WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 29, 2009

นักสู้ดิวตี้ฟรี

ที่มา เดลินิวส์

ขอเพียงรัฐบาลใช้กึ๋นให้ดี ธุรกิจท่องเที่ยวก็จะไปได้ เช่น การยกเลิกภาษีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนคนละ 200 หยวน (พันบาท) ถือว่าเดินมาถูกทาง เป็นแรงดึงดูดใหญ่อีกลูก

ขอแค่รัฐบาลจีนกดปุ่มปล่อยคนมาเที่ยวเดือนละแสนคน (จากคน 1,300 ล้าน)
ธุรกิจท่องเที่ยวไทยจะฟื้นทันที เงินปีละ 5-6 แสนล้าน ไม่ไปไหน เป็นบ่อน้ำที่กินไม่หมด หากคนไทยไม่บ้องตื้นเอาระเบิดไปโยนปิดปากบ่อซะเอง

เหมือนพวกสิ้นคิดที่ยึดสนามบิน จะสำนึกหรือขอโทษซักคำ ก็ไม่มี ยังมาลอยหน้าลอยตาบอกชาวโลกแบบไม่อายว่า การยึดสนามบินสนุกมาก อาหารดี ดนตรีเพราะ สมเป็นเสนาบดีมากเลย

อย่างนี้ ไม่บ้าก็เมา กรรมคงได้ตามสนองซักวันนั่นล่ะ

วันนี้ขอเขียนถึงคนนี้ อีกครั้ง วิชัย รักศรีอักษร ซีอีโอกลุ่ม คิงเพาเวอร์ ธุรกิจดิวตี้ฟรีหรือสินค้าปลอดภาษีของคนไทย ที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละเกือบ 2 หมื่นล้าน และมีพนักงานในเครือ 7 พันคน

ถือเป็นหน้าเป็นตาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ว่าได้

ไม่นานก่อนหน้านี้ คิงเพาเวอร์ก็ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารทรงอิทธิพลของโลก ให้เป็นบริษัท “ท็อปไฟว์” มาแล้ว นี่ย่อมแสดงถึงการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ไม่ใช่อย่างที่เข้าใจ แค่วิ่งเต้น ใช้อิทธิพล หรือ อิงแอบอำนาจรัฐ ก็พอ เพราะธุรกิจดิวตี้ฟรีแข่งกันดุเดือดทั่วโลก

เช่น อังกฤษ สหรัฐ เยอรมนี ดูไบ ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ....

ใครจะไปคิด อยู่มาจะ 20 ปี จู่ ๆบอร์ด ทอท.ของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร แห่งรัฐบาลขิงแก่ ก็ลงมติให้ สัญญาเป็นโมฆะ ข้อหาเป็นพวกทักษิณ กุ๊กชี่ ที่จะตัดริบบิ้นเปิดร้านวันนั้น ยกเลิกเลย แบงก์เอาแต่ทวงหนี้คืน ถ้าไม่ตั้งสติสู้แบบกล้าหาญ

คงล้มทั้งยืนไปแล้ว !!!

ก็เพราะอย่างนี้ ล่าสุด เดอะ มูดี้ รีพอร์ต นิตยสารดังระดับโลก เลยเชิดชูให้ วิชัย รักศรีอักษร เป็น นักสู้แห่งปี ร่วมกับคนในแวดวงอุตสาหกรรมนี้อีก 5 คน จากทั่วโลกทั้ง ฝรั่งเศส ดูไบ อังกฤษ เป็นต้น

ในคำยกย่องก็มันสุด-สุด

บอก “ไม่เคยมีใครในธุรกิจของเรา ที่ได้รับการจู่โจมเท่ากับ คิงเพาเวอร์ ประเทศไทย ที่ต้องรับความท้าทายทางการเมือง หลังได้รับสัมปทานจากเจ้าของพื้นที่เชิงพาณิชย์ และสินค้าปลอดภาษีที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ การฟื้นตัวจากการเผชิญหน้าฝ่ายตรงข้ามที่ประสงค์ร้ายนั้นเป็นเรื่องใหญ่โตมาก แต่ก็ยังยืนหยัดอย่างสง่างามตลอดมา

ไม่มีครั้งไหนที่ประธานวิชัยจะตอบโต้อย่างเคียดแค้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เผ็ดร้อนในสื่อไทย ตรงกันข้าม เขาวางใจ ในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและสิ่งที่เขาตระหนักดีว่า บริษัทไม่ได้ทำอะไรผิด นอกจากนี้ ผู้ชายที่นิ่งเฉยและถ่อมตนคนนี้ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักของใครหลายคน ยังเป็นคนใจบุญอย่าง มหาศาลด้วย”

แม้ปีนี้รายได้ที่ตั้งไว้จะลดลงจาก 2.4 หมื่นล้านเหลือ 1.7 หมื่นล้าน (ปิดสนามบินหายไป 480 ล้าน) แต่คนเราฝ่ามรสุมโลหิตมาได้ถึงขนาดนี้ คงไม่อับจนปัญญาง่าย ๆ ก็ขอแสดงความยินดีกับคนไทยคนนี้ ด้วย

สำคัญ รัฐบาลอย่าเอาแต่คิดจะทำลายธุรกิจ “ดิวตี้ฟรี” แบบไร้เหตุผลบ้องตื้นอย่างที่เคยเกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลืออุตสาหกรรมนี้แล้ว !!!.

ดาวประกายพรึก

มาร์คเสียวแจกเงิน2พัน

ที่มา เดลินิวส์

'สดศรี'ตั้งปมยังไม่รู้แน่ชัดซํ้ารอยบุญจง

ฝ่ายค้านเดินแต้มกำจัดจุดอ่อนรัฐบาล “บุญจง” โต้ปากสั่นไม่กลัวถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนกรานไม่ได้ทำผิด พร้อมลั่นจะทำต่อถ้าประชาชนได้ประโยชน์ “เทพเทือก” เผยยังไม่มีโครงการปรับครม.ตอนนี้ แต่ให้โอกาสรัฐมนตรีเจ้าปัญหาชี้แจงสังคมเอาเอง “สดศรี” เปรียบเทียบกรณีนายกฯแจกเงิน 2 พันคนละเรื่องเดียวกัน เพื่อไทยแฉ พม.อุตริเตรียมส่ง “หมูหยอง” ไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ปลาเน่าดันส่งกลิ่นก่อนจึงต้องเบนเข็มไปแจกที่อีสานแทน ด้าน “สุทัศน์” ปัดเป็นหนอนส่งข้อมูลให้ พท.ใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ พธม.กลั้นใจพูดพร้อมนอนคุกถ้าศาลตัดสินการยึดสนามบินผิด แถมเย้ยเสื้อแดงไม่มีปัญญายึดทำเนียบฯเหมือนเสื้อเหลือง ส่วน “มาร์ค” ร่ายยาวงบฯเพิ่มเติม อ้างต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ “เหลิบ” สับแหลกลอกมาทั้งดุ้น

“เทพเทือก”ยันไม่ปรับ ครม.

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล หลังจากมีรัฐมนตรีหลายคนตกเป็นเป้าทางการเมืองว่า ไม่ว่ารัฐมนตรีคนไหนที่ถูกโจมตีก็ต้องดูแลตัวเอง เขาเป็นบุคคลสาธารณะต้องยอมรับการตรวจสอบ แต่ยืนยันว่ายังไม่ปรับ ครม. ต้องเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีได้ชี้แจงก่อน

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีการปรับเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า จะไม่มีการปรับ ครม. เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงและความถูกต้อง เมื่อถามต่อว่า นายกฯปรารภถึงกรณีของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ บ้างหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ก็มีการคุยกันบ้าง ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ได้ตักเตือนนายบุญจงไปบ้างแล้วว่าต้องระมัดระวังและขอให้ชี้แจงกับสังคมให้ได้ เมื่อถามย้ำว่า หาก ป.ป.ช.ชี้มูลว่านายบุญจงผิดจริงจะปรับออกหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า รอให้ถึงวันนั้นก่อนแล้วค่อยมาถามใหม่

“บุญจง”เสียงแข็งไม่ได้ทำผิด

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบการแจกเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้พร้อมแนบนามบัตรของตัวเองว่า ตนมั่นใจว่าทุกอย่างที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อมีการตรวจสอบก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการของทุกองค์กร เมื่อถามว่า หากชี้มูลว่าผิดก็พร้อมยอมรับใช่หรือไม่ นายบุญจงกล่าวว่า ให้ถึงเวลานั้นตนพร้อมจะชี้แจง เมื่อประชาชนได้รับผลประโยชน์ก็พร้อมทำต่อไป และเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่

“นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็ได้แถลงนโยบายชัดเจนในหน้า 15 ที่จะต้องดูแลประชาชนผู้ยากไร้ คนยากจน และคนพิการ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมก็ได้ทำหน้าที่ตามนโยบายรัฐบาล” นายบุญจงกล่าว

ปัดปูทางส่งเมียลงเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีการเกลี่ยงบจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯมาช่วยในพื้นที่ของนายบุญจงเพื่อหาเสียง นายบุญจงกล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนได้รับทั้งหมดเป็นเรื่องที่ดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบราชการ ประชาชนเหล่านั้นก็เป็นผู้ด้อยโอกาสเป็นคนยากจน เมื่อถามว่า การแนบนามบัตรไป ด้วยทำให้ถูกมองว่าเป็นการแจกเงินของตัวเอง นายบุญจงกล่าวว่า สื่อบางฉบับบิดเบือนและเกินความจริง ตนไม่ได้เย็บนามบัตรติดกับเงิน

เมื่อถามต่อว่า การแจกเงินดังกล่าวเป็นหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย นายบุญจงกล่าวว่า วันนั้นอยู่ร่วมกันทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อธิบดี ผู้ว่าฯ นายอำเภอ และประชาชนก็รู้ว่าเป็นเงินของรัฐบาลที่เอาไปช่วยชาวบ้าน ส่วนที่แจกเงินที่บ้านของตนเพราะมีการประสานงานกัน ชาวบ้านเขาอยากมาจึงร่วมกันแจก เมื่อถามว่า มีการมองว่าภรรยาของนายบุญจงเตรียมสมัครเลือกตั้ง อาจมีส่วนเรื่องนี้ นายบุญจงกล่าวว่า ไม่ใช่ นามบัตรที่แจกก็เป็นเบอร์โทรฯของตน

ยืนยันไม่กลัวถูกซักฟอก

เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าฝ่ายค้านอาจจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายบุญจงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า ไม่มีอะไรที่หวั่นไหว แม้จะท้อบ้างแต่ไม่ถอย พร้อมจะเดินหน้าทำงานให้กับประเทศชาติ เพราะถือว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดประชาชนได้รับประโยชน์ ส่วนฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบก็ทำไป ไม่มีปัญหา ตนพร้อมชี้แจงทุกอย่าง

นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า คนที่จะชี้ว่านายบุญจงทำผิดหรือถูกต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เมื่อถามว่า แต่ถ้าดูที่เจตนาแล้วเป็นความตั้งใจของนายบุญจงที่จะแนบนามบัตรของตัวเองพร้อมเงินช่วยเหลือให้ประชาชน นายถาวรกล่าวย้อนถามว่า แนบนามบัตรไปด้วยหรือ เรื่องทั้งหมดคงต้องให้นายบุญจงเป็นคนตอบ จะผิดหรือถูกก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน

ปชป.ยันไม่ใช่จุดอ่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนนายบุญจงจะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล นายถาวรกล่าวว่า ไม่ ส่วนที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้ปรับนายบุญจงออกจากตำแหน่งนั้น ตนยังไม่ได้ยิน คิดว่าตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับ ครม. ต่อข้อถามว่า นายบุญจงยังมีความสง่างามที่จะทำหน้าที่ต่ออย่างนั้นหรือ นายถาวรกล่าวว่า ยังทำงานได้ ส่วนจะสง่างามหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่รัฐบาลทำงานมาไม่ถึงเดือนก็มีรัฐมนตรีล่อเป้าเกิดขึ้นแล้วถึง 2 คน นายถาวรกล่าวว่า ถ้ามีอะไรที่ประชาชนติติงมาเราก็แก้ไข หรือฝ่ายราชการเสนอแนะรัฐบาลก็รับฟัง รวมทั้งฝ่ายค้านติติงอะไรมาก็ต้องรับฟัง เราต้องเป็นรัฐบาลที่ใจกว้าง มีความมุ่งมั่น แล้วทุกอย่างก็จะไปได้

ต่างคนต่างโบ้ยปัญหา

นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯกล่าวถึงกรณีที่นายบุญจงนำงบฯของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไปแจกชาวบ้านพร้อมแนบนามบัตรตัวเองว่า ตนได้สั่งการให้กระทรวง ทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดมาให้ทราบภายในวันที่ 29 ม.ค.ว่างบฯที่นำไปช่วยเหลือประชาชนนั้นมีอยู่เท่าไหร่ และแจกให้จังหวัดใดไปแล้วบ้าง

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมรวบรวมข้อมูลยื่น ป.ป.ช.สอบนั้น นายวิฑูรย์กล่าวว่า ตนได้บอกไปแล้วว่ากระทรวงฯมีงบที่เกี่ยวกับประชาชนทุกภาค ซึ่งได้ปฏิบัติกันมาตลอด เมื่อถามว่า รัฐมนตรีต่างกระทรวงนำงบฯไปแจกได้หรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่า รอให้กระทรวงชี้แจง มาก่อนจะแจ้งให้ทราบ

กกต.นั่งรอรับเรื่อง “บุญจง”

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ให้สัมภาษณ์กรณีของนายบุญจงแจกเงินพร้อมแนบนามบัตรว่า กกต.ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียน หากได้รับเรื่องก็จะต้องพิจารณาว่าเป็นความผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 หรือไม่ เพราะนักการเมืองจะเข้ามาก้าวก่ายงานของข้าราชการประจำไม่ได้

นางสดศรีกล่าวต่อว่า เรื่องการแจกเงิน ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเงินเป็นเงินจากกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ หากจะมีการพิจารณาก็ต้องมาพิจารณาว่า การนำงบฯไปให้ประชาชนเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหรือมติ ครม.หรือไม่ ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

คนละกรณีกับนายกฯแจก 2 พัน

“หากจะมีการพิจารณาก็ต้องมาดูว่า เหมือนกับกรณีของนายกรัฐมนตรีที่แจกเงินจำนวน 2,000 บาทให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือให้ประชาชนได้ใช้น้ำใช้ไฟฟรี ในกรณีที่ต่ำกว่า 15 ยูนิต ซึ่งการให้ใช้น้ำไฟฟรี เป็นหน้าที่ของการประปาและการไฟฟ้า การที่นายกฯทำแบบนี้ถือเป็นการแทรกแซงก้าวก่ายองค์กรอื่นหรือไม่ รวมทั้งต้องเป็นนโยบายที่รัฐบาลจัดให้ประชาชนนั้น เป็นไปตามมติ ครม.หรือไม่ หรือเป็นนักการเมือง ที่ก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการประจำ ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง” นางสดศรีกล่าว

กกต.กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นว่าหากเป็นนายกฯไปแจกของใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก แต่กรณีของนายบุญจง เขาอาจคิดว่าชาวบ้านคงไม่รู้จัก อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาว่านายบุญจงแจกเงิน ในฐานะ รมช.มหาดไทย หรือแจกในฐานะ ส.ส. คนหนึ่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายบุญจงต้องอธิบายให้ได้ว่า การแจกเงินนั้นทำในฐานะอะไร และไปเกี่ยวกับกระทรวงอื่นอย่างไร หากมองว่าเป็นการแจกเงินเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ก็ต้องดูว่าเป็นการแจกในช่วง 60 วันก่อนมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งหรือไม่ และหากมีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ การกระทำดังกล่าวของนายบุญจงจะผิดหรือไม่

อยากให้เป็นบรรทัดฐาน

นางสดศรีกล่าวต่อว่า หากมีการเสนอเรื่องมา กกต.จะตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ หากเห็นว่านายบุญจงมีความผิด ก็จะส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา กรณีนี้มีโทษทำให้นายบุญจงพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี กรณีดังกล่าวอยากให้มีบรรทัดฐานเกิดขึ้น

นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวว่า กกต.น่าจะนำเข้าสู่วาระการประชุมในวันที่ 29 ม.ค.เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาตั้งอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ส่วนกรอบเวลาการสอบจะกำหนดไว้เท่าไรนั้นขึ้นอยู่ กับที่ประชุม กกต.จะพิจารณา

ไม่กลัวเสื้อแดงยึดทำเนียบ

ส่วนการเมืองอื่นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปปิดล้อมมหาวิทยาลัยว่า ได้กำชับ ผบ.ตร.ให้ดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ตนยอมรับความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ที่ผ่านมาตำรวจมีการติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงทุกกรณีที่มีการกระทำผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มเสื้อแดงประกาศจะเคลื่อนย้ายจากสนามหลวงและอาจจะมายึดทำเนียบรัฐบาลได้เตรียมมาตรการป้องกันอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดมาตรการอะไร อย่าเพิ่งคาดการณ์ว่าจะมีการเคลื่อนไหวมาที่ทำเนียบรัฐบาล เดี๋ยวจะเป็นการยุยงหรือท้าทาย อย่างไรก็ตามตนยังไม่ได้คุยกับฝ่ายปฏิบัติหากมีการเคลื่อนมายังทำเนียบรัฐบาลจริง

เตรียมจัดระเบียบวิทยุชุมชน

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการดูแลวิทยุชุมชนว่า ต้องบอกว่าวิทยุชุมชนมีทั้งที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา ที่ผ่านมามีประชาชนหลายจังหวัดร้องเรียนมามาก เกี่ยวกับพฤติกรรมของวิทยุชุมชนบางสถานีสร้างความเข้าใจผิด และปลุกระดม ในสัปดาห์หน้าตนจะเชิญคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงมาหารือ และมอบข้อมูลวิทยุชุมชนที่ละเมิดสิทธิหรือใช้สิทธิที่ผิดไปจากรัฐธรรมนูญให้ ซึ่งเท่าที่มีการร้องเรียนและมีเทปบันทึกเสียงเป็นหลักฐานประมาณ 5 แห่ง

เมื่อถามว่า สถานีวิทยุชุมชน จ.อุดรธานีและเชียงใหม่ประกาศว่า หากรัฐบาลปิดสถานีจะลุกฮือมาต่อต้านรัฐบาล นายสาทิตย์กล่าวว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย รัฐบาลจะไม่เลือกปฏิบัติจะดำเนินการอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าคนถูกร้องจะเป็นฝ่ายใดหรือใส่เสื้อสีอะไรก็ตาม หากมีการพบว่าทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการไม่เช่นนั้นจะเกิดผลกระทบที่กว้างขวางมากไปอีก และจะจัดระเบียบในรอบแรกในเดือน เม.ย.นี้

พธม.พร้อมนอนคุกถ้าผิด

นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศว่าในวันที่ 31 ม.ค.นี้ อาจจะเคลื่อนไหวยึดทำเนียบรัฐบาลว่า ตนไม่เรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่าเสื้อแดง แต่จะเรียกว่ากลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่าจะปลุกกระแสไม่ได้ เพราะประเด็นข้อเรียกร้องไม่มีความชอบธรรม ต่างกับกลุ่มพันธมิตรฯที่ชุมนุมยืดเยื้อได้ 193 วัน หรือแม้แต่การเรียกร้องให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ก็ไม่มีความชอบธรรม การขึ้นเวทีถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชมมากกว่าจะมาขับไล่

ส่วนข้อเรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น นายพิภพกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่จะเรียกร้องได้ แต่ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามถ้าพันธมิตรฯทำผิดก็พร้อมที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ขออย่าให้สร้างหลักฐานเท็จหรือตั้งข้อกล่าวหาเกินจริงก็แล้วกัน

“กษิต”เซ็นตั้งทูตพิเศษ 6 คน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “ทูตพิเศษ” เพื่อเป็นตัวแทนของ รมว.การต่างประเทศ ในการเป็นทีมโฆษกเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศ และเดินทางไปสร้างความสัมพันธ์กับประเทศ ต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่เป็นอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและอดีตเอกอัครราชทูตที่มีชื่อเสียงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ประกอบด้วยนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. เกษมสโมสร เกษมศรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นายเตช บุนนาค อดีต รมว.การต่างประเทศ นายวิทยา เวชชาชีวะ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายมนัสพาสน์ ชูโต อดีตเอกอัครราชทูต

“การแต่งตั้งทูตพิเศษทั้ง 6 คนนี้ ล้วนแต่เคยเป็นอดีตนายเก่าของนายกษิตทั้งสิ้น จะมีก็เพียงนายอัษฎา ชัยนาม เท่านั้น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องสหประชาชาติเป็นพิเศษ และอยู่ในรุ่นใกล้ ๆ กัน ที่นายกษิตดึงมาให้ช่วยในเรื่องงานของสหประชาชาติ โดยทูตพิเศษเหล่านี้จะไปทำหน้าที่พิเศษเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่รัฐมนตรีมอบหมายเพราะรัฐมนตรีคงไม่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศบ่อย เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสุขภาพ” แหล่งข่าวกล่าว

ดีทีวีแก้เกมเป็นสมาชิกเคเบิล

นายอดิศร เพียงเกษ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ดีสเตชั่น จำกัด พร้อมผู้บริหารสถานีได้เข้ามอบเอกสารแสดงการมอบเอกสิทธิ์เผยแพร่ภาพออกอากาศสถานีประชาธิปไตย หรือ ดีสเตชั่น ให้กับนายเกษม อินทร์แก้ว นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย

นายอดิศร กล่าวว่า การมอบเอกสิทธิ์เผยแพร่ออกอากาศทุกรายการโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อเป็นสื่อทางเลือกให้ประชาชนเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีเป้าหมายตอบโต้กับสื่อของรัฐ ทั้งนี้การมอบ เอกสิทธิ์เผยแพร่ออกอากาศก็เป็นไปตามความเรียกร้องของประชาชน ส่วนจะเพิ่มมวลชนคนเสื้อแดงมากขึ้นหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นแต่หลักการใหญ่คือเป็นเรื่องประชาธิปไตย

พร้อมแพร่ภาพ 24 ชั่วโมง

นายเกษม กล่าวว่า ในวันที่ 29 ม.ค. ตนจะทำหนังสือเวียนเรื่องรับดีสเตชั่นเข้าเป็นสมาชิกสมาคมเคเบิลทีวีไปถึงสมาชิกทั่วประเทศ และจากนั้นจะจูนสัญญาณเริ่มแพร่ภาพออกอากาศได้ทันที สำหรับเหตุผลที่เผยแพร่สัญญาณของดีสเตชั่นก็เพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนมากขึ้น

เมื่อถามว่า สมาคมมีเงื่อนไขให้ดีสเตชั่นระมัดระวังประเด็นที่สร้างความแตกแยกหรือเรื่องการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการเฉพาะหรือไม่ นายเกษมกล่าวว่า สมาคมเคเบิลทีวีมีหน้าที่เป็นเพียงคนสื่อสารผ่านการเชื่อมต่อสัญญาณให้ประชาชนรับทราบ ส่วนเนื้อหาเป็นความรับผิดชอบของดีสเตชั่น การโฟนอินก็เป็นเรื่องของสิทธิที่จะทำได้ เมื่อถามว่าการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงวันที่ 31 ม.ค.นี้จะออกอากาศหรือระงับไว้เป็นการชั่วคราว นายเกษมกล่าวว่า เมื่อมีการรับสัญญาณก็สามารถเผยแพร่ออกอากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“วิฑูรย์”มั่นใจไม่มีทุจริต

ส่วนการเมืองอื่นนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯกล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่องการแจกถุงยังชีพไม่มีคุณภาพว่า ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว 2 ชุด ที่ผ่านมาซึ่งได้รับการชี้แจงจากกระทรวงฯว่า ไม่มีการใช้งบฯในการจัดซื้อจัดจ้างและยังไม่มีเรื่องทุจริต แต่เพื่อความสบายใจตนได้ให้กรรมาธิการของสภา ตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย

“ผมได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้มาตรวจสอบว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อถุงยังชีพหรือไม่ รวมทั้ง สตง. สำนักงบประมาณให้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงิน ว่าช่วงที่ผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรีกับก่อนหน้าที่เข้ามามีการใช้จ่ายงบฯซื้อถุงยังชีพไปหรือยัง หากมีข้อมูลข้อเท็จจริงให้พูดออกมาได้เลยไม่มีการฟ้องร้อง แต่ถ้าพูดเท็จต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย และการพูดถึงอักษรย่อ อ.ช.จ.พ.ก็ให้บอกชื่อเต็มมาผมพร้อมตรวจสอบ”นายวิฑูรย์กล่าวและว่าจะไม่มีการตัดตอนเรื่องนี้ แต่ตนจะขอชี้แจงในสภา พร้อมแสดงเอกสารหลักฐานทั้งหมด

“สุทัศน์”ปัดเป็นหนอนใน ปชป.

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว. ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีคนในพรรคประชาธิปัตย์ อักษรย่อ “จ” เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดซื้อ จัดหาปลากระป๋องเน่าที่นำไปแจกให้กับประชาชน จ.พัทลุงว่า ไม่ใช่ตน

นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข่าวที่ระบุว่าจะส่งข้อมูลความไม่ชอบมาพากลกรณีแจกปลากระป๋องเน่าให้พรรคเพื่อไทยใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ไม่เป็นความจริง ตนไม่มีข้อมูลใด ๆ เลย ข้ออ้างที่ว่าเป็นเพราะตนต้องการผลักดันให้นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็น รมว.พัฒนาสังคมฯนั้นก็ไม่จริง ตนยังสนับสนุนให้นายวิฑูรย์ได้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งทางออกที่เห็นตรงกันนายวิฑูรย์ต้องชี้แจงด้วยตัวเอง

แฉส่งหมูหยองไป 3 จังหวัดใต้

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีความไม่ชอบมาพากลของถุงยังชีพของกระทรวงการ พัฒนาสังคมฯว่า จากการตรวจสอบถุงยังชีพที่จัดส่งไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ จ.พัทลุง ลอตแรก 1,500 ชุด และลอตที่ 2 อีก 3,500 ชุด นอกจากมีปลากระป๋องเน่าแล้ว ยังพบว่ามีหมูหยองรวมอยู่ด้วย แต่เมื่อตกเป็นข่าวมีปลากระป๋องเน่าจึงรีบนำออกก่อน ส่งไปช่วยเหลือประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรีบแก้ไขโดยนำหมูหยองจัดส่งไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ จ.อุบลราช ธานี และ จ.ยโสธรแทน

สำหรับร่องรอยของปลากระป๋องเน่า นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า แหล่งข่าวแจ้งว่าได้ถูกนำไปไว้ที่ จ.ราชบุรี แต่ตนไม่สามารถระบุสถานที่ชัดเจนได้ ถุงยังชีพที่นายวิฑูรย์อ้างว่ารับบริจาคมานั้น น่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ โดยแยกย่อยให้แต่ละจังหวัดจัดซื้อ ทำให้ตัวเลขงบฯดูไม่สูง และดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีการประมูล

ตั้ง “ภิมุข”ที่ปรึกษา “สุวิทย์”

อีกด้านหนึ่งนายศุภลักษณ์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลง ภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนกระทรวงเทคโนโลยีฯจำนวน 2 ราย 1. นายวรพัฒน์ ทิวถนอม รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง และ 2.นายธานีรัตน์ ศิริปะ ชะนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง นอกจากนี้ยังเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายโพธิพงษ์ ล่ำซำ เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ ร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ครม.อนุมัติตามที่ รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติฯเสนอแต่งตั้งนายภิมุข สิมะโรจน์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯและอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่ง ตั้งนายศุภชัย บัญชาศึก เป็นที่ปรึกษา รมช. ศึกษาธิการ นอกจากนี้อนุมัติตามที่นายกฯเห็นชอบแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการการเมือง จำนวน 13 ราย คือ 1.นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข 2.นายเชาวน์วัศ เสนพงศ์ 3.นายอดุลย์ สาฮีบาตู 4.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 5.นางสาวจิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี 6.นายจิราย ตุลยานนท์ 7.นายอภินันท์ ช่วยบำรุง 8.นางสุรสา ทองแถม ณ อยุธยา 9.นางสาวสินฤทัย พูนศิริวงศ์ 10.นายศิริรัฐ ศิริพันธุ์ 11.นายภูริพงศ์ พงษ์สุวรรณศิริ 12.นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ และ 13.นายธวัช สุรินทร์คำ

ครม.อนุมัติงบฯช่วยเกษตรกร

ส่วนการแก้ปัญหากลุ่มเกษตรกรที่มาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาหนี้สินนั้น นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.ได้มติอนุมัติงบฯ 607 ล้านบาท แก่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เพื่อใช้ในการซื้อที่ดินกลับคืนจากหน่วยงานที่ยึดที่ดิน มาให้เกษตรกรสมาชิก กฟก.ที่ถูกยึดที่ดินทำกิน จำนวน 1,187 ราย โดยแต่ละรายมีราคาทรัพย์สินไม่เกิน 2.5 ล้านบาท

ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร โฆษก สำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยกำหนดให้ประธานกรรมการและกรรมการ ทอท.เป็นเจ้าพนักงาน และให้มีอำนาจในการควบคุมผู้กระทำผิดในเขตท่าอากาศยาน ซึ่งผู้ที่ทำผิดมีโทษปรับตั้งแต่ 500-10,000 บาท นอกจากนี้ยังสามารถส่งตัวให้ตำรวจได้ทันทีหรือไม่เกิน 24 ชั่วโมง

พท.ประท้วงไม่ฟังแถลงงบฯ

วันเดียวกันที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณาวาระเร่งด่วนคือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 1.167 แสนล้านบาท ที่ ครม.เป็นผู้เสนอในวาระที่ 1 ก่อนเข้าสู่วาระ ส.ส.พรรคเพื่อไทยขอหารือถึงระยะเวลาในการอภิปราย ซึ่ง ส.ส.ทั้ง 2 ฝ่ายต่างถกเถียงกัน ทำให้นายชัยกล่าวตัดบทว่า ตรงนี้เป็นหน้าที่ของวิปทั้ง 2 ฝ่ายที่จะต้องไปตกลงกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายชัยพูดจบก็ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ปรากฏว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นพร้อมกดไมค์และตะโกนว่า “พวกผมไม่อยู่ฟัง” จากนั้นก็เดินออกจากห้องประชุมประมาณ 5 นาที และเมื่อเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมนายธนพล ไชยนันทน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ เดินเข้ามาเคลียร์กับนายประเสริฐ จนยอมกลับเข้ามานั่งที่เดิมเพื่อรับฟังการแถลงนโยบาย

“มาร์ค”อ้าง วิกฤติ ศก.โลก

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายว่า ครม. ขอเสนอร่าง พ.ร.บ.งบฯรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบฯ 2552 เป็นจำนวนไม่เกิน 116,700,000,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น เป็นจำนวน 97,560,523,700 บาท และเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน 19,139,476,300 บาท โดยรัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาค จึงต้องตั้งงบฯรายจ่ายเพิ่มเติม 97,560,523,700 บาท

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ปัญหาเศรษฐ กิจที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน จึงได้กำหนดแผนฟื้นฟูในระยะเร่งด่วน โดยระยะแรกจะกระตุ้นให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิตได้อย่างต่อเนื่องก่อน และให้มีการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป และสนับสนุนให้สามารถรักษาระดับการจ้างงานไว้ได้ในระดับที่จะไม่กลายเป็นปัญหาทางสังคม

ไม่กระทบเสถียรภาพการคลัง

“ผมและ ครม.ได้รับฟังข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ จากตัวแทนส่วนต่าง ๆ เห็นว่ารัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำงบฯรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบฯ 2552 เพื่อให้เม็ดเงินของรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่การดำเนินการดังกล่าวรัฐบาลยังคงยึดมั่นและให้ความสำคัญกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกฯกล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เน้นแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด โดยมีเงินที่พึงได้ตามงบฯรายจ่ายเพิ่มเติม คือ เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบฯจำนวน 97,560,523,700 บาท ภาษีและรายได้อื่นจำนวน 19,139,476,300 บาท สาระสำคัญ คือ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ จำนวน 37,464,449,700 บาท การเสริมสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตความมั่นคงด้านสังคม 56,005,626,000 บาท การบริหารรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 4,090,448,000 บาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 19,139,476,300 บาท

ยึดซื่อสัตย์ -โปร่งใส

“มาตรการครั้งนี้มุ่งเน้นที่จะเพิ่มอำนาจซื้อให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์รวมภายในประเทศ รัฐบาลเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย จะเป็นปัจจัยให้การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจผ่านไปด้วยดี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ให้การสนับสนุนและรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อรัฐบาลจะได้ยึดถือเป็นหลักการจ่ายเงินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ซื่อสัตย์ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุด” นายกฯกล่าว

ซัดลอกการบ้านรัฐบาล“แม้ว”

จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ได้อภิปรายเป็นคนแรกว่า ที่บอกว่าเป็นการตั้งงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นไม่ใช่ เพราะไม่ได้กระจายไปในทุกภาค แต่กระจุกเงินอยู่เฉพาะในที่ที่พรรคแกนนำรัฐบาลเท่านั้น เท่าที่ดูพอจะเป็นงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียง 5 โครงการเท่านั้นคือ 1.งบฯในการจัดสร้างแหล่งน้ำแห่งใหม่ 2.งบฯปรับปรุงแหล่งน้ำ 3.งบฯก่อสร้างทางในหมู่บ้าน 4.งบฯสร้างแฟลตที่พักอาศัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 5.งบฯปรับปรุงสถานีอนามัย ซึ่งทั้งหมดได้รับเพียง 7 พันล้านบาทเท่านั้น ถือว่าจัดทำงบฯเพิ่มเติมแบบเสียของ มากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์จริง

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ตอนเป็นฝ่ายค้านก็กระแหนะกระแหนพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน แต่วันนี้ก็มาลอกการบ้านเขาหมด ไม่รู้ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจตรงไหน แต่ตั้งตาม นโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่งบฯกระทรวงการต่างประเทศได้ถึง 325 ล้านบาทนั้น เชื่อว่าไม่พอสำหรับวีรกรรมที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ทำไว้

สวดรื้อฟื้นคดี ไม่จำเป็น

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ส่วนงบฯของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ตั้งไว้ 1.8 พันล้านบาท ตนเห็นด้วย แต่ที่ท่านกับเลขาฯพรรคของท่านไปปิดห้องคุยกับลูกน้องของ ผบ.ตร. ถึงจะทำได้แต่ไม่เหมาะสม การสั่งให้รื้อฟื้นคดีหลายคดีนั้น ไม่จำเป็น เพราะอายุความมีอยู่แล้ว นอกจากนี้ขอยืนยันว่ามีการแจ้งความในข้อหาผู้ก่อการร้ายสากล ต่อนายกษิตต่อทาง สภ.ราชาเทวะ จ.สมุทรปรา การ ไว้แล้ว แต่ที่นายกฯเคยตอบกระทู้ถามว่า ไม่มีการแจ้งความ ไม่มีชื่อนายกษิต ท่านพูดไม่จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ร.ต.อ. เฉลิม อภิปรายจบ นายอภิสิทธิ์ได้ลุกขึ้นชี้แจงทันทีกรณีนายกษิตว่า การแจ้งความเพิ่งมีการแจ้งความในวันที่ 26 ม.ค. ส่วนการเรียกตำรวจมาพบเพื่อให้รื้อฟื้นคดีสำคัญนั้น เป็นเพียงการให้รายงานปัญหาอุปสรรคในคดี ตนไม่เคยใช้คำว่ารื้อฟื้นคดี แต่ใช้คำว่าเร่งรัดให้คดีเดินหน้าได้

จวกนายกฯโกหกกลางสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า จากนั้น ร.ต.อ. เฉลิมได้ลุกขึ้นกล่าวอีกครั้งว่า ไม่คิดว่านายกรัฐมนตรีจะโกหกสภา และโกหกคนทั้งประเทศ เพราะมีหลักฐานการแจ้งความต่อ สภ.ราชาเทวะ ในวันที่ 23 ธ.ค. 51 ต่อนายกษิต ในข้อหาผู้ก่อการร้ายสากล เนื่องจากร่วมกับพันธมิตรฯปิดสนามบิน ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้งว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษนายกษิต ยืนยันว่าในการแจ้งความเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. เป็นการแจ้งความในเรื่องที่นายกษิตไปพูดที่จุฬาฯและในคำแจ้งความมีการโยงถึงเรื่องการปิดสนามบินด้วย

แฉตำราเรียนแพงเว่อร์

จากนั้นนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ตนจะพูดถึงกลิ่นเหม็นของปลากระป๋องที่ลามไปถึงเสื้อผ้านักเรียน และหนังสือเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ใช้งบฯกว่าหมื่นล้านบาท แต่ปรากฏว่าหนังสือทุกเล่มมีราคาแพงกว่าเอกชนถึง 1 เท่าเกือบทั้งหมด เรื่องนี้รัฐมนตรียังไม่ได้ทุจริตแต่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“การบริหารของรัฐมนตรีชุดนี้น่าเป็นห่วง เพราะรัฐมนตรีหลายคนมีประวัติไม่ดี อยากให้เปลี่ยนแปลงจากการที่เคยซื้อชุดและหนังสือให้นักเรียน มาเป็นโอนเงินเข้าบัญชีผู้ปกครองเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อรักษากลไกการตลาด เพราะหากมีขาดเหลือก็ยังตกอยู่ที่ประชาชน แต่หากโรงเรียนหรือกระทรวงจะซื้อให้รับรองเจ๊ง”นายสุนัยกล่าว

“อู๊ดด้า”ขอหลักฐานไปตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่นายสุนัยอภิปรายเสร็จ นายจุรินทร์ได้ลุกขึ้นขอเอกสารหลักฐานที่นายสุนัยได้อภิปรายทั้งหมดเพื่อนำไปตรวจสอบ และจะชี้แจงอีกครั้งภายหลัง แต่นายสุนัยได้กล่าวสวนกลับว่า ข้าราชการที่ดี ที่เป็นสายของตนมีมาก และหากรัฐมนตรีเอาเอกสารไปก็จะรู้รหัสว่าใครเป็นคนนำข้อมูลมาให้ตน และอาจสั่งย้ายหมด ถ้าหากนายจุรินทร์อยากได้จริงก็ควรให้เจ้าหน้าที่ตามไปจดเลขรหัสภายหลังจากที่ตนแถลงเรื่องนี้กับสื่อมวลชน

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ กล่าวว่า รัฐบาลชวน ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหาย ทำให้นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ต่างลุกขึ้นตอบโต้ว่า รัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย คือ รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทำให้นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคนสนิทของพล.อ.ชวลิต ลุกขึ้นประท้วง ขอให้นายนิพิฏฐ์ ถอนคำพูดว่า พล.อ.ชวลิตทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ซึ่งนายนิพิฏฐ์ยอมถอนคำพูดเพราะเมื่อพูดแล้วทำให้เสียหายก็ยอมถอน ในขณะที่นายสุรพงษ์ไม่ยอมถอนคำพูด และเดินออกจากห้องประชุมแทน

ไม้เดิมเสนอนับองค์ประชุม

หลังเหตุการณ์สงบนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ลุกขึ้นชี้แจงโดยมีสมาชิกนั่งฟังในห้องประชุมอย่างบางตา ปรากฏว่านาย สมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเสนอนับองค์ประชุมแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์พากันลุกขึ้นต่อว่า เป็นความพยายามขัดขวางการนำงบฯไปแก้ปัญหาให้ประชาชน ทำให้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ แก้เกมด้วยการเสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อ เพื่อยื้อเวลารอ ส.ส.เข้าห้องประชุม แต่นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาในฐานะประธานในที่ประชุมได้สั่งพักการประชุม 10 นาที เพื่อให้วิปรัฐบาลและฝ่ายค้านไปตกลงกันเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า หลังพักการ ประชุมไป 10 นาที นพ.วรงค์ได้ยอมถอนการเสนอนับองค์ประชุมแบบขานชื่อ นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภา จึงได้สั่งให้นับองค์ประชุมแบบเสียบบัตรแสดงตน ปรากฏว่ามีผู้อยู่ในห้องประชุมจำนวน 257 คน ถือว่าครบองค์ประชุมจึงดำเนินต่อไป.


งานเข้า

ที่มา ไทยรัฐ

ไม่รู้ว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีงบประมาณมากมายจนเหลือเฟือซื้อของแจกชาวบ้านไม่หมดเสียที บางรายการงานจบไปแล้วยังไม่ได้เอาของไปแจก

อย่างที่โคราชนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่กำลังเด่นดังจากค่ายเพื่อนเนวิน ก็ไปสร้างวีรกรรมสะท้านเมืองอีกแล้วด้วยการนำของ เงินหัวละ 500 บาท แจกชาวบ้านซึ่งเป็นเงินจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไม่ใช่เงินของกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่เงินของนายบุญจง

แต่นายบุญจงมีทีเด็ดกว่าคือมีการแนบนามบัตรของตัวเองแจกให้ชาวบ้านด้วยอ้างว่าชาวบ้านร้องขอเพื่อจะได้ติดต่อหากมีปัญหาที่จะต้องร้องเรียนหรือได้รับความช่วยเหลือ

นามบัตร ก็เลยกลายเป็นปัญหา

เพราะมีข้อสงสัยว่าการกระทำของนายบุญจงนั้นอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญแม้จะเป็นของทางการแต่การติด นามบัตร ไปด้วยการเท่ากับว่าเป็นการหาเสียงโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเองทำนองว่าซื้อเสียงล่วงหน้าไม่มีผิด

ว่าที่จริงแล้วหากไม่ใช้นามบัตรติดไปด้วยก็ไม่น่ามีปัญหาเนื่องจากเป็นเงินของราชการที่ช่วยเหลือชาวบ้านและชาวบ้านก็รู้อยู่แล้วว่าใครมอบให้ก็ได้คะแนนไปแล้ว

แต่วิสัยนักการเมืองชอบตอกย้ำให้ชาวบ้านรู้สึกว่านี่เป็นบุญคุณที่ต้องไม่ลืมและเพื่อกันลืมจึงต้องแนบนามบัตรไปด้วย

เรื่องแบบนี้เคยเกิดมาแล้วมีการนำเงิน 120 บาท แนบติดกับแผ่นพับหาเสียงระหว่างเลือกตั้งปี 2538 ทำให้เกือบหมดอนาคตการเมืองมาแล้ว

ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนคนบุรีรัมย์ ลูกพี่ รัฐมนตรีบุญจงนี่แหละ

อย่างไรก็ดี กรณีลูกน้องคงต้องรอ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนเพราะมีการร้องให้ตรวจสอบแล้วว่าพฤติกรรมที่ว่านี้ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องตกเก้าอี้รัฐมนตรีทันทีหมดอนาคตการเมืองไปอีกคน

เหนืออื่นใด ก่อนจะมาถึงเรื่องนี้ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกเช่นกันมีการนำถุงยังชีพไปแจกจ่ายชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม ปรากฏ ชาวบ้านที่พัทลุงเจอดีเพราะถุงยังชีพที่ว่านั้นเอาใส่ของไม่ดีไปแจก

ปลากระป๋องเน่า ก็เลยกลายเป็นเรื่องของ นักบุญคนบาปไปเสียฉิบ

ข้อสำคัญก็คือว่าเมื่อเรื่องนี้ถูกชาวบ้านปูดออกมา แต่ปรากฏว่าทางกระทรวงไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าปลากระป๋องเน่ามีความเป็นมา อย่างไร เป็นการบริจาคหรือกระทรวงจัดซื้อเองและทำไมต้องเน่า

นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ต้องการหาเสียงสร้างผลงานก็คว้าถุงยังชีพหมกเม็ดแจกชาวบ้านทันที ผลมันก็เลยออกมาอย่างที่เห็นขณะที่เจ้าตัวก็ไม่สามารถตอบสังคมถึงที่มาของปลากระป๋องเน่านี้ได้

แรกๆบอกว่ามาจากการบริจาคและเปิดเผยชื่อคนบริจาคด้วย ปรากฏคนที่ถูกระบุชื่อโวยลั่นไม่ใช่ของเขา ขณะที่ฝ่ายค้านเชื่อว่านักการเมืองมีเอี่ยวและไม่ใช่การบริจาคแต่เป็นการจัดซื้อเพื่อบริจาคมากกว่า

มีการระบุชื่อย่อคนที่เกี่ยวข้องออกมาหลายคนทั้ง (อ.)-(ช.)-(ร.)-(จ.) ซึ่งระบุว่าใกล้ชิดกับนักการเมืองที่รับผิดชอบเรื่องนี้

ทั้ง 2 เรื่อง 2 รสนี้ดูเหมือนว่าทำให้รัฐบาล งานเข้า ไปตาม ระเบียบ แม้ระดับแกนนำจะพยายามไม่ปริปากหรือพูดถึงมากนัก

จากข้อเท็จจริงปรากฏด้วยนอกจากปลากระป๋องเน่าอะไรต่อมิอะไรที่กระทรวงนี้มันจะเน่าไปด้วยผลประโยชน์ทั้งนั้น

ที่นี่คงจะต้องล้างบางกันแล้วล่ะครับ...

สายล่อฟ้า

พันท้ายนรสิงห์

ที่มา ไทยรัฐ

ในหนังสือชื่อ แม่น้ำลำคลองสายประวัติศาสตร์ สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนถึงคลองด่านช่วงที่เป็นคลองมหาชัย

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ ระบุว่า

เมื่อ พ.ศ.2247 (ตรงกับจุลศักราช 1066 ปีวอก ฉศก) สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จฯโดยเรือพระที่นั่งเอกชัย จะไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี

ครั้นเรือพระที่นั่งไปถึงคลองโคกขาม แลคลองที่นั่นคดเคี้ยวนัก แลพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่ง คัดแก้ไขมิทันที แลศีรษะเรือพระที่นั่งนั้น โดนกระทบกิ่งไม้อันใหญ่เข้า

ก็หักตกลงไปในน้ำ

พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้นก็ตกใจ จึ่งโดดขึ้นเสียจากเรือพระที่นั่ง แลขึ้นอยู่บนฝั˜ง แล้วร้องกราบทูลพระกรุณาว่า ขอจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ทำศาลขึ้นที่นี้ สูงประมาณเพียงตา แล้วจงตัดเอาศีรษะข้าพระพุทธเจ้ากับศีรษะเรือพระที่นั่ง...ขึ้นมาบวงสรวงไว้ด้วยกัน ณ ที่นี้

ตามพระราชกำหนดบทพระอัยการเถิด

จึ่งมีพระราชโองการตรัสว่า ไอ้พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งโทษเอ็งถึงตายนั้น ก็ชอบอยู่แล้ว แต่ทว่าบัดนี้ กูจะยกโทษเสีย ไม่เอาโทษเอ็งแล้ว

พันท้ายนรสิงห์จึ่งกราบทูลว่า ซึ่งทรงพระกรุณาโปรด มิได้เอาโทษข้าพระพุทธเจ้านั้น พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ว่าจะเสียขนบธรรมเนียมในพระราชกำหนดกฎหมายไป

แลซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมาละพระราชกำหนดสำหรับแผ่นดินเสียดังนี้ ดูมิบังควรยิ่งนัก นานไปภายหน้า เห็นว่าคนทั้งปวงจะล่วงครหาติเตียนดูหมิ่นได้.....

จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้ฝีพายทั้งปวง ปั้นมูลดินเป็นรูปพันท้ายนรสิงห์ขึ้นแล้ว ก็ให้ตัดศีรษะรูปดินนั้นเสีย แล้วดำรัสว่า ไอ้พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งโทษเอ็งถึงตายแล้วนั้น กูประหารชีวิตเอ็งพอเป็นเหตุแทนตัวเอ็งแล้ว เอ็งอย่าตายเลย

จงกลับมาลงเรือไปด้วยกันกับกูเถิด

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำรัสวิงวอนไปหลายครั้ง พันท้ายนรสิงห์ก็มิยอมอยู่ ทรงพระมหากรุณาธิคุณแก่พันท้ายนรสิงห์ เป็นอันมาก จนกลั้นน้ำพระเนตรไว้มิได้

จำเป็นจำทำตามพระราชกำหนด จึ่งดำรัสสั่งนายเพชฌฆาตให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์เสีย แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงประมาณเพียงตา แลให้เอาศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับศีรษะเรือพระที่นั่งซึ่งหักนั้น ขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกันบนศาลนั้น

เสร็จการประหาร...พระราชพงศาวดารกล่าวว่า ทรงพระดำริว่า ณ คลองโคกขามนั้น คดเคี้ยวนัก คนทั้งปวงจะเดินเรือเข้าออกก็ยาก ต้องอ้อมไปไกลกันดารนัก ควรเราจะให้ขุดลัดตัดเสียให้ตรง จึงจะชอบ

นี่คือที่มาของการขุดคลองมหาชัย...ความยาว 340 เส้น ที่เรารู้จักกันถึงวันนี้

สุจิตต์ วงษ์เทศ ย้ำข้อมูลเรื่องการขุดคลอง ซึ่งมาเสร็จสิ้นในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แต่ผมยังจับใจประเด็นการยอมถวายชีวิต เพื่อรักษากฎหมาย ซึ่งไม่เคยปรากฏมีในสมัยไหนๆ

สมัยนี้ เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมาย ดูเหมือนว่า ละเลยกันมานาน แต่กระนั้น ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะใช้กันได้

รัฐบาลที่มีผู้ก่อการร้ายเป็นรัฐมนตรี จะยอมลูบหน้าปะจมูกได้ยังไง ปมปัญหานี้คือหินลองทอง จะเป็นทองนพคุณเนื้อเก้า ทองเนื้อหก หรือทองเก๊ อีกไม่ช้าน่าจะได้รู้กันแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

ทำเองผิดเอง

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งเริ่มทำงานยังไม่ครบหนึ่งเดือนเต็ม การขับเคลื่อนการเมืองยังเดินหน้าราบรื่นดี

กระแสต่อต้านมีบ้างแต่ยังไม่รุนแรง ปัญหาขัดแย้งภายในรัฐบาลยังไม่มี เพราะประสานประโยชน์ลงตัว

แถมรัฐบาลยังมีภูมิคุ้มกันโรคแทรกซ้อนทางการเมือง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะโดนอำนาจพิเศษเช็กบิลเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

สรุปว่า ด้วยเงื่อนไขต่างๆเอื้ออำนวย ทำให้รัฐบาลใหม่ทำงานอย่างสบายใจ!!

แต่อย่าทุจริต หรือใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญก็แล้วกัน??

เพราะถ้าเกิดเรื่องอื้อฉาว และมีหลักฐาน ชัดเจนก็เสร็จค่อล่อซ่อ เดียวจะหาว่าหล่อไม่เตือน??

แม่ลูกจันทร์ กระชุ่นรัฐมนตรีทุกคนอย่าทำตัวเองให้เดือดร้อนโดยไม่จำเป็น อย่าเหิมเกริมว่าไม่มีใครจับได้ไล่ทัน

และอย่านึกว่าเรื่องเล็กๆ ไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่โต

เพราะเรื่องเล็กๆนี่แหละทำกิ้งกือตกท่อไปแล้วหลายตัว

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งเริ่มทำงานยังไม่ครบเดือน แต่มีรัฐมนตรี 2 คน ที่เจอแจ็กพอตเข้าเต็มเปา ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

แจ็กพอตรายแรก ได้แก่ วิฑูรย์ นามบุตรรมว.การพัฒนาสังคมฯ ที่โดนโจมตีกรณีปลากระป๋องเน่าจนเหม็นหึ่งไปทั้งกระทรวง

วิฑูรย์ จะสลัดพ้นกลิ่นปลากระป๋องเน่าสำเร็จหรือไม่ โปรดติดตามต่อไป

ถ้าไม่มีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัด วิฑูรย์ก็รอดตัว

ส่วนแจ็กพอตรายที่ 2 คือ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ขุนพลใหญ่ กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ถูก ส.ส. และ ส.ว.ยื่นบัตรเชิญให้ ป.ป.ช. และ กกต.ตรวจสอบกรณีแจกเงินแจกของให้ประชาชนพร้อมนามบัตรหนึ่งใบ

อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ที่ห้าม ส.ส. หรือ ส.ว.ก้าวก่ายแทรกแซงการ ปฏิบัติงานของข้าราชการประจำ เพื่อประโยชน์ ของตนเองทั้งทางอ้อมหรือทางตรง??

ถ้า ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าการแจกเงินแจกของแจกนามบัตรเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

บุญจงก็จะต้องเจอหนังชีวิตเรื่องยาว

แม่ลูกจันทร์ มองโลกในแง่ดี เห็นว่าถ้าหากข้อกล่าวหา วิฑูรย์ และข้อกล่าวหา บุญจง เป็นความผิด ก็เป็นความผิดเฉพาะตัว

ไม่มีผลทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องปิดฉากยุบวง

ยกเว้น...รัฐบาลใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ หรือใช้อำนาจขัด ก.ม. หรือขัดระเบียบราชการ

ตรงนี้แหละที่ ครม.ทั้งคณะจะต้องรับผิดร่วมกัน

ตัวอย่างที่เกิดล่าสุดคือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มกลางปี วงเงินหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลจะเอาไปอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายอภิมหาประชานิยม

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ และอาจจะขัดต่อ พ.ร.บ.การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน

เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่าการเพิ่มงบรายจ่ายกลางปีของรัฐบาลจะต้องใช้เงินรายได้ของรัฐบาล

พูดชัดๆคือ รายได้จากภาษีประชาชน

แต่ร่าง พ.ร.บ.ขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายกลางปีของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่กำลังพิจารณาในสภาฯ ระบุว่าต้องใช้เงินกู้เงินทุกบาททุกสตางค์

ปัญหาคือ เงินกู้ไม่ถือว่าเป็นรายได้ เพราะกู้มาแล้วต้องใช้เงินคืน

การกู้เงินมาเพิ่มงบรายจ่ายกลางปี จึงเป็นการก่อหนี้โดยตรง!!

สรุปว่า ร่าง พ.ร.บ.ขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายกลางปีของรัฐบาลเข้าข่ายผิดกฎหมายซะเอง??

อ้าว...บานไม่หุบซะแล้วโยม.

แม่ลูกจันทร์

รับมือสงครามย้อนศร

ที่มา ไทยรัฐ

“ในฐานะที่เป็นแกนนำรัฐบาลจะมีมาตรการอะไรที่มากกว่าการตักเตือนหรือไม่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชูมาตรฐานตัวเองสูงกว่าคนอื่นเสมอว่า มีมาตรฐานจริยธรรมและธรรมาภิบาลสูงกว่าคนอื่น”

จุกคอหอยเลยก็แล้วกัน กับคำถามแหลมๆคมๆของนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลที่ยิงเข้าใส่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล

สืบเนื่องจากรายการร้อนๆของ 2 รัฐมนตรี “สายล่อฟ้า”

นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ กับคิวปลากระป๋องเน่า ตามด้วยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ว่าด้วยปมควงเมียเปิดบ้านแจกเงินหลวงแนบนามบัตร

แท็กทีมกัน “เชียร์แขก”

เรียก “งานเข้า” รัฐบาลประชาธิปัตย์

และก็เป็นอะไรที่พูดชัดเจน “เทพเทือก” ประกาศจุดยืนดังๆ กับคำถามถึงท่าทีในการรักษาเสถียรภาพรัฐบาลหลังรัฐมนตรีตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมือง

รัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นใครที่ถูกโจมตีก็ต้องดูแลตัวเอง

ถีบหัวเรือส่ง ลอยแพกันเลย

ที่แน่ๆโดยสัญญาณของ “มวยออกอาการ” แม้ปากจะบอกมั่นใจเคลียร์ได้ แต่จากปฏิกิริยาของนายบุญจงที่เจอนักข่าวไล่ต้อน รุมซักถามอย่างหนัก

ถึงกับปากสั่น น้ำเสียงไม่พอใจ

ลึกๆคงเสียวไม่น้อย ที่ถูกยื่นเชือดทั้งในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

“ปลาตายน้ำตื้น” มีให้เห็นเยอะซะด้วย

และยิ่งตามดมกลิ่นก็ยิ่งโชยไกล ปมปลากระป๋องเน่า ปริศนาอักษรย่อที่ปล่อยกันออกมาทั้ง ส.ส. หญิงคนสนิท คนใกล้ตัวนักการเมือง ไล่ไปไล่มา ล่าสุดพาลไปถึงนักการเมือง “จ” รุ่นใหญ่ในรัฐบาล

ขบวนการหากินกับ “ของแจกคนจน”

นอกจากปลากระป๋องเน่าที่ปิดโรงงานหนีไปแล้ว ตามกลิ่นไปดูแหล่งกบดานใหม่ก็ยังเจอของกลางเป็นผลไม้กระป๋องที่อยู่ในออเดอร์ของหน่วยราชการ ยังไม่นับข้าวสารมอดขึ้น ยารักษาโรคหมดอายุ ฯลฯ

“งาบ” ท้านรกกันเลย

หนักอึ้งซะขนาดนี้ ต่อให้เส้นใหญ่ยังไงก็เสี่ยงเกินไปที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะแบกกระเตง “ตัวถ่วง” ลุยไฟ

เพราะไหนจะต้องขัดใจพ่อยกแม่ยก ตามที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ประกาศเดินหน้าลุยอาถรรพณ์ ล่าสุดกระทรวงการคลังได้เสนอที่ประชุม ครม.ให้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ ในการออกมาตรการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นำร่องภาษีมรดกคิวถัดไป

และก็ทันทีทันควัน เสียงกระแอมดังๆจากชนชั้นนายทุน

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) แสดงความเป็นห่วงเตือนกันซึ่งๆหน้า ขณะนี้รัฐบาลมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขมาก การจัดเก็บภาษีที่ดินหรือภาษีมรดก หลายครั้งทำให้รัฐบาลมีปัญหา จึงคิดว่าควรจะมีการศึกษารายละเอียดและทำประชาพิจารณ์ก่อนนำออกมาใช้ เรื่องภาษีมรดกจึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

ชนชั้นนำขวางลำ แฟนๆเศรษฐีของประชาธิปัตย์ไม่ปลื้ม

ไหนจะไฟต์สำคัญ คิวนัดชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้อแดง ณ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 31 มกราคม

แพลมไต๋ เป้าหมายยกพลยึดทำเนียบรัฐบาล

ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ โควตาม็อบพันธมิตรฯ ออกจากตำแหน่ง ดำเนินคดีกับม็อบพันธมิตรฯ ข้อหากบฏ และการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง

เรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

ข้อต่อรองที่รู้กันอยู่ว่า ไม่มีทางที่นายกฯอภิสิทธิ์จะ “ตอบสนอง” ได้

ล่าสุดจากการเปิดเผยของ น.ท.ประทีป วิจิตรโท รอง ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฝ่ายปฏิบัติการ) ระบุที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยาน

เพื่อให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทท่าอากาศยานไทย สามารถขวางกั้น จับกุม สลายการชุมนุม เปรียบเทียบปรับผู้บุกรุกและทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีได้

โดยการประเมินแนวรบล่วงหน้า ยากจะหลีกเลี่ยงเกมย้อนศรม็อบเสื้อเหลือง หักดิบนายกฯเส้นใหญ่

รัฐบาลตั้งท่ารับมือม็อบเสื้อแดงแต่เนิ่นๆเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีกเป็นฉบับที่ 334 วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2552 เป็นวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 3 “วันจอไม่ถูกกับมะโรง” อยู่กับ แทง แทนไท เจ้าประจำขาเดิม มาเพิ่มสีสันในสังเวียนค้าข่าว “สามเหลี่ยมดินแดง” ที่ประจำแห่งนี้ อีกคำรบหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมือง ดูๆ ไปแล้วบอกได้คำเดียว ว่า “น่าเสียวไส้” เพราะนักการเมือง เล่นการเมือง โดยไม่รู้จักคำว่า “เสียสละ”!!! จะนำพาชาติไปสู่ความหายนะป่นปี้

** เชื่อไม่เชื่อ...ไปดูกันที่ รัฐสภา บรรยากาศการโต้เถียงกันดุเด็ดเผ็ดมัน(ส์) มุ่งใช้ “วาทกรรม” เสียดสี ทำร้าย ทำลาย ประหัตประหารกัน ในญัตติที่เกี่ยวกับเอกสารกรอบความร่วมมืออาเซียน โดยเฉพาะ ฝ่ายรัฐบาล ซึ่งควรจะมีความสงบเสงี่ยมเจียมตัว รับฟัง แล้วกลับไปทบทวนการทำงานที่ผ่านมา กลับใช้ความ โอหัง...หยิ่ง ...ยโส ...ไม่ฟังใคร ...กลับสร้างบรรยากาศ กระตุ้น รุกเร้า ให้ยิ่งคุกรุ่นมากขึ้น ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แล้วแบบนี้จะแก้ไขความสมานฉันท์ของคนในชาติได้อย่างไร

** กษิต ภิรมย์ ถูกขึงพืดกลางสภา ไม่เท่าไร แต่ยิ่งฟังการชี้แจง ที่ฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น ทางการเมืองเขาเรียกว่า “เน่า” ใครจะขยายความว่า “เน่า” หมายถึงคนตายไปแล้ว หรือ “เน่า” หมายความถึง “น้ำเน่า” ก็แล้วแต่ แต่การชี้แจงแบบที่ท่านพูดฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น ปิดสนามบิน ท่านว่าไม่ผิดเพราะบ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็ทำกัน เวรกรรม ไหมล่ะ รัฐสภาเขาพูดเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การประท้วงที่รุกล้ำก้ำเกิน ใช้สิทธิเกินส่วน ท่านกลับแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ มันน่าเอา...ไปตบกะโหลกนักเชียว

** วันหนึ่งพูดอย่าง อีกวันพูดอีกอย่าง วันหนึ่งด่าเขมร เป็นศัตรูของชาติ เอาเขาพระวิหารไป แต่วันนี้มาชื่นชมเขมรหน้าตาเฉย ... แถมยังมาบอกให้ลืมๆ กันไป อาการแบบนี้ มัน เพี้ยน...หนัก อ้าว...พวกลิ่วล้อ ลูกสมุน พันธมิตรฯ พันธมาร ฟังเอาไว้ ที่เขาพูดแบบนี้เท่ากับหลอกลวง ต้มตุ๋น ผู้คนทั้งชาติหรือไม่ เหอ...พี่น้อง ...วันที่ไม่มีตำแหน่งพูดอย่างหนึ่งเพื่อปลุกระดมผู้คนล้มรัฐบาลคนอื่น เพื่อให้ตัวเองเป็นใหญ่ พอมีตำแหน่งพูดอีกอย่าง แบบนี้ต้องให้สโลแกน “กษิต ... เปลี๊ยนไป๋”

** รัฐมนตรีเน่า จะเหมือนปลาเน่าไหม อันนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำรัฐบาล คงจะต้องคิดหนัก เพราะ ภาษิตโบราณว่าไว้ “ปลาเน่าตัวเดียว มันเหม็นไปทั้งข้อง” นี่ แทง แทนไท ไม่ได้เสี้ยม แต่ วันนี้พิสูจน์ได้แล้วถึงความน่าเชื่อถือของ กษิต ภิรมย์ ไม่ได้หมดไปเฉยๆ ยังติดลบด้วยซ้ำไป เรียกว่า “เน่ายกกำลังสอง” ด้วยความหวังดี “นายกรัฐมนตรี” หยุดเอาตัวไปเสี่ยงกับปลาเน่าตัวนี้เลย รีบๆ เขี่ย ...ออกไปจากวงโคจรในรัฐบาลจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นท่านจะสูญเสียโอกาสความเป็นผู้นำที่ดี และสูญเสียโอกาสในการให้ต่างชาติ เชื่อมั่น เชื่อถือ ไปเจรจาค้าความ เขาอาจจะหวาดระแวงเมื่อมีรัฐมนตรี อัลไซเมอร์ หลงๆ ลืมๆ

** ล่าสุด นายกรัฐมนตรี มีคิว บิดลัดฟ้า ไปเมืองดาวอซ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อร่วมเวที "เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม" โดยจะพูดจาในหัวข้อ “REVIVING GLOBAL ECONOMY GROWTH” หากชาวต่างชาติเขารู้ว่า ท่านเลือกรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่มีประวัติไปร่วม “ปิดๆ เปิดๆ สนามบิน” ด้วยความคึกคะนอง “สนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ” แถมยังพูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย วันหนึ่งพูดอย่าง อีกวันพูดอีกอย่าง ในเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร แบบนี้ ...ท่านจะเรียกความเชื่อถือเชื่อมั่นกลับคืนมาสู่ประเทศได้อย่างไร ท่านไม่กลัวสื่อต่างชาติเขามาตั้งคำถามตัวโตๆ หรอกหรือว่าเป็นการประชุม World Joker Forum (เวทีประชุมตัวตลกระดับโลก) แล้วเปลี่ยนหัวข้อใหม่เป็น “REBOOTING SUVARNABHUMI AIRPORT ” (ปิดๆ เปิดๆ สนามบินสุวรรณภูมิ) หรืออย่างไร?

** หันมาภายในประเทศบ้างดีกว่า... การบินไทย สายการบินแห่งชาติ กำลังออกอาการ เงินหมดหน้าตัก แทบไม่มีจ่ายเงินเดือนพนักงาน เพราะการบริหารงานที่ผิดพลาด ไม่โปร่งใส ของรัฐวิสาหกิจแห่งนี้มาตลอดเวลาหลายสิบปี แม้ว่าหลายรัฐบาลพยายามเข้าไปประคับประคองไม่ให้มีการขาดทุน แต่เรื่องมาฝีแตกที่รัฐบาลชุดนี้ แทง แทนไท อยากจะให้ผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับนโยบาย ใช้ความกล้าหาญ เข้าปรับปรุงระบบงานทั้งหมดของการบินไทย ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ ต้องเอาออกมาบอกกล่าวกับสังคม และต้องบอกถึงแผนการทำงานให้ได้ว่าจะพลิกฟื้นให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้อย่างไร ถึงวันนี้ต้องเอาความจริงมาบอกกับประชาชนได้แล้ว ใครเป็นปลิงเกาะ ดูดเลือด การบินไทย

** แทง แทนไท รู้ว่า สาเหตุหนึ่งซึ่งแม้ไม่สลักสำคัญ แต่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะกระทบชื่อเสียงของสายการบินแห่งนี้ ทำให้เกือบสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะพนักงานส่วนหนึ่งที่มัวไปร่วมกับเวทีพันธมิตรฯ พันธมาร ทำลายชาติบ้านเมือง ใช้สิทธิเกินส่วน ไม่รับผู้โดยสารบ้าง แกล้งบริการไม่ดีบ้าง โดยเอานิสัย ดื้อรั้น ดื้อด้าน ของแกนนำพันธมาร มาใช้ในการทำงาน ไม่แยก งาน กับ ความคิดเห็นทางการเมือง ที่จริง น่าจะลงโทษคนเหล่านี้ด้วยการไล่ออกจากองค์กรไปเสียได้แล้ว แต่ไม่มีใครกล้าทำ กล้าๆ กันหน่อย เพื่อให้คนเหล่านี้โดนลงโทษ เสียบ้าง จะได้รู้ว่า ทำให้บ้านเมืองเสียหายผลสุดท้ายตัวเองก็ได้รับความเสียหายด้วย “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมสนอง”

** บรรทัดสุดท้าย ฝากถึง คนเสื้อแดง แรงฤทธิ์ ที่มีข่าวคราวว่ากำลังแตกคอกันอย่างหนักในขณะนี้ จะประสานสามัคคีกันได้อย่างไร แทง แทนไท อยากเห็น พลังเสื้อแดง เคลื่อนไหวในเชิงสร้างสรรค์จริงๆ อย่าเน้นในเรื่องตัวบุคคลให้มากนัก เพราะจะกลายเป็นการทำเพื่อคนคนเดียวเท่านั้น สังคมจะยิ่งไม่ให้ความสนใจ มวลชน แทนที่จะเพิ่มขึ้นกลับจะถดถอย พลังเสื้อแดง ควรจะหันมาต่อสู้ในเชิงหลักการ รัก และ หวงแหน ประชาธิปไตย การแสดงพลัง ส่งเสียงดังๆ ออกมาให้ชัดเจนว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยไม่ต้องมี “เสียง” หรือ “ใบหน้า” ของนักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง เป็นแกนนำ คนเหล่านี้ควรถอยลงไปจากเวที มิเช่นนั้น...มันคงจะแยกไม่ออก และกลายเป็นการต่อสู้เพื่อตัวบุคคล เพื่อพรรคการเมือง โดยเอาประชาธิปไตยมาบังหน้า ... ไม่มีประชาชนกลุ่มสาขาอื่นมาเพิ่ม อย่างแน่นอน!!!

ท่าทีรัฐบาลต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย

ผู้ที่สนใจการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) เมื่อวันที่ 26 มกราคม หรือเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว คงรู้ว่า ในระเบียบวาระการประชุม เรื่องด่วนที่ 1 พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เสนอโดยประชาชน แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ พรรครัฐบาลเสนอให้เลื่อนวาระที่ 2 การให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบของอาเซียนขึ้นมาก่อน รัฐสภาจึงยังคงไม่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร แม้เป็นความจำเป็นเร่งด่วน และคณะกรรมการประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา เสนอให้รัฐสภาเร่งนำมาพิจารณาก็ตาม และที่สำคัญ รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มิได้สนใจร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนเลย

ท่านทั้งหลายคงจำได้ว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้จัดตั้ง คปพร. เพื่อดำเนินการรวบรวมรายชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 50,000 คน เพื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 อันเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ตามมาตรา 291(1) โดยมีเหตุผลและหลักการแก้ไขทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 แล้วนำรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 (แก้ไขเพิ่มส่วนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย) มาใช้ ปรากฏว่า มีประชาชนผู้รักประชาธิปไตย อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมลงชื่อจำนวนกว่าสองแสนค น แต่ที่มีสิทธิเลือกตั้งและเอกสารครบถ้วนจำนวน 71,543 คน ต่อมา ประธานรัฐสภาได้บรรจุเข้าวาระการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2551

การที่รัฐสภายังไม่นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน สาเหตุสำคัญมาจากรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน 2 ชุด รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่กล้าเสนอให้รัฐสภาพิจารณา กลัวการต่อต้านจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพวกอำมาตยาธิปไตย รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาสรรหา แต่มาถึงขณะนี้ มีการเปลี่ยนขั้วย้ายข้าง พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐสภาโดยเฉพาะรัฐบาลยังไม่มีท่าทีต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แถลงว่าจะดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป พูดอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการปฏิรูปทางการเมืองก่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาทีหลัง ส่วนท่าทีต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คปพร. ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระแรก ยังไม่รู้ข่าวว่ารัฐบาลคิดอย่างไร จะให้ ส.ส. ของพรรคเสนอเลื่อนไปเรื่อยๆ หรือจะให้พิจารณาสัปดาห์ต่อไปหรือไม่

ผมขอเสนอว่า ถ้ารัฐบาลไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน ก็ทำได้ 2 ทาง คือ เสนอร่างฯ ของตนมาประกบ หรือไม่รับหลักการคว่ำร่างของประชาชนไปเลย ไม่ต้องรู้สึกลำบากใจ จะได้รู้กันว่า รัฐบาลและรัฐสภาชุดนี้ยังกอดรัดรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองและการบริหารประเทศตลอดเวลา และไม่แยแสต่อความคิดเห็น ความเรียกร้องต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยเป็นยุทธศาสตร์ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยหรือคนเสื้อแดง นปช. จะยืนหยัดเคลื่อนไหวต่อไป เพราะเชื่อว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีการแก้ไข วิกฤติทางการเมือง ปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ และที่สำคัญ ระบอบการปกครองของประเทศไทยไม่อาจเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ประชาชนไม่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง

จ.ม. เปิดผนึกถึง ‘แจ่มศรี’

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ขณะนี้สายการบินไทยเกิดกระแสข่าวลือต่างๆ มากมาย เช่น จะนำกฎหมายล้มละลายมาใช้ฟื้นฟูการขาดสภาพคล่อง หรือ การนำเงินภาษีของประชาชนไปอุ้มให้สามารถเดินหน้าบริหารไปได้

ข่าวต่างๆ เหล่านี้ทำให้ “ภาพลักษณ์” ของสายการบินแห่งชาติป่นปี้เสียหายไปในพริบตา เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้คนนอกมองการบินไทยไปในแง่ลบหมดแล้ว

ขณะเดียวกันสภาพภายในการบินไทยเองก็อยู่ในภาวะหวาดระแวงกันเอง โดยเฉพาะพนักงานระดับล่างที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ “ยึดสนามบิน” ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การบินไทยเจ๊ง และพลอยเดือดร้อนไปด้วย

บังเอิญไปเจอจดหมายเปิดผนึกของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินฉบับหนึ่ง โพสต์ไว้ในเว็บไซต์ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ซึ่งมีข้อความน่าสนใจมาก
ข้อความระบุว่า ...

เรียนคุณแจ่มศรี
ตามข่าวที่ว่าเรากำลังจะได้รับโบนัสกันและต้องรอมติจากคณะกรรมการบริหารของการบินไทยนั้น

ผมและเพื่อนๆ ที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน มีความเห็นว่า การได้โบนัสในขณะที่การบินไทยประสบภาวะขาดทุนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรยิ่ง เป็นการผิดตรรกะของการทำธุรกิจ อันจะมีผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กร

ทั้งนี้ จริงอยู่การได้มาซึ่งรายได้ เป็นที่ปรารถนาของทุกคน แต่การรับโบนัสในปีนี้ เสมือนเป็นการนำพนักงานรุมเหยียบการบินไทยที่พวกเรารัก และร่วมกันสร้างมา

ดังนั้นพวกผมที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รักการบินไทย ซึ่งอาจจะเป็นส่วนน้อย มีความเห็นว่า คุณแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ซึ่งเป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากสมาชิก ควรจะดำเนินการ ยับยั้ง การขออนุมัติการจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี และดำรงไว้ซึ่งธรรมาภิบาล ในส่วนของพนักงานที่มีต่อองค์กรต่อไป
ขอแสดงความนับถือ
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รักการบินไทย

อ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ผมแทบไม่เชื่อว่าจะมีพนักงานที่มีจิตสำนึกรักองค์กรขนาดนี้ เพราะในห้วงที่เกิดวิกฤติทุกคนก็ต้องพยายามเอาตัวรอด

ผมขอชมเชย พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รักการบินไทย ที่เขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา เนื่องจากทำให้คนภายนอกมองการบินไทยไปในทางที่ดีขึ้นมาก

เพราะแม้ว่าการบินไทยจะอยู่ในช่วงวิกฤติ กลับมีเสียงเรียกร้องหาผลประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขอขึ้นเงินเดือน การขอเงินโบนัส หรือ แม้กระทั่งขอร้องไม่ให้มีการตัดสวัสดิการต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีเพื่อนพนักงานการบินไทยคนอื่นๆ แสดงความคิดเห็นด้วยว่า อยากให้พนักงานระดับปฏิบัติการทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้สังคมภายนอกได้เห็นว่า พนักงานการบินไทยไม่ได้เห็นแก่เงิน
ทั้งนี้ พนักงานทุกคนมีศักดิ์ศรี หากได้โบนัสในช่วงที่เกิดวิกฤตินี้จะทำให้การบินไทยถูกประณามแน่ๆ
เพราะทุกวันนี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ก็ทำงานลำบากแล้ว โดยเฉพาะกับผู้โดยสารที่เป็นคนไทยด้วยกัน
ผมขอชื่นชมพนักงานคนนี้จริงๆ หากคุณแจ่มศรีได้อ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้หวังว่าคงจะได้แง่คิดดีๆ นะครับ

เป็นธรรมดาครับ ในสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี รวมทั้งการบินไทยด้วยก็มีทั้งคนดีและไม่ดี ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเหมารวมทั้งองค์กรเลย
ขอเอาใจช่วยการบินไทย ให้พ้นวิกฤติเร็วๆ ด้วยเถอะครับ!

ถกกรอบอาเซียนรัฐบาลสอบตก

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ผ่านไปด้วยคะแนนเฉียดฉิว สำหรับ “การพิจารณาเอกสารสำคัญในการเจรจาอาเซียน” ซึ่งเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ ฉบับ ยาขมประชาธิปไตย ที่ สมุนเผด็จการทรราช ได้จัดทำเอาไว้ เป็นหอกทมิฬแทงทมิฬ ทิ่มแทงกลับไปสู่ตัวเอง โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ปัญหาใหญ่ของการประชุมครั้งนี้ คือ องค์ประชุม ที่กว่าจะครบก็กินเวลาไปหลายชั่วโมง แสดงถึงความไม่พร้อมของรัฐบาลในการจัดการปัญหาเรื่องนี้ อาจจะมีการอ้างว่าเป็นวันเที่ยว ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ หรือ ตรุษจีน จึงอาจจะมีการขรุขระไปบ้างก็ตาม แต่เป็นเรื่องการเตรียมการของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องให้พรักพร้อมที่สุด

การประชุมคราวนี้ ดูเหมือนฝ่ายค้านจะทำการบ้านมาดี นั่นแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายค้านเล่นการเมืองตามวิถีทางในระบบรัฐสภา สามารถทำได้ และ ทำได้ดีเสียด้วย แม้จะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภา เพราะหาตัวคนมาเป็นไม่ได้หรืออย่างไรก็ตามที ต้องชื่นชม และ ให้กำลังใจ ในการรักษาความดีประดุจเกลือรักษาความเค็ม
การอภิปรายฉะฉาน ตรงประเด็น มีดาวเด่นดวงใหม่เกิดขึ้นในเวทีการอภิปรายครั้งนี้

ที่ชื่นชม เพราะ ไม่อยากจะเห็นนักการเมืองลงไปถนน ไปแย่งบทของการเมืองภาคประชาชน ทำการเมืองนอกสภา เหมือนที่ บางคนบางฝ่ายที่เคยสร้างสถานการณ์ และอาจจะกลายเป็นข้อครหาในเรื่องผลประโยชน์ จากการ...ทำสงครามประชาชน

ส่วน ฝ่ายรัฐบาล ที่ชนะคะแนนโหวตในสภาไปด้วยเสียงเฉียดฉิว แต่ในสายตาคนดูภายนอก หากเปรียบเป็นมวย เรียกว่า “แพ้คะแนน” ไม่สามารถหลบหลีกหมัดและลูกถีบของคู่ต่อสู้ได้ และไม่สามารถยิงหมัดใส่คู่ต่อสู้ได้ หรือหากเป็นนักเรียนต้องบอกว่า “สอบตก” เพราะเรื่องที่เกี่ยวข้องซึ่งถูกถามนั้น ตอบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

รัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกชก ใบหน้าบวมปูด เขียวช้ำ มีรอยแผลแตก เลือดไหลโกรกๆ หากดูด้านบนใบหน้ามีแผลยาวใต้ตา ส่วนตรงมุมปากมีรอยช้ำบวม ชายโครงด้านซ้ายและด้านขวา...แดงเถือก เนื่องจากเอาสีข้างเข้าถู ทั้งซ้ายทั้งขวา ท่าทางต้องเข้าโรงพยาบาลไปศัลยกรรมอีกหลายเดือน

ถูกถามเรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร ที่เคยไปร่วมปลุกระดมกระแสคลั่งชาติ เป็นตายร้ายดีจะต้องเอากลับคืนมาให้ได้ เพราะเป็นที่ของคนไทย...กลับบอกให้คนลืมๆ กันไปเรื่องเก่าแล้ว แถมออกปากชื่นชมนายกรัฐมนตรีกัมพูชา หน้าตาเฉย
ถูกถามเรื่องการละเมิดสิทธินักท่องเที่ยว ในการปิดสนามบิน ซึ่งขัดและละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายบ้านเมือง และ กฎบัตรสหประชาชาติ กลับตอบว่า ทำไปเพราะความรักประเทศชาติและประชาธิปไตย

องครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี ในเครือข่ายพันธมิตรฯ พันธมาร กลับออกมาใช้วาจาตอบโต้อันไม่เหมาะสม ไปว่าคนสูงอายุ แดกดันว่าเป็นคนผมขาว ทำแบบอย่างให้ผู้คนในสังคมได้แลเห็นว่า อ๋อ...ขนาด ส.ส. ผู้แทนปวงชนชาวไทย เขายังไม่สมัครสมานสามัคคี ทั้งที่เป็นหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลแท้ ๆ ในการสร้างความสามัคคีในชาติ เพื่อบริหารงานเป็นไปด้วยความราบรื่น ฝ่ายค้านยั่วนิดยั่วหน่อยก็เล่นเข้าทางเขา

การพิจารณาในรัฐสภา 2 วันที่ผ่านมา ถือได้ว่า “รัฐบาลสอบตก” แต่ยังไม่สาย “หลักสูตรใหม่” เขาให้โอกาสนักเรียน “สอบซ่อม” ไม่ผ่าน ค่อยซ้ำชั้น ม.7 ด้วยทุนเรียนฟรี 15 ปี แต่ปัญหาว่าเมื่อไร จะไปถึง ม.8 เสียที