .คุณขนมต้ม http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7467735/P7467735.html

คงไม่ต้องบรรยาย เพราะเห็นกระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้า่ง แต่จะขอพูดสักหน่อยเกี่ยวกับไม่เข้าท่าของรัฐบาลชุดเด็กเส้นชุดนี้

สำหรับคนที่ขี้เกียจคิด ผมจะบรรยายง่าย ๆ ให้ท่านฟัง...

สมัยรัฐบาลสมัคร น้ำมันพุ่งพรวด ๆ จนคนไทยชินชา เพราะน้ำมันขึ้นรายสัปดาห์ รัฐบาลสมัครเล่นบทประชานิยม ตรึงราคาแก็ส ราคาน้ำมัน ออกมามาตรการ 6 เดือน แถมรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี สำหรับประชาชน

รัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนแรกโจมตีเขาจะเป็นจะตาย แต่พอมาเป็นรัฐบาลก็บอกว่าจะทำต่อ เพราะมีประโยชน์ (กับคะแนนเสียง)

เอาล่ะ จะไม่พูดถึงเรื่องนั้น เพราะยาวไป จะพูดสั้น ๆ ว่า รัฐบาลชุดนี้ มารีดเลือดกับปู ไล่ตั้งแต่ผู้ค้าน้ำมัน ยันไปถึงชาวบ้านคนใช้น้ำมัน

รัฐบาลชุดเด็กเส้นจับไม้กวาดไม่เป็น ไม่รู้หรือครับว่า ผลกระทบจะเดือดร้อนแค่ไหน

เพราะทุกวันนี้ ขนาดน้ำมันนิ่ง ๆ ผู้คนยังจะไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย จะเดินทางไปไหนที ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะเงินในกระเป๋าหายากขึ้นทุกที

เมื่อวานเห็นข่าวไทยรัฐ เขามีการสำรวจอัตราคนตกงาน เพิ่มสูงขึ้น จำตัวเลขคร่าว ๆ ว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา ปาเข้าไป 5 แสนกว่าคน

ในรายงานระบุว่า ช่วงที่คนไทยตกงานน้อยที่สุด ก็คือ ช่วงทักษิณเป็นนายก ฯ และแรงงานที่เยอะมากส่วนหนึ่งก็คือ ภาคเกษตรกรรม

พูดง่าย ๆ คือ คนหันไปทำการเกษตรมากขึ้น เพราะสินค้าเกษตรขายได้ราคา พวกสวนยางไปปลูกยางกันเป็นว่าเล่น

แต่พอมายุค คมช. ครองเมืองกับเด็กเส้นเริงอำนาจ ผู้คนตกงานกันทุกวี่วัน

มันยังจะซ้ำเติมทุกข์ของคนด้วยการขึ้นภาษีน้ำมันอีกหรือ?

วันก่อนฟังทักษิณเขาพูด ว่า ประเทศอูกันดา ยังมีบ่อน้ำมัน ประเทศไทยภายใต้การบริหารของเด็กจับไม้กวาดยังไม่เป็น คิดเป็นอย่างเดียวก็คือ

1). เอาใจคนรวย ด้วยการตั้งพันธมิตรเป็นที่ปรึกษา

2). เอาใจคนจนด้วยการแจกไอติม ดูดคนละจ๊วบ แล้วบอกว่า ผลงานของผมนะครับ

3). เอาใจต่างชาติด้วยกาดูดปากฮุนเซน

อนุมัติงบกลางปีแสนล้าน แต่เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำตามถนัด
เก่งมากแต่เรื่องใช้เงิน

พอจะหาเงิน ก็มาขูดรีดกับปู หรือจะเอาภาษีมรดกหวังจะเอาใจนักวิชาเกิน

หรือไม่ก็คิดจะไปขอยืมญี่ปุ่น โดยไม่สำเหนียกว่า ญี่ปุ่นเองก็บักโกรก โซนี่ปลดพนักงาน ขาดทุนกันทั้งประเทศแล้ว

รัฐบาลเด็กเส้น คิดจะทำหน้าใหญ่ใจโต เพื่อคุยข่มว่าข้านี้ แน่กว่ารัฐบาลทักษิณ โดยไม่ดูเงาหัวตัวเองว่า ทำได้หรือเปล่า

ส่วนพวกที่เชียร์ ๆ อยู่ เย้ว ๆ อยู่ เขาก็ไม่เดือดร้อนหรอกครับ เพราะพวกนี้เป็นพวกมนุษย์เงินเดือน

พนักงานรัฐวิสาหกิจก็ไม่เดือดร้อน เพราะรัฐบาลเด็กเส้น แจกเงินไปว่าเล่นแล้ว

ผลสุดท้ายก็ต้องมาเอาอย่างเดียว ก็คือ เอาภาษีจากคนจน เพื่อเอาไปประเคนคนรวยนี่เอง

และขอร้องอย่ามาพูดเลยครับ ว่าจะตั้งกรรมการเข้ามาดูแลไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

เพราะประชาชนเดือดร้อนแล้วครับ

มาร์คกระสันบอกว่า“ความเป็นธรรมอยู่ในประเทศไทย ขอให้กลับมาเถอะครับ”ผมเห็นด้วยครับกับคำพูดนี้จริงๆครับ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย....คุณก็รู้ว่าใคร

มาร์คกระสันบอกว่า
“ความเป็นธรรมอยู่ในประเทศไทย ขอให้กลับมาเถอะครับ”
ผมเห็นด้วยครับกับคำพูดนี้จริงๆครับ

ความเป็นธรรมเคยอยู่ในประเทศไทยจริงๆครับ
ผมจำได้แม่น....
ก่อนวันที่ 19 ก.ย. 2549....ความเป็นธรรมเคยมีอยู่จริง
แต่วันนั้น มีคนมาขับไล่ความเป็นธรรมออกไปจากประเทศไทยครับ...มันเอากระบอกปืนทู่ๆ รถถังเน่าๆ มาไล่ไปแบบไม่ชอบธรรม
เราจะเรียกพวกที่ทำระ..ตำบอน...แบบนั้นว่าอะไรดีครับ
กบฎ โจรปล้นชาติ หรือ......อะไรดี ช่วยคิดหน่อยครับ
(อย่าคิดดีนะครับ เอาแบบคิดเลวเท่าที่จะเลวได้...สุดๆไปเลย)

ระหว่างนั้นพวกเราก็พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้กลับมาครับ
และระหว่างนั้น พวกนั้น ก็พยายามทุกอย่างที่ไม่ให้เกิดความเป็นธรรม....

รวมหัวกันทั้งพรรคแมงกระจั๊ว....อำมาตย์กระจั๊ว....ศักดินากระจั๊ว และ ไอ้พวกลูกกระจั๊วทั้งหลาย ทั้งกระจั๊วลิ้ม กระจั๊วลอง และกระจั๊วไส และกระจั๊วอื่นๆอีกหลายตัว

...แต่ดินมีตา เหนือฟ้าลิขิต...

และแล้วความเป็นธรรมกลับมาอยู่ในประเทศไทยอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550

ระหว่างนั้น..คนเลวชาติก็หาทางทำทุกอย่างขับไล่ความเป็นธรรมออกไปอีกครั้ง
รวมหัวแก๊งเดิม.......นำโดยไอ้เฮียทั้งหลาย อีกเหมือนเดิม
ครั้งนี้....มันเปิดตัวเปิดหัวเปิดหางกันชัดเจน

ในที่สุด...วันที่ 2 ธ.ค. 2551
ความเป็นธรรมก็โดนขับไล่ออกไปจากประเทศไทยอีกครั้ง
มันใช้ทุกวิถีทางโจร ทุกรูปแบบการทำเลว ที่เคยมีมาบนโลกใบนี้ การก่อการร้าย การฉกชิงวิ่งราว วิถีทางนอกกฎหมายทุกรูปแบบ

โดยชูสโลแกน
"ร่วมมือกันก่อการร้ายกับพันธมิตร เพื่อดันอภิสิทธิ์เป็นนายก"
ทั้งในที่ลับและที่แจ้งและยังไม่ได้แจ้ง

จนมันกระทำการอันอุจจาดสำเร็จต่อหน้าคนไทยและคนทั้งโลก



จนถึงวันนี้ มาร์คกระสันถึงค่อยออกมาเรียกร้องว่า

“ความเป็นธรรมอยู่ในประเทศไทย ขอให้กลับมาเถอะครับ”

แหม....ความรู้สึกช้าจริงนะพ่อยอดขมองอิ่มของกบฎลิ้ม

พวกเอ็งไล่เค้าไปทำไมหล่ะความเป็นธรรมอ่ะ....
ทีเงี้ยมาเรียกร้อง
ความเป็นธรรมเค้าอยู่ของเค้าดีๆ พวกเอ็งนั่นแหละ...ตัวดี

ถามหน่อย ถ้าความเป็นธรรมกลับมาในประเทศชาติของเราอีกครั้ง พวกเอ็งจะทำเลว ทำชั่วกับเค้าอีกไหม
เอ็งจะไล่เค้าไปอีกไหม..เอ็งจะรวมหัวกับพวกกบฎมาปล้นความเป็นธรรมไปอีกไหม หา....

เอ็งคงตอบว่า ทำอีกแน่

เฮอะๆๆๆ...เพราะตาเอ็งไม่ได้บอดอย่างเดียว ใจเอ็งบอดด้วย

คงมีทางเดียวเท่านั้น
...... ให้เลือดสีแดงไหลออกมามาชโลมทั่วร่างเอ็งและพวกซะก่อน
พวกเอ็งถึงจะหมดความรู้สึกเลวๆลงไปได้...

แล้ววันนั้น ความเป็นธรรมจะกลับมาอยู่ในประเทศไทยอีกครั้งตามคำเรียกร้องของแฟนๆ

ด้วยความเป็นธรรม...ธรรมใดใครก่อ..ขอให้ธรรมนั้นสนอง...สาธุ

Wednesday, January 28, 2009

นายกฯ โต้เถึยง ร.ต.อ.เฉลิม ในที่ประชุมสภาฯ

ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 28 ม.ค.-หลังจากนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงการตั้งงบประมาณรายจ่ายกลางปี บรรยากาศในห้องประชุมสภาก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการโต้เถียงกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2009-01-28 19:18:26

พล.อ.ประวิตร ระบุอุบัติเหตุระหว่างการฝึกที่ลพบุรีเกิดจากกระสุนช็อต

ที่มา MCOT News

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดอุบัติเหตุระหว่างการฝึกทดสอบขีดความสามารถของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่ จ.ลพบุรี ว่า เป็นอุบัติเหตุเกิดจากกระสุนช็อต ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และได้กำชับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไปตรวจสอบกระสุนล็อตดังกล่าวแล้ว สำหรับกระสุนที่เป็นปัญหาในครั้งนี้ เป็นกระสุนที่ยังประจำการอยู่ และมีการทดสอบแล้วว่า มีประสิทธิภาพ จึงได้นำออกมาใช้ในการฝึก โดยไม่คิดว่าจะมีปัญหาอีก ส่วนเรื่องการดูแลสวัสดิการให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บนั้น กองทัพบกดูแลอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ม.ค.) ระหว่างที่ พล.อ.อนุพงษ์ ตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้มีการฝึกทดสอบขีดความสามารถ ที่สนามฝึกยุทธวิธีของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษบ้านท่าเดื่อ อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยกำลังพลของกองพลรบพิเศษที่ 1 และระหว่างการฝึกได้มีการยิงจรวดจากเฮลิคอปเตอร์ประเภทคอบร้า และได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยไปตกในจุดที่รวมกำลังพล ซึ่งห่างจากเป้า 300-400 เมตร ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากกระสุนช็อต หรือเกิดจากเฮลิคอปเตอร์ทรงตัวไม่ดี ทั้งนี้มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 16 ราย โดยมี 3 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส ล่าสุดปลอดภัยหมดแล้วทุกคน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ พล.อ.อนุพงษ์ ได้เดินขึ้นรถประจำตำแหน่งออกไปจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ในทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-28 16:27:25

"มาร์ค"การันตีประชานิยมปชป.ไร้วาระซ่อนเร้น-ทุนนิยมสามานย์

ที่มา ประชาทรรศน์

"อภิสิทธิ์" แจงกลางสภา ยืนยันรัฐมีความจำเป็นในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินโครงการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ-บรรเทาทุกข์ประชาชน "เหลิม" เพ้อกลางสภา ฟุ้งนโยบายหากได้นั่งนายกฯ ซัดประชานิยมปชป. ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ย้อนเกล็ดรัฐบาลไม่ต่างจากทุนนิยมสามานย์ นายกฯลุกโต้ ยันนโยบายไร้วาระซ่อนเร้น ปราศจากทุนนิยมสามานย์

ที่รัฐสภา วันนี้ (28 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ระบุว่าในส่วนของส.ส.ฝ่ายค้านนั้นจะเข้าร่วมประชุมตามปกติและเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการนับองค์ประชุม

โดยวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านและคาดว่าน่าจะใช้เวลาในการอภิปรายเกินกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งต้องไปพูดคุยกันอีกครั้งเนื่องจากอาจกินเวลาอภิปรายของส.ส.ฝ่ายค้านที่ลงชื่อแสดงเจตจำนงที่จะขออภิปรายถึง 40 ราย ขณะที่มีกำหนดเวลาให้เพียง 4 ชั่วโมง

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังกล่าวถึงเนื้อหาการอภิปรายในวันนี้ ว่า ฝ่ายค้านจะพยายามชี้ให้เห็นว่างบประมาณที่รัฐบาลเสนอต่อสภาเป็นงบประมาณที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องยอมรับว่านโยบายประชานิยมบางนโยบายที่วางไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงอยากฝากนายกรัฐมนตรีให้รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างด้วย เพราะยังมีขั้นตอนของการตั้งกรรมาธิการเพื่อแปรญัติเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของกฎหมายได้ ทั้งนี้มีทุกฝ่ายมีความคิดเห็นต่างกัน ก็คงร้ายแรงถึงขั้นล้มร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าว

“ชินวรณ์” แจงกรอบเวลาอภิปรายงบประมาณฯ

ด้าน นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล กล่าวว่า ในการประชุมร่วมกัน 2 วันที่ผ่านมาใช้เวลาไปทั้งหมด 1089 นาที ใช้เวลาในการประท้วงไป 103 นาที ไม่ถึง 10% ของเวลาประชุม ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการประชุมสภา ส่วนการประชุมวันนี้จะเป็นการหารือเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ที่รัฐบาลเสนอมา 116,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 แผน คือ แผนกระต้นเศรษฐกิจ และแผนพัฒนาความมั่นคงคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ได้หารือถึงกรอบเวลาในการอภิปราย ซึ่งจะมีการอภิปรายในกรอบเวลา 10 ชั่วโมง โดยให้วลานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชี้แจง 2 ชั่วโมง หัวหน้าพรรคอภิปรายไม่จำกัดเวลา แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 2 ชั่วโมง และพรรคฝ่ายค้าน 5 ชั่วโมง

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวต่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้มาขอเวลาอภิปรายในสัดส่วยของหัวหน้าพรรคเพื่อได้ 1 ชั่วโมง แต่หากเวลาไม่พอ คงต้องให้ไปใช้สัดส่วนของพรรคประชาราช ทั้งนี้ตนคาดว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 น่าจะเสร็จในเวลา 24.00 น. ทั้งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณางบรายจ่ายเพิ่มเติม 35 คน เป็นพรรคร่วมรัฐบาล 16 คน และจากพรรคเพื่อไทย 11 คน

"เหลิม"งง!รัฐเปิดช่องอภิปรายแค่ 5 ชั่วโมง

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี 2552 วันนี้ว่า ตนจะชี้ให้เห็นว่างบดังกล่าวไม่ได้ช่วยเหลือประชาชน โดยมีเหตุผลคือ 1. ไม่เป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2. กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มของพรรคการเมืองแกนนำที่จัดตั้งรัฐบาล 3. ตรวจสอบได้ยาก 4.เอกสารงบขาดดุลที่รัฐบาลระบุไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะความเป็นจริงงบขาดดุลจะอยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท แต่เอกสารของทางรัฐบาลระบุขาดดุลเพียง 3.7 แสนล้านบาท

และ 5. จะแจงรายละเอียดรายมาตราทั้ง 21 มาตรา 17 ด้าน ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาไม่แฟร์งบกระจุกอยู่ที่พรรคแกนนำ ไม่ได้ตั้งงบประมาณมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่กระจายไปทั่วถึง โดยเฉพาะงบที่ลงไปให้กระทรวงศึกษาธิการถึง 1.9 หมื่นล้านบาท โดยผูกพัน 15 ปี ไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะได้อย่างไร เพราะผูกพันนานขนาดนั้น

เมื่อถามว่าระยะเวลา 5 ชั่วโมงเพียงพอต่อการอภิปรายของฝ่ายค้านหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจในอดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็นฝ่ายค้าน ก็มักกล่าวอ้างว่าต้องให้เวลาฝ่ายค้านได้อภิปรายในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะตนจะเปรียบเทียบให้เห็นเมื่อสมัยที่ฝ่ายค้านโจมตีงบประมาณที่รัฐบาลขอไปดำเนินการในนโยบายประชานิยม แต่ในขณะนี้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังดำเนินการเรียนแบบประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ

และตนจะไม่เอาการอภิปรายเหมือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อครั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่เอาเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ของประเทศอังกฤษมาโจมตี แต่ตนจะชี้แจงข้อเท็จจริงในแบบเศรษฐกิจของไทย และจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลของบประมาณไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการแจกเงินใส่กระเป๋าระดับแกนนำ ไม่ใช่ประชาชน

ย้ำจุดยืนจองกฐินถล่ม"กษิต"

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องลำดับสอง เพราะลำดับแรกต้องดูว่าตัวบุคคลที่จะนำงบประมาณกลางปีไปใช้จ่ายมีความเหมาะสมหรือไม่ เช่นเดียวกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ของบประมาณไปใช้กระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งที่นายกษิต เป็นคนทำลายความน่าเชื่อถือในการท่องเที่ยว ซึ่งตรงนี้มีเอกสารหลักฐานชัดเจน เนื่องจากมีการแจ้งความต่อนายกษิต ที่สภ.ราชาเทวะ สมุทรปราการ ตนจะสอบถามไปยังนายอภิสิทธิ์ว่ารัฐมนตรีมีความเหมาะสมที่จะเอางบไปใช้จ่ายหรือไม่ แต่หากไม่ได้อภิปรายในครั้งนี้ก็จะเก็บสะสมเอาไว้ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 วงเงินงบประมาณ 116,700 ล้านบาทว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงเหตุผลการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าวว่า เนื่องจากในปี 2552 ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รายได้ภาคครัวเรือนลดลงจากปัญหาการจ้างงาน การลดลงของสินค้าเกษตร รวมทั้งความเชื่อมั่นภาคการลงทุนและการท่องเที่ยวลดลง

"มาร์ค"แจงอัดงบประชานิยมเป็นนโยบายเร่งด่วน

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และดำเนินโครงการด้านโครงการพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท

แบ่งเป้าหมายการใช้จ่าย คือ ค่าใช้จ่ายตามมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ จำนวน 2,652.0 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน จำนวน 6,900.0 ล้านบาท เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 4,090.5 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้ใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาล และเพื่อจัดสรรตามแผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและแผนงานเสริมสร้างรายได้ จำนวน 83,918.1 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือในการเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยจะดำเนินโครงการสำคัญ เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร โครงการพาณิชย์ช่วยเหลือประชาชน โครงการสนับสนุนการท่องเที่ยว โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี และโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังยืนยันถึงกรอบเวลาการอภิปรายว่า การให้ฝ่ายค้านอภิปราย 5 ชั่วโมง ถือว่ามากกว่าการอภิปรายทุกครั้งที่ผ่านมา และสาเหตุที่ต้องการให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันนี้ เนื่องจากต้องการอยู่ชี้แจงและตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านด้วยตัวเอง

"เหลิม"จวกประชานิยม"มาร์ค"ไม่กระตุ้นศก.

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ได้กล่าวอภิปรายว่า ขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะขาดดุล ความพยายามจะออกร่าง พ.ร.บ.พิจารณางบประมาณรายจ่ายในช่วงนี้จึงถือว่าผิด พร้อมกล่าวหาว่าลักษณะการจัดทำงบประมาณรายจ่าย 1.1 แสนล้านบาทเศษ ไม่ใช่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ไม่ทุกภาคส่วนตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการกระจุกงบฯ ตัวอยู่ที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น

“ผมไม่เห็นด้วยรัฐบาลนี้ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 325 ล้านบาทให้กระทรวงต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว ถือว่าเสียของ เพราะรมว.เป็นผลิตผลของพันธมิตรเพื่อประชาชนประชาธิปไตย งบประมาณแค่นี้ไม่เพียงพอกับการกอบกู้ความศรัทธา นายกษิต ภิรมย์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นว่าเล่นและยังตกผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายสากลอีกด้วย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ออกตัวไม่เกี่ยวเหตุมิคสัญญี 7 ตุลาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้กล่าวถึงพรบ.งบประมาณฯว่าไม่ใช่เป็นการจัดทำงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สลับกับการอภิปรายผูกโยงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันของรัฐบาลและพันธมิตรฯ โดยปกป้องตำรวจที่ใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมในเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬว่า ตำรวจร้อยละ 90 เป็นคนดี แต่ที่ต้องจำทนต้องใช้อาวุธสลายเพราะสถานการณ์พาไป และมติ ครม.ไม่มีคำสั่งให้ใช้กำลังแต่ได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ ร.ต.อ.เลิมยังนำหนังสือพิมพ์มติชนที่เขียนถึงเรื่องทุนนิยมสามานย์ และเปรียบเปรยว่า นายอภิสิทธิ์เคยต่อต้านแนวทางบริหารประเทศของรัฐบาลไทยรักไทยโดยระบุว่าเป็นทุนนิยมสามานย์แต่มาถึงปัจจุบันกลับทำเสียเอง โดยมีการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ชี้แจงเรื่องนี้

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงนโยบายช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนรายละ 2,000 บาทสำหรับผู้ประกันตนและมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนจำนวน 9 ล้าน 2 แสนคน โดยใช้งบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นนโยบายซื้อเสียงล่วงหน้า ส่วนโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ถือว่าเป็นการลอกนโยบายประชานิยม เพราะคนที่คิดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนทุกครัวเรือน แต่ไม่ขัดข้องหากรัฐบาลชุดนี้จะสานต่อเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้

เพ้อกลางสภาฝันนั่งนายกฯ

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า หากตกมีวาสนาได้เป็นนายกฯ คนที่ 28 ตนจะไม่ทำอย่างที่นายกฯคนปัจจุบันทำ แต่จะทำนโยบาย 1.จัดบัณฑิตอาสาสร้างงานอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น 2. จัดตั้งศูนย์โลจัสติกแบบครบวงจรเพื่อใช้สนามบินทั่วประเทศเป็นศูนย์การขนส่ง 3. จัดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครบวงจร 4.จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพแก่ผู้ที่มีความรู้ด้านแรงงาน พร้อมกันหาตลาดแรงงานมารองรับ และ5. จัดโครงการเสาไฟฟ้าส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วพื้นที่ที่ไม่มีฟ้าฟ้า เพื่อให้เกิดการจ้างงาน

"มาร์ค"ปัดข้อหาก่อการร้ายแทน"กษิต"

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตงบประมาณนั้น ตนจะกลับมาชี้แจงหลังจากกลับมาจากการปฎิบัติภารกิจในช่วงค่ำ แต่จะชี้แจงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณตั้งแต่กรณีปัญหาของนายกษิต ที่ร.ต.อ. เฉลิมบอกว่ามีการแจ้งความนายกษิตในข้อหาก่อการร้ายสากลในวันที่ 23 ธ.ค.ที่ จ.สมุทรปราการ นั้นความจริงเป็นการแจ้งข้อหาบุกรุก และไม่ได้เจาะจงนายกษิต ที่ปิดสนามบิน แต่มีการอ้างถึงการอภิปรายของนายกษิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนการแจ้งความร้องทุกข์นายกษิตโดยตรงคือวันที่ 26 ม.ค. ดังนั้น ที่ตนชี้แจงทุกครั้งเป็นความจริง

"สำหรับที่อ้างว่าผมเคยต่อต้านต่างๆ ของรัฐบาลเก่า แต่วันนี้ทำเสียเองนั้นไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบ เพราะแต่ละช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจไม่เหมือนกัน ราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นลง ดังนั้นจะยึดเอาคำพูดที่ผ่านมาไม่ได้ สำหรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ผมยังยืนยันความเห็นเดิม เพราะขณะนั้นทำในช่วงที่งบประมาณไม่พร้อม การสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชนเป็นสิ่งดี แต่งบประมาณต้องพร้อม ถามว่าโครงการนี้ที่ผ่านมาโรงพยาบาลได้รับงบประมาณตามที่ต้องใช้จริงหรือไม่ คนต้องต่อคิวยาว คุณภาพไม่เพียงพอ กระทั่งรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้เพิ่มงบประมาณรายหัว นโยบายนี้จึงเดินหน้าได้ถึงขั้นสามารถยกเลิกการเก็บ 30 บาท" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ลั่นประชานิยมปชปไม่ใช่ทุนนิยมสามานย์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า บางโครงการถ้าเป็นประโยชน์กับประชาชน ตนไม่เป็นคุณนายละเอียด หรือ คิดเล็กคิดน้อย ว่า ใครเริ่มต้นไว้ โดยเฉพาะนโยบาย 6 เดือน 6 มาตรการก็เพิ่งทราบวันนี้ว่าเป็นความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใจว่าเป็นความคิดของนายสมัคร สุนทรเวช หรือ รมว.คลังขณะนั้น อะไรที่เป็นประโยชน์ก็เดินต่อ อะไรที่แก้ไขก็ปรับปรุงส่วนที่ไม่ถูกต้องก็ยกเลิก นโยบายรัฐบาลวันนี้จะเรียกประชานิยมหรือไม่ ก็แล้วแต่ ตนก็ไม่คิดจะเป็นเจ้าตำรับเศรษฐกิจ เพราะรู้จักประมาณตน มาตรการทั้งหลายจะดูตามความจำเป็นและเนื้องานเป็นหลัก และยืนยันว่าไม่มีทางทำอย่างนี้ในปี 2544 หรือ 2548 อย่างแน่นอน วันนี้บอกว่าจะพูดประชานิยมแล้วจะไปสู่ทุนสามานย์หรือไม่ ตอบว่าไม่ เพราะคนคิดนโยบายนี้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะนั่น คือ หัวใจของทุนสามานย์

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม แย้งว่า กรณีของนายกษิตนั้นในวันที่ 23 ธ.ค.มีคนไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายกษิต ในฐานะเป็นผู้ก่อการร้ายสากลที่สถานีตำรวจภูธรราชาเทวะ มีบันทึกประจำวันลงข้อความว่านายกษิตได้ร่วมในการยึดสนามบินจนเป็นเหตุให้ปิดสนามบิน ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาม. 135 / 1 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย

-----------------------------------------

ครม.ไฟเขียว!ปลดหนี้ชาวนา-ผันงบกู้ยืมเพื่อการศึกษาหมื่นล้าน

ครม.อนุมัติงบฯ 607 ล้านซื้อนี้ชาวนา เล็งโยกที่ดินในมือแบงก์เข้าแผนฟื้นฟู พร้อมไฟเขียวร่างกม.ความปลอดภัยสนามบินทั่วปท. ขณะที่นร.-นศ.เฮลั่น!ที่ประชุมผ่านเงินกู้ยืมเรียน 1 หมื่นล้านให้กยศ. 'จุรินทร์'ฟันธงภายใน 3 เดือนได้เงินแน่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดย นาวาอากาศโทประทีป วิจิตรโท รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฝ่ายปฏิบัติการ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ชื่อดังกล่าว อาจต้องเปลี่ยนแปลง เพราะต้องการให้กฎหมายบังคับใช้ครอบคลุมสนามบินทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากร่างกฎหมายส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบและส่งกลับมายัง ครม. รับทราบ ก็จะสามารถเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาได้

นาวาอากาศโทประทีป กล่าวอีกด้วยว่า สำหรับหลักสำคัญของกฎหมาย เพื่อต้องการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทท่าอากาศยานไทย เข้าไปขวางกั้น จับกุม สลายการชุมนุม และเปรียบเทียบปรับผู้บุกรุก และทำให้เกิดความเสียหาย และเพื่อส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีในขั้นต่อไป จากเดิมที่เจ้าหน้าที่ ทอท. ไม่มีอำนาจขัดขวางผู้บุกรุก และต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแล ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สำหรับการเปรียบเทียบปรับเพิ่มเพดานสูงสุดจาก 2,000 บาท เป็น 10,000 บาท ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นการดำเนินคดีทางแพ่ง ส่วนกฎหมายอาญา มีกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กฎหมายเจ้าหน้าที่พลเรือน และกฎหมายป้องกันการก่อการร้ายที่ให้อำนาจในการแก้ปัญหาอยู่แล้ว

ไฟเขียวงบฯ 607 ล้านซื้อหนี้ชาวนา

ด้านนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รักษาการเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผย หลังเป็นตัวแทนเกษตรกรเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ว่า ตรม.มีมติอนุมัติงบประมาณ 607 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อหนี้ที่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นซื้อสินทรัพย์ไปคืนมาให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจำนวน 1,187 ราย ซึ่งพร้อมประสานงานกับเจ้าหนี้ทันที โดยมี 1,141 ราย มูลค่าหนี้ 582 ล้านบาท อยู่กับสถาบันการเงินของรัฐ ส่วนอีก 46 ราย อยู่กับบุคคลที่ 3 ที่จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป

อย่างไรก็ตาม นายสังศิต ยังระบุว่า เบื้องต้นพบว่าหนี้ส่วนใหญ่ จำนวน 787 ราย มูลค่า 258 ล้านบาท อยู่ที่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งได้ประสานงานกับธนาคารกรุงไทยไปแล้ว ส่วนขั้นตอนจากนี้ไป เกษตรกรต้องเป็นหนี้กับรัฐบาลแทน ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลจะปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ต่อปี และอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนในบางรายที่มีมูลค่าหนี้ไม่สูงมาก ให้ลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี และให้เกษตรกรเหล่านี้เข้าระบบแผนฟื้นฟูทันที เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นหนี้อีก

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีผู้ชุมนุมชาวเกษตรกรจากทั่วประเทศ จำนวนกว่า 1 พันคน ได้เดินทางมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล นำโดยนายวัชระพงษ์ คงมั่น ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เพื่อทวงถามรัฐบาลที่ได้สัญญา กรณีจะดำเนินการนำเรื่องอนุมัติงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท ในการซื้อหนี้เสีย (NPL) เพื่อช่วยเหลือชาวเกษตรกรให้ซื้อที่ดินที่ถูกธนาคารพาณิชย์ยึดไปกลับมาคืนมา

และให้นำหนี้สินเหล่านี้ กลับเข้ามาสู่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เพื่อที่จะให้ชาวนาเป็นผู้ผ่อนส่งต่อกองทุนฟื้นฟูฯ ด้วยลำแข้งตัวเองนายวัชระ กล่าวว่า รัฐบาลต้องช่วยชาวเกษตรกร ไม่เช่นนั้นที่ดินจะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน หากรัฐบาลไม่รีบดำเนินการซื้อหนี้ของชาวเกษตรกร ที่ดินทำกินจะถูกกลุ่มนายทุนซื้อไปหมด

นายวัชระ ยืนยันว่า เกษตรกรไม่ได้มาขอให้รัฐบาลปลดหนี้ แต่รัฐบาลมีส่วนในการรับผิดชอบ เพราะการที่ชาวนาสูญเสียที่นานั้น หมายความว่าสูญเสียชาติด้วย เราต้องการที่ดินกลับคืนมาถ้าพี่น้องชาวนาไร้ที่ดิน ไฟจะลุกท่วมแผ่นดิน

นร.-นศ.เฮลั่น!ครม.อนุมัติงบฯหมื่นล้านกยศ.

ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทำให้ กยศ.ได้งบประมาณเพิ่มจากของเดิมรวมเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวจะทำให้นักศึกษาสามารถกู้เงินได้เพิ่มเติม 3.53 แสนราย ทำให้เพิ่มยอดที่นักศึกษาที่ได้รับเงินกู้เป็น 1 ล้านราย นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่ไม่ได้กู้ยืมเงินตั้งแต่ปี 1 ในระดับอุดมศึกษา มัธยม และปวช. สามารถกู้ได้โดยเริ่มที่ชั้นปีที่ 2-4 ได้ ส่วนสายอาชีพสามารถกู้ได้ชั้นปวส .

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบในเรื่องมาตรการจูงใจให้นักศึกษากู้ยืมในสายอาชีพมากขึ้น จากเดิมสัดส่วนระหว่างสายสามัญและสายอาชีพอยู่ที่ 60 ต่อ 40โดยกระทรวงศึกษาธิการจะหามาตรการจูงใจเพิ่มสัดส่วนเป็น 50 ต่อ 50 และส่งเสริมให้นักศึกษากู้เงินยืมเรียนได้อีก 400 สาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับหลักเกณฑ์ของการกู้ยืมนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลยังยืนยันตามหลักเกณฑ์เดิมสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาลครั้งที่ 1 คือ เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยและยากจน ผู้ปกครองมีรายได้น้อยต่ำกว่าเกณฑ์ โดยกระทรวงศึกษาฯจะเร่งให้สามารถนำไปใช้ได้เร็วขึ้น จากเดิมที่กว่าจะได้เงินก็ล่าช้านับปี แต่หลังจากนี้หากคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ก็จะอนุมัติได้ภายในเวลา 3 เดือน รวมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ

นอกจากนี้ ครม.ยังผ่านงบอีก 3 พันล้านบาทใช้ในโครงการนมโรงเรียนฟรี พร้อมทั้งอนุมัติขยายจากชั้นอนุบาล - ป.4 เพิ่มถึงชั้นป.5-ป.6 โดยจะมีเด็กที่ได้รับประโยชน์กว่า 2 ล้านคนคาดว่าจะเริ่มได้ในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษาหน้า นอกจากนี้กระทรวงจะขอความร่วมมือไปยังองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ร่วมสนับสนุนโครงการดื่มนมฟรี จากชั้นอนุบาลถึง ป.6ให้ครบทุกพื้นที่

เห็นชอบมาตรการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเดย์1ก.พ.นี้

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทางเลือก จากพืชการเกษตรในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และรักษาเสถียรภาพในภาคการคลังและระบบเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง ได้เสนอให้ปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเข้าโครงสร้างเดิม ก่อนโครงการ 6 มาตรการ 6 เดือน และปรับลดตำแหน่งทศนิยมของอัตราภาษีสรรพสามิตมันดังกล่าวให้เป็นทศนิยม 3 ตำแหน่ง

โดยมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตกลุ่มน้ำมันเบนซินทุกประเภท และดีเซลกำมะถันสูงมากกว่าช่วงก่อนใช้ 6 มาตรการ 6 เดือน ขณะที่ลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้แก๊สโซฮอล์ อี 85 และไบโอดีเซลลง ส่วนแก๊สโซฮอล์ประเภทอื่น เป็นอัตราภาษีใกล้เคียงกับอัตราเดิม

อย่างไรก็ตาม รมว.คลัง กล่าวอีกด้วยว่า อัตราภาษีดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2552 เป็นต้นไป โดยคาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 1,572 ล้านบาท และครม.ยังมอบหมายให้กระทรวงพลังงานใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด และให้กระทรวง พาณิชย์ดูแลป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนน้ำมันเพื่อจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้น

ขยายเวลาจ่ายเงินทดแทนผู้ว่างงาน 8 เดือน

นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงแรงงานในการกำหนดเกณฑ์ผู้ว่างงานที่จะได้รับเงินทดแทนจากกองทุนประกันสังคม โดยได้เพิ่มจำนวนเงินทดแทนและขยายระยะเวลาการทดแทน กล่าวคือ การเพิ่มจำนวนเงินทดแทนจากเดิม 180 วัน เป็น 240 วัน และขยายระยะเวลาการทดแทนให้แก่ผู้ที่ว่างงานจากเดิม 1 ม.ค.-31 ธ.ค.52 เป็น 1 ธ.ค.51-31 ธ.ค.52

ทั้งนี้ ครม.เห็นว่าในเดือน ธ.ค.51 อัตราการว่างงานขยายตัวเพิ่มผิดปกติถึง 51,000 คน ดังนั้นจึงขยายเวลาเพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมไปถึงจำนวนผู้ว่างงานอีก 51,000 คนด้วย

ครม.สั่งก.ท่องเที่ยวฯทบทวนยุบไทยแลนด์อีลิทการ์ด

นอกจากนี้ นายพุทธิพงษ์ ที่ประชุมครม.มีมติมอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศึกษาแนวทาง รวมถึงผลกระทบต่อสมาชิก หากมีการยุบบริษัท ไทยแลนด์ อีลิท การ์ด (Thailand Elite Card) ภายหลังจากกระทรวงได้รายงานพบการขาดทุนสะสมถึง 1,142 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะต้องมีการยกเลิกโครงการไทยแลนด์ อีลิท การ์ด อย่างแน่นอนในอนาคต แต่จะดูแลสมาชิกผู้ถือบัตรไม่ให้เสียผลประโยชน์

โดยในส่วนของการขอวีซ่าที่จะหมดอายุลงนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มีการต่ออายุวีซ่าออกไปอีก 5 ปี อย่างไรก็ตาม ให้นำผลการศึกษาแนวทางยกเลิกโครงการไทยแลนด์ อีลิท การ์ด กลับมาเสนอต่อที่ประชุมครม.อีกครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์

ไฟเขียวงบฯเกือบ2พันล.รองรับปชช.ใช้'บัตรทอง'

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกด้วยว่า ครม.ยังอนุมัติงบประมาณ เพิ่มเติมสำหรับประชาชนที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เนื่องจากพบว่า ในปี 50 และ 51 มีประชาชนมาลงทะเบียนมากเกินกำหนดที่ตั้งไว้ โดยในปี 50 มีผู้มาลงทะเบียนมากเกินกำหนดที่ตั้งไว้ จำนวน 642,000 คน ซึ่งต้องใช้เงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นจำนวน 1,211 ล้านบาท ขณะที่ปี 51 มีผู้มาลงทะเบียนสูงกว่าที่คาดหมายไว้ 350,200 คน ซึ่งต้องใช้งบประมาณอุดหนุน 735 ล้าน กระทรวงสาธาณสุขจึงของบประมาณเพิ่มทั้งหมด 1,955 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติแล้ว

ใจป้ำ!!ผ่านฉลุย 9โครงการเอาใจ ศอ.บต.

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกรัฐบาลแถลงภายหลังผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงงานด้านความมั่นคง ว่า ครม. ได้เห็นชอบในการดำเนินโครงการต่างๆ ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวักชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวม 9 โครงการ ตามที่ ศอ.บต.เสนอ

ประกอบด้วย1.กิจกรรมห้องเรียนศอ.บต. 2. กิจกรรมครอบครัวอุปถัมภ์เพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3. โครงการเรียนดีมีสุข กับรร.เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ยะลา 4. กิจกรรมให้ความร่วมมือทางการศึกษาแก่เยาวชนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5.โครงการพัฒนาผู้สอนอิสลามศึกษา หรืออุสตาซที่จบ ป.ตรี ศึกษาต่อหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตศึกษา( ป.บัณฑิต สาขาวิชาชีพครู) 6.โครงการสนับสนุนผู้จบการศึกษาระดับอาชีวะศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น 7. กิจกรรมจัดสรรทุนการศึกษาและสนับสนุนทุนการศึกษา 8. โครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปประกอบพิธีฮัจย์ 9. โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล

ทั้งนี้ นายปณิธาน กล่าวอีกด้วยว่า การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่เห็นควรให้ศอ.บต.ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจัดสรรทุนการศึกษาประเภทเดียวกัน และให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งการเบิกจ่ายเป็นไปตามระเบียบทางราชการ สำหรับงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายในแต่ละปี ที่ยังไม่มีความชัดเจนในแต่ละรายการ เห็นควรดำเนินการตามความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความเหมาะสมต่อไป

เห็นชอบจ่าย2พันพนง.รัฐวิสาหกิจ-อปท.

นายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดสรรเงินช่วยเหลือ จำนวน 2,000 บาท เพิ่มให้แก่กลุ่มข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. และพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐวิสาหกิจมีกรอบเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท ส่วน อปท. ไม่เกิน 14,990 บาท หรือไม่เกินระดับซี 5 ใช้เงินจากการช่วยเหลือค่าครองชีพในส่วนข้าราชการที่มีอยู่ 18,000 ล้านบาท หากไม่พอ จะใช้งบฉุกเฉินช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยจะนำระเบียบวาระ เพิ่มในการพิจารณางบประมาณกลางปี ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

‘เทพเทือก’น้ำท่วมปาก‘อุ้มบินไทย’แฉ!สต็อกน้ำมันล่วงหน้าทำเจ๊ง

ที่มา ประชาทรรศน์

‘เทพเทือก’ น้ำท่วมปาก แจงเหตุ ‘บินไทย’ ถังแตก! หลังเผชิญภาวะขาดทุนรุนแรง อ้างรัฐบาลเพิ่งเข้ามาแก้ รอนัดถก ‘คลัง-คมนาคม’ ลั่นยังไม่เห็นแผนฟื้นฟู ‘อุ้มบินไทย’ สะพัดยื้อได้แค่เดือน มี.ค. หากรัฐไม่มีผันงบฯพยุงสถานการณ์ คนในแฉผู้บริหารปากมัน ‘สต๊อกน้ำมันล่วงหน้า’ ราคาแพงหูฉี่ถึง 150 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล พร้อมจี้ ‘ขุนคลัง’ ตรวจสอบที่มาที่ไป หวั่นมีวาระซ่อนเร้น ปูดอีกเตรียมปลดพนักงาน-ลดเที่ยวบินล็อตใหญ่หวังลดต้นทุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 ม.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีปัญหาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง โดยยอมรับว่า สถานการณ์ตอนนี้น่ากลัวมาก ตอนนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการอยู่ ที่ยังไม่พูดอะไรมาก เพราะไม่อยากซ้ำเติมสถานการณ์ และจะขอดูข้อมูลรายละเอียดให้ชัดเจน

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าวิกฤตปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้ว และรัฐบาลก็เพิ่งเข้ามา แต่พอมาเห็นก็ยอมรับว่าหนักใจ เอาเป็นว่ารัฐบาลจะเข้าไปดูแลบริษัทการบินไทยก็แล้วกัน ตนขอยืนยันอย่างนี้ ซึ่งขณะนี้แผนฟื้นฟูยังไม่เสนอขึ้นมา แต่อย่าให้ตอบว่าจะเข้าไปเมื่อไหร่ เอาคำมั่นจากตนไปได้เลยว่ารัฐบาลจะดูแลการบินไทย เพราะนี่เป็นสมบัติของชาติ

เมื่อถามว่า หากนำเงินภาษีไปอุ้มการบินไทยจะไม่เป็นธรรมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดตรงนี้ได้ไหม รอให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าไปทำอะไร เมื่อถามว่าบริหารงานผิดพลาดมาตั้งแต่อดีต ปล่อยให้เงินรั่วไหลมาก และบอร์ดเข้าไปก็ไม่มีฝีมือในการบริหารงาน เอาว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด ทำแน่นอนไม่ปล่อยปละละเลย และจะรีบดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะจัดให้มีการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงคมนาคมก่อน ซึ่งจะมีการขอคุยนอกรอบ เพื่อให้เห็นภาพกันได้ชัด ไม่ต้องติดขัดกับระเบียบวิธีการ เมื่อปรับความคิดความเห็นตรงกันแล้ว ก็จะได้ดูกันว่าแนวทางแก้ไขจะเป็นอย่างไร ขอยืนยันว่าทุกเส้นต้องหยุดก่อน เพื่อเอาความอยู่รอดของบริษัทการบินไทยก่อน เอาผลประโยชน์ชาติเป็นหลักก่อน และขอปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการกับบอร์ดที่ทำงานผิดพลาดโดยบอกว่าอย่าเพิ่งถามตอนนี้

สต๊อกน้ำมันล่วงหน้าราคาแพงหูฉี่ทำ'บินไทย'ถังแตก!

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในการบินไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้การบินไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่องอย่างรุนแรง โดยงบประมาณที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันทั้งหมด จะสามารถผยุงบริษัทไปได้ถึงแค่เดือนมีนาคมนี้ โดยหนึ่งในสาเหตุที่การบินไทยประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เนื่องมาจากก่อนหน้านี้ การบินไทยได้มีการสต๊อกน้ำมันล่วงเป็นเวลาหลายเดือนในราคา 150 บาทต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไปแตะที่ 170 ดอลล่าต่อบาร์เรล แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้ามเพราะราคาน้ำมันโลดกลับดิ่งลงมาอยู่ที่ประมาณ 39 ดอลล่าต่อบาร์เรล ส่งผลให้การบินไทยยังคงต้องซื้อน้ำมันในราคา 150 ดอลล่าต่อบาร์เรลต่อไป

"เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าผิดสังเกตุมาก เพราะการบินไทยเป็นสายการบินไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันภายในประเทศอย่าง ปตท. แต่ทำไมการบินไทยถึงต้องสต็อกน้ำมันล่วงหน้าในจำนวนมากมายขนาดนี้ ซึ่งไม่ทราบว่า การซื้อขายในจำนวนมากขนาดนี้มีความโปร่งใสหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบที่มาที่ไปของการซื้อขายครั้งนี้ว่า มีการทำสัญญากับกองทุนน้ำมันใด และเอื้อประโยชน์ให้กับใครบ้าง รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง" แหล่งข่าว ระบุ

นอกจากนี้ แหล่งข่าวคนเดิม ยังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้การบินไทยกำลังปรับในเรื่องการลดต้นทุน โดยมีแนวโน้มว่าจะมีการปลดพนักงานที่มีความอาวุโสสูงและมีเพดานเงินเดือนสูงออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันก็จะมีการลดจำนวนเที่ยวบินลงไป ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับแอร์ โฮสเตทและกัปตันมาก เนื่องจากพนักงานในส่วนนี้จะมีรายได้ส่วนใหญ่จากการขึ้นบินต่อครั้งต่อไฟลท์ และหากไม่มีเที่ยวบิน พนักงานก็จะเสียรายได้ส่วนนี้ไป

ด้าน น.ต.ถนิต พรหมสถิตย์ กัปตันการบินไทยอาวุโส เปิดเผยว่า การที่การบินไทยต้องประสบปัญหาขาดสภาพคล่องหนักถึงขนาดนี้ เกิดจากระบบอุปถัมภ์ในองค์กร มีเด็กเส้นในบริษัทมาก ส่งผลให้คนเก่ง คนมีฝีมือ ไม่ได้เข้ามาบริหารการบินไทย แต่กลับได้เด็กเส้นที่ไม่มีความสามารถในการบริหารองค์กรเข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งตรงนี้ตนมองว่า ควรจะหมดไปจากการบินไทยได้แล้ว โดยเฉพาะในยามที่สถานการณ์ของการบินไทยกำลังย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ การบินไทยต้องคัดสรรคนดีมีฝีมือเข้ามาทำงาน รื้อระบบเส้นสายให้หมด ไม่เช่นนั้นองค์กรจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้ลำบาก

ชาวไทยสามัคคี ร่วมใจกันรื้อถอนเวทีพันธมิตรฯ

ที่มา thaifreenews