WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 29, 2009

ฉาว!ตำราฟรีราคาแพงหูฉี่'สุนัยง'ถลกหนังงบหมื่นล้านก.ศึกษากลางสภา

ที่มา ประชาทรรศน์

'เหลิม'นำทีมฝ่ายค้านเปิดฉากถล่มแหลกงบประมาณกลางปี ระบุกระจุกตัวอยู่แต่พรรคการเมืองเหมือนเป็นการหาเสียงล่วงหน้า ขณะที่ “สุนัย” แฉกลางสภางบเรียนฟรีกว่าหมื่นล้าน ออกอาการฉาว! ทั้งงบตำรากว่า 6 พันล้าน และชุดนักเรียน 4 พันล้าน แพงกว่าเอกชนถึง 2 เท่า กังขาเพิ่งกำหนดราคากลางไปหมาดๆ ขณะที่ ครม.อนุมัติงบประมาณ 607 ล้านซื้อหนี้เกษตรกร ไม่ให้ที่ดินที่นำไปจำนองตกอยู่ในมือนายทุน พร้อมกับอนุมัติอีกหมื่นล้านเข้ากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แถมด้วยขยายกรอบการจ่ายเงิน 2 พันถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา มีวาระสำคัญ คือ การพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 วงเงินงบประมาณ 116,700 ล้านบาท

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงเหตุผลการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าวว่า เนื่องจากในปี 2552 ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง ตามภาวะเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รายได้ภาคครัวเรือนลดลงจากปัญหาการจ้างงาน การลดลงของสินค้าเกษตร รวมทั้งความเชื่อมั่นภาคการลงทุนและการท่องเที่ยวลดลง ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน ในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และดำเนินโครงการด้านโครงการพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท พร้อมยืนยันว่าเวลาที่ให้ฝ่ายค้านอภิปราย 5 ชั่วโมงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ซัดงบกระจุกตัวส่อหาเสียงล่วงหน้า

ด้านร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งใช้สิทธิผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงในการอภิปรายโจมตีร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 หรือ งบกลางปี โดยเห็นว่า การตั้งงบประมาณกว่า 1.6 แสนล้านบาท ของรัฐบาลไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ อีกทั้งไม่ได้เป็นการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนทุกภาคส่วน นอกจากอยู่ในกรอบเฉพาะแค่พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น และยังเป็นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนโยบายประชานิยมที่ลอกเลียนแบบมาจากสมัยอดีตนายกฯทักษิณ นอกจากนี้รัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณของแต่ละกระทรวงในสัดส่วนที่น้อยเกินไปไม่มีความเหมาะสมเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลใช้งบประมาณในการพัฒนาท่องเที่ยวของไทยที่ลดลงไม่ตรงจุด เพราะปัญหาการท่องเที่ยวที่ลดลงนั้นไม่ได้มาจากสถานที่ แต่เป็นเพราะขาดความเชื่อมั่นหลังมีการปิดสนามบินและสถานที่สำคัญต่าง ๆ

แฉ!ตำรา-ชุดนักเรียนส่งกลิ่นทุจริต

ในขณะที่ นายสุนัย จุลพงษศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยก่อนการประชุมว่าตนจะแฉถึง นโยบายการเรียนฟรี ของรัฐบาล โดยเฉพาะ การแจกหนังสือ และเสื้อผ้านักเรียนฟรี ที่ดูผิวเผินแล้วเหมือนจะดูดี แต่จากการตรวจสอบในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า มีการสอดไส้ ตกแต่งงบประมาณเกิดขึ้น โดยเฉพาะราคาหนังสือ ที่เนื้อหา ได้รับการรับรองจากคุรุสภา เหมือนกัน และสามารถนำไปสอนได้เช่นกัน แต่กลับเปลี่ยนปก สอดไส้ เพิ่มราคาเป็น 1 เท่า จากเมื่อก่อน 50 บาท เป็น 100 บาท ซึ่งจะคล้ายกับกรณีปลากระป๋องเน่าไปทุกทีแล้ว

“เพราะนโยบายความไม่มั่นใจของท่านนายกฯ คือท่านจับอะไรไม่มั่น ท่านพูดสวยๆ หรูๆ ให้มันเท่ๆ เท่านั้น อยากถามนายกฯว่า บัตรเครดิตที่อยู่ในกระเป๋า ยังรักษาไม่อยู่ ยังหายเลยคนใช้ยังนำไปเบิกเงินได้ มาวันนี้ งบประมาณเป็นแสนล้าน จะรักษาอย่างไร ”

ราคากลางตำราแพงกว่าเอกชน2เท่า

หลังจากนั้นนายสุนัย ได้อภิปรายในสภาว่าจะพูดถึงกลิ่นเหม็นของปลากระป๋องที่ลามไปถึงเสื้อผ้านักเรียนและหนังสือเรียนของกระทรวงศึกษาธิการที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ บอกว่ามีนโยบาย 90 วัน แจกฟรี หนังสือ เสื้อผ้า ซึ่งใช้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ กว่าหมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเฉพาะค่าหนังสือกว่า 6, 430 ล้านบาท ค่าเครื่องแบบอีก 4,000 ล้านบาท โดยมีการประชุมเมื่อวันที่ 22 มกราคม เพื่อกำหนดราคากลางของหนังสือ โดยใช้มาตรฐานขององค์การค้า (สกสค.)ซึ่งปรากฏว่า หนังสือทุกเล่มมีราคาแพงกว่าเอกชนถึง 1 เท่า เกือบทั้งหมด ฉะนั้นราคาจริง คือครึ่งเดียวของงบประมาณกว่า 6 พันล้านบาทนี้ ที่รัฐมนตรีบอกว่าให้ใช้ราคากลางของ สกสค. แล้วลดลงมาอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังแพงกว่าของเอกชนอยู่ดี อีกทั้งยิ่งไปกำหนดให้ยึดตามราคาขององค์การค้าด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้มีปัญหามากขึ้น เพราะต่อไปราคาหนังสือเรียนก็จะเขยิบขึ้นตามกันหมด ไม่มีการแข่งขันต่อไปจึงอาจจะมีการเปลี่ยนแค่ปกหนังสือแล้วนำมาขายกัน เรื่องนี้รัฐมนตรียังไม่ได้ทุจริต แต่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ชุดนักเรียนอ้างมีมอก.ราคาพุ่งพรวด

ส่วนเรื่องเครื่องแบบนักเรียนที่บอกว่าจะแจก ได้ติดตามไปดูเนื้อผ้าของกางเกงหรือไม่ แล้วใครตั้งสเป็กไว้ไม่ทราบพยายามตั้งให้แพงเอาไว้ก่อน กางเกงทั่วไปเนื้อผ้าดีๆ ราคา 100-200บาทเท่านั้น แต่ถ้าเป็นตราสมอมี มอก. ตามที่ตั้งสเป็กไว้ราคาตัวหนึ่ง 300 เกือบ 400 บาท เปรียบเทียบกับ กทม.ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งราคาของชุดนักเรียนชั้นอนุบาลทั้งชุด 125 บาท ขณะที่ชั้นมัธยมราคา 225 บาท จึงอยากให้รัฐมนตรีนำมาเปรียบเทียบดู

“ความจริงผมจะไม่สนใจเลยไม่ได้ ว่าจะมีการทุจริต เพราะองค์ประกอบมากขนาดนี้ นโยบายเปรียบเสมือนคุณธรรมนำความรู้ แต่ที่รัฐบาลทำแบบนี้เป็นลักษณะคุณธรรมอำความรู้แต่การบริหารของรัฐมนตรีชุดนี้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะรัฐมนตรีหลายคนมีประวัติไม่ดี ซึ่งรัฐมนตรีศึกษารู้หรือไม่ว่าเป็นใคร“

แนะโอนเงินให้ผู้ปกครองโปร่งใสกว่า

นายสุนัย กล่าวว่า อยากให้เปลี่ยนแปลงจากการที่เคยซื้อชุดและหนังสือให้นักเรียน มาเป็นโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อรักษากลไกการตลาด เพราะหากมีขาดเหลือก็ยังตกอยู่ที่ประชาชน แต่หากโรงเรียน หรือกระทรวงจะซื้อให้รับรองเจ๊ง และโครงการเรียนฟรี 15 ปี อยากถามว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะขณะนี้นักเรียนที่เรียนโรงเรียนสาธิต อย่างน้อยเสียค่าเข้าเรียน 3-5 แสนบาท อย่างนี้จะเรียกเรียนฟรีได้อย่างไร นอกจากนี้ตนอยากถามหากรัฐบาลสนับสนุนภาษีที่ดินและภาษีมรดก หากเข้ามาสภาจริงตนก็พร้อมจะสนับสนุนเนื่องจากรัฐบาลไปใช้ช่องว่างจากคนรวยและคนจน แต่ตนก็กลัวผิดหวังไม่ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์มักพูดแล้วไม่ทำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่นายสุนัยอภิปรายเสร็จ นายจุรินทร์ ได้ลุกขึ้นขอเอกสารหลักฐานที่นายสุนัยได้อภิปรายทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจสอบและจะชี้แจงอีกครั้งภายหลัง แต่นายสุนัยได้สวนกลับว่า ข้าราชการที่ดี ที่เป็นสายของตนมีมาก และหากรัฐมนตรีเอาเอกสารไปก็จะรู้รหัสว่าใครเป็นคนนำข้อมูลมาให้ตน และอาจสั่งย้ายหมด ถ้าหากนายจุรินทร์ อยากได้จริงก็ควรให้เจ้าหน้าที่ ตามไปจดเลขรหัส ภายหลังจากที่ตนแถลงเรื่องนี้กับสื่อมวลชน

ภายหลังการอภิปรายนายสุนัย พร้อม ส.ส.เพื่อไทย หลายคน ได้แถลงข่าวที่ห้องสื่อมวลชนพร้อมนำหนังสือและชุดนักเรียน ที่ระบุว่าส่อจัดซื้อแพงกว่าความเป็นจริง พร้อมกับเอกสารการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 12 ม.ค. 2552 โดยมีนายจุรินทร์ นั่งเป็นประธานการประชุม พร้อมทั้งนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และน.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารระดับสูง มาแสดง

อนุมัติ 607ล้านซื้อหนี้เกษตรกร

ผู้สื่อขจ่าวรายงานด้วยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันเดียวกันนี้ ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณ 607 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อหนี้ที่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นซื้อสินทรัพย์ไป คืนมาให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 1,187 ราย ซึ่งพร้อมประสานงานกับเจ้าหนี้ทันที โดยมี 1,141 ราย มูลค่าหนี้ 582 ล้านบาท อยู่กับสถาบันการเงินของรัฐ ส่วนอีก 46 รายอยู่กับบุคคลที่ 3 ที่จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไปโดยขั้นตอนจากนี้ไป เกษตรกรเหล่านี้ต้องเป็นหนี้กับรัฐบาลแทน เบื้องต้นรัฐบาลจะปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ต่อปี และอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนในบางรายที่มีมูลค่าหนี้ไม่สูงมาก ให้ลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี และให้เกษตรกรเหล่านี้เข้าระบบแผนฟื้นฟูทันที เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นหนี้อีก

ด้าน นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รักษาการเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร กล่าวว่าล่าสุดได้ซื้อหนี้ของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้ต่างๆไปแล้ว 200 ล้านบาท และตั้งใจจะซื้อหนี้ที่เหลืออีก 500 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม นี้ ขณะเดียวกันจะเร่งผลักดันแผนการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรให้ออกมาดำเนินการให้ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ คิดเป็นวงเงินอีก 400 ล้านบาท

จ่อขอระลอกสองอีก1.7หมื่นล้าน

นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้าหลังจากที่ครม.อนุมัติกรอบการซื้อหนี้ของเกษตรกรสมาชิก เรียบร้อยแล้วจะหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อเจรจาตกลงเกี่ยวกับการซื้อหนี้ทั้งหมดให้มีข้อยุติในทุกเรื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเดินหน้าได้ต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตามการของบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อเข้าไปซื้อหนี้เอ็นพีแอลที่ถูกขายออกมาจากกรมบังคับคดีไปแล้วนั้น กองทุนฟื้นฟูฯจะแต่งตั้งทีมงานเพื่อเข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ที่ได้ซื้อหนี้มาจากกรมบังคับคดี โดยจะให้มีตัวแทนจากทั้งกองทุนฟื้นฟูฯ ตัวแทนเกษตรกร และจะขอให้รัฐบาลส่งตัวแทนเข้าไปร่วมเจรจาด้วย ซึ่งยืนยันว่าวิธีเดียวที่ใช้คือการเจรจาและขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเท่านั้น ส่วนกรณีที่เป็นสถาบันการเงินกองทุนฟื้นฟูฯจะขอเจรจาซื้อหนี้คืนในราคาที่ประมูลมาจากกรมบังคับคดี

ส่วนมูลค่าหนี้ที่ยังเหลืออยู่อีก 17,500 ล้านบาท จำเป็นต้องรอให้ครม.พิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณให้กับกองทุนฟื้นฟูฯให้ชัดเจนก่อน เพื่อนำไปซื้อหนี้ที่ติดค้างชำระกับกรมบังคับคดี และหนี้เอ็นพีแอลหรือหนี้เสีย ตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอีกกว่า 60,000 ราย

เกษตรกรได้เฮ-ห่วงนายทุนฮุบที่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าตั้งแต่ช่วงเช้า เกษตรกรกว่าพันคนได้ชุมนุมกันหน้าทำเนียบรัฐบาล นำโดยนายวัชระพงษ์ คงมั่น ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เพื่อทวงถามรัฐบาลถึงสัญญา ครม. จะนำเรื่องขออนุมัติเห็นชอบงบประมาณกว่า 600 ล้านบาทเพื่อซื้อหนี้ที่ไม่ก่อรายได้หรือเอ็นพีแอล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนำไปซื้อที่ดินถูกธนาคารพาณิชย์ยึดไปกลับคืนมา

นายวัชระ กล่าวว่า รัฐบาลต้องช่วยชาวเกษตรกร ไม่เช่นนั้นที่ดินจะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน ที่มาวันนี้ คือการมาทวงถามและรอคำตอบที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้รับปากจะนำเรื่องการขออนุมัติเงิน 600 ล้านบาทเข้าหารือที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้

โดยหลังจากครม.มีมติอนุมัติงบดังกล่าวแล้ว นายสังศิต ได้เดินออกไปพบกับม็อบเกษตรกรที่ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยนายสังศิต ได้เดินขึ้นไปบนรถขยายเสียงประกาศถึงผลการประชุมดังกล่าว ซึ่งได้สร้างความพอใจให้แก่ผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก

เพิ่มเติมงบอีกหมื่นล้านให้กยศ.

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมครม. ว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทำให้กยศ.ได้งบประมาณเพิ่มจากของเดิมรวมเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวจะทำให้นักศึกษาสามารถกู้เงินได้เพิ่มเติม 3.53 แสนราย ทำให้เพิ่มยอดที่นักศึกษาที่ได้รับเงินกู้เป็น 1 ล้านราย นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาที่ไม่ได้กู้ยืมเงินตั้งแต่ปี 1 ในระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา และปวช. สามารถกู้ได้โดยเริ่มที่ชั้นปีที่ 2-4 ได้ ส่วนสายอาชีพสามารถกู้ได้ชั้น ปวส.

นายจุรินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบในเรื่องมาตรการจูงใจให้นักศึกษากู้ยืมในสายอาชีพมากขึ้น จากเดิมสัดส่วนระหว่างสายสามัญและสายอาชีพอยู่ที่ 60 ต่อ 40 โดยกระทรวงศึกษาธิการจะหามาตรการจูงใจเพิ่มสัดส่วนเป็น 50 ต่อ 50 และส่งเสริมให้นักศึกษากู้เงินยืมเรียนได้อีก 400 สาขาวิชาที่เป็นความต้องการของตลาด

แถมอีก3พันล้านนมฟรีในโรงเรียน

สำหรับหลักเกณฑ์ของการกู้ยืมนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลยังยืนยันตามหลักเกณฑ์เดิมสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาลครั้งที่ 1 คือ เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยและยากจน ผู้ปกครองมีรายได้น้อยต่ำกว่าเกณฑ์ โดยกระทรวงศึกษาฯจะเร่งให้สามารถนำไปใช้ได้เร็วขึ้น จากเดิมที่กว่าจะได้เงินก็ล่าช้านับปี แต่หลังจากนี้หากคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ก็จะอนุมัติได้ภายในเวลา 3 เดือน รวมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ

นายจุรินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบเงิน 3 พันล้านบาท ที่จะใช้ในโครงการนมโรงเรียนฟรี พร้อมทั้งอนุมัติขยายจากชั้นอนุบาล - ป.4 เพิ่มถึงชั้นป.5-ป.6 โดยจะมีเด็กที่ได้รับประโยชน์กว่า 2 ล้านคน คาดว่าจะเริ่มได้ในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษาหน้า นอกจากนี้กระทรวงจะขอความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ร่วมสนับสนุนโครงการ

ดื่มนมฟรี จากชั้นอนุบาลถึง ป.6 ให้ครบทุกพื้นที่

ส่วนนายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบการจัดสรรเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท เพิ่มให้กับกลุ่มข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืออปท. ที่มีกรอบเงินเดือนไม่เกิน 14,990 บาท และพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีกรอบเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท หรือไม่เกินระดับซี 5 ใช้เงินจากการช่วยเหลือค่าครองชีพในส่วนข้าราชการที่มีอยู่ 18,000 ล้านบาท หากไม่พอจะใช้งบฉุกเฉินช่วยเหลือเพิ่มเติม

ผบ.การบินทบ.ไขสือฮ.คอบบร้าผิดคิวพลาดเป้ายิงกองทหาร

ที่มา ประชาทรรศน์

ผบ.ศูนย์การบินทบ. ปัดไม่รู้ไม่ชี้หน่วยสงครามพิเศษ อ่อนหัดยิงจรวดพลาดโดนเพื่อนทหารเจ็บร่วม 20 ราย อ้างยังไม่ได้รับรายงานชัดเจน ป้องกองทัพใช้กระสุนเก่าโวกรมสรรพาวุธเช็คตลอด

จากกรณีอุบัติเหตุระหว่างการซ้อมรบที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ โดยจรวดซึ่งถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์คอบบร้าเพื่อโจมตีข้าศึกภาคพื้นดิน เกิดผิดคิวกระสุน พลาดเป้าไปยังกองกำลังทหารเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 16 นาย สาหัส 3 นาย

โดยในรายการเก็บตกเนชั่น วันนี้(27 ม.ค.) พล.ต.พิทยา กระจ่างวงศ์ ผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่าส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเข้าเวรรักษาการณ์อยู่ที่วังสุโขทัย ทั้งนี้จรวดมีสองส่วน คือส่วนหัวรบที่เมื่อกระทบที่หมายก็จะระเบิด และส่วนดินขับที่ทำให้จรวดเคลื่อนที่ได้ ซึ่งเมื่อเกิดความชื้นก็อาจทำให้ไม่เป็นไปตามทิศทาง โดยการยิงจะเป็นทีละนัดหรือหลายนัดพร้อมกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ส่วนที่บอกว่าอาจเป็นกระสุนเก่าจนทำให้เกิดความผิดพลาดนั้น ความจริงแล้วกรมสรรพาวุธมีขั้นตอนการตรวจสอบอยู่ สำหรับจรวดชนิดนี้มีขั้นตอนอย่างไรนั้น ตนเองยังไม่ได้รับรายงานการตรวจสอบที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามเหตุระทึกดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) ที่สนามฝึกยิงกระสุนจริงบ้านท่าเดื่อ ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี มีการฝึกเข้าโจมตีฐานที่มั่นของข้าศึก ของกองพันจู่โจมกองพลรบพิเศษที่ 1หน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ โดย พล.อ.อนุงพษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) พร้อมคณะเดินทางเข้าร่วมชม ทั้งนี้ระหว่างการซ้อมเครื่องบินปีกหมุนคอบบร้าของศูนย์การบินลพบุรี จะต้องเข้าโจมตีภาคพื้นบิน แต่จังหวะการบินเร็วทำให้กระสุนพลาดเป้ายิงใส่ทหารที่กำลังเข้าเคลียร์พื้นที่ เบื้องต้น มีทหารได้รับบาดเจ็บ 19 นาย ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 3 นาย เจ้าหน้าที่ช่วยกันลำเลียงทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอานันทมหิดลลพบุรี เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป

สำหรับรายชื่อทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย 1. ร.อ.สุชาติ เทพอำนวย 2.สิบเอก สุนทร จันทร์งาม 3. พลฯอนงค์ จันยานน 4.พลฯ สิทธิพร สถานพงศ์ 5.จ.ส.อ.มนตรี ถิตะปุระ 6.พลฯไพบูลย์ บุญมี 7. พลฯอาทิตย์ เรือนเพชร 8.สิบเอก ชาญชัย บุตรลา 9.พลฯ ต้อย วรวรรณ 10.จ.ส.อ.การุณ ศรีสุข 11.สิบเอก ศราวุธ วิวัฒนาการ 12.สิบเอกกนก ศศิธร 13. สิบเอก ภาสกร แสงสิงห์ 14.สิบเอกสมยศ พลอยงาม 15.สิบเอก สันติภาพ สุวรรณสังษี 16.พลฯ ปราโมทย์ หาเวียนศรี 17.สิบเอกอุบล จำปาทอง 18.พลฯ สุรีวงศ์ พงษ์สุวรรณ และ19.สิบเอก วีรพงศ์ ชอบแก้ว

ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุ และตนได้สังกำชับไปยังผบ.ทบ.ให้มีการตรวจสอบหาสาเหตุ และก็พร้อมยืนยันว่าไม่ได้นำอาวุธที่หมดประสิทธิภาพมาทำการทดลอง

สภามีมติเอกฉันท์ผ่านงบฯเพิ่มเติม1.2แสนล้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

สภาฯผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมปี 52 ฉลุย!ด้วยคะแนน 238 ต่อ 1 หลังฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ตาม'สุนัย'ปากพล่อย!ที่ถูกเชิญออกจากห้องประชุม กรณีกล่าวหาปชป.ทำลายคนดี แล้วไม่ถอนคำพูดตามคำสั่งประธาน พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ 30 คน แปรญัตติให้เสร็จภายใน 5 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระด่วน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ได้เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลา 00.50 น. วันนี้ (29 ม.ค.) หลังจากนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เสนอปิดประชุม

โดยก่อนหน้านั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.พร้อมขอให้สมาชิกช่วยกันออกเสียงเห็นชอบ และนายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า 6 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดก่อนทำไว้ซึ่งเป็นแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันราคาแพง ซึ่งตอนนั้นราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 140 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 41 เหรียญกว่าเท่านั้น จึงมีคำถามว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่จะทำมาตรการเหล่านี้ต่อไป นอกจากนี้การจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตนคนละ 2,000 บาทนั้น อาจทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้ ทางที่ดีหากรัฐบาลต้องการลดภาระให้กับผู้ประกันตน ควรจะงดการเก็บเงินเข้ากองทุนประกันสังคมจะดีกว่า ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงว่า 6 มาตรการนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนเหลือ 5 มาตรการ โดยได้ยกเลิกมาตรการงดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันลดลงมาแล้ว ส่วนการให้ใช้น้ำ-ไฟฟรี ก็ปรับเปลี่ยนจาก 150 หน่วย ลดลงเหลือ 90 หน่วยเพื่อช่วยเหลือคนที่ขาดแคลนจริงๆ ส่วนการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้ผู้ประกันตนนั้น ก็เพราะต้องการให้ผู้ประกันตนได้เอาเงินไปใช้จ่ายเพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบ ส่วนการลดภาระการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมรัฐบาลก็มีเช่นกัน

ทั้งนี้ หลังจากนายชินวรณ์ ได้เสนอปิดการอภิปรายแล้ว ได้เกิดความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากมีสมาชิกหลายคนต้องการจะพูดต่อ แต่นายชัย ชิดชอบ ประธานการชุมได้ขอให้นายชินวรณ์ถอนญัตติปิดการอภิปรายก่อน และอนุญาตให้นายนายนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนาพูดได้เพียงคนเดียวประมาณ 5 นาที

จากนั้นนายชินวรณ์ได้เสนอปิดการอภิปรายอีกครั้ง และมีการนับองค์ประชุม ปรากฏว่ามีผู้เข้าประชุม 258 คน ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด นายชัยจึงให้มีการลงมติว่าจะรับหลักการร่าง พ.ร.บ.นี้หรือไม่ ปรากฏว่ามี ส.ส.ที่รับหลักการ 238 คน ไม่รับหลักการ 1 คน งดออกเสียง 4 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 15 คน ทั้งนี้ ในระหว่างลงมติมี ส.ส.ฝ่ายค้านอยู่ในห้องประชุมไม่กี่คน เนื่องจาก ส.ส.จำนวนหนึ่งได้ตามนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยออกไป หลังจากที่นายสุนัยถูกเชิญออกนอกห้องประชุม เพราะไม่ทำตามคำสั่งของประธานสภาที่ให้ถอนคำพูด กรณีที่นายสุนัยกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ชอบทำลายคนดี อย่างไรก็ตาม ถือว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ผ่านการรับหลักการในวาระที่ 1

หลังจากนั้นมีการลงมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญ 35 คน ประกอบด้วยรัฐบาล 8 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 27 คน แบ่งเป็นพรรคเพื่อไทย 10 ประชาธิปัตย์ 10 คน ภูมใจไทย 2 คน เพื่อแผ่นดิน 2 คน ชาติไทยพัฒนา 1 คน รวมใจไทยชาติพัฒนา+กิจสังคม 1 คน ประชาราช+ราษฎร 1 คน โดยให้คณะกรรมาธิการชุดนี้แปรญัตติให้เสร็จสิ้นภายใน 5 วัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 จากการเสนอของรัฐบาล มีวงเงินไม่เกิน 116,700,000,000 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จำนวน 97,560,523,700 บาท และสำหรับรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวน 19,139,476,300 บาท โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ และดำเนินการโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท

2วิปการันตีประชุมสภาไร้ปัญหา

ที่รัฐสภา วานนี้ (28 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ระบุว่าในส่วนของส.ส.ฝ่ายค้านนั้นจะเข้าร่วมประชุมตามปกติและเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการนับองค์ประชุม

โดยวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านและคาดว่าน่าจะใช้เวลาในการอภิปรายเกินกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งต้องไปพูดคุยกันอีกครั้งเนื่องจากอาจกินเวลาอภิปรายของส.ส.ฝ่ายค้านที่ลงชื่อแสดงเจตจำนงที่จะขออภิปรายถึง 40 ราย ขณะที่มีกำหนดเวลาให้เพียง 4 ชั่วโมง

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังกล่าวถึงเนื้อหาการอภิปรายในวันนี้ ว่า ฝ่ายค้านจะพยายามชี้ให้เห็นว่างบประมาณที่รัฐบาลเสนอต่อสภาเป็นงบประมาณที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องยอมรับว่านโยบายประชานิยมบางนโยบายที่วางไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงอยากฝากนายกรัฐมนตรีให้รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างด้วย เพราะยังมีขั้นตอนของการตั้งกรรมาธิการเพื่อแปรญัติเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของกฎหมายได้ ทั้งนี้มีทุกฝ่ายมีความคิดเห็นต่างกัน ก็คงร้ายแรงถึงขั้นล้มร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าว

“ชินวรณ์” แจงกรอบเวลาอภิปรายงบประมาณฯ

ด้าน นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล กล่าวว่า ในการประชุมร่วมกัน 2 วันที่ผ่านมาใช้เวลาไปทั้งหมด 1089 นาที ใช้เวลาในการประท้วงไป 103 นาที ไม่ถึง 10% ของเวลาประชุม ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการประชุมสภา ส่วนการประชุมวันนี้จะเป็นการหารือเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ที่รัฐบาลเสนอมา 116,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 แผน คือ แผนกระต้นเศรษฐกิจ และแผนพัฒนาความมั่นคงคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ได้หารือถึงกรอบเวลาในการอภิปราย ซึ่งจะมีการอภิปรายในกรอบเวลา 10 ชั่วโมง โดยให้วลานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชี้แจง 2 ชั่วโมง หัวหน้าพรรคอภิปรายไม่จำกัดเวลา แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 2 ชั่วโมง และพรรคฝ่ายค้าน 5 ชั่วโมง

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวต่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้มาขอเวลาอภิปรายในสัดส่วยของหัวหน้าพรรคเพื่อได้ 1 ชั่วโมง แต่หากเวลาไม่พอ คงต้องให้ไปใช้สัดส่วนของพรรคประชาราช ทั้งนี้ตนคาดว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 น่าจะเสร็จในเวลา 24.00 น. ทั้งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณางบรายจ่ายเพิ่มเติม 35 คน เป็นพรรคร่วมรัฐบาล 16 คน และจากพรรคเพื่อไทย 11 คน

"เหลิม"งง!รัฐเปิดช่องอภิปรายแค่ 5 ชั่วโมง

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี 2552 วันนี้ว่า ตนจะชี้ให้เห็นว่างบดังกล่าวไม่ได้ช่วยเหลือประชาชน โดยมีเหตุผลคือ 1. ไม่เป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2. กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มของพรรคการเมืองแกนนำที่จัดตั้งรัฐบาล 3. ตรวจสอบได้ยาก 4.เอกสารงบขาดดุลที่รัฐบาลระบุไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะความเป็นจริงงบขาดดุลจะอยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท แต่เอกสารของทางรัฐบาลระบุขาดดุลเพียง 3.7 แสนล้านบาท
และ 5. จะแจงรายละเอียดรายมาตราทั้ง 21 มาตรา 17 ด้าน ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาไม่แฟร์งบกระจุกอยู่ที่พรรคแกนนำ ไม่ได้ตั้งงบประมาณมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่กระจายไปทั่วถึง โดยเฉพาะงบที่ลงไปให้กระทรวงศึกษาธิการถึง 1.9 หมื่นล้านบาท โดยผูกพัน 15 ปี ไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะได้อย่างไร เพราะผูกพันนานขนาดนั้น

เมื่อถามว่าระยะเวลา 5 ชั่วโมงเพียงพอต่อการอภิปรายของฝ่ายค้านหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจในอดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็นฝ่ายค้าน ก็มักกล่าวอ้างว่าต้องให้เวลาฝ่ายค้านได้อภิปรายในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะตนจะเปรียบเทียบให้เห็นเมื่อสมัยที่ฝ่ายค้านโจมตีงบประมาณที่รัฐบาลขอไปดำเนินการในนโยบายประชานิยม แต่ในขณะนี้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังดำเนินการเรียนแบบประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ

และตนจะไม่เอาการอภิปรายเหมือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อครั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่เอาเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ของประเทศอังกฤษมาโจมตี แต่ตนจะชี้แจงข้อเท็จจริงในแบบเศรษฐกิจของไทย และจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลของบประมาณไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการแจกเงินใส่กระเป๋าระดับแกนนำ ไม่ใช่ประชาชน

ย้ำจุดยืนจองกฐินถล่ม"กษิต"

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องลำดับสอง เพราะลำดับแรกต้องดูว่าตัวบุคคลที่จะนำงบประมาณกลางปีไปใช้จ่ายมีความเหมาะสมหรือไม่ เช่นเดียวกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ของบประมาณไปใช้กระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งที่นายกษิต เป็นคนทำลายความน่าเชื่อถือในการท่องเที่ยว ซึ่งตรงนี้มีเอกสารหลักฐานชัดเจน เนื่องจากมีการแจ้งความต่อนายกษิต ที่สภ.ราชาเทวะ สมุทรปราการ ตนจะสอบถามไปยังนายอภิสิทธิ์ว่ารัฐมนตรีมีความเหมาะสมที่จะเอางบไปใช้จ่ายหรือไม่ แต่หากไม่ได้อภิปรายในครั้งนี้ก็จะเก็บสะสมเอาไว้ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 วงเงินงบประมาณ 116,700 ล้านบาทว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงเหตุผลการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าวว่า เนื่องจากในปี 2552 ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รายได้ภาคครัวเรือนลดลงจากปัญหาการจ้างงาน การลดลงของสินค้าเกษตร รวมทั้งความเชื่อมั่นภาคการลงทุนและการท่องเที่ยวลดลง

"มาร์ค"แจงอัดงบประชานิยมเป็นนโยบายเร่งด่วน

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และดำเนินโครงการด้านโครงการพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท แบ่งเป้าหมายการใช้จ่าย คือ ค่าใช้จ่ายตามมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ จำนวน 2,652.0 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน จำนวน 6,900.0 ล้านบาท เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 4,090.5 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้ใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาล และเพื่อจัดสรรตามแผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและแผนงานเสริมสร้างรายได้ จำนวน 83,918.1 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือในการเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยจะดำเนินโครงการสำคัญ เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร โครงการพาณิชย์ช่วยเหลือประชาชน โครงการสนับสนุนการท่องเที่ยว โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี และโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังยืนยันถึงกรอบเวลาการอภิปรายว่า การให้ฝ่ายค้านอภิปราย 5 ชั่วโมง ถือว่ามากกว่าการอภิปรายทุกครั้งที่ผ่านมา และสาเหตุที่ต้องการให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันนี้ เนื่องจากต้องการอยู่ชี้แจงและตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านด้วยตัวเอง

"เหลิม"จวกประชานิยม"มาร์ค"ไม่กระตุ้นศก.

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ได้กล่าวอภิปรายว่า ขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะขาดดุล ความพยายามจะออกร่าง พ.ร.บ.พิจารณางบประมาณรายจ่ายในช่วงนี้จึงถือว่าผิด พร้อมกล่าวหาว่าลักษณะการจัดทำงบประมาณรายจ่าย 1.1 แสนล้านบาทเศษ ไม่ใช่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ไม่ทุกภาคส่วนตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการกระจุกงบฯ ตัวอยู่ที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น

“ผมไม่เห็นด้วยรัฐบาลนี้ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 325 ล้านบาทให้กระทรวงต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว ถือว่าเสียของ เพราะรมว.เป็นผลิตผลของพันธมิตรเพื่อประชาชนประชาธิปไตย งบประมาณแค่นี้ไม่เพียงพอกับการกอบกู้ความศรัทธา นายกษิต ภิรมย์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นว่าเล่นและยังตกผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายสากลอีกด้วย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ออกตัวไม่เกี่ยวเหตุมิคสัญญี 7 ตุลาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้กล่าวถึงพรบ.งบประมาณฯว่าไม่ใช่เป็นการจัดทำงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สลับกับการอภิปรายผูกโยงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันของรัฐบาลและพันธมิตรฯ โดยปกป้องตำรวจที่ใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมในเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬว่า ตำรวจร้อยละ 90 เป็นคนดี แต่ที่ต้องจำทนต้องใช้อาวุธสลายเพราะสถานการณ์พาไป และมติ ครม.ไม่มีคำสั่งให้ใช้กำลังแต่ได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ ร.ต.อ.เลิมยังนำหนังสือพิมพ์มติชนที่เขียนถึงเรื่องทุนนิยมสามานย์ และเปรียบเปรยว่า นายอภิสิทธิ์เคยต่อต้านแนวทางบริหารประเทศของรัฐบาลไทยรักไทยโดยระบุว่าเป็นทุนนิยมสามานย์แต่มาถึงปัจจุบันกลับทำเสียเอง โดยมีการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ชี้แจงเรื่องนี้

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงนโยบายช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนรายละ 2,000 บาทสำหรับผู้ประกันตนและมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนจำนวน 9 ล้าน 2 แสนคน โดยใช้งบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นนโยบายซื้อเสียงล่วงหน้า ส่วนโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ถือว่าเป็นการลอกนโยบายประชานิยม เพราะคนที่คิดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนทุกครัวเรือน แต่ไม่ขัดข้องหากรัฐบาลชุดนี้จะสานต่อเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้

เพ้อกลางสภาฝันนั่งนายกฯ

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า หากตกมีวาสนาได้เป็นนายกฯ คนที่ 28 ตนจะไม่ทำอย่างที่นายกฯคนปัจจุบันทำ แต่จะทำนโยบาย 1.จัดบัณฑิตอาสาสร้างงานอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น 2. จัดตั้งศูนย์โลจัสติกแบบครบวงจรเพื่อใช้สนามบินทั่วประเทศเป็นศูนย์การขนส่ง 3. จัดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครบวงจร 4.จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพแก่ผู้ที่มีความรู้ด้านแรงงาน พร้อมกันหาตลาดแรงงานมารองรับ และ5. จัดโครงการเสาไฟฟ้าส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วพื้นที่ที่ไม่มีฟ้าฟ้า เพื่อให้เกิดการจ้างงาน

"มาร์ค"ปัดข้อหาก่อการร้ายแทน"กษิต"

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตงบประมาณนั้น ตนจะกลับมาชี้แจงหลังจากกลับมาจากการปฎิบัติภารกิจในช่วงค่ำ แต่จะชี้แจงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณตั้งแต่กรณีปัญหาของนายกษิต ที่ร.ต.อ. เฉลิมบอกว่ามีการแจ้งความนายกษิตในข้อหาก่อการร้ายสากลในวันที่ 23 ธ.ค.ที่ จ.สมุทรปราการ นั้นความจริงเป็นการแจ้งข้อหาบุกรุก และไม่ได้เจาะจงนายกษิต ที่ปิดสนามบิน แต่มีการอ้างถึงการอภิปรายของนายกษิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนการแจ้งความร้องทุกข์นายกษิตโดยตรงคือวันที่ 26 ม.ค. ดังนั้น ที่ตนชี้แจงทุกครั้งเป็นความจริง

"สำหรับที่อ้างว่าผมเคยต่อต้านต่างๆ ของรัฐบาลเก่า แต่วันนี้ทำเสียเองนั้นไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบ เพราะแต่ละช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจไม่เหมือนกัน ราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นลง ดังนั้นจะยึดเอาคำพูดที่ผ่านมาไม่ได้ สำหรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ผมยังยืนยันความเห็นเดิม เพราะขณะนั้นทำในช่วงที่งบประมาณไม่พร้อม การสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชนเป็นสิ่งดี แต่งบประมาณต้องพร้อม ถามว่าโครงการนี้ที่ผ่านมาโรงพยาบาลได้รับงบประมาณตามที่ต้องใช้จริงหรือไม่ คนต้องต่อคิวยาว คุณภาพไม่เพียงพอ กระทั่งรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้เพิ่มงบประมาณรายหัว นโยบายนี้จึงเดินหน้าได้ถึงขั้นสามารถยกเลิกการเก็บ 30 บาท" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ลั่นประชานิยมปชปไม่ใช่ทุนนิยมสามานย์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า บางโครงการถ้าเป็นประโยชน์กับประชาชน ตนไม่เป็นคุณนายละเอียด หรือ คิดเล็กคิดน้อย ว่า ใครเริ่มต้นไว้ โดยเฉพาะนโยบาย 6 เดือน 6 มาตรการก็เพิ่งทราบวันนี้ว่าเป็นความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใจว่าเป็นความคิดของนายสมัคร สุนทรเวช หรือ รมว.คลังขณะนั้น อะไรที่เป็นประโยชน์ก็เดินต่อ อะไรที่แก้ไขก็ปรับปรุงส่วนที่ไม่ถูกต้องก็ยกเลิก นโยบายรัฐบาลวันนี้จะเรียกประชานิยมหรือไม่ ก็แล้วแต่ ตนก็ไม่คิดจะเป็นเจ้าตำรับเศรษฐกิจ เพราะรู้จักประมาณตน มาตรการทั้งหลายจะดูตามความจำเป็นและเนื้องานเป็นหลัก และยืนยันว่าไม่มีทางทำอย่างนี้ในปี 2544 หรือ 2548 อย่างแน่นอน วันนี้บอกว่าจะพูดประชานิยมแล้วจะไปสู่ทุนสามานย์หรือไม่ ตอบว่าไม่ เพราะคนคิดนโยบายนี้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะนั่น คือ หัวใจของทุนสามานย์

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม แย้งว่า กรณีของนายกษิตนั้นในวันที่ 23 ธ.ค.มีคนไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายกษิต ในฐานะเป็นผู้ก่อการร้ายสากลที่สถานีตำรวจภูธรราชาเทวะ มีบันทึกประจำวันลงข้อความว่านายกษิตได้ร่วมในการยึดสนามบินจนเป็นเหตุให้ปิดสนามบิน ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาม. 135 / 1 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย

"สุนัย"แฉทุจริตหนังสือ-ชุดนักเรียนฟรี

จากนั้น นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า จะพูดถึงกลิ่นเหม็นของปลากระป๋องที่ลามไปถึงเสื้อผ้านักเรียนและหนังสือเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.ศึกษาธิการ บอกว่ามีนโยบาย 90 วัน แจกฟรี หนังสือ เสื้อผ้า ซึ่งใช้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ กว่าหมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเฉพาะค่าหนังสือกว่า 6, 430 ล้านบาท ค่าเครื่องแบบอีก 4,000 ล้านบาท โดยมีการประชุมเมื่อวันที่ 22 มค.เพื่อกำหนดราคากลางของหนังสือ โดยใช้มาตรฐานขององค์การค้า (สกสค . )ซึ่งปรากฎว่า หนังสือทุกเล่มมีราคาแพงกว่าเอกชนถึง 1 เท่า เกือบทั้งหมด

ฉะนั้น ราคาจริง คือ ครึ่งเดียวของงบประมาณ 6 พันกว่าล้านบาทนี้ ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าให้ใช้ราคากลางของ สกสค . แล้วลดลงมาอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังแพงกว่าของเอกชนอยู่ดี อีกทั้งยิ่งไปกำหนดให้ยึดตามราคาขององค์การค้าด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้มีปัญหามากขึ้น เพราะ ต่อไปราคาหนังสือเรียนก็จะเขยิบขึ้นตามกันหมด ไม่มีการแข่งขัน ต่อไปจึงอาจจะมีการเปลี่ยน แค่ปกหนังสือแล้วนำมาขายกัน เรื่องนี้รัฐมนตรียังไม่ได้ทุจริต แต่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ปูดราคาแพงกว่าท้องตลาดเท่าตัว

นายสุนัย กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเครื่องแบบนักเรียนที่บอกว่าจะแจก ได้ติดตามไปดูเนื้อผ้าของกางเกงหรือไม่ แล้วใครตั้งสเปคไว้ไม่ทราบพยายามตั้งให้แพงเอาไว้ก่อน กางกงทั่วไปเนื้อผ้าดีๆ ราคา 100-200 บาทเท่านั้น แต่ถ้าเป็นตราสมอมี มอก . ตามที่ตั้งสเปคไว้ราคาตัวหนึ่ง 300 เกือบ 400 บาท เปรียบเทียบกับ กทม.ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งราคาของชุดนักเรียนชั้นอนุบาลทั้งชุด 125 บาท ขณะที่ชั้นมัธยมราคา 225 บาท จึงอยากให้รัฐมนตรีนำมาเปรียบเทียบดู

"ความจริงผมจะไม่สนใจเลยไม่ได้ ว่าจะมีการทุจริต เพราะองค์ประกอบมากขนาดนี้ นโยบายเปรียบเสมือนคุณธรรมนำความรู้ แต่ที่รัฐบาลทำแบบนี้เป็นลักษณะคุณธรรมอำความรู้ แต่การบริหารของรัฐมนตรีชุดนี้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะรัฐมนตรีหลายคนมีประวัติไม่ดี ซึ่งรัฐมนตรีศึกษารู้หรือไม่ว่าเป็นใคร" นายสุนัย กล่าว

"อู๊ดด้า"ขอดูเอกสารก่อนแจง

นายสุนัย กล่าวว่า อยากให้เปลี่ยนแปลงจากการที่เคยซื้อชุดและหนังสือให้นักเรียน มาเป็นโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อรักษากลไกการตลาด เพราะหากมีขาดเหลือ ก็ยังตกอยู่ที่ประชาชน แต่หากโรงเรียน หรือกระทรวงจะซื้อให้รับรองเจ๊ง และโครงการเรียนฟรี 15 ปี อยากถามว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะขณะนี้นักเรียนที่เรียนโรงเรียนสาธิต อย่างน้อยเสียค่าเข้าเรียน 3-5 แสนบาท อย่างนี้จะเรียกเรียนฟรีได้อย่างไร นอกจากนี้ตนอยากถามหากรัฐบาลสนับสนุนภาษีที่ดินและภาษีมรดก หากเข้ามาสภาจริงตนก็พร้อมจะสนับสนุน เนื่องจากรัฐบาลไปใช้ช่องว่างจากคนรวยและคนจน แต่ตนก็กลัวผิดหวังไม่ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์มักพูดแล้วไม่ทำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่นายสุนัยอภิปรายเสร็จ นายจุรินทร์ ได้ลุกขึ้นขอเอกสารหลักฐานที่นายสุนัย ได้อภิปรายทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจสอบและจะชี้แจงอีกครั้งภายหลัง แต่นายสุนัยได้สวนกลับกว่า ข้าราชการที่ดี ที่เป็นสายของตนมีมาก และหากรัฐมนตรีเอาเอกสารไปก็จะรู้รหัสว่าใครเป็นคนนำข้อมูลมาให้ตน และอาจสั่งย้ายหมด ถ้าหากนายจุรินทร์ อยากได้จริงก็ควรให้เจ้าหน้าที่ ตามไปจดเลขรหัส ภายหลังจากที่ตนแถลงเรื่องนี้กับสื่อมวลชน

แถลงซ้ำตอกลิ่มงบฉาวเสมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น นายสุนัย ได้เปิดแถลงข่าวว่า นโยบายการเรียนฟรี ของรัฐบาล โดยเฉพาะ การแจกหนังสือ และเสื้อผ้านักเรียนฟรี ที่ดูผิวเผิน แล้ว เหมือนจะดูดี แต่จากการตรวจสอบในฐานะที่ตนเคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารมต.กระทรวงศึกษาธิการพบว่า มีการสอดไส้ ตกแต่งงบประมาณกันเกิดขึ้น จากราคาเมื่อก่อนที่ไม่เท่าไหร่ โดยเฉพาะราคาหนังสือ ที่เนื้อหา ได้รับการรับรองจากคุรุสภา เหมือนกัน และสามารถนำไปสอนได้เช่นกัน แต่กลับเปลี่ยนปก สอดไส้ เพิ่มราคาเป็น 1 เท่า จากเมื่อก่อน 50 บาท ก็เป็น 100 บาท ซึ่งจะคล้ายกับกรณีปลากระป๋องเน่าไปทุกทีแล้ว

“เพราะนโยบายความไม่มั่นใจของท่านนายกฯ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) คือ ท่านจับอะไรไม่มั่น ท่านพูดแต่ว่า สวยๆ หรูๆ ให้มันเท่ๆ เท่านั้น อยากถามนายกฯว่า บัตร เครดิตที่อยู่ในกระเป๋า ยังรักษาไม่อยู่ ยังหายเลย และคนใช้ยังนำไปเบิกเงินได้ มาวันนี้ งบประมาณเป็น แสนๆล้าน จะรักษาอย่างไร จะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบดูแลทุกเรื่องอย่างละเอียด ว่ามีการจัดงบไปตรงไหนบ้าง ใช้เงินอย่างไรบ้าง เพราะเงินที่ได้มาเป็นภาษีของประชาชน”นายสุนัยกล่าว

นายสุนัย กล่าวต่อว่า วันนี้มีกลิ่นตุๆ ถึง การทุจริตแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กรณีปลากระป๋องเน่า กรณีการแจกเงินของนายบูญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย หรือกรณีหนังสือสอดไส้ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกฯ เทพประธาน ควร จะสำนึกหน่อย เมื่อมาเป็นนายกฯ แล้ว ไม่เห็นว่า จะดูแลเรื่องการทุจริตให้เข้มงวด หรือปกป้องภาษีของประชาชน เลย มาวันนี้จะของบ กลางปีเป็นแสนๆล้าน อีก ที่เรียกว่า งบประชาธิปัตย์นิยม เพราะจะมีการกินตามน้ำ ในหลายเรื่อง ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรี คิดว่า คงไม่มีการปรับใหญ่ แต่ถ้าจะเก็บเนื้อร้ายไว้ ก็จะลามไปยังนายอภิสิทธิ์

ซัดรัฐบาลลอกการบ้าน"ทักษิณ"

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในที่ประชุมว่า นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนขอยกคำพูดว่า เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่พูดไว้ว่า “แมวสีไหนก็จับหนูได้” มาใช้ในการอภิปรายฯ เพราะวันนี้เรามีอาหารแมว อาหารกระป๋องมา จนแมวขี้เกียจจับหนูมาเป็นอาหารกิน เพราะมีการนำนโนยบายเก่าสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ มาใช้ และก็ลอกมาไม่หมด ทั้งนี้ตนยืนยันว่างบประมาณที่จัดไม่ใช่งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใน 6 เดือน แต่เป็นการจัดงบเพิ่มเท่านั้น โดยเฉพาะงบของกระทรวงศึกษานั้นไม่ใช่งบกระตุ้นในระยะสั้น

ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลทำนโยบายแบบเกทับ บลัฟแหลก ทั้งนี้การสร้างรายได้ตนอยากให้รัฐบาลรีบทำหวยบนดิน 2-3 ตัวขึ้นมา เพราะตอนนี้ คนพร้อม เครื่องพร้อม และคนเดินโพยก็พร้อมแล้ว นอกจากนี้ตนอยากให้รัฐบาลรีบจัดงบประมาณกันเหนียวจากกรณีพันธมิตรฯปิดสนามบิน เผื่อเขามาทวงค่าเสียหายทีหลังจะได้มีเงินจ่าย ทำให้นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมช.คลังในสมัย “ชวน 2” ได้ลุกขึ้นชี้แจง ว่า รัฐบาลชวน ได้ตั้งงบประมาณขาดดุลในปี 52

"สมเกียรติ"อ้างด้านพันธมารไม่ได้ยึดสนามบิน

อย่างไรก็ดี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า ตนนายสมเกียรติ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอใช้สิทธิชี้แจงเพราะถูกพาดพิงในสภาหลายครั้งก็อดทนมาตลอด ตนยืนยันว่าตนไปชุมนุมจริงตามมติแกนนำพันธมิตรฯ แต่ไม่ได้ปิดสนามบิน หรือยึดรันเวย์ แต่คนที่สั่งปิดแบบมีลายลักษณ์อักษร คือ ผู้ว่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ซึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทปราการ ก็ตำหนิไปแล้วว่าสั่งปิดสนามบินทำไม และการมากล่าวหาว่าตนเป็นผู้ก่อการร้ายสากลก็ไม่ใช่ ซึ่งตนก็สู้ไม่ใช้เอกสิทธิ์ของ ส.ส. ไม่เคยหนีศาล ไม่ขี้ขลาด หนีไปต่างประเทศ และศาลก็ชี้ออกมาแล้วว่าตนไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายสายกล ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎในราชอาณาจักร ตนก็ต่อสู้ จนตุลาการสั่งเพิกถอนข้อหานี้ แต่ก็ยังมีความพยายามโยงเข้ามาในสภาและพูดกันอีก อย่างไรก็ตาม ตนพร้อมสู้และไม่ยอมหนีคดีออกไปต่างประเทศจนกลายเป็นอาชญากรข้ามชาติ

"สุรพงษ์"วอล์คเอาท์หลังด่า"ชวน"ทำชาติพัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตรึงเครียดอีกครั้ง เมื่อนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ว่า รัฐบาลชวน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหาย ทำให้นายนพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ต่างลุกขึ้น ตอบโต้ว่า รัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย คือ รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำให้นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคนสนิทของพล.อ.ชวลิต ลุกขึ้นประท้วง ขอให้นายนิพิฎฐ์ ถอนคำพูดว่า พล.อ.ชวลิต ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ซึ่งนายนิพิฎฐ์ ยอมถอนคำพูดเพราะเมื่อพูดแล้วทำให้เสียหายก็ยอมถอน ในขณะที่นายสุรพงษ์ ไม่ยอมถอนคำพูด และเดินออกจากห้องประชุมแทน

จากนั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า การแสดงความเห็นของสมาชิกต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง และผิดหวังกับความเห็นของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันเดียวกันนี้ ตนและนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ได้เสนอให้ครม.อนุมัติงบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรที่เดือดร้อนจากการถูกยึดที่ทำกิน แต่น่าเป็นห่วงที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร

เพื่อไทยป่วนนับองค์ประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในที่ประชุมเริ่มราบรื่นโดยมีสมาชิกนั่งฟังในห้องประชุมอย่างบางตาขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ติดภารกิจรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธะรพราชทานรางวัล ณ พระที่นั่งจักรีมหาประสาท แต่ปรากฎว่านายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเสนอนับองค์ประชุมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย โดยอ้างว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมน้อย ซึ่งได้ถูก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พากันลุกขึ้นต่อว่า โดยระบุว่า การเสนอนับองค์ประชุมดังกล่าวเหมือนพยายามขัดขวางการนำงบประมาณไปแก้ปัญหาให้ประชาชนถือว่าไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ นพ.วรงค์เดช กิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก้เกมด้วยการเสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อเพื่อยื้อเวลารอ ส.ส.เข้าห้องประชุม โดยระบุว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยถนัดแต่เสนอนับองค์ประชุม ทำให้บรรยากาศการประชุมเสียหาย อย่างไรก็ดี นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทยวิปฝ่ายค้าน ได้เสนอแก้ปัญหาด้วยการขอให้ประธานสั่งพักการประชุม โดยนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯ ในฐานะประธานในที่ประชุมได้สั่งพักการประชุม 10 นาที เพื่อให้วิปรัฐบาลและฝ่ายค้านไปตกลงกันเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น

คนฟ้าเดียวกันเสวนาเชิงวิพากษ์บทความของ "หยุด แสงอุทัย"

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2552

สมาชิกเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน โดยคุณพุฒิพงศ์ ตั้งกระทู้วิพากษ์ข้อเขียนเกี่ยวกับกษัตริย์ของหยุด แสงอุทัย ที่เขียนไ้ว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 ดึงสมาชิกเว็บดังกล่าวเข้ามาร่วมเสวนาอย่างสร้างสรรค์ทั้งในเชิงวิชาการและไม่เชิงวิชาการ (แบบชาวบ้าน)

ท่านสามารถเข้าร่วมการเสวนาดังกล่าวได้ที่เว็บบอร์ดฟ้าเดียว
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=19217

ท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือของนายหยุด แสงอุทัย ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้
http://www.mediafire.com/?zzzmikimmzz

http://th.upload.sanook.com/A0/204340707fd86d0e46957883937599a1

สถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน (ส.ต.ป.)

ที่มา thaifreenews


บทความ วิสา คัญทัพ

สถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน (ส.ต.ป.)
วิสา คัญทัพ
คงต้องทบทวนกันขนานใหญ่แล้ว สำหรับประชาชนที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง แม้เส้นทางการต่อสู้จะยืดเยื้อ ยาวนาน ได้ชัยชนะมาเป็นขั้นๆ ที่ละเล็กละน้อย สั่งสมชัยชนะต่อเนื่องมาเรื่อยๆ แต่การไม่สรุปบทเรียนอาจทำให้การต่อสู้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น ปรากฎการณ์ซ้ำซากบางอย่างที่เกิดขึ้น แสดงผลชี้ชัดว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ฝ่ายประชาชนก็ควรที่จะกำหนดท่าทีความสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับเรื่องราวและบุคคลเสียใหม่ ไม่ควรย่ำซ้ำรอยเดิม ต้องให้การศึกษาแก่กันและกันเพื่อไม่ให้คาดหวังเกินความจริง จะได้ไม่ต้องมานั่งสิ้นหวัง หมดกำลังใจ อย่างที่บางคนกำลังเผชิญอยู่ ผู้มีอาวุโสทางการต่อสู้ซึ่งรู้มาเยอะ พบเห็นมามาก ต้องถ่ายทอดความเข้าใจดังกล่าวนี้ให้เพื่อนร่วมแนวทางได้รับรู้
ถามว่าทบทวนอะไร ประการที่หนึ่งทบทวนว่า ขบวนการต่อสู้ของประชาชนประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายชนชั้นและชั้นชน มีเป้าหมายในการต่อสู้ทั้งเหมือนและไม่เหมือนกันในบางช่วงสถานการณ์ กระทั่งวิธีการต่อสู้ ซึ่งก็คือยุทธวิธีการต่อสู้ย่อมแตกต่างหลากหลาย เหมือนว่าเป้าหมายเชียงใหม่อาจไปได้ด้วยรถไฟ รถยนตร์ เครื่องบิน มอเตอร์ไซด์ ขี่จักรยาน กระทั่งสามารถเดินด้วยเท้า นี่เป็นวิธีการ สำหรับเส้นการเดินทางย่อมมีทั้งตัดตรงที่สุด อ้อมไปสักนิด หรืออ้อมโค้งวกวนไปมาก็สุดแล้วแต่ว่า อุปสรรคขวากหนามของเส้นทางเดินแต่ละเส้นเป็นอย่างไร บางทีตัดตรงที่สุด ทางใกล้ที่สุดอาจไปไม่ได้ก็ได้ หรือไปได้แต่อาจสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อไพร่พลมากมายมหาศาลดูแล้วไม่คุ้มก็ไม่ควรไป เช่นนี้เป็นต้น
เมื่อเราทบทวนความหลากหลายของชนชั้นและชั้นชนที่เข้าร่วม ทบทวนเป้าหมาย ทบทวนวิธีการ ในท่ามกลางการต่อสู้ที่มีการนำเป็นบางห้วง และไม่มีการนำเป็นบางห้วง เราจะพบว่ามีทั้งการนำที่ถูก และมีการนำที่ผิด ช่วงใดเราอยู่ภายใต้สถานการณ์การนำที่ถูก เราก็เหมือนเดินทางไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น ช่วงใดอยู่ภายใต้การนำที่ผิดก็เกิดอาการสะดุด ติดขัด บางครั้งก็ถึงขั้นล้มคว่ำหัวคะมำไป จึงต้องสำรวจเขาเราให้ถี่ถ้วนด้วย อย่าลืมปรับขบวนสรุปบทเรียนในส่วนที่ผิดพลาดของเราประกอบไปด้วย อย่างเช่นสมัยเรืองอำนาจทักษิณและพรรคไทยรักไทยมีความผิดพลาดอะไร หรือกรณีที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดที่พรรคพลังประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้มีความผิดพลาดอะไร แน่นอนความผิดพลาดทั้งสองกรณีแม้จะเป็นคนละเรื่อง ทว่าย่อมมาจากการตัดสินใจของการนำที่ผิดพลาด
เราลองมาดูตัวอย่างแรก กรณีการล่มสลายของพรรคไทยรักไทย มาจากการที่อดีตนายกฯทักษิณมัวบริหารผลประโยชน์ให้ประชาชนเพลินไป จนลืมบริหารอำนาจของชนชั้นกลางบางส่วน และชนชั้นสูงที่เริ่มรู้สึกสูญเสียผลประโยชน์ การตอบตีโต้กลับจึงอุบัติขึ้นอย่างเป็นกระบวน โดยที่ในเบื้องต้นพรรคไทยรักไทยประมาทคู่ต่อสู้เกินไปยอมปล่อยให้ทุ่มโหมโจมตีโดยอาศัยสื่อสารมวลชนอันทรงประสิทธิภาพเพียงฝ่ายเดียว กว่าจะรู้ว่าเพลียงพล้ำก็พลิกสถานการณ์กลับคืนมาไม่ทันเสียแล้ว กรณีพรรคพลังประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เช่นกัน ที่สำคัญอยู่ที่การตัดสินใจเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี การเลือก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกฯ เป็นการเลือกที่ช้าไปหรือเปล่า ก่อนหน้านั้นมีความพยายามดึงดันที่จะให้ใครเป็นนายกฯ เข้าทำนองกว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ สายไปไม่ทันการ ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนสะท้อนถึงการนำอันผิดพลาดทั้งสิ้น
สิ่งที่ต้องคิดและไคร่ครวญเป็นอย่างดีก็คือ การต่อสู้เพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนไม่สามารถฝากความหวังไว้กับนักการเมืองได้ นักการเมืองคือตัวละครที่แสดงตามบทบาทของผลประโยชน์เฉพาะตนและพรรคบนเงื่อนไขของข้อกฎหมายที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ อย่าหวังว่านักการเมืองจะต่อสู้เพื่ออุดมการอย่างแท้จริง เพราะในมุมของเขาแวดล้อมไปด้วยผลประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ของชนชั้นข้างบนที่ไม่ใช่ประชาชนระดับรากหญ้าส่วนใหญ่ซึ่งคนจำพวกนั้นสามารถชี้เป็นชี้ตายให้นักการเมืองได้ เพราะฉะนั้น นักการเมืองจึงเป็นเพียงตัวประกอบที่เลือกอยู่ข้างประชาชนเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ถึงที่สุดแล้วประชาชนจำเป็นต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างอำนาจต่อรองอันแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นกับฝ่ายตนให้ได้ โดยให้เกิดขึ้นเป็นพันธะทางข้อกฏหมาย ซึ่งที่สุดก็ต้องต่อสู้ผ่านนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง
เราจะสร้างผู้นำการต่อสู้ฝ่ายประชาชนขึ้นได้อย่างไรในยุคปัจจุบัน เป็นคำถามที่ก่อนตอบ ควรคิดถึงสภาพ
สังคมตามที่เป็นจริง ในทัศนะของผมคำว่า ภาคประชาชนได้ล่มสลายไปแล้ว ตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2519 นับจากนั้นมา ผู้นำ ภาคประชาชนแตกแยกออกเป็นสองกลุ่ม ต่างอ้างว่าตนเป็นฝ่ายถูกต้องดีงาม สร้างสื่อขึ้นเพื่อบันทึกข้อมูลและอธิบายความถูกต้องดีงามของตนเอง สร้างประวัติศาสตร์ให้สับสนยิ่งขึ้นไปอีกว่าพวกเหลืองแดงที่เคยเป็นพวกเดียวกันมาก่อน บัดนี้ได้แยกออกมาเป็นสองสี และสองสีขณะนี้ยืนอยู่ตรงข้ามกัน คิดกันคนละอย่าง เดินทางกันคนละทิศ จะเอาคำนิยาม เพื่อประชาชนมาอ้างอย่างลอยๆคงไม่ทำให้มองเห็นความกระจ่างแต่อย่างใด ควรเอาคำว่า เพื่อชนชั้น ใดมาวัดน่าจะชัดเจนกว่า โดยให้ผลงานการต่อสู้ที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่ายเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ใครทำเพื่อใคร เนื้อหาสาระของการต่อสู้จะเป็นเครื่องยืนยันข้อเท็จจริงในที่สุด
ก่อนอื่น ต่อจากนี้ไป เราต้องสันทัดที่จะสร้างผู้นำฝ่ายประชาชนที่อุทิศตนให้กับการต่อสู้สุดกำลัง โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภาคการเมืองในระบอบรัฐสภา เตรียมการรับมือศึกยืดเยื้อยาวนาน และสร้างภาพบริสุทธิ์ให้กับพลังฝ่ายประชาชนอย่างแท้จริง เคลื่อนไหวจัดตั้งเป็นสถาบันอิสระขึ้นมาเป็นรูปการที่แน่นอน มีข้อกำหนดชัดเจนห้ามมิให้แกนนำ หรือกรรมการบริหารสถาบัน เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในระบบรัฐสภา และการรับตำแหน่งหน้าที่ในการบริหารรัฐบาลทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้เกิดปรากฎการณ์ป่วนเมืองเมื่อพวกตนไม่ได้เป็นรัฐบาล พอได้เป็นรัฐบาลแล้วก็เข้าสวาปามยศตำแหน่ง ลืมคำถุยถ่มสารพัดที่ถล่มทำลายการเมืองเก่า ดังมีข่าวให้เห็นว่ารายชื่อพันธมิตรฯเหล่านี้ กำลังเรียงรายเข้าไปมีหน้าที่การงานในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ตังแต่นายกษิต ภิรมย์,นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ, นายประพันธ์ คูณมี, นายสำราญ รอดเพชร,นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล. และอาจจะมีใครต่อใครอีกหลายคนติดตามมา
สภาพการณ์เช่นนี้ ก็เหมือนกับช่วงที่ น.ป.ก. ชุมนุมประท้วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุฬานนท์ หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เราจะเห็น จุตพร พรหมพันธ์, ณัทวุฒิ ใสยเกื้อ, จักรภพ เพ็ญแข ผู้นำการต่อสู้ทั้งสาม ภายหลังเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชน ตั้งรัฐบาล จตุพรได้เป็นส.ส.ระบบสัดส่วน ณัทวุฒิได้เป็นรองโฆษกรัฐบาล จักรภพได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จริงอยู่แม้สาระแห่งการต่อสู้ของฝ่ายหลังจะเดินตามแนวทางมวลชนเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นไปเพื่อฉกฉวยแย่งชิงอำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์เฉพาะพวกพรรค แต่อย่างไรเสียขบวนการประชาชนก็แลดูไม่สง่างามเท่าไรนัก เราต้องถนอมไว้ ไม่ให้คนอย่างจรัล ดิษฐาอภิชัย หมอเหวง โตจิราการ,สุรชัย แซ่ด่าน. วิระ มุสิพงศ์,หรือ วิภูแถลง และ ฯลฯ ไปมีตำแหน่งในรัฐสภาและรัฐบาล ให้คนเหล่านี้ยืนหยัดอยู่ในสถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชนต่อไป
เราควรจะถือเอานักการเมืองที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเป็นแนวร่วม ให้คุณค่ากับพวกเขา และให้เขาเข้าร่วมสนับสนุนปัจจัยในรูปแบบต่างๆตามความเหมาะสม ให้เขาเข้าไปเป็นตัวแทนที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริงโดยมีองค์กรที่ประชาชนจัดตั้งขึ้นมาเป็นสถาบันฯ ตรวจสอบ สนับสนุน ส่งเสริม นักการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริต และทำดีให้มีกำลังใจทำงานต่อไป ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวโจมตีประณาม คัดค้านเปิดโปงการกระทำของนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์ ทุจริต
ย้อนกลับไปสู่สิ่งที่ให้ทบทวนคือ คำพูดที่ว่า ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวรในหมู่นักการเมือง การพลิกผันเปลี่ยนแปลงย้ายขั้ว ย้ายพรรค วิวาท ขัดแย้ง แยกรวม กอดคอ จูบปาก ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น และเป็นไปได้หมด พรรคชาติไทยเคยได้ฉายาว่า ปลาไหล พรรคชาติพัฒนาเคยได้ฉายาว่า จอมเสียบ ในพรรคประชากรไทยเคยเกิดตำนานชาวนากับงูเห่า มีคนเคยแต่งตัวรอเป็นนายกรัฐมนตรีเก้อ มีการทรยศหักหลักสารพัด เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต ไม่ใช่เรื่องใหม่ กรณีการเปลี่ยนขั้วของพรรคร่วมรัฐบาล เกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ทำได้ และที่สำคัญเกิดขึ้นเพราะความไม่ทันเกมของแกนนำพรรคพลังประชาชน ซึ่งก็คือความผิดพลาดด้านการนำอีกครั้งหนึ่ง เพราะความเชื่อที่ผิดๆจึงนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด ดังนั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับนักการเมือง ความขัดแย้งของนักการเมืองเป็นความขัดแย้งชั่วคราวในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งต้องวิเคราะห์กันเป็นคราวๆไป
สถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน ควรก่อกำเนิดขึ้นได้แล้วอย่างจริงจัง โดยระดมนักคิดนักวิชาการฝ่ายประชาชน นักต่อสู้เพื่อสังคมธรรม แนวร่วมเสื้อแดงที่กอดคอต่อสู้ร่วมกันมาทุกกลุ่ม ทุกหมู่ ทุกจังหวัด ทั่วประเทศไทย ก่อตั้งเป็นสมัชชาประชาชนเพื่อเลือกตัวแทนเข้าไปเป็นแกนนำ สถาบันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน (ส.ต.ป.) กำหนด เข็มมุ่ง แนวทาง นโยบาย จัดระเบียบวาระการเคลื่อนไหว ดำเนินการเพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดประชาธิปไตยประชาชนที่แท้จริงขึ้น จัดการระดมทุนอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ออกเอกสาร สิ่งพิมพ์ รวบรวมแนวร่วมสื่อทุกรูปแบบ สร้างเป็นเครือข่าย เพื่อร่วมกันต่อสู้อย่างเป็นขบวนแบบยืดเยื้อ ยาวนาน จากเล็กสู่ใหญ่ ค่อยเติบโตเข้มแข็งขึ้น เสริมขยายสมาชิกทุกรุ่นทุกวัย จัดตั้งเป็นรูปการขึ้นมาให้ได้
ผมคิดว่า คนอย่างวีระ มุสิกพงศ์. เหวง โตจิรการ. จรัล ดิษฐาอภิชัย, และอีกหลายๆคนที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิเพียงพอ และน่าจะพอเพียงกับอำนาจในระบบการเมืองเก่า ควรหันมาเป็นตัวตั้งตัวตี เริ่มต้นผลักดันให้เกิดสถาบันนี้ขึ้นอย่างจริงจัง สถาบันนี้ก็เหมือนพรรคการเมืองของประชาชน เพียงแต่เป็นพรรคที่ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เป็นรัฐบาล แต่จะเป็นสถาบันที่ทำให้ประชาธิปไตยพัฒนาไปสู่ความเต็มรูปเต็มใบ เป็นประชาธิปไตยประชาชนอย่างแท้จริง สร้างพลังประชาชนอิสระเพื่อเป็นอำนาจควบคุมตรวจสอบนักการเมืองอีกทางหนึ่ง.

ว๊าย!!!! ตายแล้ว....นายกฯ ที่ประชาชนไม่ได้เลือก..จะมาเยือนยุโรป

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

ว๊ายตายแล้วอกอีแป้นจะสลายได้ข่าวว่าองค์สมเด็จมาร์คแห่งประชาธิปดจะเสด็จประภาสยุโรปเดือนกุมภาพันธ์นี้ มาขอสตางค์หรือเพคะ? ชาวไทยในสหภาพยุโรปขอแสดงความยินดีและดีใจเป็นอย่างสุดซึ้งที่ได้เสด็จลงมาให้พวกเราได้ยลโฉมนะเพคะ พวกเราจะรอรับเสด็จอย่างสมเกลียด (ไม่ใช่สมเกียรติ) เดี๋ยวจะจัดแห่กันจากหัวบันไดเครื่องบิน และเราจะหาแตรวง วงใหญ่ไว้บรรเลงให้สมเกลียดอีกด้วยนะเพคะ

และหวังว่าเสด็จองค์มาร์คแห่งประชาธิปด คงปลาบปลื้มใจและภูมิใจที่ได้ตำแหน่งนี้จนชาวไทยในสหภาพยุโรปต้องขอต้อนรับเป็นกรณีพิเศษอย่างสมเกลียด นักข่าวคงเอาไปเผยแพร่สรรเสริญกัน ดีแฮะ จู่ๆก็ได้ยลโฉมองค์มาร์คที่ว่ากันว่ารูปหล่อนักหนา ป้าพลอยก็คงได้ยลโฉมวิ่งไปกอดไปฟัดอย่างรักใคร่ ให้สมกับที่ได้รักและคิดถึง 5555

แต่ไม่ทราบว่าองค์มาร์คเสด็จมายุโรปครั้งนี้มาทำอะไรใครรู้ข้อมูลช่วยบอกป้าที ป้าจะได้บอกนักข่าวไปคอยต้อนรับหลายๆคน เพื่อสอบถามว่าจุดประสงค์มาที่สวิสมาทำอะไร? จะเอาเงินเจ็ดหมื่นล้านมาฝากที่แบงค์สวิส หรือว่าจะมาขอสตางค์เขาเอาไปใช้ แหมช่างไม่อายเลยหนอมาร์ค ที่ประชาชนไม่ได้เชิญขึ้นมานั่งเป็นนายกแต่เที่ยวเสนอหน้าไปทั่ว ประเทศใหนใครเขายอมรับมั่งเนี่ย? หนังสือพิมพ์ออกข่าวปาวๆว่านายกไม่ได้มาจากเลือกตั้ง แต่ว่าได้มาจากการวิ่งราวอำนาจโดยการซื้อนักการเมืองให้เข้ากับพรรคของตนเพื่อจะได้เสียงข้างมากตั้งรัฐบาล แล้วมาร์คยังมีหน้ามายังต่างประเทศเพื่อกู้หนี้ยืมสินเขาอีกหรือ เดี๋ยวคงจะได้เห็นคนไทยตะโกนบอกว่าพวกเราไม่ต้องการเอาประเทศมาจำนำต่างประเทศ พวกเราต้องการให้รัฐบาลหาเงินเองแล้วมาร์คจะเอาหน้าไปซุกที่ใหน?

แต่ก็ดีเหมือนกันจะได้เจอของจริงเสียที หาเงินเข้าประเทศไม่เป็น ต้องไปกู้เขามากินขายขี้หน้าคนฝรั่ง แต่คนไทยในต่างประเทศคงไม่ยอมแล้ว อะไรกันเข้ามาเป็นรัฐบาลยังไม่กี่วันมีโครงการกู้เขากินเพียบ ใหนเมื่อก่อนด่ารัฐบาลทักษิณน้ำลายเป็นฟองว่าสนับสนุนให้ประชาชนเป็นหนี้ตอนที่ทักษิณทำโครงการช่วยเหลือคนจนเรื่องเงินกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้านบาทโดยเสียดอกเบี้ยต่ำ

ตอนนั้นประชาธิปัตย์ได้ด่าทักษิณถล่มทลาย แต่ตอนนี้กลืนน้ำลายที่ตัวเองถ่ม ทุเรศ!!! มาถึงตอนนี้จะขอต่างประเทศกินยิ่งน่าไม่อาย รัฐบาลหากินเองไม่เป็น โน่น ไปขุดไร่ ไถนา ทำสวน กับประชาชน เดี๋ยวเงินก็มาเองไม่ต้องไปเที่ยวขอฝรั่งกิน ต่างชาติเขายังช่วยตัวเองทุกคน ไม่ใช่นั่งงอมืองอเท้าปาวๆอยู่แต่หน้าจอโทรทัศน์หลอกลวงชาวบ้านไปวันๆหนึ่ง

ต่างประเทศเขาหากินด้วยมือสิบนิ้วทุกคนแม้แต่นักการเมือง ไม่มีใครอยากกู้หนี้เอามาเป็นภาระให้ประชาชนที่ต้องเรียกเก็บภาษีเพิ่มขูดรีดประชาชนเพื่อเอามาใช้หนี้ ประเทศ
ไทยตอนนี้กำลังจะขูดรีดภาษีประชาชนเอามาใช้หนี้ให้นักการเมืองฉวยโอกาสที่คอรับชั่นทุกๆโครงการที่จัดทำจัดซื้อ นี่เดี๋ยวถ้ากู้มาจับตาให้ดีกินกันแหลก งานนี้กำลังอดอยากปากแห้งกันทุกคน บอกแล้วไงว่าฝูงหมาป่ามันกำลังหิวกระหาย แล้วประเทศจะเจริญไปได้อย่างไร? เพราะมีแต่ฝูงหมาป่าคอยแต่จะจ้องเขมือบก้อนเนื้อ มันหากินเองไม่เป็นเพราะสันดานมันขี้เกียจหลังยาวไงล่ะ

นี่เพิ่งรู้ว่า นายกษิต เป็นลูกเขยนายประสงค์ฟันดำ ป้าถึงร้องถึงบางอ้อเป็นอย่างนี้นี่เองถึง นายกษิตถึงได้ไปเย้วๆขึ้นเวทีพันธมิตรแล้วก็ได้ตำแหน่งสมใจพ่อตาที่คอยลุ้น งานนี้คน
กันเองทั้งนั้นขืนมาร์คไม่รับต้องมีเรื่อง ไม่มีอะไรซ่อนอยู่ในกอไผ่อีกแล้ว ประชาชนตาดำๆต้องก้มหน้ารับกรรมต่อไปหากไม่ลุกขึ้นต่อต้านเผด็จการพลเรือนในยุคนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน....


ป้าพลอย

Childish\'s Thought

ที่มา thaifreenews
ไทยฟรีนิวส์ชวนอ่าน ...โดย ice angel บทวิพากษ์วิจารณ์ ไอเดียรัฐบาลมาร์ค

จากเวปบอร์ดราชดำเนินพันทิป .คุณขนมต้ม http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7467735/P7467735.html

คงไม่ต้องบรรยาย เพราะเห็นกระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้า่ง แต่จะขอพูดสักหน่อยเกี่ยวกับไม่เข้าท่าของรัฐบาลชุดเด็กเส้นชุดนี้

สำหรับคนที่ขี้เกียจคิด ผมจะบรรยายง่าย ๆ ให้ท่านฟัง...

สมัยรัฐบาลสมัคร น้ำมันพุ่งพรวด ๆ จนคนไทยชินชา เพราะน้ำมันขึ้นรายสัปดาห์ รัฐบาลสมัครเล่นบทประชานิยม ตรึงราคาแก็ส ราคาน้ำมัน ออกมามาตรการ 6 เดือน แถมรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี สำหรับประชาชน

รัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนแรกโจมตีเขาจะเป็นจะตาย แต่พอมาเป็นรัฐบาลก็บอกว่าจะทำต่อ เพราะมีประโยชน์ (กับคะแนนเสียง)

เอาล่ะ จะไม่พูดถึงเรื่องนั้น เพราะยาวไป จะพูดสั้น ๆ ว่า รัฐบาลชุดนี้ มารีดเลือดกับปู ไล่ตั้งแต่ผู้ค้าน้ำมัน ยันไปถึงชาวบ้านคนใช้น้ำมัน

รัฐบาลชุดเด็กเส้นจับไม้กวาดไม่เป็น ไม่รู้หรือครับว่า ผลกระทบจะเดือดร้อนแค่ไหน

เพราะทุกวันนี้ ขนาดน้ำมันนิ่ง ๆ ผู้คนยังจะไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย จะเดินทางไปไหนที ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะเงินในกระเป๋าหายากขึ้นทุกที

เมื่อวานเห็นข่าวไทยรัฐ เขามีการสำรวจอัตราคนตกงาน เพิ่มสูงขึ้น จำตัวเลขคร่าว ๆ ว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา ปาเข้าไป 5 แสนกว่าคน

ในรายงานระบุว่า ช่วงที่คนไทยตกงานน้อยที่สุด ก็คือ ช่วงทักษิณเป็นนายก ฯ และแรงงานที่เยอะมากส่วนหนึ่งก็คือ ภาคเกษตรกรรม

พูดง่าย ๆ คือ คนหันไปทำการเกษตรมากขึ้น เพราะสินค้าเกษตรขายได้ราคา พวกสวนยางไปปลูกยางกันเป็นว่าเล่น

แต่พอมายุค คมช. ครองเมืองกับเด็กเส้นเริงอำนาจ ผู้คนตกงานกันทุกวี่วัน

มันยังจะซ้ำเติมทุกข์ของคนด้วยการขึ้นภาษีน้ำมันอีกหรือ?

วันก่อนฟังทักษิณเขาพูด ว่า ประเทศอูกันดา ยังมีบ่อน้ำมัน ประเทศไทยภายใต้การบริหารของเด็กจับไม้กวาดยังไม่เป็น คิดเป็นอย่างเดียวก็คือ

1). เอาใจคนรวย ด้วยการตั้งพันธมิตรเป็นที่ปรึกษา

2). เอาใจคนจนด้วยการแจกไอติม ดูดคนละจ๊วบ แล้วบอกว่า ผลงานของผมนะครับ

3). เอาใจต่างชาติด้วยกาดูดปากฮุนเซน

อนุมัติงบกลางปีแสนล้าน แต่เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำตามถนัด
เก่งมากแต่เรื่องใช้เงิน

พอจะหาเงิน ก็มาขูดรีดกับปู หรือจะเอาภาษีมรดกหวังจะเอาใจนักวิชาเกิน

หรือไม่ก็คิดจะไปขอยืมญี่ปุ่น โดยไม่สำเหนียกว่า ญี่ปุ่นเองก็บักโกรก โซนี่ปลดพนักงาน ขาดทุนกันทั้งประเทศแล้ว

รัฐบาลเด็กเส้น คิดจะทำหน้าใหญ่ใจโต เพื่อคุยข่มว่าข้านี้ แน่กว่ารัฐบาลทักษิณ โดยไม่ดูเงาหัวตัวเองว่า ทำได้หรือเปล่า

ส่วนพวกที่เชียร์ ๆ อยู่ เย้ว ๆ อยู่ เขาก็ไม่เดือดร้อนหรอกครับ เพราะพวกนี้เป็นพวกมนุษย์เงินเดือน

พนักงานรัฐวิสาหกิจก็ไม่เดือดร้อน เพราะรัฐบาลเด็กเส้น แจกเงินไปว่าเล่นแล้ว

ผลสุดท้ายก็ต้องมาเอาอย่างเดียว ก็คือ เอาภาษีจากคนจน เพื่อเอาไปประเคนคนรวยนี่เอง

และขอร้องอย่ามาพูดเลยครับ ว่าจะตั้งกรรมการเข้ามาดูแลไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน

เพราะประชาชนเดือดร้อนแล้วครับ

มาร์คกระสันบอกว่า“ความเป็นธรรมอยู่ในประเทศไทย ขอให้กลับมาเถอะครับ”ผมเห็นด้วยครับกับคำพูดนี้จริงๆครับ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย....คุณก็รู้ว่าใคร

มาร์คกระสันบอกว่า
“ความเป็นธรรมอยู่ในประเทศไทย ขอให้กลับมาเถอะครับ”
ผมเห็นด้วยครับกับคำพูดนี้จริงๆครับ

ความเป็นธรรมเคยอยู่ในประเทศไทยจริงๆครับ
ผมจำได้แม่น....
ก่อนวันที่ 19 ก.ย. 2549....ความเป็นธรรมเคยมีอยู่จริง
แต่วันนั้น มีคนมาขับไล่ความเป็นธรรมออกไปจากประเทศไทยครับ...มันเอากระบอกปืนทู่ๆ รถถังเน่าๆ มาไล่ไปแบบไม่ชอบธรรม
เราจะเรียกพวกที่ทำระ..ตำบอน...แบบนั้นว่าอะไรดีครับ
กบฎ โจรปล้นชาติ หรือ......อะไรดี ช่วยคิดหน่อยครับ
(อย่าคิดดีนะครับ เอาแบบคิดเลวเท่าที่จะเลวได้...สุดๆไปเลย)

ระหว่างนั้นพวกเราก็พยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้กลับมาครับ
และระหว่างนั้น พวกนั้น ก็พยายามทุกอย่างที่ไม่ให้เกิดความเป็นธรรม....

รวมหัวกันทั้งพรรคแมงกระจั๊ว....อำมาตย์กระจั๊ว....ศักดินากระจั๊ว และ ไอ้พวกลูกกระจั๊วทั้งหลาย ทั้งกระจั๊วลิ้ม กระจั๊วลอง และกระจั๊วไส และกระจั๊วอื่นๆอีกหลายตัว

...แต่ดินมีตา เหนือฟ้าลิขิต...

และแล้วความเป็นธรรมกลับมาอยู่ในประเทศไทยอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550

ระหว่างนั้น..คนเลวชาติก็หาทางทำทุกอย่างขับไล่ความเป็นธรรมออกไปอีกครั้ง
รวมหัวแก๊งเดิม.......นำโดยไอ้เฮียทั้งหลาย อีกเหมือนเดิม
ครั้งนี้....มันเปิดตัวเปิดหัวเปิดหางกันชัดเจน

ในที่สุด...วันที่ 2 ธ.ค. 2551
ความเป็นธรรมก็โดนขับไล่ออกไปจากประเทศไทยอีกครั้ง
มันใช้ทุกวิถีทางโจร ทุกรูปแบบการทำเลว ที่เคยมีมาบนโลกใบนี้ การก่อการร้าย การฉกชิงวิ่งราว วิถีทางนอกกฎหมายทุกรูปแบบ

โดยชูสโลแกน
"ร่วมมือกันก่อการร้ายกับพันธมิตร เพื่อดันอภิสิทธิ์เป็นนายก"
ทั้งในที่ลับและที่แจ้งและยังไม่ได้แจ้ง

จนมันกระทำการอันอุจจาดสำเร็จต่อหน้าคนไทยและคนทั้งโลก



จนถึงวันนี้ มาร์คกระสันถึงค่อยออกมาเรียกร้องว่า

“ความเป็นธรรมอยู่ในประเทศไทย ขอให้กลับมาเถอะครับ”

แหม....ความรู้สึกช้าจริงนะพ่อยอดขมองอิ่มของกบฎลิ้ม

พวกเอ็งไล่เค้าไปทำไมหล่ะความเป็นธรรมอ่ะ....
ทีเงี้ยมาเรียกร้อง
ความเป็นธรรมเค้าอยู่ของเค้าดีๆ พวกเอ็งนั่นแหละ...ตัวดี

ถามหน่อย ถ้าความเป็นธรรมกลับมาในประเทศชาติของเราอีกครั้ง พวกเอ็งจะทำเลว ทำชั่วกับเค้าอีกไหม
เอ็งจะไล่เค้าไปอีกไหม..เอ็งจะรวมหัวกับพวกกบฎมาปล้นความเป็นธรรมไปอีกไหม หา....

เอ็งคงตอบว่า ทำอีกแน่

เฮอะๆๆๆ...เพราะตาเอ็งไม่ได้บอดอย่างเดียว ใจเอ็งบอดด้วย

คงมีทางเดียวเท่านั้น
...... ให้เลือดสีแดงไหลออกมามาชโลมทั่วร่างเอ็งและพวกซะก่อน
พวกเอ็งถึงจะหมดความรู้สึกเลวๆลงไปได้...

แล้ววันนั้น ความเป็นธรรมจะกลับมาอยู่ในประเทศไทยอีกครั้งตามคำเรียกร้องของแฟนๆ

ด้วยความเป็นธรรม...ธรรมใดใครก่อ..ขอให้ธรรมนั้นสนอง...สาธุ

Wednesday, January 28, 2009

นายกฯ โต้เถึยง ร.ต.อ.เฉลิม ในที่ประชุมสภาฯ

ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 28 ม.ค.-หลังจากนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงการตั้งงบประมาณรายจ่ายกลางปี บรรยากาศในห้องประชุมสภาก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการโต้เถียงกันระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2009-01-28 19:18:26

พล.อ.ประวิตร ระบุอุบัติเหตุระหว่างการฝึกที่ลพบุรีเกิดจากกระสุนช็อต

ที่มา MCOT News

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดอุบัติเหตุระหว่างการฝึกทดสอบขีดความสามารถของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ที่ จ.ลพบุรี ว่า เป็นอุบัติเหตุเกิดจากกระสุนช็อต ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และได้กำชับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไปตรวจสอบกระสุนล็อตดังกล่าวแล้ว สำหรับกระสุนที่เป็นปัญหาในครั้งนี้ เป็นกระสุนที่ยังประจำการอยู่ และมีการทดสอบแล้วว่า มีประสิทธิภาพ จึงได้นำออกมาใช้ในการฝึก โดยไม่คิดว่าจะมีปัญหาอีก ส่วนเรื่องการดูแลสวัสดิการให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บนั้น กองทัพบกดูแลอย่างเต็มที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ม.ค.) ระหว่างที่ พล.อ.อนุพงษ์ ตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้มีการฝึกทดสอบขีดความสามารถ ที่สนามฝึกยุทธวิธีของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษบ้านท่าเดื่อ อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยกำลังพลของกองพลรบพิเศษที่ 1 และระหว่างการฝึกได้มีการยิงจรวดจากเฮลิคอปเตอร์ประเภทคอบร้า และได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยไปตกในจุดที่รวมกำลังพล ซึ่งห่างจากเป้า 300-400 เมตร ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากกระสุนช็อต หรือเกิดจากเฮลิคอปเตอร์ทรงตัวไม่ดี ทั้งนี้มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 16 ราย โดยมี 3 รายได้รับบาดเจ็บสาหัส ล่าสุดปลอดภัยหมดแล้วทุกคน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ พล.อ.อนุพงษ์ ได้เดินขึ้นรถประจำตำแหน่งออกไปจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ในทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-28 16:27:25