WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 31, 2009

ลิงแก้แห

ที่มา เดลินิวส์

กรณีปลากระป๋องเน่า แจกคนพัทลุง ยิ่งแก้ตัว ยิ่งเหมือนลิงแก้แห จากที่บอก เอกชนจัดซื้อ เอาของไม่ตรงสเปกส่งมอบ กลายเป็นของบริจาค โดย นายวิเชน สมมาต

ตอนแรกก็รับสมอ้าง บริจาคจริง แต่แค่ 1,500 ชุด ไม่ใช่ 2 หมื่นชุด หลัง ๆ บอกเป็นแพะ

ล่าสุดของล่าสุด สื่อลงข่าววิเชน สมมาต ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร อ้าว เป็นผี แล้วสิ แล้ว วิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ จะมีเรื่องอะไรออกมาเล่าขานอีกละเนี่ย

คนไทย ไม่ได้กินแกลบหรอกนะ

อีกกรณี บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ มท.3 กลุ่มเพื่อนเนวิน เอาเงินจาก กระทรวงของวิทูรย์ แจกเบี้ยยังชีพคนชราคนละ 500 บาท ณ บ้านพักตัวเอง ที่โคราช

มีอธิบดีกรมการปกครอง นายอำเภอโชคชัย เป็นสักขีพยาน

มีอดีต ส.จ.ภริยาที่กำลังจะลงเลือกตั้งร่วมแจก พร้อมแจกนามบัตร มท. 3 ด้วย

เพื่อไทย ยื่น ป.ป.ช.สอบทันทีทั้งให้ถอดถอน-ผิดอาญา ธรรมดา เป็นฝ่ายค้าน แต่ ส.ว.ลากตั้ง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่น กกต.สอบซ้ำว่า ผิดตามรธน.266 ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่ นี่สิ น่าสน

เพราะหาก กกต.เห็นว่า ใช่ ก็จะส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย อีกครั้ง

จะออกหัวออกก้อยไม่รู้ แต่ สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ตกเก้าอี้ เพราะไปทำอาหารโชว์ในทีวี แล้วถูก เรืองไกร นี่แหละยื่นเรื่องให้สอบ

ศาลรัฐธรรมนูญ อ้าง “พจนานุกรม” ด้วย วินิจฉัยว่า การทำอาหารโชว์เป็น ลูกจ้าง สมัคร ไปทันที

กรณีบุญจงโจ่งครึ่มกว่าเยอะเลย เงินที่แจกก็ภาษีทั้งดุ้น แต่ดันไปแจกที่บ้านตัวเอง นี่ก็น่าเกลียดพอแล้ว ที่แก้ตัวไม่ออก ทำไมต้องแนบนามบัตรด้วย

จะน้ำขุ่น ๆ ว่า แจกนามบัตรเป็นปกติ ฟังยังไง ก็ฟังไม่ขึ้นน่ะ !!!

นอกจาก เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า โดยเอาเงินภาษีของประชาชนไปแจกเอง

ดูยังไง ก็เข้าข่าย ม.266 ห้าม ส.ส. ส.ว. ก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติงานของข้าราชการประจำ (อธิบดีกรมการปกครองและนายอำเภอโชคชัย ถือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา) เพื่อผลประโยชน์ตัวเองทั้งทางตรงและทางอ้อม

แต่นั่นละ ถ้าบุญจง ยังอยู่ขั้วเพื่อไทย คงตายแน่ แต่เมื่อพลิกขั้ว ก็ไม่แน่ หรอกนะ

ในเมื่อที่ผ่านมา ซีกหนึ่งดำปี๋ ผิดทุกเรื่อง อีกซีก ขาวจั๊วะ รอดทุกเรื่อง ไม่ใช่หรือ

ฟังเจ๊สด สดศรี สัตยธรรม กกต. ก็งง ๆ ตอนแรกบอก การแจกนามบัตรไม่ถือเป็นสิ่งของและทรัพย์สิน การแจกนามบัตรอาจเป็นการแนะนำตัวแทนคำพูด และในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติความผิด

อย่างนี้รอดแหง ๆ แต่ล่าสุด บอก ถ้าผิดจริงถึงขั้นยุบ พรรคภูมิใจไทย ได้เลย เอาเข้าแล้วสิ

แต่ขอเรียกร้อง ส.ว.ลากตั้ง ประสาร มฤคพิทักษ์ ที่เรียกหาธรรมาภิบาลทุกลมหายใจ ไม่สนจะสอบว่าเป็น “บูรณาโกง” บ้างหรือ เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสไง !!!

เห็นมีแต่ ส.ว.ลากตั้ง เรืองไกร นี่ล่ะ ไม่เข้าใคร ออกใคร ของจริง เลยจะถูกถอดถอน....นี่แหละ.

ดาวประกายพรึก

หลุมดำ

ที่มา ไทยรัฐ

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมคณะเดินทางไปประชุมเศรษฐกิจโลกหรือ WORLD ECON OMIC FORUM ที่เมือง ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นเวทีใหญ่ระดับโลกที่มีผู้นำประเทศต่างๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทั่วโลก

ยิ่งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยเกิดปัญหาไปทุกประเทศ เวทีนี้ จึงมีความหมายและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยแนวคิดใหม่ๆ ด้วยวิธีการใหม่ที่จะนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและเป็นแนวทางเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจโลก

ทุนนิยมสมัยใหม่ที่เคยเบ่งบาน วันนี้กำลังเกิดปัญหาอย่างที่สหรัฐฯ ประสบอยู่เมื่อทุกคนมุ่งไปสู่ผลกำไร มุ่งไปสู่ความโลภ การเอารัดเอาเปรียบ การแก่งแย่ง สร้างมูลค่าเกินความจริง สุดท้ายก็เกิด ฟองสบู่แตกบริษัทยักษ์ใหญ่ สถาบันการเงินก็เลยเจ๊งอย่างไม่เป็นท่า

ไทยนั้นนอกเหนือจากต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจเหมือนประเทศอื่นๆแล้ว ยังมีปัญหาการเมืองที่ทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหายในสายตาของนานาประเทศ

เรียกว่าไทยเจอ 2 เด้งในคราวเดียวกัน

แน่นอนว่าการเดินทางไปร่วมประชุมของนายกฯนั้น นอกเหนือจากจะได้เสนอแนวคิดเสนอไอเดียต่อเวทีโลก ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดเช่นกันว่าจะมีภูมิปัญญามากน้อยแค่ไหน จะมีทางออกต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างไร และยังเป็นเวทีที่จะอธิบายให้ชาวโลกรู้ว่าไทยมีแนวทางแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร

ที่สำคัญน่าจะอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจะทำให้ประเทศต่างๆเข้าใจไทยในด้านการเมือง ในด้านความเชื่อมั่นและยืนยันว่าเมืองไทยอยู่ ภาวะปกติมีความปลอดภัย 100% ไม่ต้องหวาดหวั่นหวาดกลัวกันแล้ว

ครับ...หากนายกฯสามารถโน้มน้าวและสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือได้ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศทั้งระยะสั่นและระยะยาว โดยเฉพาะความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่จะต้องทำให้เห็นว่าเมืองไทยนั้นลงทุนและมาตรการ เอื้อต่อการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว

การท่องเที่ยวซึ่งเป็นจุดแข็งและเป็นรายได้หลักของประเทศ ซึ่งจริงๆแล้วเมืองไทยนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวและได้รับความนิยมจากชาวต่างประเทศอยู่แล้ว

เพียงแต่ต้องเรียกความรู้สึกเดิมๆให้คืนกลับมาให้ได้ เชื่อว่าอีกไม่นาน นักท่องเที่ยวก็จะกลับมาอีก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เคยมาแล้วและนิยมชมชอบคนไทย

นอกจากนั้นยังมีเวทีที่จะกระจายข่าวสารไปสู่ทุกมุมโลกก็คือหนังสือพิมพ์ชั้นนำระดับโลก สถานีโทรทัศน์อย่างซีเอ็นเอ็น บีบีซีที่ นายกฯจะให้สัมภาษณ์แบบเปิดใจไทยแลนด์

ก่อนหน้านี้อดีตนายกฯทักษิณเคยไปร่วมประชุมและแจ้งเกิดในเวทีระดับโลกนี้มาแล้ว แต่วันนี้ต้องระหกระเหินเพราะหนีคดีจาก เมืองไทย แต่ก็ยังใช้จุดแข็งที่พยายามจะบอกว่าเขาไม่ผิด แต่เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกลุ่มอำนาจการเมืองในขณะนี้

คือกองทัพ ศาล และยังพาดพิงไปถึงองคมนตรีด้วย

แน่นอนว่านายกฯอภิสิทธิ์ นอกจากจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ให้ ปรากฏและนั่นก็หมายความเป็นการพิสูจน์ตัวตนของนายกฯมือใหม่หัดขับว่าจะแน่สักแค่ไหน จะสร้างความเชื่อมั่นและประทับใจได้หรือไม่ จะเหนือชั้นหรืออ่อนชั้นกว่าอดีตนายกฯทักษิณ

เช่นกันปัญหาการเมืองในประเทศซึ่งก็คงจะต้องได้รับคำตอบและย่อมสัมพันธ์กับคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตรอย่างแยกไม่ออก

จะแก้ต่างอย่างไรเพื่อให้เข้าใจการเมืองไทย จะแก้ต่างอย่างไรในบทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ว่าจะคมพอให้เกิดความเชื่อถือมาก น้อยแค่ไหน

ถ้าทำการบ้านดีๆ เวทีโลกแห่งนี้น่าจะช่วยให้ประเทศไทยผ่อนคลาย ลงไปจากสายตาของต่างชาติที่มองไทยอย่างขาดความเชื่อมั่น

และนั่นอาจจะทำให้ไทยหลุดจาก หลุมดำ การเมืองได้เร็วขึ้น.

สายล่อฟ้า

ไฟต์บังคับแค่ 'อภิสิทธิ์'

ที่มา ไทยรัฐ

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสียหายมันเกิดขึ้นกับประชาชนที่เดือดร้อนอยู่”

โดยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณจะมีการพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรี หลังเดินทางกลับจากประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์

อย่างช้าไม่เกิน 2-3 วัน

จึงไม่แปลกที่จะได้ยินน้ำเสียงที่สั่นเครือของนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ ที่กำลังเกิดอาการอาหารเป็นพิษจากฤทธิ์ปลากระป๋องเน่า

ประกาศกลางสภาฯ เรื่องนี้ไม่ต้องการให้นายกฯลำบากใจ

“หากมีผลออกมาชัดเจนว่าผมผิด ผมพร้อมจะรับผิดชอบทางการเมือง ผมจะลาออก และผมจะเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต”

เหมือนอัดอั้นกับชะตากรรมที่รู้ตัวล่วงหน้า

แน่นอน แม้ว่าทางคดีต้องว่ากันอีกยาว และโดยหลักฐานก็ยากจะสาวถึง “ไอ้โม่ง”

แต่โดยกระแสทางการเมือง อารมณ์ความรู้สึกของสังคม มันก็อย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ยังไม่กล้าปฏิเสธว่า ความเสียหายมันเกิดขึ้นกับประชาชนคนยากคนจนที่เดือดร้อนอยู่

มันยิ่งหนักเป็นสองเด้ง

แม้แต่แกนนำในพรรคประชาธิปัตย์เอง จับน้ำเสียงจากรุ่นใหญ่สุดอย่างอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค จอมเก๋าที่เชี่ยวกระแสกว่าใคร

คิวนี้ไม่กล้าเสี่ยงเอาต้นทุนหน้าตักมาอุ้มรัฐมนตรีของพรรค

นายชวนออกตัวนิ่มๆแค่ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน นายกฯอภิสิทธิ์ประกาศไว้ชัดเจนว่า สนับสนุนการตรวจสอบการทำงานที่โปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ในสายตาของนายกรัฐมนตรี

ปล่อยให้ว่ากันตามธรรมชาติ

จับอาการ “ชวน-อภิสิทธิ์” คนต้นทุนหน้าตักหนาของประชาธิปัตย์ พร้อมใจกันเล่นบทตีกรรเชียง ไม่กล้าเสี่ยงกับของเหม็น “ปลากระป๋องเน่า”

เห็นมีก็แค่ฝ่ายหน้าตักติดลบอย่าง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะลูกพี่ใหญ่สายตรงของนายวิฑูรย์เท่านั้น ที่ยังออกมากางปีกป้องลูกน้องรัก

ยื้อให้พิสูจน์ผิดถูกตามหลักฐาน

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยเงื่อนไขที่มากกว่าการท้าทายกระแสสังคม ในอารมณ์ของแม่ทัพใหญ่ที่ไม่ต้องการรับศึกหลายด้าน ประเมินจากการที่นายกฯอภิสิทธิ์รีบส่งสัญญาณจะพิจารณาปรับ ครม.หลังบินกลับจากเมืองดาวอส

วางมัดจำล่วงหน้า

เบื้องต้นมองได้ว่า มันคือการชิงจังหวะดับไฟ ไม่ให้เงื่อนไขเข้าทางการนัดรวมพลใหญ่ม็อบเสื้อแดงในวันที่ 31 มกราคม

เพราะถ้าปล่อยให้ม็อบเสื้อแดงจุดติด พร้อมๆกับเงื่อนไขที่สังคมเอะใจในพฤติกรรมความไม่โปร่งใสของรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งคิวหว่านประชานิยมแบบโฉ่งฉ่าง ไม่กลัวเงินหลวงรั่วไหลรายทาง โดยเฉพาะคิวปลากระป๋องเน่าซ้ำเติมชาวบ้านที่เดือดร้อน

หางโผล่ตั้งแต่ไก่โห่

เข้าทางฝ่ายตรงข้ามที่จะประจานให้สังคมเห็นภาพ “ไอ้เสือหิว” ที่อดอยากปากแห้งมานาน ต้องเร่งตุนเสบียงเตรียมเลือกตั้ง พฤติกรรมแย่ยิ่งกว่าที่ด่า “ทักษิณ” ซะอีก

ต้นทุน “เด็กดี” ที่ “อภิสิทธิ์” สะสมไว้ก็จะมลายหายไปในเวลาอันรวดเร็ว

และนั่นก็หมายถึงการปิดตำนาน ปิดหนทางพรรคประชาธิปัตย์ที่วางโปรแกรมจะหวนกลับมาครองอำนาจอีกวาระหนึ่งแบบโปร่งใส ไร้ข้อครหาฉกชิงวิ่งราว

โดยเงื่อนไข เดิมพันของ “อภิสิทธิ์” สูงกว่าใคร

แต่ปัญหาก็คือ ฝ่ายที่ต้นทุนติดลบ ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวด้วยซะเมื่อไหร่ ล่าสุดนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ในคาถาพ่อมดเขมร ก็ยังปากกล้า พร้อมจะเปิดบ้านแจกเงินให้ชาวบ้านอีกถ้ามีโอกาส

ไม่สนใจปมเงินหลวงแนบนามบัตร ฉาวได้ก็ฉาวไป

และก็ให้ท้ายกันซึ่งๆหน้า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะว่าที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แอ่นอกการันตีให้เลยว่า นายบุญจงไม่มีความผิดกรณีการแจกเงินพร้อมนามบัตร

ส่วนกระแสข่าวที่นายกฯอาจตัดสินใจการปรับนายบุญจงพ้น ครม. จากกรณีปัญหาดังกล่าวนั้น ในเมื่อนายบุญจงไม่ได้มีความผิดอะไร ก็คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก หากจะมีการปรับพ้นจาก ครม.

ยัดของเน่าใส่มือ “อภิสิทธิ์” ตื๊อให้อุ้มต่อไป.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เวทีนปช.คึก นครบาลประเมินคน 2-3 หมื่น

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ (31 ม.ค.) เมื่อเวลา 20.00 น. พล.ต.ท. สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ให้สัมภาษณ์ก่อนออกตรวจที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประมาณ 2-3 หมื่นคน ซึ่งยังไม่ได้เจราจากับแกนนำนปช.ถึงการชุมนุมในวันนี้ แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ออกมาประกาศเตือนว่า สามารถที่จะชุมนุมได้ด้วยความสงบ ห้ามทำความเสียหาย หรือสร้างความเดือนร้อนต่อประชาชน หากมีการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายทันที

นอกจากนี้ ผบช.น. กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะออกไปตรวจยังจุดสะพานมัฆวานรังสรรค์ และอื่นๆ เพราะทราบว่า เรื่องรถน้ำดับเพลิง และรถส่องแสงไฟยังไม่เรียบร้อย ขณะนี้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลจำนวน 5 กองร้อย 750 นายดูแลรักษาความปลอดภัยโดยรอบทำเนียบฯ

ด้านผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง แกนนำนปช.ทั้งหมด ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ได้ผลัดกันขึ้นเวทีปราศรัยเรียกขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ชุมนุมเพื่อให้มีการฮึกเหิมพร้อมจะเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 21.00น. นอกจากนี้ยังโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกันอย่างเผ็ดร้อน

กมธ.งบประมาณฯ ผงะเงินเกลี้ยงคลัง

ที่มา ไทยรัฐ

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 ม.ค. ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี 2552 โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเป็นการพิจารณาในส่วนของงบประมาณกระทรวงการคลัง ซึ่งนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลังและคณะเข้าชี้แจง โดยนายศุภรัตน์กล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ให้ทันในเดือน ก.พ.และ มี.ค.นี้ เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ มิเช่นนั้น เศรษฐกิจไทยอาจติดลบถึง 3% ได้ ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 พบว่ารัฐจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 16% ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์รายได้ตลอดปี 52 จะอยู่ที่ 132,000 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปได้เพียง 7.9% มีการตั้งรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังสำหรับงบกลางปีไว้จำนวน 12,900 ล้านบาท มาจากรายได้ที่จะได้จากการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และรายได้จากผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ

เหลือพอจ่ายเงินเดือนอีกแค่เดือนครึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น กรรมาธิการฯ ทั้งจากรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างรุมซักถามถึงสาเหตุของการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ที่เชื่อว่าจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน จนนายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส. กระบี่ กรรมาธิการจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้กระทรวงการคลังนำความจริงมาพูดให้ทุกคนรู้ ว่าความจริงขณะนี้ประเทศไทยมีเงินคงคลังจำนวนเท่าใดกันแน่ นายศุภรัตน์กล่าวยอมรับว่า มีเม็ดเงินไหลออกมากกว่าเม็ดเงินไหลเข้า การบริหารเงินคงคลังต้องทำด้วยความละมุนละม่อม ทั้งนี้ สิ้นเดือนธันวาคมปี 2551 มีเงินคงคลังอยู่ 52,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายศุภรัตน์กล่าวจบ นายพิเชษฐ์ถึงกับกล่าวอย่างตกใจว่า เหตุใดเงินคงคลังจึงมีมากกว่ารายจ่ายประจำไม่ถึง 2 เดือน นายศุภรัตน์จึงกล่าวตอบว่า ยังมีเงินพอที่จะจ่ายเป็นเงินเดือนประจำประมาณ 1 เดือนครึ่ง เนื่องจากต้องจ่ายเงินเดือนประจำ เดือนละ 32,000 ล้านบาท เหตุที่เงินคงคลังเหลืออยู่ไม่มาก เนื่องจากที่ผ่านมาได้ลดการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ เพื่อเป็นการลดภาระการจ่ายดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขต่างๆไม่เพียงพอ ก็ยังสามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้อีก โดยกรอบการกู้ยืมเงินมีกฎเกณฑ์ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อาจต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ให้เร็วกว่าเดิม ขณะนี้ การขาดดุลงบประมาณทั้งประจำปีและกลางปี มีจำนวน 340,000 กว่าล้านบาท

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบซื้อชุดนักเรียน

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณางบประมาณในโครงการสนับสนุนการจัดการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยกรรมาธิการจากซีกฝ่ายค้านได้รุมซักถามอย่างหนัก โดยเฉพาะวิธีการจัดซื้อเครื่องแบบนักเรียน ที่ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะจัดซื้ออย่างไร

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ชี้แจงว่า สำหรับเครื่องแบบนักเรียนจะไม่มีการจัดซื้อที่กระทรวงศึกษาหรือส่วนกลาง ตลอดจนเขตพื้นที่ แต่จะให้ซื้อกันที่โรงเรียน เบื้องต้นกำลังพิจารณาว่า จะให้เงินผู้ปกครองหรือแจกเป็นคูปอง ส่วนการกำหนดสเปกของ มอก.นั้นความจริงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามก็ได้ โดยอาจจะใช้หลักให้ผู้ปกครองเห็นสมควร

นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา กมธ.จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส่วนตัวติดใจในงบประมาณจัดซื้อเครื่องแบบนักเรียนกว่า 2,600 ล้านบาท เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายเรียนฟรี หากเป็นอุปกรณ์การเรียนและหนังสือเรียนยังพอรับได้ ดังนั้นจึงขอตัดงบส่วนนี้ทั้งหมด และได้สงวนคำแปรญัตติ เพื่อนำไปอภิปรายในสภา

มึน “บุญจง” แจกเงินพร้อมใบสมัคร

ที่มา ไทยรัฐ

หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุถึงทิศทางในการปรับ ครม.ว่า กำลังดูข้อมูลทั้งหมด และจะมีจุดยืนที่ชัดเจน หลังเดินทางกลับจากประชุมอิโคโนมิคฟอรั่ม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้ว 2-3 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 30 ม.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย แจกเงินสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้กับชาวบ้านใน จ.นครราชสีมา พร้อมแนบนามบัตรและใบสมัคร สมาชิกพรรคภูมิใจไทยไปด้วยว่า กรณีนายบุญจงยังไม่ชัดเจน สิ่งที่ฝ่ายค้านพูดยังห่างจากข้อเท็จจริงที่นายบุญจงออกมายืนยัน แต่เมื่อมีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ ก็เป็นการดีที่สุด เพราะเป็นองค์กรอิสระที่เป็นกลาง ผู้สื่อข่าวถามว่าฝ่ายค้านระบุว่า นอกจากนายบุญจงจะมอบเงินพร้อมนามบัตรแล้ว ยังมีการแจกใบสมัครพรรคภูมิใจไทยแนบไปด้วย เพื่อ เป็นการจูงใจให้สมัครเป็นสมาชิกพรรค นายสุเทพตอบว่า เพิ่งทราบเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้นายบุญจงไม่เคยอธิบายเรื่องใบสมัคร เพิ่งได้ยินเรื่องนี้

ปัดใช้งบรัฐสร้างความนิยมให้ตัวเอง

เมื่อถามว่าการมอบเงินให้ชาวบ้านของนายบุญจง เป็นการนำงบประมาณของรัฐไปสร้างความนิยมให้ตัวเอง หรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ไม่น่าเป็นเช่นนั้น ส่วนตัวเห็นว่า กระบวนการซื้อของไปแจกให้ประชาชนควรยกเลิก ถ้าจะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนกรณีต่างๆ ควรช่วยเหลือเป็นเงิน จะได้นำเงินไปซื้อหาสิ่งที่เป็นความ จำเป็น และไม่เกิดการรั่วไหล อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือเป็นเงิน ก็ต้องมีผู้นำไปมอบหรือโอนเงินให้ จะนำมาเป็น ข้อกล่าวหาว่า สร้างความนิยมให้ตัวเองคงไม่ได้ เมื่อถามว่าต่อไปรัฐบาลจะเปลี่ยนการช่วยเหลือให้เป็นเงินแทนสิ่งของใช่หรือไม่ นายสุเทพตอบว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของตนและเพื่อน ส.ส. คงต้องนำมาหารือกับรัฐบาลก่อน

“สรอรรถ” ดอดถกการเมือง “สุเทพ”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บ่ายวันเดียวกัน นายสรอรรถ กลิ่นประทุม และนายบุญลือ ประเสริฐโสภา แกนนำกลุ่มภาคกลาง พรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางเข้าพบหารือกับนายสุเทพ ที่ทำเนียบฯ ทั้งนี้นายบุญลือกล่าวหลังเข้าพบว่า นายสรอรรถและตนได้มาหารือเรื่องงาน ส่วนตัวกับนายสุเทพ นอกจากนี้ ยังได้หารือเรื่องงานทางการเมือง โดยได้แจ้งให้ทราบว่าทางกลุ่มภาคกลางของเรา มีรัฐมนตรีในสังกัดอยู่ด้วยคือนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรฯ ซึ่งก็ไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยด้วย หากมีอะไรก็ให้ประสานงานกันมาได้ ทางกลุ่มเรามี ส.ส. ที่ตามไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยแล้ว 2 คน และยังมีสมาชิกกลุ่มที่ยังอยู่ในพรรคฝ่ายค้านอีก 3-4 คน รวมทั้งยังมีอดีต ส.ส.ลพบุรีและราชบุรี ที่เตรียมเข้ามาอยู่ด้วยกันอีก เมื่อถามว่ามีการพูดคุยถึงเรื่องกระแสการปรับ ครม. ด้วยหรือไม่ นายบุญลือตอบว่า ไม่ได้คุยเรื่องนี้ และนาย สุเทพก็ไม่ได้แจ้งเรื่องการปรับ ครม. ภายหลังนายกฯเดินทาง กลับจากดาวอส แต่ถ้าจะมีการปรับจริงก็ต้องมาคุยกัน

“บุญจง” ปลอบใจท้อแต่อย่าถอย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า บ่ายวันเดียวกัน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ได้เป็นประธานประชุมคณะกรรมการตรวจสอบสถานบริการ ของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางป้องกันอุบัติภัยในสถานบริการ หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงซานติก้าผับ จากนั้นได้กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช.จะตรวจสอบเรื่องการแจกเงินสงเคราะห์ให้กับประชาชนใน อ.โชคชัย พร้อมแนบนามบัตร ที่บ้านพักใน จ.นครราชสีมา โดยทันทีที่ผู้สื่อข่าวถาม นายบุญจงได้ลุกจากเก้าอี้ และยกมือไหว้ขอบคุณผู้สื่อข่าว โดยกล่าวแต่เพียงว่า ขณะนี้เรื่องอยู่ในกระบวนการตามกฎหมายแล้ว ตนมีหน้าที่เพียงแค่รอชี้แจงกับ ป.ป.ช. เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยระบุว่ามีการแจกใบสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วยจริงหรือไม่ นายบุญจงตอบว่า ไม่จริง เมื่อถามว่าเท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยใช้เอกสารเท็จหรือไม่ นายบุญจงตอบว่า ไม่ทราบ จากนั้นเดินเข้าห้องทำงานทันที ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันเดียวกันได้มีการนำแผ่นสติกเกอร์ ข้อความว่า “ท้อได้แต่อย่าถอย” มาติดที่หน้าประตูห้องของนายบุญจงด้วย

เชื่อ “บุญจง” ชี้แจงข้อกล่าวหาได้

ที่โรงแรมสิริภิญโญ นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังการประชุมพรรคว่า การประชุมพรรควันนี้ มีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการหารือถึงการประชุมวิสามัญใหญ่พรรค ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เพื่อทำการเลือกหัวหน้า รองหัวหน้า เลขาธิการและกรรมการบริหารพรรค โดยจะมีสมาชิกพรรคทั่วประเทศเข้าร่วมประชุมกว่า 1 หมื่นคน นอกจากนี้ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้นายบุญจงชี้แจงเหตุการณ์ ซึ่งทุกคนไม่ได้วิตกในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด แม้

ฝ่ายค้านหรือ ส.ว.จะยื่นเรื่องแจ้งข้อกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. และ กกต. แต่ก็เชื่อว่านายบุญจงสามารถชี้แจงได้ “บังเอิญว่านายบุญจงเป็น ส.ส.ในพื้นที่ สิ่งที่นายบุญจงทำนั้น เป็นกิจกรรมที่ต้องพบกับประชาชนอยู่แล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบก็เชิญนายบุญจง ในฐานะที่เป็นตัวแทนรัฐบาล ส่วนข่าวที่ออกมาว่าแนบนามบัตรนั้น ข้อเท็จจริงคือ ส.ส.ที่มอบทุกคน เมื่อพบกับชาวบ้านก็ให้ เบอร์โทรศัพท์ไว้ เผื่อมีปัญหาประชาชนก็ติดต่อได้” นายศุภชัยกล่าว

“ชวรัตน์” ยกเป็นอุทาหรณ์เตือน ส.ส.

เมื่อถามว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งสัญญาณอะไรมาหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า ไม่มีสัญญาณอะไร เมื่อถามต่อว่านายเนวิน ชิดชอบ อดีต กก.บห.ไทยรักไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นห่วงหรือให้คำปรึกษาหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า นายเนวินไม่ได้แสดงความห่วงใยอะไร นายเนวินเป็นแค่คนให้คำปรึกษาเท่านั้น เมื่อถามว่า ข้อกล่าวหานายบุญจงจะส่งผลให้พรรคถูกยุบหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า จากการหารือกันมั่นใจว่า กระทำของนายบุญจงไม่น่าที่จะผิดกฎหมายของ กกต. เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะมีความผิดถึงขั้นที่ต้องยุบพรรค ทั้งนี้นายชวรัตน์ ได้กำชับให้สมาชิกและ ส.ส.ของพรรค ดูกรณีนายบุญจงมาเป็นอุทาหรณ์ว่า ต่อไปจะดำเนินการอะไร ให้ดูกฎหมายอย่างละเอียด และอย่าทำอะไรที่หมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมาย

พท.ไล่บี้ “พีระพันธุ์-โสภณ-เกื้อกูล”

ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคมและนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม ที่ลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี งบประมาณ 2552 เมื่อวันที่ 28 ม.ค. เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 วรรค 2 ที่ระบุว่า ห้ามรัฐมนตรีลงมติใดๆ ใน เรื่องที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสีย โดยนายสุรพงษ์กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นคงเกิดจากที่รัฐมนตรีใหม่ 3 ท่านรู้เท่าไม่ ถึงการณ์ อ่านรัฐธรรมนูญไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะนายพีระ-พันธุ์ที่แสดงความคิดนุ่มนิ่ม อ่อนหัด ขนาดเป็นมือกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ กลับชี้แจงว่าเครื่องกดบัตรในที่ประชุมสภาฯเสีย เป็นการปฏิเสธความผิดแบบเด็กๆ แบบนี้ตายอย่างเขียด และที่ผ่านมานายกฯพร่ำพูดถึงกฎ 9 ข้อ มีข้อหนึ่งที่ระบุให้รัฐมนตรีต้องมีความรับผิด ชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรี 3 คน ได้คิดทบทวนในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ก่อนแสดงความรับผิดชอบโดยลาออกจากตำแหน่ง

ยุให้ปรับ “วิฑูรย์-บุญจง” พ้นตำแหน่ง

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ขอให้นายกฯอย่ากลืนน้ำลายตัวเอง เมื่อกลับจากต่างประเทศจะต้องปรับรัฐมนตรี 3 คน ออกจากตำแหน่งทันที รวมถึงต้องปรับนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ กรณีปลากระป๋องเน่า นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กรณีแจกเงินสดในโครงการช่วยเหลือคนจน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ พร้อมแนบนามบัตรของตัวเอง ให้ออกจากตำแหน่งด้วย วันนี้เวรกรรมมีจริง พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่าแก่ ชอบอ้างว่ารู้กฎหมายยึดมั่นรัฐธรรมนูญ จึงต้องรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น และเชื่อว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ไม่ได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม หากนายกฯยังไม่ดำเนินการอะไร หรือรัฐมนตรีที่มีปัญหายังไม่ลาออก ก็จะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้จะเป็นการพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง ถ้าศาลไม่เอียงเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะกลับประเทศไทยมาสู้คดีแน่นอน

พท.ยื่นหลักฐานเพิ่มมัด “บุญจง”

บ่ายวันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายคารม พลทะกลาง คณะทำงานกฎหมาย พรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ ไต่สวนนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีนำงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มาแจกชาวบ้าน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา โดยมิชอบ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า หลักฐานที่นำมายื่นเพิ่ม เติมเป็นซีดีการแจกเงินให้ชาวบ้าน มีภาพชัดเจนว่านายบุญจงแจกเงิน ผ่าห่ม และมีภาพภริยานายบุญจงที่ไม่มี หน้าที่เกี่ยวข้อง ยืนช่วยกันแจกเงินด้วย นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่พร้อมเป็นพยานให้การในคดีนี้ด้วย แต่ยังไม่ สามารถเปิดเผยตัวได้ หลักฐานทั้งหมดเอาผิดนายบุญจงได้แน่นอน เป็นการกระทำที่เรียกว่าประชานิยมแบบอภิ-สิทธิ์ เป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง เอาเงินหลวงไปแจก เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง ขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังทำหนังสือขอรายชื่อประชาชน 200 คน ที่ได้รับแจกเงินในวันดังกล่าวจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่าส่วนใหญ่ผู้ได้รับแจกเงินเป็นหัวคะแนนนายบุญจง ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ฐานเสียง หัวคะแนน แทนที่จะแจกให้กับประชาชนที่ลำบากจริงๆ

ปธ.วุฒิสภาออกรับแทน ครม.ไม่ผิด

ที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน จะยื่นถอดถอนรัฐมนตรีที่ลงมติรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2552 ที่อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 177 เพราะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียว่า เป็นคนละเรื่องกัน ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันโดยตรง อย่างมีคนเอาหนังสติ๊กไปยิงไก่ แล้วเกิดไก่วิ่งไปชนหม้อแกงหกจนไม่สามารถกินได้ อย่างนี้จะไปโทษคนยิงไก่ได้อย่างไร แต่หาก ส.ส.ยื่นเรื่องมา ตนก็ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ทั้งเรื่องรายชื่อและข้อหา แล้วส่ง ไปให้ ป.ป.ช.หรือศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด จะได้เป็นบรรทัดฐานต่อไป ที่ผ่านมาเคยมีรัฐมนตรีลงมติในลักษณะเดียวกันนี้ เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมายเข้ามา ส.ส.มีหน้าที่ผ่านกฎหมาย ถ้าไม่ทำหน้าที่หรือไม่เข้าประชุม จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ เมื่อถามว่ามองคำว่า มีส่วนได้เสียอย่างไร นายประสพสุขตอบว่า การได้เสียในเรื่องนี้หมายความว่างบประมาณที่ลงไปอยู่ในโครงการแล้ว ส.ส.มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่งบประมาณกว่าแสนล้านบาทที่จะนำไปใช้กับประชาชนทั่วประเทศอย่างนี้ ก็ต้องดูว่าโดยตรงหรือไม่ เมื่อถามว่าถ้างบประมาณลงไปในส่วนของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงยุติธรรมถือว่าเข้าข่ายหรือไม่ นายประสพสุขตอบว่า ไม่น่าจะแยกกันได้ เพราะรวมอยู่ในงบก้อนเดียวกัน

“เรืองไกร” เชื่อเข้าข่ายขัดมาตรา 177

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า เท่าที่ดูน่าจะเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 177 วรรค 3 ซึ่ง ส.ส.สามารถใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 เพื่อยื่นต่อ ป.ป.ช. หรือยื่นตามมาตรา 275 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากศาลรับคำร้องรัฐมนตรีก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ไม่ว่า ส.ส. รัฐมนตรี หรือ ส.ว. จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นในการใช้กรอบอำนาจ อย่าปฏิบัติขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งในเรื่องจริยธรรมต้องอยู่สูงกว่ากฎหมาย และบังเอิญว่าเป็น ครม. ที่มีคนมองว่ามีมาตรฐานทางจริยธรรมสูง เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต.บางคน ระบุว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบกรณีของ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ที่แจกเงินพร้อมนามบัตร นายเรืองไกรตอบว่า ขณะนี้ กกต.แต่ละคนยังเห็นไม่สอดคล้องกัน แต่อยู่ที่การตีความ คำว่า “โดยทางตรงหรือทางอ้อม”

“สุรพงษ์” ยื่นเอกสาร “มาร์ค-เนวิน”

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อ ไทย เดินทางมายื่นเอกสารเพิ่มเติมกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กอดกันและตกลงร่วมจัดตั้งรัฐบาล ต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ กกต. โดยนายสุรพงษ์กล่าวว่า วันนี้ได้นำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามาส่งให้คณะอนุกรรมการใช้ประกอบการพิจารณา เนื่องจากเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีการระบุให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องดำเนินนโยบายเดิม 4 ประการของรัฐบาลชุดก่อน และวันนี้เรื่องนโยบายประชานิยม กับการต่อมาตรการ 6 เดือนรัฐบาลก็ได้ทำแล้วตามที่นายเนวินเสนอให้ทำ จึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่า สิ่งต่างๆที่สัญญาว่าจะเป็นรัฐบาลร่วมกันตามข้อตกลงนั้น ได้ดำเนินการตามข้อตกลงทั้งหมดแล้ว จึงได้นำหลักฐานมาส่งให้คณะอนุกรรมการใช้ประกอบการพิจารณาดังกล่าว

รอส่งหลักฐานฮั้วเลือกตั้งซ่อมอีก

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ถ้าหากหลักฐานชัดเจนขนาดนี้ ความเป็นธรรมยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะอยู่ ไปได้อย่างไร ทั้งนี้อยากฝากถึงนายอภิสิทธิ์ว่า ท่านเป็นคนหนุ่มอนาคตไกล ดังนั้น ต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ อย่าคิดสั้นฆ่าตัวเองทางการเมืองจะดีกว่า

นายสุรพงษ์กล่าวถึงกรณีที่ กกต.สั่งตั้งอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. สรรหา ขอให้ตรวจสอบกรณีพรรคการเมืองฮั้วสมัครลงเลือกตั้งว่า กรณีนี้ได้เคยยื่นขอให้ กกต.ตั้งอนุกรรมการสอบเช่นกัน เชื่อว่าทาง กกต.คงจะสั่งให้รวมพิจารณาเป็นสำนวนเดียวกันได้ และจะเรียกมาชี้แจง ในเร็ววันนี้จะได้นำหลักฐานเอกสารต่างๆที่มีอยู่นำส่งให้ทางอนุกรรมการใช้ประกอบการพิจารณาต่อไป

กลุ่มประชาฯปลุกผีพรรคราษฎร

ส่วนความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายยื่นฟ้องนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท กรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ได้ลงสมัคร ส.ส.มหาสารคาม ในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาว่า แอบอ้างชื่อตนไปใช้ในการหาเสียง จนเป็นเหตุให้ประชาชนหลงเชื่อและเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค ขณะเดียวกัน กลุ่มของ พล.ต.อ.ประชา ที่จับมือกับกลุ่มปากน้ำของนายวัฒนา อัศวเหม ก็ได้รื้อฟื้นพรรคราษฎร ขึ้นมารองรับกลุ่มของตัวเองแล้วเช่นกัน เพราะมั่นใจว่าในที่สุดพรรคเพื่อแผ่นดินจะถูกยุบพรรคในที่สุด โดยให้ ส.ส.กลุ่มวาดะห์ 3 คน ได้แก่นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายนัจมุจดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส และนางฟารีดา สุไลมาน

ส.ส.สุรินทร์ ได้ย้ายไปสังกัดพรรคราษฎรแล้ว นายอารีเพ็ญกล่าวว่า เป็นห่วงว่าปัญหาในพรรคเพื่อแผ่นดิน อาจจะส่งผลให้ไม่สามารถเข้าสังกัดได้ทันภายใน 60 วัน จึงเห็นว่าควรมาสังกัดกับพรรคราษฎรก่อน เพราะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นกลาง ไม่ได้อยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตรงกับแนวทางที่ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับขั้วการเมือง

"สดศรี"ปูด"สุเทพ"ชะตาเดียวกับ"บุญจง"กกต.เคยลงมติผิดอาญา พท.เล็งยกเป็นญัตติตรวจสอบกกต.ฟันมท.2 ล่าช้า

ที่มา มติชนออนไลน์

กกต.ปัดช่วย-รับเร่งฟัน มท.2 อ้างไม่มีเหตุจูงใจจงใจช่วยจริงคงไม่เอาผิด กกต.โคราชยังรอเรื่องจากส่วนกลาง "สดศรี" ปูดมติกกต.ชี้ "สุเทพ"ผิดอาญาเหมือน"บุญจง" พท.เล็งยกเป็นญัตติตรวจสอบกกต.หารือใน กมธ.ดำเนินการล่าช้า รมช.มหาดไทยปฏิเสธข่าวซื้อใบแดง

คลิกอ่าน - เปิดหลักฐาน มัด กกต.หมกเม็ดแจกใบแดง-ดองคดีอาญาอุ้ม"บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" ?

จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งเมื่อตอนเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมา แต่ นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 10 เดือน กกต.ยังมิได้ดำเนินการใดๆแก่นายบุญจงตามที่มีมติแต่อย่างใด

"สดศรี" ปูดมติกกต.สุเทพผิดอาญา


นางสดศรี สัตยธรรม กกต.กล่าวเมื่อวันที่ 31 มกราคม ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคยมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จริง ซึ่งตามขั้นตอนแล้ว เมื่อ กกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญา สำนักวินิจฉัยและคดี ของ กกต.จะต้องจัดทำความเห็นและร่างคำวินิจฉัย เพื่อส่งไปยัง กกต.จว. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่ทราบว่าเรื่องของนายบุญจงไปถึงไหนแล้ว เพราะ กกต.มีหน้าที่เพียงวินิจฉัยเท่านั้น ส่วนงานด้านธุรการจะเป็นทางสำนักวินิจฉัยและคดีเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะจะให้ กกต.ไปนั่งดูแลทั้งหมดคงไม่ได้ แต่ถ้าดูจากกรอบระยะเวลาเรื่องน่าจะอยู่ที่ กกต.จว.แล้ว ส่วนการที่ กกต.ไม่ได้แจกใบแดง (เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง) ให้กับนายบุญจงนั้น เพราะพยานหลักฐานการสืบสวนไปไม่ถึง จึงเอาผิดได้เพียงให้ดำเนินคดีอาญา


"นอกจากนายบุญจงแล้ว กกต.ยังมีมติในลักษณะเดียวกัน คือเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 กกต.ให้ดำเนินคดีอาญากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ (ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์) รองนายกรัฐมนตรี และพวกเช่นเดียวกัน โดยนายสุเทพเคยไปช่วยหาเสียงสนับสนุนแจกทุนการศึกษาในช่วงเลือกตั้งให้กับนายธานี เทือกสุบรรณ (น้องชายนายสุเทพ) ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนี้เรื่องน่าจะอยู่ที่สำนักวินิจฉัยและคดีเป็นผู้ดำเนินการต่อ" นางสดศรีกล่าว


กกต.โคราชยังรอเรื่องจากส่วนกลาง


พล.อ.วีรวุธ ส่งสาย ประธาน กกต.จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า จำเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เพราะ จ.นครราชสีมา เป็นจังหวัดใหญ่ มีเรื่องสืบสวนสอบสวนมาก โดยในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ได้นัดให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ให้นำเรื่องทั้งหมดมาทบทวนและตรวจสอบดูว่าเป็นอย่างไร ดำเนินการถึงขั้นตอนไหนแล้ว


"ขอยืนยันว่า หลังได้รับเรื่องร้องเรียนของนายบุญจง ทาง กกต.นครราชสีมา ได้สอบสวนพยานและรวบรวมหลักฐานส่งไปให้ กกต.กลางพิจารณาวินิจฉัยหมดแล้ว ส่วน กกต.กลางจะส่งเรื่องกลับมาหรือยังนั้น ต้องตรวจสอบดูหนังสือที่เข้ามายัง กกต.นครราชสีมา ก่อน " ประธาน กกต.นครราชสีมากล่าว


นายกนก ศิริเพ็ญโสภา หัวหน้างานสืบสวน กกต.นครราชสีมา กล่าวว่า กกต.นครราชสีมา ได้ส่งเรื่องร้องเรียนพร้อมสรุปสำนวนแนบพยานหลักฐาน และ กกต.จังหวัดทั้ง 5 คน ลงมติส่งให้ กกต.กลางพิจารณาไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีเรื่องตีกลับมาจาก กกต.กลางอย่างใด ซึ่งตนในฐานะฝ่ายสืบสวนของ กกต.จังหวัดนครราชสีมา ก็รอเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เรื่องทุกอย่างยังคงอยู่ที่ กกต.กลาง


กกต.ปัดช่วย-รับเร่งฟัน"บุญจง"


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต. ไม่ยอมดำเนินคดีอาญากับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ในฐานะอดีตผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน (พปช.) ทั้งที่มีมติ กกต. เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 ว่านายบุญจงกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ในเรื่องที่นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ร้องเรียนว่า หลัง กกต.มีมติว่านายบุญจงมีความผิดตามมาตรา 53 สำนักเลขาธิการ กกต.ได้มอบหมายให้ฝ่ายกิจการสืบสวนส่งเรื่องให้สำนักวินิจฉัยคดีดำเนินการต่อ แต่เหตุที่ล่าช้าเพราะสำนักดังกล่าวเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ ขณะที่เรื่องร้องเรียนมีเข้ามามาก เฉพาะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 ก็มีสำนวนกว่า 700 เรื่องแล้ว ซึ่ง กกต.ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นหมดแล้ว ล่าสุดทราบว่าการยกร่างคำวินิจฉัยและสำนวนในคดีนายบุญจงเสร็จแล้ว และเสนอให้ กกต.ชุดใหญ่ลงนามแล้ว ดังนั้น จะเร่งดำเนินคดีอาญาต่อไปแน่ ซึ่งคดีอาญามีอายุความถึง 10 ปี


"ขอยืนยันว่า กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยคิดช่วยเหลือคุณบุญจง เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งคุณบุญจงได้ลงสมัครในนามพลังประชาชน กกต.เองถูกวิจารณ์มากว่าจ้องแจกใบแดงเฉพาะผู้สมัครจากพลังประชาชน ดังนั้น จึงไม่มีมูลเหตุจูงใจให้ กกต.ต้องเข้าไปโอบอุ้มคุณบุญจงเลย กกต.ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณบุญจงเป็นใคร และจะได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ดังนั้น อยากขอความเป็นธรรมให้ กกต.ด้วย" เลขาธิการ กกต.กล่าว


อ้างเหตุไม่ส่งศาลเพิกถอนสิทธิฯ


ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ไม่ยอมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายบุญจง ตามมาตรา 111 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น นายสุทธิพลกล่าวว่า การมีความผิดตามมาตรา 53 ไม่ได้หมายความว่าต้องถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งตามมาตรา 111 ทุกกรณีไป แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ดุลพินิจของ กกต. ถ้าเห็นว่ามีระดับความร้ายแรง ทำให้การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ก็จะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่ผ่านมามีตัวอย่างเทียบเคียงในหลายกรณีที่ กกต.มีมติว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่ได้รับเลือก มีความผิดตามมาตรา 53 แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 111 อาทิ 1.การประชุม กกต. ครั้งที่ 61/2551 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 กกต. ให้ยกคำร้องคัดค้าน แต่ให้ดำเนินดคีอาญากับผู้สมัคร ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน 2.การประชุม กกต. ครั้งที่ 81/2551 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 กกต.ให้ยกคำร้องคัดค้านผู้สมัคร ส.ส.พะเยา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคประชาราช แต่ให้ดำเนินดคีอาญา 3.การประชุม กกต. ครั้งที่ 139/2551 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 กกต.ให้ยกคำร้องคัดค้านผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาราช แต่ให้ดำเนินคดีอาญา


จงใจช่วยจริงคงไม่เอาผิดอาญา


"เท่าที่ตรวจสอบมติ กกต. เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 พบว่า กกต. 4 คน มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับคุณบุญจงเพราะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 53 แต่มีเพียง 1 คน ที่เห็นควรสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 111 ด้วย ดังนั้น เมื่อไม่ใช้เสียงข้างมาก ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เวลาลงมติกรรมการแต่ละคนก็ต่างคนต่างติ๊ก ไม่มีการซูเอี๋ยกัน ดังนั้น ถ้า กกต.จงใจช่วยคุณบุญจงจริง คงไม่ดำเนินคดีอาญากับเขา เพราะความผิดตามมาตรา 53 จะได้รับโทษคือ จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสูงสุดถึง 10 ปี" นายสุทธิพลกล่าว


พท.เล็งยกเป็นญัตติตรวจสอบกกต.


นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้า จะหยิบยกกรณี กกต.ดำเนินการกับนายบุญจงล่าช้าเป็นญัตติด่วนขึ้นมาหารือใน กมธ. ก่อนที่จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เพื่อให้ประชาชนคลายความสับสนในประเด็นนี้ อย่างไรก็ตาม ดูจากเอกสารแล้วเห็นว่ามีหลักฐานชัดเจน โดย กกต.จะต้องตอบคำถามในเรื่องดังกล่าวเพราะเป็นกระบวนการภายในของ กกต.ที่จะต้องจัดการกันเอง


ขณะที่นายบุญจงปฏิเสธให้สัมภาษณ์ ในเรื่องนี้ กล่าวเพียงกล่าวสั้นๆ ว่า "ไม่ทราบ และขณะนี้อยู่ในพื้นที่ไม่ขอตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น" เช่นเดียวกันกับนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ที่กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในของ กกต. พรรคภูมิใจไทยไม่มีความเห็น


"บุญจง" ปฏิเสธข่าวซื้อใบแดง


สำหรับนายบุญจงนั้น ได้ลงพื้นที่เป็นประธานเปิดงานรวมใจอาสาพัฒนาชุมชน เนื่องในวาระครบรอบ 40 ปี โครงการพัฒนาผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ภายในศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชน เขต 11 ต.หนองหัวแรด อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา ในโอกาสนี้นายบุญจงมอบประกาศเกียรติคุณให้อาสาพัฒนาชุมชนดีเด่น และปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับมติ กกต.โดยกล่าวว่า "เรื่องนี้ผมไม่ทราบและไม่ขอตอบ" ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวออกมาว่า เป็นการซื้อใบแดง นายบุญจงกล่าวว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายบุญจงตอบว่า "ไม่มี ผมไม่ทราบ เรื่องนี้ผมไม่ตอบ แค่นี้พอ"

"เสื้อแดง"มาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล

ที่มา มติชนออนไลน์






ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มเดินทางมารวมตัวกันชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกือบเต็มพื้นที่ตั้งเวทีปราศัยโจมตีรัฐบาล ในวันที่ 31 มกราคม ที่ท้องสนามหลวง



'นปช.'ขู่ดับเครื่องชนแตกหักดักคอรบ.อย่าเสี่ยงกร้าวเสื้อแดง!!

ที่มา ประชาทรรศน์

'จตุพร' ขู่ดับเครื่องชน หากถูกห้ามชุมนุมที่หน้าทำเนียบ 'บัญญัติ'เชื่อใจเสื้อแดงต้านรบ.ไม่ยืดเยื้อ เชื่อสภาแข็งแรง 'กรณ์' จ้อไม่สนเมิน นปช. บุกยึดทำเนียบ ด้าน 'เทพเทือก'ปอดไม่ขอท้าทายกลุ่มเสื้อแดง เจ้าตัวเชื่อคนมาเรือนหมื่น แท่ทัพภาคที่ 1 ผสานกำลังตร. ย้ำทหารไม่ออกจากที่ตั้งถ้าไม่จำเป็น โคตรลงทุน!สันติบาลสั่งติดกล้องวงจรปิดเพิ่ม จับตาทุกฝีก้าว เสื้อแดงสมุทรปราการเจอรถทัวร์เบี้ยว-ตะปูเรือใบ ขวางเข้ากรุง แกนนำย้ำไร้การโฟนอินยึกทำเนียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(31 ม.ค.) ที่การชุมนุมใหญ่ ท้องสนามหลวง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)และทีมผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวถึงการชุมนุมของ นปช.ในวันนี้ว่า ทราบข่าวว่ามีความพยายามจะสกัดกั้นไม่ให้ นปช. เดินทางไปถึงทำเนียบฯ ทางแกนนำนปช.จึงมอบหมายให้ตนเป็นผู้เจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านสกัดอยู่ 4 จุด และอยากเตือนว่าถ้ารัฐบาลบีบให้ตำรวจกระทำการรุนแรงกับประชาชน จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการชุมนุมไม่เลิกราจนกว่าจะแตกหัก โดยนปช.จะใช้ทำเนียบรัฐบาล เป็นสมรภูมิ ดังนั้นถ้ารัฐบาลมีสมองพอก็ควรเปิดโอกาสให้ นปช. เข้าไปประกาศเจตนารมณ์

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ที่สนามหลวง วันนี้ (31 ม.ค.) ว่าได้มีการประเมินสถานการณ์ไว้ตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐบาล จึงไม่รู้สึกหวั่นไหว ปัญหาจึ
งอยู่ที่ว่าจะมีผู้มาร่วมชุมนุมมากน้อยแค่ไหนจะชุมนุมต่อเนื่องยาวนานหรือไม่ และจะมีการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ แต่เท่าที่ฟังแกนนำคนเสื้อแดงให้สัมภาษณ์ เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตามไม่รู้สึกกังวลว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือยุบสภา เนื่องจากข้อเรียกร้องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตร และการเปลี่ยนตัวรมว.ต่างประเทศ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใน 3 เดือน มาตรการต่าง ๆ ซึ่งเป็นทางออกเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว น่าจะเป็นผล

ส่วนข้อเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 นั้น นายบัญญัติ กล่าวยอมรับว่า รัฐธรรมนูญปี 50 มีหลายมาตราค่อนข้างเคร่งครัด แต่ตนมองว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องรีบดำเนินการ
ซึ่งถ้ามองกันจริง ๆ การแก้ไขก็ถือเป็นการอุดช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และเมื่อเขียนมาแล้ว ก็ควรลองใช้ไประยะหนึ่ง เพราะไม่ถึงขั้นจะเป็นอุปสรรคข้อขัดข้องในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้สภาฯ ก็มีคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบจากการใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลนี้ ก็ประกาศชัดเจนว่า ต้องมีการแต่งตั้งคณะบุคคล อาจจะเป็นคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ขึ้นมาทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ฝากภาระไว้กับสถาบันพระปกเกล้า

"การเคลื่อนไหวของภาคเอกชนที่กล้าแสดงโดยเฉพาะความคิดเห็นของ 3 สถาบันหลักในภาคธุรกิจ ทั้งสมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ถือเป็นเรื่องที่ดี และคิดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมเปลี่ยนขั้วมาหนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงประชาชนเริ่มมีความคิดเห็นคล้อยตาม ดูได้จากผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยคิดว่า 29 ที่นั่ง 26 เขตเลือกตั้ง 22 จังหวัดครั้งที่แล้ว จะได้ถึง 7 ที่นั่ง อย่างไรก็ตามการชุมนุมการเรียกร้อง ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญแต่ตนมองว่าประชาชนวันนี้เริ่มอยากเห็นการเมือง มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น จึงเชื่อว่าประชาชนอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้สถานการณ์ในบ้านเมืองให้นิ่ง” นายบัญญัติ กล่าว

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการรวมกลุ่มชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ได้เริ่มทยอยเข้ามาสมทบกันที่ ท้องสนามหลวง ตามคำประกาศนัดชุมนุมครั้งสำคัญในวันนี้ (31 ม.ค.) ของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยในขณะนี้ ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 35 กองร้อย เพื่อเตรียมรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวง พร้อมผสานกำลังจากเจ้าหน้าที่ทหารอีก 22 กองร้อยเพื่อเสริมทัพในกรณีฉุก

เสื้อแดงอีสาน 3 พันคนบุกเข้าสนามหลวง

สำหรับบรรยากาศการเดินทางมายังท้องสนามหลวง ของกลุ่มผู้สนับสนับสนุนในต่างจังหวัดนั้น ในส่วนของ จ.อุดรธานีมีกลุ่มประชาชนเสื้อแดง ได้เดินทางไปด้วยรถทัวร์มาตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา จำนวน 13 คัน รถตู้ 10 คัน รถไฟ และรถโดยสารประจำทาง
รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,100 คน โดยก่อนหน้านี้ได้มีประชาชนเสื้อแดงบางส่วนออกเดินทางล่วงหน้าไปแล้วกว่า 500 คน ซึ่งหากรวม กลุ่มผู้ชุมนุมจากจ.หนองบัวลำพู จ.หนองคาย จ.สกลนคร และจ.ขอนแก่น คาดการณ์ว่าน่าจะจำนวนมีประมาณกว่า 3,000 คน

อย่างไรก็ตามด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สำนักงานขนส่งจังหวัด และหน่วยงานความมั่นคง ได้มีการตั้งด่านคอยดูแลความปลอดภัยตรวจสอบกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างใกล้ชิด

2 มาตรฐาน เสื้อแดงโดนสกัดกลางลำ

ขณะที่นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำนปช. และประธานสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เอฟเอ็ม92.75 เมกะเฮริตซ์ กล่าวว่าขณะนี้ กลุ่มคนเสื้อแแดง จากต่างจังหวัดทยอยเดินทางมาที่ท้องสนามหลวงแล้ว แต่ได้รับรายงานว่าบางพื้นที่เจ้าหน้าที่พยามสกัดกั้นการเดินทาง เช่น ที่จังหวัดสมุทรปราการ รถบัส ไม่กล้ารับงาน บางพื้นที่มีการโปรยตะปูเรือใบ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีผู้มาชุมนุมไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน ซึ่งแกนนำประกาศห้ามพกพาอาวุธ รวมถึงการขว้างปาไข่ด้วย ส่วนการจะเคลื่อนไปปิดทำเนียบรัฐบาลหรือไม่นั้น นายชินวัฒน์ กล่าวว่า ต้องดูสถานการณ์ก่อน และหากไปจริง คนเสื้อเแดงก็จะไม่บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เหมือนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยทำอย่างแน่นอน

'เทือกเทพ'ยอมไม่ขอท้าทายเสื้อแดง

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้อแดงในวันนี้ว่า ตนได้ทำการประเมินไว้แล้วว่า คงมีจำนวนผู้ชุมนุมถึงหลักหมื่นคน ซึ่งเบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากใครทำผิดกฎหมาย ต้องดำเนินคดี ส่วนกำลังพลที่อาจมีไม่เพียงพอนั้น ขณะนี้ได้ทำการประสานขอกำลังทหารเพื่อเข้ามาช่วยเหลือได้ทันที อย่างไรก็ตามรองนายกรัฐมนตรีตนคงไม่ขอคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะบานปลายหรือไม่ เพราะไม่อยากไปท้าทายกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ขอให้การชุมนุมอยู่ภายใต้กฎหมาย

มท.ภ.1 ย้ำทหารจะอยู่ในที่ตั้ง

ด้านพล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า กำลังตำรวจจะทำหน้าที่หลักดูแลสถานการณ์ หากเหตุการณ์ไม่รุนแรง ทหารก็จะอยู่ในที่ตั้งตามปกติ โดยจะใช้แผนอาร์มทองที่เคยใช้ในการดูแลความสงบเรียบร้อย แต่หากตำรวจประสานมาก็พร้อมให้การสนับสนุนในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน

ลงทุนสันติบาลเพิ่มกลองวงจรปิด-ไฟรอบทำเนียบ

ในส่วนของการเตรียมการรักษาความปลอดภัยนั้น ด้านพล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่า ได้เพิ่มกล้องวงจรปิดโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ในการตรวจสอบความเคลื่อนไหว ประเมินด้านการข่าว การชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่จะเคลื่อนขบวนมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเย็นวันนี้ พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เตรียมรถไฟฟ้าส่องสว่าง หากการชุมนุมยืดเยื้อและผู้ชุมนุมมีการเคลื่อนพล ก็ง่ายในการตรวจสอบ หากเกิดเหตุไม่ปกติขึ้น พล.ต.ท. กล่าวอีกว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงได้ทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสมทบการชุมนุม ซึ่งตำรวจสันติบาลประเมินว่าจะมีผู้เข้าร่วมในช่วงเย็นวันนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000 คน

พร้อมกันนี้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้เน้นย้ำในที่ประชุมร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 วานนี้ โดยยืนยันว่า จะไม่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมโดยเด็ดขาด เน้นการเจรจาต่อรองเป็นหลัก และให้จับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มมือที่สามที่อาจสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายขึ้น

บก.น.1 เรียกรวมพลเที่ยงนี้-ตร.ถกเครียด4โมงเย็น

ด้านพล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวถึงการเตรียมกำลังตำรวจในการดูแลความเรียบร้อยกลุ่มผู้ชุมนุม โดยระบุว่าในช่วงนี้จะใช้กำลังตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 และ 2 รวม 2 กองร้อย เพื่อดูแลความเรียบร้อยในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยจะนัดรวมพลกำลังตำรวจและรายงานตัวในช่วงเที่ยงนี้

ส่วนการตั้งจุดสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมใน 4 จุด เพื่อเจรจาไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล จะมี พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คอยเจรจาอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ส่วนอำนาจการตัดสินใจว่าจะให้กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ผ่านในแต่ละจุดสกัดจะอยู่ที่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ จะเป็นผู้สั่งการ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเวลา 16.00 น.วันนี้ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเดินทางเข้าร่วมประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การชุมนุม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลด้วย

ผสานขอกำลังกองทัพ-วางแผงเหล็ก4รอบทิศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ได้ทำหนังสือขอกำลังจากกองทัพ ให้เข้าเสริมดูแลสถานการณ์ โดย พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพจะยึดแนวเดิม ในการดูแลการชุมนุม และจะจัดกำลังตามสถานการณ์ โดยมีการเตรียมกำลังไว้ในที่ตั้ง และกำลังสำรองหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

เบื้องต้นกองบัญชาการตำรวจนครบาลใช้แผนกรกฎในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมในวันนี้ ขณะที่ด้านนอกทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดเตรียมกำลัง และแผงเหล็กรั้วกั้นไว้พร้อมเพื่อตั้งเป็นจุดสกัด ไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินทางมา เบื้องต้นกำหนดจุดสกัดไว้ 4 จุดคือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้าลีลาศ แยก จปร.และสะพานมัฆวานรังสรรค์

'เดอะตู่'ย้ำชัดไร้'แม้ว'โฟนอิน

บรรยากาศในการชุมนุมที่ ท้องสนามหลวงในขณะนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีประชาชนบางส่วนพร้อมใจกันสมเสื้อแดงทยอยเดินทางมายังจุดนัดพบท้องสนามหลวงอย่างคับคังแม้สภาพอากาศจะร้อนจัด อีกทั้งด้านเจ้าหน้าที่ได้เริ่มทำการเตรียมเวทีปราศรัยกัน พร้อมกับตรวจสอบความ พร้อมของระเสียง ส่วนแกนนำนปช.ทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายวีระ มุกสิกพงษ์ นาจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข จะเดินทางมาที่ท้องสนามหลวงในเวลาประมาณ 13.00 น. เพื่อทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล

กำหนดการต่อจากนั้นจะเป็นการแสดงดนตรีบนเวทีตามปกติก่อนที่จะมีการเปิดเวทีปราศรัยอย่างเต็มรูปแบบในเวลาประมาณ 16 .00 น. จากนั้นจะส่งสัญญาณการเดินขบวนจากสนามหลวงไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 21.00 น. โดยจะใช้เส้นทางถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องรัฐบาล 3 ประการคือ1. เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ 2. เรียกร้องให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และสุดท้ายเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา

อย่างไรก็ตามนายจตุพร หนึ่งในแกนนำกล่าวย้ำว่าในการชุมนุมใหญ่ในครั้งนี้จะไม่มีการต่อสายโทรศัพท์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน และจะใช้ยุทธวิธีการเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยเพื่อขอให้เปิดทางเพื่อเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล และจะไม่บุกเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล

'กรณ์' เมิน นปช.บุกยึดทำเนียบ

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่ประกาศจะเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ว่า ตนเองไม่รู้สึกกังวลต่อเรื่องดังกล่าว เพราะการแสดงออกถึงความคิดเห็นที่แตกต่างสามารถกระทำได้ เนื่องจากจะเป็นเสียงสะท้อนถึงความเข้มแข็งของประเทศ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ทั้งนี้ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้บริหารประเทศก่อน และขอให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งด้านภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ที่สำคัญจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคนในประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกฝ่ายใช้เหตุและผล เปิดใจให้กว้างต่อการรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ

แดงนครพนมถึงสนามหลวงแล้ว

ล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดง จ.นครพนม เดินทางไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวงแล้ว แต่จำนวนมีไม่ถึง 100 คน โดยแกนนำ โดยได้รับคำตอบว่าที่ไม่สามารถเดินทางมาได้มากมายนั้น เนื่องจากระยะทางที่ไกลและค่าใช้จ่ายในการไปชุมนุมแต่ละครั้ง มีจำนวนมากประกอบกับกลุ่มเสื้อแดงบางส่วน จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ แต่เชื่อมั่นว่าจะติดตามการชุมนุมในครั้งนี้ เป็นจำนวนมาก


ผู้ว่าฯกทม.ย้ำไม่แยกสีม็อบ

ด้านม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกรุงเทพมหานคร บัญชาการเหตุการณ์การชุมนุม และมีนโยบายว่า หากกลุ่มผู้ชุมนุมร้องขอรถสุขา ก็จะจัดให้อย่างเพียงพอ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นม็อบสีอะไร อีกทั้งยังได้ตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อประสานงานกับฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนที่มีการรายงานว่ามีการทำลายกล้องวงจรปิดหลายจุดของกรุงเทพมหานครเมื่อคืนที่ผ่านมานั้น กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมก็ได้

กกต.รับสั่งเชือด'เทพเทือก'แจกทุนการศึกษา'พท.'ชงแก้รธน.โจรสางปมถอด 3 รมต.

ที่มา ประชาทรรศน์

กกต.ยอมรับสั่งดำเนินคดีอาญา"เทพเทือก"แจกทุนการศึกษา ชี้หากรองนายกฯผิดจริงคงไม่กระเทือนถึงขั้นยุบพรรค เหตุกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นไม่มีบทลงโทษ ประธานวิปฝ่ายค้านเสนอยกเครื่องรัฐธรรมนูญโจร สางปมถอดถอน 3 รัฐมนตรี เล็งตั้งกระทู้สดถล่มเอสเอ็มเอส"นายกฯมาร์ค"

วันนี้ (31 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2551 สั่งให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ใหม่ เนื่องจากนายธานี เทือกสุบรรณ ผู้ได้รับเลือกตั้ง ถูกร้องเรียนว่า แจกทุนการศึกษา ในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งจากมติครั้งดังกล่าว นอกจากจะสั่งเลือกตั้งใหม่แล้ว ยังได้สั่งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ที่กี่ยวข้องและร่วมแจกทุนการศึกษา ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ และ นายประพนธ์ นิลวัชรมณี หัวคะแนน โดยในขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมสำนวนก่อนที่จะส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความผิด ก็จะมีโทษจำคุกหนึ่งถึงสิบปี ปรับสองหมื่นถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

กกต.ยอมรับสั่งเชือด"เทพเทือก"แจกทุนการศึกษา

ด้าน นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ยอมรับว่า กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับนายสุเทพ กรณีเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานีจริงดังกล่าวจริง แต่ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า จะเห็นด้วยกับการสั่งเลือกตั้งใหม่ของ กกต. หรือไม่ หากเห็นด้วยจึงจะดำเนินคดีอาญา แต่หากศาลไม่เห็นด้วย นายสุเทพก็ถือว่าไม่มีความผิด

ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงคือตนเองเดินทางไปงานสงกรานต์ที่เกาะสมุย และถวายสังฆทานที่นั่น ซึ่งตนได้มอบผ้าเช็ดตัวให้ผู้สูงอายุ ซึ่งก็มีผู้ไปร้องเรียนว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง เรื่องก็มีเท่านี้ ซึ่งตนเองก็พร้อมไปชี้แจงข้อเท็จจริงในศาลตามขั้นตอน

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูง เปิดเผยว่า ในกรณีดังกล่าว พ.ร.บ.เลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นละสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่ได้กำหนดโทษไว้เช่นเดียวกับ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ที่ระบุว่าหากกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นในการทุจริตเลือกตั้งต้องเป็นเหตุให้ยุบพรรค แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจจะต้องมีการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ที่เกี่ยวกับการยุบพรรคว่าจะตีความรวมไปถึงกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นด้วยหรือไม่

วิปฝ่ายค้านชงแก้รธน.สางปม 3 รมต.โหวตงบฯ

วันเดียวกัน นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐาะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 3 รัฐมนตรี ประกอบด้วยนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม และนายเกื้อกูล ด่านชัย รมช.คมนาคม ที่กระทำความผิดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 ว่าประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นทางกฎหมาย การที่สมาชิกมีข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับข้อกฎหมาย สามารถสอบถามและดำเนินการได้ แต่จะเป็นการตีความที่กว้างไปหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่คิดได้เสมอ การเป็นรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ผลที่เกิดจากรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่เรามุ่งเน้นมาโดยตลอด เพราะการปฏิบัติหน้าที่ใน ครม. เป็นประเด็นปัญหา จึงต้องระมัดระวัง ซึ่งผู้ที่จะชี้ขาดได้ว่าฝ่ายใดผิด คือศาลรัฐธรรมนูญ

"การที่รัฐบาลอ้างว่าสมัยที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ก็เคยยกมือกับกรณีเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องถามกลับไปว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบหรือไม่ หากไม่ได้ตรวจสอบคงจะมาอ้างไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกคนมีสิทธิ์ติดใจหรือสงสัยได้ เมื่อมีปัญหาและมีประเด็นเกิดขึ้น เมื่อตรวจสอบแล้วมีความผิดร้ายแรงเพียงใด เมื่อต้องออกจากตำแหน่งแล้วก็สามารถกลับเข้ามาสู่ตำแหน่งได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ เราจึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดสภาพคล่องในการปฏิบัติหน้าที่ ผมจึงเห็นว่าควรจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ" นายวิทยา กล่าว

แย้มเล็งตั้งกระทู้เอสเอ็มเอสถามนายกฯ

เมื่อถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะสร้างความลำบากใจให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า คงตอบแทนนายกฯไม่ได้ ถ้าถามในส่วนของเพื่อไทยตอบได้ว่าค่อนข้างสบายใจ ซึ่งมองว่าการปรับ ครม.ไม่เกี่ยวกับพรรคฝ่ายค้านอยู่แล้ว ส่วนจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นหรือไม่นั้น ก็ไม่แน่

“เราจะคิดแทนนายกฯ คงไม่ถูก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายกฯจะดีกว่า ท่านรู้ดีว่าท่านควรจะยุบสภา ลาออกหรือไม่ ผมคิดว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการตรวจสอบ ไม่อยากให้เกิดภาพลักษณ์ในทางที่ไม่ดี ทุกสัปดาห์ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ต่อไป และทุกสัปดาห์ฝ่ายค้านจะมีกระทู้เด็ดๆ ไว้ให้ประชาชนได้รับทราบ ทั้งเรื่องของการตั้งบอร์ดี้การ์ด เรื่อง SMS มันสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่ปฏิบัติได้ แม้จะเป็นรัฐบาลมานานแต่ก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้” นายวิทยา กล่าว

ปลื้ม"มาร์ค"เปิดช่องออกจอถล่มรัฐ

นองจากนี้ นายวิทยา กล่าวต่อว่า จะมีการแถลงเปิดตัวเพื่อไทยพบประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องโครงสร้างภายใน และกิจกรรมทางการเมือง โดยจะจัดสัมมนาที่เขาใหญ่ในวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์นี้ ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยเสนอเวลาออกอากาศให้ฝ่ายค้าน เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม เสนอให้เราแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และไม่ขัดแย้งกับรัฐบาลในทุกเรื่องไป