WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 30, 2009

‘แดง’ ทั้งแผ่นดิน!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


แค่ประกาศจะใช้ชื่อว่า “แดงทั้งแผ่นดิน” หรือ “Red In The Land” ก็ทำให้คนที่มีอุดมการณ์รักประชาธิปไตยเหมือนกันคึกคักอยู่ไม่น้อย

นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายจักรภพ เพ็ญแข ผู้จัดรายการความจริงวันนี้ ระบุว่า การชุมนุมครั้งนี้จะรับข้อเรียกร้องจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ได้ยื่นเรื่องให้รัฐบาลดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเร็ว

รวมทั้งให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรฯ ทุกคน และให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาบังคับใช้

นอกจากนี้ ในการชุมนุมวันดังกล่าวจะมีการเคลื่อนการชุมนุมออกจากสนามหลวง เวลา 21.00 น. ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลทุกด้าน เพื่อไปปิดหมายแสดงเจตจำนงที่ต้องการให้รัฐบาลทำ
จากนั้นจะสลายการชุมนุมทันที ส่วนการชุมนุมจะยืดเยื้อหรือไม่ ต้องประเมินจากสถานการณ์อีกครั้ง

สรุปคือข้อเรียกร้อง มี 3 ข้อ 1. จัดการพันธมิตรฯ ตามกฎหมาย 2. ปลด นายกษิต ภิรมย์ ออกจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ 3 ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาบังคับใช้

ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของคนเสื้อแดงนี้ ผมคิดว่าจะต้องได้รับกระแสตอบรับจากสังคมเป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง

แต่เป็นการทำเพื่อคนทั้งประเทศ และเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเรียกร้องให้นำตัวแกนนำพันธมิตรฯ มาลงโทษตามกฎหมาย

โดยเฉพาะ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ไปพูดในงานของสถาบันศึกษาความมั่นคง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเรื่องสนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ

กรณีนายกษิต ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะแม้แต่ต่างประเทศยังยอมรับไม่ได้ จึงขอเรียกร้องให้นายกฯ เร่งรัดดำเนินคดีนี้โดยด่วนและทำให้เกิดความชัดเจนโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าเป็นคนของใคร

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งรัดดำเนินคดีอย่างจริงจังนำตัวแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมทางการเมือง ผู้ก่อความรุนแรงจากการปิดถนน การยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที การปิดล้อมสถานที่ราชการ

รวมทั้งการทำลายทรัพย์สินทางราชการ การปล้นทรัพย์ในทำเนียบรัฐบาล การใช้อาวุธปืน การจัดทำระเบิด จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บในโอกาสต่างๆ

รัฐบาลมาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิดโดยไม่แทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยความรวดเร็ว อย่างโปร่งใสเปิดเผย
และข้อสุดท้ายคือ รัฐบาลต้องสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้
ทั้ง 3 ข้อเรียกร้องนี้ หากรัฐบาลจริงใจต่อประชาชน ไม่อยากเห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟก็ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว
หากเพิกเฉย เห็นทีต้องนับถอยหลังรัฐบาลชุดนี้ได้เลยว่าอยู่ไม่เกิน 3 เดือนแน่นอน !

ประชานิยมชุดนักเรียนฟรีแท้ง!กมธ.ฝ่ายค้านตัดงบเหี้ยน 2.6 พันล้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

กมธ.ฝ่ายค้านถล่มงบซื้อชุดนักเรียน ก่อนเสนอตัดเหี้ยน 2,600 ล้าน เหตุไม่เข้าข่ายโครงการเรียนฟรี 15 ปี "ปชป."เต้นผ่าง ทั้งขู่ทั้งปลอบอ้อนคงตัวเลขเดิม แต่ไม่เป็นผล เนื่องจากฝ่ายค้านยืนกรานสงวนคำแปรญัตติ

วันนี้ (30 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 ได้พิจารณางบประมาณในโครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายชินภัทร ภูมิรัตน์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมชี้แจง โดยกรรมาธิการจากซีกฝ่ายค้านได้รุมซักถามอย่างหนัก โดยเฉพาะวิธีการจัดซื้อเครื่องแบบนักเรียนที่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะจัดซื้ออย่างไร

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ชี้แจงว่า สำหรับเครื่องแบบนักเรียนจะไม่มีการจัดซื้อที่กระทรวงศึกษาหรือส่วนกลาง ตลอดจนเขตพื้นที่ แต่จะให้ซื้อกันที่โรงเรียน เบื้องต้น กำลังพิจารณาว่าจะให้เงินผู้ปกครองหรือแจกเป็นคูปอง ส่วนการกำหนดสเปกของ มอก.นั้นความจริงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามก็ได้ โดยอาจจะใช้หลักให้ผู้ปกครองเห็นสมควร

จากนั้น นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา กมธ.จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส่วนตัวติดใจในงบประมาณจัดซื้อเครื่องแบบนักเรียนกว่า 2,600 ล้านบาท เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายเรียนฟรี หากเป็นอุปกรณ์การเรียนและหนังสือเรียนยังพอรับได้ ดังนั้น จึงขอตัดงบส่วนนี้ทั้งหมด ส่วนจะนำงบประมาณก้อนนี้ไปทำอะไรขอให้ครม.ได้ปรึกษากันใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอตัดงบของนายวิทยาทำให้ กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน และนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ ได้คัดค้านแกมขอร้องนายวิทยาว่า อย่าเสนอให้ตัดงบก้อนนี้ โดยนายพิเชษฐ กล่าวว่า ขอให้ค้างตัวเลขไว้ก่อนแล้วค่อยมาพิจารณารายละเอียด หากตัดไปเรื่องก็จะต้องกลับเข้าครม.อีกครั้ง อาจทำให้เวลาไม่พอ อย่างไรก็ตามนายวิทยา ยังคงยืนกรานที่จะตัดงบประมาณในส่วนนี้ เพราะถ้าหากไม่มีหากท้วงติงหรือตัดงบเลยก็ควรนำกลับเข้าสู่สภาเลย ไม่ต้องมานั่งพิจารณาให้เสียเวลา

วิปรัฐบาลกางกฎหมายลั่นดาลถอดถอน 3 รัฐมนตรี

ที่มา ประชาทรรศน์

ประธานวิปรัฐบาล งัดข้อมูลโต้"เพื่อไทย"เดินเครื่องถอดถอน 3 เสนาบดี ชี้"ครม.สมัคร"ลงมติเห็นชอบงบปี 52 วาระแรกทุกคน อัดฝ่ายค้านเล่นเกมการเมืองป่วนสภา หวังดิสเครดิต ฟันธงฉับถอดถอนไม่ได้ "ภูมิใจไทย"มั่นใจ"มาร์ค"ไม่ปรับครม. มั่นใจ"บุญจง"แจงกกต.-ป.ป.ช.ฉลุย "บิ๊กบัง"ปัดข่าวเล่นการเมือง

วันนี้ (30 ม.ค.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจะเสนอยื่นถอดถอน 3 รัฐมนตรีที่ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณพ.ศ.2552 ว่า ตนได้ไปสืบค้นข้อมูลในการลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2552 ในวาระแรก มีการลงมติไปเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2551 ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ยุคของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ลงมติเห็นชอบในร่างดังกล่าว อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.มหาดไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลที่มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ด้วยทุกคน

"ผมขอยืนยันว่า ส.ส.ฝ่ายค้านหยิบยกประเด็นรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 52 ว่าอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 วรรค 2 นั้น ถือว่าเป็นการใช้เกมในสภา มาปั่นป่วนทางการเมือง ซึ่งหากดูตามข้อกฎหมายแล้ว ไม่สามารถดำเนินการถอดถอนรัฐมนตรีได้ เพราะการลงมติในร่างพ.ร.บ.งบประมาณ หรือร่างพ.ร.บ.กฎหมายโดยทั่วไป ไม่สามารถตีความเป็นอย่างกว้างได้ ว่าเป็นการลงมติที่มีผลประโยชน์ขัดกัน เพราะในสภาเองได้มีการผ่านการลงมติร่างพ.ร.บ.งบประมาณในสมัยที่แล้วถึง 2 ครั้ง” นายชินวรณ์กล่าว

ชี้ชัดเพื่อไทยถอดถอน 3 รมต.ไม่ได้

เมื่อถามว่า ไม่หนักใจใช่หรือไม่ และยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการปรับรัฐมนตรีออก นายชินวรณ์ กล่าวว่า ในกรณีนี้ไม่สามารถจะใช้เป็นข้อมูลในการยื่นถอดถอนได้ เพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 รัฐมนตรีมีสถานะเป็นส.ส.ด้วยและที่สำคัญในช่วงที่ตนเป็นฝ่ายค้านก็ไม่ได้ไปยื่นถอดถอนในเรื่องดังกล่าวเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองเจตนาของฝ่านค้านอย่างไรในการเดินเกมแบบนี้ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า เป็นที่น่าเสียใจที่มี ส.ส.หลายคนและยังเป็นนักกฎหมายด้วย เช่น นายจุมพฎ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย และ ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้มากล่าวอ้างประเด็นนี้ว่าอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยังกล่าวอ้างว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ได้เคยตักเตือนไม่ให้รัฐมนตรีชุดที่แล้วลงคะแนน แต่เมื่อย้อนดูข้อมูล รัฐมนตรีก็ได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 52 ทุกคน ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายค้านมีเจตนาหยิบยกประเด็นที่ไม่เป็นเรื่องสร้างความปั่นป่วนในสภา และดิสเครดิตทางการเมือง

ดังนั้น ตนอยากเรียกร้อง ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ทำการเมืองกันอย่างสร้างสรรค์ ทำการเมืองในระบบรัฐสภาอย่างแท้จริง เพราะหากเรื่องใดที่ส.ส.หรือรัฐมนตรีทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ วิธีการดำเนินการคือ ต้องยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 274-276 ดังนั้น เรื่องนี้ควรจะยุติ และหากฝ่ายค้านจะดำเนินการต่อไปก็สามารถทำได้ แต่หากมี ส.ส.บางคนไปยื่นถอดถอน ครม.ชุดที่แล้ว ซึ่งก็มีรัฐมนตรีชุดที่แล้วหลายคนเป็นส.ส.อยู่ ก็อาจจะทำให้มีปัญหาต่อไปได้

วอนฝ่ายค้านเล่นการเมืองสร้างสรรค์

เมื่อถามว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ได้ระบุว่า รัฐมนตรี 3 คน ที่ลงมติเห็นชอบมีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 และได้ไปยื่นถอดถอนแล้ว นายชินวรณ์ กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิสามารถจะไปยื่นถอดถอนได้ แต่หากมีการไปตีความอย่างกว้างต่อไป การลงมติกฎหมายทั่วไปทุกฉบับก็ไม่สามารถให้รัฐมนตรีลงคะแนนเสียงได้เลย เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชน

"ผมยืนยันว่า กรณีใดที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ จะไปตีความว่าขัดหรือแย้ง หรืองดเว้นในการกระทำได้หรือไม่ได้นั้น ไม่สามารถทำได้ ยกเว้น มีการระบุไว้อย่างชัดเจน เช่น กรณีการลงมติไม่ไว้วางใจ ที่มีบทบัญญัติไว้ว่า ห้ามให้รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจลงคะแนนเสียง ซึ่งหากไปลงคะแนนเสียงก็สามารถไปยื่นถอดถอนได้ ผมมองว่า เวลาที่ใช้ไปในสภาส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ สมาชิกส่วนใหญ่ได้มีการอภิปรายในเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ แต่อีกร้อยละ 10 ยังมี ส.ส.บางส่วนใช้เวลาส่วนนี้ในการประท้วง ถ้ามองในแง่ดีก็ถือเป็นสีสัน แต่หาก ส.ส.ให้ความร่วมมือ ทำงานด้านนิติบัญญัติอย่างสร้างสรรค์ก็จะเป็นประโยชน์กับงานและประเทศชาติมากกว่า"

ภท.มั่นใจ"มาร์ค"ไม่ปรับครม.

วันเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยได้ประชุมพรรคที่อาคารสิริภิญโญ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุมโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยภายหลังการประชุม นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย แถลงว่า ในการประชุมวันนี้ ได้มีการหยิบยกประเด็นการแจกเงินและนามบัตรของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ขึ้นมาหารือ ซึ่งนายบุญจงได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ไม่ได้มีการแนบใบสมัครพรรคภูมิใจไทยตามพรรคฝ่ายค้านกล่าวอ้าง ส่วนเรื่องการแจกเงินและนามบัตรนั้นจะสามารถชี้แจงต่อ กกต.และ ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากเป็นการกระทำตามนโยบายรัฐบาล โดยเชื่อว่าไม่ว่าเป็นเงินของกระทรวงไหนก็สามารถแจกจ่ายให้ประชาชนได้ ขณะเดียวกันนายบุญจง ก็กำลังจัดกิจกรรมพบปะประชาชน มีฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาล ซึ่งการแนบนามบัตรถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะหากชาวบ้านมีปัญหาก็จะได้โทรศัพท์เข้ามาร้องทุกข์ได้

อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยคงไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงทำความเข้าใจกับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะพิจารณาโดยใช้เหตุผล ยืนยันพรรคฯไม่วิตกกังวลเรื่องนี้ มั่นใจนายบุญจง ไม่ได้ทำผิด เป็นเพียงข้อกล่าวหา ทุกอย่างมีหลักฐานพิสูจน์ และมั่นใจว่ารัฐมนตรีทุกคนของพรรคจะทำงานครบ 3 ปี โดยเฉพาะนายบุญจง มีผลงานชัดเจน และเชื่อว่าจะไม่มีการปรับ ครม. ในช่วงนี้แน่นอน

แย้มเลือกหัวหน้าพรรควันวาเลนไทน์

นอกจากนี้ นายศุภชัย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการเลือกหัวหน้า เลขาธิการ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยนั้น กล่าวว่า พรรคจะมีการประชุมใหญ่ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง โดยจะมีสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศมาร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกันและจะมีการเปิดรับสมัครเข้าเป็นสมาชิกในวันเดียวกันอีกด้วย

วันเดียวกัน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางไปเป็นประธานประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ทหารผ่านศึก เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2552 ทั้งนี้ได้ให้สัมภาษณ์โดยยืนยันว่า ยังไม่คิดเรื่องการเมือง และเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เคยบอกนานแล้วว่า ต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่เหมือนการตั้งบริษัท ยืนยันว่า ยังไม่คิดเรื่องการเมือง และเรื่องการตั้งพรรคการเมือง เคยบอกนานแล้วว่า ต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่เหมือนการตั้งบริษัท

เมิน"ทักษิณ"เหน็บแนม

อดีต คมช. กล่าวอีกว่า ขณะนี้การเมืองไทยดีขึ้น รัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นแกนนำที่ดี สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อยขึ้นเป็นลำดับ ส่วนบทบาทผบ.ทบ.คนปัจจุบัน นั้นตนมองเห็นว่า กองทัพมีความเข้มแข็งดี ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังไม่หยุดการเคลื่อนไหวนั้น พล.อ.สนธิ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงทราบดีว่า ควรทำอย่างไร เพราะเป็นผู้ใหญ่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยระบุว่า ตัดสินใจผิดที่แต่งตั้ง พล.อ.สนธิ เป็นผู้บัญชาการทหารบก เพื่อมาปฏิวัตินั้น พล.อ.สนธิ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า เรื่องผ่านไปแล้ว อย่าไปพูดถึง ทั้งนี้ คมช.ไม่ได้อยู่เบื้องหลังกองทัพเคลื่อนไหวสกัดกั้น พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงกระแสข่าวเดินทางไปพบพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างประเทศ

รัฐถังแตกงบกลางปีติดลบ3แสนล."มาร์ค"บินถึงสวิสฯวอนทูตเร่งสร้างความเชื่อมั่นตปท.

ที่มา ประชาทรรศน์

'คลัง'ก้มหน้ายอมรับรัฐถังแตก เผยยอดเม็ดเงินรายได้รัฐไม่เข้าเป้าตกฮวบร้อยละ 16 ขาดทุนยับ 3 แสนล้าน กรรมาธิการประชาธิปัตย์ ไล่บี้กรณ์แจงตัวเลขให้ชัด ปลัดคลังแนะทางออกเร่งรบ.ใช้มาตรการกระตุ้นเศราฐกิจ "มาร์ค"บินถึงสวิสฯร่วมถกเอกอัคราชทูต เรียกร้องให้ทำงานแบบบูรณาการ ดึงนักท่องเที่ยวส่งเสริมการค้าการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นแก่ต่างประเทศ

ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวันนี้(30 ม.ค.) นั้นโดยที่ประชุมได้พิจารณางบประมาณในส่วนของกระทรวงการคลัง ซึ่งนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง และคณะเข้าชี้แจง โดยกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้ทันในเดือนก.พ.และมี.ค.นี้ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ มิเช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจติดลบถึงร้อยละ 3 โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 พบว่ารัฐจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณร้อยละ 16 ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์รายได้ตลอดปี 2552 อยู่ที่ประมาณ 132,000 ล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนเพียงร้อยละ7.9 โดยมีการตั้งรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังสำหรับงบกลางปีไว้จำนวน12,900 ล้านบาท จากรายได้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และรายได้จากผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างซักถามถึงสาเหตุของการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เช่น งบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และงบประมาณของกรมทางหลวงชนบท ที่ผู้รับเหมาต่างยังไม่ได้รับเงิน ขณะที่นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ ในฐานะกรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้กระทรวงการคลังชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกคนทราบ เชื่อว่าเหตุที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายงบลงทุนต่างๆ เป็นเพราะประเทศไทยไม่มีเงินคงคลัง มีแต่เพียงตัวเลขลอยๆ เท่านั้น จึงอยากทราบว่าความจริงขณะนี้เงินคงคลังเหลืออยู่จำนวนเท่าใด

อย่างไรก็ตามนายศุภรัตน์ กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้เม็ดเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า ดังนั้นการบริหารเงินคงคลังต้องทำด้วยความรอบคอบ ซึ่งสิ้นเดือนธ.ค. 2551 มีเงินคงคลังเหลืออยู่ 52,000 ล้านบาท โดยสาเหตุที่เงินคงคลังเหลืออยู่ไม่มากเนื่องจากที่ผ่านมาลดการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ เพื่อเป็นการลดภาระการจ่ายดอกเบี้ย

ท้ายสุดนี้หากตัวเลขต่างๆ ไม่เพียงพอ ก็ยังสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้อีก ทั้งนี้กรอบการกู้ยืมเงินมีกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อาจต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ให้เร็วขึ้น เพราะขณะนี้การขาดดุลงบประมาณทั้งประจำปี และกลางปีมีจำนวนกว่า 340,000 ล้านบาท

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงนครซูริค สมาพันธรัฐสวิส แล้ว โดยได้เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูต ประจำภาคพื้นยุโรป ณ Grand Meeting Room ณ โรงแรม Radisson นครซูริค ระหว่างการเข้าร่วมการประชุมประจำปี World Economic Forum ครั้งที่ 39 สมาพันธรัฐสวิส

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารงานโดยได้รับคะแนนสูงสุดจากรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตยช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รัฐบาลยังประสบความเสร็จ ในการให้รัฐสภาผ่านข้อตกลงสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน จำนวน 39 ฉบับ สำหรับ 2 ฉบับที่เหลือได้ให้คณะกรรมาธิการพิจารณาต่อไป คาดว่าจะสำเร็จในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ รัฐสภายังได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ซึ่งจะทำให้ฝ่ายบริหารสามารถเบิกจ่ายตามวงเงินงบประมาณ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งนี้ นับว่าเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของคนไทย ที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม โดยผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนได้ตอบตกลงที่จะเข้าร่วมประชุมพร้อมกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา ทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา จำเป็นต้อง จัดขึ้นอีกครั้ง ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งผู้นำประเทศคู่เจรจาบางประเทศก็ยินดีที่จะเดินทางมาร่วมประชุมในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้เช่นกัน แสดงให้เห็นว่า นานาชาติให้ความเชื่อมั่นการบริหารงานของไทย

สำหรับการปฏิรูปการเมืองนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะให้มีการปฏิรูปทางการเมือง โดยได้มีการพูดคุยกับพรรคฝ่ายค้าน แต่จำเป็นต้องมีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านก่อน เพื่อที่ประสานงานกันต่อไปนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงมาตรการทางเศรษฐกิจว่า วิกฤตเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบและสร้างความยากลำบากต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลจึงได้มีมาตรการจัดสรรเงินให้เปล่าจำนวน 2,000 บาท แก่ผู้มีรายได้เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและเป็นการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

"รัฐบาลไทยยังให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ แรงงาน นักเรียนและผู้ปกครอง คาดว่าจะให้ผลทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 และ 3ในไตรมาสที่ 4 จะได้มีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน รวมทั้ง คณะกรรมาการร่วมภาครัฐ-เอกชน เพื่อกำหนดมาตรการในส่งเสริมเศรษฐกิจระยะยาวต่อไปโดยจะให้มีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเหมาะสมบนพื้นฐานวินัยทางการคลัง"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสนี้ นายอภิสิทธิ์ได้เรียกร้องให้เอกอัครราชทูตทำประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ ถึงสถานการณ์การเมือง และการดำเนินงานของรัฐบาล เฝ้าระวังอย่าให้เกิดการกีดการกีดกันทางการค้า โดยอาศัยช่องโหว่ของกฏหมาย พร้อมทั้งจัดทำประชาสัมพันธ์ ชี้แจ้งข้อเท็จจริงในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนของในกรณีโรฮิงยา ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินตามกฎหมายทุกประการ แต่ก็อาจยังมีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ รัฐบาลยินดีที่จะร่วมมือกับองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ รวมทั้ง UNHCR เพื่อหาทางออกที่ดีทีสุด สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว สำหรับสถานการณ์ภาคใต้นั้น รัฐบาลไม่ได้วัดความถี่ของการเกิดเหตุ แต่จะสร้างความเข้าใจ ความสามัคคี และมีแนวคิดที่จะยกเลิกกฎหมายพิเศษบางฉบับที่ไม่จำเป็น รวมทั้งเร่งรัดเรื่องร้องเรียนต่างๆ ให้มีการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า การทำงานแบบบูรณการของเอกอัครราชทูต ทั้งการเผยแพร่ข้อมูล สร้างความเชื่อมั่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวและดึงดูดนักลงทุน เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในกลางปีหน้าได้อย่างแน่นอน

'ณัฐวุฒิ'ของขึ้นจวก'เทือก'อย่าเมินคดีม็อบสามานย์

ที่มา ประชาทรรศน์

'ณัฐวุฒิ' สีบ'เทือก' ไร้ความชอบธรรมสั่งไล่บี้เสื้อแดง ตอกหน้ารบ.เร่งเอาผิดม็อบโกเต็กซ์ 'สุชาติ' เลือดขึ้นหน้าลั่นยอมไม่ได้ม็อบแดงเดือนเข้ายึดทำเนียบ ด้าน'เสื้อแดงอุดร' ลั่นพร้อมลงกทม.วันนี้ จัดรถทัวร์ 8 คัน สมทบสนามหลวง'ขวัญชัย' ประกาศจุดยืน ไม่ขอสังฆกรรมสนามหลวง ย้ำไม่ขอตามรอยความเลวพันธมิตรฯ 'เทพเทือก'โว ตรึงกำลังเข้ม นปช.บุกทำเนียบไม่ได้แน่ เร่งสังการผบ.ตร.ห้ามเมินหน้าที่ ดำเนินการตามหลักสากล'พัชรวาท'เรียกทุกหน่วยรับมือคุมม๊อบเสื้อแดง 'ทักษิณ' อาสาเป็นกาวใจ ยกหูเคลียร์ ขวัญชัย-จตุพร!!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ม.ค.) ที่ทำเทียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่จะเข้ายึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่รู้สึกเป็นห่วงหรือกังวล แต่ไม่ได้มีการหารือกับนายกรัฐมนตรี กรณีกลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ว่า ได้สั่งการไปยัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ชัดเจนว่า ต้องไประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเพื่อระดมกำลังมาควบคุมผู้ชุมนุม ไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมาย ถ้าผู้ชุมนุมฝ่าฝืนกฏหมายต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด ถ้าตำรวจไม่ดำเนินการก็ถือว่าละเลย

สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องขอกำลังทหารเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ได้กำชับกับทางตำรวจไปแล้ว ให้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งถ้ากำลังตำรวจไม่พอ ก็ขอกำลังทหารเข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้เลย และเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงจนมีผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทำให้ทรัพย์สิน เอกสารทางราชการได้รับความเสียหาย เหมือนสมัยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องดูแลอย่างเข้มแข็ง และเชื่อว่าจะไม่สามารถเข้ามายึดทำเนียบรัฐบาลได้ ซึ่งวันนี้ทาง ผบ.ตร.จะนัดฝ่ายตำรวจ ประชุมวางมาตรการดูแลการชุมนุม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในเวลา 14.00 น.

อย่างไรก็ตามรองนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ได้กำชับตำรวจให้ทำตามกฎหมาย ตามมาตรฐานสากล ซึ่งตำรวจจะมีแนวทางการทำงานอยู่ และยืนยันไม่ได้มีการสั่งการให้ใช้ความรุนแรง และไม่มีการคาดโทษหากผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล แต่จะไม่ยอมให้ตำรวจละเลยไม่รักษากฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการจับกุมผู้ชุมนุมที่บุกเข้ามาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำอย่างนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องไปถามรัฐบาลที่แล้ว เมื่อตนมาเป็นรัฐบาลก็มีวิธีการของตน ซึ่งถ้ามีอะไรที่ทำผิดกฎหมาตำรวจต้องจับกุม ถ้าไม่จับก็จะจัดการกับตำรวจ

'ณัฐวุฒิ' 'เทพเทือก'จี้เอาผิดม็อบโกเต็กซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และผู้ร่วมดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวตอบโต้นายสุเทพ ว่าไม่มีความชอบธรรมจะพูดจาหรือดำเนินการใดๆ ต่อกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งตนยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมกันนั้น รักประชาธิปไตยและประเทศไทยไม่น้อยไปกว่านายสุเทพ นอกจากนี้ยังกล่าวต่อ ให้นายสุเทพใช้เวลาในการดำเนินการทางกฎหมายเอาผิดกับกลุ่มคนที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศก่อนหน้านี้จะดีกว่า

อีกทั้งนายณัฐวุฒิยังกล่าวเสริมอีกว่า ได้รับข้อมูลมาว่า หากผู้ประกอบการรถเช่า หรือรถทัวร์ต่างจังหวัด ที่ให้บริการกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมาชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ อาจจะมีปัญหาในการออกใบอนุญาตผู้ประกอบการรถเช่า ทั้งนี้ยังมีการส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซง เพื่อกดดันให้กลุ่มคนเสื้อแดงลังเลใจในการเข้าร่วมชุมนุม

'ขวัญชัย'ยันไม่ตามรอยพันธมิตรฯ

ด้านนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรัดอุดร ได้โทรศัพท์สายตรงมาจาก จ.สุพรรณบุรี ผ่านคลื่นชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม97.50เมกะเฮริตซ์ เพื่อแสดงจุดยืน โดยขอสงวนท่าทีไม่นำสมาชิกชมรมคนรักอุดรเข้ากรุงเทพมหานครในวันที่ 31 ม.ค.นี้ พร้อมย้อนถามว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ไปยึดและชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วคนเสื้อแดงจะไปเลียนแบบพันธมิตรฯ ทำไม และในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ตนเองไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองและส.ส. โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้คุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ให้กำลังใจให้รักษาฐานที่ จ.อุดรธานี เอาไว้และรักษามาตรฐานคนเสื้อแดงเหมือนอดีตที่เคยทำมา

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้นายขวัญชัยจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ขอให้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประจำสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

'ทักษิณ'เป็นกาวใจโทรฯเคลียร์ผสานเสื้อแดง

ขณะนี้ นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ได้ออกอากาศผ่านทางคลื่น FM 97.50 เมกกะเฮริตซ์ ทำความเข้าใจกับ สมาชิกชมรมคนรักอุดร ขอร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เป็นตัวกลางประสานรอยร้าวระหว่างผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์กับ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่มีการปะทะคารมกันทางสื่อมวลชน ซึ่งไม่เป็นผลดีในภาพรวมของคนเสื้อแดง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวานนี้ ได้พูดคุยกับ นายขวัญชัย และ นายจตุพร แล้ว

เสื้อแดงอุดรฯยกทัพ 600 คนเข้ากทม.

ฟากชมรมคนรู้ใจ จ.อุดรธานี ได้ส่งคนเสื้อแดงจาก จ.อุดรธานี เข้ามาสมทบยังกรุงเทพฯแล้ว โดยเป็นรถทัวร์จำนวน 8 คัน บรรจุได้กว่า 400 คน และจะเดินทางออกจาก จ.อุดรธานี ในค่ำวันนี้อีก 200 คน เพื่อไปสมทบกับคนเสื้อแดง ที่สนามหลวงเพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ และให้ปลด นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ไม่ได้ต้องการไปไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะแต่อย่างใด

ท้ายสุดนี้นายวันชัย เงินศรี แกนนำและผู้ประสานงานคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี กล่าวว่า ได้มีประชาชนลงชื่อเป็นจำนวนมากที่แจ้งความประสงค์จะเดินทางลงกรุงเทพฯในครั้งนี้ ซึ่งหลังเสร็จงานนี้สิ้นแล้วแล้วคนรู้ใจอุดรธานีจะตั้งเวที ที่ สนามทุ่งศรีเมือง โดยจะเชิญ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) มาปราศรัยใหญ่ที่ จ.อุดรธานี

ชาวลำปางขนไข่เข้ากรุง

ด้านประชาชนชาวลำปางกว่า 200 คน ได้สวมเสื้อแดงเตรียมขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟนครลำปาง เพื่อจะเดินทางไปกับขบวนรถไฟที่ 102 เชียงใหม่ - กรุงเทพมหานคร เป็นขบวน รถไฟฟรี 6 โบกี้ โดยทุกคนจะสวมเสื้อแดงเพื่อแสดงพลัง และไปร่วมกับชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เดินทางมีอายุประมาณ 35 - 45 ปี และ นำสัมภาระเป็นเสื้อผ้า และเครื่องใช้ส่วนตัว ซึ่งสามารถพักค้างแรมได้ประมาณ 3 - 4 วัน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามรายงานของตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง มีประชาชนชาวลำปางเดินทางไปร่วมชุมนุมครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 1,200 คน สำหรับกิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อ ประกาศให้ประชาชนโดยทั่วไปที่สถานีรถไฟให้ทราบว่า การเข้าร่วมชุมนุมและเดินทางครั้งนี้ ไม่มีการพกอาวุธ หรือสิ่งของผิดกฎหมาย แต่ว่าชาวเสื้อแดงลำปางส่วนใหญ่นำไข่ไก่ติดตัวไปด้วย และแกนนำประกาศขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงทุกคน ดูแลรักษาไข่ของตนเองให้ดี เพื่อไม่ให้ไข่เกิดแตก เพื่อจะใช้ในการชุมนุมครั้งนี้

ผบ.ตร.เรียกทุกหน่วยถกด่วนรับมือเสื้อแดง

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 14.00 น.ของวันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. จะเข้าร่วมรับฟังการประชุมซักซ้อมทำความเข้าใจแผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยของตำรวจนครบาล ในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ที่นัดรวมพลชุมนุมใหญ่วันเสาร์นี้ ที่ท้องสนามหลวง พร้อมประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ภายหลัง พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีหนังสือคำสั่งเรียกประชุมนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานความมั่นคง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ ผู้บังคับการตำรวจจราจร และผู้บังคับการอำนวยการ ในฐานะผู้ควบคุมกำลังพล เพื่อวางแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเป็นภารกิจหน้าที่ของตำรวจนครบาลโดยตรงในการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ตัวแทนจากกองทัพ แม่ทัพภาคที่ 1 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และปลัด กทม. พร้อมคณะทำงาน เข้าประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารดังกล่าวด้วย

ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงจะมีการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 31 ม.ค.2551 ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีจริงหรือไม่ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้รับการประสานจากแกนนำ อย่างไรก็ตาม ในเวลา 14.00 น.จะมีการประชุมหารือ เพื่อวางมาตรการในดูแลรักษาความปลอดภัย โดยเชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของกทม. ทหาร มาร่วมหารือ ทั้งนี้ การปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุม หากชุมนุมโดยปราศจากอาวุธก็สามารถทำได้ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ แต่หากจะมาปิดล้อมสถานที่ราชการ หรือขัดขวางการทำงานของรัฐบาลเราคงยอมไม่ได้ ส่วนกำลังจะใช้จำนวนเท่าไหร่นั้น ต้องรอผลสรุปในที่ประชุม

นปช.บุกสถานฑูตเวียดนาม

นายวีระ มุสิกกพงษ์ พร้อมด้วย นายจักรภพ เพ็ญแข และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ได้ยื่นหนังสือกับ เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตเวียดนาม ซึ่งเป็นสถานทูตแห่งสุดท้ายที่กลุ่มคนเสื้อแดง ยื่นคัดค้านการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดย นายวีระ กล่าวว่า จนและแกนนำคนอื่น ๆ ได้ทำหน้าที่ชี้แจงตามสถานทูตต่างๆ ในประชาคมอาเซียน อย่างครบถ้วนแล้ว โดยหลังจากนี้ไป ตนจะกลับไปเตรียมงานในวันพรุ่งนี้ ซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสถานหลวง ทั้งนี้ ตนมั่นใจว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ จะมีประชาชนมาร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก

กลาโหม แจงทหารไม่แทรกแซง

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่วันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) ว่า หากตำรวจต้องการให้ทหารช่วยก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลกำลังทำงานและเดินหน้าไปด้วยดี จึงขอฝากประชาชนทุกฝ่ายช่วยกันทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ด้วยความเรียบร้อยสักระยะหนึ่ง ซึ่งหากมีอุปสรรคอะไรค่อยมาว่ากัน


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นายจตุพร ระบุว่า กองทัพบกส่งทหารเข้าไปแทรกซึมอยู่ในกลุ่มเสื้อแดงนั้น พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า ทหารไม่ทำเช่นนั้น ทหารจะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของใคร แต่เรื่องติดตามสถานการณ์ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องดูแลอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความสงบในประเทศให้มากที่สุด ต่อข้อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดการปะทะกันหากใช้กฎหมายเข้มงวด พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกัน คนไทยด้วยกันต้องพูดจากัน ไม่มีเสื้อเหลืองเสื้อแดง และคิดว่าไม่น่ามีมือที่สาม

'นกคุ่ม' ยันรบ.ไม่ปรารถนาความรุนแรง

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าทางเจ้าหน้าที่คงจะมีการเตรียมการประเมินและมีแผนรองรับสถานการณ์อยู่แล้ว และรัฐบาลไม่ต้องการใช้ความรุนแรง ซึ่งมาตรการในการดูแลความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดูแลรับผิดชอบ อีกทั้งทางกลุ่มเสื้อแดงเองก็ได้ประกาศว่าจะเคลื่อนไหวโดยที่จะไม่ทำอะไรให้ผิดกฎหมาย ดังนั้นการที่จะมีการบุกทำเนียบคงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการเข้ามาในทำเนียบเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายในฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ซึ่งคนที่เป็นแกนนำก็เคยกล่าวหาคนอื่นว่าบุกรุกทำลายสถานที่ราชการและแจ้งโทษฐานเป็นกบฎอีกด้วย ฉะนั้นวันนี้แกนนำคงจะรู้ว่าแนวคิดที่เคยกล่าวหาคนอื่นไว้อย่างไรก็คงไม่ทำอย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการบุกรุกเข้ามาจริงจะมีการสลายการชุมนุมหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่คงมีแผนอยู่แล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร ความจริงรัฐบาลไม่ปราถนาที่จะใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นและไม่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่เองก็ต้องรักษากฎหมายไว้อย่างเคร่งครัด ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือทางแกนนำยังมีเวลาที่จะพิจารณาว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นประโยชน์ของบ้านเมืองหรือเป็นเพียงตอบสนองความต้องการของคนบางคนเท่านั้นโดยที่ไม่คำนึงถึงความเสียหาย

ขู่DTVห้ามสร้างแรงกระเพื่อม

เมื่อถามว่า จะมีการถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงผ่านดีทีวี และมีการเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมจะมีการดูแลอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตามปกติแล้วการเสนอข่าวสื่อทุกฝ่ายก็ทำอยู่แล้ว แต่หากเป็นไปในลักษณะมีการปลุกระดมกัน ตามที่ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงออกมาคือมีวิทยุชุมชนหลายที่ที่กำลังใช้วิธีการปลุกระดมและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จในการสร้างความเข้าใจผิดและปลุกระดมประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงก็ติดตามอยู่

ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับวันที่ 31 ม.ค.นี้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวลใจ เนื่องจากขณะนี้บ้านเมืองกำลังเดินไปได้ด้วยดี ก็อย่าไปทำอะไรที่กระทบกับความสงบเรียบร้อย แต่เรื่องวิทยุชุมชนที่ดำเนินการไม่ถูกต้อง สัปดาห์หน้าตนได้เชิญทางอนุกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ไว้แล้ว อีกทั้งเมื่อวานก็ได้มีข้อมูลวิทยุชุมชนที่มีการปลุกระดม และมีเทปให้ฟัง และตนได้ฟังเอง ซึ่งก็มีข้อความชัดเจน ที่ส่งมาจาก จ.อุดรธานี ก็มีข้อมูลมาเรื่อยๆ ส่วนในกรุงเทพฯกับปริมณฑลในตอนนี้มีคนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของ DTV มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมงตรงนี้จะดำเนินการหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า หากดำเนินการไปโดยไม่มีอะไรผิดกฎหมายคงไม่เป็นไร แต่หากผิดกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายรักษากฎหมายต้องไปดำเนินการ แต่เท่าที่ฟังจากนายอดิศร เพียงเกษ แถลงข่าวเมื่อวาน (29 ม.ค.) ก็พูดว่าจะทำหน้าที่สื่อตามปกติ ซึ่งตนก็อยากให้เป็นอย่างนั้น ก็ไม่อยากให้มีอะไรแอบแฝงในลักษณะที่ทำให้ก็ไม่ควรที่จะทำให้เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองขึ้นมาก่อน

พิษภัยรัฐธรรมนูญปี 50 ถึงคราว ปชป.ได้รู้รสซะบ้าง สมน้ำหน้า

ที่มา thaifreenews

โดย : คนบางมด

พท.บี้3รมต.โหวตรับร่างพ.ร.บ.งบเพิ่มเติมให้ลาออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ม.ค.) จากกรณีที่ฝ่ายค้านทักท้วงว่า 3 รัฐมนตรี ประกอบด้วยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม ลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2552 เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 177 ที่บัญญัติว่า ห้ามรัฐมนตรีลงมติใด ๆ ในเรื่องที่ตนเองมีส่วนได้ส่วยเสีย

เมื่อเวลา 11.15 น. ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงเรียกร้องให้ 3 รัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้น ด้วยความที่ทั้ง 3 คน เป็นรัฐมนตรีใหม่ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อ่านรัฐธรรมนูญไม่รู้เรื่อง จึงไปลงมติเห็นด้วยนั้น ตนขอเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก ทั้งนี้ รัฐมนตรีบางคนอย่างนายพีระพันธุ์ ยังแสดงความคิดนุ่มนิ่ม อ่อนหัด ขนาดเป็นมือกฎหมายของพรรค แต่ชี้แจงในที่ประชุมว่า เครื่องเสีย เป็นการปฏิเสธความผิดแบบเด็ก ๆ สีหน้าส่อพิรุธ ทั้งนี้ รัฐมนตรีคนอื่น ๆ กว่า 10 คน กดปุ่มไม่ออกเสียง จึงขอให้ทั้ง 3 คน ที่ลงมติเห็นชอบ ใช้เวลา 2 วันเสาร์ – อาทิตย์ ทบทวนตัวเอง และลาออกในวันที่ 2 ก.พ.นี้ วันนี้เวรกรรมมีจริง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคเก่าแก่ ชอบอ้างว่ารู้กฎหมายยึดมั่นรัฐธรรมนูญ จึงต้องรับผิดชอบ

“วันนี้จะเป็นการพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมว่า จะสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยทุกฝ่ายได้หรือไม่ ทั้งนี้ มาตรา 177 ระบุชัด แต่ยังมีการมาแก้ตัวแทน เช่น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มาบอกว่า ใช้เฉพาะกรณีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าคนเหล่านี้อ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่เข้าใจ บ้านเมืองไปไมได้ โดยเฉพาะ รมว.ยุติธรรม เป็นคนหนุ่มมีอนาคต ถ้าอ่านกฎหมายไม่เข้าใจ จะรักษาความยุติธรรมได้อย่างไร จึงขอให้ลาออกโดยไม่ต้องรอพวกผมยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน เพราะถ้ารอถึงตอนนั้นอนาคตทางการเมืองจะหมดสิ้น ประกอบกับ นายกฯ พูดกฎเหล็ก 9 ข้อ ที่รัฐมนตรีต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย นายกฯ จึงต้องรับผิดชอบด้วย อย่ากลืนน้ำลายตัวเอง วันจันทร์กลับมา กระซิบ 3 รัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีกรณีปลากระป๋องเน่าและ แจกผ้าห่มบวกเงิน 500 บาท รวมเป็น 5 คน นี้ ให้ออกไป เพื่อพิสูจน์ธาตุแท้ของความรับผิดชอบทางการเมืองรัฐบาลนี้” นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า หากนายกฯ ยังไม่ดำเนินการอะไร หรือรัฐมนตรีที่มีปัญหายังไม่ลาออก พวกตนจะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ตรงนี้จะเป็นการพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง ตนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะกลับมาสู้คดีแน่นอน

ด้านนายประชา กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายกฯ แสดงความรับผิดชอบ อาจออกมาขอโทษ ลาออก หรือยุบสภา ปรับ ครม. ซึ่งไม่เป็นการเสียหน้า หากนายอภิสิทธิ์ ลาออก ยังมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ วันนี้ความปรองดองเกิดไม่ได้ถ้ารัฐบาลเหยียบรอยเท้าเดิม เป็นรัฐบาลไม่กี่วัน น้ำลดตอผุด พบกลิ่นทุจริต และอยากฝากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ไปอยู่ที่ไหนไม่ออกมาเรียกร้อง เพราะมีทั้งกรณีปลากระป๋องเน่า จัดซื้อชุดนักเรียนและตำรา และทำขัดรัฐธรรมนูญ.

Thursday, January 29, 2009

กกต.ชี้พฤติกรรมแจกเงิน บุญจง ไม่เข้าข่ายซื้อเสียงเลือกตั้ง

ที่มา MCOT News

นครราชสีมา 29 ม.ค.- นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่า กกต.ไม่มีอำนาจตรวจสอบกรณีที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แจกเงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมนามบัตรให้ประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวไม่น่าเป็นการซื้อเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า และในกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว. ไม่ได้กำหนดเรื่องการห้ามดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง 60 วัน

กกต. กล่าวว่า การตรวจสอบฝ่ายบริหารควรเป็นหน้าที่ของสภา หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ใช่หน้าที่ของ กกต. แต่เมื่อมีผู้ยื่นเรื่องร้องเข้ามา ก็คงต้องมีการดำเนินการเบื้องต้น กกต.คงต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนก่อนที่จะวินิจฉัย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-29 10:34:30

บทเรียน กัมพูชา คำพูด กับ การลงมือทำ รัฐบาล "อภิสิทธิ์"

ที่มา ข่าวสด

หักทองขวาง


หากฟังจากปากของ นายกษิต ภิรมย์ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ราบรื่นเหมือนกับยืนอยู่บนยอดเขา

เพราะ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ก็รับปาก

เพราะ นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็รับปาก

การเดินทางไปเยือนกัมพูชาของ นายกษิต ภิรมย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

งดงามเหมือนกับการบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนสิงหาคม 2551

งดงามเหมือนกับการบุกเข้ายึดสนามบินดอนเมืองแล้วรุกคืบไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551

เป็นความงดงามบนพื้นฐานแห่ง อาหารอร่อย ดนตรีเพราะ

กระนั้น หากพิจารณาจากการเดินทางเข้ายื่นหนังสือของเครือข่ายประชาชนชาวไทยต่อนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2552 เน้นประเด็นลงไปยังสถานะของปราสาทพระวิหารอันเป็นมรดก

ก็ไม่แน่ใจเท่าใดนักว่าจะสามารถประเมินความสำเร็จในการไปเยือนกัมพูชาของ นายกษิต ภิรมย์ ว่าเป็นอย่างไร



น่าสนใจก็ตรงที่ข้อเสนอซึ่งเครือข่ายประชาชนชาวไทยยื่นต่อนายกรัฐมนตรี

(1) อย่าขึ้นทะเบียนร่วมกับกัมพูชาไม่ว่ากรณีใดๆ หากการปักหลักเขตแดนของ 2 ประเทศบริเวณปราสาทพระวิหารยังไม่แล้วเสร็จ

(2) ห้ามหน่วยราชการใดๆ ให้ความร่วมมือ หรือจัดหาเอกสารแผนบริหารจัดการบริหารปราสาทพระวิหารเพื่อส่งมอบให้กัมพูชา คือ

2.1 เขตอนุรักษ์ (Buffer Zone)

2.2 แผนพัฒนา (Development Zone)

2.3 แผนบริหารจัดการ (Management Plan) ตามมติคณะกรรมการมรดกโลก

(3) ขอให้หลีกเลี่ยงการเจรจาใดๆ ที่เข้าข่ายตามข้อ (2)

(4) ให้ปลด นายปองพล อดิเรกสาร คณะกรรมการมรดกโลกฝ่ายไทย ออกจากตำแหน่ง

(5) เสนอคณะกรรมการมรดกโลกสากลผ่านองค์กรยูเนสโกเพื่อพิจารณาระงับและเพิกถอนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

น่าสนใจก็ตรงกับที่พรรคประชาธิปัตย์และ นายกษิต ภิรมย์ ก็เคยตั้งประเด็นเอาไว้



ถึงอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ และ นายกษิต ภิรมย์ ก็มิอาจหลีกพ้นไปจากสิ่งที่ตนเคยกระทำเคยเคลื่อนไหวในกาลอดีต

ไม่ว่าจะเป็นอดีตซึ่งพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในฐานะฝ่ายค้าน

ไม่ว่าจะเป็นอดีตซึ่ง นายกษิต ภิรมย์ เคยขึ้นปราศรัยบนเวทีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

หรือที่ นายกษิต ภิรมย์ เคยเสนอความเห็นผ่านสื่อหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์

เป็นอดีตที่พรรคประชาธิปัตย์และ นายกษิต ภิรมย์ เห็นตรงกันว่า ปราสาทพระวิหาร เป็นของไทย

บรรยากาศที่ปรากฏเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 เป็นบรรยากาศแห่งแนวคิดชาตินิยม เป็นบรรยากาศอย่างเดียวกับที่ปรากฏผ่านคำปราศรัยและแถลงการณ์ของรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เลือดรักชาติระอุร้อน แสดงความพร้อมกระทั่งจะทวงคืนเอาปราสาทพระวิหารคืนมาจากกัมพูชา

ตรงนี้เองที่เครือข่ายประชาชนสำแดงออกอย่างสอดรับกับความรู้สึกในอดีต

อดีตแห่งความร้อนแรงไม่ว่าของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าของ นายกษิต ภิรมย์ เช่นนี้อย่าคิดว่าจะจางหายไปจากความรู้สึกของคนไทย และความรู้สึกของกัมพูชา



อย่าลืมเป็นอันขาดของเอกภาพระหว่างคำพูดกับการกระทำ เพราะหากลืมก็เท่ากับพล่อยพูด

เมื่อเป็นฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์เคยพูดอย่างไร เมื่อปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายกษิต ภิรมย์ แสดงอารมณ์และความต้องการทางการเมืองเยี่ยงไร

เมื่อท่านพูด ประชาชนจะฟัง เมื่อท่านลงมือทำตามที่พูด ประชาชนจะเชื่อถือ

พท.ลั่นมีหลักฐานเด็ดแฉ"ป๋องเน่า-แจงเงิน" "สดศรี" ชี้พิสูจน์ได้"บุญจง"ผิดจริงภูมิใจไทยอาจถูกยุบพรรค

ที่มา มติชนออนไลน์

ปธ.วิปฝ่ายค้าน โวมีหลักฐานเด็ดเล่นงานปลากระป๋องเน่าและแจกเงิน "สดศรี" เผยถ้าพิสูจน์ได้ว่า "บุญจง" ผิดจริง อาจถึงขั้นเสนอยุบพรรคภูมิใจไทย รมช.มท.รับท้อแต่ไม่ถอย โทษสื่อบิดเบือน "สุทัศน์" ปฏิเสธเลื่อยเก้าอี้ "วิฑูรย์" กระหน่ำฝ่ายค้านเสี้ยมให้แตกกัน

"สุทัศน์"ปัดเลื่อยเก้าอี้"วิฑูรย์" ซัดฝ่ายค้านเสี้ยมให้แตก

นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข่าวการให้ข้อมูลการทุจริตแจกถุงยังชีพของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อต้องการเลื่อยขาเก้าอี้นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีกระทรวง พม.ว่า ไม่เป็นความจริง เชื่อว่าฝ่ายค้านต้องการเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกภายในรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ในทางตรงกันข้าม ตนพร้อมกับ ส.ส.อีสาน พรรคประชาธิปัตย์ กำลังหาทางช่วยแก้ข้อกล่าวหาของนายวิฑูรย์ เพราะตนเป็นผู้ผลักดันให้นายวิฑูรย์นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ในกลุ่ม ส.ส.อีสาน มีมติว่า แนวทางการแก้ไขที่ดีที่สุด คือ นายวิฑูรย์ต้องชี้แจงข้อสงสัยให้กระจ่าง หากการตรวจสอบของฝ่ายค้านพบว่า นายวิฑูรย์ทุจริตจริง พรรคก็มีมาตรการลงโทษตามระเบียบของพรรค


นายสุทัศน์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลให้นายวิฑูรย์ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเพราะไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันยังไม่ได้เตรียมใครไว้รองรับหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งนี้ไม่ใช่โควต้าของ ส.ส.อีสาน แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรค

ปธ.วิปค้านลั่นมีหลักฐานเด็ด แฉ"ป๋องเน่า-แจกเงิน"วันนี้


นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฝ่ายค้านมีหลักฐานเด็ดเตรียมมาเปิดเผยในการยื่นกระทู้ถามสดกรณีการแจกปลากระป๋องเน่า ของนายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรณีการแจกเงินของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมสภาวันที่ 29 มกราคมนี้ ทั้งนี้ ส.ส.ฝ่ายค้านทุกคนจะเข้าร่วมประชุมสภาแน่นอน แม้ว่า ส.ส.บางส่วนจะเกิดความไม่พอใจ จากกรณีเกิดเหตุวุ่นวาย จนต้องมีการวอล์กเอาท์ออกจากห้องประชุม ในช่วงที่มีการอภิปรายงบประมาณเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา


"สดศรี"ชี้ถ้าพิสูจน์ได้ "บุญจง" ผิดจริง อาจถึงขั้นยุบพรรค

นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า การที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบ กรณีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แจกเงินพร้อมกับนามบัตรให้ชาวบ้านนั้น เบื้องต้นเมื่อมีการยื่นเรื่องมา ซึ่งกกต.ต้องตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและกฎหมายเลือกตั้ง หากพรรคเพื่อไทยสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องจริง มีพยานหลักฐานชัดเจน ตามกฎหมายพรรคภูมิใจไทยอาจถูกเสนอให้ยุบพรรคได้


ส่วนการที่พรรคเพื่อไทยหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาโจมตี กกต.นั้น นางสดศรี กล่าวว่า ไม่หวั่นว่าจะตกเป็นเครื่องมือของพรรคเพื่อไทยเพื่อใช้ทำลายพรรคภูมิใจไทย เพราะทุกขั้นตอนการทำงานต้องมีการตรวจสอบให้ละเอียด ก่อนเสนอให้ยุบพรรค

กกต.เผยเร่งสรุปเรื่อง"บุญจง"แจกเงิน เพื่อนำเข้าที่ประชุม

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) กล่าวถึงความคืบหน้าการนำเรื่องนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาไทย เข้าสู่การพิจารณา ตามที่มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการแจกเงิน ภายใต้โครงการของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยที่มีการแนบนามบัตรไปด้วยว่า เรื่องที่ได้รับมานั้นเข้าสู่กระบวนการของสำนักกฎหมายและคดีไปแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการสรุปเรื่องเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่า จะสามารถทำเสร็จและนำเรื่องเข้าที่ประชุมได้ทันภายในวันที่ 29 มกราคมนี้หรือไม่

กกต.นัดถกปม"บุญจง"29ม.ค.


นายสุเมธ อุปนิสากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม เตรียมนำเรื่องกรณีนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำเงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พร้อมนามบัตร แจกจ่ายให้กับราษฎรซึ่งอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 266 เข้าสู่วาระการประชุม กกต. หลังจากนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ยื่นหนังสือร้องต่อ กกต.เพื่อให้ตรวจสอบ


ทั้งนี้ นายสุเมธให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 มกราคม ว่า คำร้องดังกล่าวเข้าใจว่าน่าจะนำเข้าสู่วาระการประชุม กกต.ในวันที่ 29 มกราคม เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาตั้งอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ส่วนกรอบเวลาการสอบขึ้นอยู่ที่ประชุม กกต.จะพิจารณา ทั้งนี้ พฤติกรรมของนายบุญจงที่ไปแจกนามบัตรและแจกเงินของ พม. จะเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือไม่นั้นไม่ขอให้ความเห็น ควรรอให้มีการวินิจฉัยก่อนจะดีกว่า


"สดศรี" เทียบนายกฯแจก2พัน


นางสดศรี สัตยธรรม กกต. กล่าวถึงกรณีนายบุญจงว่า การพิจารณาต้องดูว่าการนำงบประมาณแผ่นดินที่นำไปให้ประชาชน เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ เหมือนกับกรณีของนายกรัฐมนตรีที่แจกเงินจำนวน 2 พันบาท ให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย หรือการให้ประชาชนได้ใช้น้ำใช้ไฟฟรี ทั้งที่เป็นหน้าที่ของการประปาและการไฟฟ้า จึงมีประเด็นว่า การที่นายกฯทำแบบนี้ถือเป็นการแทรกแซงก้าวก่ายองค์กรอื่นหรือไม่ รวมทั้งนโยบายที่รัฐบาลจัดให้ประชาชนนั้น เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ หรือเป็นนักการเมืองที่ก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการหรือไม่


นางสดศรีกล่าวว่า ต้องพิจารณาว่านายบุญจงแจกเงินในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือแจกในฐานะ ส.ส.คนหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่นายบุญจงต้องอธิบายให้ได้ว่า การแจกเงินนั้นทำในฐานะอะไร และไปเกี่ยวกับกระทรวงอื่นอย่างไร หรือทำในฐานะส่วนตัว ยังแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ไม่ได้ว่านายบุญจงผิดจริงหรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน


"บุญจง" ท้อแต่ไม่ถอย-โทษสื่อ


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบเอาผิดว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของทุกองค์กร ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิด ที่บอกว่ามีการเย็บเงินติดกับนามบัตรนั้น เป็นการบิดเบือนของสื่อบางฉบับ เพราะแจกเงินก่อน ถึงให้นามบัตร ปกติก็แจกเบอร์ให้กับประชาชนอยู่แล้ว เป็นเบอร์เดิมที่ใช้มาตั้งแต่เริ่มลงการเมือง คนในพื้นที่เป็นพยานรับรองได้ เพื่อให้คนที่มีความเดือดร้อนมาร้องเรียน ถ้าดูในนามบัตรจะเห็นเบอร์โทรศัพท์ใหญ่ที่สุด


นายบุญจงกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ท้อใจแต่ไม่หวั่นไหวและพร้อมเดินหน้าทำงานต่อไป ส่วนที่สงสัยว่านำเงินจาก พม.มาแจกได้อย่างไร จะงบฯไหนไม่สำคัญ เพราะเป็นภาษีประชาชน และ พม.ก็มีหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว เมื่อถามว่าขอคำปรึกษาจากนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวินแล้วหรือไม่ นายบุญจงกล่าวว่า ไม่จำเป็น ไม่มีอะไร ทุกอย่างทำไปตามกฎหมาย


"สุเทพ" ตักเตือนแล้วให้ระวัง


ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ตักเตือนนายบุญจงไปแล้วว่าต้องระมัดระวัง และขอให้ชี้แจงให้ได้ ส่วนที่รัฐมนตรีในรัฐบาลถูกโจมตีจะส่งผลต่อเสถียรภาพหรือไม่นั้น ไม่ว่าใครที่เป็นรัฐมนตรีก็ต้องดูแลตัวเอง วันนี้เข้ามาเป็นบุคคลสาธารณะต้องยอมรับการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือสื่อมวลชน ส่วนจะมีการปรับรัฐมนตรีที่มีปัญหาหรือไม่นั้น นายสุเทพกล่าวว่า ต้องให้เจ้าตัวชี้แจงและแสดงก่อนว่าผ่านการตรวจสอบของฝ่ายต่างๆ หรือไม่ รัฐบาลจะไม่ปรับ ครม.เพื่อมุ่งรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงและความถูกต้องเป็นสำคัญ


ด้านนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ไม่เชื่อว่านายบุญจงจะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ ขอให้ใจเย็นๆ การปรับหรือไม่ขึ้นกับนายกฯ ส่วนตัวเห็นว่านายบุญจงยังทำงานได้ เป็นคนขยันตั้งใจทำงานดีมาก ส่วนจะสง่างามหรือไม่เป็นอีกเรื่อง


"เพื่อนเนวิน" ป้องยกม.268คุ้มครอง


ด้านนายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า ยืนยันได้ว่านายบุญจงไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 266 เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ระบุไว้ว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการใดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 มิได้ เว้นแต่เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของนายนายบุญจง ที่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย


"สาเหตุที่มีการใช้บ้านพักนายบุญจงเป็นสถานที่แจกเงินสงเคราะห์นั้นเพราะส่วนราชการทำหนังสือมายังสำนักงานของนายบุญจงขอใช้สถานที่ นายบุญจงก็อนุญาต แต่ไม่มีการแนบนามบัตรนายบุญจงไปกับเงินสงเคราะห์แต่อย่างใด เพียงแต่เลขานุการส่วนตัวของนายบุญจงมอบให้กับประชาชนที่ต้องการติดต่อนายบุญจงเท่านั้น และไม่ได้แจกให้กับทุกคน"


แฉกลับพท.แจก2แสนในบ้าน


นายปัญญากล่าวอีกว่า เห็นว่ามีพฤติกรรมของนายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยเข้าข่ายการกระทำความผิดมาตรา 266 มากกว่ากรณีของนายบุญจง เนื่องจากไปของบประมาณจากกระทรวง พม. จำนวน 200,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปสงเคราะห์ให้กับผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัย ซึ่งนายสุรชัยได้ใช้บ้านพักของตัวเองเป็นที่แจกจ่ายเงินดังกล่าว โดยมีการหาเสียงให้ชาวบ้านที่มารับเงินสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาล ต.บ้านต้น อ.พระยืน จ.ขอนแก่น รายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดนายสุรชัยด้วย


"ประชาชนที่รับเงินไม่ใช่ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม แต่ส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในเขตเทศบาลที่มีการแข่งขันเลือกตั้งสมาชิกเทศบาลในขณะนั้น เรื่องนี้ผมมีหลักฐานเป็นวีซีดีบันทึกภาพเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจและ กกต.จังหวัดขอนแก่น"
นายปัญญากล่าวอีกว่า ทั้งนี้หาก กกต.จังหวัดขอนแก่นมีมติว่านายสุรชัยกระทำความผิดจริง ตัวแทนกลุ่มเพื่อนเนวินจะดำเนินการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนหาข้อเท็จจริง


ปชป.ส่งนักกม.ช่วย "เนวิน"หัวเราะ


นายปัญญากล่าวว่า กลุ่มเพื่อนเนวินจะสนับสนุนให้นายบุญจงทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการมหาดไทยต่อไปจนครบวาระ และจะมั่นคงทำงานช่วยรัฐบาลต่อไป กรณีนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าใจดี ไม่มีปัญหา ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้นักกฎหมายของพรรคมาช่วยให้คำปรึกษาด้านกฎหมายในกรณีดังกล่าวกับกลุ่มเพื่อนเนวินด้วย สำหรับนายเนวินไม่ได้วิตกอะไร แต่หัวเราะเล็กน้อย เพราะทุกคนเข้าใจว่าพรรคฝ่ายค้านจะต้องหาเหตุไปเรื่อยๆ


"เฉลิม"แกนนำล่าชื่อถอด "บุญจง"


ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.เพื่อถอดถอนนายบุญจงว่า ทาง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และประธาน ส.ส.ในสภา และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) รับไปดำเนินการ ล่าสุดพูดคุยกับนายวิทยา ยืนยันว่าเรื่องจำนวน ส.ส.ที่จะเข้าชื่อนั้นไม่มีปัญหา และจะสามารถยื่นต่อประธานสภาได้ในเร็วๆ นี้


นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ในวันที่ 29 มกราคม เวลา 10.00 น. พรรคเพื่อไทยจะเข้ายื่นหนังสือและหลักฐานต่อ กกต.ในกรณีดังกล่าว เพราะการกระทำของนายบุญจงเข้าข่ายการการทำความผิดมาตรา 266 ด้วย ซึ่งหาก กกต.มีมติว่านายบุญจงมีความผิดจริงจะส่งผลให้หมดสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. มีความมั่นใจว่าหลักฐานใหม่ที่พรรคได้รับมาจากประชาชนผู้หวังดีมีรายละเอียดที่ชัดเจนเอาผิดได้อย่างแน่นอน


"วิฑูรย์" หน้าซีดขู่ฟ้องฝ่ายค้าน


ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.00 น. นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมอบถุงยังชีพข้างในมีปลากระป๋องเน่าให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.พัทลุง เป็นครั้งแรกหลังพยายามหลบหน้าสื่อมาหลายวันว่า ยืนยันพร้อมรับการตรวจสอบจาก ป.ป.ช.หากพรรคเพื่อไทยร้องเรียนไป เพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ก่อนหน้านี้แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ให้ตรวจสอบคุณภาพของที่นำมาบริจาค และให้หาที่มาว่าของที่นำไปแจกที่ จ.พัทลุง มาอย่างไร และยังยื่นหนังสือให้คณะกรรมาธิการของสภารวมถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงบประมาณเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน


นายวิฑูรย์กล่าวด้วยสีหน้าซีดเซียวว่า สาเหตุที่ไม่ออกมาให้ข่าวก่อนหน้านี้เพราะไม่อยากให้ประชาชนเกิดความสับสน เพราะขณะนี้มีการบิดเบือนข้อมูลด้วยการเอาอักษรย่อของชื่อมาพูด ซึ่งถ้าพูดเท็จตนจะหาช่องทางฟ้องร้อง ทั้งนี้ เตรียมข้อมูลที่จะนำไปชี้แจงในสภาหากฝ่ายค้านสงสัยแล้ว มีหลักฐานเอกสารยืนยันข้อมูล ผู้สื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่า นายวิเชน สมมาต ที่เคยอ้างว่าเป็นผู้บริจาคปลากระป๋องไม่มีตัวตน นายวิฑูรย์กล่าวว่า ให้เวลาคณะกรรมการตรวจสอบ ทุกอย่างจะกระจ่าง


ไม่เชื่อ "สุทัศน์" ให้ข้อมูลโจมตี


เมื่อถามถึงเงินของกระทรวงที่นายบุญจงนำไปแจกประชาชนในพื้นที่ นายวิฑูรย์กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่หาข้อมูลว่าที่ผ่านมามีการแจกเงินให้ประชาชนไปกี่จังหวัด ใช้งบฯเท่าไหร่ ใช้จ่ายอย่างไร ทั้งก่อนและหลังตนเข้ารับตำแหน่ง โดยให้รายงานกลับมาในวันที่ 29 มกราคมเพื่อเอาไว้ชี้แจงถ้าฝ่ายค้านอภิปราย
ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยให้ข่าวว่า นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลกับฝ่ายค้านเพื่อใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากมีความขัดแย้งกันนั้น นายวิฑูรย์กล่าวว่า ไม่ได้ขัดแย้งกับนายสุทัศน์และไม่เชื่อว่าจะมีคนในพรรคนำข้อมูลไปให้กับฝ่ายค้านนำมาอภิปรายโจมตีคนในพรรคเดียวกันเอง


"สุทัศน์" ซัดพท.ตอกลิ่มขัดแย้ง


ด้านนายสุทัศน์ เงินหมื่น กล่าวว่า เป็นการตอกลิ่มเพื่อให้เกิดความขัดแย้ง ยืนยันว่าตนกับนายวิฑูรย์ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน วันที่ 27 มกราคมยังคุยกันอยู่เลย ส.ส.ข้าวเหนียวพรรคนี้ปั้นแน่น ไม่มีทางแตกแน่นอน นอกจากนี้ เรื่องปลากระป๋อง พรรคเพื่อไทยยังเปิดประเด็นเองและเหตุเกิดใน จ.พัทลุง จะไปมีข้อมูลได้อย่างไร แล้วถ้านายวิฑูรย์หลุดจากตำแหน่งตนจะได้อะไร เพราะไม่หวังตำแหน่งรัฐมนตรีหรือผลักดันให้คนอื่นขึ้นเป็นรัฐมนตรีอยู่แล้ว


นายสุทัศน์กล่าวว่า พรรคไม่ได้ลอยแพนายวิฑูรย์ วันก่อน ยังเชิญ ส.ส.อีสาน ทั้งนายวิฑูรย์ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน นายอิสสระ สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี มาพูดคุยเรื่องนี้แต่ที่ไม่ออกมาชี้แจงแทนเพราะเห็นว่ารัฐมนตรีน่าจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุด พร้อมแนะนำว่าถ้าสื่อลงข่าวไม่ถูกต้องก็น่าจะฟ้องร้องได้
"เรื่องนี้ถ้าโปร่งใส ส.ส.อีสานก็พร้อมชี้แจงร่วมกับนายวิฑูรย์ แต่ถ้ามีการทุจริตเกิดขึ้น เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์คงไม่เอาไว้แน่" นายสุทัศน์กล่าว


ปชป.อักษร "จ." ปฏิเสธวุ่น


ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ส.ส.ปชป.ชื่อย่อ "จ." มีโรงงานปลากระป๋องอยู่ใน จ.สมุทรสาคร โดยให้เพื่อนสนิทชื่อ "ชาตรี" เป็นเจ้าของแทน และยังมี ส.ส.หญิง ภาคอีสาน ปชป.อักษรย่อ "ร." ที่เข้าไปเป็นเจ้าแม่ พม. เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวด้วยนั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปฏิเสธว่า "จ." ไม่น่าจะหมายถึงตน เพราะไม่เคยมีบ้านในจังหวัดสมุทรสาคร และ จ.ที่พรรคเพื่อไทยพูดถึงน่าจะเป็น จ. ที่อยู่ในสงขลามากกว่า
ด้านนายเจือ ราชสีห์ ส.ส.สงขลา ปชป.ปฏิเสธสั้นๆ ว่า ไม่มีโรงงานปลากระป๋อง และตนก็ไม่มีเพื่อนสนิทชื่อชาตรี ที่จริงตนไม่อยากร้อนตัวเป็นข่าวเพื่อให้ พท.ใช้ปั่นกระแสเล่น เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าถ้า พท.มีข้อมูลคงพูดชื่อจริงนามสกุลจริงไปนานแล้ว


พท.แฉอีกแจกหมูหยอง3จว.ใต้


วันเดียวกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงความไม่ชอบมาพากลกรณีถุงยังชีพของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อีกว่า ได้ตรวจสอบพบว่า ถุงยังชีพที่กระทรวง พม. จัดส่งไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง ล็อตแรก 1,500 ชุด และล็อตที่สองอีก 3,500 ชุด นอกจากมีปลากระป๋องเน่ายี่ห้อ "ชาวดอย" ยังพบว่ามีหมูหยองรวมอยู่ด้วย แต่เมื่อตกเป็นข่าวตั้งแต่ล็อตแรกจึงรีบแก้ไขนำออกจากถุงยังชีพล็อตที่สอง ซึ่งรวมถึงอีก 15,000 ชุดที่เตรียมส่งช่วยเหลือประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดละ 5,000 ชุด ก็มีหมูหยองด้วย แต่ได้มีการระงับและรีบแก้ไขนำออกจากถุงยังชีพและจัดส่งหมูหยองไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ยโสธร ซึ่งเป็นพื้นที่หาเสียงแทน


เชื่อเลี่ยงให้แต่ละจว.ซื้อวิธีพิเศษ


นายพร้อมพงศ์กล่าวด้วยว่า สำหรับร่องรอยของปลากระป๋องเน่า "ชาวดอย" ที่อ้างว่าส่งคืนกลับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯนั้น ยังไม่ทราบว่าสิ่งของทั้งหมดอยู่ที่ไหน เท่าที่ทราบจำนวน 15,000 ชุดที่เตรียมนำไปแจกประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และนำหมูหยองออกนั้น แหล่งข่าวแจ้งว่า ถูกนำไปไว้ที่ จ.ราชบุรี แต่ไม่สามารถระบุสถานที่ชัดเจนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ของกลางถูกเคลื่อนย้ายออกไปอีก


"ถุงยังชีพของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่นายวิฑูรย์อ้างว่า รับบริจาคมานั้น น่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ โดยแยกย่อยให้แต่ละจังหวัดจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งการแยกย่อยรายจังหวัดทำให้ตัวเลขงบประมาณดูไม่สูง ดำเนินการได้โดยไม่ต้องมีการประมูล กรณีที่นายวิฑูรย์ได้ยื่นข้อมูลให้ ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบ กรรมการก็มีคนของพรรคประชาธิปัตย์ร่วมอยู่ด้วย เป็นการฟอกช่วยเหลือไม่ให้รัฐบาลได้รับผลกระทบมากกว่า" นายพร้อมพงศ์กล่าว


โอ่มีหลักฐานเด็ดยื่นป.ป.ช.


นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายวิฑูรย์จะฟ้องร้องการเปิดชื่อย่อว่า ขอท้ากลับไปยังนายวิฑูรย์ให้ฟ้องร้องตนได้ทันที เพื่อที่จะได้เปิดชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในชั้นศาล ขณะนี้ พท.มีหลักฐานพร้อมยื่นต่อ ป.ป.ช.เพื่อไตร่สวนเอาผิดนายวิฑูรย์ โดยการยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.หลังจากกรณีที่นายวิฑูรย์ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องปลากระป๋องเน่า รวมไปถึงเจ้าแม่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ชื่อเล่น "บ.ใบไม้"และเป็น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปก้าวก่ายโดยใช้อำนาจไปหาประโยชน์ซึ่งถือเป็นการทำความผิดตามมาตรา 266 ซึ่ง พท.เอาผิดกราวรูดกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมไปถึงข้าราชการที่ให้ความช่วยเหลือนักการเมืองอย่างผิดๆ ด้วย


ปลัดพม.ชิ่งสื่ออ้างติดประชุม


ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพัทลุง ถึงปลากระป๋องเน่าที่ชาวบ้านนำมาคืน ได้รับแจ้งว่า มีบริษัทเอกชนเป็นผู้รับไป แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ และไม่รู้ว่าของกลางถูกนำกลับไปคืนไว้ที่ใดแน่ ขณะที่หน่วยงานในส่วนกลางก็ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาให้รายละเอียดถึงปลากระป๋องเน่าว่าถูกนำไปเก็บไว้ที่ใด


ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อขอสัมภาษณ์นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวง พม. ถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการรับบริจาคของช่วยเหลือชาวบ้านย้อนหลัง 3 ปี ตามที่นายวิฑูรย์สั่งให้รวบรวม แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่ากำลังติดประชุม เช่นเดียวกับนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบนำกระเป๋านักเรียนวันเด็กไปแจกรวมถึงเงินสงเคราะห์สวัสดิการช่วยเหลือชาวบ้าน ได้ปิดโทรศัพท์ไม่สามารถติดต่อได้


แจ้งความรง.ปลากระป๋อง "ชาวดอย"


นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ สธ.เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัท ทองกิ่งแก้ว ฟู้ด ผู้ผลิตปลากระป๋อง"ชาวดอย" และเจ้าของบริษัท ในข้อหาปลอมแปลงอาหาร และผลิตอาหารที่ไม่มีคุณภาพ นอกจากนี้ พบว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนผลิตอาหารกระป๋องไว้อีก 15 ฉลาก สธ.กำลังตรวจสอบว่า ทั้ง 15 ฉลากผลิตและจำหน่ายไปจำนวนเท่าไหร่ และให้เจ้าหน้าที่เรียกเก็บสินค้าทั้ง 15 ฉลากออกจากร้านค้าทั้งหมด รวมถึงให้หยุดผลิต และตรวจสอบที่มาของการผลิตอีกด้วย

คนจนรัก คนรวยเกลียด

ที่มา เดลินิวส์

เห็นรัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1” ใช้ นโยบาย “แจกแหลก” ให้แก่ “คนจน” เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ เห็น ตัวเลขรายรับที่รัฐบาลจะได้ไม่ถึงเป้าจากการเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร เห็น สภาพที่ย่ำแย่ของ เหล่ารัฐวิสาหกิจทั้งหลายแล้ว อดสงสัย ไม่ได้ว่า รัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1” จะเอาเงิน ที่ไหน มาใช้สำหรับ นโยบาย “แจกแหลก” ที่ประกาศออกมาแล้วนั้น

และแล้วก็ต้อง ร้อง “อ๋อ” เพราะตรงตามที่คาดเดาไว้ทุกประการนั่นคือ ที่ไหนจะขูดรีดรายรับมาได้ จะต้องทำ และสิ่งหนึ่งที่ “กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลังประกาศออกมาแล้วคือ เดินหน้า ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน และ สิ่งปลูกสร้าง และ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีมรดก เพื่อเก็บ ภาษีจาก “คนรวย” มาแบ่งสันปันส่วนให้ “คนจน”

แม้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีจะบอกว่าเรื่องนี้ต้องดูให้รอบคอบและกินเวลานานกว่าจะดำเนินการได้ แต่มาถึงจุดนี้ เชื่อได้เลยว่า รัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1” กำลังสร้างสภาวะที่เรียกว่า “คนจนรัก คนรวยเกลียด” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มีคำถามว่า “คนจน” และ “คนรวย” แตกต่างกันตรงไหน

คำตอบก็คือ “คนรวย” นั้น หมั่นออม เพื่อเก็บหอมรอมริบไว้ให้ลูกหลาน พวกนี้จะใช้จ่ายอย่างประหยัด เข้าขั้นขี้เหนียว เพราะ ถ้าไม่ขี้เหนียวจะไม่รวย

“คนรวย” เป็นพวก มีปากมีเสียงในสังคม ขี้หมั่นไส้ แต่ โอกาสจะเปิดให้แก่เขาเสมอเพราะมีเงิน

และลักษณะสำคัญของ “คนรวย” คือ ชอบขับไล่รัฐบาล ถ้าไม่ถูกใจ ถ้ามีอะไรมาทำให้ตัวเดือดร้อน จะรวมตัวกันขับไล่รัฐบาลได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว ว่ากันว่า กลุ่ม “เสื้อเหลือง” มี “คนรวย” รวมพลอยู่ด้วยจำนวนไม่น้อย เพราะ “คนรวย” หมั่นไส้ “ทักษิณ ชินวัตร”

ส่วน “คนจน” ออมไม่เก่งเพราะไม่รู้ว่าจะออมอย่างไร เมื่อไม่ออม จึงขยันใช้จ่ายไปวัน ๆ จนอยู่แล้ว จึงจนมากขึ้นไปอีก

ในสังคมไทยเรานั้น มี “คนจน” มากกว่า “คนรวย” แถว “ภาคเหนือ” กับ “ภาคอีสาน” จะมี “คนจน” ค่อนข้างมาก

รู้กันดีว่า “คนจน” มักจะ มีความจงรักภักดีสูง นักการเมืองผู้ใดแจกเงินแจกทองให้ “คนจน” จะรักมากเป็นพิเศษ ดูอย่าง “ทักษิณ” เป็นตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

“คนจน” ที่ไม่ทำตัวแบบ “คนจน” คือใช้จ่ายน้อย ๆ ขยันประหยัดหลาย ๆ คนได้ กลายเป็น “คนรวย” ได้ในชั่วพริบตาเลยทีเดียว

“คนจน” นั้นตั้ง “รัฐบาล” แต่ “คนรวย” ล้ม “รัฐบาล” นี่คือสัจธรรมที่เห็น ๆ อยู่ในประเทศไทยเรา

ระยะหลังมานี้ พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มนำเอา นโยบาย “ประชานิยม” มาใช้มากขึ้น เพราะรู้ดีว่า “คนจน” มีมากกว่า “คนรวย” และต้องเอาใจ “คนจน” ไว้ก่อน ด้วยแต่ดั้งแต่เดิมมาว่า พรรคนี้ เจาะภาคอีสานและภาคหนือ ไม่ได้ จึงปากแห้งมาหลายปี ด้วยไม่ได้เป็นรัฐบาลกับเขาเลย ซึ่งความผิดพลาดนี้จะผิดพลาดอีกไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเป็นพรรคการเมือง ถ้าไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล มัน ทรมานใจ ขนาดไหน พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีอยู่แก่ใจ

นอกจากจะเอาใจคนอีสานและคนเหนือแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังต้อง ซื้อใจกลุ่มคนเสื้อแดง ให้ได้ ต้องการ เอาชนะใจ พรรคที่คัดค้านพรรคประชาธิปัตย์และสนับสนุน “ทักษิณ ชินวัตร” และ ต้องทำอะไรก็ได้ ที่ไม่เหมือนเก่าก่อน เป็น “ลุค” ใหม่ ของพรรค ประชาธิปัตย์โดยแท้

แนวคิดการเก็บ ภาษีที่ดิน และ ภาษี มรดก จึงผุดขึ้นมาในสมองของ “กรณ์” และ “อภิสิทธิ์” ในบัดดล

ไม่แคร์เหล่ามวลมหาเศรษฐีที่เป็น นักการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นตระกูลดัง ๆ เช่น ศิลปอาชา โสภณพนิช ล่ำซำ บริพัตร เกี่ยวข้อง เทพบุตร พันธุ์วิชาติกุล เทียนทอง ภัทรประสิทธิ์ เทือกสุบรรณ หาญสวัสดิ์ อยู่บำรุง ตันเจริญ สุวรรณฉวี ชาญนุกูล นาคาศัย ขจรประศาสน์ นามบุตร เสนเนียม สาลีรัฐวิภาค หรือแม้แต่ จาติกวณิช และ เวชชาชีวะ เองก็ล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น

เซียนพนัน จึง ลงขันเล่นกัน ว่า แนวคิดนี้นั่นคือ เก็บภาษีมรดก และ ภาษีที่ดิน จะสำเร็จหรือไม่ ถ้าสำเร็จ ฝันของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะ เรียกคะแนนเสียง จาก “คนจน” จะเป็นจริงหรือไม่

และสำคัญที่สุด เหล่า “คนรวย” ทั้งหลายจะยัง เทคะแนน ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนเดิม หรือไม่ เพราะแค่โพล่งออกมาขั้นต้น “คนรวย” ทั้งหลายก็เริ่มเกลียดพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“คนรวย” นั้น ถ้าเขาไม่ขี้เหนียว เขาไม่รวยหรอกครับ จริงไหมล่ะ จึงขอพูดอีกครั้งหนึ่ง ดัง ๆ มา ณ โอกาสนี้.

อนุภพ