WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 29, 2009

พันท้ายนรสิงห์

ที่มา ไทยรัฐ

ในหนังสือชื่อ แม่น้ำลำคลองสายประวัติศาสตร์ สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนถึงคลองด่านช่วงที่เป็นคลองมหาชัย

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ ระบุว่า

เมื่อ พ.ศ.2247 (ตรงกับจุลศักราช 1066 ปีวอก ฉศก) สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จฯโดยเรือพระที่นั่งเอกชัย จะไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี

ครั้นเรือพระที่นั่งไปถึงคลองโคกขาม แลคลองที่นั่นคดเคี้ยวนัก แลพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่ง คัดแก้ไขมิทันที แลศีรษะเรือพระที่นั่งนั้น โดนกระทบกิ่งไม้อันใหญ่เข้า

ก็หักตกลงไปในน้ำ

พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้นก็ตกใจ จึ่งโดดขึ้นเสียจากเรือพระที่นั่ง แลขึ้นอยู่บนฝั˜ง แล้วร้องกราบทูลพระกรุณาว่า ขอจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ทำศาลขึ้นที่นี้ สูงประมาณเพียงตา แล้วจงตัดเอาศีรษะข้าพระพุทธเจ้ากับศีรษะเรือพระที่นั่ง...ขึ้นมาบวงสรวงไว้ด้วยกัน ณ ที่นี้

ตามพระราชกำหนดบทพระอัยการเถิด

จึ่งมีพระราชโองการตรัสว่า ไอ้พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งโทษเอ็งถึงตายนั้น ก็ชอบอยู่แล้ว แต่ทว่าบัดนี้ กูจะยกโทษเสีย ไม่เอาโทษเอ็งแล้ว

พันท้ายนรสิงห์จึ่งกราบทูลว่า ซึ่งทรงพระกรุณาโปรด มิได้เอาโทษข้าพระพุทธเจ้านั้น พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ว่าจะเสียขนบธรรมเนียมในพระราชกำหนดกฎหมายไป

แลซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมาละพระราชกำหนดสำหรับแผ่นดินเสียดังนี้ ดูมิบังควรยิ่งนัก นานไปภายหน้า เห็นว่าคนทั้งปวงจะล่วงครหาติเตียนดูหมิ่นได้.....

จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้ฝีพายทั้งปวง ปั้นมูลดินเป็นรูปพันท้ายนรสิงห์ขึ้นแล้ว ก็ให้ตัดศีรษะรูปดินนั้นเสีย แล้วดำรัสว่า ไอ้พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งโทษเอ็งถึงตายแล้วนั้น กูประหารชีวิตเอ็งพอเป็นเหตุแทนตัวเอ็งแล้ว เอ็งอย่าตายเลย

จงกลับมาลงเรือไปด้วยกันกับกูเถิด

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำรัสวิงวอนไปหลายครั้ง พันท้ายนรสิงห์ก็มิยอมอยู่ ทรงพระมหากรุณาธิคุณแก่พันท้ายนรสิงห์ เป็นอันมาก จนกลั้นน้ำพระเนตรไว้มิได้

จำเป็นจำทำตามพระราชกำหนด จึ่งดำรัสสั่งนายเพชฌฆาตให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์เสีย แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงประมาณเพียงตา แลให้เอาศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับศีรษะเรือพระที่นั่งซึ่งหักนั้น ขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกันบนศาลนั้น

เสร็จการประหาร...พระราชพงศาวดารกล่าวว่า ทรงพระดำริว่า ณ คลองโคกขามนั้น คดเคี้ยวนัก คนทั้งปวงจะเดินเรือเข้าออกก็ยาก ต้องอ้อมไปไกลกันดารนัก ควรเราจะให้ขุดลัดตัดเสียให้ตรง จึงจะชอบ

นี่คือที่มาของการขุดคลองมหาชัย...ความยาว 340 เส้น ที่เรารู้จักกันถึงวันนี้

สุจิตต์ วงษ์เทศ ย้ำข้อมูลเรื่องการขุดคลอง ซึ่งมาเสร็จสิ้นในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แต่ผมยังจับใจประเด็นการยอมถวายชีวิต เพื่อรักษากฎหมาย ซึ่งไม่เคยปรากฏมีในสมัยไหนๆ

สมัยนี้ เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมาย ดูเหมือนว่า ละเลยกันมานาน แต่กระนั้น ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะใช้กันได้

รัฐบาลที่มีผู้ก่อการร้ายเป็นรัฐมนตรี จะยอมลูบหน้าปะจมูกได้ยังไง ปมปัญหานี้คือหินลองทอง จะเป็นทองนพคุณเนื้อเก้า ทองเนื้อหก หรือทองเก๊ อีกไม่ช้าน่าจะได้รู้กันแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

ทำเองผิดเอง

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งเริ่มทำงานยังไม่ครบหนึ่งเดือนเต็ม การขับเคลื่อนการเมืองยังเดินหน้าราบรื่นดี

กระแสต่อต้านมีบ้างแต่ยังไม่รุนแรง ปัญหาขัดแย้งภายในรัฐบาลยังไม่มี เพราะประสานประโยชน์ลงตัว

แถมรัฐบาลยังมีภูมิคุ้มกันโรคแทรกซ้อนทางการเมือง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะโดนอำนาจพิเศษเช็กบิลเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

สรุปว่า ด้วยเงื่อนไขต่างๆเอื้ออำนวย ทำให้รัฐบาลใหม่ทำงานอย่างสบายใจ!!

แต่อย่าทุจริต หรือใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญก็แล้วกัน??

เพราะถ้าเกิดเรื่องอื้อฉาว และมีหลักฐาน ชัดเจนก็เสร็จค่อล่อซ่อ เดียวจะหาว่าหล่อไม่เตือน??

แม่ลูกจันทร์ กระชุ่นรัฐมนตรีทุกคนอย่าทำตัวเองให้เดือดร้อนโดยไม่จำเป็น อย่าเหิมเกริมว่าไม่มีใครจับได้ไล่ทัน

และอย่านึกว่าเรื่องเล็กๆ ไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่โต

เพราะเรื่องเล็กๆนี่แหละทำกิ้งกือตกท่อไปแล้วหลายตัว

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งเริ่มทำงานยังไม่ครบเดือน แต่มีรัฐมนตรี 2 คน ที่เจอแจ็กพอตเข้าเต็มเปา ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

แจ็กพอตรายแรก ได้แก่ วิฑูรย์ นามบุตรรมว.การพัฒนาสังคมฯ ที่โดนโจมตีกรณีปลากระป๋องเน่าจนเหม็นหึ่งไปทั้งกระทรวง

วิฑูรย์ จะสลัดพ้นกลิ่นปลากระป๋องเน่าสำเร็จหรือไม่ โปรดติดตามต่อไป

ถ้าไม่มีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัด วิฑูรย์ก็รอดตัว

ส่วนแจ็กพอตรายที่ 2 คือ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ขุนพลใหญ่ กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ถูก ส.ส. และ ส.ว.ยื่นบัตรเชิญให้ ป.ป.ช. และ กกต.ตรวจสอบกรณีแจกเงินแจกของให้ประชาชนพร้อมนามบัตรหนึ่งใบ

อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ที่ห้าม ส.ส. หรือ ส.ว.ก้าวก่ายแทรกแซงการ ปฏิบัติงานของข้าราชการประจำ เพื่อประโยชน์ ของตนเองทั้งทางอ้อมหรือทางตรง??

ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าการแจกเงินแจกของแจกนามบัตรเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

บุญจงก็จะต้องเจอหนังชีวิตเรื่องยาว

แม่ลูกจันทร์ มองโลกในแง่ดี เห็นว่าถ้าหากข้อกล่าวหา วิฑูรย์ และข้อกล่าวหา บุญจง เป็นความผิด ก็เป็นความผิดเฉพาะตัว

ไม่มีผลทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องปิดฉากยุบวง

ยกเว้น...รัฐบาลใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ หรือใช้อำนาจขัด ก.ม. หรือขัดระเบียบราชการ

ตรงนี้แหละที่ ครม.ทั้งคณะจะต้องรับผิดร่วมกัน

ตัวอย่างที่เกิดล่าสุดคือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มกลางปี วงเงินหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลจะเอาไปอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายอภิมหาประชานิยม

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ และอาจจะขัดต่อ พ.ร.บ.การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน

เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าการเพิ่มงบรายจ่ายกลางปีของรัฐบาลจะต้องใช้เงินรายได้ของรัฐบาล

พูดชัดๆคือ รายได้จากภาษีประชาชน

แต่ร่าง พ.ร.บ.ขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายกลางปีของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่กำลังพิจารณาในสภาฯ ระบุว่าต้องใช้เงินกู้เงินทุกบาททุกสตางค์

ปัญหาคือ เงินกู้ไม่ถือว่าเป็นรายได้ เพราะกู้มาแล้วต้องใช้เงินคืน

การกู้เงินมาเพิ่มงบรายจ่ายกลางปี จึงเป็นการก่อหนี้โดยตรง!!

สรุปว่า ร่าง พ.ร.บ.ขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายกลางปีของรัฐบาลเข้าข่ายผิดกฎหมายซะเอง??

อ้าว...บานไม่หุบซะแล้วโยม.

แม่ลูกจันทร์

รับมือสงครามย้อนศร

ที่มา ไทยรัฐ

“ในฐานะที่เป็นแกนนำรัฐบาลจะมีมาตรการอะไรที่มากกว่าการตักเตือนหรือไม่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชูมาตรฐานตัวเองสูงกว่าคนอื่นเสมอว่า มีมาตรฐานจริยธรรมและธรรมาภิบาลสูงกว่าคนอื่น”

จุกคอหอยเลยก็แล้วกัน กับคำถามแหลมๆคมๆของนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลที่ยิงเข้าใส่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล

สืบเนื่องจากรายการร้อนๆของ 2 รัฐมนตรี “สายล่อฟ้า”

นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ กับคิวปลากระป๋องเน่า ตามด้วยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ว่าด้วยปมควงเมียเปิดบ้านแจกเงินหลวงแนบนามบัตร

แท็กทีมกัน “เชียร์แขก”

เรียก “งานเข้า” รัฐบาลประชาธิปัตย์

และก็เป็นอะไรที่พูดชัดเจน “เทพเทือก” ประกาศจุดยืนดังๆ กับคำถามถึงท่าทีในการรักษาเสถียรภาพรัฐบาลหลังรัฐมนตรีตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมือง

รัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นใครที่ถูกโจมตีก็ต้องดูแลตัวเอง

ถีบหัวเรือส่ง ลอยแพกันเลย

ที่แน่ๆโดยสัญญาณของ “มวยออกอาการ” แม้ปากจะบอกมั่นใจเคลียร์ได้ แต่จากปฏิกิริยาของนายบุญจงที่เจอนักข่าวไล่ต้อน รุมซักถามอย่างหนัก

ถึงกับปากสั่น น้ำเสียงไม่พอใจ

ลึกๆคงเสียวไม่น้อย ที่ถูกยื่นเชือดทั้งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

“ปลาตายน้ำตื้น” มีให้เห็นเยอะซะด้วย

และยิ่งตามดมกลิ่นก็ยิ่งโชยไกล ปมปลากระป๋องเน่า ปริศนาอักษรย่อที่ปล่อยกันออกมาทั้ง ส.ส. หญิงคนสนิท คนใกล้ตัวนักการเมือง ไล่ไปไล่มา ล่าสุดพาลไปถึงนักการเมือง “จ” รุ่นใหญ่ในรัฐบาล

ขบวนการหากินกับ “ของแจกคนจน”

นอกจากปลากระป๋องเน่าที่ปิดโรงงานหนีไปแล้ว ตามกลิ่นไปดูแหล่งกบดานใหม่ก็ยังเจอของกลางเป็นผลไม้กระป๋องที่อยู่ในออเดอร์ของหน่วยราชการ ยังไม่นับข้าวสารมอดขึ้น ยารักษาโรคหมดอายุ ฯลฯ

“งาบ” ท้านรกกันเลย

หนักอึ้งซะขนาดนี้ ต่อให้เส้นใหญ่ยังไงก็เสี่ยงเกินไปที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะแบกกระเตง “ตัวถ่วง” ลุยไฟ

เพราะไหนจะต้องขัดใจพ่อยกแม่ยก ตามที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ประกาศเดินหน้าลุยอาถรรพณ์ ล่าสุดกระทรวงการคลังได้เสนอที่ประชุม ครม.ให้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ ในการออกมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นำร่องภาษีมรดกคิวถัดไป

และก็ทันทีทันควัน เสียงกระแอมดังๆจากชนชั้นนายทุน

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) แสดงความเป็นห่วงเตือนกันซึ่งๆหน้า ขณะนี้รัฐบาลมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขมาก การจัดเก็บภาษีที่ดินหรือภาษีมรดก หลายครั้งทำให้รัฐบาลมีปัญหา จึงคิดว่าควรจะมีการศึกษารายละเอียดและทำประชาพิจารณ์ก่อนนำออกมาใช้ เรื่องภาษีมรดกจึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

ชนชั้นนำขวางลำ แฟนๆเศรษฐีของประชาธิปัตย์ไม่ปลื้ม

ไหนจะไฟต์สำคัญ คิวนัดชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้อแดง ณ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 31 มกราคม

แพลมไต๋ เป้าหมายยกพลยึดทำเนียบรัฐบาล

ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ โควตาม็อบพันธมิตรฯ ออกจากตำแหน่ง ดำเนินคดีกับม็อบพันธมิตรฯ ข้อหากบฏ และการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง

เรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

ข้อต่อรองที่รู้กันอยู่ว่า ไม่มีทางที่นายกฯอภิสิทธิ์จะ “ตอบสนอง” ได้

ล่าสุดจากการเปิดเผยของ น.ท.ประทีป วิจิตรโท รอง ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฝ่ายปฏิบัติการ) ระบุที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยาน

เพื่อให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทท่าอากาศยานไทย สามารถขวางกั้น จับกุม สลายการชุมนุม เปรียบเทียบปรับผู้บุกรุกและทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีได้

โดยการประเมินแนวรบล่วงหน้า ยากจะหลีกเลี่ยงเกมย้อนศรม็อบเสื้อเหลือง หักดิบนายกฯเส้นใหญ่

รัฐบาลตั้งท่ารับมือม็อบเสื้อแดงแต่เนิ่นๆเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีกเป็นฉบับที่ 334 วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2552 เป็นวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 3 “วันจอไม่ถูกกับมะโรง” อยู่กับ แทง แทนไท เจ้าประจำขาเดิม มาเพิ่มสีสันในสังเวียนค้าข่าว “สามเหลี่ยมดินแดง” ที่ประจำแห่งนี้ อีกคำรบหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมือง ดูๆ ไปแล้วบอกได้คำเดียว ว่า “น่าเสียวไส้” เพราะนักการเมือง เล่นการเมือง โดยไม่รู้จักคำว่า “เสียสละ”!!! จะนำพาชาติไปสู่ความหายนะป่นปี้

** เชื่อไม่เชื่อ...ไปดูกันที่ รัฐสภา บรรยากาศการโต้เถียงกันดุเด็ดเผ็ดมัน(ส์) มุ่งใช้ “วาทกรรม” เสียดสี ทำร้าย ทำลาย ประหัตประหารกัน ในญัตติที่เกี่ยวกับเอกสารกรอบความร่วมมืออาเซียน โดยเฉพาะ ฝ่ายรัฐบาล ซึ่งควรจะมีความสงบเสงี่ยมเจียมตัว รับฟัง แล้วกลับไปทบทวนการทำงานที่ผ่านมา กลับใช้ความ โอหัง...หยิ่ง ...ยโส ...ไม่ฟังใคร ...กลับสร้างบรรยากาศ กระตุ้น รุกเร้า ให้ยิ่งคุกรุ่นมากขึ้น ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แล้วแบบนี้จะแก้ไขความสมานฉันท์ของคนในชาติได้อย่างไร

** กษิต ภิรมย์ ถูกขึงพืดกลางสภา ไม่เท่าไร แต่ยิ่งฟังการชี้แจง ที่ฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น ทางการเมืองเขาเรียกว่า “เน่า” ใครจะขยายความว่า “เน่า” หมายถึงคนตายไปแล้ว หรือ “เน่า” หมายความถึง “น้ำเน่า” ก็แล้วแต่ แต่การชี้แจงแบบที่ท่านพูดฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น ปิดสนามบิน ท่านว่าไม่ผิดเพราะบ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็ทำกัน เวรกรรม ไหมล่ะ รัฐสภาเขาพูดเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การประท้วงที่รุกล้ำก้ำเกิน ใช้สิทธิเกินส่วน ท่านกลับแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ มันน่าเอา...ไปตบกะโหลกนักเชียว

** วันหนึ่งพูดอย่าง อีกวันพูดอีกอย่าง วันหนึ่งด่าเขมร เป็นศัตรูของชาติ เอาเขาพระวิหารไป แต่วันนี้มาชื่นชมเขมรหน้าตาเฉย ... แถมยังมาบอกให้ลืมๆ กันไป อาการแบบนี้ มัน เพี้ยน...หนัก อ้าว...พวกลิ่วล้อ ลูกสมุน พันธมิตรฯ พันธมาร ฟังเอาไว้ ที่เขาพูดแบบนี้เท่ากับหลอกลวง ต้มตุ๋น ผู้คนทั้งชาติหรือไม่ เหอ...พี่น้อง ...วันที่ไม่มีตำแหน่งพูดอย่างหนึ่งเพื่อปลุกระดมผู้คนล้มรัฐบาลคนอื่น เพื่อให้ตัวเองเป็นใหญ่ พอมีตำแหน่งพูดอีกอย่าง แบบนี้ต้องให้สโลแกน “กษิต ... เปลี๊ยนไป๋”

** รัฐมนตรีเน่า จะเหมือนปลาเน่าไหม อันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำรัฐบาล คงจะต้องคิดหนัก เพราะ ภาษิตโบราณว่าไว้ “ปลาเน่าตัวเดียว มันเหม็นไปทั้งข้อง” นี่ แทง แทนไท ไม่ได้เสี้ยม แต่ วันนี้พิสูจน์ได้แล้วถึงความน่าเชื่อถือของ กษิต ภิรมย์ ไม่ได้หมดไปเฉยๆ ยังติดลบด้วยซ้ำไป เรียกว่า “เน่ายกกำลังสอง” ด้วยความหวังดี “นายกรัฐมนตรี” หยุดเอาตัวไปเสี่ยงกับปลาเน่าตัวนี้เลย รีบๆ เขี่ย ...ออกไปจากวงโคจรในรัฐบาลจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นท่านจะสูญเสียโอกาสความเป็นผู้นำที่ดี และสูญเสียโอกาสในการให้ต่างชาติ เชื่อมั่น เชื่อถือ ไปเจรจาค้าความ เขาอาจจะหวาดระแวงเมื่อมีรัฐมนตรี อัลไซเมอร์ หลงๆ ลืมๆ

** ล่าสุด นายกรัฐมนตรี มีคิว บิดลัดฟ้า ไปเมืองดาวอซ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อร่วมเวที "เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม" โดยจะพูดจาในหัวข้อ “REVIVING GLOBAL ECONOMY GROWTH” หากชาวต่างชาติเขารู้ว่า ท่านเลือกรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่มีประวัติไปร่วม “ปิดๆ เปิดๆ สนามบิน” ด้วยความคึกคะนอง “สนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ” แถมยังพูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย วันหนึ่งพูดอย่าง อีกวันพูดอีกอย่าง ในเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร แบบนี้ ...ท่านจะเรียกความเชื่อถือเชื่อมั่นกลับคืนมาสู่ประเทศได้อย่างไร ท่านไม่กลัวสื่อต่างชาติเขามาตั้งคำถามตัวโตๆ หรอกหรือว่าเป็นการประชุม World Joker Forum (เวทีประชุมตัวตลกระดับโลก) แล้วเปลี่ยนหัวข้อใหม่เป็น “REBOOTING SUVARNABHUMI AIRPORT ” (ปิดๆ เปิดๆ สนามบินสุวรรณภูมิ) หรืออย่างไร?

** หันมาภายในประเทศบ้างดีกว่า... การบินไทย สายการบินแห่งชาติ กำลังออกอาการ เงินหมดหน้าตัก แทบไม่มีจ่ายเงินเดือนพนักงาน เพราะการบริหารงานที่ผิดพลาด ไม่โปร่งใส ของรัฐวิสาหกิจแห่งนี้มาตลอดเวลาหลายสิบปี แม้ว่าหลายรัฐบาลพยายามเข้าไปประคับประคองไม่ให้มีการขาดทุน แต่เรื่องมาฝีแตกที่รัฐบาลชุดนี้ แทง แทนไท อยากจะให้ผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับนโยบาย ใช้ความกล้าหาญ เข้าปรับปรุงระบบงานทั้งหมดของการบินไทย ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ ต้องเอาออกมาบอกกล่าวกับสังคม และต้องบอกถึงแผนการทำงานให้ได้ว่าจะพลิกฟื้นให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้อย่างไร ถึงวันนี้ต้องเอาความจริงมาบอกกับประชาชนได้แล้ว ใครเป็นปลิงเกาะ ดูดเลือด การบินไทย

** แทง แทนไท รู้ว่า สาเหตุหนึ่งซึ่งแม้ไม่สลักสำคัญ แต่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะกระทบชื่อเสียงของสายการบินแห่งนี้ ทำให้เกือบสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะพนักงานส่วนหนึ่งที่มัวไปร่วมกับเวทีพันธมิตรฯ พันธมาร ทำลายชาติบ้านเมือง ใช้สิทธิเกินส่วน ไม่รับผู้โดยสารบ้าง แกล้งบริการไม่ดีบ้าง โดยเอานิสัย ดื้อรั้น ดื้อด้าน ของแกนนำพันธมาร มาใช้ในการทำงาน ไม่แยก งาน กับ ความคิดเห็นทางการเมือง ที่จริง น่าจะลงโทษคนเหล่านี้ด้วยการไล่ออกจากองค์กรไปเสียได้แล้ว แต่ไม่มีใครกล้าทำ กล้าๆ กันหน่อย เพื่อให้คนเหล่านี้โดนลงโทษ เสียบ้าง จะได้รู้ว่า ทำให้บ้านเมืองเสียหายผลสุดท้ายตัวเองก็ได้รับความเสียหายด้วย “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมสนอง”

** บรรทัดสุดท้าย ฝากถึง คนเสื้อแดง แรงฤทธิ์ ที่มีข่าวคราวว่ากำลังแตกคอกันอย่างหนักในขณะนี้ จะประสานสามัคคีกันได้อย่างไร แทง แทนไท อยากเห็น พลังเสื้อแดง เคลื่อนไหวในเชิงสร้างสรรค์จริงๆ อย่าเน้นในเรื่องตัวบุคคลให้มากนัก เพราะจะกลายเป็นการทำเพื่อคนคนเดียวเท่านั้น สังคมจะยิ่งไม่ให้ความสนใจ มวลชน แทนที่จะเพิ่มขึ้นกลับจะถดถอย พลังเสื้อแดง ควรจะหันมาต่อสู้ในเชิงหลักการ รัก และ หวงแหน ประชาธิปไตย การแสดงพลัง ส่งเสียงดังๆ ออกมาให้ชัดเจนว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยไม่ต้องมี “เสียง” หรือ “ใบหน้า” ของนักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง เป็นแกนนำ คนเหล่านี้ควรถอยลงไปจากเวที มิเช่นนั้น...มันคงจะแยกไม่ออก และกลายเป็นการต่อสู้เพื่อตัวบุคคล เพื่อพรรคการเมือง โดยเอาประชาธิปไตยมาบังหน้า ... ไม่มีประชาชนกลุ่มสาขาอื่นมาเพิ่ม อย่างแน่นอน!!!

ท่าทีรัฐบาลต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย

ผู้ที่สนใจการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) เมื่อวันที่ 26 มกราคม หรือเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว คงรู้ว่า ในระเบียบวาระการประชุม เรื่องด่วนที่ 1 พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เสนอโดยประชาชน แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ พรรครัฐบาลเสนอให้เลื่อนวาระที่ 2 การให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบของอาเซียนขึ้นมาก่อน รัฐสภาจึงยังคงไม่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร แม้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน และคณะกรรมการประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา เสนอให้รัฐสภาเร่งนำมาพิจารณาก็ตาม และที่สำคัญ รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มิได้สนใจร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนเลย

ท่านทั้งหลายคงจำได้ว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้จัดตั้ง คปพร. เพื่อดำเนินการรวบรวมรายชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 50,000 คน เพื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อันเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ตามมาตรา 291(1) โดยมีเหตุผลและหลักการแก้ไขทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 แล้วนำรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 (แก้ไขเพิ่มส่วนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย) มาใช้ ปรากฏว่า มีประชาชนผู้รักประชาธิปไตย อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมลงชื่อจำนวนกว่าสองแสนค น แต่ที่มีสิทธิเลือกตั้งและเอกสารครบถ้วนจำนวน 71,543 คน ต่อมา ประธานรัฐสภาได้บรรจุเข้าวาระการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2551

การที่รัฐสภายังไม่นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน สาเหตุสำคัญมาจากรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน 2 ชุด รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่กล้าเสนอให้รัฐสภาพิจารณา กลัวการต่อต้านจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพวกอำมาตยาธิปไตย รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาสรรหา แต่มาถึงขณะนี้ มีการเปลี่ยนขั้วย้ายข้าง พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐสภาโดยเฉพาะรัฐบาลยังไม่มีท่าทีต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แถลงว่าจะดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป พูดอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปทางการเมืองก่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาทีหลัง ส่วนท่าทีต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คปพร. ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระแรก ยังไม่รู้ข่าวว่ารัฐบาลคิดอย่างไร จะให้ ส.ส. ของพรรคเสนอเลื่อนไปเรื่อยๆ หรือจะให้พิจารณาสัปดาห์ต่อไปหรือไม่

ผมขอเสนอว่า ถ้ารัฐบาลไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน ก็ทำได้ 2 ทาง คือ เสนอร่างฯ ของตนมาประกบ หรือไม่รับหลักการคว่ำร่างของประชาชนไปเลย ไม่ต้องรู้สึกลำบากใจ จะได้รู้กันว่า รัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้ยังกอดรัดรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองและการบริหารประเทศตลอดเวลา และไม่แยแสต่อความคิดเห็น ความเรียกร้องต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยเป็นยุทธศาสตร์ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยหรือคนเสื้อแดง นปช. จะยืนหยัดเคลื่อนไหวต่อไป เพราะเชื่อว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีการแก้ไข วิกฤติทางการเมือง ปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ และที่สำคัญ ระบอบการปกครองของประเทศไทยไม่อาจเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ประชาชนไม่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

จ.ม. เปิดผนึกถึง ‘แจ่มศรี’

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ขณะนี้สายการบินไทยเกิดกระแสข่าวลือต่างๆ มากมาย เช่น จะนำกฎหมายล้มละลายมาใช้ฟื้นฟูการขาดสภาพคล่อง หรือ การนำเงินภาษีของประชาชนไปอุ้มให้สามารถเดินหน้าบริหารไปได้

ข่าวต่างๆ เหล่านี้ทำให้ “ภาพลักษณ์” ของสายการบินแห่งชาติป่นปี้เสียหายไปในพริบตา เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้คนนอกมองการบินไทยไปในแง่ลบหมดแล้ว

ขณะเดียวกันสภาพภายในการบินไทยเองก็อยู่ในภาวะหวาดระแวงกันเอง โดยเฉพาะพนักงานระดับล่างที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ “ยึดสนามบิน” ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบินไทยเจ๊ง และพลอยเดือดร้อนไปด้วย

บังเอิญไปเจอจดหมายเปิดผนึกของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินฉบับหนึ่ง โพสต์ไว้ในเว็บไซต์ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ซึ่งมีข้อความน่าสนใจมาก
ข้อความระบุว่า ...

เรียนคุณแจ่มศรี
ตามข่าวที่ว่าเรากำลังจะได้รับโบนัสกันและต้องรอมติจากคณะกรรมการบริหารของการบินไทยนั้น

ผมและเพื่อนๆ ที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีความเห็นว่า การได้โบนัสในขณะที่การบินไทยประสบภาวะขาดทุนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรยิ่ง เป็นการผิดตรรกะของการทำธุรกิจ อันจะมีผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กร

ทั้งนี้ จริงอยู่การได้มาซึ่งรายได้ เป็นที่ปรารถนาของทุกคน แต่การรับโบนัสในปีนี้ เสมือนเป็นการนำพนักงานรุมเหยียบการบินไทยที่พวกเรารัก และร่วมกันสร้างมา

ดังนั้นพวกผมที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รักการบินไทย ซึ่งอาจจะเป็นส่วนน้อย มีความเห็นว่า คุณแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ซึ่งเป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากสมาชิก ควรจะดำเนินการ ยับยั้ง การขออนุมัติการจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี และดำรงไว้ซึ่งธรรมาภิบาล ในส่วนของพนักงานที่มีต่อองค์กรต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รักการบินไทย

อ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ผมแทบไม่เชื่อว่าจะมีพนักงานที่มีจิตสำนึกรักองค์กรขนาดนี้ เพราะในห้วงที่เกิดวิกฤติทุกคนก็ต้องพยายามเอาตัวรอด

ผมขอชมเชย พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รักการบินไทย ที่เขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา เนื่องจากทำให้คนภายนอกมองการบินไทยไปในทางที่ดีขึ้นมาก

เพราะแม้ว่าการบินไทยจะอยู่ในช่วงวิกฤติ กลับมีเสียงเรียกร้องหาผลประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขอขึ้นเงินเดือน การขอเงินโบนัส หรือ แม้กระทั่งขอร้องไม่ให้มีการตัดสวัสดิการต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีเพื่อนพนักงานการบินไทยคนอื่นๆ แสดงความคิดเห็นด้วยว่า อยากให้พนักงานระดับปฏิบัติการทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้สังคมภายนอกได้เห็นว่า พนักงานการบินไทยไม่ได้เห็นแก่เงิน
ทั้งนี้ พนักงานทุกคนมีศักดิ์ศรี หากได้โบนัสในช่วงที่เกิดวิกฤตินี้จะทำให้การบินไทยถูกประณามแน่ๆ
เพราะทุกวันนี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก็ทำงานลำบากแล้ว โดยเฉพาะกับผู้โดยสารที่เป็นคนไทยด้วยกัน
ผมขอชื่นชมพนักงานคนนี้จริงๆ หากคุณแจ่มศรีได้อ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้หวังว่าคงจะได้แง่คิดดีๆ นะครับ

เป็นธรรมดาครับ ในสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี รวมทั้งการบินไทยด้วยก็มีทั้งคนดีและไม่ดี ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเหมารวมทั้งองค์กรเลย
ขอเอาใจช่วยการบินไทย ให้พ้นวิกฤติเร็วๆ ด้วยเถอะครับ!

ถกกรอบอาเซียนรัฐบาลสอบตก

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ผ่านไปด้วยคะแนนเฉียดฉิว สำหรับ “การพิจารณาเอกสารสำคัญในการเจรจาอาเซียน” ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ ฉบับ ยาขมประชาธิปไตย ที่ สมุนเผด็จการทรราช ได้จัดทำเอาไว้ เป็นหอกทมิฬแทงทมิฬ ทิ่มแทงกลับไปสู่ตัวเอง โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ปัญหาใหญ่ของการประชุมครั้งนี้ คือ องค์ประชุม ที่กว่าจะครบก็กินเวลาไปหลายชั่วโมง แสดงถึงความไม่พร้อมของรัฐบาลในการจัดการปัญหาเรื่องนี้ อาจจะมีการอ้างว่าเป็นวันเที่ยว ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ หรือ ตรุษจีน จึงอาจจะมีการขรุขระไปบ้างก็ตาม แต่เป็นเรื่องการเตรียมการของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องให้พรักพร้อมที่สุด

การประชุมคราวนี้ ดูเหมือนฝ่ายค้านจะทำการบ้านมาดี นั่นแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายค้านเล่นการเมืองตามวิถีทางในระบบรัฐสภา สามารถทำได้ และ ทำได้ดีเสียด้วย แม้จะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภา เพราะหาตัวคนมาเป็นไม่ได้หรืออย่างไรก็ตามที ต้องชื่นชม และ ให้กำลังใจ ในการรักษาความดีประดุจเกลือรักษาความเค็ม
การอภิปรายฉะฉาน ตรงประเด็น มีดาวเด่นดวงใหม่เกิดขึ้นในเวทีการอภิปรายครั้งนี้

ที่ชื่นชม เพราะ ไม่อยากจะเห็นนักการเมืองลงไปถนน ไปแย่งบทของการเมืองภาคประชาชน ทำการเมืองนอกสภา เหมือนที่ บางคนบางฝ่ายที่เคยสร้างสถานการณ์ และอาจจะกลายเป็นข้อครหาในเรื่องผลประโยชน์ จากการ...ทำสงครามประชาชน

ส่วน ฝ่ายรัฐบาล ที่ชนะคะแนนโหวตในสภาไปด้วยเสียงเฉียดฉิว แต่ในสายตาคนดูภายนอก หากเปรียบเป็นมวย เรียกว่า “แพ้คะแนน” ไม่สามารถหลบหลีกหมัดและลูกถีบของคู่ต่อสู้ได้ และไม่สามารถยิงหมัดใส่คู่ต่อสู้ได้ หรือหากเป็นนักเรียนต้องบอกว่า “สอบตก” เพราะเรื่องที่เกี่ยวข้องซึ่งถูกถามนั้น ตอบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

รัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกชก ใบหน้าบวมปูด เขียวช้ำ มีรอยแผลแตก เลือดไหลโกรกๆ หากดูด้านบนใบหน้ามีแผลยาวใต้ตา ส่วนตรงมุมปากมีรอยช้ำบวม ชายโครงด้านซ้ายและด้านขวา...แดงเถือก เนื่องจากเอาสีข้างเข้าถู ทั้งซ้ายทั้งขวา ท่าทางต้องเข้าโรงพยาบาลไปศัลยกรรมอีกหลายเดือน

ถูกถามเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร ที่เคยไปร่วมปลุกระดมกระแสคลั่งชาติ เป็นตายร้ายดีจะต้องเอากลับคืนมาให้ได้ เพราะเป็นที่ของคนไทย...กลับบอกให้คนลืมๆ กันไปเรื่องเก่าแล้ว แถมออกปากชื่นชมนายกรัฐมนตรีกัมพูชา หน้าตาเฉย
ถูกถามเรื่องการละเมิดสิทธินักท่องเที่ยว ในการปิดสนามบิน ซึ่งขัดและละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายบ้านเมือง และ กฎบัตรสหประชาชาติ กลับตอบว่า ทำไปเพราะความรักประเทศชาติและประชาธิปไตย

องครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี ในเครือข่ายพันธมิตรฯ พันธมาร กลับออกมาใช้วาจาตอบโต้อันไม่เหมาะสม ไปว่าคนสูงอายุ แดกดันว่าเป็นคนผมขาว ทำแบบอย่างให้ผู้คนในสังคมได้แลเห็นว่า อ๋อ...ขนาด ส.ส. ผู้แทนปวงชนชาวไทย เขายังไม่สมัครสมานสามัคคี ทั้งที่เป็นหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลแท้ ๆ ในการสร้างความสามัคคีในชาติ เพื่อบริหารงานเป็นไปด้วยความราบรื่น ฝ่ายค้านยั่วนิดยั่วหน่อยก็เล่นเข้าทางเขา

การพิจารณาในรัฐสภา 2 วันที่ผ่านมา ถือได้ว่า “รัฐบาลสอบตก” แต่ยังไม่สาย “หลักสูตรใหม่” เขาให้โอกาสนักเรียน “สอบซ่อม” ไม่ผ่าน ค่อยซ้ำชั้น ม.7 ด้วยทุนเรียนฟรี 15 ปี แต่ปัญหาว่าเมื่อไร จะไปถึง ม.8 เสียที

ฉาว!ตำราฟรีราคาแพงหูฉี่'สุนัยง'ถลกหนังงบหมื่นล้านก.ศึกษากลางสภา

ที่มา ประชาทรรศน์

'เหลิม'นำทีมฝ่ายค้านเปิดฉากถล่มแหลกงบประมาณกลางปี ระบุกระจุกตัวอยู่แต่พรรคการเมืองเหมือนเป็นการหาเสียงล่วงหน้า ขณะที่ “สุนัย” แฉกลางสภางบเรียนฟรีกว่าหมื่นล้าน ออกอาการฉาว! ทั้งงบตำรากว่า 6 พันล้าน และชุดนักเรียน 4 พันล้าน แพงกว่าเอกชนถึง 2 เท่า กังขาเพิ่งกำหนดราคากลางไปหมาดๆ ขณะที่ ครม.อนุมัติงบประมาณ 607 ล้านซื้อหนี้เกษตรกร ไม่ให้ที่ดินที่นำไปจำนองตกอยู่ในมือนายทุน พร้อมกับอนุมัติอีกหมื่นล้านเข้ากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แถมด้วยขยายกรอบการจ่ายเงิน 2 พันถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา มีวาระสำคัญ คือ การพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 วงเงินงบประมาณ 116,700 ล้านบาท

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงเหตุผลการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าวว่า เนื่องจากในปี 2552 ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง ตามภาวะเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รายได้ภาคครัวเรือนลดลงจากปัญหาการจ้างงาน การลดลงของสินค้าเกษตร รวมทั้งความเชื่อมั่นภาคการลงทุนและการท่องเที่ยวลดลง ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน ในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และดำเนินโครงการด้านโครงการพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท พร้อมยืนยันว่าเวลาที่ให้ฝ่ายค้านอภิปราย 5 ชั่วโมงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ซัดงบกระจุกตัวส่อหาเสียงล่วงหน้า

ด้านร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งใช้สิทธิผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงในการอภิปรายโจมตีร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 หรือ งบกลางปี โดยเห็นว่า การตั้งงบประมาณกว่า 1.6 แสนล้านบาท ของรัฐบาลไม่ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ อีกทั้งไม่ได้เป็นการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนทุกภาคส่วน นอกจากอยู่ในกรอบเฉพาะแค่พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น และยังเป็นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนโยบายประชานิยมที่ลอกเลียนแบบมาจากสมัยอดีตนายกฯทักษิณ นอกจากนี้รัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณของแต่ละกระทรวงในสัดส่วนที่น้อยเกินไปไม่มีความเหมาะสมเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลใช้งบประมาณในการพัฒนาท่องเที่ยวของไทยที่ลดลงไม่ตรงจุด เพราะปัญหาการท่องเที่ยวที่ลดลงนั้นไม่ได้มาจากสถานที่ แต่เป็นเพราะขาดความเชื่อมั่นหลังมีการปิดสนามบินและสถานที่สำคัญต่าง ๆ

แฉ!ตำรา-ชุดนักเรียนส่งกลิ่นทุจริต

ในขณะที่ นายสุนัย จุลพงษศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยก่อนการประชุมว่าตนจะแฉถึง นโยบายการเรียนฟรี ของรัฐบาล โดยเฉพาะ การแจกหนังสือ และเสื้อผ้านักเรียนฟรี ที่ดูผิวเผินแล้วเหมือนจะดูดี แต่จากการตรวจสอบในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า มีการสอดไส้ ตกแต่งงบประมาณเกิดขึ้น โดยเฉพาะราคาหนังสือ ที่เนื้อหา ได้รับการรับรองจากคุรุสภา เหมือนกัน และสามารถนำไปสอนได้เช่นกัน แต่กลับเปลี่ยนปก สอดไส้ เพิ่มราคาเป็น 1 เท่า จากเมื่อก่อน 50 บาท เป็น 100 บาท ซึ่งจะคล้ายกับกรณีปลากระป๋องเน่าไปทุกทีแล้ว

“เพราะนโยบายความไม่มั่นใจของท่านนายกฯ คือท่านจับอะไรไม่มั่น ท่านพูดสวยๆ หรูๆ ให้มันเท่ๆ เท่านั้น อยากถามนายกฯว่า บัตรเครดิตที่อยู่ในกระเป๋า ยังรักษาไม่อยู่ ยังหายเลยคนใช้ยังนำไปเบิกเงินได้ มาวันนี้ งบประมาณเป็นแสนล้าน จะรักษาอย่างไร ”

ราคากลางตำราแพงกว่าเอกชน2เท่า

หลังจากนั้นนายสุนัย ได้อภิปรายในสภาว่าจะพูดถึงกลิ่นเหม็นของปลากระป๋องที่ลามไปถึงเสื้อผ้านักเรียนและหนังสือเรียนของกระทรวงศึกษาธิการที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ บอกว่ามีนโยบาย 90 วัน แจกฟรี หนังสือ เสื้อผ้า ซึ่งใช้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ กว่าหมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเฉพาะค่าหนังสือกว่า 6, 430 ล้านบาท ค่าเครื่องแบบอีก 4,000 ล้านบาท โดยมีการประชุมเมื่อวันที่ 22 มกราคม เพื่อกำหนดราคากลางของหนังสือ โดยใช้มาตรฐานขององค์การค้า (สกสค.)ซึ่งปรากฏว่า หนังสือทุกเล่มมีราคาแพงกว่าเอกชนถึง 1 เท่า เกือบทั้งหมด ฉะนั้นราคาจริง คือครึ่งเดียวของงบประมาณกว่า 6 พันล้านบาทนี้ ที่รัฐมนตรีบอกว่าให้ใช้ราคากลางของ สกสค. แล้วลดลงมาอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังแพงกว่าของเอกชนอยู่ดี อีกทั้งยิ่งไปกำหนดให้ยึดตามราคาขององค์การค้าด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้มีปัญหามากขึ้น เพราะต่อไปราคาหนังสือเรียนก็จะเขยิบขึ้นตามกันหมด ไม่มีการแข่งขันต่อไปจึงอาจจะมีการเปลี่ยนแค่ปกหนังสือแล้วนำมาขายกัน เรื่องนี้รัฐมนตรียังไม่ได้ทุจริต แต่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ชุดนักเรียนอ้างมีมอก.ราคาพุ่งพรวด

ส่วนเรื่องเครื่องแบบนักเรียนที่บอกว่าจะแจก ได้ติดตามไปดูเนื้อผ้าของกางเกงหรือไม่ แล้วใครตั้งสเป็กไว้ไม่ทราบพยายามตั้งให้แพงเอาไว้ก่อน กางเกงทั่วไปเนื้อผ้าดีๆ ราคา 100-200บาทเท่านั้น แต่ถ้าเป็นตราสมอมี มอก. ตามที่ตั้งสเป็กไว้ราคาตัวหนึ่ง 300 เกือบ 400 บาท เปรียบเทียบกับ กทม.ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งราคาของชุดนักเรียนชั้นอนุบาลทั้งชุด 125 บาท ขณะที่ชั้นมัธยมราคา 225 บาท จึงอยากให้รัฐมนตรีนำมาเปรียบเทียบดู

“ความจริงผมจะไม่สนใจเลยไม่ได้ ว่าจะมีการทุจริต เพราะองค์ประกอบมากขนาดนี้ นโยบายเปรียบเสมือนคุณธรรมนำความรู้ แต่ที่รัฐบาลทำแบบนี้เป็นลักษณะคุณธรรมอำความรู้แต่การบริหารของรัฐมนตรีชุดนี้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะรัฐมนตรีหลายคนมีประวัติไม่ดี ซึ่งรัฐมนตรีศึกษารู้หรือไม่ว่าเป็นใคร“

แนะโอนเงินให้ผู้ปกครองโปร่งใสกว่า

นายสุนัย กล่าวว่า อยากให้เปลี่ยนแปลงจากการที่เคยซื้อชุดและหนังสือให้นักเรียน มาเป็นโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อรักษากลไกการตลาด เพราะหากมีขาดเหลือก็ยังตกอยู่ที่ประชาชน แต่หากโรงเรียน หรือกระทรวงจะซื้อให้รับรองเจ๊ง และโครงการเรียนฟรี 15 ปี อยากถามว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะขณะนี้นักเรียนที่เรียนโรงเรียนสาธิต อย่างน้อยเสียค่าเข้าเรียน 3-5 แสนบาท อย่างนี้จะเรียกเรียนฟรีได้อย่างไร นอกจากนี้ตนอยากถามหากรัฐบาลสนับสนุนภาษีที่ดินและภาษีมรดก หากเข้ามาสภาจริงตนก็พร้อมจะสนับสนุนเนื่องจากรัฐบาลไปใช้ช่องว่างจากคนรวยและคนจน แต่ตนก็กลัวผิดหวังไม่ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์มักพูดแล้วไม่ทำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่นายสุนัยอภิปรายเสร็จ นายจุรินทร์ ได้ลุกขึ้นขอเอกสารหลักฐานที่นายสุนัยได้อภิปรายทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจสอบและจะชี้แจงอีกครั้งภายหลัง แต่นายสุนัยได้สวนกลับว่า ข้าราชการที่ดี ที่เป็นสายของตนมีมาก และหากรัฐมนตรีเอาเอกสารไปก็จะรู้รหัสว่าใครเป็นคนนำข้อมูลมาให้ตน และอาจสั่งย้ายหมด ถ้าหากนายจุรินทร์ อยากได้จริงก็ควรให้เจ้าหน้าที่ ตามไปจดเลขรหัส ภายหลังจากที่ตนแถลงเรื่องนี้กับสื่อมวลชน

ภายหลังการอภิปรายนายสุนัย พร้อม ส.ส.เพื่อไทย หลายคน ได้แถลงข่าวที่ห้องสื่อมวลชนพร้อมนำหนังสือและชุดนักเรียน ที่ระบุว่าส่อจัดซื้อแพงกว่าความเป็นจริง พร้อมกับเอกสารการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 12 ม.ค. 2552 โดยมีนายจุรินทร์ นั่งเป็นประธานการประชุม พร้อมทั้งนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และน.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศึกษาธิการ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารระดับสูง มาแสดง

อนุมัติ 607ล้านซื้อหนี้เกษตรกร

ผู้สื่อขจ่าวรายงานด้วยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันเดียวกันนี้ ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณ 607 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อหนี้ที่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นซื้อสินทรัพย์ไป คืนมาให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 1,187 ราย ซึ่งพร้อมประสานงานกับเจ้าหนี้ทันที โดยมี 1,141 ราย มูลค่าหนี้ 582 ล้านบาท อยู่กับสถาบันการเงินของรัฐ ส่วนอีก 46 รายอยู่กับบุคคลที่ 3 ที่จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไปโดยขั้นตอนจากนี้ไป เกษตรกรเหล่านี้ต้องเป็นหนี้กับรัฐบาลแทน เบื้องต้นรัฐบาลจะปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ต่อปี และอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนในบางรายที่มีมูลค่าหนี้ไม่สูงมาก ให้ลดดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.5 ต่อปี และให้เกษตรกรเหล่านี้เข้าระบบแผนฟื้นฟูทันที เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นหนี้อีก

ด้าน นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รักษาการเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร กล่าวว่าล่าสุดได้ซื้อหนี้ของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้ต่างๆไปแล้ว 200 ล้านบาท และตั้งใจจะซื้อหนี้ที่เหลืออีก 500 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม นี้ ขณะเดียวกันจะเร่งผลักดันแผนการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรให้ออกมาดำเนินการให้ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ คิดเป็นวงเงินอีก 400 ล้านบาท

จ่อขอระลอกสองอีก1.7หมื่นล้าน

นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้าหลังจากที่ครม.อนุมัติกรอบการซื้อหนี้ของเกษตรกรสมาชิก เรียบร้อยแล้วจะหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อเจรจาตกลงเกี่ยวกับการซื้อหนี้ทั้งหมดให้มีข้อยุติในทุกเรื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเดินหน้าได้ต่อเนื่องต่อไป

อย่างไรก็ตามการของบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อเข้าไปซื้อหนี้เอ็นพีแอลที่ถูกขายออกมาจากกรมบังคับคดีไปแล้วนั้น กองทุนฟื้นฟูฯจะแต่งตั้งทีมงานเพื่อเข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ที่ได้ซื้อหนี้มาจากกรมบังคับคดี โดยจะให้มีตัวแทนจากทั้งกองทุนฟื้นฟูฯ ตัวแทนเกษตรกร และจะขอให้รัฐบาลส่งตัวแทนเข้าไปร่วมเจรจาด้วย ซึ่งยืนยันว่าวิธีเดียวที่ใช้คือการเจรจาและขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเท่านั้น ส่วนกรณีที่เป็นสถาบันการเงินกองทุนฟื้นฟูฯจะขอเจรจาซื้อหนี้คืนในราคาที่ประมูลมาจากกรมบังคับคดี

ส่วนมูลค่าหนี้ที่ยังเหลืออยู่อีก 17,500 ล้านบาท จำเป็นต้องรอให้ครม.พิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณให้กับกองทุนฟื้นฟูฯให้ชัดเจนก่อน เพื่อนำไปซื้อหนี้ที่ติดค้างชำระกับกรมบังคับคดี และหนี้เอ็นพีแอลหรือหนี้เสีย ตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอีกกว่า 60,000 ราย

เกษตรกรได้เฮ-ห่วงนายทุนฮุบที่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าตั้งแต่ช่วงเช้า เกษตรกรกว่าพันคนได้ชุมนุมกันหน้าทำเนียบรัฐบาล นำโดยนายวัชระพงษ์ คงมั่น ที่ปรึกษาเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เพื่อทวงถามรัฐบาลถึงสัญญา ครม. จะนำเรื่องขออนุมัติเห็นชอบงบประมาณกว่า 600 ล้านบาทเพื่อซื้อหนี้ที่ไม่ก่อรายได้หรือเอ็นพีแอล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรนำไปซื้อที่ดินถูกธนาคารพาณิชย์ยึดไปกลับคืนมา

นายวัชระ กล่าวว่า รัฐบาลต้องช่วยชาวเกษตรกร ไม่เช่นนั้นที่ดินจะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุน ที่มาวันนี้ คือการมาทวงถามและรอคำตอบที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้รับปากจะนำเรื่องการขออนุมัติเงิน 600 ล้านบาทเข้าหารือที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้

โดยหลังจากครม.มีมติอนุมัติงบดังกล่าวแล้ว นายสังศิต ได้เดินออกไปพบกับม็อบเกษตรกรที่ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยนายสังศิต ได้เดินขึ้นไปบนรถขยายเสียงประกาศถึงผลการประชุมดังกล่าว ซึ่งได้สร้างความพอใจให้แก่ผู้ชุมนุมเป็นอย่างมาก

เพิ่มเติมงบอีกหมื่นล้านให้กยศ.

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมครม. ว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทำให้กยศ.ได้งบประมาณเพิ่มจากของเดิมรวมเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวจะทำให้นักศึกษาสามารถกู้เงินได้เพิ่มเติม 3.53 แสนราย ทำให้เพิ่มยอดที่นักศึกษาที่ได้รับเงินกู้เป็น 1 ล้านราย นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาที่ไม่ได้กู้ยืมเงินตั้งแต่ปี 1 ในระดับอุดมศึกษา มัธยมศึกษา และปวช. สามารถกู้ได้โดยเริ่มที่ชั้นปีที่ 2-4 ได้ ส่วนสายอาชีพสามารถกู้ได้ชั้น ปวส.

นายจุรินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบในเรื่องมาตรการจูงใจให้นักศึกษากู้ยืมในสายอาชีพมากขึ้น จากเดิมสัดส่วนระหว่างสายสามัญและสายอาชีพอยู่ที่ 60 ต่อ 40 โดยกระทรวงศึกษาธิการจะหามาตรการจูงใจเพิ่มสัดส่วนเป็น 50 ต่อ 50 และส่งเสริมให้นักศึกษากู้เงินยืมเรียนได้อีก 400 สาขาวิชาที่เป็นความต้องการของตลาด

แถมอีก3พันล้านนมฟรีในโรงเรียน

สำหรับหลักเกณฑ์ของการกู้ยืมนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลยังยืนยันตามหลักเกณฑ์เดิมสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นรัฐบาลครั้งที่ 1 คือ เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยและยากจน ผู้ปกครองมีรายได้น้อยต่ำกว่าเกณฑ์ โดยกระทรวงศึกษาฯจะเร่งให้สามารถนำไปใช้ได้เร็วขึ้น จากเดิมที่กว่าจะได้เงินก็ล่าช้านับปี แต่หลังจากนี้หากคุณสมบัติครบตามหลักเกณฑ์ก็จะอนุมัติได้ภายในเวลา 3 เดือน รวมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ

นายจุรินทร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบเงิน 3 พันล้านบาท ที่จะใช้ในโครงการนมโรงเรียนฟรี พร้อมทั้งอนุมัติขยายจากชั้นอนุบาล - ป.4 เพิ่มถึงชั้นป.5-ป.6 โดยจะมีเด็กที่ได้รับประโยชน์กว่า 2 ล้านคน คาดว่าจะเริ่มได้ในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษาหน้า นอกจากนี้กระทรวงจะขอความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ร่วมสนับสนุนโครงการ

ดื่มนมฟรี จากชั้นอนุบาลถึง ป.6 ให้ครบทุกพื้นที่

ส่วนนายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบการจัดสรรเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท เพิ่มให้กับกลุ่มข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืออปท. ที่มีกรอบเงินเดือนไม่เกิน 14,990 บาท และพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีกรอบเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท หรือไม่เกินระดับซี 5 ใช้เงินจากการช่วยเหลือค่าครองชีพในส่วนข้าราชการที่มีอยู่ 18,000 ล้านบาท หากไม่พอจะใช้งบฉุกเฉินช่วยเหลือเพิ่มเติม

ผบ.การบินทบ.ไขสือฮ.คอบบร้าผิดคิวพลาดเป้ายิงกองทหาร

ที่มา ประชาทรรศน์

ผบ.ศูนย์การบินทบ. ปัดไม่รู้ไม่ชี้หน่วยสงครามพิเศษ อ่อนหัดยิงจรวดพลาดโดนเพื่อนทหารเจ็บร่วม 20 ราย อ้างยังไม่ได้รับรายงานชัดเจน ป้องกองทัพใช้กระสุนเก่าโวกรมสรรพาวุธเช็คตลอด

จากกรณีอุบัติเหตุระหว่างการซ้อมรบที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ โดยจรวดซึ่งถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์คอบบร้าเพื่อโจมตีข้าศึกภาคพื้นดิน เกิดผิดคิวกระสุน พลาดเป้าไปยังกองกำลังทหารเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 16 นาย สาหัส 3 นาย

โดยในรายการเก็บตกเนชั่น วันนี้(27 ม.ค.) พล.ต.พิทยา กระจ่างวงศ์ ผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่าส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเข้าเวรรักษาการณ์อยู่ที่วังสุโขทัย ทั้งนี้จรวดมีสองส่วน คือส่วนหัวรบที่เมื่อกระทบที่หมายก็จะระเบิด และส่วนดินขับที่ทำให้จรวดเคลื่อนที่ได้ ซึ่งเมื่อเกิดความชื้นก็อาจทำให้ไม่เป็นไปตามทิศทาง โดยการยิงจะเป็นทีละนัดหรือหลายนัดพร้อมกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ส่วนที่บอกว่าอาจเป็นกระสุนเก่าจนทำให้เกิดความผิดพลาดนั้น ความจริงแล้วกรมสรรพาวุธมีขั้นตอนการตรวจสอบอยู่ สำหรับจรวดชนิดนี้มีขั้นตอนอย่างไรนั้น ตนเองยังไม่ได้รับรายงานการตรวจสอบที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามเหตุระทึกดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (28 ม.ค.) ที่สนามฝึกยิงกระสุนจริงบ้านท่าเดื่อ ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี มีการฝึกเข้าโจมตีฐานที่มั่นของข้าศึก ของกองพันจู่โจมกองพลรบพิเศษที่ 1หน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ โดย พล.อ.อนุงพษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) พร้อมคณะเดินทางเข้าร่วมชม ทั้งนี้ระหว่างการซ้อมเครื่องบินปีกหมุนคอบบร้าของศูนย์การบินลพบุรี จะต้องเข้าโจมตีภาคพื้นบิน แต่จังหวะการบินเร็วทำให้กระสุนพลาดเป้ายิงใส่ทหารที่กำลังเข้าเคลียร์พื้นที่ เบื้องต้น มีทหารได้รับบาดเจ็บ 19 นาย ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 3 นาย เจ้าหน้าที่ช่วยกันลำเลียงทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอานันทมหิดลลพบุรี เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป

สำหรับรายชื่อทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย 1. ร.อ.สุชาติ เทพอำนวย 2.สิบเอก สุนทร จันทร์งาม 3. พลฯอนงค์ จันยานน 4.พลฯ สิทธิพร สถานพงศ์ 5.จ.ส.อ.มนตรี ถิตะปุระ 6.พลฯไพบูลย์ บุญมี 7. พลฯอาทิตย์ เรือนเพชร 8.สิบเอก ชาญชัย บุตรลา 9.พลฯ ต้อย วรวรรณ 10.จ.ส.อ.การุณ ศรีสุข 11.สิบเอก ศราวุธ วิวัฒนาการ 12.สิบเอกกนก ศศิธร 13. สิบเอก ภาสกร แสงสิงห์ 14.สิบเอกสมยศ พลอยงาม 15.สิบเอก สันติภาพ สุวรรณสังษี 16.พลฯ ปราโมทย์ หาเวียนศรี 17.สิบเอกอุบล จำปาทอง 18.พลฯ สุรีวงศ์ พงษ์สุวรรณ และ19.สิบเอก วีรพงศ์ ชอบแก้ว

ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอุบัติเหตุ และตนได้สังกำชับไปยังผบ.ทบ.ให้มีการตรวจสอบหาสาเหตุ และก็พร้อมยืนยันว่าไม่ได้นำอาวุธที่หมดประสิทธิภาพมาทำการทดลอง

สภามีมติเอกฉันท์ผ่านงบฯเพิ่มเติม1.2แสนล้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

สภาฯผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมปี 52 ฉลุย!ด้วยคะแนน 238 ต่อ 1 หลังฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ตาม'สุนัย'ปากพล่อย!ที่ถูกเชิญออกจากห้องประชุม กรณีกล่าวหาปชป.ทำลายคนดี แล้วไม่ถอนคำพูดตามคำสั่งประธาน พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ 30 คน แปรญัตติให้เสร็จภายใน 5 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระด่วน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ได้เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลา 00.50 น. วันนี้ (29 ม.ค.) หลังจากนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เสนอปิดประชุม

โดยก่อนหน้านั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.พร้อมขอให้สมาชิกช่วยกันออกเสียงเห็นชอบ และนายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า 6 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดก่อนทำไว้ซึ่งเป็นแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันราคาแพง ซึ่งตอนนั้นราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 140 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 41 เหรียญกว่าเท่านั้น จึงมีคำถามว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่จะทำมาตรการเหล่านี้ต่อไป นอกจากนี้การจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตนคนละ 2,000 บาทนั้น อาจทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้ ทางที่ดีหากรัฐบาลต้องการลดภาระให้กับผู้ประกันตน ควรจะงดการเก็บเงินเข้ากองทุนประกันสังคมจะดีกว่า ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงว่า 6 มาตรการนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนเหลือ 5 มาตรการ โดยได้ยกเลิกมาตรการงดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะราคาน้ำมันลดลงมาแล้ว ส่วนการให้ใช้น้ำ-ไฟฟรี ก็ปรับเปลี่ยนจาก 150 หน่วย ลดลงเหลือ 90 หน่วยเพื่อช่วยเหลือคนที่ขาดแคลนจริงๆ ส่วนการจ่ายเงิน 2,000 บาท ให้ผู้ประกันตนนั้น ก็เพราะต้องการให้ผู้ประกันตนได้เอาเงินไปใช้จ่ายเพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบ ส่วนการลดภาระการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมรัฐบาลก็มีเช่นกัน

ทั้งนี้ หลังจากนายชินวรณ์ ได้เสนอปิดการอภิปรายแล้ว ได้เกิดความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากมีสมาชิกหลายคนต้องการจะพูดต่อ แต่นายชัย ชิดชอบ ประธานการชุมได้ขอให้นายชินวรณ์ถอนญัตติปิดการอภิปรายก่อน และอนุญาตให้นายนายนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนาพูดได้เพียงคนเดียวประมาณ 5 นาที

จากนั้นนายชินวรณ์ได้เสนอปิดการอภิปรายอีกครั้ง และมีการนับองค์ประชุม ปรากฏว่ามีผู้เข้าประชุม 258 คน ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด นายชัยจึงให้มีการลงมติว่าจะรับหลักการร่าง พ.ร.บ.นี้หรือไม่ ปรากฏว่ามี ส.ส.ที่รับหลักการ 238 คน ไม่รับหลักการ 1 คน งดออกเสียง 4 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 15 คน ทั้งนี้ ในระหว่างลงมติมี ส.ส.ฝ่ายค้านอยู่ในห้องประชุมไม่กี่คน เนื่องจาก ส.ส.จำนวนหนึ่งได้ตามนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยออกไป หลังจากที่นายสุนัยถูกเชิญออกนอกห้องประชุม เพราะไม่ทำตามคำสั่งของประธานสภาที่ให้ถอนคำพูด กรณีที่นายสุนัยกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ชอบทำลายคนดี อย่างไรก็ตาม ถือว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ผ่านการรับหลักการในวาระที่ 1

หลังจากนั้นมีการลงมติตั้งคณะกรรมการวิสามัญ 35 คน ประกอบด้วยรัฐบาล 8 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 27 คน แบ่งเป็นพรรคเพื่อไทย 10 ประชาธิปัตย์ 10 คน ภูมใจไทย 2 คน เพื่อแผ่นดิน 2 คน ชาติไทยพัฒนา 1 คน รวมใจไทยชาติพัฒนา+กิจสังคม 1 คน ประชาราช+ราษฎร 1 คน โดยให้คณะกรรมาธิการชุดนี้แปรญัตติให้เสร็จสิ้นภายใน 5 วัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 จากการเสนอของรัฐบาล มีวงเงินไม่เกิน 116,700,000,000 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จำนวน 97,560,523,700 บาท และสำหรับรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวน 19,139,476,300 บาท โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ และดำเนินการโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท

2วิปการันตีประชุมสภาไร้ปัญหา

ที่รัฐสภา วานนี้ (28 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2552 นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ระบุว่าในส่วนของส.ส.ฝ่ายค้านนั้นจะเข้าร่วมประชุมตามปกติและเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของการนับองค์ประชุม

โดยวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านและคาดว่าน่าจะใช้เวลาในการอภิปรายเกินกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งต้องไปพูดคุยกันอีกครั้งเนื่องจากอาจกินเวลาอภิปรายของส.ส.ฝ่ายค้านที่ลงชื่อแสดงเจตจำนงที่จะขออภิปรายถึง 40 ราย ขณะที่มีกำหนดเวลาให้เพียง 4 ชั่วโมง

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังกล่าวถึงเนื้อหาการอภิปรายในวันนี้ ว่า ฝ่ายค้านจะพยายามชี้ให้เห็นว่างบประมาณที่รัฐบาลเสนอต่อสภาเป็นงบประมาณที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องยอมรับว่านโยบายประชานิยมบางนโยบายที่วางไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจึงอยากฝากนายกรัฐมนตรีให้รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างด้วย เพราะยังมีขั้นตอนของการตั้งกรรมาธิการเพื่อแปรญัติเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของกฎหมายได้ ทั้งนี้มีทุกฝ่ายมีความคิดเห็นต่างกัน ก็คงร้ายแรงถึงขั้นล้มร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าว

“ชินวรณ์” แจงกรอบเวลาอภิปรายงบประมาณฯ

ด้าน นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล กล่าวว่า ในการประชุมร่วมกัน 2 วันที่ผ่านมาใช้เวลาไปทั้งหมด 1089 นาที ใช้เวลาในการประท้วงไป 103 นาที ไม่ถึง 10% ของเวลาประชุม ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการประชุมสภา ส่วนการประชุมวันนี้จะเป็นการหารือเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ที่รัฐบาลเสนอมา 116,700 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 แผน คือ แผนกระต้นเศรษฐกิจ และแผนพัฒนาความมั่นคงคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ได้หารือถึงกรอบเวลาในการอภิปราย ซึ่งจะมีการอภิปรายในกรอบเวลา 10 ชั่วโมง โดยให้วลานายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชี้แจง 2 ชั่วโมง หัวหน้าพรรคอภิปรายไม่จำกัดเวลา แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง พรรคร่วมรัฐบาล 2 ชั่วโมง และพรรคฝ่ายค้าน 5 ชั่วโมง

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวต่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้มาขอเวลาอภิปรายในสัดส่วยของหัวหน้าพรรคเพื่อได้ 1 ชั่วโมง แต่หากเวลาไม่พอ คงต้องให้ไปใช้สัดส่วนของพรรคประชาราช ทั้งนี้ตนคาดว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 น่าจะเสร็จในเวลา 24.00 น. ทั้งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณางบรายจ่ายเพิ่มเติม 35 คน เป็นพรรคร่วมรัฐบาล 16 คน และจากพรรคเพื่อไทย 11 คน

"เหลิม"งง!รัฐเปิดช่องอภิปรายแค่ 5 ชั่วโมง

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายกลางปี 2552 วันนี้ว่า ตนจะชี้ให้เห็นว่างบดังกล่าวไม่ได้ช่วยเหลือประชาชน โดยมีเหตุผลคือ 1. ไม่เป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2. กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มของพรรคการเมืองแกนนำที่จัดตั้งรัฐบาล 3. ตรวจสอบได้ยาก 4.เอกสารงบขาดดุลที่รัฐบาลระบุไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะความเป็นจริงงบขาดดุลจะอยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท แต่เอกสารของทางรัฐบาลระบุขาดดุลเพียง 3.7 แสนล้านบาท
และ 5. จะแจงรายละเอียดรายมาตราทั้ง 21 มาตรา 17 ด้าน ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาไม่แฟร์งบกระจุกอยู่ที่พรรคแกนนำ ไม่ได้ตั้งงบประมาณมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่กระจายไปทั่วถึง โดยเฉพาะงบที่ลงไปให้กระทรวงศึกษาธิการถึง 1.9 หมื่นล้านบาท โดยผูกพัน 15 ปี ไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะได้อย่างไร เพราะผูกพันนานขนาดนั้น

เมื่อถามว่าระยะเวลา 5 ชั่วโมงเพียงพอต่อการอภิปรายของฝ่ายค้านหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่เข้าใจในอดีตรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเป็นฝ่ายค้าน ก็มักกล่าวอ้างว่าต้องให้เวลาฝ่ายค้านได้อภิปรายในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพราะตนจะเปรียบเทียบให้เห็นเมื่อสมัยที่ฝ่ายค้านโจมตีงบประมาณที่รัฐบาลขอไปดำเนินการในนโยบายประชานิยม แต่ในขณะนี้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังดำเนินการเรียนแบบประชานิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ

และตนจะไม่เอาการอภิปรายเหมือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อครั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่เอาเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ของประเทศอังกฤษมาโจมตี แต่ตนจะชี้แจงข้อเท็จจริงในแบบเศรษฐกิจของไทย และจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลของบประมาณไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการแจกเงินใส่กระเป๋าระดับแกนนำ ไม่ใช่ประชาชน

ย้ำจุดยืนจองกฐินถล่ม"กษิต"

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องลำดับสอง เพราะลำดับแรกต้องดูว่าตัวบุคคลที่จะนำงบประมาณกลางปีไปใช้จ่ายมีความเหมาะสมหรือไม่ เช่นเดียวกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ของบประมาณไปใช้กระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งที่นายกษิต เป็นคนทำลายความน่าเชื่อถือในการท่องเที่ยว ซึ่งตรงนี้มีเอกสารหลักฐานชัดเจน เนื่องจากมีการแจ้งความต่อนายกษิต ที่สภ.ราชาเทวะ สมุทรปราการ ตนจะสอบถามไปยังนายอภิสิทธิ์ว่ารัฐมนตรีมีความเหมาะสมที่จะเอางบไปใช้จ่ายหรือไม่ แต่หากไม่ได้อภิปรายในครั้งนี้ก็จะเก็บสะสมเอาไว้ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 วงเงินงบประมาณ 116,700 ล้านบาทว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงเหตุผลการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าวว่า เนื่องจากในปี 2552 ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รายได้ภาคครัวเรือนลดลงจากปัญหาการจ้างงาน การลดลงของสินค้าเกษตร รวมทั้งความเชื่อมั่นภาคการลงทุนและการท่องเที่ยวลดลง

"มาร์ค"แจงอัดงบประชานิยมเป็นนโยบายเร่งด่วน

ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วนเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และดำเนินโครงการด้านโครงการพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท แบ่งเป้าหมายการใช้จ่าย คือ ค่าใช้จ่ายตามมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ จำนวน 2,652.0 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน จำนวน 6,900.0 ล้านบาท เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 4,090.5 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้ใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาล และเพื่อจัดสรรตามแผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและแผนงานเสริมสร้างรายได้ จำนวน 83,918.1 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือในการเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพของประชาชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยจะดำเนินโครงการสำคัญ เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรภาครัฐ โครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน โครงการจัดทำและพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร โครงการพาณิชย์ช่วยเหลือประชาชน โครงการสนับสนุนการท่องเที่ยว โครงการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี และโครงการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ นายกฯ ยังยืนยันถึงกรอบเวลาการอภิปรายว่า การให้ฝ่ายค้านอภิปราย 5 ชั่วโมง ถือว่ามากกว่าการอภิปรายทุกครั้งที่ผ่านมา และสาเหตุที่ต้องการให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันนี้ เนื่องจากต้องการอยู่ชี้แจงและตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านด้วยตัวเอง

"เหลิม"จวกประชานิยม"มาร์ค"ไม่กระตุ้นศก.

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ได้กล่าวอภิปรายว่า ขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะขาดดุล ความพยายามจะออกร่าง พ.ร.บ.พิจารณางบประมาณรายจ่ายในช่วงนี้จึงถือว่าผิด พร้อมกล่าวหาว่าลักษณะการจัดทำงบประมาณรายจ่าย 1.1 แสนล้านบาทเศษ ไม่ใช่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ไม่ทุกภาคส่วนตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการกระจุกงบฯ ตัวอยู่ที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น

“ผมไม่เห็นด้วยรัฐบาลนี้ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 325 ล้านบาทให้กระทรวงต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว ถือว่าเสียของ เพราะรมว.เป็นผลิตผลของพันธมิตรเพื่อประชาชนประชาธิปไตย งบประมาณแค่นี้ไม่เพียงพอกับการกอบกู้ความศรัทธา นายกษิต ภิรมย์ ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นว่าเล่นและยังตกผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายสากลอีกด้วย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ออกตัวไม่เกี่ยวเหตุมิคสัญญี 7 ตุลาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้กล่าวถึงพรบ.งบประมาณฯว่าไม่ใช่เป็นการจัดทำงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สลับกับการอภิปรายผูกโยงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันของรัฐบาลและพันธมิตรฯ โดยปกป้องตำรวจที่ใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมในเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬว่า ตำรวจร้อยละ 90 เป็นคนดี แต่ที่ต้องจำทนต้องใช้อาวุธสลายเพราะสถานการณ์พาไป และมติ ครม.ไม่มีคำสั่งให้ใช้กำลังแต่ได้มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์เท่านั้น นอกจากนี้ ร.ต.อ.เลิมยังนำหนังสือพิมพ์มติชนที่เขียนถึงเรื่องทุนนิยมสามานย์ และเปรียบเปรยว่า นายอภิสิทธิ์เคยต่อต้านแนวทางบริหารประเทศของรัฐบาลไทยรักไทยโดยระบุว่าเป็นทุนนิยมสามานย์แต่มาถึงปัจจุบันกลับทำเสียเอง โดยมีการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ชี้แจงเรื่องนี้

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงนโยบายช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนรายละ 2,000 บาทสำหรับผู้ประกันตนและมีรายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนจำนวน 9 ล้าน 2 แสนคน โดยใช้งบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นนโยบายซื้อเสียงล่วงหน้า ส่วนโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ถือว่าเป็นการลอกนโยบายประชานิยม เพราะคนที่คิดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถเข้าถึงประชาชนทุกครัวเรือน แต่ไม่ขัดข้องหากรัฐบาลชุดนี้จะสานต่อเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้จดลิขสิทธิ์ไว้

เพ้อกลางสภาฝันนั่งนายกฯ

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า หากตกมีวาสนาได้เป็นนายกฯ คนที่ 28 ตนจะไม่ทำอย่างที่นายกฯคนปัจจุบันทำ แต่จะทำนโยบาย 1.จัดบัณฑิตอาสาสร้างงานอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น 2. จัดตั้งศูนย์โลจัสติกแบบครบวงจรเพื่อใช้สนามบินทั่วประเทศเป็นศูนย์การขนส่ง 3. จัดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครบวงจร 4.จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพแก่ผู้ที่มีความรู้ด้านแรงงาน พร้อมกันหาตลาดแรงงานมารองรับ และ5. จัดโครงการเสาไฟฟ้าส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วพื้นที่ที่ไม่มีฟ้าฟ้า เพื่อให้เกิดการจ้างงาน

"มาร์ค"ปัดข้อหาก่อการร้ายแทน"กษิต"

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตงบประมาณนั้น ตนจะกลับมาชี้แจงหลังจากกลับมาจากการปฎิบัติภารกิจในช่วงค่ำ แต่จะชี้แจงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณตั้งแต่กรณีปัญหาของนายกษิต ที่ร.ต.อ. เฉลิมบอกว่ามีการแจ้งความนายกษิตในข้อหาก่อการร้ายสากลในวันที่ 23 ธ.ค.ที่ จ.สมุทรปราการ นั้นความจริงเป็นการแจ้งข้อหาบุกรุก และไม่ได้เจาะจงนายกษิต ที่ปิดสนามบิน แต่มีการอ้างถึงการอภิปรายของนายกษิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนการแจ้งความร้องทุกข์นายกษิตโดยตรงคือวันที่ 26 ม.ค. ดังนั้น ที่ตนชี้แจงทุกครั้งเป็นความจริง

"สำหรับที่อ้างว่าผมเคยต่อต้านต่างๆ ของรัฐบาลเก่า แต่วันนี้ทำเสียเองนั้นไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบ เพราะแต่ละช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจไม่เหมือนกัน ราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นลง ดังนั้นจะยึดเอาคำพูดที่ผ่านมาไม่ได้ สำหรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ผมยังยืนยันความเห็นเดิม เพราะขณะนั้นทำในช่วงที่งบประมาณไม่พร้อม การสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชนเป็นสิ่งดี แต่งบประมาณต้องพร้อม ถามว่าโครงการนี้ที่ผ่านมาโรงพยาบาลได้รับงบประมาณตามที่ต้องใช้จริงหรือไม่ คนต้องต่อคิวยาว คุณภาพไม่เพียงพอ กระทั่งรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้เพิ่มงบประมาณรายหัว นโยบายนี้จึงเดินหน้าได้ถึงขั้นสามารถยกเลิกการเก็บ 30 บาท" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ลั่นประชานิยมปชปไม่ใช่ทุนนิยมสามานย์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า บางโครงการถ้าเป็นประโยชน์กับประชาชน ตนไม่เป็นคุณนายละเอียด หรือ คิดเล็กคิดน้อย ว่า ใครเริ่มต้นไว้ โดยเฉพาะนโยบาย 6 เดือน 6 มาตรการก็เพิ่งทราบวันนี้ว่าเป็นความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าใจว่าเป็นความคิดของนายสมัคร สุนทรเวช หรือ รมว.คลังขณะนั้น อะไรที่เป็นประโยชน์ก็เดินต่อ อะไรที่แก้ไขก็ปรับปรุงส่วนที่ไม่ถูกต้องก็ยกเลิก นโยบายรัฐบาลวันนี้จะเรียกประชานิยมหรือไม่ ก็แล้วแต่ ตนก็ไม่คิดจะเป็นเจ้าตำรับเศรษฐกิจ เพราะรู้จักประมาณตน มาตรการทั้งหลายจะดูตามความจำเป็นและเนื้องานเป็นหลัก และยืนยันว่าไม่มีทางทำอย่างนี้ในปี 2544 หรือ 2548 อย่างแน่นอน วันนี้บอกว่าจะพูดประชานิยมแล้วจะไปสู่ทุนสามานย์หรือไม่ ตอบว่าไม่ เพราะคนคิดนโยบายนี้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะนั่น คือ หัวใจของทุนสามานย์

ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม แย้งว่า กรณีของนายกษิตนั้นในวันที่ 23 ธ.ค.มีคนไปร้องทุกข์กล่าวโทษนายกษิต ในฐานะเป็นผู้ก่อการร้ายสากลที่สถานีตำรวจภูธรราชาเทวะ มีบันทึกประจำวันลงข้อความว่านายกษิตได้ร่วมในการยึดสนามบินจนเป็นเหตุให้ปิดสนามบิน ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาม. 135 / 1 อันเป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย

"สุนัย"แฉทุจริตหนังสือ-ชุดนักเรียนฟรี

จากนั้น นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปรายว่า จะพูดถึงกลิ่นเหม็นของปลากระป๋องที่ลามไปถึงเสื้อผ้านักเรียนและหนังสือเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รมว.ศึกษาธิการ บอกว่ามีนโยบาย 90 วัน แจกฟรี หนังสือ เสื้อผ้า ซึ่งใช้งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ กว่าหมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเฉพาะค่าหนังสือกว่า 6, 430 ล้านบาท ค่าเครื่องแบบอีก 4,000 ล้านบาท โดยมีการประชุมเมื่อวันที่ 22 มค.เพื่อกำหนดราคากลางของหนังสือ โดยใช้มาตรฐานขององค์การค้า (สกสค . )ซึ่งปรากฎว่า หนังสือทุกเล่มมีราคาแพงกว่าเอกชนถึง 1 เท่า เกือบทั้งหมด

ฉะนั้น ราคาจริง คือ ครึ่งเดียวของงบประมาณ 6 พันกว่าล้านบาทนี้ ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าให้ใช้ราคากลางของ สกสค . แล้วลดลงมาอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังแพงกว่าของเอกชนอยู่ดี อีกทั้งยิ่งไปกำหนดให้ยึดตามราคาขององค์การค้าด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้มีปัญหามากขึ้น เพราะ ต่อไปราคาหนังสือเรียนก็จะเขยิบขึ้นตามกันหมด ไม่มีการแข่งขัน ต่อไปจึงอาจจะมีการเปลี่ยน แค่ปกหนังสือแล้วนำมาขายกัน เรื่องนี้รัฐมนตรียังไม่ได้ทุจริต แต่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ปูดราคาแพงกว่าท้องตลาดเท่าตัว

นายสุนัย กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องเครื่องแบบนักเรียนที่บอกว่าจะแจก ได้ติดตามไปดูเนื้อผ้าของกางเกงหรือไม่ แล้วใครตั้งสเปคไว้ไม่ทราบพยายามตั้งให้แพงเอาไว้ก่อน กางกงทั่วไปเนื้อผ้าดีๆ ราคา 100-200 บาทเท่านั้น แต่ถ้าเป็นตราสมอมี มอก . ตามที่ตั้งสเปคไว้ราคาตัวหนึ่ง 300 เกือบ 400 บาท เปรียบเทียบกับ กทม.ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งราคาของชุดนักเรียนชั้นอนุบาลทั้งชุด 125 บาท ขณะที่ชั้นมัธยมราคา 225 บาท จึงอยากให้รัฐมนตรีนำมาเปรียบเทียบดู

"ความจริงผมจะไม่สนใจเลยไม่ได้ ว่าจะมีการทุจริต เพราะองค์ประกอบมากขนาดนี้ นโยบายเปรียบเสมือนคุณธรรมนำความรู้ แต่ที่รัฐบาลทำแบบนี้เป็นลักษณะคุณธรรมอำความรู้ แต่การบริหารของรัฐมนตรีชุดนี้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะรัฐมนตรีหลายคนมีประวัติไม่ดี ซึ่งรัฐมนตรีศึกษารู้หรือไม่ว่าเป็นใคร" นายสุนัย กล่าว

"อู๊ดด้า"ขอดูเอกสารก่อนแจง

นายสุนัย กล่าวว่า อยากให้เปลี่ยนแปลงจากการที่เคยซื้อชุดและหนังสือให้นักเรียน มาเป็นโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อรักษากลไกการตลาด เพราะหากมีขาดเหลือ ก็ยังตกอยู่ที่ประชาชน แต่หากโรงเรียน หรือกระทรวงจะซื้อให้รับรองเจ๊ง และโครงการเรียนฟรี 15 ปี อยากถามว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะขณะนี้นักเรียนที่เรียนโรงเรียนสาธิต อย่างน้อยเสียค่าเข้าเรียน 3-5 แสนบาท อย่างนี้จะเรียกเรียนฟรีได้อย่างไร นอกจากนี้ตนอยากถามหากรัฐบาลสนับสนุนภาษีที่ดินและภาษีมรดก หากเข้ามาสภาจริงตนก็พร้อมจะสนับสนุน เนื่องจากรัฐบาลไปใช้ช่องว่างจากคนรวยและคนจน แต่ตนก็กลัวผิดหวังไม่ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์มักพูดแล้วไม่ทำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่นายสุนัยอภิปรายเสร็จ นายจุรินทร์ ได้ลุกขึ้นขอเอกสารหลักฐานที่นายสุนัย ได้อภิปรายทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจสอบและจะชี้แจงอีกครั้งภายหลัง แต่นายสุนัยได้สวนกลับกว่า ข้าราชการที่ดี ที่เป็นสายของตนมีมาก และหากรัฐมนตรีเอาเอกสารไปก็จะรู้รหัสว่าใครเป็นคนนำข้อมูลมาให้ตน และอาจสั่งย้ายหมด ถ้าหากนายจุรินทร์ อยากได้จริงก็ควรให้เจ้าหน้าที่ ตามไปจดเลขรหัส ภายหลังจากที่ตนแถลงเรื่องนี้กับสื่อมวลชน

แถลงซ้ำตอกลิ่มงบฉาวเสมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น นายสุนัย ได้เปิดแถลงข่าวว่า นโยบายการเรียนฟรี ของรัฐบาล โดยเฉพาะ การแจกหนังสือ และเสื้อผ้านักเรียนฟรี ที่ดูผิวเผิน แล้ว เหมือนจะดูดี แต่จากการตรวจสอบในฐานะที่ตนเคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารมต.กระทรวงศึกษาธิการพบว่า มีการสอดไส้ ตกแต่งงบประมาณกันเกิดขึ้น จากราคาเมื่อก่อนที่ไม่เท่าไหร่ โดยเฉพาะราคาหนังสือ ที่เนื้อหา ได้รับการรับรองจากคุรุสภา เหมือนกัน และสามารถนำไปสอนได้เช่นกัน แต่กลับเปลี่ยนปก สอดไส้ เพิ่มราคาเป็น 1 เท่า จากเมื่อก่อน 50 บาท ก็เป็น 100 บาท ซึ่งจะคล้ายกับกรณีปลากระป๋องเน่าไปทุกทีแล้ว

“เพราะนโยบายความไม่มั่นใจของท่านนายกฯ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) คือ ท่านจับอะไรไม่มั่น ท่านพูดแต่ว่า สวยๆ หรูๆ ให้มันเท่ๆ เท่านั้น อยากถามนายกฯว่า บัตร เครดิตที่อยู่ในกระเป๋า ยังรักษาไม่อยู่ ยังหายเลย และคนใช้ยังนำไปเบิกเงินได้ มาวันนี้ งบประมาณเป็น แสนๆล้าน จะรักษาอย่างไร จะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบดูแลทุกเรื่องอย่างละเอียด ว่ามีการจัดงบไปตรงไหนบ้าง ใช้เงินอย่างไรบ้าง เพราะเงินที่ได้มาเป็นภาษีของประชาชน”นายสุนัยกล่าว

นายสุนัย กล่าวต่อว่า วันนี้มีกลิ่นตุๆ ถึง การทุจริตแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กรณีปลากระป๋องเน่า กรณีการแจกเงินของนายบูญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย หรือกรณีหนังสือสอดไส้ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกฯ เทพประธาน ควร จะสำนึกหน่อย เมื่อมาเป็นนายกฯ แล้ว ไม่เห็นว่า จะดูแลเรื่องการทุจริตให้เข้มงวด หรือปกป้องภาษีของประชาชน เลย มาวันนี้จะของบ กลางปีเป็นแสนๆล้าน อีก ที่เรียกว่า งบประชาธิปัตย์นิยม เพราะจะมีการกินตามน้ำ ในหลายเรื่อง ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรี คิดว่า คงไม่มีการปรับใหญ่ แต่ถ้าจะเก็บเนื้อร้ายไว้ ก็จะลามไปยังนายอภิสิทธิ์

ซัดรัฐบาลลอกการบ้าน"ทักษิณ"

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในที่ประชุมว่า นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนขอยกคำพูดว่า เติ้ง เสี่ยว ผิง ที่พูดไว้ว่า “แมวสีไหนก็จับหนูได้” มาใช้ในการอภิปรายฯ เพราะวันนี้เรามีอาหารแมว อาหารกระป๋องมา จนแมวขี้เกียจจับหนูมาเป็นอาหารกิน เพราะมีการนำนโนยบายเก่าสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ มาใช้ และก็ลอกมาไม่หมด ทั้งนี้ตนยืนยันว่างบประมาณที่จัดไม่ใช่งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใน 6 เดือน แต่เป็นการจัดงบเพิ่มเท่านั้น โดยเฉพาะงบของกระทรวงศึกษานั้นไม่ใช่งบกระตุ้นในระยะสั้น

ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลทำนโยบายแบบเกทับ บลัฟแหลก ทั้งนี้การสร้างรายได้ตนอยากให้รัฐบาลรีบทำหวยบนดิน 2-3 ตัวขึ้นมา เพราะตอนนี้ คนพร้อม เครื่องพร้อม และคนเดินโพยก็พร้อมแล้ว นอกจากนี้ตนอยากให้รัฐบาลรีบจัดงบประมาณกันเหนียวจากกรณีพันธมิตรฯปิดสนามบิน เผื่อเขามาทวงค่าเสียหายทีหลังจะได้มีเงินจ่าย ทำให้นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมช.คลังในสมัย “ชวน 2” ได้ลุกขึ้นชี้แจง ว่า รัฐบาลชวน ได้ตั้งงบประมาณขาดดุลในปี 52

"สมเกียรติ"อ้างด้านพันธมารไม่ได้ยึดสนามบิน

อย่างไรก็ดี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นกล่าวว่า ตนนายสมเกียรติ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอใช้สิทธิชี้แจงเพราะถูกพาดพิงในสภาหลายครั้งก็อดทนมาตลอด ตนยืนยันว่าตนไปชุมนุมจริงตามมติแกนนำพันธมิตรฯ แต่ไม่ได้ปิดสนามบิน หรือยึดรันเวย์ แต่คนที่สั่งปิดแบบมีลายลักษณ์อักษร คือ ผู้ว่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ซึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทปราการ ก็ตำหนิไปแล้วว่าสั่งปิดสนามบินทำไม และการมากล่าวหาว่าตนเป็นผู้ก่อการร้ายสากลก็ไม่ใช่ ซึ่งตนก็สู้ไม่ใช้เอกสิทธิ์ของ ส.ส. ไม่เคยหนีศาล ไม่ขี้ขลาด หนีไปต่างประเทศ และศาลก็ชี้ออกมาแล้วว่าตนไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายสายกล ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎในราชอาณาจักร ตนก็ต่อสู้ จนตุลาการสั่งเพิกถอนข้อหานี้ แต่ก็ยังมีความพยายามโยงเข้ามาในสภาและพูดกันอีก อย่างไรก็ตาม ตนพร้อมสู้และไม่ยอมหนีคดีออกไปต่างประเทศจนกลายเป็นอาชญากรข้ามชาติ

"สุรพงษ์"วอล์คเอาท์หลังด่า"ชวน"ทำชาติพัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตรึงเครียดอีกครั้ง เมื่อนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ว่า รัฐบาลชวน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหาย ทำให้นายนพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ต่างลุกขึ้น ตอบโต้ว่า รัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย คือ รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำให้นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคนสนิทของพล.อ.ชวลิต ลุกขึ้นประท้วง ขอให้นายนิพิฎฐ์ ถอนคำพูดว่า พล.อ.ชวลิต ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ซึ่งนายนิพิฎฐ์ ยอมถอนคำพูดเพราะเมื่อพูดแล้วทำให้เสียหายก็ยอมถอน ในขณะที่นายสุรพงษ์ ไม่ยอมถอนคำพูด และเดินออกจากห้องประชุมแทน

จากนั้น นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า การแสดงความเห็นของสมาชิกต้องอยู่บนพื้นฐานความจริง และผิดหวังกับความเห็นของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันเดียวกันนี้ ตนและนายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ได้เสนอให้ครม.อนุมัติงบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรที่เดือดร้อนจากการถูกยึดที่ทำกิน แต่น่าเป็นห่วงที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร

เพื่อไทยป่วนนับองค์ประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในที่ประชุมเริ่มราบรื่นโดยมีสมาชิกนั่งฟังในห้องประชุมอย่างบางตาขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ติดภารกิจรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธะรพราชทานรางวัล ณ พระที่นั่งจักรีมหาประสาท แต่ปรากฎว่านายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเสนอนับองค์ประชุมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย โดยอ้างว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมน้อย ซึ่งได้ถูก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พากันลุกขึ้นต่อว่า โดยระบุว่า การเสนอนับองค์ประชุมดังกล่าวเหมือนพยายามขัดขวางการนำงบประมาณไปแก้ปัญหาให้ประชาชนถือว่าไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ นพ.วรงค์เดช กิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้แก้เกมด้วยการเสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อเพื่อยื้อเวลารอ ส.ส.เข้าห้องประชุม โดยระบุว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยถนัดแต่เสนอนับองค์ประชุม ทำให้บรรยากาศการประชุมเสียหาย อย่างไรก็ดี นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทยวิปฝ่ายค้าน ได้เสนอแก้ปัญหาด้วยการขอให้ประธานสั่งพักการประชุม โดยนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯ ในฐานะประธานในที่ประชุมได้สั่งพักการประชุม 10 นาที เพื่อให้วิปรัฐบาลและฝ่ายค้านไปตกลงกันเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น